ธรรมธาตุแดนแห่งผู้บริสุทธิ์
วันที่ 14 มีนาคม 2542
สถานที่ : วัดอโศการาม สมุทรปราการ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมพระและฆราวาส ณ วัดอโศการาม สมุทรปราการ

เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒(กลางคืน)

ธรรมธาตุแดนแห่งผู้บริสุทธิ์

ไปไหนเรื่องเทศน์นี่รู้สึกว่าออกหน้าออกตามากทีเดียว ขึ้นเวทีบั้นแก่ ก็ไม่เคยเห็นพระและครูบาอาจารย์องค์ไหนที่ขึ้นเวทีบั้นแก่อย่างหลวงตาบัวนี้ ก็มีพระหลวงตาบัวองค์เดียวนั่นแหละขึ้นเวที ใครยังไม่เห็นในทีวีก็ดูเสีย พระบ้าองค์นี้ขึ้นเวที ให้พี่น้องทั้งหลายดูว่าบ้าแบบนี้ไม่เคยเห็น ให้ได้เห็นเสียบ้างว่าบ้าแบบหลวงตาบัวนี้เป็นบ้าประเภทใด เห็นแต่บ้าของโลกที่ชุลมุนวุ่นวายกันมากี่กัปกี่กัลป์ ไม่เห็นทางออกทางใดเลย แต่บ้าหลวงตาบัวนี้จะพาพี่น้องชาวไทยชาวพุทธเราออกทางไหนบ้าง คอยฟังคอยพิจารณาก็แล้วกัน บ้าแก้บ้า

คำว่าโลก คำว่าธรรม นั้นก็เทียบกันกับว่ากิเลสคือตัวโรค โรคภัยคือกิเลส เครื่องเยียวยารักษานั้นคือธรรม ต้องเป็นคู่เคียงกันมา มีโรคประจำกายไม่มียามีหมอรักษาก็ไปไม่ไหว นี่โรคอันนี้เป็นโรคของกิเลสประจำใจ ไม่ได้เหมือนโรคภายในร่างกายของเรา โรคนี้เป็นโรคกิเลสตัณหา เป็นโรคเรื้อรังมานานตั้งกัปตั้งกัลป์ ไม่มีวัย ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา คือโรคประจำจิตของสัตวโลก โรคชนิดนี้พาหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปได้หลายแบบหลายฉบับพรรณนาไม่ได้เลย

จึงต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องเยียวยารักษา เรียกว่า ธรรมโอสถ ถ้าไม่มีธรรมแก้เลย ปล่อยให้โรคชนิดนี้กำเริบในสัตว์ทั้งหลายถ่ายเดียวแล้ว สัตวโลกก็ไม่มีความหมายอันใดเลย เป็นเหมือนกับชิ้นเนื้อที่เขาลงต้มในกะทะนั้นแหละ แต่ชิ้นเนื้อไม่มีความรู้แฝงอยู่ในนั้น

สำหรับเราแต่ละคน ๆ นี้เป็นชิ้นเนื้อ แต่มีจิตเป็นผู้รับผิดชอบชั่วดีสุขทุกข์ต่าง ๆ แทรกอยู่ในร่างกายนั้น จึงต่างกันที่ตรงนี้ โรคชนิดนี้ต้องอาศัยยาคือธรรมโอสถเท่านั้น อย่างอื่นแก้ไม่หาย ไม่มียาขนานใดในสามแดนโลกธาตุนี้จะแก้โรคกิเลสตัณหานี้ได้ เพราะฉะนั้นคำว่าศาสนาหรือคำว่าธรรมกับโลก หมายถึงกลุ่มแห่งวัฏจักรนี้จึงต้องมีมาเป็นคู่เคียงกัน เป็นคู่ปรับ เป็นคู่ชะล้างกัน ศาสนาจึงมีเป็นบางกาลแม้ไม่ตลอดไป อย่างน้อยก็มีอย่างนั้น ถ้าให้เหมาะจริง ๆ แล้วศาสนธรรมที่มีผู้นำมาแสดง เช่น พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มาโปรด ทุกข์ภัยต่าง ๆ ก็จะเบาบางลงไปโดยลำดับสำหรับสัตวโลก

แต่นี้ธรรมเป็นเครื่องที่ต้องคุ้ยเขี่ยขุดค้นหามา เป็นเครื่องเยียวยารักษาและกำจัดโรคกิเลสนี้ได้ยาก ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ที่ตรัสรู้ขึ้นมา จึงมีได้เพียงพระองค์เดียว ไม่เคยมีสองเป็นคู่เคียงกันมาเลย เพราะอุบัติยากเกิดยาก พระพุทธเจ้าเกิดยากที่สุด กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ที่มาอุบัติตรัสรู้ขึ้นมาสั่งสอนโลกนี้ เกิดขึ้นได้ยากมาก ไม่มีอะไรจะยากยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์อุบัติขึ้นมาเป็นศาสดาสอนโลก นำธรรมมาชะล้างสิ่งสกปรกและกองทุกข์ทั้งหลายออกจากหัวใจโลก ยากที่ตรงนี้

ธรรมจึงควรมีเป็นคู่เคียงกันมาตลอด โรคกิเลสตัณหานี้จะไม่รุนแรงมากเกินขอบเขตไป เพราะมีธรรมเป็นเครื่องยับยั้ง มีธรรมเป็นเบรกห้ามล้อและกำจัด จึงพอเป็นพอไป บางรายก็หายโรคไปเลย คือท่านผู้บริสุทธิ์พุทโธ เริ่มตั้งแต่ผู้ที่ได้รับเยียวยารักษาจากธรรมแล้ว สำเร็จเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมา เช่น สำเร็จเป็นพระโสดา สำเร็จเป็นพระสกิทาคา สำเร็จเป็นพระอนาคา สำเร็จเป็นพระอรหัตบุคคลขึ้นมา นี้เรียกว่าเป็นผู้ที่เริ่มผ่านพ้นกองทุกข์ทั้งหลายในวัฏจักรวัฏวนนี้ไปได้เป็นลำดับ จนกระทั่งถึงขั้นหลุดพ้นไปได้โดยสิ้นเชิง ดังพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่าน

ท่านเหล่านี้เป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากแหล่งแห่งสมมุติ อันเป็นที่คุมขังของกิเลสวัฏจักร สำหรับสัตวโลกนอกนั้น ยังอยู่ในความควบคุมจากกิเลสเหล่านี้ตลอดมาและตลอดไป และจะตลอดไปถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องพยุง มีธรรมเป็นเครื่องเยียวยารักษา มีธรรมเป็นเครื่องกำจัด

เวลามาตรัสรู้ท่านจึงสอนให้สร้างคุณงามความดี กำจัดสิ่งที่เป็นภัยไปด้วยในขณะเดียวกัน เช่นการให้ทาน การเสียสละนี้ ก็เป็นเครื่องแก้กิเลสตัวเหนียวแน่นแก่นที่มั่นคงที่สุดภายในจิตใจสัตวโลก ไม่ยอมเสียสละให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้ง่าย ๆ เพราะความเหนียวแน่นของกิเลสตัวนี้บีบบังคับสัตวโลก แทนที่สัตวโลกจะได้รับความสุขความสบายเพราะความตระหนี่ถี่เหนียวนี้ ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลย แต่กิเลสมันก็ชอบอย่างนั้น

กิเลสอยู่ในหัวใจสัตว์ สัตว์จึงชอบตระหนี่ถี่เหนียว ทั้ง ๆ ที่หาความสุขจากความตระหนี่ไม่ได้เลย สัตว์ก็ยอมจำนน เพราะสัตว์โง่กว่าอุบายของกิเลสประเภทนี้ที่เรียกว่าความตระหนี่ จึงต้องมีธรรมเป็นเครื่องแก้กัน ธรรมคือความเสียสละ สละไปแบบใดก็ตาม สงเคราะห์สงหาให้สัตว์ให้บุคคลเพื่อนฝูงมนุษย์มนา ทำบุญให้ทานประเภทต่าง ๆ ด้วยความเสียสละแล้วท่านเรียกว่าการสร้างความดี จากการให้ทาน การให้เป็นข้าศึก เป็นเครื่องแก้กันกับความตระหนี่

ความตระหนี่นี้ถ้าไม่มีการให้เลย มันก็เหนียวแน่นเต็มตัวของมันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามีความเสียสละเข้าไปขัดไปแย้งกันแล้ว มันก็ลดเปอร์เซ็นต์ลงมา ความเสียสละนำแย่งจากความตระหนี่ออกไปได้มากน้อยเพียงไร ความตระหนี่นั้นก็จะลดลงไป ๆ ความทุกข์ที่เป็นผลเกิดขึ้นจากความตระหนี่นั้นก็จะลดตัวลงไป ๆ ความสุขที่เกิดขึ้นจากการทำบุญให้ทานนี้ก็จะเพิ่มตัวขึ้นเรื่อย ๆ นี่ละเป็นธรรมแก้กันอย่างนี้

ขอให้พี่น้องชาวพุทธเราทราบไว้ว่า ธรรมนี้เป็น เอส ธมฺโม สนนฺตโน เป็นธรรมที่เคยมีมาและเคยแก้ข้าศึกศัตรูต่อกัน คือความตระหนี่เป็นต้นนี้ มานานแสนนาน พระพุทธเจ้าพระองค์ใดตรัสรู้ขึ้นมา จึงต้องสอนการให้ทานเป็นพื้นฐานเบื้องต้นเลยทีเดียว จากนั้นก็ลำดับขึ้นไปถึงการรักษาศีล ทานนี้เป็นพื้นสำหรับชาวพุทธเรา มีมากมีน้อยขอให้ได้ทาน วันหนึ่ง ๆ เวลาหนึ่งกาลหนึ่งให้ได้ทานเสมอ

อย่าให้ความตระหนี่ถี่เหนียวรับเหมาไปเสียหมด จะกลายเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้เรา ทั้ง ๆ ที่เราสำคัญตนว่ามีเงินมีทองเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้าน ด้วยความตระหนี่หึงหวงเอาไว้ว่าจะมีความสุข ก็ไม่ได้มีความสุขอันใดเลย เป็นแต่ความสำคัญของจิตที่หลงกลกิเลสนั้นว่าเป็นของดี ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความสุขก็ว่าเป็นของดี มันก็ขัดแย้งกันไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นคนตระหนี่กับคนมีการเสียสละ กับคนมีจิตใจอันกว้างขวางนั้น ความสุขจึงต่างกันมากมาย

คนตระหนี่ถี่เหนียวแทนที่จะมีความสุขมากกลับไม่มี ลดลงไป ๆ เรื่องความสุขไม่ค่อยมี แต่คนที่มีความเสียสละนั้นจิตใจก็ชุ่มเย็น และกว้างขวางออกไปเป็นลำดับลำดา ระลึกการเสียสละคือการให้ทานของตนมากน้อยเพียงไร จิตใจยิ่งมีความอบอุ่นเย็นใจ พึ่งเป็นพึ่งตายได้ แน่นหนามั่นคงภายในใจไปโดยลำดับ นี่ต่างกันอย่างนี้

นี่ละคือที่พึ่งของใจ ได้แก่การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญเมตตาภาวนา สวดมนต์ ไหว้พระ นึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ อบรมจิตใจของตนให้มีความสงบผ่องใส นี้ล้วนแล้วตั้งแต่การสร้างเรือนใจให้แก่ใจของเรา สร้างที่พึ่งเป็นที่เกาะเกี่ยวของใจ เพราะใจไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่เกาะเกี่ยว ความตระหนี่ถี่เหนียวมีมากน้อยเพียงไร มีเงินจำนวนมากกองเท่าภูเขา ก็กลับมาเป็นข้าศึกต่อจิตใจเสียเอง ไม่ได้เป็นที่พึ่งของใจได้แม้นิดหน่อยเลย

ปราชญ์ทั้งหลายท่านจึงสอนให้เสียสละ สอนให้มีการให้ทาน เพราะความตระหนี่นี้ไม่มีส่วนได้จากมันเลย เวลาเป็นอยู่จิตก็ไปเกาะอยู่กับความตระหนี่ถี่เหนียวหาความสุขไม่ได้ โดยมีความหึงหวงเป็นเครื่องกังวลใจ ครั้นตายไปแล้วก็เป็นห่วงเป็นใย หากไม่มีกรรมชั่วมาก ตายแล้วก็ไปเป็นเปรตเป็นผีเฝ้าสมบัติเงินทองอยู่นั้น เป็นตุ๊กแกเป็นอะไร ๆ กี่ประเภท ความหึงหวงห่วงใยทำให้มาเกิดเป็นสัตว์ประเภทต่าง ๆ เฝ้าสมบัติอยู่นั้นแล นี่ละผลแห่งความตระหนี่มีแต่เรื่องความทุกข์ความห่วงใย ความผูกพัน สร้างกองทุกข์ให้เราในภพชาติหนึ่ง ๆ แต่ความเสียสละการทำบุญให้ทานมีแต่ความปล่อยวางพร้อม ๆ มีธรรมเป็นหลักยึด บุญเป็นหลักยึดของใจแน่นหนามั่นคงเข้าไปเป็นลำดับลำดา

ท่านจึงสอนให้มีทานเป็นรากฐานสำคัญในพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ไป สอนแบบเดียวกันหมด เพราะล้วนแล้วตั้งแต่จอมปราชญ์ฉลาดแหลมคม ตรัสรู้ธรรมอย่างเดียวกัน รู้คุณรู้โทษแห่งสิ่งที่เป็นพิษภัยและเป็นคุณแบบเดียวกัน เช่น รู้เห็นนรกก็เป็นแบบเดียวกัน รู้เห็นพวกเปรตพวกผี อสุรกายต่าง ๆ เต็มโลกธาตุนี้ก็รู้เห็นแบบเดียวกัน รู้สวรรค์เป็นชั้น ๆ จนกระทั่งพรหมโลก นิพพาน ก็รู้แบบเดียวกัน เวลาท่านสอนธรรมท่านจึงสอนตามที่รู้ที่เห็นอย่างเดียวกันนั้น ไม่ผิดเพี้ยนจากกันเลย พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ท่านสอนแบบเดียวกันทั้งนั้น

ด้วยเหตุนี้ทานจึงเป็นพื้นฐานแห่งศาสนธรรม ที่พระพุทธเจ้าจะประทานแก่สัตวโลกเป็นอันดับแรกก่อนอื่น ความตระหนี่ถี่เหนียว เป็นตัวเห็นแก่ตัว นอกจากความเห็นแก่ตัวแล้วยังเอารัดเอาเปรียบคนอื่น เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัวเพราะความตระหนี่แล้วยังเห็นแก่ได้ หาช่องทางที่จะเอาด้วยวิธีการต่าง ๆ พอคดคดไป พอโกงโกงไป พอรีดรีดไป พอไถไถไป ซึ่งล้วนแล้วตั้งแต่เป็นการสร้างบาปสร้างกรรมแก่ตัวเอง

ใจก็พอใจที่จะสร้าง เพราะใจนั้นเป็นตัวบาปพอแล้วจึงไม่ยินดีในบุญ เหมือนกับว่าใจนี้พอใจแล้วในกองทุกข์ หรือพอใจแล้วในนรก แม้ใจจะปฏิเสธนรกว่าไม่มีก็ตาม แต่ก็คือใจนั้นเป็นผู้ชอบแล้วในนรกที่จะต้องไปตกอยู่โดยดีไม่เป็นอย่างอื่น เพราะนรกเป็นที่คุมขัง เป็นที่บีบบังคับเผาคนทำความชั่วช้าลามกเท่านั้น เพราะเป็นหลักธรรมชาติ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์จึงต้องมาสอนโลกเป็นประจำ

นี่ก็เป็นวาระที่เหมาะสมกับพี่น้องชาวไทยเรา ได้นับถือพระพุทธศาสนา คือศาสดาองค์เอกเป็นพระพุทธเจ้า ตรัสรู้ธรรมขึ้นมาในท่ามกลางแห่งสามโลกธาตุนี้ และเป็นครูเป็นศาสดาสอนโลกทั้งสามนี้ได้โดยคล่องตัว ไม่มีขัดข้องอันใดในพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ ที่ทรงสั่งสอนสัตวโลก นับว่าเป็นวาสนาของพวกเรา เพราะเจ้าของพระพุทธศาสนานี้เป็นผู้สิ้นกิเลส จิตใจสง่าผ่าเผยองอาจกล้าหาญ สว่างกระจ่างแจ้งทั่วแดนโลกธาตุ ท่านเรียกว่า โลกวิทู รู้แจ้งทั้งโลกนอกโลกในตลอดทั่วถึง หยาบละเอียดรู้รอบขอบชิดไปหมด อาโลโก อุทปาทิ สว่างจ้าอยู่ตลอดเวลา ไม่มีกาลสถานที่เข้าไปทำลายเลย นี่เรียกว่า อาโลโก อุทปาทิ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนโลกด้วยความสว่างกระจ่างแจ้ง มีพระจิตที่บริสุทธิ์เป็นรากฐานสำคัญแห่งความเป็นศาสดาสอนโลก

ศาสนาอื่นใดก็ตามเป็นศาสนาของคนมีกิเลส คนมีกิเลสก็เช่นเดียวกับเรา ๆ ท่าน ๆ มีด้นเดาเกาหมัดไปได้ไม่สงสัย เพราะลูบ ๆ คลำ ๆ ไม่รู้จริงรู้จังเหมือนพระพุทธเจ้าที่สิ้นกิเลสแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงเอามาเป็นประมาณ เอามายึดเป็นหลักจิตหลักใจเพื่อการดำเนินไม่ได้ ส่วนพุทธศาสนานี้เป็นศาสนาที่ฝากเป็นฝากตายได้อย่างแท้จริง เพราะพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดานั้น เป็นผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้ว มาแนะนำสั่งสอนสัตวโลกก็สั่งสอนด้วยความรู้แจ้งเห็นจริง ไม่มีคำว่าลูบ ๆ คลำ ๆ เลย ต่างกันที่ตรงนี้

และต้นเหตุแห่งพระพุทธเจ้าที่จะมาตรัสรู้ ท่านก็แสดงไว้อย่างชัดเจน มีร่องรอยเป็นมาโดยลำดับ เช่นพระพุทธเจ้าของเรานี้ ร่องรอยของท่านที่เป็นมาถึงขั้นเป็นศาสดาสอนโลก เริ่มแรกก็เป็นสิทธัตถราชกุมาร ครองกรุงกบิลพัสดุ์ได้ ๑๓ ปีแล้วเสด็จออกทรงผนวช ๖ ปีได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาในท่ามกลางแห่งอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ ๑ สมุทัย ๑ นี้เป็นฝ่ายกิเลส ทุกข์เป็นผลของกิเลส สมุทัยเป็นต้นเหตุสร้างทุกข์ ศาสนาท่านเรียกว่ากิเลส นิโรธ มรรค มรรคนั้นได้แก่เครื่องกำจัดกิเลสทั้งหลาย หรือทางดำเนินเพื่อความพ้นทุกข์ นิโรธแปลว่าความดับทุกข์ ที่มรรคเป็นผู้กำจัดกิเลสทั้งหลายหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว นิโรธความดับทุกข์ก็ปรากฏขึ้นทันทีที่กิเลสดับไปโดยสิ้นเชิง

พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์อุบัติขึ้นมาในท่ามกลางแห่งอริยสัจนี้ นี่ก็เป็นร่องรอยอันตายตัวหาที่คัดค้านต้านทานไม่ได้ ตั้งแต่ทรงอุบัติขึ้นมาเป็นพระสิทธัตถราชกุมาร ร่องรอยของท่านที่ทรงดำเนินมาเราก็ทราบ บรรดาที่ได้อ่านพุทธประวัติ คือประวัติของพระพุทธเจ้าของเรา ว่าทรงบำเพ็ญอย่างไร ๆ ถึงขั้นสลบไสลก็ได้มีในพุทธประวัติ จนกระทั่งได้ตรัสรู้ขึ้นมา ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นร่องรอยอันถูกต้องดีงามของพระพุทธเจ้าแห่งเราทั้งหลายอยู่แล้ว

การตรัสรู้ก็ตรัสรู้ในช่องที่ถูกต้องเพื่อความบริสุทธิ์พุทโธทั้งสิ้น ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใด จนกระทั่งถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุก ๆ องค์ ไม่มีแม้พระองค์เดียวที่จะแหวกแนวออกไปตรัสรู้นอกท่ามกลางแห่งอริยสัจ ๔ นี้ไม่มี ต้องอุบัติขึ้นในท่ามกลางแห่งอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นี้ทั้งนั้น เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาด้วยความบริสุทธิ์พุทโธอย่างยิ่ง ด้วยความอาจหาญชาญชัย ไม่สะทกสะท้านกับสิ่งใดแล้วในสามแดนโลกธาตุนี้ เพราะได้หลุดพ้นขึ้นแล้วจากสิ่งที่สัตวโลกสะทกสะท้าน ทั้งกล้าทั้งกลัว ทั้งสุขทั้งทุกข์ เจือปนกันไปนี้ ท่านหลุดพ้นไปหมดแล้ว ท่านจึงไม่มีความสุขความทุกข์แบบโลก ๆ ไม่มีความกลัวความกล้าแบบโลก ๆ ติดในพระทัยท่านเลย

ท่านเป็นธรรมล้วน ๆ ในพระทัย เสด็จไปไหนไม่ไปไหนก็ตาม ธรรมทั้งดวงก็ปรากฏอยู่กับพระทัยท่านโดยสมบูรณ์แล้ว เมื่อเวลายังครองขันธ์อยู่ก็เรียกว่าสอุปาทิเสสนิพพาน ท่านได้นิพพานทั้ง ๆ ที่พระธาตุพระขันธ์ยังครองตัวอยู่ พอธาตุขันธ์สลายลงไปด้วยความหมดกำลังสืบต่อแล้ว ท่านไม่มีขันธ์ที่เป็นสมมุติเจือปนเลย ก็เป็นอนุปาทิเสสนิพพาน เป็นพระนิพพานล้วน ๆ

คำว่าพระนิพพานล้วน ๆ นี้บรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อตรัสรู้ธรรมเข้าถึงพระนิพพานล้วน ๆ แล้ว เราจะเรียกว่าเป็นเมืองนิพพานอย่างนี้ก็หยาบ แต่ก็เป็นแดนแห่งความพ้นทุกข์อยู่แล้ว เหมาะกับคำว่านิพพาน ท่านจึงให้ชื่อว่านิพพานล้วน ๆ เช่นมหาวิมุตติมหานิพพาน นี้เป็นที่รวมแห่งจิตของท่านผู้บริสุทธิ์วิมุตติหลุดพ้นแล้วทั้งหลาย รวมลงในธรรมชาติอันเดียวกัน หากจะเรียกแยกออกจากนิพพานนี้ไปก็เรียกว่าธรรมธาตุ

มหานิพพานก็ดี มหาวิมุตติก็ดี ธรรมธาตุก็ดี ทั้งสามอย่างนี้ไม่ขัดไม่แย้งกัน เป็นไวพจน์ใช้แทนกันได้ คำว่าธรรมธาตุนั้นเป็นที่รวมแห่งความบริสุทธิ์ทั้งหลาย กลายเป็นธรรมธาตุด้วยกันหมด ถ้าเทียบก็เหมือนกับแม่น้ำมหาสมุทรทะเลหลวง ที่ไหลรวมแห่งแม่น้ำสายต่าง ๆ เข้าไปอยู่จุดเดียวกันแล้ว เรียกว่าแม่น้ำมหาสมุทรคำเดียวเท่านั้น เมื่อยังไม่ถึงแม่น้ำมหาสมุทร เราก็เรียกได้ว่าแม่น้ำสายนั้น ๆ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำปิง แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำยมอะไรก็เรียก แต่พอแม่น้ำสายเหล่านี้เข้าถึงมหาสมุทรทะเลหลวงแล้ว ก็หมดความหมายไปทันทีในแม่น้ำสายต่าง ๆ เรียกได้คำเดียวว่าแม่น้ำมหาสมุทรเท่านั้น

จิตของท่านผู้บำเพ็ญถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้นเต็มส่วนแล้ว และละขันธ์ไปเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าถึงมหาวิมุตติมหานิพพาน หรือเรียกว่าเป็นธรรมธาตุอย่างเดียวกันหมด เพราะเป็นที่ไหลรวมมาแห่งจิตที่บริสุทธิ์ จิตที่บริสุทธิ์ก่อนที่จะมาเป็นธรรมบริสุทธิ์ก็ต้องมีสายทางมาเช่นเดียวกัน เช่นผู้บำเพ็ญคุณงามความดีทั้งหลายอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี้ เทียบกับแม่น้ำสายต่าง ๆ คือสายแห่งการบำเพ็ญบารมี ได้มากได้น้อยตามลำดับลำดาของผู้บำเพ็ญ เรียกว่าแม่น้ำสายต่าง ๆ ที่กำลังไหลเข้าสู่มหาวิมุตติมหานิพพาน

ใครมีอำนาจวาสนาแก่กล้าสามารถขนาดไหน ก็เท่ากับแม่น้ำสายต่าง ๆ ไหลใกล้เข้าสู่มหาสมุทรทะเลหลวงโดยลำดับ นี่ผู้สร้างวาสนาบารมีแก่กล้าเข้าไปมากเท่าไร ก็เรียกว่าใกล้ต่อมหาวิมุตติมหานิพพานไปเป็นลำดับ พอถึงขั้นจิตบริสุทธิ์เต็มที่แล้วก็กลายเป็นมหาวิมุตติมหานิพพาน เป็นธรรมธาตุอย่างเดียวกันหมด เช่นเดียวกับแม่น้ำมหาสมุทร พูดได้คำเดียวว่าแม่น้ำมหาสมุทร นี่ก็พูดได้คำเดียวว่า มหาวิมุตติ หรือมหานิพพาน หรือธรรมธาตุเท่านั้น

ธรรมธาตุที่กล่าวนี้เป็นแดนแห่งท่านผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้เหมือนกับแดนแห่งจิตของผู้คลุกเคล้าอยู่ด้วยกองทุกข์ เพราะกิเลสเป็นเชื้ออันสำคัญ เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้อยู่ทุกดวงใจนี้เลย กิเลสมีอยู่กับดวงใจทุกดวง จึงสร้างตั้งแต่เรื่องความทุกข์ความทรมาน ความดีดความดิ้นให้สัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นสุขไม่ได้ กิเลสพาดีดพาดิ้น ให้ดีดให้ดิ้นให้เกานั้นเกานี้ อันนั้นว่าดี อันนี้ว่าดี กิเลสหลอกลวงทั้งนั้น เวลาทำลงไปแล้วมันไม่ได้ดี ได้รับความทุกข์ความยากความลำบาก เพราะกิเลสต้มตุ๋นนี้มากต่อมาก แต่สัตวโลกก็โง่ต่อมันเสมอไป เพราะมันฉลาดกว่าสัตวโลก จึงต้องถูกต้มตุ๋นจากมันเรื่อย ๆ ไปอย่างนี้

นี่เรียกว่าแดนแห่งความทุกข์ สับสนปนเป ความสุขมีน้อยมาก แต่ความทุกข์มีประจำหัวใจของทุกคน ๆ ความสุขที่จะปรากฏให้เป็นความเอิบอิ่มยินดีจากสิ่งที่กิเลสขวนขวายมานั้น รู้สึกจะมีเท่ากับฟ้าแมบ ๆ ว่าเรามีเงินเท่านั้น ยินดีแพล็บเดียว เรามีสมบัติศฤงคารบริวารเท่านั้น เรามีตึกรามบ้านช่องเท่านั้น ๆ จะยินดีเท่ากับฟ้าแมบแพล็บเดียว ๆ แต่ความทุกข์ความห่วงใยความขวนขวาย ความดิ้นรนที่กิเลสสร้างให้เป็นความผูกพัน เป็นความทุกข์ของใจนั้น เป็นโรคเรื้อรังประจำมาเลย นี่โลกก็มองไม่เห็น

เพราะฉะนั้นโลกจึงดีดจึงดิ้นกันด้วยความไม่มีจุดหมายปลายทาง เพราะกิเลสไม่สร้างจุดหมายปลายทางเป็นที่ยุติให้แก่สัตวโลกตัวใด นอกจากสร้างความเตลิดเปิดเปิงหมุนไปเวียนมา ทุกข์แล้วทุกข์เล่า เกิดแล้วตายเล่า อยู่นี้เป็นประจำมากี่กัปกี่กัลป์นี้เท่านั่น นี่ละเรื่องของกิเลสไม่มีประมาณอย่างนี้

เรื่องของธรรมมี เช่น ผู้บำเพ็ญคุณงามความดี การให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา สร้างบารมีเป็นลำดับลำดา ถ้าเป็นน้ำก็มีระดับสูงขึ้นเต็มขึ้น ๆ จนกระทั่งถึงน้ำเต็มถังแล้วเรียกว่าพอ นี่ผู้สร้างคุณงามความดีมากน้อยจนถึงขั้นบริสุทธิ์พุทโธ จิตบริสุทธิ์เต็มที่แล้วพอ พอแล้วในการขวนขวายเพื่อชำระข้าศึก คือกิเลสภายในจิตใจไม่มีแล้วก็เรียกว่าพอ ความพอของท่านผู้สิ้นกิเลสจึงไม่มีความทุกข์ใดเข้ามาสับสนปนเปได้อีกเลย ในศัพท์พระศาสนาท่านว่าบรมสุข คือความสุขที่ยิ่งยวดกว่าความสุขในสมมุติโดยประการทั้งปวง นี่ความสุขของผู้อิ่มพอแล้วจากการสร้างความดี

การสร้างความดีจึงมีจุดหมายปลายทางถึงที่พอ ถึงที่หยุดจุดหมายปลายทางได้ ไม่เหมือนกิเลสพาสร้าง ซึ่งหาความพอไม่ได้เลย หมุนไปเวียนมาตั้งกัปตั้งกัลป์ กี่กัปกี่กัลป์จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ แล้วยังจะสร้างความเกิดความตาย ความทุกข์ความทรมาน ให้แก่สัตวโลกไปอีกหาประมาณไม่ได้ เช่นเดียวกับที่ผ่านมาแล้วนี้แล

นั่นละที่ท่านแสดงว่า อนมตคฺโค เงื่อนต้นก็ดี เงื่อนปลายก็ดี แห่งทางของวัฏจักรที่สร้างให้โลกหมุนเวียนนี้ ไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลาย ไม่มีที่สิ้นสุด แต่เรื่องของธรรมแล้วมีที่สิ้นสุดยุติ เช่นท่านแสดงไว้ในธรรมว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว งานที่ควรทำได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว คืองานแก้ชำระกิเลสทั้งหลาย งานอื่นที่จะให้ยิ่งกว่านี้ไม่มี นี่เรียกว่างานได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ทุกข์ก็สิ้นไปตาม ๆ กันในขณะที่งานชำระกิเลสอันเป็นตัวยุ่งนี้สิ้นสุดลงไป ทุกข์ก็ไม่มี

เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ นับตั้งแต่ขณะที่ท่านตรัสรู้ธรรม กิเลสซึ่งเป็นตัวสร้างทุกข์ให้นี้ขาดสะบั้นลงไปจากจิตใจ ทุกข์จึงขาดสะบั้นไปจากจิตใจในขณะเดียวกัน ตั้งแต่บัดนั้นมาเรียกว่าจิตใจที่บริสุทธิ์นั้นเที่ยง นิพพานเที่ยงกับใจที่บริสุทธิ์เที่ยงก็เหมือน ๆ กันนั่นเอง เพราะคำว่าใจกับนิพพานเป็นอันเดียวกันเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ท่านบรรลุธรรมถึงขั้นบริสุทธิ์ บรรดาทุกข์ที่จะแทรกแซงภายในจิตใจของท่านไม่มีเลย

แม้ท่านจะทรงธาตุทรงขันธ์อยู่เหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ นี้ก็ตาม เรื่องความทุกข์จะเป็นไปในธาตุในขันธ์ มีอดมีอิ่มมีหิวมีกระหาย เจ็บหัวตัวร้อน นี้เป็นธรรมดาของธาตุของขันธ์ซึ่งเป็นความทุกข์แต่ละอย่าง ๆ ประจำขันธ์นี้เท่านั้น ไม่สามารถที่จะซาบซ่านเข้าไปสู่จิตใจของท่านได้เลย ท่านจึงไม่ได้รับทุกขเวทนาภายในจิต ตั้งแต่ขณะที่กิเลสขาดสะบั้นลงไปจากจิตจากใจของท่าน ทุกขเวทนาทางจิต จิตเวทนาท่านจึงไม่มี มีแต่กายเวทนา ความเสวยความทุกข์ภายในร่างกายมากน้อยท่านยอมรับว่ามี แต่ไม่ซึมซาบเข้าไปสู่ใจของท่าน จึงเรียกว่าท่านไม่มีเวทนาทางจิต พระอรหันต์ไม่มีเวทนาทางจิต มีแต่ความสุขที่ว่าเป็นบรมสุข

อันคำเป็นบรมสุขนี้พวกเราทั้งหลายก็คาดไป เห็นจะเป็นความสุขอย่างนั้น เห็นจะเป็นความสุขอย่างนี้ ซึ่งล้วนแล้วตั้งแต่ผิด ๆ พลาด ๆ ไม่ตรงตามความจริงที่เป็นผลของความบริสุทธิ์ล้วน ๆ นี้เลย นี่ละเหนือโลก ธรรมเหนือโลกเหนืออย่างนี้ เหนือจนคาดจนคิดด้นเดากันไม่ได้เลย ผิดกันขนาดนี้กับโลกกับสงสาร เพราะฉะนั้นท่านจึงได้เมตตาพวกเราที่มีตั้งแต่ความทุกข์ความทรมาน หมุนเวียนด้วยความเกิดแก่เจ็บตาย ดีดดิ้นไปมาในภพชาติต่าง ๆ อยู่ตลอดมา จึงมีเมตตาสงสาร ควรจะแนะนำสั่งสอนด้วยอุบายใด ท่านก็แนะนำสั่งสอนมาเป็นลำดับ ดังศาสนาพุทธของเราสอนโลกอยู่เวลานี้ ให้เราทั้งหลายได้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

เรื่องกิเลสนั้นมันหลอกตลอดนะ ไม่มีกิเลสจะเอาความจริงออกมาแสดงแก่สัตวโลกรายใดเลย จะมีแต่ของปลอมล้วน ๆ ตั้งแต่ลูกเต้าหลานเหลนถึงปู่ย่าตายายของกิเลส เป็นสกุลที่ต้มตุ๋นหลอกลวงสัตวโลกได้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่เหมือนสกุลธรรม สกุลธรรมเป็นสกุลที่แน่วแน่ตรงไปตรงมา สะอาดสะอ้านสุดยอดไม่มีอะไรเสมอธรรม ความปลิ้นปล้อนหลอกลวงไม่มีในธรรม ตรงไปตรงมา จึงเรียกว่าภาษาธรรมเป็นภาษาที่สะอาด ไม่มีการหลอกลวงต้มตุ๋น พูดอย่างตรงไปตรงมา มีก็บอกว่ามี เห็นบอกว่าเห็น รู้บอกว่ารู้ ไม่รู้บอกว่าไม่รู้ ตรงไปตรงมาอย่างนี้เรียกว่าภาษาธรรม ตายใจได้ ไม่เหมือนภาษาของกิเลส

ถ้าพูดถึงเรื่องความสะอาดของธรรมก็เหมือนกัน ชะล้างสิ่งที่สกปรกซึ่งกิเลสมันเป็นตัวสกปรก แล้วสร้างความสกปรกแก่จิตใจ กาย วาจา ความประพฤติของโลกอยู่ตลอดมา ธรรมเป็นเครื่องชะล้างสิ่งสกปรกเหล่านี้ออก แต่กิเลสมันก็โจมตีธรรม นี่ละกิเลสกับธรรมจึงเป็นข้าศึกกันตลอดมา ไม่มีความลงรอยกันได้เลย ถ้าธรรมชะล้างลงไปจุดที่กิเลสตัวสกปรกที่สุด มันสร้างความสกปรกที่สุดแก่โลก กิเลสต้องหาว่าธรรมนี้พูดหยาบโลน ธรรมนี้พูดดุด่าว่ากล่าว ธรรมนี้พูดสกปรก นี่มันหาเรื่องใส่ธรรม ทั้ง ๆ ที่ตัวมันคือตัวหยาบโลน คือตัวสกปรกที่สุด ตัวก่อฟืนก่อไฟเผาโลกเรื่อยมาที่สุด มันไม่ให้แตะ เมื่อธรรมเป็นน้ำที่สะอาดชะล้างลงไปปั๊บ มันจะหาว่าธรรมนี้สกปรกทันที ทั้ง ๆ ที่ธรรมสะอาดที่สุด ชะล้างตัวมันที่สกปรกที่สุดมันก็ไม่ยอมรับ นี่ละเรื่องของกิเลสหลอกโลกมันหลอกอย่างนี้ ให้พี่น้องทั้งหลายทราบเอาไว้

เฉพาะอย่างยิ่งนักปฏิบัติกรรมฐานเรา ขอให้มีความหนักแน่นในการปฏิบัติตนเอง ศีลอย่าได้ลดละความระมัดระวัง สงวนศีลเท่ากับชีวิตจิตใจของตัวเอง ไปที่ไหนก็อบอุ่น พระที่มีศีลบริสุทธิ์ไปที่ไหนอบอุ่น เย็นใจสบายตลอด แม้ตายเวลานั้นก็แน่ใจจะต้องไปสวรรค์อย่างแน่นอน นี่ความอบอุ่นในทางศีล ศีลเป็นเครื่องอบอุ่นสำหรับผู้บำเพ็ญตนด้วยความเป็นผู้มีศีลที่บริสุทธิ์ สมาธิเป็นเครื่องอบรมจิตใจให้มีความแน่นหนามั่นคง ให้เป็นตัวของตัวยิ่งขึ้น ๆ

จิตไม่มีสมาธิย่อมมีความวุ่นวายส่ายแส่ คิดไปเรื่องฟืนเรื่องไฟมากยิ่งกว่าเรื่องน้ำดับไฟ คิดไปทางรูปก็รูปเพื่อกิเลสตัณหาเสีย ทางเสียงก็เสียงกิเลสตัณหาที่จะมาเผาหัวใจเสีย กลิ่น รส เครื่องสัมผัส ก็มีตั้งแต่อารมณ์ที่เป็นกิเลสเข้ามาเผาหัวใจเสีย ใจก็เกิดความรุ่มร้อน เพราะอารมณ์เหล่านี้เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ภายในจิตใจ เพราะใจไม่เป็นตัวของตัวพอได้รับความสงบร่มเย็นเป็นที่หลบซ่อนผ่อนคลายบ้าง เพราะฉะนั้นจึงต้องอบรมจิตใจของเราให้มีความสงบ

การอบรมจิตใจให้มีความสงบนี้ทำได้ทั้งหญิงทั้งชาย นักบวชและฆราวาส เพราะวุ่นวายเหมือนกัน ใจญาติใจโยมกับใจพระใจเณรมีความวุ่นวายเสมอกัน อย่าไปตำหนิทางไหนไม่ได้นะ เพราะกิเลสอยู่ที่หัวใจพระหัวใจฆราวาส มันต้องสร้างความยุ่งเหยิงวุ่นวายเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ได้ทุกเพศทุกวัยไป ด้วยเหตุนี้จึงต้องอบรมจิตใจห้ามไม่ให้มันคิดในทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส อันเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตัวเอง ในขณะเดียวกันให้นำธรรมอันเป็นน้ำดับไฟเข้ามากำกับใจ เช่น คำบริกรรม

ใครชอบธรรมบทใดตามจริตนิสัยของตน เช่น พุทโธ ๆ ก็ขอให้นึกพุทโธ ๆ นี้ด้วยความมีสติอยู่ที่ใจของเรา ใจของเราที่รู้ ๆ นั้นให้รู้อยู่กับพุทโธ ด้วยความมีสติ บังคับใจอย่าให้มันคิดส่ายแส่ไปในสิ่งที่เป็นฟืนเป็นไฟซึ่งเคยเป็นมามากแล้ว ให้พักในเวลานั้น มันจะอยากคิดไปมากน้อยเพียงไร ก็ให้รู้ว่าภัยกำลังเริ่มเกิดแล้ว บังคับเข้ามาสู่คำบริกรรม คือ พุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ หรืออานาปานสติ เป็นต้น ให้ใจได้อยู่กับคำบริกรรมนั้น ๆ ด้วยความมีสติ เมื่อบังคับบัญชาอยู่โดยสม่ำเสมอจิตจะค่อยมีความสงบตัวขึ้นมา และค่อยปล่อยวางสิ่งที่เป็นภัยเกี่ยวกับรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสต่าง ๆ เข้ามาสู่อารมณ์แห่งความสงบ ใจจะสงบสบาย

เมื่ออบรมเข้าเรื่อย ๆ ความสงบนี้จะมีกำลังมากขึ้น ๆ จนกระทั่งจิตเป็นสมาธิเห็นได้อย่างประจักษ์ แน่นหนามั่นคงภายในตัวเอง อบอุ่นภายในตัวเอง ไม่ยุ่งกับรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนมันอยากดู อยากเห็น อยากได้ยินได้ฟัง เป็นความอยากดิ้นรนกระวนกระวาย แล้วมันก็ไม่อยาก เพราะมีอาหารเครื่องหล่อเลี้ยงเป็นโอชารส คือสมถธรรมให้เป็นที่อยู่ของใจ ใจก็อยู่กับความสงบเย็นนี้สบาย ๆ นี่การสร้างรากฐานให้แก่จิตใจดวงไม่เคยตายให้สร้างอย่างนี้ เพื่อจะได้เป็นหลักยึดของใจในการเกิดการตายของเราในภพต่อไป ให้มีความดีแนบติดไปอยู่เสมอ เราจะไปสถานที่ดีคติที่เหมาะสมเรื่อย ๆ ไป

เฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพระผู้บวชมาในศาสนา ละหมดแล้วเรื่องโลกเรื่องสงสารโลกามิสต่าง ๆ ตัดกันมาแล้ว มาเป็นเพศแห่งนักบวช คือเป็นผู้เสียสละมาแล้ว อย่าหึงหวงห่วงใยกับสิ่งเหล่านี้ซึ่งโลกเขามีกันอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นใครมีความวิเศษวิโสอะไร มีแต่ความทุกข์ความทรมานเต็มโลกเต็มสงสาร เพราะอารมณ์ที่เราเคยชอบเหมือนเขานั้นแล แล้วทำใจของเราให้มีความสงบเย็นเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อจิตมีความสงบเย็นเข้ามามากเท่าไร ๆ ยิ่งมีความแน่นหนามั่นคง มีความหวังในตัวเองมากขึ้น ๆ คำว่าหวังคือหวังที่จะก้าวให้หลุดพ้นจากทุกข์ไปได้โดยลำดับ

ยิ่งมีปัญญาพินิจพิจารณาในธาตุในขันธ์ ดังพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นี่เป็นวิชชาชั้นเอก ที่พระองค์ประทานให้แก่ภิกษุซึ่งเป็นนักบวช พร้อมแล้วที่จะเข้าสู่แนวรบ ฟาดฟันหั่นแหลกกับกิเลส ให้ขาดสะบั้นหั่นแหลกลงไปจากจิตใจ จึงต้องสอนวิชชา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ไว้ให้ เพราะโลกทั้งหลายติดอันนี้ทั้งนั้น เราเองซึ่งเป็นนักบวชก็ติดอันนี้เป็นสำคัญ จึงต้องสอนลงไปหา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ให้มันรู้ชัดเห็นชัดในผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นยังไง เทียบเข้าไป พิจารณาเข้าไป นี่คือผู้ต้องการจะหลุดพ้นจากทุกข์โดยถ่ายเดียว ด้วยเพศแห่งความเป็นนักบวชของตน ต้องใช้วิชชานี้ให้หนักที่สุด

วิชชาฆ่าภพฆ่าชาติ สังหารภพสังหารชาติ ความเกิดแก่เจ็บตายอยู่กับวิชชานี้เป็นสำคัญ เพราะธรรมชาตินี้เป็นอารมณ์เป็นวัตถุอันหนึ่ง ให้จิตใจได้ติดให้ผูกพันให้รักให้ชอบ ให้ติดให้พันอยู่กับสิ่งเหล่านี้ พร้อมกับการสร้างความทุกข์ความกังวลวุ่นวายให้แก่ตัวเองจนไม่มีที่สิ้นสุดยุติ ท่านจึงสอนลงไป เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ไปถึงตโจ คือหนัง แล้วท่านก็หยุดไว้เพียงแค่นั้น เพราะเวลาที่สอนในการอุปสมบทเวลานั้นไม่มีมาก สอนให้เฉพาะวงจำกัดพอที่จะปฏิบัติให้ตลอดทั่วถึงได้ในสกลกายของเรา

พอถึงหนังแล้วท่านถึงหยุด ทำไมถึงต้องหยุด คนไม่มีหนังดูกันได้อย่างไร มันหลงหนังมันไม่ได้หลงอะไร หนังรองเท้าไม่เห็นหลง มันก็เป็นหนังอย่างเดียวกัน หนังสัตว์ที่ตายแล้วตามท้องไร่ท้องนาก็ไม่เห็นหลง ทำไมจึงมาหลงหนังหญิงหนังชายเป็นเพราะเหตุไร ถ้าไม่ใช่กิเลสหลอกลวงให้หลง มันหนังเหมือนกันนี่ คลี่คลายเข้าไปด้วยปัญญา พินิจพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นชัด ทำแล้วทำเล่า พิจารณาแล้วพิจารณาเล่า เหมือนเขาคราดนา คราดกลับไปกลับมาจนมูลคราดมูลไถแหลกละเอียด ควรแก่การปักดำแล้วเขาก็ปักดำกัน

นี่พิจารณา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ จนกระทั่งถึงอวัยวะภายใน ภายในที่หนังหุ้มห่อนี้เข้าไป มีอะไรที่สดสวยงดงามเป็นที่น่ารักน่าชอบใจ มีที่ตรงไหน พิจารณาเข้าไป เห็นมีตั้งแต่ความสกปรกโสมมเต็มไปหมดในร่างกายของเรานี้ หญิงอยู่ที่ไหน ชายอยู่ที่ไหน ความสวยความงามอยู่ที่ไหน ความจีรังถาวรอยู่ที่ไหน มันไม่มี มีแต่กิเลสเสกสรรปั้นยอเอาไว้เท่านั้นเอง เมื่อความจริงหยั่งเข้าถึงไหน จะเห็นความจอมปลอมของกิเลสเป็นลำดับลำดา แล้วจิตก็ปล่อยวาง นั่นละจิตปล่อยวาง ตัวนี้ตัวสำคัญมาก

พอปล่อยวาง เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ จนกระทั่งอาการ ๓๒ ทั่วสรรพางค์ร่างกายนี้โดยสิ้นเชิงแล้ว จิตก็ดีดออกจากนี้ แน่นอนต่อความพ้นทุกข์ไม่สงสัยตัวเอง ที่มันติดมันก็ติดอยู่ตรงนี้ เมื่อจิตพิจารณาถึงขั้นนี้โดยสมบูรณ์แล้วสลัดปัดทิ้งทันที จิตดีดผึง ไม่มีอะไรเป็นเครื่องกดถ่วงลวงใจบีบบี้สีไฟเหมือนตัวนี้เลย เมื่อถอนตัวนี้ออกแล้วจิตก็เป็นหลักธรรมชาติของตัวเองที่เห็นภัยเต็มที่แล้วก็ดีดผึงขึ้น หมุนตัวเป็นเกลียวขึ้นไปสู่ความละเอียดเรื่อย ๆ เหมือนสำลี เพราะไม่มีสิ่งกดถ่วงดึงดูด หมุนตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นจิตที่หมุนตัวไปโดยอัตโนมัติ

เพราะฉะนั้นพระอนาคามีที่สิ้นเสร็จสำเร็จจากกามกิเลสนี้แล้ว ท่านจึงไม่กลับมาเกิดอีก เพราะไม่มีสิ่งดึงดูดให้มาเกิดมาตาย หาบหามกองทุกข์ดังที่คนมีกิเลสทั้งหลายเป็นกัน ท่านจึงหมุนตัวในหลักธรรมชาติ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกแล้วตั้งแต่ละขั้นกามกิเลส ตัวกดถ่วงหนักที่สุดนี้ไปแล้ว จิตหมุนตัวเป็นลำดับลำดา ขึ้นสู่ความละเอียดเรื่อย ๆ เมื่อตายแล้วจิตภูมินั้นควรแก่พรหมโลก เฉพาะอย่างยิ่งพรหมโลก ๕ ชั้น ซึ่งเป็นสถานที่อยู่ของพระอนาคามีผู้สิ้นกามกิเลสแล้ว เมื่อชีวิตหาไม่ในเวลากำลังดำเนินที่ยังไม่ถึงความสิ้นสุดนั้น ควรจะอยู่ในสุทธาวาส ๕ ชั้นหนึ่งชั้นใด

สุทธาวาสมี ๕ ชั้น คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา นี้เป็นที่อยู่ของพระอนาคามี ๕ ชั้นนี้ ตามลำดับแห่งภูมิธรรมของพระอนาคามี เริ่มตั้งแต่สอบได้อันดับแรก เช่น ๕๐ % ถือว่าได้ขั้นอนาคามีแล้ว จากนั้นก็อบรมจิตใจของตนไปโดยหลักธรรมชาติอัตโนมัติ ค่อยหมุนตัวไปเอง เร่งกันด้วยความเพียร ถ้ายังมีชีวิตอยู่ความเพียรก็เร่งได้ ถ้าไม่มีชีวิตก็เป็นความเพียรอัตโนมัติของตัวไปเอง ๆ แต่ช้ากว่าที่ยังมีชีวิตอยู่เพราะเร่งได้

จิตธรรมชาตินี้ให้ถอยหลังไม่มี หมุนตัวไปเอง พอชีวิตขาดสิ้นลงไป จิตขั้นนี้ควรแก่สุทธาวาสขั้นใด เช่น อวิหา ก็อยู่ในขั้นนั้นก่อน แล้วก็หมุนตัวฟักตัวอบรมตัวโดยหลักธรรมชาติแล้วเลื่อนชั้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงอกนิฏฐา ชั้นที่สุดแห่งสุทธาวาส ๕ ชั้น จากนั้นจิตก็หมุนตัวเข้าสู่นิพพานเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกแล้ว นี่ผลแห่งการพิจารณาทางภาคปฏิบัติเห็นได้อย่างชัดเจน ประหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้านี้เอง

เพราะธรรมเหล่านี้เป็นสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วไม่เป็นอื่น พระองค์บัญญัติไว้อย่างไร คงเส้นคงวาหนาแน่นเช่นเดียวกับยังทรงพระชนม์อยู่นั้นแล เพราะฉะนั้นท่านจึงรับสั่งกับพระอานนท์ เวลาพระอานนท์ไปทูลอาราธนาให้ทรงพระชนม์อยู่เป็นเวลานาน ท่านจึงรับสั่งหรือดุพระอานนท์ก็ได้ อานนท์ จะมาหวังอะไรกับเราตถาคตอีกเล่า เราสั่งสอนทุกบททุกบาทแห่งธรรมทั้งหลาย สั่งสอนเพื่อมรรคผลนิพพานล้วน ๆ ไม่มีอะไรบกพร่อง เป็นสวากขาตธรรมที่สอนไว้โดยชอบธรรมล้วน ๆ แล้วไม่มีอะไรบกพร่องบกบางเลย แล้วอานนท์จะมาหวังอะไรจากเราอีก

นี่ก็หมายความว่า พระองค์สอนไว้แล้วอย่างไรประหนึ่งว่าพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่นี้แล สิ่งนั้นมีคงเส้นคงวาหนาแน่น พระองค์ปรินิพพานไปแล้วก็คงเส้นคงวาหนาแน่น เช่น บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลก นิพพานมี ก็มีอยู่อย่างนั้นประจำ นิพพานไปแล้วสิ่งเหล่านี้ก็ยังมี ผู้ทำบาปเป็นบาป ผู้ทำบุญเป็นบุญ ตามหลักธรรมชาติแห่งการกระทำของตนทั้งดีและชั่วมากน้อย ต้องเป็นผู้ได้รับผลตลอดไป นี้จึงเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วไม่เป็นอื่น ผู้ที่สิ้นจากทุกข์แล้วก็ไปนิพพาน ดังที่ว่าพอถึงอกนิฏฐาแล้วผ่านแล้วไปนิพพาน

ผู้ไปนิพพานแล้วเรียกว่าหมดจากเวรจากกรรม จากความทุกข์ทั้งหลายที่เคยผ่านมากี่กัปกี่กัลป์ ขาดสะบั้นลงไปจากจิตใจที่บริสุทธิ์ในขณะนั้นทันที ไม่ต้องทูลถามพระพุทธเจ้าก็ได้ เพราะเป็นธรรมอันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน สนฺทิฏฺฐิโก ความรู้เองเห็นเอง ทรงประกาศไว้แล้วทุกรายของผู้ปฏิบัติ จะพึงประสบพบเห็นด้วยตัวเองทั้งนั้น นี่พระพุทธเจ้าก็ทรงสั่งสอนไว้เรียบร้อยแล้ว

เวลาจะปรินิพพานนั้นท่านก็สั่งสอนพระอานนท์ อบรมพระอานนท์เป็นการปลอบโยนว่า อานนท์ ธรรมและวินัยนั้นแลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคตเมื่อเราตายไปแล้ว ขอให้พากันตั้งใจปฏิบัติตามแนวทางที่เราสั่งสอนไว้แล้วโดยถูกต้องนี้เถิด เมื่อมีผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยที่เราสั่งสอนไว้โดยถูกต้องนี้แล้ว พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะอานนท์ นี่หลักใหญ่อยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นธรรมจึงเป็นมัชฌิมาอยู่ตลอดเวลา ท่ามกลางแห่งมรรคผลนิพพานอยู่ตลอด ท่ามกลางแห่งบาปแห่งบุญแห่งนรกสวรรค์ พรหมโลก นิพพาน อยู่ตลอดเวลา ไม่ได้นอกเหนือไปจากนี้เลย

เพราะฉะนั้นเราเป็นชาวพุทธก็ขอให้รู้เนื้อรู้ตัว ตั้งใจแก้ไขดัดแปลงตนเอง อย่าไปชินชาต่อนรกต่อบาปต่อบุญ ว่าเป็นของพระพุทธเจ้าตรัสมานานแล้ว ๆ ไม่มีผลมีประโยชน์อะไร นี้เป็นกิเลสหลอกเรา จะหาไฟคือบาปกรรมมาเผาเรา เวลาเผาเรานั้นมันเผาสด ๆ ร้อน ๆ ไม่ได้หากาลหาเวลาเหมือนพระพุทธเจ้าปรินิพพานนานแล้วนะ มันเผาอยู่ที่หัวใจของผู้สร้างบาปสร้างกรรมนั้น ให้พากันตั้งอกตั้งใจระมัดระวังนี้ให้ดี เราจะมีคุณค่ามีความอบอุ่นภายในตัวของเรา

เฉพาะอย่างยิ่งหลักใจ ชาวพุทธเรารู้สึกว่าเหลวไหลมากทีเดียว การปฏิบัติตัวเองต่อความเป็นชาวพุทธนี้ไม่ค่อยจะมีกัน ที่ปรากฏเด่นอยู่คือการให้ทาน ชาวพุทธเราไปที่ไหนภาคไหนเหมือนกันหมด การให้ทานไม่ลดละ นี้เรียกว่าสม่ำเสมอ สมลูกศิษย์ตถาคตโดยแท้ แต่การรักษาศีล การประพฤติเนื้อประพฤติตัว ให้มีขอบเขตแห่งหลักศีลหลักธรรมเข้ากำกับตน นั้นไม่ค่อยมีกัน ศีล ชาวพุทธทั่วประเทศไทยมีใครบ้าง มีศีลสักกี่ข้อ เพียงศีล ๕ เท่านั้นก็รักษาไม่ได้ อันนี้ที่เสียมาก

การเจริญเมตตาภาวนาเพื่อสั่งสมอรรถธรรมเข้าสู่ใจให้เป็นที่ยึดที่เกาะ นี้ก็ไม่ค่อยมี หายึดหาเกาะตั้งแต่สิ่งไม่เป็นท่า ยึดชื่อยึดเสียง ยึดสมบัติเงินทองข้าวของตึกรามบ้านช่องว่าเป็นของดีไปเสียทั้งหมด ทั้ง ๆ สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องอาศัยของกายเท่านั้น หาเป็นเครื่องอาศัยของใจได้ไม่ เราก็ตะเกียกตะกายหมุนไปตามสิ่งเหล่านั้นเสียแบบลม ๆ แล้ง ๆ ครั้นตายแล้วก็ไม่มีความหมายอะไร จะนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นความสุขเพื่อหนุนเราให้ไปเกิดในภพชาติที่ดีก็ไปไม่ได้ เพราะไม่ใช่วิสัยของกันและกัน นั่นเป็นวิสัยของกายที่อาศัยเพียงชั่วกาลเวลา ส่วนศีลธรรมคือความดีงามนี้เป็นที่พึ่งเป็นพึ่งตายของจิตใจได้โดยแท้ จึงต้องให้สงวนรักษาตัวบำเพ็ญตัวทางด้านจิตใจให้มากยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

ใจไม่มีที่ยึดนี้เหลวแหลกแหวกแนวได้นะ กิเลสจะลากลงไปกองทุกข์เผาไหม้ได้ตลอดเวลา เราอย่าไปท้าทายกับกิเลสนะว่าเราไม่ได้สร้างธรรม เราไม่มีที่พึ่ง เลื่อนลอยเราก็สบายอย่างนี้ กิเลสจะไม่มายึดเป็นกรรมสิทธิ์นี้ไม่มี กิเลสสวมรอยตลอดเวลา เราเผลอเมื่อไรมันยึดไปเป็นบ๋อยของมัน ๆ จนได้ทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงสร้างธรรมให้ดีให้มีภายในจิตใจ อันนี้เรียกว่าสร้างหลักใจ สมกับชื่อกับนามว่าเราเป็นชาวพุทธ ที่พึ่งของใจก็มีคือธรรมคือบุญคือกุศล ที่พึ่งของกายก็มี คือวัตถุสิ่งของเงินทองตึกรามบ้านช่อง เหล่านั้นเป็นที่พึ่งของกาย ให้แยกส่วนแบ่งส่วนเอาไว้

สำหรับเราเป็นชาวพุทธ อย่าลืมเนื้อลืมตัวเพลินจนเกินไป ตายแล้วจะสิ้นท่าหมดหวัง อันนี้เป็นสิ่งที่วิตกวิจารณ์มากอยู่ไม่น้อย ไปเทศน์ที่ไหนจึงต้องหนักแน่นในเรื่องอรรถเรื่องธรรม เกี่ยวกับเรื่องสรณะของใจไม่ค่อยมีในชาวพุทธของเราเลย มีเป็นพื้นฐานคือการให้ทาน อันนี้ไม่ได้ตำหนิ ชมว่ามีด้วยกันทุกภาค แต่เรื่องศีลเรื่องธรรม อารมณ์ของใจ จะทำใจให้สงบร่มเย็นเพื่อเป็นที่ยึดที่เกาะของใจ เป็นที่พึ่งของใจนี้ไม่ค่อยสนใจกัน ขาดตรงนี้

ขอให้พี่น้องทั้งหลายเน้นหนักในจิตใจหลักของใจนี้ให้ดีขึ้นเป็นลำดับ เราจะมีหลักเกณฑ์ ไปที่ไหนให้มีสติ อย่างน้อยมีพุทโธ ๆ หรือธัมโม หรือสังโฆ และเพื่อเป็นหลักของใจ ทำไมเราระลึกไม่ได้ สติมีอยู่กับทุกคนไม่ใช่คนบ้า นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตน ปัญญาให้คิดอ่านไตร่ตรอง สิ่งใดจะผิดจะพลาดทำตนให้เสียแล้วให้คัดเลือกออกเสีย เอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์มาปฏิบัติตนเอง

การอยู่การกินการใช้การสอย เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเราทุก ๆ รายไป ขอให้นำมาใช้ อยู่แบบพอดิบพอดีพอประมาณ อย่าอยู่แบบฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม การกินก็เหมือนกัน อย่ากินแบบฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมลืมเนื้อลืมตัว ซึ่งเป็นการจับจ่ายใช้สอยมากจนลืมเนื้อลืมตัว และทำตัวและบ้านเมืองให้ล่มจมได้เหมือนกัน การใช้ก็อีกเหมือนกัน ใช้ให้รู้จักประมาณบ้างซิ นี่ใช้อะไรฟุ่มเฟือยเอาเหลือประมาณจนดูไม่ได้ ตาธรรมดูตาโลกดูตากิเลสดูพวกเรานี้ดูไม่ได้ เป็นยังไงถึงเป็นอย่างนั้น มันสกปรกเอามากจริง ๆ

การอยู่ก็อยู่อย่างฟุ่มเฟือย อย่างเหลือเฟือ อยู่แบบกิเลสหลอกลวงไม่ลืมหูลืมตาระลึกรู้ตัวได้เลย การกินก็กินแบบฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม กินแบบหลับหูหลับตากิน กินให้ฉิบหายจริง ๆ กิเลสพากินกินให้ฉิบหาย ธรรมไม่เข้าไปยับยั้งด้วยความมีสติธรรม ปัญญาธรรม พินิจพิจารณาในการอยู่การกินของตนบ้าง เสียได้ทุกเวลาคนเรา สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเราทุกคน การใช้การสอยก็เหมือนกัน

เครื่องนุ่งห่มใช้สอย นุ่งห่มกี่ชุดพอดิบพอดี ฟาดกันเสียเป็นลำรถ ๆ ในคนคนหนึ่ง ๆ ห้องหนึ่งไม่มีอะไรมีแต่เครื่องแต่งตัวยั้วเยี้ยเต็มไปหมด หลอกอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เราล่มจม เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว ชาวพุทธขี้หมาอะไรจึงเป็นอย่างนั้น เราอยากพูดอย่างนี้นะ เพราะคันฟันด้วยความเมตตา มันดูไม่ได้นะเวลานี้น่ะ ชาวพุทธเราลืมเนื้อลืมตัว เอาแบบฉบับของสัตว์เดรัจฉานในเมืองนอกเขามาใช้ในเมืองพุทธของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นเมืองนอกเมืองลิงไปหมด เมืองพุทธเมืองมนุษย์เราเลยจะไม่ปรากฏกับชาวพุทธของเราเลย

ให้พิจารณากันทุกท่านทุกคน เพื่อความมีสาระมีขอบมีเขตมีเนื้อมีหนังประจำชาติ เป็นประเพณีประจำชาติไทยของเรา ให้คิดให้อ่านบ้าง ไม่อย่างนั้นจะทำลายตัวเองไปตลอด แล้วหาหลักหาเกณฑ์ยึดไม่ได้ จะมีแต่คว้าเอาของเมืองนั้นมาใช้ คว้าเอาของเมืองนี้มาปฏิบัติ เอาของเมืองนั้นมาใช้มาสอยมานุ่งมาห่มมาอยู่มากิน เป็นเรื่องฉิบหายไปหมด ไม่มีขอบเขตรักษาขนบประเพณีของชาวพุทธแห่งเมืองไทยของเราไว้เลย นี่เสียหายที่ตรงนี้ ขอให้พี่น้องทั้งหลายคิด

นี้นำธรรมซึ่งเป็นแบบเป็นฉบับอันดีงามมาสอนพี่น้องชาวไทยทั้งหลาย จึงได้สอนแบบนี้ ธรรมท่านสอนแบบนี้ ความสงบร่มเย็น ความเป็นปึกแผ่นมั่นคง ความเป็นคนดีจากศีลจากธรรมที่ท่านสอนนี้ต่างหาก ไม่ได้เป็นไปตามแบบความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมลืมเนื้อลืมตัว ดังที่ชาวพุทธเราในเมืองไทยปฏิบัติอยู่เวลานี้ ซึ่งเหลวแหลกแหวกแนวเอามากมาย กิริยาที่แสดงออกทั้งหลายเหล่านี้มีแต่การทำลายชาติโดยไม่มีเจตนาทำลาย การอยู่ไม่รู้จักประมาณก็ทำลายตัวเองและชาติของเรา การกินไม่รู้จักประมาณก็เป็นการทำลายชาติของเราไปในตัว การใช้การสอยไม่รู้จักประมาณก็เป็นการทำลายชาติของเราไปในตัว

การคบค้าสมาคมก็เหมือนกัน บ้านไหนเมืองใด ยิ่งเป็นฝรั่งมังค่าแล้วเป็นบ้าเลย อยากได้ผัวฝรั่งเมียฝรั่ง ไม่ทราบว่าเป็นคนดีคนชั่ว ไม่เลือกไม่เฟ้นขอให้เป็นไอ้หรั่งเท่านั้นเป็นบ้าไปเลย นี่ละเรียกว่าการคบค้าสมาคม ไม่ว่าไอ้ไหนก็ตามต้องเลือกต้องเฟ้น หญิงชายต้องดูกันก่อนที่จะมาเป็นคู่ครองร่วมเป็นร่วมตายกัน ต่างคนต่างพินิจพิจารณาถึงความดีความชั่วที่แสดงออกของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อเห็นว่าเป็นที่เหมาะสมพอพึ่งเป็นพึ่งตายกันได้แล้ว ค่อยลงใจปฏิบัติ นี่เรียกว่าการคบค้าสมาคมที่เป็นสารประโยชน์แก่เรา ให้พี่น้องทั้งหลายได้คิดนะ

การซื้อการขายสุรุ่ยสุร่าย การเตร็ดเตร่เร่ร่อนไปเมืองนั้นเมืองนี้ เอาเงินเมืองไทยของเรา กอบโกยออกไปทุ่มเทไปเมืองนอกเมืองนา ไปถลุงลงทะเลหลวงเสียทั้งหมด มันเสียผลเสียประโยชน์เสียหลักเกณฑ์ของชาติไทยเรามากน้อยเพียงไร ขอให้พากันพินิจพิจารณา เราเป็นชาวไทยเราเป็นเจ้าของของไทย สมบัติทุกอย่างควรจะทะนุถนอม ควรจะเสาะแสวงหา การซื้อการขายสินค้าไทยใช้ในไทย อาหารของไทยใช้ในไทย นี้เป็นเนื้อเป็นหนังของตนเองโดยแท้ หากไม่จำเป็นไม่ควรเกี่ยวข้องกับคนอื่นเมืองอื่นนอกจากเมืองไทยของเรา

หากว่าจำเป็นจริง ๆ แล้ว ใครก็รู้ว่าความจำเป็นกับไม่จำเป็นต่างกันอย่างไร อันนี้มันไม่จำเป็นแต่มันถือว่าเป็นความจำเป็น ด้วยความลืมเนื้อลืมตัวที่น่าตำหนิ จึงต้องตำหนิ ให้รู้เนื้อรู้ตัว สิ่งใดไม่ควรซื้ออย่าซื้อหามา ในเมืองไทยของเรามีเยอะ โรงทอผ้าใครจะมากยิ่งกว่าในกรุงเทพแถวใกล้เคียงแห่งเมืองไทยของเรา ภาคกลางนี้เต็มไปด้วยโรงงานทุกสิ่งทุกอย่างเต็มไปหมด ให้ใช้ให้สอยซื้อขายกันอุดหนุนชาติไทยของเรา จะเป็นเนื้อเป็นหนังแก่ชาติไทยของเราเป็นอย่างมาก แล้วผู้ที่ได้รับการอุดหนุนก็มีแก่ใจที่จะผลิตสิ่งเหล่านั้นให้ดีขึ้นไปโดยลำดับ จนทันกับประเทศอื่นเมืองอื่นเขา เราก็โชว์ตัวของเราได้ว่า เมืองไทยเราเป็นเนื้อเป็นหนังของตัวเองแล้วเวลานี้ อย่างนั้นซิ

นี่มองเห็นตั้งแต่ของเมืองนอกดีกว่าของเมืองไทย ดีกว่าเมืองของเรา เราเลยเป็นบ๋อยของเมืองนอก เห็นของนอกดีกว่าของเราเลยใช้ไม่ได้ เห็นคนนอกบ้านดีกว่าคนในบ้าน เห็นคนอื่นดีกว่าคนในบ้านของเราใช้ไม่ได้นะ คนในบ้านเป็นคนในบ้าน คนนอกบ้านเป็นคนนอกบ้าน เขาเป็นเขา เราเป็นเรา เมืองเขาเป็นเมืองเขา เมืองเราเป็นเมืองเรา เราเป็นเนื้อหนังของเรา พึ่งเป็นพึ่งตาย จะทุกข์จะจนอะไรคนไทยเราแยกกันไม่ออก เวลาจะเป็นจะตายก็ต้องเกี่ยวโยงถึงกันทั้งประเทศนั้นแหละ

เพราะฉะนั้นจึงต้องต่างคนให้สงวนประเทศไทยของเรา ด้วยการเสาะการแสวงหา การบำรุงรักษา อย่าสุรุ่ยสุร่าย จะเป็นสิริมงคลแก่ชาติไทยของเรา และในขณะเดียวกันก็เป็นการบำรุงรักษาอุดหนุนชาติไทยของเราให้มีความแน่นหนามั่นคงยิ่งขึ้น ๆ แล้วก็กลายเป็นนิสัยของคนเรา รักนวลสงวนตัวชาติไทยของตน แล้วก็เป็นเนื้อเป็นหนังขึ้นมา มีความสง่างามขึ้นในเมืองไทยของเรา เพราะเรารักชาติของเรา ทะนุบำรุงรักษาชาติไทยของเรา ให้มีการอุดหนุนกันในชาติไทยของเรา อย่าเห็นสิ่งอื่นว่าดีกว่าชาติไทยของเราโดยถ่ายเดียว อย่างนี้จะเป็นสิริมงคลแก่ชาติไทยของเรามาก

การนำพี่น้องทั้งหลาย นำทางด้านวัตถุเพื่อเข้าสู่คลังหลวงแห่งชาติไทยของเรา ให้มีความแน่นหนามั่นคงยิ่งขึ้น นี้ก็เป็นสายทางหนึ่งเพื่ออุ้มชาติไทยของเรา แต่จิตใจกับธรรมที่จะกลมกลืนกันเพื่อความแน่นหนามั่นคง เพื่อความมีเหตุมีผล ปฏิบัติตัวของเราโดยชอบธรรมแล้วก็เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ดังที่กล่าวมาแล้วนี้เกี่ยวกับอรรถกับธรรม ให้รู้เนื้อรู้ตัว การอยู่การกินการใช้การสอยมีศาสนาเป็นเครื่องควบคุม มีธรรมเป็นเครื่องควบคุมเราจะเป็นคนดี อย่าทำไปตามความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม นั้นเป็นเรื่องข้าศึกศัตรู จะทำลายเราและชาติบ้านเมืองของเราให้ล่มจมได้

วันนี้แสดงธรรมเพียงนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่พี่น้องทั้งหลาย การแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ

อย่างนี้ละถ้าได้ขึ้นเวทีแล้วต่อยไม่หยุด ต่อยดะไปเลยไม่ทราบว่ากี่ชั่วโมงนาทีนะ เวลาจะเทศน์ก็ไม่มีกำลังวังชาจะเทศน์ พอขึ้นเวทีแล้ว มองเห็นคู่ต่อสู้แล้วนักมวยมันคึกคักทันที อันนี้มองไปเห็นแต่ความบกพร่องของประชาชนชาวพุทธเรา มันก็คึกคักฟัดกันบ้างละซี นี่หลวงตาฟัดศาสนาฟัดไม่เจ็บนะ ถ้าเจ็บก็เจ็บชวนให้คัน ๆ ให้เกา ไม่ได้เจ็บแสบเหมือนกิเลสฟัดนะ ถ้ากิเลสฟัดทั้งเจ็บทั้งแสบทั้งเคียดทั้งแค้นทั้งโกรธ ทั้งอิจฉาพยาบาทอาฆาตจองเวรกัน แต่ธรรมฟัดนี้ไม่เป็นไร ทั้งเจ็บทั้งคันชวนให้เกา นี่แบบชวนให้เกา

เวลานี้ช่วยโรงพยาบาลรวมทั้งประเทศลาวด้วยก็ได้ร้อยกว่าโรงแล้วเวลานี้ สมบัติเงินทองที่พี่น้องทั้งหลายบริจาคทานมานั้น เรานำมาทำประโยชน์อย่างนี้ทั้งสิ้น ไม่มีการเก็บไว้ที่วัดเลย จ่ายตลอดด้วยอำนาจแห่งความเมตตาสงสารนั้นแลไม่ใช่อะไร อำนาจแห่งความเมตตานี้สามารถที่จะกวาดได้หมด ขึ้นชื่อว่าความตระหนี่ถี่เหนียวพบเห็นที่ไหนฟาดมันแหลกหมด ทั้งโคตรทั้งแซ่แห่งความตระหนี่ ไม่มีความตระหนี่ตัวใดเหลืออยู่เลย เพราะอำนาจแห่งความสงสารกวาดต้อนไปหมด ไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัว อย่างหลวงตาเวลานี้ไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวตลอดมา เพราะความเมตตาสงสารกวาดต้อนไปหมด ความตระหนี่จึงไม่มี ความเมตตากวาดต้อนมันออกหมด

นี่เราทำประโยชน์แก่โลกเราก็ทำด้วยความเมตตาอย่างนี้แหละ ที่ได้มาช่วยถึงขนาดที่ว่าออกมาเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลายนี้ ก็เพราะเห็นความกระทบกระเทือนแห่งประเทศไทยของเรา เอนเอียงลงไปมาก ลูกศิษย์ลูกหาผู้มีเจตนาห่วงใยชาติบ้านเมือง ถึงกับต้องเอาตัวเลขมาอ่านให้ฟังเลยว่า เวลานี้ชาติไทยของเราติดหนี้เขาเป็นตัวเลขจำนวน อู๋ย เป็นแสนล้าน ฟังซิน่ะ มันก็กระเทือนใจทันที ทั้ง ๆ ที่เราก็ทำประโยชน์และเป็นห่วงใยอยู่แล้ว แต่เมื่อมีสิ่งเหล่านี้มากระตุกใจก็ยิ่งใจหายไปเลย เงินถึงแสนล้านทำไมจะไม่สามารถทำประเทศชาติของเราให้ล่มจมได้

หนี้สินขนาดนี้คือมหาภัย จะทำลายชาติไทยของเราให้ล่มจมได้โดยไม่สงสัย ถ้าไม่ต่างคนต่างรู้เนื้อรู้ตัวแก้ไขดัดแปลงซ่อมแซมเสียตั้งแต่บัดนี้ เดี๋ยวจะกลายเป็นสงครามเศรษฐกิจขึ้นมาภายในเมืองไทยของเรา เดี๋ยวยึดที่นั่น เดี๋ยวยึดที่นี่ ที่ทำงานทำการต่าง ๆ เช่น ธนาคาร สถานที่สำคัญ ๆ เขามายึดไปหมด ๆ เพราะติดหนี้เขา แล้วจะทำยังไง เมื่อไม่มีอะไรเป็นของเราแล้วเมืองไทยเราไม่จมได้ยังไง

เงินเช่นอย่างแสนล้านนี่ เขาสามารถที่จะมายึดครอบครองเมืองไทยของเรา ในสถานที่ต่าง ๆ ที่สำคัญ ๆ ซึ่งเป็นหัวใจของชาวไทยเรา ไปอยู่ใต้อำนาจของเขาได้หมดไม่สงสัย จึงทำให้ดีดดิ้นขึ้นมาอีกประการหนึ่งนะ จึงได้เสาะแสวงหาผู้นำ เสาะแสวงหาภายในจิตใจ พิจารณาด้วยความเป็นธรรม หาช่องที่จะนำพี่น้องทั้งหลายให้พ้นภัยจากจุดสำคัญที่เป็นอันตรายต่อชาติ หาที่ไหนก็ไม่ได้ ๆ สุดท้ายก็มาได้ที่ตัวเอง คำว่าที่ตัวเองคือยังไง เราแน่ใจเราร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเราเป็นผู้บริสุทธิ์ทุกสิ่งทุกอย่าง ภายในจิตใจของเราก็บอกให้ตรง ๆ เลยว่าเราบริสุทธิ์สุดส่วนแล้ว ความพอของเราเต็มหัวใจแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่จะหวัง มีแต่ความเมตตาล้วน ๆ ครอบประเทศไทยของเรา

เราจึงได้อุตส่าห์พยายามพาพี่น้องทั้งหลายตะเกียกตะกายอยู่เวลานี้ เพราะความห่วงใยชาติไทยของเรา ซึ่งหัวใจของชาวไทยเราทุกคนอยู่ที่ชาติไทยนี้ทั้งนั้น หากว่าชาติไทยของเราได้เอนเอียงล่มจมไปแล้วเราจะอยู่ที่ไหน จิตใจไม่มีที่ยึดที่เกาะมีความหมายอะไร ชาติไทยคือที่เกาะที่ยึดของคนไทยเรา เมื่อถูกทำลายด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ชาวไทยของเราทั้งชาติมีความหมายอะไร นี่ละจึงได้ตะเกียกตะกายพาพี่น้องทั้งหลายดำเนินดังที่เห็นอยู่เวลานี้

การเงินการทองหลวงตารับรองร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า จะไม่รั่วไหลแตกซึมไปไหนเลย เพราะหลวงตาเป็นผู้ควบคุมการเงินเสียเอง ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนไม่เคยสนใจกับเงิน มีมามากมาน้อยก็สั่งให้เสียสละ สร้างนั้นสร้างนี้เรื่อยไป แต่เวลานี้ไม่เป็นอย่างนั้น เพื่อชาติไทยของเราได้มีความแคล้วคลาดปลอดภัยทุกอย่าง ในบรรดาสมบัติที่นำเข้าสู่ชาติไทยนี้ให้ปลอดภัย แล้วจะปลอดภัยด้วยเหตุใด ก็มารวมอยู่ที่ตัวของเรา เราต้องเป็นผู้กุมอำนาจในเรื่องการเงินการทองทุกอย่าง นี่ละเรื่องเราที่จะเป็นผู้กุมอำนาจในการเงิน

บัญชีเงินทุกประเภทอยู่กับหลวงตาทั้งหมด เป็นผู้ถือบัญชีแต่ผู้เดียว การสั่งเก็บสั่งจ่ายเป็นเรื่องหลวงตาแต่ผู้เดียวเท่านั้น ใครจึงมายุ่งไม่ได้ เพื่อรักษาความปลอดภัยแห่งสมบัติเหล่านี้ให้เข้าสู่คลังหลวงแห่งชาติไทยของเรา ด้วยความปลอดภัยและสมบูรณ์เต็มที่ นี่ละเหตุที่จะได้มาเกี่ยวข้องกับการเงินการทองก็เพราะความเมตตา ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะฉะนั้นความเมตตานี้ไปไหนไปเถอะ ถ้าความเมตตาไปที่ไหนแล้วเป็นกวาดไปหมด ๆ ความตระหนี่นี้วิ่งลงทะเลหลวงเลย ความตระหนี่มันจะยกทั้งโคตรทั้งแซ่มานี้หงายหมด ๆ ความเมตตาความเสียสละกวาดต้อนมันลงทะเลหมด

เพราะฉะนั้นความเมตตาจึงเป็นพื้นฐานแห่งความเสียสละได้เป็นอย่างดี คนเราไม่มีความเมตตาความตระหนี่ถี่เหนียวหนาแน่นขึ้นนะ ถ้ามีความเมตตามากเท่าไร ความไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่อกแก่ใจ เห็นแก่เพื่อนแก่ฝูง ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ส่วนรวมย่อมมีมากขึ้น ๆ แล้วเฉลี่ยเผื่อแผ่กันได้คนเรา คนเราเมื่อมีการเฉลี่ยเผื่อแผ่กันได้แล้วย่อมอยู่กันเป็นสุข ไม่ได้เลือกชาติชั้นวรรณะใดเลย สำคัญอยู่ที่ความประพฤติต่อกันด้วยน้ำใจเท่านั้นเอง น้ำใจมีต่อกันแล้วไม่ต้องถามหาโคตรหาแซ่หาสกุลกันเลย ขอให้เป็นผู้ดี เป็นที่ไว้ใจกันได้ เข้ากันได้หมด อันนี้เป็นสำคัญ นี้คือคุณธรรม

คุณธรรมนี้มีอยู่ที่ไหนดีทั้งนั้น ให้ถือคุณธรรมเป็นเครื่องปฏิบัติต่อกัน มีความเสียสละ ความเห็นอกเห็นใจกัน ความให้อภัยกันนี้เป็นสำคัญมาก อย่าไปถือสีถือสากันง่าย ๆ เราเป็นเพื่อนมนุษย์อยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นคณะ เป็นอำเภอ จังหวัด จนกระทั่งถึงครอบประเทศไทย เราเป็นสัตว์พวกสัตว์หมู่อยู่คนเดียวไม่ได้ เพราะฉะนั้นจงเห็นโทษแห่งความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัว ให้เห็นคุณแห่งการเสียสละนี้เป็นสำคัญมาก มีแก่ใจต่อกัน เห็นใจกัน ให้อภัยกันได้เสมอ อย่างนี้เราอยู่ด้วยกันผาสุกร่มเย็น มีมากกว่านี้ก็สุขมากกว่านี้

เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก