งานเทิดทูนบุญคุณหลวงปู่มั่น
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2542
สถานที่ : วัดป่าหนองผือ สกลนคร
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าหนองผือ สกลนคร

เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๒(บ่าย)

งานเทิดทูนบุญคุณหลวงปู่มั่น

วันนี้เป็นวันอุดมมหามงคลอย่างยิ่งแก่พี่น้องชาวไทยเราซึ่งเป็นลูกชาวพุทธ ได้มาสนองบุญคุณท่านหลวงปู่มั่นด้วยกตัญญูกตเวทิตาคุณ เพราะท่านเป็นพระที่เลิศเลอในสมัยปัจจุบัน ขอเปิดความจริงให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบเท่าที่ควรจะเป็นไปได้ เพราะของปลอมนั้นมีเต็มโลกเต็มสงสาร โลกได้รับความทุกข์ความลำบากลำบนมามากน้อยเพียงไรทุกหย่อมหญ้า มีตั้งแต่ของปลอมคือกิเลสประเภทต่าง ๆ พัวพันอยู่ภายในจิตใจ กระจายออกมาทางกายวาจาความประพฤติหน้าที่การงาน ซึ่งมักจะเป็นความสกปรกเสียหายแก่ตนและส่วนรวมตลอดมา เหล่านี้ปรากฏเด่นในโลกมานาน ไม่เคยมีใครสนใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นโทษแก่ตนเองและส่วนรวม

สำหรับธรรมนั้น พอพูดถึงเรื่องอรรถเรื่องธรรมเรื่องมรรคผลนิพพาน จากท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กิเลสมักจะก่อเรื่องราวขึ้นมาภายในใจของผู้ฟัง เฉพาะอย่างยิ่งของชาวพุทธเรา ตั้งตัวเป็นข้าศึกศัตรูต่อธรรมขึ้นมาทันที หาว่าสิ่งเหล่านี้เหลวไหลไร้ค่าไม่เกิดประโยชน์อันใด ผู้นำธรรมเหล่านี้ซึ่งเป็นของเลิศเลอมา เลยกลายเป็นข้าศึกต่อชาวพุทธเราเสียมากต่อมากเวลานี้

หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาตั้งแต่เริ่มออกอุปสมบท ไม่ปรากฏมลทินแม้นิดหน่อยให้ได้ยินได้เห็นได้ฟังมาจากผู้หนึ่งผู้ใดเลย มีแต่ความเด็ดเดี่ยวอาจหาญมุ่งมั่นต่อการปฏิบัติตนเรื่อยมา ตั้งแต่เริ่มแรกอุปสมบท มุ่งหน้าต่อการประพฤติปฏิบัติ เข้าอยู่ในป่าในเขาลำเนาไพรตลอดมา ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายกับใคร นี้คือความขวนขวายของท่าน ก่อนที่จะได้มาให้พวกเราทั้งหลายได้กราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจ เป็นมหามงคลแก่พี่น้องชาวพุทธเราในปัจจุบันนี้ ท่านประพฤติตนมาอย่างเรียกว่าเป็นเดนตายมา ผลที่ได้ปรากฏขึ้นมาก็ดังเราทั้งหลายได้ทราบเวลานี้ทั่วประเทศไทย รู้สึกจะค่อยยอมรับกันบ้าง กิเลสภายในหัวใจไม่ยอมรับของจริงง่าย ๆ ถ้าเป็นของปลอมแล้วรับตลอดเวลาไม่มีเข็ดหลาบอิ่มพอ ส่วนธรรมนั้นมักจะแสลงต่อกิเลสซึ่งอยู่ภายในใจของเราอยู่เสมอมา

วันนี้ได้นำเรื่องของหลวงปู่มั่นในเหตุที่ท่านบำเพ็ญมา เรียกว่าสุดขีดสุดแดน เดนตายมาจึงได้บรรลุธรรมขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่นี้รู้สึกว่าจะเป็นจุดที่เด่นแห่งพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ที่อุบัติขึ้นที่นั่นมีจำนวนมาก เราไม่ได้ยกที่ไหนเหยียบที่ใด เราพูดตามเรื่องราว ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ไปบำเพ็ญได้รับธรรมอันเลิศเลอมา มักจะเป็นจังหวัดเชียงใหม่มากกว่าเพื่อน

เช่นอย่างหลวงปู่ขาว หลวงปู่มั่น หลวงปู่พรหม เหล่านี้ ล้วนแล้วมาจากเชียงใหม่ หลวงปู่แหวน นี่เพียงนับได้เท่านี้ก็ ๔ องค์แล้ว ไม่มีจังหวัดใดเสมอจังหวัดเชียงใหม่เลย หลวงปู่มั่นท่านได้บรรลุธรรมแดนอัศจรรย์ขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็มาประกาศสอนธรรมแก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย ดังที่ประกาศนามของท่านมาสักครู่นี้ว่า ท่านมีลูกศิษย์มากต่อมาก ระบุชื่อมาโดยลำดับพอทราบกันบ้างได้แล้ว นี่คือผลแห่งงานของท่านที่ปฏิบัติตามธรรม

ผู้ปฏิบัติตามธรรมไม่ว่าฆราวาสไม่ว่าพระ ย่อมจะมีความสงบเย็นภายในจิตใจ การระบายออกทางกายวาจาก็มีธรรมคอยควบคุมรักษาอยู่เสมอ ความปลอดภัยจึงมักมีตลอดไปสำหรับผู้มีธรรม เรื่องมลทินมัวหมองหรือความสกปรกโสมมจนกระทั่งถึงความทุกข์ความเดือดร้อนอันเป็นเรื่องของกิเลสก่อขึ้นนั้น มักจะมีน้อยกว่าคนที่ไม่มีธรรมในใจเลย นี่ละธรรมกระจายเข้าไปถึงไหน ทำบุคคลให้รู้เนื้อรู้ตัวไปตามสถานที่และบุคคลต่าง ๆ ไม่เลือกชาติชั้นวรรณะ เพราะธรรมเป็นศูนย์กลาง เช่นเดียวกับความสุขความทุกข์เป็นศูนย์กลาง

ความทุกข์นั้นโลกทั้งโลกไม่ต้องการกัน แต่ความสุขนี้ต้องการทั่วหน้ากัน นี่ธรรมกับกิเลสก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน กิเลสเป็นตัวสร้างความทุกข์ความทรมานให้แก่สัตวโลกเรื่อยมา ธรรมนั้นเป็นการสร้างคุณงามความดีเรื่อยมาเช่นเดียวกัน แต่ต้องมีการฝ่าฝืนกับฝ่ายข้าศึกคือกิเลส เราจะประกอบหน้าที่การงานใดซึ่งเป็นฝ่ายกุศล ต้องได้รับการคัดค้านต้านทานหรือกีดขวางจากกิเลสอยู่เสมอไป ยิ่งมีกิเลสมากเท่าไรยิ่งกีดขวางมาก เห็นการสร้างความดีเป็นเศษเป็นเดนไปเสียหมด เห็นตามความต้องการของกิเลสนั้นเป็นทองคำทั้งแท่งติดหัวใจตลอดไป นี่ละเรื่องของกิเลสต้องคัดค้านธรรมคือความดีงาม ซึ่งอยู่ในหัวใจอันเดียวกันนั้นตลอดมา

ในสิ่งเหล่านี้ขอให้พี่น้องชาวพุทธเราพึงคำนึงคิดดูในหัวใจของเราก็แล้วกัน ถ้าการคิดการอ่านการกระทำสิ่งใดไม่มีเขตมีแดน มีแต่ความเพลิดเพลินรื่นเริงลืมเนื้อลืมตัวไปนั้น นั้นคือทางของกิเลสเปิดโล่งไว้แล้ว ๆ ไม่คำนึงถึงความดีชั่วเสียหายประการใดเลย นี่คือทางของกิเลส สัตวโลกจึงชอบเดินตามมัน เมื่อชอบเดินตามมันผลก็ต้องติดตามมา ส่วนมากมักจะเป็นเรื่องความทุกข์เป็นลำดับลำดา นี่คือผลของกิเลสที่สร้างให้สัตวโลก แต่เวลาเราจะทำคุณงามความดีนี้กิเลสต้องคัดค้านต้านทานไม่อยากให้ทำ

เมื่อยังไม่เข้าอกเข้าใจในช่องทางแห่งอรรถแห่งธรรม พอจะให้เกิดความเชื่อความเลื่อมใสความพอใจที่จะบำเพ็ญในทางดีแล้ว ย่อมจะเป็นไปตามทางของกิเลส จะไม่เห็นการสร้างความดีนั้นว่าเป็นของดีเลย จะเห็นการคัดค้านต้านทานนั้นว่าเป็นของดีเสียทั้งสิ้น นี่ละโลกทั้งหลายจึงทำความดีได้ยาก ทำความชั่วได้ง่าย เพราะการทำความชั่วไม่มีอะไรคัดค้านต้านทาน ไม่เหมือนการทำความดี แต่การทำความดีนี้ต้องมีการคัดค้านต้านทานจากกิเลสจนได้ตลอดไป นอกจากเรามีการต่อสู้ เรียกว่ารบข้าศึกกัน เราจะสร้างความดี ความไม่อยากให้สร้างความดี แต่ความหนักแน่นในการสร้างความชั่วนั้นฝังใจอยู่แล้วคือกิเลส มันจะออกคัดค้านต้านทานทันที ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจงานการใดถ้าเป็นฝ่ายกุศลแล้ว จะต้องได้รบกันกับกิเลส

เราอยากทำบุญกิเลสไม่ให้ทำ เราอยากให้ทานกิเลสไม่ให้ทาน กิเลสถือว่าความตระหนี่ถี่เหนียวนี้เป็นทรัพย์สมบัติอันล้นค่า เห็นการสละทานลงไปเป็นของไร้สาระไม่เกิดประโยชน์อะไร นอกจากเป็นข้าศึกต่อกิเลสถ่ายเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นการสร้างความดีในเบื้องต้นนี้จึงลำบาก ด้วยเหตุนี้กิเลสจึงจับไสพวกชาวพุทธเราให้เข้าสู่ช่องทางของมันว่า การทำความดีนี้ทำยาก จะไม่ยากอย่างไร ก็กิเลสเสียเองเป็นผู้เข้ากีดขวางต้านทาน แต่มันไม่ได้บอกว่ามันเป็นตัวกีดขวางต้านทานการสร้างความดีของเรา มีแต่บอกว่าการสร้างความดีนี้ทำยาก แต่การเป็นไปตามกิเลสนี้ง่ายมันก็ไม่บอกเหมือนกัน เพราะเป็นความชอบของจิตใจเราซึ่งถูกกล่อมจากกิเลสอย่างแนบสนิทอยู่แล้ว จึงไม่ได้คิดรู้เนื้อรู้ตัวว่ากิเลสเป็นภัยแก่ตัวแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้การสร้างความดีในเบื้องต้นไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม ต้องได้รับการคัดค้านต้านทานจากกิเลส ในเบื้องต้นเอากันอย่างหนักเพราะพึ่งเรียน ก.ไก่ ก.กา สร้างคุณงามความดี ต้องได้สู้กันอย่างหนัก เพียงเงินบาทเดียวเท่านี้จะยกไปให้ทาน กิเลสมันหึงหวงแล้ว เงินบาทนี้มีคุณค่าเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ บาทไปแล้ว เพราะความหึงหวง ความเห็นว่ามีราคา เมื่อจะสละไปทำบุญให้ทาน มันยกความตระหนี่ถี่เหนียวขึ้นมาทับถมโจมตีทันที ไม่ยอมให้เสียสละไปได้เลย สุดท้ายก็เป็นไปตามกิเลส เงินบาทหนึ่งกิเลสกลืนกินหมด เราจะไปทำประโยชน์อย่างไรก็ไม่ได้ เพราะสู้กำลังความหึงหวงของกิเลสไม่ได้

นี่คือการสร้างความดีในเบื้องต้นเป็นอย่างนี้ด้วยกัน ไม่ว่าจิตใจดวงใด ต่อเมื่อได้ยินได้ฟังอรรถธรรม ซึ่งเป็นช่องทางให้หลุดพ้นจากความชั่วทั้งหลาย ด้วยการสร้างความดีมีการให้ทานเป็นต้นไปโดยลำดับแล้ว ย่อมคิดอยากจะให้ทาน เมื่อคิดอยากจะให้ทานแล้วก็ต้องต่อสู้กับความตระหนี่ถี่เหนียว เอาจนได้ไม่มากก็น้อย ทีแรกฝืนกันมาก ได้น้อยก็เอา ต่อไปก็เริ่มได้มากขึ้น ๆ นี่คือการให้ทานด้วยอำนาจแห่งการต่อสู้กับกิเลส

กิเลสก็มีกำลัง ธรรมก็มีกำลัง เมื่อต่างฝ่ายต่างมีกำลัง คือกำลังทางจะให้ทาน กำลังทางความตระหนี่ สู้รบกันไปรบกันมา ทางการให้ทานก็ไม่ถอย ไม่ได้ให้มากก็ให้น้อย ต่อไปการให้ทานมากนั้นก็เป็นพลังของจิตของธรรม เป็นพลังแห่งความดีทั้งหลาย ที่จะต่อสู้กับความตระหนี่ถี่เหนียวนี้ให้ลดอ่อนกำลังลงไป แล้วก็กลายเป็นความสะดวกขึ้นมาในการทำบุญให้ทาน รักษาศีลภาวนาต่อเนื่องไปเป็นลำดับ ส่วนใดที่เรายังไม่เคยส่วนนั้นต้องได้รบกับกิเลสเสียก่อน ต้องหนักไป ๆ ครั้นสู้ไม่ถอยก็ค่อยเบาลง ๆ

ขอยกตัวอย่างให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบในปัจจุบัน ที่นักภาวนาท่านเริ่มบำเพ็ญภาวนา อย่างหลวงปู่มั่นนี้เป็นต้น ท่านก็เคยเล่าให้ฟังถึงความลำบากในขั้นเริ่มแรกเหมือนกัน แล้วพระกรรมฐานทั้งหลายซึ่งบำเพ็ญจิตตภาวนาก็เป็นความลำบากมากเช่นกัน อันนี้เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะจะเล็ดลอดออกจากเงื้อมมือของมันโดยตรง มันจึงต้องคัดค้านต้านทานอย่างหนัก จะภาวนาเริ่มตั้งใจให้สงบด้วยบทภาวนา เช่น พุทโธ ๆ เป็นต้น ความคิดความปรุงมาฉุดมาลากให้ออกคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ตั้งแต่ตื่นนอนไม่ยอมอ่อนข้อเลย ถึงขณะภาวนามันยังไม่ยอมให้ภาวนา มันยังให้เพลินในความคิดความปรุงตามโลกวัฏจักรนั้นตลอดไป ทางนี้ก็สู้กัน ภาวนาจิตไม่สงบก็บีบบังคับเข้าด้วยคำบริกรรมมี พุทโธ เป็นต้น

คำว่าคำบริกรรมนี้แล้วแต่จริตจิตใจของท่านผู้ใดชอบธรรมบทใด ก็นำธรรมบทนั้นเข้ามาบีบบังคับความคิดความปรุงยุ่งเหยิงวุ่นวายภายในใจ ซึ่งมันก่อไม่มีเวลาหยุด ด้วยคำบริกรรมมี พุทโธ เป็นต้น เอากันอย่างหนัก คือ พุทโธต้องถี่ยิบด้วยสติบังคับตลอดเวลา ต่อสู้กับความคิดความปรุงของกิเลส ที่มันจะลากเถลไถลออกไปสู่กงจักรให้มันเผาต่อไป ทางนี้ก็รั้งเอาไว้ห้ามเอาไว้ด้วยพุทโธ เอาพุทโธบังคับเข้าไป สติจดจ่อเข้าไป เห็นความทุกข์กันมากในตอนนี้สำหรับผู้บำเพ็ญภาวนา เพราะจิตที่เคยชินคล่องตัวด้วยความคิดความปรุงอันเป็นวัฏจักรนั้นมีกำลังมาก ความคิดความปรุงซึ่งเป็นทางของมรรคเป็นทางของอรรถของธรรม คือ คำบริกรรมพุทโธ ๆ นี้มีกำลังน้อย สติก็มีกำลังน้อย จึงต้องได้ฟาดฟันหั่นแหลกกัน ถึงขั้นเอาเป็นเอาตายในขั้นเริ่มแรกนี้

คือบังคับจิตไม่ให้คิดออกไปสู่ทางของกิเลส ให้คิดเช่น พุทโธ ๆ นี้เป็นความคิดความปรุงทางมรรค ที่จะทำจิตใจให้สงบเยือกเย็นไปโดยลำดับ เราก็หนักคำบริกรรมนี้ด้วยสติบีบบังคับ นี่เรียกว่าหนัก ตรงนี้ละผู้ฝึกหัดอบรมภาวนา เช่นพระเจ้าพระสงฆ์ท่านไปอยู่ในป่าในเขา ท่านหนักตอนนี้ในเบื้องต้น ต้องเอากันอย่างหนัก เพราะกิเลสกระแสรุนแรงมาก คิดปรุงตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับไม่มีคำว่าอิ่มพอ จะระงับได้ในเวลาหลับเท่านั้น นี้คือพลังของกิเลสที่ทำงานด้วยความคิดปรุงอย่างคล่องตัว

ทีนี้เราผู้บำเพ็ญที่จะแก้กิเลสประเภทเหล่านี้ ต้องแก้ด้วยการต่อสู้กันโดยทางภาวนา บังคับจิตให้อยู่กับพุทโธอย่างหนาแน่น ไม่ให้สติเผลอไปไหน เอาทุกข์ก็ทุกข์ เป็นก็เป็น ตายก็ตาย ให้เห็นกองไฟกับน้ำที่กำลังชะล้างกันให้สงบเวลานี้ ไฟคือกิเลสมันปรุงออกไปมากน้อย เป็นเรื่องก่อไฟเผาตัวเรา น้ำได้แก่คำบริกรรมภาวนา มีสติเป็นเครื่องบังคับอยู่เสมอ แล้วชะล้างลงไป ๆ เทลงไป นานเข้า ๆ ความฟุ้งซ่านรำคาญที่ถูกน้ำคือคำบริกรรมนี้หนักแน่นเข้าไปทุกวัน ก็อ่อนตัวลงมาเข้าสู่ความสงบ

พอจิตมีความสงบด้วยอำนาจแห่งคำบริกรรม ซึ่งเป็นน้ำดับไฟชะล้างลงไป จิตมีความเย็นขึ้นมา ทีนี้ข้าศึกคือความคิดปรุงต่าง ๆ นั้นสงบตัวลงไป ๆ ในขณะที่ข้าศึกคือความคิดปรุงสงบตัวลงไป ความทุกข์ความยุ่งเหยิงวุ่นวายซึ่งก่อขึ้นมาจากความคิดนั้นก็สงบตัวลงไป ความคิดปรุงทางด้านอรรถด้านธรรมคือ พุทโธ ๆ เป็นต้น หนักแน่นเข้าโดยลำดับ ความสงบร่มเย็นก็ปรากฏขึ้นมาภายในใจ พอจิตนี้สงบความร่มเย็นปรากฏขึ้นมา ความสุขปรากฏขึ้นมา ความแปลกประหลาดปรากฏขึ้นมาพร้อม ๆ กัน

ต่อจากนั้นทำไม่หยุดไม่ถอย ความสงบนี้จะมีพลังมากขึ้น แล้วเห็นคุณค่าแห่งความสงบของใจ ทั้งเห็นโทษแห่งความฟุ้งซ่านของใจที่กิเลสลากถูไป ก็พอฟัดพอเหวี่ยงกันไป เพราะเห็นทั้งโทษแห่งความวุ่นวายที่กิเลสฉุดลากไป เห็นทั้งคุณแห่งความสงบที่ธรรมยับยั้งหรือฉุดลากจิตเข้ามา ปรากฏเด่นชัดเป็นความสงบเย็นใจ นี่เบื้องต้นเป็นอย่างนี้ ตอนนี้ผู้บำเพ็ญภาวนา ขอพูดตามความสัตย์ความจริงที่ได้เคยปฏิบัติมา ส่วนมากมักหงายกันทั้งนั้น

นักภาวนาเช่นพระกรรมฐานของเรา เข้าอยู่ในป่าในเขาไปภาวนา ระงับกิเลสตัวนี้ไม่ได้ พุทโธ ธัมโม สังโฆ เอามาทั้งสามสรณะก็สู้กิเลสไม่ได้ ๆ เพราะความเชื่อความอุตส่าห์พยายามความอดความทนมีน้อย สติสตังก็มีน้อย ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นสิ่งที่ด้อยลงไปกว่ากิเลส กิเลสก็เหยียบย่ำทำลายให้คิดให้ปรุงตลอดเวลา สุดท้ายก็รำคาญ เมื่อรำคาญแล้วก็หยุด หยุดแล้วจิตก็นำเถลไถลไปเรื่อย คิดจะเข้าภาวนาเมื่อไรเหมือนจะเข้าตะแลงแกง เข้าสู่ที่ฆ่าหรือเข้าสู่กองฟืนกองไฟอย่างนั้น จิตใจก็ถอยกรูด ๆ ไม่อยากภาวนาไปเสีย นี่ละนักภาวนาหงายกันตรงนี้ทั้งนั้น

เราพูดถึงวงกรรมฐานของเราที่ไปภาวนาแล้วเร่ ๆ ร่อน ๆ จะเอาจิตให้สงบก็สู้กิเลสมาเผาไม่ได้ ต่อไปก็หาเรื่องแก้ความรำคาญ ต่อไปก็ไปสร้างนั้นสร้างนี้ขึ้นมาพอแก้รำคาญ เพราะจิตอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ พาทำสร้างนั้นสร้างนี้ยุ่งไปหมด ทีนี้เรื่องภาวนาเข้ามาไม่ได้ถูกกิเลสตีหงาย ๆ กิเลสตัวเป็นฟืนเป็นไฟที่มันพาฟุ้งอยู่ตลอดเวลานั่นแล มันไม่ยอมให้เข้าไปดับไฟกองนี้ ไฟกองนี้ละกองที่เผาหัวใจสัตวโลก ถ้าไม่มีจิตตภาวนาเข้าไประงับดับมันแล้วอย่างไรก็ไม่สงบ ต้องเอาจิตตภาวนาเข้าไประงับ ผู้ที่ระงับได้ก็เห็นผลปรากฏขึ้นมา ๆ

เมื่อจิตมีความสงบเย็นแล้วโลกอันนี้กว้างขวาง ไม่มีอะไรที่จะกว้างขวางยิ่งกว่าจิตที่ได้รับความสงบเย็นใจเต็มหัวใจแล้ว โลกกลายเป็นโลกที่กว้างขวางไปหมด ในขณะเดียวกันที่จิตเดือดร้อนวุ่นวาย มีแต่ความทุกข์ทับถมโจมตีบีบบี้สีไฟตลอดเวลา โลกนี้จะกว้างแสนกว้าง แคบเข้ามาอยู่ที่หัวใจดวงนี้ดวงเดียวเท่านั้น นี่เรื่องของกิเลสกับธรรมรบกันรบอย่างนี้ ผู้ปฏิบัติเท่านั้นที่จะทราบกลมายาวิธีการแห่งการรบกับกิเลส ท่านผู้ทรงอรรถทรงธรรมได้ชัยชนะมาแล้ว คือท่านต้องต่อสู้กับจุดใหญ่หลวงคือความฟุ้งซ่านของจิตในเบื้องต้น ต้องระงับดับกันด้วยจิตตภาวนาคือคำบริกรรม

จากนี้จิตก็มีต้นทุนเป็นความสงบเย็นใจ จากนั้นก้าวออกทางด้านปัญญา ปัญญาพิจารณาคลี่คลายในสิ่งที่กิเลสผูกมัดไว้เต็มเนื้อเต็มตัวของเรา ปัญญาพินิจพิจารณาแยกส่วนแบ่งส่วนออกเป็นธาตุเป็นขันธ์ เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ เป็นป่าช้าผีดิบ แยกออกด้วยปัญญา จิตใจเห็นตามความจริงแล้วเกิดความสว่างกระจ่างแจ้ง ค่อยปล่อยกิเลสไปโดยลำดับ ความยึดมั่นถือมั่นปล่อยออกไป ด้วยอำนาจของปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ๆ จากนั้นก็กลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ

นี่ละที่นี่เราจะได้เห็นกำลังของกิเลสกับธรรมรบกันอย่างชัดเจนภายในใจของเรา เบื้องต้นเราจะทำบุญให้ทานเพียงบาทเดียวไม่ยอมทำ ให้รักษาศีลก็เหมือนกัน เจริญภาวนาแล้วยิ่งแล้วไม่เอาเลย แต่เมื่อเราได้ฟัดเหวี่ยงกันตามวิธีการที่กล่าวมานี้ จนปรากฏเป็นความสงบเย็นใจ ได้ผลเป็นที่พึงพอใจมาเป็นลำดับ ก้าวเข้าสู่ปัญญา เห็นช่องทางที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ และเห็นโทษของกิเลสหนักเข้าเป็นลำดับ ๆ จนกระทั่งเห็นโทษของกิเลสอย่างถึงใจ แล้วก็เห็นคุณค่าของสติปัญญาที่จะพาบุกเบิกให้หลุดพ้นจากทุกข์นี้อย่างถึงใจเช่นเดียวกัน

เมื่อเป็นเช่นนั้นธรรมประเภทนี้ คือ สติปัญญาอัตโนมัติ จะทำงานเพื่อถอดถอนกิเลส เพื่อรื้อภพรื้อชาติซึ่งฝังอยู่ภายในจิตใจนี้ออกโดยลำดับ ๆ เป็นอัตโนมัติโดยไม่มีใครมาบีบบังคับขับไส หรือบีบบังคับให้ทำภาวนาเหมือนอย่างแต่ก่อน ทีนี้ธรรมมีกำลังในขั้นนี้แล้ว นี้แลเป็นขั้นที่ความดีของเรามีกำลังมาก ทำงานโดยอัตโนมัติ แก้กิเลสตัณหาวัฏจักรวัฏวนซึ่งมีอยู่ภายในใจนี้เป็นอัตโนมัติ เช่นเดียวกันกับกิเลสมันผูกมันมัดสัตวโลกโดยอัตโนมัติของมันตั้งกัปตั้งกัลป์มาไม่ต้องเสี้ยมต้องสอน เพราะเป็นความคล่องแคล่วของวัฏจักร แสวงหาผลรายได้ของมันจากจิตใจของเรา ในขณะเดียวกันมันก็ขนทุกข์ขึ้นมาเผาลนจิตใจ ให้พากันเกิดแก่เจ็บตายสูงต่ำอยู่อย่างนี้ตลอดมากี่กัปกี่กัลป์

เมื่อธรรมมีกำลังดังที่กล่าวมานี้ เริ่มต้นตั้งแต่ภาวนามยปัญญา สติปัญญาเป็นเองหมุนไปเอง แก้กิเลสไปเองเป็นอัตโนมัติ เช่นเดียวกับกิเลสที่เคยผูกมัดจิตใจของเราด้วยอัตโนมัติของมัน ปัญญาก็ทำการถอดถอนกิเลสเป็นอัตโนมัติเช่นเดียวกัน นี้เราจะเห็นได้ชัดเป็นลำดับลำดาว่า เมื่อธรรมมีกำลังแล้ว ขึ้นชื่อว่ากิเลสตัวไหน ๆ เห็นเป็นภัยทั้งนั้น ๆ เช่นอย่างความตระหนี่พลิกกันเป็นหลังมือกับฝ่ามือไปเลย กลายเป็นความเสียสละ เป็นความเมตตาสงสาร เป็นจิตใจที่กว้างขวาง ขยายออกด้วยอำนาจของธรรม เป็นจิตใจอันกว้างขวางด้วยความเมตตา ด้วยความเสียสละ เห็นอกเห็นใจกันไปโดยลำดับ นี้คือธรรม

เรื่องของกิเลสเห็นแก่ตัว ได้มากเท่าไร ตระหนี่มากเท่าไรตระหนี่เพื่อจะได้มา เพื่อจะหามาให้ได้มา ๆ เป็นลำดับลำดา นี่คือความตระหนี่ ได้ไม่พอ เอาจนตายก็ไม่พอ คำว่าความตระหนี่นี้ไม่มีฝั่งมีฝา แม่น้ำมหาสมุทรทะเลหลวงยังมีฝั่งมีฝา ส่วนความอยากความทะเยอทะยาน ความดีดดิ้นตามความอยากนี้ไม่มีคำว่าพอ เมื่อธรรมมีกำลังขึ้นมาแล้วสิ่งเหล่านี้หายหน้าไปหมด ๆ มีแต่ธรรมทำงานโดยอัตโนมัติโดยถ่ายเดียวเท่านั้น นี่เรียกว่าผู้มีธรรมสมควรที่จะบุกเบิกตนให้หลุดพ้นจากทุกข์ไปได้ ค่อนข้างจะแน่นอน ต่อจากนั้นก็แน่นอน ๆ เป็นลำดับ

นี่ละการบำเพ็ญธรรมจึงต้องมีความลำบากในเบื้องต้น ที่เรายังไม่รู้ภาษีภาษา เริ่มเรียน ก.ไก่ ก.กา ให้เชื่อครูเชื่ออาจารย์เชื่อพระพุทธเจ้าไปเสียก่อน เพราะเรานี้โง่ เห็นความชั่วเป็นความดี เห็นความดีเป็นความชั่วไปเสียหมด เพราะอำนาจของกิเลส เมื่อธรรมท่านชี้แจงในทางอรรถทางธรรมที่ถูกต้องดีงาม เราอุตส่าห์พยายามบึกบึนไปตามท่านแล้วก็เห็นผลขึ้นมาประจักษ์ใจเราเอง ต่อจากนั้นไปเราก็เชื่อเราในการสร้างความดีทั้งหลาย และการแก้ความชั่วทั้งหลายเป็นไปโดยอัตโนมัติ เชื่อตัวเอง ๆ นี่อำนาจแห่งธรรมเมื่อได้มีภายในจิตใจของเรามากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยสนับสนุนเราไปจนกระทั่งถึงหลุดพ้นจากทุกข์ได้

วันนี้พูดถึงเรื่องการต่อสู้กับกิเลสซึ่งเป็นภัย มันรบที่หัวใจเราให้อยู่ในเงื้อมมือของมันตลอดไป เราอุตส่าห์พยายามบุกเบิกมันด้วยการสร้างคุณงามความดีทั้งหลายตลอดมานี้เรียกว่าเราสร้างบารมี จะทำให้เราถึงฝั่งฟากโพ้นคือพระนิพพาน ด้วยอำนาจแห่งบุญแห่งกุศลเท่านั้น วันนี้ได้กล่าวถึงเรื่อง หลวงตาต้องขออภัยเทศน์ทุกวันนี้หลงหน้าหลงหลังไม่ได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว หากหลงลืมไปที่ไหนก็ต้องขออภัยไว้ด้วย คิดเห็นเงื่อนใดก็ว่าไปตามเงื่อนที่นึกได้

วันนี้กล่าวถึงเรื่องการฝึกฝนตัวเองชำระกิเลสตัวเป็นภัยของเราให้ชำระอย่างนี้ พี่น้องทั้งหลายอย่าท้อใจ เวลามันยากต้องยาก กิเลสหนาการทำความดีต้องทำยากทำลำบาก เพราะกิเลสคัดค้านต้านทานมาก เราอย่าเข้าใจว่าการสร้างความดีนี้ยาก ความดีท่านไม่ยาก ธรรมท่านไม่ยาก มันยากอยู่กับกิเลสตัวกีดขวางต้านทานต่างหาก แล้วให้บึกบึนฝ่าฝืนมันไป ต่อไปทางดีของเราจะค่อยราบรื่นไป ๆ เราจะมีความดีมีฝั่งมีฝา

ความเป็นอยู่ของเราที่เป็นมาตลอดจนกระทั่งถึงบัดนี้ เราก็กำหนดกฎเกณฑ์ไม่ได้ว่าเราเกิดมาจากภพใดชาติใดมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ ถ้าพูดตามหลักความเป็นจริงของสิ่งเหล่านี้ที่มีอยู่ในหัวใจของสัตว์แล้ว สัตว์แต่ละราย ๆ นี้ ไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายแห่งการเกิดแก่เจ็บตายของตนในภพน้อยภพใหญ่ มีมาตลอดอย่างนี้ และจะเป็นไปตลอด ไม่มีฝั่งมีฝาไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายเช่นเดียวกัน เราก็ไปแบบซุงทั้งท่อนไหลไปตามน้ำอย่างนั้น เพราะกิเลสเป็นกระแสน้ำ พัดผันเราคือขอนซุงให้เป็นไปตามอำนาจของมัน ไหลไปเรื่อย ๆ ไม่มีฝั่งมีฝามีเขตมีแดนสำหรับขอนซุงลอยน้ำ นี่จิตใจของเราที่ลอยไปตามกิเลสตัณหาประเภทต่าง ๆ ซึ่งพาฉุดพาลากเรามานานแล้ว เราก็จะลอยไปตามนั้นตลอดไป แบบไม่มีฝั่งมีฝาไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายเหมือนกัน ถ้าเราไม่อุตส่าห์พยายามฝ่าฝืนต้านทานมันด้วยการสร้างความดี

คือการสร้างความดีมีมากน้อย นี้คือเขตคือแดนคือฝั่งคือฝาหดย่นเข้ามา เช่น เราจะเกิดจะตายจำนวนสักเท่าไร คนมีคุณงามความดีย่อมมีเขตมีแดนหดย่นภพชาติของตนเข้ามาโดยลำดับ พร้อมกับการสร้างความดีเป็นลำดับ ภพชาติจะหดเข้ามา ๆ เช่นเราเกิดในเวลานี้เราก็ไม่ทราบว่าเราเกิดมาจากภพใดแดนใด เกิดมากี่ภพกี่ชาติเราก็ไม่ทราบ ทีนี้เมื่อคุณงามความดีมีธรรมประจักษ์ใจเข้าไปโดยลำดับแล้ว ย่อมทราบได้ในความเป็นมาของตน

อย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ พระพุทธเจ้าของเราระลึกชาติย้อนหลังได้ไม่มีประมาณ สัตว์ทั้งหลายระลึกชาติไม่ได้ไม่มีประมาณ แต่การเกิดตายก็เหมือนกับพระพุทธเจ้าไม่มีประมาณเช่นเดียวกัน เป็นแต่เพียงว่าตนระลึกชาติไม่ได้เท่านั้น ทีนี้พอตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาเท่านั้น อันดับที่สองคือ จุตูปปาตญาณ เมื่อปฐมยามทรงระลึก ปุพเพนิวาสฯ ระลึกชาติของพระองค์ได้ตลอดทั่วถึง อันดับที่สองทรงพิจารณาดูความเกิดความตายของสัตว์ทั้งหลายในโลกธาตุนี้หาประมาณไม่ได้ มากต่อมากไม่มีอะไรเกินความเกิดตายของจิตวิญญาณของสัตว์ที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏจักรนี้

อันดับที่สามซึ่งเกิดจากการพิจารณาถึงเรื่องความเกิดความตายนี้ เป็นมาจากไหน สัตว์ทั้งหลายจึงเกิดแล้วตายเล่าไม่มีวันเบื่อหน่ายอิ่มพอ ไม่มีเขตมีแดน อะไรเป็นต้นเหตุให้พาเกิดพาตายนี้ตลอดไปจนไม่มีเขตมีแดนอย่างนี้ จึงพิจารณาเข้าไปหาต้นเหตุของมัน ต้นเหตุของมันจริง ๆ ท่านก็แสดงไว้ว่า อวิชฺชาปจฺจยา คือปัจจยาการ เมื่อค้นเข้าไป ๆ เรียกว่าแกะรอยแห่งตัวพาเกิดพาตาย ได้แก่จิตวิญญาณซึ่งมีอวิชชาตัวเชื้อแห่งภพฝังอยู่ภายในใจนั้น แล้วพิจารณาแกะรอยเข้าไปด้วยภาคปฏิบัติ ตั้งแต่ศีล แต่สมาธิ คุณงามความดีทุกประเภท เป็นการแกะรอยแห่งภพชาติของตน

เมื่อมีความรู้มากเข้าไป ๆ มีบารมีมากเข้าไป การตามรอยแกะรอยของภพชาติของตนก็ใกล้เข้าไป ๆ จนไปถึง อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ดังพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นในปัจฉิมยามจวนสว่าง เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา นั่นคือพระองค์ตามรอยแห่งจิตวิญญาณที่มีอวิชชาตัวพาให้เกิดให้ตาย ถึงตัวของมันแล้วสังหารกันลงในเวลานั้นขาดสะบั้นไปเลย เรียกว่าตรัสรู้ธรรม นี่คือสังหารกิเลสตัวพาให้เกิดให้ตายในภพน้อยภพใหญ่ไม่มีประมาณ ได้ขาดสะบั้นลงแล้วในคืนวันเดือนหกเพ็ญ นี่คือตามร่องรอยแห่งตัวพาเกิดพาตาย

จากนั้นมาก็มาประกาศธรรมสอนโลกเรื่อยมา จนสัตวโลกทั้งหลายได้ยินได้ฟังตามพระพุทธเจ้า ก็บรรลุธรรมตามลำดับลำดามาจนกระทั่งทุกวันนี้ นี่ละตัวพาให้เกิดให้ตายคือจิตวิญญาณดวงนี้ มันมีเชื้อคืออวิชชาฝังอยู่ภายในจิต ไม่มีใครจะสามารถรู้ได้ ในสามแดนโลกธาตุนี้จะไปเรียนวิชาแขนงใดในประเทศใดก็ตาม ไม่มีทางที่จะรู้ได้ในหลักธรรมชาติที่พาสัตว์เกิดสัตว์ตายนี้ นอกจากวิชาธรรมคือจิตตภาวนานี้เท่านั้น มีจิตตภาวนานี้อย่างเดียว ที่ตามร่องรอยที่ถูกต้องดังที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้น

ตั้งแต่ขั้นเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้หัวใจด้วยอำนาจของกิเลส จากนั้นก็ฟัดกันด้วยสมาธิภาวนา กำจัดปัดเป่ากันลงไปจนเกิดความสงบเย็นใจขึ้นมา นี้เรียกว่าตามรอยเข้าไปแล้ว จากนั้นก็ก้าวถึงขั้นปัญญา ตามรอยใกล้ชิดติดพันกันเข้าไป ถึงปัญญาแล้วก็สติปัญญาอัตโนมัติ จากนั้นก็เป็นมหาสติมหาปัญญา เป็นสติปัญญาที่คล่องตัวตามรอยอวิชชาเข้าไปจนกระทั่งถึงตัว สังหารที่ตรงนั้น

นี่ละการสังหารภพชาติ เราจะเอากิเลสมาสังหารภพชาติไม่มีทาง มีแต่การเพิ่มภพเพิ่มชาติให้เกิดแก่เจ็บตายไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลาย ดังที่เป็นมาและจะเป็นไปอย่างเดียวกัน นอกจากเราจะสังหารปราบปรามมันด้วยการสร้างคุณงามความดี ดังที่พี่น้องชาวพุทธเรากำลังสร้างอยู่เวลานี้ ให้ถึงขั้นนี้เรียกว่ารบกับกิเลส ไม่ใช่รบกับธรรม การสร้างความดี การจะให้ทาน ความตระหนี่เป็นภัย ให้แก้ความตระหนี่ อย่าไปแก้ธรรมว่าการทำทานยาก ทานท่านไม่ยาก ธรรมท่านไม่ยาก ความตระหนี่คือกิเลสต่างหากตัวยาก ตัวพาให้ยาก จึงต้องรบกับตัวนี้ เมื่อตัวนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วความตระหนี่ไม่มี ธรรมไม่เคยสร้างความตระหนี่ให้ผู้ใด แต่กิเลสนี้สร้างถึงไหนถึงกัน

วันนี้ได้พูดถึงเรื่องการระงับดับทุกข์ทั้งหลายให้พี่น้องชาวพุทธเรา ผู้ที่สนใจภาวนาก็มี ให้ได้ยึดไปเป็นหลักเป็นเกณฑ์อันตายตัว การเทศน์ครั้งนี้หลวงตาพูดตรง ๆ หลวงตาไม่สงสัยแม้เม็ดหินเม็ดทรายในอุบายวิธีการที่สอนพี่น้องทั้งหลายอยู่ขณะนี้ เราก้าวเดินหรือรบกันมาอย่างโชกโชนดังที่กล่าวมาแล้วนี้ จนกระทั่งถึงจุดที่ว่านั้น ได้สังหารกันขาดสะบั้นลงไป แล้วจึงประกาศกังวานขึ้นภายในจิตใจของตน ประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่ม

เมื่อกิเลสตัวที่มันเคยครองหัวใจ บีบบังคับหัวใจของเราได้ขาดสะบั้นลงไปแล้ว ประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่ม เพราะเป็นสิ่งที่ใหญ่โตมากที่สุด เรียกว่าคว่ำวัฏจิตออกจากหัวใจเป็นวิวัฏจิตขึ้นมา นั่นพระพุทธเจ้าท่านเป็นอย่างนั้น สาวกทั้งหลายท่านเป็นอย่างนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมตามท่านด้วยความเอาจริงเอาจัง ก็จะต้องพบเช่นนั้นเหมือนกัน ๆ ธรรมจึงเป็นอกาลิโกอยู่ตลอดเวลา ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาอันใดที่จะมาลบล้างให้การทำความดีไม่มีผลได้เลย การทำดีมีผลตลอด ไม่ว่าจะเป็นการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญเมตตาภาวนาให้ผลตลอด ๆ จึงเรียกว่าอกาลิโก

แต่การสร้างความชั่วกิเลสมันก็เป็นอกาลิโกของมัน คิดทางชั่วเป็นความชั่วทันที คิดเรื่องกิเลสเป็นกิเลสทันที คิดเรื่องความโลภเป็นความโลภ คิดเรื่องความโกรธเคียดแค้นขึ้นมาทันที คิดเรื่องราคะตัณหาเป็นบ้าขึ้นมาทันที นี่คือกิเลสมันมีอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีใครสะกิดมันหรือไปรื้อฟื้นขึ้นมา มันก็ไม่แสดงเปลวขึ้นมาเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่มันมีอยู่ในหัวใจของสัตวโลกนั้นแหละ ทีนี้ธรรมก็เหมือนกันถูกกิเลสบีบบังคับไว้ ธรรมก็แสดงตัวออกมาไม่ได้ เมื่อเอาความพากเพียรไประงับหรือแก้ไขถอดถอนกันเป็นลำดับลำดา ธรรมก็แสดงตัวขึ้นมาได้ ธรรมก็ปรากฏขึ้นเช่นเดียวกับกิเลสปรากฏ เพราะเป็นอกาลิโกด้วยกัน

ธรรมของพระพุทธเจ้าจึงเป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน เป็นอกาลิโกตลอดมา ไม่ได้เป็นดังที่กิเลสมันหลอกลวงสัตวโลกว่า ธรรมนี้ครึนี้ล้าสมัย เวลานี้ศาสนาล่วงไปแล้วเท่านั้น ๆ หมดมรรคหมดผลหมดสวรรค์หมดนิพพาน ใครทำอะไรไม่ได้ ๆ นี้คือกิเลสหลอกสัตวโลก ที่จะพาล่มจมไปสู่อำนาจของมัน ให้พากันจำเอาไว้กิเลสนี้เป็นตัวหลอกลวงอย่างเดียว ธรรมเป็นของจริงล้วน ๆ พระพุทธเจ้าตรัสรู้มากี่หมื่นกี่ล้าน ๆ พระองค์ก็แสดงแบบเดียวกัน คือจริงแบบเดียวกัน กิเลสมีกี่โคตรกี่แซ่ตั้งกัปตั้งกัลป์ ก็เป็นโคตรแซ่ที่หลอกลวงต้มตุ๋นสัตวโลกตลอดมา เป็นข้าศึกกันมาตลอด แล้วก็เป็นอกาลิโกเช่นเดียวกันกับธรรม กิเลสจะเป็นอกาลิโกของฝ่ายกิเลส ธรรมก็เป็นอกาลิโกของฝ่ายธรรม เราต้องแยกต้องแยะ เราเป็นผู้รับผิดชอบในตัวของเราอย่าปล่อยตัว

เกิดมาเวลานี้เราก็ยังไม่แน่นอนในความเป็นไปของเรา ปัจจุบันนี้ตายแล้วเราจะไปไหน ตัวเองก็เร่ ๆ ร่อน ๆ หาที่ยึดที่เกาะไม่ได้แล้วจะไปเกาะที่ไหน ก็เกาะที่เรายึดอยู่เวลานี้ เรายึดเรายึดอะไร มันก็ยึดด้วยอำนาจของความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ด้วยอำนาจของกิเลส มันก็ไปตามอำนาจของกิเลส หาจุดหมายปลายทางไม่ได้ ยิ่งมีแต่ความล่มจมเท่านั้น ๆ เมื่อเราฟิตตัวของเราแก้ไขตัวของเราจากสิ่งเหล่านั้นมา ถ้าไม่ได้หมดก็ให้ได้เหมือนแบบลูกศิษย์มีครู ให้ฉุดลากมาผ่อนเบาลงมา ๆ ทีนี้การสร้างความดีของเราก็สร้างหนักขึ้น ๆ สุดท้ายก็ประจักษ์ในจิตใจของเรา

เวลานี้เป็นยังไงใจ มีความสงบร่มเย็นขนาดไหน ตัวประกันคือธรรมภายในใจจะบอกขึ้นในใจและรู้ประจักษ์ภายในใจทันทีว่า เรามีความอบอุ่น เรามีที่พึ่งแล้วภายในใจ เพราะใจนี้จะเป็นผู้ไปเกิดไปตายในภพน้อยภพใหญ่ ไม่มีดินฟ้าอากาศฟ้าแดดดินลมกว้างแคบขนาดไหน ไม่ใช่ผู้พาไปเกิดไปตาย กิเลสความดีความชั่วต่างหากที่จะพาให้ไปเกิดทางดีทางชั่วทางสุขทางทุกข์ เมื่อประจักษ์ภายในใจแล้วว่าเรามีธรรมภายในใจ เราก็เป็นที่แน่ใจ นี่เป็นแน่ใจขั้นเริ่มแรก

แน่ใจอันดับต่อไปก็คือ ได้รับการซักฟอกจิตใจของเราด้วยจิตตภาวนา มีจิตสงบผ่องใสขึ้นไปโดยลำดับ มีความสว่างกระจ่างแจ้งโดยลำดับ นี้ประกาศในหัวใจเป็นลำดับ ๆ ไป แม้ที่สุดจะยังไม่ถึงพระนิพพานก็ตาม เวลานี้จิตของเราอยู่ในขั้นนี้ ตายแล้วจะไปเกิดขั้นใดภูมิใดรู้ประจักษ์ ๆ ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทรงแสดงไว้แล้วโดยถูกต้อง ที่ผิดก็คือพวกเราเท่านั้นเอง เมื่อตีตลบเข้าสู่ทางที่ถูกแล้ว สิ่งที่มีอยู่ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้โดยถูกต้องแล้ว จะปรากฏในหัวใจของเราทุกคน ๆ

กระจ่างแจ้งขึ้นมา ๆ แล้วก็ประจักษ์กับใจของเรา นี้แน่แล้วว่าตายนี้จะไม่ลงทางต่ำ มีแต่จะขึ้นสูงโดยลำดับลำดา จนถึงขั้นวิมุตติพระนิพพาน พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปเท่านั้น สาธุ พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม กิเลสประเภทเดียวกัน ตปธรรมประเภทเดียวกัน เผากันจนแหลกแบบเดียวกันแล้วจะไปถามกันหาอะไร นี่ท่านว่า สนฺทิฏฺฐิโก รู้ประจักษ์ในตัวเองทั้ง ๆ ที่มีชีวิตอยู่

ดังพระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงแก่เบญจวัคคีย์ทั้งห้าว่า ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ความรู้ความเห็นอันเลิศเลอได้เกิดขึ้นแล้วกับเราตถาคต อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความหลุดพ้นของเราไม่มีการกำเริบแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเราตถาคต นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ตั้งแต่บัดนี้ต่อไปเราจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว นี่ประกาศกังวานให้พระเบญจวัคคีย์ทั้งห้าฟัง พระพุทธเจ้าทรงรู้พระองค์เดียวเท่านั้นไม่ต้องถามใคร ประกาศขึ้นให้เบญจวัคคีย์ฟังทันทีเลย นี่ละธรรมประจักษ์ใจ ท่านเรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก เมื่อถึงขั้นใด ๆ ในธรรมแล้วเราจะทราบภายในหัวใจของเราทุกคน ๆ จนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้นไม่ต้องถามใคร ธรรมเป็นเครื่องตัดสินใจเราได้ในความเป็นอยู่และตายไป

แต่กิเลสนั้นไม่มีทางตัดสินได้ นอกจากจะมีทางให้ล่มจม ๆ ถ่ายเดียว ทั้ง ๆ ที่พอใจทำตามมันอยู่ตลอดเวลา ความโลภก็พอใจโลภ ความโกรธพอใจโกรธ ราคะตัณหาพอใจทั้งนั้นสัตวโลก แต่เวลาทำลงไปตามมันแล้ว มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ตัวตลอดไป หาจุดหมายปลายทางไม่ได้เหมือนธรรมเลย นี่ละขอให้พากันพินิจพิจารณา

พี่น้องทั้งหลายเราเป็นชาวพุทธ อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวกันเกินไป หลวงตานี้แก่มาทุกวัน ๆ การประกาศศาสนธรรมจึงรู้สึกจะเปิดเผยออกมาเรื่อย ๆ ไม่ใช่คุยนะ เราไม่คุย เวลาไม่รู้เราก็บอกเราไม่รู้ เวลารู้จะไม่ให้พูดได้ยังไง ธรรมของจริงทำไมพูดไม่ได้ พระพุทธเจ้าสอนเพื่อให้รู้จริงเห็นจริง พูดได้ตามหลักความจริง ทำไมจะกลายเป็นของปลอมไปหมด ถ้าไม่ใช่กิเลสครอบหัวใจของเราเป็นข้าศึกต่อธรรมเท่านั้น ต้องยอมรับความจริง นี้เป็นความจริงเต็มหัวใจแล้ว จึงมาแนะนำสั่งสอนโลกทั้งหลายตามวาระที่เป็นมา

เวลานี้ก็กำลังเป็นผู้นำของพี่น้องชาวไทยเรา ธรรมะธัมโมที่จะต้องออกไปตามสถานที่ต่าง ๆ แก่พี่น้องชาวพุทธเราก็เริ่มกระจายออกไปเป็นลำดับ ๆ ด้วยอำนาจแห่งความเมตตาสงสาร เราไม่ได้หวังอะไรกับการช่วยโลกสงสารนี้แม้เม็ดหินเม็ดทราย เราพอทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว พอในหัวใจไม่ต้องไปถามใคร พออยู่ในหัวใจ พอลมหายใจนี้ขาดสะบั้นลงไปเป็นยังไงไม่ต้องถาม แม้แต่ลมหายใจไม่ขาดมันก็รู้อยู่แล้วอย่างนี้ จะต้องไปหาถามที่ไหนเวลาตายไปแล้ว เวลาตายจึงนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา กุสลา ธมฺมา อย่ามา กุสลา ธมฺมา หลวงตา หลวงตาบอกตรง ๆ หลวงตากุสลาตัวเองเต็มเหนี่ยวแล้ว ไม่สงสัยทุกสิ่งทุกอย่าง

การสอนโลกเราสอนด้วยความเมตตาล้วน ๆ เพราะฉะนั้นอำนาจแห่งความเมตตานี้จึงกวาดต้อนได้หมด อันใดที่จะเป็นประโยชน์แก่โลกสงเคราะห์ได้ทั้งนั้น ให้เท่าไรไม่มีคำว่าพอ ความเมตตาครอบไว้เป็นอย่างนั้น ให้เท่าไรไม่พอใจ ๆ ไม่สมใจไม่สะใจ ด้วยความเมตตานี้พาให้เป็นไป ๆ สุดท้ายบางทีติดหนี้เขาก็มี เอาติดก็ติดเราบอกตรง ๆ อย่างนี้นะ หากว่าเราสร้างความดีมันติดหนี้ติดสินเขา แล้วเวลาตายไปนี้ยังไม่มีเงินไปใช้หนี้เขาเป็นบาป ตรงที่ติดหนี้เขาแล้วไปตายเสียก่อน ไม่มีเงินใช้หนี้เขา ก็บอกอย่างอาจหาญเลยว่า เอ้า ตายก็ตาย ให้ไปติดต่อกับทางนรกนะ นรกหลุมไหนให้ติดต่อกันไว้เรียบร้อยให้แน่นหนามั่นคง

แล้วให้ติดต่อทางยมบาลไว้ด้วยว่า ยมบาลต้องเป็นยมบาลพิเศษ นรกต้องเป็นนรกพิเศษ เพราะหลวงตาบัวนี้ติดหนี้ติดสินเขา ด้วยการสร้างคุณงามความดีต่อสัตวโลก ตายแล้วไม่มีเงินให้เขา เราตายไปเสียก่อนแล้วไม่มีเงินใช้หนี้แล้วก็เป็นบาปตอนนี้ แล้วไปตกนรก เพราะฉะนั้นการตกนรกของหลวงตาบัวจึงเป็นสัตว์นรกพิเศษ เมื่อเป็นสัตว์นรกพิเศษต้องหานรกพิเศษมาให้เรา ยมบาลต้องพิเศษมาให้เรา ถ้าหากว่าไม่ได้นรกพิเศษ ยมบาลพิเศษมาให้เราซึ่งเป็นสัตว์นรกพิเศษแล้ว ยมบาลและนรกต้องแตกทันที เราว่าอย่างนี้ เราอาจหาญขนาดนั้นนะ ฟังซิ

ตามธรรมท่านสอนไว้ว่า การติดหนี้นี้เป็นทุกข์ในโลก การไม่ติดหนี้เป็นสุขในโลก นี้ธรรมของพระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้อย่างนั้น นี้หมายคำว่าโลก ติดหนี้ติดสินแบบโลกแบบสงสารนั้นเป็นทุกข์ในโลก แต่ติดหนี้ติดสินแบบเราทำบุญให้ทานด้วยความเมตตาของโลกนี้ไม่ได้เป็นทุกข์ ยิ่งเป็นสุข หลวงตาบัวยิ้มแย้มแจ่มใสทั้ง ๆ ที่ติดหนี้เขาอยู่ เฉพาะอย่างยิ่งทางโรงพยาบาลมาติดต่อขอเครื่องนั้นเครื่องนี้ แสดงความจำเป็นให้เห็นแล้ว เห็นใจสงสาร ทีแรกก็บอกให้รอไว้ก่อน ๆ สุดท้ายก็เอาไปเถอะเอาไปเสีย แล้วก็จ่ายไปเรื่อย ติดหนี้ติดไปเรื่อยให้ไปเรื่อย ทางยมบาลก็ให้ติดต่อเอาไว้ นี่เห็นไหมอำนาจแห่งบุญแห่งกุศล อำนาจแห่งความเมตตานี้กระจ่างแจ้งไปหมด มีเท่าไรไม่เหลือ ๆ

ดังที่เราช่วยพี่น้องทั้งหลายเวลานี้ เราก็ช่วยแบบนี้เต็มสัดเต็มส่วนของเรา เราไม่หวังอะไรเป็นสิ่งตอบแทน ยศถาบรรดาศักดิ์หลวงตาบัวไม่ต้องการ อะไรไม่ต้องการ สามแดนโลกธาตุนี้สลัดปัดทิ้งออกจากหัวใจโดยสิ้นเชิงแล้วไม่มีอะไรเหลือ เหลือแต่ความเมตตาที่สงสารสัตวโลกเรา เฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องชาวไทยเรา จึงได้อุตส่าห์พยายามออกมาประกาศตนเป็นผู้นำ ด้วยอำนาจแห่งความเมตตานี้แหละ อยู่ไม่ได้ต้องออกมา

เมื่อออกมาแล้วก็ต้องแสดงอาการอย่างนี้ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบทั่วกัน มีเท่าไรถึงไหนถึงกัน เอาหมดเป็นหมด แล้วก็กระตุ้นเตือนพี่น้องทั้งหลายให้ตื่นเนื้อตื่นตัว เวลานี้ชาติไทยของเรากำลังค่อนข้างที่จะล่มจม ให้ชาวไทยเราเป็นผู้รู้เนื้อรู้ตัวปรับปรุงแก้ไข บอกตั้งแต่การประหยัดมัธยัสถ์ การอยู่การกินการใช้การสอยนี้เป็นภัยของชาติไทยเรา เพราะต่างคนต่างทำ เจตนาไม่เจตนาก็ตามกิเลสไม่ไว้หน้าใคร เพราะการทำด้วยไม่มีขอบเขตนี้เป็นเรื่องของกิเลสพาเราให้ล่มจมทั้งนั้น ให้พากันเอาธรรมเข้าไปปรับปรุงแก้ไขให้พอดิบพอดีอย่าให้ล้นฝั่ง ให้อยู่ในขอบเขตของธรรม แล้วบ้านเมืองของเราก็จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปโดยลำดับ นี่เราก็ได้แสดงเต็มเม็ดเต็มหน่วย

การได้การเสียมามากน้อยเราทุ่มเพื่อชาติบ้านเมืองทั้งนั้น เราไม่มีอะไรติดตัวของเรา ตายแล้วเราก็ไม่ติดตัว ยังประกาศก้องขึ้นมาวาระสุดท้ายอีกด้วยว่า เวลาหลวงตาบัวตายแล้ว ช่วยโลกก็ช่วยมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยจนกระทั่งตายลงไป ในงานศพหลวงตาบัวนี้พี่น้องชาวไทยชาวพุทธเรานำเงินมาบริจาคมากน้อยนี้ เราจะตั้งกรรมการด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมขึ้นอย่างเต็มที่ แล้วเงินจำนวนทั้งหมดนี้ เราจะมอบเข้าสู่คลังหลวงทุกบาททุกสตางค์ สำหรับการเผาศพหลวงตาบัวนั้นจะเอาฟืนเอาไฟมาเผา เขาเผากบเผาเขียดเผาเป็ดเผาไก่อยู่ในเตาไฟเขา เขาก็เอาไฟเผา เขาไม่เห็นเอาเงินเอาทองไปเผา หลวงตาบัวจะเอาอะไรมาเผา ต้องเอาไฟเผาเหมือนกัน ส่วนเงินทองที่เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง เราจะยกทุ่มให้ชาติบ้านเมือง คลังหลวงทั้งหมด นี่เป็นครั้งสุดท้ายของเราที่ช่วยโลกช่วยสงสารด้วยความเมตตาล้วน ๆ

จึงได้อุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกายเหมือนหนึ่งว่าไปหาขอทานในที่ต่าง ๆ จึงได้ประกาศ บางคนจะคิดเป็นอกุศลก็ได้ เกี่ยวกับเรื่องเราประกาศบิณฑบาตเงินทองข้าวของ เขาอาจคิดเห็นได้ว่าเราเป็นคนจนไปเที่ยวหาขอทาน พี่น้องทั้งหลายอย่าคิดอย่างนั้นหนา กิริยาท่าทางที่เราออกนี้ออกเพื่ออุ้มชาติบ้านเมืองของเราล้วน ๆ เราไม่ได้ออกด้วยความเป็นคนจนขอทาน เราออกด้วยความเมตตา

ขอพี่น้องทั้งหลายได้เห็นแก่ชาติไทยของเรา ให้ต่างคนต่างอุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกายเพื่ออุ้มชาติไทยของเราด้วยการช่วยเหลือกัน ดังพี่น้องทั้งหลายบริจาคเรื่อยมาดังที่เห็นอยู่เวลานี้ ก็เต็มไปหมดตั้งแต่ต้นเงินต้นทอง หน้าลานนี้เต็มไปหมด นี่ก็คือน้ำใจของพี่น้องทั้งหลายที่รักชาติบ้านเมือง แล้วก็เสียสละมาเพื่อหนุนชาติไทยของเรา โดยอาศัยหลวงปู่มั่นซึ่งเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรอันใหญ่หลวงเป็นมหาคุณ ท่านครบรอบในการมรณภาพปีที่ ๕๐ นี้ แล้วเราก็ได้มาแสดงกตัญญูกตเวทิตาคุณกับท่าน ท่านจะไม่เอาอะไรก็ตาม บุญคุณเป็นของเราที่ทำลงไป แล้วสมบัติเหล่านี้ก็เข้าสู่คลังหลวง เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองของเรา

วันนี้จึงเป็นวันมหาอุดมมงคลแก่พี่น้องชาวไทยของเราทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่เราได้มากราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจต่อหลวงปู่มั่นเรา เพราะเป็นพระที่เลิศเลอในปัจจุบันนี้ไม่มีอะไรเหมือนแล้ว ภาคปฏิบัติเราหาที่ต้องติไม่ได้ ตลอดถึงธรรมภายในใจ ก็แสดงให้ฟังทุกสิ่งทุกอย่าง บรรดาลูกศิษย์ของท่านก็ดังที่กล่าวแล้วตะกี้นี้ ส่วนมากมักเป็นเพชรน้ำหนึ่ง ๆ ทั้งนั้น นี่ละธรรมทำโลกให้ร่มเย็นอย่างนี้

ผู้ปฏิบัติตัวเป็นศีลเป็นธรรมเป็นพระเจ้าพระสงฆ์ไปอยู่สถานที่ใด ย่อมทำชาวบ้านชาวเมืองศรัทธาญาติโยมให้มีความสงบร่มเย็นอุ่นหนาฝาคั่ง นี่การปฏิบัติด้วยศีลด้วยธรรม ท่านมีธรรมในใจไปที่ไหนท่านจะแสดงออกไม่แสดงออกก็ตาม ธรรมคือธรรมอยู่ภายในใจของท่านกระจายทั่วโลกดินแดน ยิ่งเป็นผู้มีวิสุทธิธรรมได้แก่พระอรหันต์ด้วยแล้ว ครอบโลกธาตุ นั่นอำนาจแห่งธรรมท่านกว้างขนาดไหน

นี่ละที่ว่าธรรมเลิศโลก ๆ เลิศเป็นธรรมธาตุ จิตบรรดาพระอรหันต์ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมา เมื่อได้สำเร็จเป็นจิตที่บริสุทธิ์เต็มส่วนแล้วเป็นธรรมธาตุด้วยกันหมด จิตที่เป็นธรรมธาตุนี้แลครอบโลกธาตุอยู่เวลานี้ เราทั้งหลายกราบไหว้บูชาจึงไม่ผิดหวัง กราบพระพุทธเจ้าก็ถูกธรรมธาตุ กราบพระธรรมก็ถูกธรรมธาตุ กราบพระสงฆ์ก็ถูกธรรมธาตุ เป็นมหามงคลแก่เราโดยถ่ายเดียวเท่านั้น วันนี้ได้พูดถึงเรื่องงานนี้

แล้วก็ขอเตือนพี่น้องทั้งหลายในการเป็นอยู่ใช้สอยต่าง ๆ อย่าได้ฟุ่มเฟือยจนเกินเนื้อเกินตัว ให้ต่างคนต่างปรับปรุงตัวเองสมกับว่าเราเป็นลูกชาวพุทธ ให้ฟังเสียงครู ครูคือศาสดาองค์เอกไม่พาลืมเนื้อลืมตัว พาประหยัดมัธยัสถ์ที่สุดไม่เกินพระพุทธเจ้า ไม่ลืมเนื้อลืมตัว พวกเราลูกชาวพุทธแต่กลายเป็นลูกชาวผี กิเลสรีดไถเอาไป ได้ไม่พอ เกิดความทะเยอทะยาน หาตั้งแต่เช้ายันค่ำเงินได้มากิเลสเอาไปถลุงหมด เพราะความโลภได้เท่าไรไม่พอ ไม่พอเพื่อกิเลสนั่นเอง ไม่ได้ไม่พอเพื่ออรรถเพื่อธรรม ถ้าเพื่ออรรถเพื่อธรรมแล้วพอ

ให้กิเลสพาหาหาเท่าไรก็ไม่พอ ได้เท่าไรก็ถูกถลุงถูกเผาหมด ๆ นี่ละเราถึงจน ต่างคนต่างวิ่งเต้นขวนขวายหามาทุกหย่อมหญ้านั่นแหละเมืองไทยของเรา หาเงินหาทอง ครั้นได้มามีแต่ความผิดหวัง ๆ นี่คือกิเลสพาหามีแต่ความผิดหวัง ให้ธรรมพาหาบ้างซิ ธรรมพาหาได้มาแล้วคัดเลือก อันนี้ไว้สำหรับอยู่สำหรับกินสำหรับใช้สอย อันนี้ไว้สำหรับทำบุญให้ทาน แยกประเภท ๆ

อันนี้หากว่ากิเลสมันหิวโหยนักก็แบ่งให้มันไปเสียบ้างเล็กน้อย เช่น คนนี้มีเครื่องใช้เครื่องแต่งเนื้อแต่งตัว ๕๐ ชุด ตัดลงไปเสียบ้างให้ยังเหลืออยู่ประมาณ ๑๐ ชุด เห็นจะฟัดพอเหวี่ยงกันละมัง ให้ชั่งเจ้าของอย่างนี้เรียกว่าประหยัด อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินเนื้อเกินตัว เป็นเรื่องของกิเลสหลอกลวงคน ดิ้นเท่าไรยิ่งทุกข์มาก ๆ กิเลสหลอกคนมันไม่ได้หลอกให้มีความสุขความเจริญ มันหลอกเพื่อความล่มจมทั้งนั้น ธรรมต้องยับยั้งเอาไว้หรือฉุดลากเอาไว้ ไม่งั้นไม่ทัน

วันนี้พูดธรรมะไปหลายแง่หลายทาง หลวงตาก็หลงลืมไป หากว่าผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยจากพี่น้องทั้งหลาย เพราะสัญญาความจำไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว ขาดหลุดไปโดยลำดับลำดา วันนี้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายก็มาเป็นจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ มาในงานเทิดทูนบุญคุณของหลวงปู่มั่น และมาด้วยความรักชาติแห่งชาติไทยของเรา มาด้วยความเสียสละ นับว่าเป็นมหามงคลแก่พี่น้องชาวไทยของเราทั้งหลายเป็นอย่างมาก การแสดงธรรมวันนี้ก็เห็นว่าสมควรแก่กำลังวังชา ให้แสดงมากกว่านี้ก็เห็นจะไม่ไหว ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก