ผู้นำทางโลก ผู้นำทางธรรม
วันที่ 17 ตุลาคม 2542 เวลา 8:15 น. ความยาว 47.4 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒

ผู้นำทางโลก ผู้นำทางธรรม

 

        ทุกวันนี้การไปมาหาสู่กันสะดวกสบายมากไม่เหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนอยู่คนละจังหวัดนี้เหมือนกับอยู่คนละทวีป คือไปมาหาสู่กันไม่สะดวก หรือว่าไปไม่ได้ก็ไม่ผิด เพราะไม่มีรถมีรา อย่างมากก็มีล้อมีเกวียนไปตามทาง เดี๋ยวนี้ไปได้หมดเลย ข้างบนก็ไป ข้างบนก็เครื่องบิน ข้างล่างพื้นนี้ก็ไป ข้างล่างก็รถไฟใต้ดิน ใครไม่เคยไปดูไปดูอังกฤษรถไฟใต้ดิน หลวงตาไปมาหมดแล้ว รถไฟใต้ดินก็เคยไป ไปนั่งเฉย ๆ นะ คือไปคราวนั้นมุ่งหน้าที่จะไปดูเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะนำมาเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ไป ๆ อังกฤษ เพราะว่าเมืองนี้เป็นเมืองสำคัญ

เมืองอื่นเขานิมนต์เหมือนกันแต่ไม่ไปนะ นิมนต์ทุกเมือง สหรัฐฯ เยอรมัน เพราะลูกศิษย์มีอยู่ทุกแห่ง ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย นี่เมืองใหญ่ ๆ แม้ที่สุดฮอลแลนด์ก็มานิมนต์ให้ไป แต่เราไม่ไป ไปเมืองเดียวนี่ ตั้งใจจะไปดูมันเป็นยังไง ไปอังกฤษนี้สองอาทิตย์กว่า ลำบาก ฝืนนะ คือฝืนที่เขานิมนต์ก็ฝืนไป ฝืนไปแล้วก็ฝืนไปดูสิ่งนั้นสิ่งนี้ เราไม่ได้ไปแบบคึกแบบคะนอง เราไปด้วยเหตุด้วยผล ไปทัศนศึกษาจริง ๆ ลำบากลำบนขนาดไหนก็ไป ไปดูจริง ๆ ดูทุกอย่าง ดูความเคลื่อนไหวไปมาของผู้คน รถราอะไร ๆ ดู แม้ที่สุดโรงงานใหญ่ ๆ ก็ไป เข้าไปโรงงานเลย เป็นแต่เพียงว่าไม่สมควรลงก็ไม่ลง ก็คนในอังกฤษลูกศิษย์ลูกหาเขานำไปเอง ไปดูโรงงานต่าง ๆ มีท่านปัญญานี่องค์หนึ่งไปด้วย ไปดูซอกแซกซิกแซ็ก โรงงานใหญ่ ๆ พวกโรงงานผลิตรถยนต์โรงงานผลิตอะไรนี้ เข้าไปซอกแซก ๆ ดูหมด แล้วก็ดูความเคลื่อนไหวไปมาของประชาชนรถรา

แต่ก่อนไปทีแรกไปเฉพาะตอนเย็น ตอนเช้าไม่ไป ไปเที่ยวดู พอจวนวันมาเท่าไรไปทั้งตอนเช้าตอนเย็น คือทางโน้นกลางคืนมัน ๕ ชั่วโมง กลางวันมี ๑๙ ชั่วโมง มันผิดกันขนาดนั้นนะ กลางคืนมี ๕ ชั่วโมง ตีสามสว่างแล้ว สามทุ่มยังไม่มืด ไปตอนเย็นสี่โมงเย็นหกโมงเย็นกลับมาถึงวัด ไปเที่ยวดู วันนี้ไปทางนี้ ๆ ไม่ให้ซ้ำกัน สุดท้ายไปทั้งเช้าทั้งเย็นเลยเพื่อให้ทั่วถึง เฉพาะในลอนดอนตระเวนทั้งหมด จุดสำคัญ ๆ จากนั้นก็ไปอีกหลายเมือง เคมบริดจ์ อ็อกซฟอร์ดก็เข้า ที่ไหนไปหมดไปเที่ยวดู จากนั้นมาก็ลงรถไฟใต้ดิน ไม่มีงานอะไรละไปลงเฉย ๆ ไปลงรถไฟใต้ดิน ไปไม่ไกล ก็ไปดูเฉย ๆ ได้สถานีสองสถานีแล้วก็ขึ้นไป ไปดูอะไรต่ออะไร

ทำให้เราคิดนะ อังกฤษนี้ ก็ไม่ว่าเมืองไหนนะ แต่นี้เราหมายถึงเมืองใหญ่ ๆ ของประเทศนั้น ๆ เมืองอังกฤษนี้เมืองสำคัญที่เราผ่านมาแล้วกับพุทธศาสนาเข้ากันได้สนิทเลย พระพุทธศาสนาละเอียดอ่อนมาก พวกนี้พวกมีกฎมีระเบียบดีงามอยู่แล้วเข้ากันได้ง่าย ถ้ามีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีหลักภายนอกภายในพร้อมกันแล้ว อังกฤษนี้จะเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนาโดยแท้ คิดดูอย่างเราไปทีแรกไม่มาก พอไปถึงทีแรกคนประมาณห้าสิบหกสิบ แล้วหนาแน่นขึ้น ๆ ทั้งคนไทย ฝรั่ง สุดท้ายฝรั่งมากกว่าไทยเต็มไปหมด เก้าอี้ไม่มีความหมายนะ นั่งได้หมด

คนเราใจลงเสียอย่างเดียวเท่านั้นได้ทั้งนั้น อะไรได้หมด เขาไม่ได้สนใจเก้าอี้อะไรเลย ใครมาที่ไหนนั่งได้หมด ๆ เขามุ่งหน้าต่ออรรถต่อธรรมที่เขาต้องการเท่านั้น เรื่องที่นั่งที่นอนเขาไม่ได้สนใจ เขาเหมือนกับเราเลย อย่าว่าพวกนี้เขาจะเป็นเจ้าของเก้าอี้แต่ผู้เดียวนะ บทเวลาเขามาถึงดูชัดเจน ได้หมดเหมือนเรานี่ ที่ไหนซอกแซกนั่งได้หมดเลย เหมือนผ้าพับไว้ มานี้หนาแน่นขึ้น ๆ จวนจะกลับเท่าไรยิ่งมาก นี่ทำให้เราคิดนะ

พอหกโมงเย็นก็เริ่มประชุมเทศน์ เราพานั่งสมาธิ ๓๐ นาที เทศน์ก็อยู่ในย่านนั้นแหละประมาณ ๓๐ นาทีไม่ให้มากกว่านั้น แล้วนั่งสัก ๓๐ นาที อย่างนี้เป็นประจำทุกวัน เราเทศน์แล้วท่านปัญญาชาวอังกฤษที่ไปด้วยนี้เป็นล่ามแปล จากนั้นก็มีการถามปัญหา เราก็ตอบปัญหาให้ เราจะไปดูเขา อู๊ยสำคัญมากนะ ที่สำคัญครูบาอาจารย์ที่ไปเป็นผู้นำเขาน่ะซีหายาก ไม่ว่าเมืองไหน เมืองไทยเมืองเราเมืองไหนเหมือนกันหมด ผู้นำสำคัญมากนะ ผู้นำทางโลก ผู้นำทางธรรม มีความสำคัญเสมอกันทางโลกทางธรรม ทางโลกสำคัญทางโลก ทางธรรมสำคัญทางด้านทางธรรม ผู้นำสำคัญมาก

อย่างเมืองไทยเรานี้ก็เหมือนกัน เรานี้เรายกเอกเทศโดยถือว่าเมืองไทยเราประหนึ่งว่าเป็นเจ้าของพุทธศาสนาก็ไม่ผิด เมืองเขาเหมือนว่าเป็นเมืองนอกเมืองนาไป แต่ทีนี้เรามาแยกเข้าถึงเรื่องผู้นำ ออกไปดูแล้วถ้าเขามีผู้นำก็จะดี เมืองไทยเราถ้ามีผู้นำอย่างนั้นมันก็ดี เพราะพร้อมที่จะดีอยู่แล้ว แต่มันขาดผู้นำนี่นา ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ เมืองไหนก็ตามเถอะผู้นำเป็นสำคัญทั้งนั้น ผู้นำต้องออกหน้าเสมอเหมือนเข็ม ด้ายต้องเย็บตามเข็มทั้งนั้นแหละ เข็มเป็นผู้นำ

อันนี้หัวหน้าเป็นผู้นำ หัวหน้าต้องเป็นแบบเป็นฉบับอันดีงาม คนที่จะเป็นหัวหน้าต้องเป็นผู้มีจิตใจอันกว้างขวาง คนคับแคบตีบตันเป็นหัวหน้าไม่ได้ เป็นภัยต่อส่วนรวม ต้องเป็นผู้มีจิตใจกว้างขวาง มองไกล ไม่ได้มองแคบ ๆ แต่หัวแม่เท้าคนอื่น ต้องมองดูให้รอบด้านถึงเรียกว่าเป็นผู้นำ

คำว่าเป็นผู้นำคือเป็นผู้กว้างขวางทุกสิ่งทุกอย่าง ตาก็มองให้ไกล หูฟังให้ถนัดชัดเจนตามเหตุตามผล ตาก็ดูให้ถึงเหตุถึงผล เรื่องราวอะไรผ่านเข้ามา นำมาพิจารณาโดยเหตุโดยผล โดยถือเราเป็นหลักตั้งไว้เลยว่า คือตัวเหตุตัวผลอยู่กับเรา ต้องปฏิบัติตัวของเราให้ดี รอบคอบด้วยเหตุด้วยผลในการปฏิบัติตัวเองต่อความดีงามทั้งหลาย นี่เป็นอันดับหนึ่งผู้นำตัวเอง จากนั้นก็เป็นผู้นำส่วนรวม แล้วก็นำออกไปจากความถูกต้องดีงามของตัวเองนี้ กระจายไปที่ไหนก็ดีงามไปหมด ผู้เข้ามาเกี่ยวข้องก็เย็นใจตายใจ

ทุกสิ่งทุกอย่างคนเราเมื่อมีความเคารพ เมื่อมีสิ่งยึดมั่นถือมั่นเป็นหลักเป็นเกณฑ์อยู่แล้ว ย่อมมีความเคารพในจุดนั้น ในจุดที่ตนเคารพ ทีนี้ใครเป็นหัวหน้าก็เป็นที่เคารพนับถือ จะพูดอะไรทำอะไรผิดถูกย่อมคิดถึงหัวหน้า ๆ อย่างเราเป็นชาวพุทธต้องคิดถึงธรรม เรื่องความโหดร้ายทารุณไม่ลงและไม่ค่อยลงสำหรับคนมีธรรม ธรรมเป็นใหญ่อยู่ในหัวใจ นอกจากเทวทัตแม้แต่พระพุทธเจ้ามันก็ต่อสู้ แต่นั้นเราอย่าเอามาเข้าบัญชีนะ เทวทัตพระพุทธเจ้ามันก็ต่อสู้

ถ้าเป็นคนมีคุณสมบัติภายในตัวเองแล้วหาแต่ของดี ที่ไหนเป็นที่เคารพนั่นแหละเป็นเครื่องฝังไว้ในจิตใจ จะทำอะไร ๆ นี้ต้องคิดถึงจุดสำคัญคือความเคารพก่อน เช่นเราระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ระลึกถึงครูบาอาจารย์ที่เราตายใจ ๆ จุดนั้นเป็นจุดยับยั้งความชั่วทั้งหลายได้ดี เป็นจุดยับยั้งความชั่วทั้งหลายไม่ให้เลยเถิดเลยแดน อยู่ในความเป็นพลเมืองดี เป็นลูกชาวพุทธลูกศิษย์มีครู

เพราะฉะนั้นจึงสำคัญมากสำหรับผู้นำ ทางโลกก็เหมือนกัน จับตาสีตาสาโยนขึ้นเป็นผู้นำใครเคารพที่ไหน เขาไม่เคารพ เขาไม่นับถือ เขาไม่เชื่อฟัง เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วเพราะความไม่เคารพนับถือจากที่คนควรเคารพ มันไม่ทำตัวให้เป็นที่เคารพได้เขาก็ไม่เคารพ อยากทำอะไร ๆ เขาก็ไม่สนใจ คนก็มีโอกาสทำความชั่วได้มาก ถ้ามีจุดยับยั้งอยู่แล้วก็ไม่ทำคนเรา

คิดดูซิ อย่างเขามาเล่าให้ฟัง อย่างนี้ละมันเป็นปาฏิหาริย์ไหมนี่ เขามาเล่าให้ฟังไม่ใช่เรื่องโกหก เขาจะไปฆ่ากัน ถือปืนไปเลยติดไปเลย จะฆ่าถ่ายเดียว เพราะเจ็บแค้นอย่างมากทีเดียว ไม่ได้ฆ่าไม่ได้ว่างั้นเลย ตั้งหน้าที่จะฆ่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ไปอยู่ ๆ มันเป็นปาฏิหาริย์ นี่ละธรรมใครอย่ามาคาด ๆ เรื่องธรรม เลยทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะคาดจะเดาได้ เขาเดินไปเลยตั้งใจจะไปฆ่า ไปก็เปรี้ยงเลยไม่ต้องมีหลบมีหลีกอะไรเพราะมันถึงใจ เดินเข้าไปยิงเลย จะตายก็ตามขอให้คนนี้มันตาย ขนาดนั้นนะ กึ๊ก ๆ ไป

พอไปไม่ทราบว่ายังไง อยู่ ๆ หลวงปู่มั่นเรานี่กึ๊กขึ้นตรงหน้าเลย นั่นเห็นไหม เขาเคารพหลวงปู่มั่นอยู่แล้ว เห็นไหมล่ะนี่ละจุดสำคัญฟังเอาซิ ตั้งหน้าตั้งตาจะไปฆ่าร้อยเปอร์เซ็นต์ พอไปนั้นไม่ทราบหลวงปู่มั่นมาจากไหน ผุดขึ้นมายืนจังก้าข้างหน้านี่ เหอ ขึ้นเลยทีเดียว นี่จะไปตกนรกหลุมไหนว่างั้น โห ทิ้งปืนเลยกราบราบ กลับไปแล้วเป็นมิตรกันร้อยเปอร์เซ็นต์อีกเหมือนกัน นั่นเห็นไหม กลับเป็นคนใหม่ขึ้นมากลับตัวร้อยเปอร์เซ็นต์เลย กราบแล้วกลับมา โห เรายังมีวาสนาบารมี มาชมเจ้าของนะ ถึงคราวจะเป็นจะตายจะล่มจะจมจริง ๆ หลวงปู่มั่นท่านมาจากไหน ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นท่าน เขาว่าอย่างนี้นะเขาบอกเขาไม่เคยเห็น แต่เขาเคารพกราบไหว้บูชาตลอด อย่างฝังใจเหมือนกัน

อันนี้อยู่ ๆ หลวงปู่มั่นมาฉุดลากขึ้น เราจะไปลงนรกหลุมไหนว่างี้เลยนะ ฮึบขึ้นมาอย่างเด็ดขาดเสียด้วยนะ ยืนจังก้าอยู่นี้ แล้วมีที่ไหน เห็นไหมล่ะ โผล่ขึ้นมายืนจังก้าต่อหน้านี้ โห ทิ้งปืนแล้วกราบไหว้ เสร็จแล้วกลับเลย กลับตัวร้อยเปอร์เซ็นต์เลย แล้วยิ่งมีความแน่นหนามั่นคงเข้าทางด้านศีลธรรม ไม่ทำอะไรตั้งแต่บัดนั้น พวกสัตว์พวกเสืออะไรตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ฆ่าเลยฟังซิ ตัดได้หมด นี่ละอำนาจความดี ไม่อย่างนั้นคนนี้ก็จมลงในนรก คนนั้นก็ตายคนนี้ก็จมลงนรก แล้วมาโผล่ ๆ ขึ้นมาฉุดลากขึ้นในปัจจุบัน เหอ นี่จะไปตกนรกหลุมไหน ว่างั้นเลย เท่านั้นละไม่มาก มันก็เห็นชัดเจน ปืนหลุดมือเลยเทียว กราบไหว้แล้วกลับเลย

ตั้งแต่นั้นมาก็เลยชมบารมีของตัวเอง โห เรานี่ยังมีบารมีอยู่หนา ถ้าไม่มีบารมียังไงต้องพัง ไอ้นั้นต้องตาย เราต้องลงนรกอย่างแน่ว่าละ กลับตัวเป็นคนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ไปเลย สละตายกับพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กับครูบาอาจารย์ นี่เห็นไหมจุดแห่งความยับยั้งเห็นอยู่อย่างนี้จะว่าไง ธรรมใครอย่าไปคาดนะ แต่เรื่องกิเลสมันยังคาดวาดภาพไป ธรรมเหนือหมด นี่ละเรื่องการยับยั้งตัวเอง เมื่อมีที่เคารพนับถืออยู่มันมีที่ยับยั้งนะ ถ้าไม่มีเลยก็อย่างว่านั่นแหละ ไปที่ไหน ๆ ต้องมีที่ยึดที่เกาะไว้เสมอ นี่เขามาเล่าให้ฟัง อู๊ย น่าฟังมาก

เรื่องศาสนาเป็นของเล่นเมื่อไร พุทธศาสนาเป็นศาสนาเรียกว่าเยี่ยมครอบแดนโลกธาตุเลย พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ตรัสรู้ขึ้นมา นี่ละที่เรียกว่าเป็นศาสนาประจำโลก คือพุทธศาสนา เป็นศาสนาของผู้สิ้นกิเลสจริง ๆ เป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงทุกสิ่งทุกอย่างจริง ๆ คือพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ รู้เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นเวลาท่านสอนธรรมท่านจึงสอนแบบเดียวกันหมด ไม่มีที่จะเป็นข้อปลีกแยกหรือว่าสอนแหวกแนวนี้ ไม่มีในพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นแบบเดียวกันหมด เพราะสิ่งที่รู้ที่เห็นเป็นแบบเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน เวลามาพูดก็จะนำเรื่องอย่างเดียวกันมาพูด พูดอย่างอื่นไปไม่ได้

เช่นอย่างบาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลก นิพพานมี เปรตผีประเภทต่าง ๆ ทั่วแดนโลกธาตุนี้เกลื่อนไปหมด ไม่มีอะไรที่จะมากยิ่งกว่าจิตวิญญาณของสัตว์ที่เกลื่อนอยู่ในโลกธาตุ ในน้ำบนบกวัตถุไม่มีอุปสรรคกับจิตวิญญาณเหล่านี้ ทั่วแดนโลกธาตุมี ยอมรับว่ามีเหมือนกันหมด ไม่มีคลาดเคลื่อน สด ๆ ร้อนตลอดมา สิ่งเหล่านี้สด ๆ ร้อน ๆ ตลอดมา ผู้ตรัสรู้ก็มาเจอสด ๆ ร้อน ๆ นี้ มาเห็นอย่างเดียวกัน แล้วทีนี้สิ่งที่จะให้ผลทางความดีความชั่วของผู้ทำลงไปนั้นก็สด ๆ ร้อน ๆ แบบเดียวกัน คนทำชั่ว ๆ ตลอดไม่มีที่แจ้งที่ลับ ไม่มีเล่ห์มีเหลี่ยมอะไรจะหลีกเว้นอำนาจแห่งกรรมที่ตนทำลงไปแล้วได้เลย เพราะฉะนั้นท่านจึงได้สอนอย่างเด็ดอย่างขาด สด ๆ ร้อน ๆ อย่างนั้นตลอดไป

พระพุทธเจ้าองค์ใดมาตรัสรู้ก็จะมาตรัสรู้สิ่งที่มีอยู่ทั้งนั้น เพราะสิ่งเหล่านี้มีมาดั้งเดิมกี่กัปกี่กัลป์นับไม่ได้ ไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลาย มีอยู่อย่างนี้ เพราะสัตว์โลกก็ไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลาย เกิดตาย ๆ ทำดีทำชั่วอยู่อย่างนี้เหมือนกัน ผลจึงเข้ากันได้ตลอดเวลา ใครอย่าไปปฏิเสธถ้าไม่ใช่แบบที่ว่าเศษมนุษย์แล้ว จะปฏิเสธของจริงเหล่านี้ไม่ได้นะ ผู้ที่จะหาความจริงอยู่แล้วยอมรับผู้ที่รู้จริงเห็นจริงสอนจริง อย่างไม่มีข้อคัดค้านได้เลย เพราะเป็นของจริงล้วน ๆ นี่ท่านว่าของจริง ตรัสรู้ของจริง มีอยู่ยังไงเห็นยังไงสอนอย่างนั้น ๆ

ส่วนไหนที่มีผิดกันบ้างท่านก็แยกออก พระพุทธเจ้าทั้งหลายวาสนาบารมีมีเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันบ้าง อย่างนี้ท่านก็พูดไว้ ดังประเภทที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ท่านก็บอกไว้หมด นี่หมายถึงว่าการนำโลกนำสงสารทำประโยชน์ให้โลก ประเภทที่หนึ่งได้มาก ประเภทที่สองรองลงมา ที่สามก็รองลงมา แต่ความรู้ความเห็นในสิ่งทั้งหลายนี้เหมือนกันหมด เป็นแต่เพียงว่าอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ มีประเภทต่างกัน การยกศาสนา ยกสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ จึงได้มากน้อยต่างกัน นั้นท่านก็แยกเอาไว้

เห็นไหมพระพุทธเจ้าท่านลำเอียงไหม ว่าตรัสรู้มาแล้วข้าเป็นเอกคนเดียวนี้ไม่มีนะ ท่านไม่ได้ว่าเป็นเอก พุทฺธา อสมสมา  ในอาฏานาฏิยปริตฺตํ  ท่านแสดงไว้ เอเต จญฺเญ จ สมฺพุทฺธา อเนกสตโกฏโย พระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นมีความยิ่งหย่อนต่างกัน อสมสมา คือไม่เสมอกันหมด มียิ่งหย่อนต่างกัน ท่านก็บอกเอาไว้ แต่คำว่ายิ่งหย่อนหมายถึงการทำประโยชน์แก่โลก ไม่ได้หมายถึงว่ายิ่งหย่อนในความรู้ของท่าน การทำประโยชน์แก่โลกนั้นไม่เหมือนกัน นี่ท่านแสดงไว้ สิ่งที่ปลีกย่อย อันไหนปลีกย่อยท่านก็บอกอย่างนี้ ตลอดถึงพระชนมายุ การตรัสรู้ธรรม การบำเพ็ญธรรม แปลกต่างกันยังไงท่านก็บอก องค์ไหนยาก องค์ไหนสะดวก ๆ บอกไว้

อย่างพระพุทธเจ้าของเราท่านก็บอกท่านลำบาก อย่างพระพุทธเจ้าที่จะมาข้างหน้า พระอริยเมตไตรย ท่านไม่ลำบากเลย เสด็จออกทรงผนวชเพียง ๗ วันตรัสรู้แล้วที่ไม้กากะทิง นี่ง่าย ๆ ครองราชสมบัติอยู่สี่หมื่นปี คนในระยะนั้นอายุแปดหมื่นปี ครองราชสมบัติอยู่สี่หมื่นปีแล้วเสด็จออกทรงผนวช ๗ วันตรัสรู้ แล้วนำศาสนาได้สี่หมื่นปีแล้วก็รื้อไปพร้อมเลย อย่างเราตถาคตนี้อายุเพียง ๘๐ ปี แน่ะบอกไว้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงต้องได้วางศาสนาเอาไว้ เพราะสัตว์โลกยังมีอุปนิสัยปัจจัยที่จะติดตามยังมีอยู่ จึงต้องวางร่องรอยหรือแนวทางเอาไว้ บันไดเอาไว้ ให้ไต่เต้าไปตามนี้ ๆ แทนองค์ศาสดาความหมายว่างั้น ศาสดานิพพานไปแล้วก็ตาม แถวทางหรือแบบแปลนแผนผังที่วางไว้เรียบร้อยแล้ว ให้เดินตามนี้ ท่านจึงวางไว้ห้าพันปี

พระชนมายุส่วนมากอยู่ในแปดหมื่นปี ถึงแสนก็มีในตำรา แต่มีน้อย พวกแปดหมื่นปีมีจำนวนมาก จากนั้นก็ ๘๐ อย่างพระพุทธเจ้าของเรานี้ ๘๐ ท่านก็บอกไว้ อันนี้ปลีกย่อยนะ ที่ต่างกันตรงไหน เช่น อุโบสถสังฆกรรม พระอยู่ร่วมกันนี้เป็นจำนวนขนาดไหนก็ตาม บรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๗ ปีถึงมาร่วมอุโบสถสังฆกรรมประชุมร้อยกรองพระธรรมวินัยกันทีหนึ่ง

ประชุมเหมือนเราประชุมปาฏิโมกข์ ๑๕ วันนี้ ลงปาฏิโมกข์ทบทวนพระธรรมวินัยเข้ากันได้ไหม การปฏิบัติถูกต้องตามนี้ไหม องค์ไหนไม่ถูกต้องให้รีบปรับตัวในวันประชุมวันหนึ่ง ๆ ท่านบอกไว้อย่างนั้น ส่วนมากตั้ง ๗ ปีมาลงอุโบสถรวมกันทีหนึ่ง พระสงฆ์ไม่แตกแยก สม่ำเสมอ สงบร่มเย็นตลอดมาถึง ๗ ปี แล้วเรื่อยมาจนถึง ๖ เดือนเราลืมแล้ว ย่นเข้ามา ๆ แต่ศาสนาเรานี้ ๑๕ วันท่านก็บอกไว้ ไม่งั้นไม่ได้พระสงฆ์แตก ก็บอกไว้อย่างนี้ ที่ต่างกันท่านก็บอกไว้หมด อันไหนปลีกย่อย อันไหนเหมือนกันท่านสอนแบบเดียวกัน

นี่เรามีวาสนานะพี่น้องชาวไทยของเรา พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เอก ธรรมของท่านครอบโลกธาตุเป็นธรรมธาตุ ธรรมของพระพุทธเจ้า หัวใจพระพุทธเจ้าเป็นหัวใจธรรมธาตุครอบโลกธาตุ ทุก ๆ พระองค์เหมือนกันหมด จากนั้นก็ใจพระอรหันต์ก็เป็นธรรมธาตุเหมือนกัน แต่อำนาจวาสนาที่จะทำประโยชน์ให้โลกนั้นก็อย่างที่กล่าวแล้ว มีไม่สม่ำเสมอกัน แต่เรื่องธรรมธาตุคือเป็นพระอรหันต์แล้วนั้น จิตเป็นธรรมธาตุเสมอกันหมด ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใด จนกระทั่งสาวกองค์สุดท้ายเสมอกันหมด ท่านก็บอกเสมอกันหมด

นี่พวกเราทั้งหลายได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาอย่าปล่อยอย่าวางนะ เราอยู่วันหนึ่ง ๆ ถ้าไม่แบบซุงลอยน้ำต้องมีการระมัดระวังตัวเสมอสมเราเป็นชาวพุทธ ว่าตัวของเรานี้เป็นตัวประกันแห่งสารคุณทั้งหลาย อย่าให้อะไรเข้ามาแตะต้องทำลายได้ ด้วยการระมัดระวังตัว ความชั่วอย่าทำ ความดีให้ส่งเสริม นี่ชื่อว่าเป็นผู้รับผิดชอบในตัวเอง รับผิดชอบอย่างนี้แล้ว ไปข้างหน้าผลแห่งการรับผิดชอบตัวเรานี้เอง จะเป็นเครื่องป้องกันเรา ไม่มีใครมาป้องกันนะ อยู่กันเป็นกี่หมื่นกี่แสนกี่ล้าน ๆ ก็ตาม ไม่ได้มีใครมีอำนาจยิ่งกว่าบาปกับบุญที่ครองใจเรา บาปครองใจนี้บีบเลย บุญครองใจนี้หนุนขึ้นตลอด เป็นอย่างนี้มากี่กัปกี่กัลป์ เราเป็นผู้รับผิดชอบในตัวของเรา ต้องได้ทำความระมัดระวังรักษาตลอดอย่าจืดอย่าจาง

กิเลสไม่มีคำว่าอ่อนข้อนะ กิเลสเป็นอัตโนมัติสร้างเนื้อสร้างตัวของมันบนหัวใจสัตว์ เอาสัตว์เป็นที่ทำอยู่ทำกินเป็นที่ขับที่ถ่ายอยู่ในนั้นหมด ไม่มีคำว่าอ่อนตัว เป็นอัตโนมัติสร้างตัวเองตลอดเวลา เวลาธรรมยังไม่มีกำลังกิเลสต้องเป็นอย่างนี้ตลอดมา ถ้าเราไม่สามารถมันจะเป็นอย่างนี้บนหัวใจเราทุกคน ๆ ตลอดไป ให้เกิดแก่เจ็บตายทนทุกข์ทรมานภพนั้นภพนี้ไม่มียุติแหละ ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ หนักมากขนาดไหนยอมรับเพราะจิตนี้ไม่เคยฉิบหาย ทุกข์มากถึงมหันตทุกข์ก็ยอมรับแต่ไม่ยอมฉิบหาย พ้นขึ้นมาแล้วก็มาเสวยกรรมต่อไปอีก ๆ หมุนกันไปหมุนกันมาเพราะการสร้างกรรมอยู่กับใจ ผลอยู่กับใจ ใจไม่ตายธรรมชาตินี้ก็แทรกกันอยู่ จึงต้องให้ระมัดระวัง ไม่ระวังไม่ได้ ธรรมชาตินี้ไม่อ่อนข้อนะ

เราได้ยินได้ฟังจากครูจากอาจารย์จากตำรับตำรา ไปอ่านแล้วสะดุดใจกึ๊กหนหนึ่ง ก็เป็นเครื่องกระตุ้นจิตใจของเราให้หมุนไปในทางที่ดี แต่กิเลสมันก็ดึงของมันอยู่อย่างนั้น ทีนี้การได้ยินได้ฟังจากครูจากอาจารย์จากตำรับตำราก็เป็นกาลเป็นเวลา ไม่ได้เสมอไปเหมือนกิเลสกดถ่วงจิตใจเรา กิเลสกดถ่วงจิตใจนี้กดถ่วงตลอดเวลา เราอ่อนเมื่อไรมันแข็งเมื่อนั้น ธรรมะจึงต้องได้เข้มแข็งตลอด เพราะเราจะฉุดเราขึ้นจากเหวจากบ่อ จะอ่อนข้อไม่ได้นะจมจริง ๆ ถ้าเราไม่อยากจมต้องฉุด เพราะฉะนั้นจึงต้องได้ต่อสู้กัน

วันหนึ่ง ๆ ต่อสู้กับความชั่วทั้งนั้นแหละ คือการสร้างความดีของเรา ในขณะเดียวกันก็ต่อสู้ความชั่วปัดป้องความชั่วออกไม่ให้เข้ามายุ่งกับเรา นั้นคือการสร้างรากฐานอันดีงามของเรา สุดท้ายมันก็ค่อยชินไป ๆ การระมัดระวังรักษานี้ไม่ค่อยได้ตั้งอกตั้งใจอะไรนักเพราะความเคยชิน หากเป็นไปเอง ต่อไปก็เคยกับความดีไปเรื่อย ๆ ขั้นเริ่มแรกต้องได้ต่อสู้กัน นี่เรียกว่าขั้นพื้นฐานของธรรมะจะตั้งตัว ด้วยการสร้างความดีไม่หยุดไม่ถอย พอมีกำลังมากแล้วที่นี่ธรรมะนี้จะค่อยเคลื่อนไหวตัวออกไป แล้วมีกำลังมากขึ้น ๆ การสร้างความดีนี้ราบรื่น ๆ ความชั่วไม่พอใจจะสร้าง ถึงจะมีการสร้างการทำอยู่ก็ตามแต่ไม่ได้มีน้ำหนักอยากทำความชั่วเหมือนแต่ก่อน มีน้ำหนักไปทางความดี ๆ จากนั้นมีแต่ความดี นี่ละที่นี่ธรรมก้าวออกแล้วในหัวใจดวงเดียวกันนี่นะ

ธรรมกับกิเลสอยู่ในใจดวงเดียวกัน ท่านจึงเรียกว่าโลกว่าธรรม โลกหมายถึงกิเลสเป็นข้าศึกต่อใจ ธรรมได้แก่ธรรมชาติที่เป็นคุณค่าต่อใจ ปิดป้องใจไว้เรียบร้อย ๆ นี้เรียกว่าธรรม ทีนี้ธรรมเมื่อเราสร้างไปหลายครั้งหลายหนมีกำลังมากขึ้น ๆ ก็เริ่มกลายเป็นอัตโนมัติขึ้นมา สร้างความดีโดยอัตโนมัติ ตื่นขึ้นมานี้จิตใจจะประหวัด ๆ กับความดีตลอด ๆ จากนั้นมาก็หมุนไปทางความดี เมื่อหมุนไปทางความดีแล้วก้าวขึ้นไปก็เป็นธรรมอัตโนมัติ สร้างความดีเป็นอัตโนมัติของตัวเองไปเรื่อย ๆ ก้าวขึ้นสู่สติปัญญาอัตโนมัติ นั่นเป็นขั้น ๆ นะธรรม

เอาหัวใจนี้ออกมาพูดนะ เราพูดจริง ๆ เราสอนท่านทั้งหลายสอนด้วยความเมตตาล้วน ๆ ใครอย่ามาคาดนะว่าเราโอ้เราอวด ถ้าไม่อยากจมอย่ามาคาดเราพูดตรง ๆ เลย เราไม่มีแม้เม็ดหินเม็ดทรายสิ่งเหล่านี้ ที่เรามากล่าวกับพี่น้องทั้งหลาย ที่เจือปนไปด้วยกิเลสแม้เม็ดหินเม็ดทรายไม่มี เราสอนด้วยความเมตตาล้วน ๆ  นี่เราถอดออกจากหัวใจมาสอนเสียด้วยนะ

เวลามันล้มลุกคลุกคลานก็บอกแล้วนี่ หัวใจดวงนี้น่ะ เวลามันเป็นปทปรมะมันก็เป็นเต็มสัดเต็มส่วนของมัน จากนั้นก็เนยยะกับปทปรมะแย่งกันมันต่อสู้กันในคนคนเดียวนั้น ทางหนึ่งก็จะเดินจงกรม ทางหนึ่งก็ห่วงหมอน นี่ละปทปรมะกับเนยยะมันต่อสู้กัน ต่อไปหนักเข้า ๆ ไม่ห่วงเสื่อห่วงหมอนแล้ว ห่วงแต่ความพากความเพียร นี่ก้าวขึ้นเนยยะกับวิปจิตัญญู ใกล้เข้าไปแล้ว ต่อจากนั้นถ้ากิเลสไม่พังเสียอย่างเดียวเท่านั้นอยู่ไม่ได้เลย นี่ละวิปจิตัญญูกับอุคฆฏิตัญญูจะเข้าแล้วนะ คนคนเดียวกันนั่น จิตมันก้าวเข้าด้วยความคล่องแคล่ว ๆ เรื่อย รวดเร็วเข้าเรื่อย ตั้งแต่ปทปรมะแล้วขึ้นเนยยะ แล้วขึ้นวิปจิตัญญู แล้วขึ้นอุคฆฏิตัญญูนี้ผึงเลยเทียว

ตั้งแต่วิปจิตัญญูไปแล้วนี้เรียกว่าเป็นอัตโนมัติ ธรรมะสร้างตัวเองโดยอัตโนมัติไม่ต้องมีใครมาบังคับบัญชา ธรรมเกิดแล้วธรรมเป็นไปเอง เหมือนกับกิเลสที่เคยเกิดในหัวใจสัตว์ มันเป็นไปเองของมันฉันใด ธรรมะนี้เวลาได้เป็นไปเองในหัวใจของเราแล้วก็เป็นอัตโนมัติเหมือนกัน อยู่ไหน ๆ มีแต่ฆ่ากิเลสตลอดเวลา คำว่ายืนเดินนั่งนอนไม่มีความหมาย มีความหมายอยู่ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่บนหัวใจนี้เท่านั้น ขาดสะบั้น ๆ ต่อจากนั้นผึงเลย นี่ละเวลาธรรมมีกำลัง มีได้ด้วยกันนะ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าธรรมว่าโลก ฝ่ายโลกคือกิเลส ฝ่ายนี้เรียกว่าธรรม ในหัวใจดวงเดียวกัน เวลามีกำลังมากแล้วเป็นอย่างนั้น

ตั้งแต่ปทปรมะขึ้นไปออกไปเนยยะ ไปวิปจิตัญญู ขึ้นอุคฆฏิตัญญูผึงเลย นี่เรียกว่าธรรมเป็นอัตโนมัติ ธรรมเป็นธรรมจักร สร้างตัวเองเป็นลำดับอยู่ในหัวใจของเราทุกคน ขอให้พากันสร้าง คนเราเมื่อได้รับการบำรุงรักษาอยู่เสมอ จิตใจต้องเจริญ เป็นอื่นไปไม่ได้ ถ้าปล่อยให้มันเป็นไปตามบุญตามกรรมนี้จมลงไปเรื่อย ๆ เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เหมือนกัน พากันจำเอานะ วันนี้พูดเพียงเท่านี้ก็พอ ก็นานอยู่นะ ไม่ใช่เล่นนะ พูดเหยาะ ๆ แหยะ ๆ มันไม่เหยาะแหยะซิ ขึ้นไปทั้งฟัดทั้งตี เอาเท่านั้นละ

เวลานี้กำลังเสาะแสวงหาทองมากกว่าอย่างอื่นใดนะ เพราะเป็นจุดหมายของเรา จุดหมายในครั้งที่สองนี้เป็นจุดหมายที่หนักแน่นมาก แม้อย่างนั้นก็ยังอนุโลมอยู่ คือคราวที่แล้วได้ ๑,๐๓๘ กิโลครึ่ง คราวนี้ยังลดลงมาให้ได้หนึ่งพัน หนึ่งพันนี้เด็ดตรงที่ว่าในหนึ่งพันกิโลนี้ ขาดไปสตางค์หนึ่งไม่ได้เลย ถ้าทองคำหนึ่งพันกิโลขาดไปหนึ่งสตางค์นี้ เท่ากับคนไทยทั้งชาติมีหลวงตาบัวเป็นหัวหน้า คอนี้ขาดไปพร้อมกันหมดเลย ทองคำขาดหนึ่งสตางค์ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ ให้ฟังให้ดีนะ ถ้าไม่อยากคอขาดให้เอาทองคำมาเพิ่มให้เต็มพันกิโล จำเอาไว้ทุกคน ถ้าไม่เสียดายคอ เอ้า หวงเข้าไปเงินทองนั้นน่ะ หลวงตาไม่หวงมันแหละเพราะเสียดายคอ

ทองคำเป็นที่หนึ่ง เด็ด ดอลลาร์ เงินสด ตามกันไป ๆ ทองคำนี้ต้องเด็ดไม่เด็ดไม่ได้ ถึงคราวเด็ดต้องเด็ด ชาติไทยของเราไม่เด็ดไม่มีใครเด็ดให้ เราจะเชิดหน้าชูตาชาติไทยของเรา เราจะมาเหยียดหยามชาติไทยของเราด้วยความเฉื่อยชาดูไม่ได้นะ ต้องเข้มแข็ง คนที่ลงมาจากเวทีด้วยชัยชนะ ถึงจะบอบช้ำดำเขียวขนาดไหน หน้าเขายิ้มแย้มแจ่มใส ไอ้คนที่ลงจากเวทีเดนตายมาจากถูกน็อกแล้วนั้น เอาทองคำมาแขวนคอเขาเป็นพวงเขาไม่สนใจนะ ความเสียใจของเขาพิษร้ายแรงมากเกินกว่าทองคำเหล่านี้

เพราะฉะนั้นเราก็เหมือนกัน เอ้า มันจะทุกข์ขนาดไหนทุกข์เถอะ ขอให้ได้ชัยชนะลงมาจากเวทีความล่มจม ฟาดความล่มจมลงทะเลแล้ว เราครองความสบายของเราใต้ร่มไม้ชายคาที่ไหนได้ทั้งนั้น ไอ้แพ้ความจนนี้ เอาทองคำมามัดเต็มคอนี้หลวงตาบัวปัดจากคอเลย เอามาทำไมประสาทองคำ ชาติเรามีคุณค่าขนาดไหน เอาตรงนั้นนะ ไม่มีอะไรยิ่งกว่าชาติของเรา ประสาทองคำว่างี้เลย อย่ามายุ่งถ้าไม่อยากตายว่างั้น อย่างหลวงตาบัวเอาเด็ดด้วยนะ กำลังเคียดแค้นจนใจจะหลุดจะขาดเพราะความล่มจม สู้ความจนไม่ได้ ลงมาแล้วยังเอาทองคำมาห้อยคอหลวงตาบัว อยากตายเหรอว่างั้นเลย อะไรจะหนักยิ่งกว่าชาติทั้งชาติ ประสาทองคำว่างั้นเลย ต้องเอากันอย่างนั้น ต้องเด็ดทุกคนนะพี่น้องทั้งหลาย เราเด็ดเพื่อชาติของเรา

มาแล้ว นี่ลูกสาวกระทิงแดง บริษัทกระทิงแดงนี้พ่อเป็นพื้นฐาน ฟังให้ดีนะ นี่ลูกสาวกระทิงแดงมาถวายทองคำ หลาน ๆ เหลน ๆ มาฟาดคนละห้าบาท ๆ ๑๕ บาทแล้ว นี่เป็นลูกสาวกระทิงแดง ตัดคอรองชาติไทยของเราเป็นปฐมฤกษ์ของชาติไทยที่ช่วยชาติ บริษัทกระทิงแดงนี้ได้มอบเงินให้เข้าคลังหลวงแห่งประเทศไทยของเรานี้ ๔๐๐ ล้าน ฟังซิน่ะ ยังไม่มีใครมาแซงเลยนะ ยังครอง ๔๐๐ ล้านเป็นแชมเปี้ยนตลอดมา ถ้าใครเก่งเอามา เราจะยกกระทิงแดงเราให้เป็นรอง แต่กระทิงแดงเรามีหัวใจ ระวังหัวแตกนะ เดี๋ยวฟัดอีกมากกว่าเก่าอีกจะว่าไง

หมดตัวแล้วฮ่ะวันนี้ หมดตัวก็ช่างเถอะ ลูกศิษย์หลวงตาบัวแล้ววันหลังหาใหม่ได้สบายเลย ลูกศิษย์หลวงตาบัวหมดตัวนี่ไม่คิดง้อเลยนะ ถ้าลูกศิษย์คนอื่นหมดตัวนี้ยังไม่แน่นักนะ ถ้าลูกศิษย์หลวงตาบัวแล้วหมด ๆ ไปเถอะ อาจารย์ไม่พาหมด คิดดูยังสมัครลงนรกนั่นเห็นไหม ของง่ายเมื่อไร นรกพิเศษเสียด้วย วันนี้ทองคำได้ ๒๒ บาทแล้ว เอานะอย่าว่าไม่บอกนะ ลูกศิษย์ลูกหาเวลานี้ ยังกล้าหาญอยู่นะ ทางนี้เขาบอกว่าให้คราวนี้หมดเนื้อหมดตัว เขาว่างั้นนะ เราบอกหมดเนื้อหมดตัวไม่เป็นไรเราเป็นลูกศิษย์หลวงตาบัว หลวงตาบัวไม่ถอยต้องหามาได้ใหม่อีก

เวลานี้เราพูดจริง ๆ นะ เครื่องมือแพทย์ใหญ่ ๆ มาพร้อมกันเลย เราบอกให้รอเสียก่อน เวลานี้ให้กฐินผ่านไปก่อนเรากำลังไม่มี อยู่ ๆ เหมือนกับว่าประชดเรา เครื่องมือมาพร้อมกันเลย เอกซเรย์ ๓ เครื่อง เครื่องทำตาอีกล้านเก้าแสนมาพร้อมกัน อัลตราซาวด์มา ฟาดเข้าไปตั้งหกล้านสองแสน เวลานี้ติดหนี้เขา เอ้าติด เราติดหนี้เขาเราตายไปเสียก่อน เรายังไม่ได้ใช้หนี้เขานี้เราจะเป็นบาป เพราะติดหนี้เขา ไม่ได้ใช้เขาก็เป็นบาป เป็นบาปเราก็ไม่ถอย นรกหลุมไหนให้มาว่างี้เลย ต้องจัดนรกพิเศษมาให้หลวงตาบัว เพราะหลวงตาบัวเป็นสัตว์นรกพิเศษ

ช่วยโลกช่วยบ้านช่วยเมืองจนกระทั่งติดหนี้เขา เป็นบาปเพราะไม่มีเงินใช้หนี้เขาแล้วตกนรก ให้มาเลยนรกหลุมไหนว่างี้ แล้วจัดยมบาลพิเศษมา คือนรกต้องเป็นนรกพิเศษ ยมบาลต้องเป็นยมบาลพิเศษ เพราะนี้เป็นสัตว์นรกพิเศษ ถ้ายมบาลไม่พิเศษ นรกไม่พิเศษ นรกกับยมบาลต้องแตก หลวงตาบัวแหวกแนวเลยเราว่างี้ กล้าหาญไหม ผู้นำพี่น้องทั้งหลายกล้าหาญไหม

เอาละจะให้พร

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก