น้ำหนักของกิเลสกับธรรม
วันที่ 21 ตุลาคม 2542 เวลา 8:15 น. ความยาว 43 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒

น้ำหนักของกิเลสกับธรรม

วันนั้นเราพูดถึงเรื่องน้ำหนักของธรรมกับน้ำหนักของกิเลส ที่มันฉุดลากในสัตว์และบุคคลแต่ละราย ๆ นี้ ธรรม ๕% เราก็ไม่อยากพูด คือเรื่องฝ่ายต่ำที่ดึงลง ๙๕% นี้ยังน้อยไปอยู่นะ ที่ฝ่ายนี้จะดึงขึ้น ๕% ยังถือว่ามากไปอยู่ นี่ละกำลังฝ่ายต่ำมันดึง ๆ คือเป็นหลักธรรมชาติของมันเอง มันอยู่ในหัวใจของสัตว์ เราจะไปตำหนิมันก็ไม่ได้ เป็นหลักธรรมชาติของมันเป็นเครื่องดึงดูดกัน คือธรรมชาตินี้เป็นไปทางต่ำ ธรรมะดึงขึ้นทางสูงเพื่อความสุข อันนี้ดึงลงทางต่ำเพื่อความทุกข์ ต่ำเท่าไรยิ่งทุกข์มาก มันเป็นคู่ต้านทานกันตลอดมา ฝ่ายธรรมะจึงต้องลำบากเพราะกำลังทางฝ่ายต่ำมีน้ำหนักมากกว่า ทางนี้ต้องลำบาก

เช่นอย่างต่อยมวย เขามีลวดลายมากกว่าเรา เราต้องลำบาก อันนี้ลวดลายของฝ่ายต่ำมันมากกว่าเรา แพรวพราวมากกว่าฝ่ายด้านธรรมะ เพราะฉะนั้นด้านธรรมะจึงต้องลำบาก เราจะทำความดีต่าง ๆ นี้ลำบาก ๆ หมด คืออันนั้นกีดกัน ๆ ไว้ไม่ให้รู้ ก็ถือว่าความไม่อยากทำหรือความลำบากนั้นเป็นเราเสีย นั่นมันกล่อมไปแล้ว คือมันซึมซาบอยู่ในตัวของมัน

โห อันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย พระพุทธเจ้า พระอรหันต์เท่านั้นที่จะรู้เรื่องของสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ธรรมดาเราจะมาสอนโลก รื้อฟื้นโลกให้หลุดไปได้นี้ ไม่มีทาง นอกจากผู้สิ้นกิเลสแล้วเท่านั้นเป็นผู้นำในอันดับแรก จากนั้นก็ได้อุบายวิธีมาช่วยกัน แต่ผู้ที่มานำเป็นอันดับแรกต้องเป็นพระพุทธเจ้าว่างั้นเลย ผู้อื่นไม่สามารถ เพราะธรรมชาติเหล่านี้ประหนึ่งว่า เหนือเหตุเหนือผลเสียทุกอย่างในกำลังของพวกเรา มันไม่อยู่ในเหตุในผลในกำลังของพวกเรา คือกำลังมันเหนือเหตุเหนือผลของพวกเราเสียทุกอย่างว่างั้นเถอะ ต้องพระพุทธเจ้ามาชำระมาแก้มาไขมาถอดมาถอน นี่เป็นหลักธรรมชาติ

วัฏจักรวัฏวนนี้มันก็ยังมีหัวหน้าอยู่นะ เช่นอย่างพญามาร นั่นฟังซิ พญามารเป็นผู้มีอำนาจควบคุมทางด้านวัฏจักร ก็หมุนสัตว์ทั้งหลายให้อยู่ในเงื้อมมือ ๆ หรืออยู่ในอำนาจของตัว จึงเรียกว่าพญามาร มีหัวหน้าอย่างนั้นเหมือนกันนะ อย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้พญามารมาอาราธนาทันทีใช่ไหมล่ะ นั่นเห็นไหม ขอให้นิพพานไปเสีย อย่างรวดเร็วเท่าไรยิ่งดี นั่นเห็นไหมล่ะ มาแล้วนะ คือพระพุทธเจ้ามันสุดวิสัยแล้ว มันก็มาขอพระพุทธเจ้าให้นิพพานไปเสียไม่ต้องสั่งสอนโลก ถ้าสั่งสอนแล้วโลกนี้จะมีทางเล็ดลอดออกจากอำนาจของมันไป มันจึงมาอาราธนา หรือว่ามานิมนต์พระพุทธเจ้าให้นิพพานไปเสีย ไม่ต้องสั่งสอนสัตวโลก

ทางด้านธรรมะ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า เราจะประกาศศาสนาแก่โลก รื้อฟื้นสัตวโลกขึ้นมาจนกว่าจะถึงแก่กาลอันควร คือ ศาสนาเจริญรุ่งเรือง ธรรมเจริญภายในจิตใจของสัตวโลกพอประมาณแล้ว เราถึงจะนิพพาน ก็ต่อต้านกันไว้อย่างนี้ นั่นละเรียกว่าพญามาร ก็มีในตำรับตำราในชาดก ท่านมาพูดโกหกเราเมื่อไร แต่วัฏจักรมันก็มีหัวหน้า ยกขึ้นมาอย่างพญามาร ทีนี้ย่นเข้ามาอีกให้เห็นชัด ๆ อีก พญามารมันครอบอำนาจไว้หมดให้สัตว์อยู่ในเงื้อมมือ เพื่อความเกิดแก่เจ็บตายของสัตว์ อยู่ในเงื้อมมือของมันอำนาจของมันตลอดมา มันไม่ยอมให้จิตวิญญาณดวงใดเล็ดลอดออกไปได้จากเงื้อมมือของมัน

เช่นอย่างพระโคธิกะที่เคยได้เล่าให้ฟัง จิตวิญญาณของโลกธาตุนี้มากขนาดไหน ของสัตว์ในโลกธาตุนี้มีมากขนาดไหน พญามารนี้กุมอำนาจไว้หมด มันมีความอิ่มพอเมื่อไรกับอำนาจที่จะครอบสัตวโลกนี้ ไม่มีความอิ่มพอ ทีนี้จิตวิญญาณของพระโคธิกะที่หลุดลอยออก คือท่านได้บรรลุพระอรหันต์ในเรื่องอุบัติเหตุของท่านเองนั่นแหละ จึงได้เอามาพูดเพราะเป็นเรื่องผิดปกติ ท่านบรรลุธรรมในขณะที่เกิดอุบัติเหตุแก่ตัวเอง แก่องค์ของท่านเอง บรรลุอรหันต์ดีดผึงขึ้นในขณะนั้น

พญามารที่เป็นเจ้าอำนาจครอบครองในวัฏจักรนี้ เพียงจิตวิญญาณดวงเดียวนี้มันมายุ่งหาอะไร เพราะจิตวิญญาณของสัตวโลกนี้ทั่วแดนโลกธาตุ มีมากขนาดไหน แล้วจิตวิญญาณดวงเดียวนี้ที่หลุดพ้นออกจากเงื้อมมือของมัน มันยังมาคุ้ยเขี่ยขุดค้นเสียจนแหลก ฟังซิมันอิ่มพอเมื่อไร นี่ละกิเลสดูเอา ไม่มีคำว่าอิ่มพอ คุ้ยเขี่ยขุดค้นหาทั่วแดนโลกธาตุก็ไม่เจอ มันแสดงฤทธิ์ออกมานี้ดูว่าอากาศมืดไปหมดเลยจนไม่มองเห็นอะไร ฤทธิ์ของพญามารคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาจิตวิญญาณของพระโคธิกะ ที่ท่านบรรลุธรรมในเวลานั้นแล้วท่านก็นิพพานในเวลานั้นไปแล้วนะ ยังมาคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาขนาดนั้น

จิตวิญญาณเพียงดวงเดียวมันยังเสียดายขนาดนั้นฟังซิ ที่อยู่ในโลกธาตุนี้มากขนาดไหนซึ่งอยู่ในเงื้อมมือของมัน มันยังไม่พอ เพียงจิตวิญญาณของพระโคธิกะหลุดออกจากเงื้อมมือของมันเท่านั้น มันยังมาคุ้ยเขี่ยหาเสียจน… โอ๋ย แสดงฤทธิ์เดชทุกอย่างพ่นพิษอะไรเป็นควันตลบหมด ดินฟ้าอากาศมืดมิดไปหมดเลย นั่นฤทธิ์พญามารเห็นไหม

พระพุทธเจ้าก็ทรงเล็งเห็นแล้วว่าเรื่องของฤทธิ์พญามาร ท่านก็เลยขนาบพญามารเสียบ้าง แต่ที่ใช้ในภาษาธรรมดาเรานี้ใช้ภาษาเรียบ ๆ เพราะผู้ฟังทั้งหลายมีแต่คลังกิเลส ชอบฟังอย่างเรียบ ๆ แต่ตัวกิเลสมันไม่เรียบ กิริยาที่แสดงออกมาต้องเรียบ ๆ เป็นการบูชายัญกิเลส พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงมีบทหนักบ้างเล็กน้อย แต่ผู้ไปจดจารึกออกมานั้นก็พวกเรานี่แหละ เพราะฉะนั้นจึงต้องแบ่งให้กิเลสเสีย ๕ ส่วน เราเอาเสียส่วนหนึ่ง แม้แต่เป็นคำทุกวันนี้หนักอยู่บ้างก็ตาม

พญามาร พระพุทธเจ้าบำราบพญามาร เธอจะมาคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาอะไร จิตวิญญาณของพระโคธิกะลูกของเราตถาคต ได้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของเธอไปแล้ว เธอเป็นพระอรหันต์สิ้นกิเลสแล้ว นิพพานไปแล้ว เธอจะมาคุ้ยเขี่ยสักเท่าไรก็ไม่เห็น ว่าอย่างนั้น ในตำราท่านพูดอย่างนั้น

แต่ตำราป่าของหลวงตาบัวนี้ไปอีกแบบหนึ่ง จะบอกว่า พญามารมานั่งนี่ ว่างั้นเลย มีกี่โคตรกี่แซ่กี่วงศ์สกุล ไปหาสำรวจตรวจตรามาให้หมดทุกราย แล้วค่อยมาดูจิตวิญญาณของพระโคธิกะ จนหมดเลยไม่มีใครจะได้เห็นเลย ทั้งโคตรทั้งแซ่ของพวกเธอนั่นแหละ ว่าอย่างนั้นนะ ถ้าเป็นหลวงตาบัวจะว่างั้น คือมีน้ำหนักเท่ากัน พูดนี้ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นคำหยาบโลนนะ คือเรื่องพญามารมันค้นเอาอย่างหนัก จิตวิญญาณดวงเดียวนี้มันยังเสียดาย มันยังมาค้นหาเสียจนเต็มที่ เพราะฉะนั้นเราถึงบอกว่าให้ยกโคตรแซ่มาว่างั้นเลย เท่านี้มันไม่พอ ให้ไปหายกโคตรแซ่มาคุ้ยเขี่ยขุดค้นอีก ตายหมดโคตรแซ่สูน่ะ พอสรุปลงแล้วก็ว่าสูนี่ ว่างั้นเลย นี่ละเรียกว่าธรรมะกับกิเลสฟัดกัน เป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายอย่ามาคำนึงถึงภาษาธรรมกับภาษากิเลส ภาษากิเลสมันชอบยกชอบยอ ชอบนิ่มนวลที่สุด แต่เรื่องโหดร้ายทารุณไม่มีอะไรเกินกิเลสมันฝังอยู่ภายใน นั้นคือยาพิษเคลือบน้ำตาล มันออกมาอย่างไพเราะเพราะพริ้งสวยงามทุกอย่าง นี่กิริยาของกิเลสออก ตัวพิษมันอยู่ข้างใน ทีนี้ธรรมไม่เป็นอย่างนั้น ท่านฉะเข้าไปเลย ฟาดทั้งพิษทั้งภัยทั้งทุกสิ่งทุกอย่างหมดทั้งโคตรทั้งแซ่มันไป นี่เรียกภาษาของธรรม มีน้ำหนักเท่ากัน ไม่น้ำหนักเท่ากันอันนั้นพังลงไม่ได้ ต้องใช้น้ำหนักเท่ากัน กิเลสมาแบบไหนธรรมะต้องออกแบบนั้น ๆ

คือ ธรรมะนี้ตรงไปตรงมา ไม่มีคดมีเคี้ยว ไม่มีเล่ห์มีเหลี่ยมหลายสันพันคมเหมือนกิเลส แต่ความฉลาดแหลมคมธรรมะแหลมคมกว่าทุกอย่างแล้ว แต่จะมาใช้ให้เหมาะสมกับกิเลสต้องเอาขนาดที่เหมาะสมกับจะพังกิเลสได้ ท่านจึงเอาออกมา จึงไม่มีคำว่าหยาบว่าโลนว่าหนักว่าเบาว่าอะไร จึงเทียบให้ฟังว่า เหมือนนักมวยเขาต่อยกันบนเวที เขาจะไม่คำนึงถึงความหนักเบาในเวลาปล่อยหมัด ใครใช้กิริยาสุภาพไม่สุภาพ คู่ต่อสู้กันนั้นเขาจะไม่คำนึง เขาจะหวังเอาความชนะทุกคน ซัดกันเต็มเหนี่ยว

นั่นละดูเอา ลวดลายระหว่างนักมวยเขาต่อยกัน กับลวดลายระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันก็แบบเดียวกันนั้น เอาน้ำหนักที่จะแก้กันให้ตกเป็นจุดใหญ่ที่สุดของการต่อสู้กัน จึงไม่ได้มาคำนึงว่า ปล่อยหมัดเบาไปหนักไป ปล่อยหมัดสุภาพอ่อนโยนไม่อ่อนโยน เขาจะไม่คำนึงนักมวย เขาเอาชัยชนะเป็นผลสำคัญ นี้ต่อยกับกิเลสก็แบบเดียวกัน เพราะฉะนั้นธรรมะกับกิเลสจึงต้องเอากันอย่างหนัก ทีนี้ผู้ฟังมีแต่คลังกิเลสฟัง ต้องเข้าข้างกิเลสทั้งนั้น เห็นไหมกิเลสได้เปรียบตลอดนะ

ธรรมท่านแสดงออกไปนี้พวกกิเลส หูกิเลส ตากิเลส ใจกิเลส ฟังทุกอย่างเป็นกิเลสไปหมด ว่าดุว่าด่าว่าเฆี่ยนว่าตีว่าหยาบว่าโลนว่าอะไร มันขึ้นพร้อม ๆ กันในหัวใจของกิเลสที่มีอยู่ในหัวใจคน นี่ละจึงลำบาก พวกนี้มีน้ำหนักมากมีแต่คอยกดถ่วงลง คนหนึ่งลากขึ้น พวกนี้จำนวนมากฟังเพื่อจะเอาเหตุผล กลับลากลงแล้วก็มาเผาตัวเองนั่นแหละไม่ได้เผาใคร นี่ภาษาธรรมต่างกันอย่างนี้

ให้ขึ้นเวทีมันถึงรู้ นี้เอาออกมาจากเวทีมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง นี้ฟังเพียงผิว ๆ เผิน ๆ นะที่เอามาแสดงนี้ ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันนี้มองไม่ทัน ไม่ว่าอย่างหนัก อย่างเบา อย่างละเอียด แหลมคมขนาดไหน ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันนี้ ธรรมดาสายตาเรานี้มองไม่ทัน นักมวยเขาต่อยกันยังมองเห็นเวลาเขาต่อย เขาปล่อยหมัดออกไปยังไง ๆ ยังเห็น แต่ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันนี้ไม่ทัน นี่ละที่เป็นธรรมแท้กิเลสแท้ฟัดกันบนหัวใจ

หัวใจคือเวที กิเลสกับธรรมอยู่บนหัวใจฟัดกัน ความฉลาดแหลมคมกิเลสมันก็จอมวัฏจักร ความฉลาดแหลมคมของธรรมก็จอมวิวัฏจักร สุดท้ายก็เรียกว่ายกให้วิวัฏจักรเหนือกว่าทุกอย่าง นอกจากผู้ที่จะนำมาใช้กับกิเลสนี้มีความฉลาดแหลมคมเท่าไร จะเอาอาวุธชนิดไหน ๆ มาต่อกรกันกับกิเลส มีแพ้มีชนะกันตรงนี้ แต่เครื่องมือนั้นทันสมัยทุกอย่าง แล้วแต่ผู้หยิบเครื่องมือออกมาใช้จะมีความฉลาดแหลมคมขนาดไหน ที่จะทันกับเหตุการณ์ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกัน มีเสียตรงนี้ได้ตรงนี้

พูดถึงเรื่องความละเอียดแหลมคม ในวัฏจักรไม่มีอะไรเกินกิเลส ที่นี่เวลาเข้าเทียบกันปั๊บแล้วก็ว่าไม่มีอะไรเกินกิเลส ในวิวัฏจักรไม่มีอะไรเกินธรรม ครอบหัวกิเลสได้ ตรงนี้แหละ ธรรมประเภทนี้ไม่มี ในตำรับตำราก็ไม่มี จะมีบนเวทีของผู้ปฏิบัติธรรมที่รู้ธรรมเห็นธรรม ตามจังหวะที่ต่อยกันระหว่างกิเลสกับธรรม ด้วยภาคปฏิบัตินี้เท่านั้น นอกนั้นไม่มี

เราไม่ได้ประมาทพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกท่านเอามาเฉพาะที่จำเป็น ท่านไม่ได้เอามาแบบซอกแซกซิกแซ็กเหมือนกับกิเลสกับธรรมฟัดกันบนหัวใจผู้ปฏิบัติ อันนั้นพูดไม่ได้เลย ท่านจะหยิบยกออกมาแต่จุดสำคัญ ๆ เพื่อไม่ให้เหลือเฟือฟั่นเฝือจนเกินไป แล้วจะเหลือกำลังของผู้จดจำมา แล้วก็ท้อถอยน้อยใจ ท่านจึงเอาแต่จุดใหญ่ ๆ มา พระไตรปิฎกท่านแสดงไว้อย่างไรบ้าง นั่นละท่านจะเอาจุดใหญ่ ๆ เช่นว่าสมาธิ ท่านก็พูดกลาง ๆ ไว้เท่านั้น สมาธิของผู้ปฏิบัติเป็นยังไง นั่นท่านไม่ได้แจง ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะรู้เรื่องของสมาธิได้เป็นอย่างดี ซอกแซกซิกแซ็กซึมซาบไปหมดในรัศมีของสมาธิที่จะแสดงตัวเต็มเหนี่ยวของสมาธิ นี่ในภาคปฏิบัติเป็นอย่างนั้น แล้วคัมภีร์จะไปจดได้ยังไง

ถ้าพูดถึงเรื่องภาคปัญญาฆ่ากิเลส ก็เริ่มต้นตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลานไปทางด้านปัญญา แล้วเรื่อย ๆ จนเหมือนกับว่ารถนี้ออกเส้นทางเรียบร้อยแล้วบึ่งละที่นี่ นั่นละสติปัญญาประเภทนี้ ท่านก็บอกไว้กลาง ๆ ว่าภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนาล้วน ๆ ครอบไว้เท่านั้นเอง แต่ผู้ขึ้นเวทีแล้วภาวนามยปัญญาเป็นยังไง แตกแขนงออกไปนี้ไม่มีในพระไตรปิฎก แต่มีในความจริง ความจริงนี้มีสุดส่วนทุกแง่ทุกมุม เหมือนว่าเชื้อไฟอยู่ที่ไหน ๆ เชื้อไฟนั่นเหมือนความจริง ไฟคือธรรม จะลุกลามสอดแทรกรู้เห็นไปหมด ๆ เชื้อไฟหยาบ ละเอียดขนาดไหน สติปัญญาธรรมเหล่านี้จะซึมซาบเข้าไป เผาเข้าไป ไหม้เข้าไปเรื่อย ๆ เป็นอัตโนมัติของตัวเอง นี่ไม่มีในพระไตรปิฎก

เราไม่ได้คุยเราก็ค้นเหมือนกันพระไตรปิฎก เพราะฉะนั้นจึงกล้ามาพูดได้ทั้งสองภาค ภาคพระไตรปิฎกท่านเอาเฉพาะส่วนใหญ่ ๆ ออกมาที่เหมาะสมกับผู้จะปฏิบัติ ไม่ให้เหลือเฟือหรือฟั่นเฝือจนเกินไป จนเกิดความท้อถอยน้อยใจต่อการปฏิบัติธรรม ท่านจึงเอามาจุดใหญ่ ๆ เช่น อริยสัจ ๔ นี่อันสำคัญมากนะ สติปัฏฐาน ๔ นี่รากแก้วของศาสนา รากแก้วของมรรคของผล ของความจริงและธรรมทั้งหลาย ที่จะรู้ความจริงออกจากอริยสัจ ๔ นี้ พอก้าวเข้าไปนี้

ท่านบอกไว้อริยสัจ ๔ เท่านั้นไม่มาก ให้ผู้ปฏิบัติไปแจงเอง จะรู้เองเห็นเองทุกแง่ทุกมุม เพราะให้ต้นทุนมาแล้วพูดง่าย ๆ เช่น ไม้ท่อนนี้เอามาให้แล้ว ต้องการจะเลื่อยจะแปรรูปให้เป็นยังไงให้ไปแปรเอง ความหมายว่างั้น นี่พระไตรปิฎกท่านยกออกมาก็แบบเดียวกัน ให้พอเหมาะพอดีกับผู้ปฏิบัติแล้วให้ไปแจงเอง ความรู้ความเห็นในตัวเองจะเป็นยังไง จะไม่ต้องถามใคร เพราะต้นใหญ่ได้เอามาแล้ว แปรออกจากต้นใหญ่เป็นไม้เป็นแผ่นกระดานหนาขนาดไหน ๆ กว้างแคบขนาดไหน เป็นเรื่องของนายช่างที่จะต้องทำงานเองจาระไนเอง

อันนี้ก็เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติ จะรู้เองเห็นเองในธรรม ตั้งแต่ภาคสมถธรรมคือความสงบ ขึ้นภาคสมาธิ สมาธิเป็นประเภทใดบ้างจะรู้ในผู้ปฏิบัติ จากนั้นก็ก้าวถึงขั้นปัญญาดังที่กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ก้าวถึงขั้นปัญญาตั้งแต่เริ่มล้มลุกคลุกคลานไปเรื่อย ๆ ต่อไปก็ค่อยเกรียงไกรค่อยชำนิชำนาญ ค่อยรู้แจ้งเข้าไปเรื่อย ๆ ทีนี้ต่อไปความจริงทั้งหลายนี้เหมือนเชื้อไฟ นี่เรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ เรียกว่าภาวนามยปัญญา ท่านกล่าวไว้กลาง ๆ ว่า ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนาล้วน ๆ นี่ปริยัติท่านว่าไว้อย่างนี้ เราก็ไปเห็นก็ดู งง ไม่ทราบว่าเกิดได้ยังไง

ภาวนามยปัญญาท่านบอกว่า ปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนาล้วน ๆ แต่เวลาเข้าภาคปฏิบัติแล้ว เกิดขึ้นมาล้วน ๆ เกิดขึ้นยังไง นั่นมันเห็นในตัวเองแล้ว คือหมุนตัวเป็นสติเป็นปัญญาไปตลอด อะไรมาสัมผัสสัมพันธ์ เป็นเครื่องเตือนสติปัญญาให้ถอดให้ถอนให้แก้ให้ไขให้พลิกแพลงเปลี่ยนแปลง เหมือนนักมวยต่อยกันไปเรื่อย ๆ เลย ทีนี้อะไรไม่มาเกี่ยวข้อง ก็เรื่องกิเลสมันอยู่ภายในใจ สมุทัยอยู่ในใจ มรรคอยู่ภายในใจ มันก็คุ้ยเขี่ยขุดค้นอยู่ภายในใจ นั่นละเป็นภาวนามยปัญญาอยู่ภายในใจ ๆ อันนี้พิสดารมาก แตกแขนงออกไปไม่มีประมาณเลย

ภาวนามยปัญญาเป็นปัญญาฆ่ากิเลส ฆ่ากิเลสโดยตรง ๆ ปัญญาประเภทนี้เป็นปัญญาเป็นเอง เรียกว่าอัตโนมัติ เช่นเดียวกับกิเลสที่มันเคยสร้างตัวของมันโดยอัตโนมัติบนหัวใจของสัตวโลก กระดิกพลิกแพลงไปแง่ไหนมุมใด มีแต่กิเลสสร้างเนื้อสร้างตัวของมันบนหัวใจสัตว์ทั้งนั้น เป็นอัตโนมัติของมัน นี่เป็นพื้นฐานของกิเลสในวัฏจักร ทีนี้พอก้าวเข้าถึงธรรมที่จะแก้กิเลสเหล่านี้ให้ม้วนเสื่อแล้ว ก็ต้องก้าวเข้าสู่ปัญญาประเภทนี้ ปัญญาประเภทนี้เรียกว่าภาวนามยปัญญา ก้าวเดินเอง ทีนี้เมื่อก้าวเดินเองแล้ว แก้กิเลสแก้ไปเองเหมือนกันกับกิเลสมัดเรามัดไปเอง พอถึงขั้นธรรมแก้กิเลสแล้วจะแก้ไปเอง

อยู่ที่ไหนไม่เลือกว่ายืนว่าเดินว่านั่งว่านอนไม่สำคัญ สำคัญที่จิตหมุนตัวเพื่อแก้กิเลสตลอดเวลา เว้นแต่เวลาหลับเท่านั้น ให้เห็นประจักษ์บนเวทีนั้นจะถามใครเมื่อชัดอย่างนั้นแล้ว แจ้งออกไป ๆ ปัญญาประเภทนี้จะแตกออกไปเรื่อย แตกแขนงออกเรื่อยไม่มีสิ้นสุด ความจริงมีอยู่ที่ไหนเหมือนเชื้อไฟ ปัญญานี้เหมือนไฟ จะลุกลามไปเรื่อย รู้ไปเรื่อย เห็นไปเรื่อย เห็นไปทุกแง่ทุกมุม นี้คือความจริง

จากนั้นพอละเอียดเข้าไปแล้วหากเชื่อมกันไปเอง สติปัญญาอัตโนมัติกับมหาสติมหาปัญญา เมื่อละเอียดเข้าไปแล้วก็เชื่อมไปหามหาสติมหาปัญญานั้นยิ่งเกรียงไกร มองไม่ทัน ถ้าเป็นนักมวยมองไม่ทัน เพราะเป็นปัญญาประเภทที่ซึมซาบ ไม่ใช่ว่าแค่คุ้ยเขี่ยขุดค้นฟันนั้นตัดนี้เหมือนสติปัญญาเริ่มต้นตั้งแต่สติปัญญาอัตโนมัติไป ภาวนามยปัญญา ขั้นนั้นเป็นขั้นซึมซาบทีเดียว เป็นอย่างนั้นให้เห็นประจักษ์ในหัวใจซิ นี่ละคือความจริง ท่านไม่สามารถที่จะมาจดจารึกในพระไตรปิฎกได้ทุกแง่ทุกมุม แต่ความจริงมีอย่างนี้ นั่นฟังซิกว้างขวางไหม

ความจริงมีครอบโลกธาตุฉันใด ธรรมะซึ่งเป็นเหมือนไฟได้เชื้อนี้เผาไหม้ไปตามความจริง คือรู้เห็นไปตามความจริงตลอดทั่วถึงไปหมด นั่นมีขอบเขตที่ไหนความรู้ของธรรม ความจริงมีขอบเขตที่ไหน ความรู้ของธรรมครอบไปหมด ๆ เลย นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าที่ท่านนำมาสอนโลกท่านเอามาเล่น ๆ เหรอ เหล่านี้ใครจะไปสอนพระพุทธเจ้าได้ ไม่มีใครสอนได้ เป็นเรื่องเกิดขึ้นจากพระพุทธเจ้าโดยลำพัง เรียกว่าสยัมภู คือทรงขวนขวายเอง แปลแล้วนะ ในทางเหตุ และทรงรู้เองเห็นเองในทางผล เต็มที่แล้วเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา ตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมา นี่ธรรมะประเภทเหล่านี้ไม่ต้องถามใครเลย เป็นสยัมภู

จากนั้นมาก็เกี่ยวกับเรื่องสาวก ได้ยินได้ฟังอุบายจากพระพุทธเจ้าเสียก่อนวิธีการพระพุทธเจ้า นำอุบายต่าง ๆ ออกมาสอน เรียกว่าสาวโก แปลว่า ผู้ได้ยินได้ฟัง แล้วก็นำแง่ต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนมาปฏิบัติตัวเอง ๆ แล้วค่อยแตกแขนงออกไป ๆ ก็อย่างที่ว่าที่นี่ ออกแล้วที่นี่สาวก เริ่มออกแล้ว สติปัญญาอัตโนมัติสติปัญญาเป็นเอง ๆ รู้เองเห็นเองตามรอยพระพุทธเจ้าแล้วที่นี่ พระพุทธเจ้าไม่ต้องบอกทุกอย่างก็ตาม รู้เองเห็นเองไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาตามพระพุทธเจ้า ก็สยัมภูขึ้นอีกแหละ คือไม่ต้องทูลถามพระพุทธเจ้า เพราะทุกอย่างพระพุทธเจ้าสอนไว้พร้อมแล้วที่จะเข้าสู่จุดนั้น เมื่อเข้าจุดนั้นไม่เห็นสิ่งนั้นจะเห็นอะไร สอนเพื่อมรรคผลนิพพานไม่เห็นมรรคผลนิพพานจะเห็นอะไร พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าตาบอดพอจะได้มาสอนโลกแบบตาบอด นั่นละพากันจำเอา

นี่ละธรรมประเภทนี้ไม่มีนะ ที่ผู้จะยกออกมาจากหัวใจที่บริสุทธิ์จริง ๆ มากระจายสอนพวกเรา เหมือนพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สอนไม่มี นี่คือธรรมท่านถอดออกมาจากจิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ แล้ว เรียกว่าเป็นธรรมธาตุอยู่ในหัวใจท่าน ท่านครองอยู่ ท่านยกอันนั้นมาสอนพวกเรา จึงไม่มีอะไรเคลื่อนคลาดไปเลย แม้นิดหนึ่งไม่มี เพราะนำออกจากสิ่งที่รู้ที่เห็นจัง ๆ ไม่สงสัย ถอดออกไปสอนไปจะผิดที่ตรงไหน

นั่นละธรรมที่ท่านรู้จริงเห็นจริง ท่านรู้เองเห็นเอง ท่านไม่มีคำว่าสะทกสะท้านว่าจะผิดจะพลาดไปไหน เพราะถอดออกมาจากของจริง ๆ ยื่นให้ ๆ ถ้าเป็นแบบลูบ ๆ คลำ ๆ จำได้แต่ชื่อแต่นาม อย่างที่เราศึกษาเล่าเรียนตามตำรับตำรา ไม่ว่าท่านว่าเราลูบคลำไปเหมือนกันนั่นแหละ เพราะได้เห็นแต่ชื่อได้ยินแต่ชื่อไม่เห็นตัวจริง จะเอาความแน่นอนมาจากไหน

นี่เห็นทั้งชื่อด้วย ตามรอยเข้าไปด้วย เห็นทั้งตัวด้วย เห็นทั้งรอยด้วย เห็นทั้งชื่อด้วย เห็นทั้งธรรมที่ระบุชื่อนั้นด้วย เช่น สมาธิ เห็นทั้งสมาธิด้วย เห็นทั้งชื่อสมาธิด้วย เห็นทั้งชื่อปัญญาด้วย เห็นทั้งปัญญาด้วย ปัญญาขั้นไหนเห็นทั้งชื่อของปัญญาขั้นนั้น ๆ ด้วย รู้ทั้งปัญญาขั้นนั้นด้วย แล้วว่าสิ้นกิเลส รู้ทั้งคำว่าสิ้นกิเลส แล้วตัวเองก็สิ้นกิเลสด้วย แล้วก็จะไปถามใคร นั่นมันอย่างนั้นนะ นี่ละธรรมจริง ธรรมแท้ เป็นอย่างนั้น

นี่ละธรรมประเภทนี้ที่กระเทือนโลกอยู่เวลานี้ พวกเราทั้งหลายมีวาสนานะได้มาพบพุทธศาสนา โถ ที่ตายไปเกลื่อนโลกธาตุนี้ มีที่ไหนที่จะมายึดมาเกาะว่าพุทธศาสนาเป็นของเรา เกิดมาพบพุทธศาสนานี้ ล้าน ๆ ๆ รายหนึ่งก็ยังจะไม่มีฟังซิ มันหายากไหม แต่เราก็เข้าอยู่ในประเภทพวกหายาก เราเกิดมาพบพุทธศาสนาไม่ว่าวาสนาของเราจะว่าอะไร นี่ละให้ภาคภูมิในวาสนาของตนเองนะ

ให้ต่อสู้นะกับกิเลส ยาก ๆ มีแต่เรื่องของกิเลสทั้งนั้นนะ คือต่อสู้ธรรม ขัดขวางธรรมตลอด เราจะก้าวเดินมากน้อยเพียงไร ความว่ายากว่าลำบากนี้มันจะมาทันที ๆ นี้คือข้าศึกให้จำเอาไว้ เราต้องบุกข้าศึกซิเราจะทำคุณงามความดี ยากสู้เลย ความยากนี้คือข้าศึก เราสู้ข้าศึกผ่านนี้ไปแล้ว อันนี้ไม่ยาก เอา อันไหนยังยากมาว่างั้นเลยนะ ยากมากแล้วฟัดกันเลย ๆ ให้มันหงายหมาลงเป็นไร เมื่อฟัดกันลง ๆ มันสู้เราไม่ได้ มันหงายไม่เป็นท่าก็เรียกว่าหงายหมาล่ะซิ เดี๋ยวนี้มีแต่มันฟัดเราหงายหมา ๆ ยิ่งลูกศิษย์หลวงตาบัวมีแต่พวกหงายหมา ถ้ามองหมาหลวงตาบัวก็หงายหมาอยู่แล้ว เลยไม่ทราบจะยึดใครเป็นที่พึ่งละ มีแต่ประเภทหงายหมาทั้งนั้นพวกนี้

ให้จำนะพี่น้องทั้งหลาย เราสุดกำลังนะที่นำมาสอนนี่ เราพูดจริง ๆ เราเปิดหัวอกสอนในคราวนี้เพื่อชาติไทยของเรา เราเปิดออกหมด และเริ่มเปิดบอกตรง ๆ เลยนะ แล้วแต่ผู้มาเกี่ยวข้องจะรับประโยชน์ได้หนักเบามากน้อย ธรรมนี้จะออกเอง ๆ อย่างกล้าหาญชาญชัย คำว่ากล้าหาญนี้ก็ยังเป็นแดนสมมุติ กล้าหาญนั้นยังเลยอันนี้อีกนะ เอามาพูดไม่ได้ พูดแต่อยู่ในแดนสมมุติว่ากล้าหาญ ไม่สะทกสะท้านในการที่จะปราบกิเลสเพื่อพี่น้องทั้งหลาย เราไม่สะทกสะท้านนะ มามากน้อยเพียงไรที่จะได้รับผลประโยชน์ออกทันที ๆ เลย นอกจากมันสุดวิสัยไม่มีอะไรแล้วก็กางแหไปนี้ อันนี้ก็ขี้หมา อันนี้ก็ขี้หมูกางแหไปทั้งวันก็จะทอดลงได้ยังไง ก็มีแต่ขี้หมา ทอดลงไปเอาแหไปล้างทั้งวันมันเกิดประโยชน์อะไร

จำให้ดีนะ คำว่ายาก ๆ ให้จำให้ดีทุกคน นั่นละคือข้าศึกมาแล้ว ว่างั้นเลย พอเราจะเริ่มสร้างความดี ความยากความลำบากมันจะมาทันที ให้ดูหัวใจเจ้าของ นั่นละคือกิเลสให้ดูเอา ถ้าไม่รู้ว่าเป็นกิเลส นี้แลคือกิเลส เอ้า ฟัดกันเลยอย่าให้มาขวางได้ สิ่งเหล่านี้ไม่พาเราให้ได้รับความสุขความเจริญสวรรค์นิพพานละ จะพาให้เราจมเท่านั้น สิ่งที่ว่ายาก ๆ คืออุปสรรคมันไม่ให้ไป ถ้าไปทางมันแล้ว โอ๋ย ตายก็ว่าไม่เป็นไรนะ เอาตายว่าเลยถ้าไปทางมัน นั่นละมันเปิดทางหนึ่งให้ ปิดทางหนึ่ง ถ้าเป็นทางต่ำเปิดให้เลย ถ้าเป็นทางดีปิดไว้เลย ๆ นี่ละสำคัญมาก

มาจากไหนบ้างล่ะ มาจากออสเตรเลียค่ะ มาถวายหลวงพ่อห้าพันออสเตรเลียค่ะ เหรียญหนึ่งออสเตรเลียมันเท่าไรล่ะ ๒๖ บาทค่ะ โห โมโห ของเขาเหรียญเดียวมัน ๒๖ มันโมโหอยากขึ้นเวทีอีกนะ แต่บ่ขึ้น มื้อนี้เหนื่อยแล้วไม่ขึ้นละ เอ้า ช่วยกัน อยู่ที่ไหนเราก็เป็นคนไทยนี่นะ ต้องขวนขวายมาเพื่อชาติไทยของเรา เราเป็นลูกไทยไปอยู่เมืองไหน ๆ ก็ลูกคนไทย ๆ เราลืมพ่อลืมแม่เราได้เหรอ ใครไปอยู่ที่ไหน พ่อแม่อยู่ที่ไหน ชี้ไปเลยใช่ไหมล่ะ อยู่เมืองไหนบ้านไหนชี้ไปเลย นี่เราเป็นคนไทย ไปอยู่เมืองไหนก็เป็นลูกของชาติไทยเรา ต้องขวนขวายมาเพื่อชาติของเรา

เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านั้นละ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก