ปรมาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน
วันที่ 24 ตุลาคม 2542
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒

ปรมาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน

 

ตอนบ่ายสองโมงครึ่งเริ่มเทศน์เมื่อวานนี้ที่ขอนแก่น สวนจตุจักร นั้นก็ประชาชนมาก เราก็เทศน์เป็นเวลาชั่วโมงกว่าเหมือนกันนะ เมื่อวานนี้ดูเหมือนว่าชั่วโมงหกนาที อยู่ในย่านนี้ พอฉันจังหันแล้วก็ทั้งวันเลยไปขอนแก่น ฉันเสร็จแล้วออกเดินทางไป งานติดต่อกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเวลาเทศน์ ลงจากธรรมาสน์มาถึงวัดนี้พอดีเริ่มมืด เมื่อวานสละเวลาเพื่อขอนแก่นทั้งวันเลย วันที่ ๑ ก็จะไปเทศน์ที่ราชภัฏ อุดรฯ วันที่ ๖ ที่ ๗ บ้านแพง

วันที่ ๑๓-๑๔ พฤศจิกาฯ นี้ที่หนองผือนาใน อันนั้นเป็นวันครบรอบมรณภาพของหลวงปู่มั่นเรา คนจะมากเหมือนกัน เพราะเป็นวันครบรอบปีปรมาจารย์ของฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน คือหลวงปู่มั่นของเรา เป็นผู้ครองอรรถครองธรรมครองมรรคผลนิพพานอย่างสมบูรณ์แบบทุกอย่าง หาที่ต้องติไม่ได้ หลวงปู่มั่นนี่เราพูดจริง ๆ เราไปอยู่กับท่านตั้งแต่วันเข้าไปอยู่จนกระทั่งท่านมรณภาพ รวมแล้วก็เป็นเวลา ๘ ปี หาที่ตำหนิเท่าเม็ดหินเม็ดทรายไม่ได้เลย การปฏิบัติของท่านขนาดนั้นละฟังเอา เก็บหอมรอมริบหลักธรรมหลักวินัยข้อไหน ๆ ไม่มีเรี่ยราดนะ เก็บหอมรอมริบหมด ไม่เคยเห็นที่ไหนแหละ

คือ หลวงปู่มั่นครองธรรมครองวินัยสมบูรณ์แบบด้วยภาคปฏิบัติ เป็นพระสมบูรณ์แบบทางภาคปฏิบัติ และเป็นพระที่สมบูรณ์แบบทางฝ่ายผล ได้แก่ มรรคผลนิพพาน คือหลวงปู่มั่น นี่ละเป็นอาจารย์ของบรรดาพระกรรมฐานทั้งหลาย สายของท่านเวลานี้กระจายอยู่ทั่ว ๆ ไป ที่มากกว่าเพื่อนก็จะมีทางภาคอีสาน พระกรรมฐานมีมาก เพราะหลักใหญ่อยู่ที่นี่ แม่เหล็กคือหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ ที่มาเด่นเอามากก็คือหลวงปู่มั่น เด่นมากจริง ๆ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านเป็นคู่กันมา ปฏิบัติธรรมด้วยกัน

หลวงปู่เสาร์นั้นท่านไม่ค่อยพูดแหละวันหนึ่ง ๆ นั่งอยู่ที่ไหนเหมือนหัวตอนะ ท่านเป็นนิสัยอย่างนั้น ท่านว่าท่านปรารถนาปัจเจกภูมิ แต่ท่านก็เปลี่ยนมาเป็นสาวกภูมิ คือหลวงปู่เสาร์ท่านปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นท่านถึงไม่พูดอะไร ๆ กับใคร นิสัยท่านเป็นแบบนั้นเลย ไม่ค่อยพูดอะไรกับใคร นั่งอยู่ที่ไหนเหมือนหัวตอ ท่านไม่ค่อยพูด การเทศนาว่าการท่านไม่เทศน์ รู้สึกว่าการพูดนี้มีน้อยมาก การเทศนาว่าการไม่ค่อยเทศน์

แต่หลวงปู่มั่นเรานี้การเทศนาว่าการสำหรับพระแล้ว ยกให้เป็นเบอร์หนึ่งเลย เทศน์ถึงมรรคถึงผลถึงพริกถึงขิง มรรคผลนิพพานทะลุเลย ๆ การเทศน์นี้ไม่มี เท่าที่ผ่านมาแล้วนี้ไม่เคยมีเห็นองค์ไหนที่จะแซงหน้าหลวงปู่มั่นไปได้เลย เท่าที่เราได้ผ่านมา ส่วนที่เราไม่รู้ไม่เห็นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เท่าที่เราผ่านมาบรรดาครูอาจารย์ทั้งหลาย ไม่ว่าทางฝ่ายปริยัติ ไม่ว่าทางฝ่ายปฏิบัติ หลวงปู่มั่นเป็นเยี่ยมในการเทศน์ ยกให้เยี่ยมเลยเทียว

ไปอยู่กับท่านทีแรกท่านเทศน์สี่ชั่วโมงนะ เริ่มเทศน์นี่สี่ชั่วโมงถึงจะจบ ฟังซิสี่ชั่วโมงนานไหม นี่ละท่านเทศน์ ทีนี้การเทศน์ของท่านนี้ไหลไปเลยนะ ไม่ได้มีอึ๊ ๆ อ๊ะ ๆ หยุดก็หยุดแต่หายใจ ๆ พุ่ง ๆ ไปอยู่กับท่านทีแรกท่านเทศน์แต่ละครั้ง ๆ ท่านเทศน์เฉพาะพระ โยมไม่มี เพราะท่านอยู่แต่ในป่าในเขาไม่มีใครเข้าไปยุ่งท่านได้เลย เนื่องจากการคมนาคมไม่มีก็ว่าได้แต่ก่อน รถราไม่มีเลย ไปก็เดินซอกซอนไปหาท่านอยู่ในป่าในเขาลึก ๆ บรรดาลูกศิษย์จะเข้าไปได้เฉพาะฝ่ายพระ ส่วนประชาชนตามท่านไม่ทัน ท่านอยู่ในป่าในเขาตลอดมาเลย ตั้งแต่เริ่มแรกออกปฏิบัติ ปฏิบัติล้วน ๆ เรื่อยมาจนกระทั่งวันท่านมรณภาพ ไม่มีวรรคมีตอนในการปฏิบัติของท่าน

หลักธรรมหลักวินัยนี้เปี่ยมเลยนะ ไม่มีคำว่าบกพร่องตรงไหนพอจะตำหนิได้ว่า ขัดกับธรรมข้อนั้น วินัยข้อนี้ ไม่ปรากฏ ท่านเก็บหอมรอมริบได้หมด ทีนี้เวลาเทศน์สอนพระนี้ตอนเราไปถึงใหม่ ๆ นั้น ท่านเทศน์สี่ชั่วโมงถึงจบ พอนานเข้าก็ลดลงสามชั่วโมงจบ สุดท้ายนี้สองชั่วโมง พอสองชั่วโมงจบแล้วก็เป็นอันว่าเลิก ไม่เทศน์อีกเลย

การเทศน์ของท่านนี้ท่านถอดเอามรรคเอาผลสด ๆ ร้อน ๆ จากภายในใจของท่าน ที่ปฏิบัติรู้แจ้งเห็นจริงเต็มสัดเต็มส่วน ไม่มีเงื่อนสงสัยที่จะนำมาสอนโลก ไม่ว่าธรรมขั้นใด ๆ ท่านเปี่ยมหมด เทวดาอินทร์พรหมเปี่ยมหมด สอนเทวบุตรเทวดานี้เวลาท่านเล่าให้ฟัง โถ น่าอัศจรรย์นะ ท่านอยู่ในป่าในเขาท่านต้อนรับเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมแทบไม่มีคืนว่างเลย ยิ่งอยู่ในเชียงใหม่ด้วยแล้วประมาณสี่ทุ่มมาแล้วพวกเทพทั้งหลาย ตั้งแต่รุกขเทพ อากาศเทพ เทวดาอยู่ตามท้องฟ้าอากาศ รุกขมูลต้นไม้ นี่เรียกว่ารุกขเทพ อากาศเทพ

จากนั้นก็พวกเทวดาอินทร์พรหมจากสวรรค์ชั้นนั้น ๆ สวรรค์ ๖ ชั้นมาเกี่ยวข้องกับท่านหมด พรหม ๑๖ ชั้นมาเกี่ยวข้องกับท่านหมด มารับการอบรมจากท่าน บางทีก็มาประดังกันท่านว่า มากต่อมากฟังซิ นี่ละท่านเทศน์หมด ไม่มีคำว่าอัดว่าอั้น เทศน์สอนพวกทวยเทพเทวดาอินทร์พรหมทั้งหลาย ท่านก็เอาธรรมะประเภทหนึ่งออกเทศน์สอน พวกเทวดาอินทร์พรหมมากน้อยเพียงไร ติดต่อกับพวกนี้ นี่เฉพาะที่อยู่เชียงใหม่ ทีนี้เวลาออกจากนั้นมาก็เกี่ยวข้องกับคนประชาชนพระเณร เทวบุตรเทวดาก็ห่าง ท่านว่าอย่างนั้น ห่างไป เฉพาะท่านมาอยู่ทางสกลฯ นี้ท่านว่าห่าง

นั่นละผู้ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทรงมรรคทรงผล ไปไหนเย็นไปหมด ท่านอยู่ในป่าพวกเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมเต็มท้องฟ้ามาฟังการอบรมจากท่าน มากขนาดไหน เพียงแต่เทวดาชั้นเดียวเท่านั้นมนุษย์เราทั่วโลกยังสู้ไม่ได้ ความมากมายของเทวดาเพียงชั้นเดียวเท่านั้น เช่น สวรรค์ ๖ ชั้น เทวดามาเพียงชั้นเดียวเท่านี้ มากกว่ามนุษย์เราทั่วโลก มากไหม บริเวณขอบเขตของเทวดาไม่มีใครประมาณได้ แต่ละชั้น ๆ เทวดามีมากขนาดไหนที่มาฟังการอบรม

ท่านเหล่านี้เป็นผู้บกพร่องความสุข จึงต้องมาได้รับการอบรมจากท่าน เพราะท่านสมบูรณ์ทางความสุขภายในใจ มีธรรมล้วน ๆ ครองใจท่าน ท่านจึงได้แจกจ่ายธรรมะที่เป็นธรรมล้วน ๆ และเย็นครอบโลกธาตุนี้สั่งสอนสัตว์โลก พวกสวรรค์ก็ตั้งแต่ชั้นจาตุมฯ ขึ้นไป สวรรค์ ๖ ชั้น ชั้นหนึ่งมีเทวดามากขนาดไหน แล้วชั้นสอง ชั้นสาม ชั้นสี่  ชั้นห้า ชั้นหก  แต่ละชั้น ๆ   เทวดามากขนาดไหน  เพียงชั้นเดียวของเทวดาในชั้นจาตุมฯ เท่านี้ มนุษย์เราทั่วโลกสู้ไม่ได้ ถ้าเทียบแล้วเหมือนกับกำมือมนุษย์เราทั่วโลก ความใหญ่โตของมนุษย์ทั่วโลกนี่เท่ากับกำมือหนึ่งเท่านั้น นอกนั้นเป็นเรื่องของเทวดาทั้งหมด มากกว่ากันขนาดไหน

นี่เพียงชั้นเดียวนะ แล้วสองชั้นสามชั้นไปอีกถึงสวรรค์ ๖ ชั้น จะมีจำนวนเท่าไรลองคำนวณดูซิ แล้วแต่ละชั้น ๆ นั้นมากแสนมาก เทวบุตรเทวดาเต็มไปหมด ไม่มีว่ากว้างแคบขนาดนั้นขนาดนี้ เอากรรมของสัตว์เป็นประมาณ จากนั้นก็ขึ้นพรหมโลก พรหมโลกมี ๑๖ ชั้น แต่ละชั้น ๆ พวกท้าวมหาพรหมเต็มไปหมดเลย มากขนาดไหน เอ้า เรามาเทียบซิกับที่กิเลสตัวจอมปลอม ตัวมันต้มตุ๋นสัตว์โลกมานานแสนนาน เป็นคู่แข่งของพระพุทธเจ้า มันลบหมดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มี ฟังซิน่ะ เราจะเชื่อทางไหน

ศาสดาองค์เอกมาตรัสรู้แต่ละพระองค์ ๆ รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน อุบายวิธีการสั่งสอนเต็มความสามารถของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ แบบเดียวกันหมด ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ไหนมาปฏิเสธว่าเทวบุตรเทวดาไม่มี บอกเป็นเสียงเดียวกันหมด เพราะมารู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน ท่านจะเอาอะไรมาลบล้างได้ก็เห็นอยู่ประจักษ์กับใจของท่านโดยไม่ต้องไปถามใคร ไม่ต้องเอาใครมาเป็นพยาน นี่ละให้เราพิจารณาเทียบนะ

นี่เราพูดถึงเรื่องสวรรค์เพียงชั้นเดียวเท่านั้น อย่างจาตุมฯ เหล่านี้นะ มนุษย์ทั่วโลกนี่สู้ไม่ได้ มนุษย์ทั่วโลกเทียบกันแล้ว มนุษย์ทั่วโลกนี่เท่ากับกำมือหนึ่งเท่านั้น แล้วนอกจากนั้นมากขนาดไหน แล้วสองชั้น สามชั้นขึ้นไปอีก จนกระทั่งถึงพรหมโลก ๑๖ ชั้น นี่ฝ่ายดี

ส่วนนิพพานนั้นเป็นธรรมธาตุไปเลย คือนอกสมมุติไปหมดแล้ว เรียกได้คำเดียวว่าเป็นธรรมธาตุ บรรดาพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์มีจำนวนมากขนาดไหน พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์มีจำนวนมากเพียงไร ที่ว่าหมื่น ๆ แสน ๆ ล้าน ๆ ๆ นี้ โอ๋ย อย่าเอามาพูดว่างั้นเลย คนคนเดียวกันนี่ละเรานี่ นับหนึ่ง สอง สาม ตั้งแต่วันเราเกิดมาจนกระทั่งถึงวันเราตาย จะไม่ครบพระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้แล้วเต็มในโลกธาตุนี้ และกลายเป็นธรรมธาตุด้วยกันหมด กว้างขนาดไหน นี่ละธรรมธาตุที่ครอบโลกสมมุติ อันนี้เป็นธรรมธาตุเหนือสมมุติไปหมดเลย เป็นธรรมครอบโลกธาตุ เรียกว่าธรรมธาตุ

พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์เป็นธรรมธาตุหมด พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ก็เป็นธรรมธาตุเหมือนกันหมด จิตของท่านเป็นธรรมธาตุ ทีนี้สาวกของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นมีสาวกอรหันต์มากขนาดไหน เช่นอย่างพระพุทธเจ้าของเรานี้ สาวกเป็นอรหันต์มากขนาดไหน นั้นละเป็นธรรมธาตุทั้งนั้น แล้วสาวกของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ จำนวนขนาดไหน

คิดดูตั้งแต่นับพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว สององค์ สามองค์ ตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งถึงวันตายนับไม่ครบ นี่ละพระพุทธเจ้ามากขนาดไหน แล้วสาวกของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ นั้นมากขนาดไหน เอ้า เทียบเข้าไปอีก นี่ละเป็นธรรมธาตุล้วน ๆ อันนี้หาประมาณไม่ได้ เพราะเลยสมมุติไปหมดแล้ว เรียกได้แต่ชื่อว่าธรรมธาตุ คือท่านผู้บริสุทธิ์ถึงวิมุตติพระนิพพานแล้ว ใจเป็นธรรมธาตุด้วยกันหมด

ตั้งแต่ขั้นมนุษย์เราถึงสวรรค์พรหมโลกนิพพาน กว้างขนาดไหน ฟังแต่ว่าพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้นี้นานขนาดไหน กี่กัปกี่กัลป์ มาตรัสรู้อยู่อย่างนี้เรื่อยมา แล้วยังจะเรื่อยไปอีกตลอดไม่มีสิ้นสุดยุติ ต้นของพระพุทธเจ้าที่มาอุบัติก็นับไม่ได้ ปลายที่ยุติของพระพุทธเจ้าก็นับไม่ได้ จะหมุนไปอย่างนี้เรื่อย อุบัติถ่ายทอดกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เลยกัปเลยกัลป์ไปอีก ที่ผ่านมาแล้วกี่กัปกี่กัลป์ จะไปข้างหน้ากี่กัปกี่กัลป์ นับไม่ได้ทั้งต้นทั้งปลายเลย นี่ละที่พระพุทธเจ้าอุบัติมาตลอด เป็นยังไงธรรมธาตุที่ครอบโลกธาตุนี่ ส่วนความกว้างความอะไรประมาณไม่ได้แล้ว

ทีนี้ย่นลงมาฝ่ายต่ำอีก เรานี่พูดแต่ฝ่ายดีฝ่ายสูง พูดลงมาฝ่ายต่ำอีก พวกนรกหลุมหนึ่ง ๆ ท่านกะประมาณไว้ในชาดกว่า ๒๕ หลุม นี่สำหรับสัตว์โลกทั่วแดนโลกธาตุที่สร้างบาปสร้างกรรม จะต้องไปลงนรก ๒๕ หลุมนี้ หลุมใดหลุมหนึ่ง ตามอำนาจแห่งกรรมหนักเบามากน้อยของตน แล้วนรกหลุมหนึ่งนั้นความกว้างความลึก บรรจุสัตว์โลกได้ขนาดไหน ยังมากยิ่งกว่าชั้นสวรรค์ไปอีก ไม่ทราบว่ากี่ร้อยเท่าพันทวีฟังซิน่ะ

เพราะเหตุไรจึงเป็นอย่างนั้น เราดูก็รู้ ดูในตัวของเราเอง สัตว์โลกชอบทำบาปกันมากยิ่งกว่าชอบทำบุญ เพราะฉะนั้นสถานที่อยู่ของสัตว์โลกผู้ทำบาปจึงกว้างขวางมากเทียบกันไม่ได้ ท่านว่าอย่างนั้นนะ นั่นฟังซิขนาดไหน แล้วนรกแต่ละหลุม ๆ บรรจุสัตว์นรกอยู่ในนั้นมากขนาดไหน เราอย่ามาพูด โลกนี้เอามาอีกสัก ๑๐ โลกจะไปเทียบกันนรกหลุมหนึ่ง เทียบไม่ได้นะ คือสัตว์โลกไปตกนรกนี่มากขนาดไหน เพราะใครก็มีแต่สมัครโดยหลักธรรมชาติที่กิเลสลากไป ๆ ให้ทำความชั่วช้าลามก เพื่อเป็นทางไหลลงนรกไม่มีทางสิ้นสุดยุติลงไปได้เลย ตกตลอด ๆ แล้วกว้างขนาดไหนนรกหลุมหนึ่ง หลุมสอง หลุมสาม ถึง ๒๕ หลุม นี่ล้วนแล้วตั้งแต่บรรจุสัตว์นรกทั้งนั้นอยู่อย่างนั้นตลอดมา

นี่เราพูดถึงเรื่องความกว้างความแคบ การบรรจุสัตว์โลก บรรจุทั้งฝ่ายดีตั้งแต่มนุษย์ขึ้นถึงสวรรค์ชั้นพรหมโลกถึงนิพพาน แล้วฝ่ายต่ำก็ตั้งแต่หลุมหนึ่งถึง ๒๕ หลุมของแดนนรก หลุมที่หนึ่งเรียกว่าหลุมที่แสบที่เผ็ดร้อน ที่ทุกข์มากแสนสาหัส ท่านเรียกว่าหลุมที่หนึ่ง ท่านก็บอกไว้ประเภทที่จะไปตกนรกหลุมนี้ประเภทไหนพวกสัตว์นรก ประเภทที่ว่ามหันตทุกข์ ชั่วฟ้าแลบไม่มี คือมีความทุกข์ทรมานตลอดเวลา

แล้วฟ้าแลบแพล็บนี้คือความทุกข์ในสัตว์นรกหลุมนั้น ๆ นี่ชั่วฟ้าแลบ คนนี้ระงับทุกข์ไปชั่วฟ้าแลบนี้ ไม่มีในนรกหลุมนี้ ท่านจึงให้ชื่อว่าอนันตริยกรรม แปลว่า กรรมที่หนักมากจนหาช่องว่างไม่ได้เลย แม้ชั่วฟ้าแลบก็ไม่มี หนักมากที่สุดคือสัตว์ประเภททำกรรมประเภทที่หนักมากที่สุด คือประเภทไหน นั่นอีกนะ ท่านแจงออกมาให้รู้ พวกนี้ทำกรรม ๕ ประการ ประการใดประการหนึ่งก็ตาม ๕ ประการมีน้ำหนักเท่ากัน

ฆ่าบิดา ๑ ฆ่ามารดา ๑ ฆ่าพระอรหันต์ ๑ ทำสังฆเภท คำว่าสังฆเภท คือ ยุยงสงฆ์ที่มีความพร้อมเพรียงสามัคคีกันอยู่ด้วยการปฏิบัติธรรมวินัย ให้แตกให้แยกจากกัน เรียกว่าให้แตกสามัคคีกัน ๑ แล้วทำลายพระพุทธเจ้า แม้ไม่ตายก็ตาม ได้รับความบอบช้ำเพียงเท่านั้น ๑ เหล่านี้เรียกว่าอนันตริยกรรม เป็นกรรมที่หนักมากที่สุด ตกนรกในหลุมนี้ นั่นท่านก็บอกเอาไว้

ทีนี้รองลงมานรกก็รองลงมา กรรมที่รองกันสัตว์โลกก็ไปตกรอง ๆ กันมาเรื่อย ๆ ท่านบอกไว้ ๒๕ หลุม พอเลื่อนจากหลุมนี้แล้วไม่ใช่จะขึ้นเหมือนเขาติดคุกติดตะราง กี่ปีก็ตามเขาติดคุก ติดตั้ง ๑๐ ปี ๒๕ ปีหรืออะไรอย่างนี้ พอพ้นโทษแล้วเขาเป็นพลเมืองดีเช่นเดียวกับเราร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คนที่พ้นจากนรกหลุมที่หนึ่งนั้นแล้ว เลื่อนมาหลุมที่สอง ไม่ได้พ้นนะ หลุมที่สองค่อยเบาไป ๆ เลื่อนขึ้นมาหลุมที่สาม ที่สี่ ตามอำนาจแห่งกรรมเบา ก็ค่อยเลื่อนขึ้นไปในนรกนั้น ความเบาของนรกก็ต่างกันเป็นลำดับ

จนกระทั่งพ้นจากนรกแล้ว จะมาเป็นคน เป็นสัตว์ เทวดา อินทร์ พรหม อีกยังไม่ได้นะ ยังต้องมาเป็นเปรตอีก เปรต ๑๓ จำพวก ๑๓ จำพวกนี้ยังมีกรรมเบากว่านรกขั้นสุด คือเบาที่สุด นรกหลุมสุดนั้น แล้วก็มาเป็นเปรต เปรตนี้ ๑๓ ประเภท ยังต้องมาเสวยเป็นขั้นเป็นตอนไปอีก จนกว่าวาระสุดท้ายก็มาเป็นปรทัตตูปชีวีเปรต คือเปรตประเภทที่ล้มหายตายจากไปแล้ว มารับส่วนบุญส่วนกุศลจากญาติพี่น้อง จากพ่อแม่ทั้งหลายได้ ท่านจึงเรียกว่าปรทัตตูปชีวีเปรต อาศัยความเป็นอยู่จากผู้อื่น ปร  ผู้อื่น พวกญาติพวกวงศ์ มิตรสหาย พ่อแม่ พี่น้อง ทำอุทิศส่วนกุศลให้ เปรตจำพวกนี้จำพวกเดียวที่ได้รับบุญกุศล จากนั้นพ้นเลย นี่ละฟังซิ ตั้งแต่อนันตริยกรรมขึ้นมาถึงขั้นปรทัตตูปชีวีเปรต พอสุดนี้แล้วผ่านโดยสมบูรณ์ พ้นโทษแล้ว หนักขนาดไหนฟังซิ

นี่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์สอนอย่างนี้นะ แล้วทีนี้กิเลสทุกประเภทอีกเหมือนกันมันก็ลบความจริงอย่างนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นสัตว์โลกทั้งหลายจึงต้องจม ๆ เพราะธรรมชาติของกิเลสอันนี้มันเหนียวแน่น ดึงตลอดเวลา ดึงลง ๆ ความโลภก็ดึงลง ดึงไม่มีจืดจางคือความโลภ ความอยากความทะเยอทะยาน ไม่มีคำว่าพอ ได้เท่าไรยิ่งหิวยิ่งโหยยิ่งโลภ โลภไปเรื่อย ๆ นี่คือกิเลส มันดึงอยู่ตลอด มันดึงให้โลกไม่สนใจ

โกรธก็เป็นกิเลสประเภทหนึ่ง ราคะตัณหาผลักดันออกไป ดึงออกไปอีก มีแต่ส่วนที่จะดึงลง ถ้าไม่มีธรรมแล้วตายเพราะมัน เพราะฉะนั้นสัตว์นรกที่ตกนรกจึงมากยิ่งกว่าแดนสวรรค์ชั้นหนึ่ง แดนนรกแต่ละหลุมมากกว่านั้นร้อยเท่าพันทวี เพราะสัตว์ทั้งหลายตกนรกมากยิ่งกว่าที่จะไปสวรรค์ไปความดี

ดังพระพุทธเจ้าท่านทรงเทียบเอาไว้เวลาพระอานนท์ทูลถามว่า ผู้จะไปสวรรค์กับลงนรกนั้น มีจำนวนสัตว์โลกต่างกันอย่างไรบ้าง พระพุทธเจ้ารับสั่งเลยทันทีว่า คนผู้จะไปนรกนั้นเหมือนกับขนโค โคตัวหนึ่งมีขนมากน้อยเพียงไร นั่นละสัตว์โลกที่จะไปลงนรกเท่ากับขนโค มากขนาดนั้น แล้วผู้จะไปสวรรค์เท่ากับเขาโค โคตัวหนึ่งมันมีห้าเขาที่ไหน มันมีสองเขา นี่ละผู้จะไปมันเทียบกันได้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นคำว่าแดนนรกกับแดนสวรรค์จึงต่างกันร้อยเท่าพันทวีอย่างนี้ หนาแน่นไปด้วยสัตว์นรก ไม่มีจืดจาง ไม่มีเบามีบาง เพราะกิเลสไม่เบาบางในหัวใจสัตว์ ผลักดันสัตว์ให้ทำความชั่วช้าลามก ที่จะเป็นผลให้ไปตกนรกนั้นตลอดมา จึงไม่มีคำว่าอ่อนข้อ

นอกจากมีอรรถมีธรรม ได้ยินได้ฟังจากศาสนา คือ พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ แล้วมายับยั้งชั่งตัวเอง ปฏิบัติตัวเอง ฝ่าฝืนกับความชั่วความดึงดูดที่จะให้ลงทางชั่วนั้น ด้วยการประกอบความดี ละเว้นสิ่งที่ชั่วด้วยการฝ่าฝืนอีกเหมือนกัน คือมันอยากทำชั่ว ฝ่าฝืนไม่ทำ มันไม่อยากทำความดี ฝืนทำ นี่เรียกว่าฝืน ฝืนความชั่วเหล่านี้ด้วยธรรม ๆ เพราะฉะนั้นท่านจึงว่าทุกข์ ไม่ทุกข์ยังไงก็กิเลสมันกองทัพใหญ่ เราจะทำความดีแต่ละประเภท ๆ นี้ ต้องรบกับความชั่วคือกิเลสตัวนั้นตลอด อย่างเราจะไปวัดไปวาทำบุญให้ทาน ความขี้เกียจมาแล้ว จะไปให้ทานอะไร ความตระหนี่ถี่เหนียวมาแล้ว นั่นเห็นไหม

นั่นคือกิเลส เราไม่รู้ เราไม่ทันมัน แล้วคำว่าตระหนี่นั้นมันก็เอามาเป็นตัวของตัวเสีย ว่าเราตระหนี่ มันไม่ได้ว่ากิเลสตระหนี่ กิเลสมาเป็นเรา ว่าเราตระหนี่ เราขี้เกียจ ว่าขี้เกียจก็นอนหงายหมาเลย ถ้าลงว่าขี้เกียจแล้ว เชื่อกิเลสร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว บอกว่าหงายหมา พวกนี้ไม่มีท่าต่อสู้ ท่านเรียกหงายหมา เข้าใจไหม ถ้ายังมีท่าต่อสู้เขาเรียกหงายแมว อันหนึ่งว่าจะไปวัด อันหนึ่งว่าไม่อยากไป เถียงกัน ทะเลาะกัน สู้กัน นี่เรียกว่าหงายแมว ถ้าลงว่าไม่ไปล่ะค่ะ ขี้เกียจ หงายหมาเลย ไม่มีท่าต่อสู้ พากันจำเอานะ นี่ละเรื่องของความจริงเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

ทีนี้ตัวจอมปลอมมันก็ปลอมของมันอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เหมือนกันนะ เพราะมันไม่มีของจริงออกมาหลอกสัตว์โลก มันมีแต่ของปลอม ต้องเอาแต่ของปลอมหลอกมาตลอด แล้วจะหลอกตลอดไปอย่างนี้ ธรรมก็เป็นของจริง ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้องค์ไหนพระองค์ใดก็ตาม เหมือนกันหมด ต้องเอาธรรมกับกิเลสมาฟัดกัน ต่อยกัน สู้กัน อยู่อย่างนี้ตลอดมา แล้วก็ค่อยไปได้

การแนะนำสั่งสอนจากธรรมนี้มีเป็นกาลเป็นเวลา ส่วนกิเลสไม่ต้อง มันพอตัวของมันอยู่ในหัวใจของสัตว์โลก มันทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อสั่งสมตัวของมันบนหัวใจสัตว์โลกตลอดไป อันนี้ไม่มีใครมาแนะนำ มันเป็นหลักธรรมชาติที่คล่องตัวของมันเองด้วยอัตโนมัติของมัน เพราะฉะนั้นกิเลสจึงดึงตลอด ส่วนธรรมะนี้เวลามีครูมีอาจารย์ได้ยินได้ฟัง เช่น พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ นี่ก็เป็นวรรคหนึ่ง วรรคนี้ตอนนี้ไป มีวาสนาบารมีก็มาเกิดพอเหมาะพอสมกัน เกิดความเชื่อความเลื่อมใส แล้วได้ยินได้ฟังก็ผ่านพ้นไปได้ ๆ จากนั้นก็นำโอวาทของท่านไปปฏิบัติตัวเอง แนะนำหรือฉุดลากตัวเอง

แล้วครูบาอาจารย์สอนแต่ละครั้ง ๆ ก็ผ่านไป ๆ แต่กิเลสสอนไม่มีผ่าน สอนย้ำตลอดเอาจนจบ กิเลสดึง ๆ จนจบ แต่ธรรมะดึงแล้วปล่อยมือเป็นเวลา ๆ เช่นเวลามีศาสนาก็สอน หมดศาสนาแล้วก็ปล่อยมือ หรือมีครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอนนี้ก็เรียกว่าช่วยเหลือฉุดลาก พอครูบาอาจารย์ห่างไปเสียนี้ กิเลสมันก็ลากลง ๆ แล้วครูบาอาจารย์ไม่ได้มาสอนก็จางไป ๆ สุดท้ายกิเลสกลืนเรียบ ๆ นี่ละกิเลสมันได้เปรียบตลอดเวลามา

โห พูดแล้วเราสลดสังเวชจริง ๆ นะ ธรรมพระพุทธเจ้าจับกิเลสนี้จับเห็นได้หมด นี่ละพระพุทธเจ้ามาสอนโลก เอาธรรมจับเห็นหมด กิเลสมันหลอกลวงต้มตุ๋นปิดบังไว้ตรงไหน ๆ ธรรมจะเปิดออกโล่งไปหมด เห็นหมด ๆ แล้วก็ลากกิเลสมาประจานให้สัตว์โลกได้รู้โทษของมัน กิเลสมันเป็นอย่างนั้น ๆ แล้วแสดงคุณค่าแห่งธรรมให้โลกทั้งหลายได้ทราบ ถึงอย่างนั้นกิเลสมันก็ลากไปกลืนจนได้ เอาไปกินจนได้นั่นแหละ ไม่ได้ถอยง่าย ๆ นะกิเลส จึงขอให้พากันสู้ ไม่สู้ไม่ได้นะ

นี่เราพูดถึงเวลาที่ธรรมของเรายังไม่มีกำลัง ก็ดังที่หลวงตาเคยพูดให้ฟังแล้ว พอเราสู้ไม่ถอย ๆ นานเข้า หนักเข้า ๆ เราก็มีกำลังในตัวของเราขึ้นมา ทีนี้ก็เป็นเครื่องดึงดูดในการทำความดี เช่นเดียวกับกิเลสมันดึงดูดให้ทำความชั่วของมันนั่นแหละ เมื่อธรรมมีในใจแล้วดึงดูดให้พออกพอใจในการบำเพ็ญศีลธรรม และค่อยดึงดูดไปเรื่อย ๆ ความดีเกิดขึ้นเรื่อย ๆ เป็นพลังหนุนกันไปเรื่อย ทีนี้ดึงดูดหนักเข้า ๆ ก็กลายเป็นอัตโนมัติ การสร้างตัวในทางความดีเป็นอัตโนมัติขึ้นมา เช่นเดียวกับกิเลสสร้างตัวของมันเพื่อเป็นวัฏวน ได้แก่ความเกิดแก่เจ็บตายให้สัตว์ทั้งหลายเรื่อยมาเหมือนกัน ทีนี้เวลาธรรมมีกำลัง ธรรมก็หมุนตัวออกเป็นอัตโนมัติ ธรรมมีกำลังแล้วหมุนตลอด ๆ จนกระทั่งพ้นเลย

ถึงขั้นธรรมมีกำลังแล้วนั้นเราไม่ต้องพูดแหละ คือเป็นเองเหมือนกันกับกิเลส กิเลสไม่ต้องหาครูหาอาจารย์สอน มันเป็นกิเลสของมันวันยังค่ำ ธรรมเมื่อเกรียงไกรถึงขั้นที่จะช่วยตัวเองได้แล้วก็ไม่ต้องมีใครมาสอน ธรรมอัตโนมัตินี้จะหมุนตัวไปเองตลอดเลย เรายกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ ก็เช่นอย่างพระอนาคามี เอาเห็นชัด ๆ เลย พระอนาคามีนี้แน่ร้อยหรือล้านเปอร์เซ็นต์เลยว่า จะหมุนขึ้นโดยถ่ายเดียวเท่านั้น เวลามีชีวิตอยู่ท่านก็บำเพ็ญองค์ของท่าน แล้วเร่งความเพียรเข้า บรรลุธรรมเร็วขึ้น ๆ ถ้าท่านได้สิ้นไปเสีย เรื่องใจของท่านที่เป็นอัตโนมัติในการหมุนออกจากทุกข์นี้ ก็จะหมุนไปเป็นหลักธรรมชาติ

แต่หมุนโดยลำพังตัวเองไม่รวดเร็วเหมือนมีชีวิตอยู่แล้วเร่งความเพียร ถ้าเร่งความเพียรก็เร็วขึ้น พอตายเสียนี้ความเพียรในการเร่งก็ไม่มี ก็มีในอัตโนมัติของจิตที่จะหมุนขึ้นไปเรื่อย ๆ พ้น นี่เรียกว่าอัตโนมัติ

ถึงขึ้นอัตโนมัติยังไงก็ไม่อยู่ เป็นแต่เพียงว่าช้ากับเร็ว ถ้าเจ้าของมีชีวิตอยู่ ผู้สำเร็จพระอนาคามีแล้วยังมีชีวิตอยู่ ผู้นั้นรวดเร็วเพราะมีความเพียรเร่ง แต่ผู้นั้นได้สิ้นไปเสียนี้ก็ไปโดยหลักอัตโนมัติ ไม่มีคำว่าเร่งแต่ไม่มีคำว่าหยุด ไปโดยอัตโนมัติของตัวเองอันนี้ช้า นี่เรียกว่าธรรมขึ้นโดยถ่ายเดียวไม่ลง พากันจำเอานะ

วันนี้ก็พูดเรื่องธรรมะธัมโม พูดไปพูดมาก็นานไม่ใช่เล่นนะ ว่าจะไม่พูดมาก วันนี้บรรยายถึงเรื่องนรกเรื่องสวรรค์ให้โลกทั้งหลายเราได้ทราบ มันหนาแน่นมากมายขนาดไหน เราจะยังให้กิเลสปิดหูปิดตาลบล้างว่านรกไม่มี สวรรค์ไม่มีอยู่เหรอ มนุษย์เราแต่ละคน ๆ มันเท่ากำปั้น จะไปลบล้างแดนนรกแดนสวรรค์ซึ่งครอบโลกธาตุได้ยังไง กำปั้นเท่ากำปั้นคนแล้วจะไปสามารถขนาดไหน แต่อย่างว่าละ คือมันไม่ได้กัดแค่เห่าก็เอา ไม่ได้กัดได้เห่าก็เอา เหมือนไอ้ปุ๊กกี้เรามันไม่ได้กัด มันเห่าก็เอา

เอาละทีนี้ให้พร พอสมควรแล้ว

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก