เปิดเสียบ้างวันนี้
วันที่ 5 สิงหาคม 2541
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๑

เปิดเสียบ้างวันนี้

พระมีมากอยู่ที่วัดนี้จะเข้าร่วมร้อย จะหาผู้ที่มาทำประโยชน์ในศาลานี้องค์หนึ่งหรือสององค์ไม่ได้ พิจารณาซิ พระทั้งวัดเป็นขอนซุงเต็มวัดอยู่นี้เกิดประโยชน์อะไร ไม่ได้พิจารณาบ้างเหรอ มาอยู่นี้นานเท่าไรแล้ว ที่จะทำประโยชน์ แยกกันมาแบ่งกันมาทีละคนสองคนเท่านั้นยังไม่มีพระนี่นะ มีแต่ขอนซุง เอามานี้ก็มาขวางอยู่ในศาลานี้ ลำบากมากนะ สอนพระเท่าไรให้ฉลาดมันยิ่งโง่ ออกไปแล้วยิ่งไปใหญ่เลย โกโรโกโสไปอย่างนั้น เหมือนไม่ได้มาศึกษาอะไรนี่ มาให้หนักเปล่า ๆ แบกคนทั้งขี้ พระทั้งขี้ ทั้งหนักทั้งเหม็น ไม่ได้เหมือนเด็กพูดง่าย ๆ พระยั้วเยี้ย ๆ หาผู้ที่ใช้สอยไม่มี เป็นยังไง มานอนจมกันอยู่ทำไม มานอนเอกเขนกอยู่ในวัดนี้ทำไม ทางจงกรมมีหรือเปล่านี่ ถึงมานอนมากินมาขี้อยู่นี้น่ะ

เรายิ่งไม่ได้ไปดูที่ไหนเวลานี้น่ะ ยิ่งสนุกกินสนุกนอนกระมังพระเหล่านี้น่ะ ออกไปแล้วก็ไปวางลวดลาย ชักชวนญาติโยมให้สร้างนั้นสร้างนี้ ยุ่ง ศาสนากวนบ้านกวนเมืองเวลานี้ เลยกลายเป็นว่าไม่มีใครที่จะกวนบ้านกวนเมืองยิ่งกว่าพระเณรในวงศาสนา จะเป็นอย่างนั้นไปแล้วนี่นะ หรือเป็นไปแล้วเราก็ไม่ทราบได้ ไปหาดูเอา พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้สร้างความกังวล ให้ตัดความกังวลเข้ามาทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องกังวลก่อกวนเหมือนโลกเขาทำกัน ซึ่งเป็นเรื่องสั่งสมกิเลสไปโดยอัตโนมัติของมันต่างหากนี่นะ ไม่ใช่เป็นเรื่องของธรรม มันเอามาทำลายศาสนา เวลานี้มีแต่ศาสนาประเภทนี้ละทำลายศาสนาอยู่เวลานี้

ตามเยี่ยงอย่างพระพุทธเจ้าไม่มีนะ บวชแล้วไล่เข้าป่าเข้าเขาให้ไปหาภาวนาเดินจงกรม นั่งสมาธิ ชำระกิเลส ท่านสอนอย่างนั้นนี่นะ ท่านไม่ได้มายุ่งเหยิงวุ่นวายก่อนั้นสร้างนี้ ชักชวนญาติโยมกวนบ้านกวนเมือง กวนคนนั้นคนนี้ เอาห้าเอาสิบ มีเต็มบ้านเต็มเมือง ศาสนากวนบ้านกวนเมือง พระเณรกวนบ้านกวนเมือง สมัยปัจจุบันนี้เป็นอย่างนั้นนะ ถ้าว่าอุตริไปหาดูเอา พระพุทธเจ้าสอนที่ไหน สอนให้ยุ่งอย่างนี้มีที่ไหนเอามาอวดบ้างซิ ไม่มีจึงบอกว่าไม่มี แต่เวลานี้มันเต็มวัดเต็มวาเต็มบ้านเต็มเมืองเต็มศาสนาอยู่นี้เห็นไหมล่ะ

สิ่งที่กีดขวางต่อศาสนา ต่อคำสอนพระพุทธเจ้า เป็นเทวทัตรบศาสนาอยู่ประจำเวลานี้ คืออะไร คือสิ่งเหล่านี้เอง มีไหมในวงคำสอนพระพุทธเจ้าน่ะ ทำไมจึงชอบยุ่งนักหนา มีแต่สอนให้ชำระกิเลส ให้เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา  พูดจากันท่านก็ตั้งประกาศไว้แล้ว สัลเลขธรรม ๑๐ ประการ เป็นเครื่องพูดสนทนาของพระ เห็นไหมสัลเลขธรรม ๑๐ ประการ นั้นละหลักการของการสนทนาของพระท่านสนทนาอย่างนั้น เดี๋ยวนี้มีไหมหลักธรรม ๑๐ ประการนี้ ไม่มีเหลือนะ มีแต่การบ้านการเมือง การเงินการทอง สุดท้ายวัดก็เลยกลายเป็นป่าช้าของเงินไปหมดแล้วเวลานี้

แทนที่พระจะเสาะแสวงหาอรรถหาธรรม กลายเป็นเสาะแสวงหาเงินหาทองมาเผาหัวหมดแล้วนะ ไม่ว่าท่านว่าเราพอ ๆ กันเวลานี้ ศาสนาเลยกลายเป็นที่สั่งสมกิเลสขึ้นมา แทนที่จะสั่งสมอรรถสั่งสมธรรม มันกลับสั่งสมกิเลสขึ้นมา สั่งสมเงินสั่งสมทองข้าวของจิปาถะเต็มไปหมด มองหาอรรถหาธรรมไม่มี มีแต่เรื่องของกิเลสตีตลาด ที่นอนหมอนมุ้งมีหมด มีแต่กิเลสทั้งนั้น ธรรมไม่มี หมดขนาดไหนศาสนาเวลานี้ มีแต่ว่าถือศาสนาเฉย ๆ มีแต่ลมปากเท่านั้นกิริยามันมีที่ไหน

ไม่ว่าวัดว่าบ้านว่าประชาชนญาติโยมพระเณร มันเป็นแบบเดียวกันหมดแล้วเวลานี้ ใครสั่งสมศาสนามันมีตรงไหน มีแต่ทำลายกันทั้งนั้น บวชมามากเท่าไรยิ่งทำลายไปโดยลำดับลำดา  เหมือนกับว่าตั้งหน้าตั้งตาบวชเข้ามาทำลายศาสนา ไม่ได้มาส่งเสริมศาสนานะเวลานี้น่ะ มีแต่รูปพระรูปเณรรูปเขารูปเรา เป็นแบบเดียวกันหมด

เรื่องหรูหราเหล่านี้มีแต่เรื่องกิเลสทั้งนั้นนี่นะ ไม่ใช่เรื่องของธรรม หรูหราศีล สมาธิ ปัญญา หรูหรามรรคผลนิพพาน นั่นต่างหากพระพุทธเจ้าสอนลงจุดนั้นนะ ไม่ได้สอนให้มายุ่งเหยิงวุ่นวายอย่างนี้ เห็นไหมเก่งไหมกิเลส กิเลสเก่งหรือไม่เก่งดูเอาดังที่ว่านี้ ที่ไหนที่กิเลสไม่ได้เหยียบหัวพระหัวเณรหัวประชาชน มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ธรรมมีที่ไหน เพราะฉะนั้นโลกถึงได้ร้อนล่ะซี

ชาวบ้านก็ร้อน พระก็ร้อน ถามหาใครมีความสุขไม่เห็นมีเลย ทั้ง ๆ ที่บวชมาหาความสุข เกิดมาหาความสุข มันไม่ได้มีความสุขในหัวใจแม้แต่ละดวง ๆ เลยเวลานี้ มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้เต็มหัวอก ๆ อยู่นั้น ใครอวดว่าใครเก่งเอามาอวดพระพุทธเจ้าบ้างซิ ถ้าว่ากิเลสมันพาเก่งเอามาอวดพระพุทธเจ้าบ้างซิ มันมีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้อยู่เวลานี้เต็มบ้านเต็มเมือง เพราะผลของกิเลสนั่นละผลิตขึ้นมา ธรรมผลิตขึ้นมาได้ที่ไหน

อย่างวัดป่าบ้านตาดเขาก็ร่ำลือว่าปฏิบัติเคร่งครัด เคร่งครัดขี้หมาอะไรเราก็ไม่รู้นะ มันมีแต่ขอนซุง มีแต่กองขี้เต็มอยู่ในวัดนี่ ของพระของเณร กินแล้วมันก็ขี้ล่ะซี จะไม่มีกองขี้ยังไง พระเณรทั้งองค์ ๆ ขี้ได้ทั้งนั้นแหละ เต็มวัดเต็มวาอยู่นี้มีแต่ขอนขี้ทั้งนั้นละ เรื่องอรรถเรื่องธรรมไม่มีนะ โห หมดจริง ๆ นะศาสนา ๒,๕๐๐ นี้เด่นมากทีเดียวจนจะดูไม่ได้ ทั้งดูเขาดูเราดูใครไม่ได้ มันแบบเดียวกันหมด บวชเข้ามาแทนที่จะมาหาอรรถหาธรรมเข้าสู่ใจไม่ได้หานะ มันเสือกไปหากิเลสตัณหานู่นน่ะ กิเลสมันเต็มหัวใจแล้วเสือกไม่เสือกเป็นไรไป เอาวัตถุมาอวดกันเท่านั้นละ เอาอรรถเอาธรรมมาอวดกันไม่มี ก็ไม่ได้สนใจปฏิบัติจะเอาอะไรมามี

ไปดูซิในวงพระวงเณรคุยกันน่ะ ถ้าว่านี่หาเรื่องอุตริ นี่ซอกแซกซิกแซ็กเห็นหมดนั่นแหละ วงไหนคุยกันมีอรรถมีธรรมที่ไหน มีแต่การบ้านการเมืองการโลกการสงสารเต็มปากพระเต็มไปหมด มีที่ไหนเรื่องอรรถเรื่องธรรม ที่สนทนากันเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อศีลเพื่อสมาธิเพื่อปัญญา เพื่อมรรคผลนิพพาน พูดขึ้นมาไม่ได้นะเวลานี้ ในวงพระวงเณรเรานั่นแหละ พูดถึงเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา มรรคผลนิพพาน หัวเราะกันลั่นเท่านั้นเอง พวกเทวทัตในวงศาสนาในพระในเณรเราเต็มอยู่เวลานี้ ดูทั่วไปหมดทั้งดูเขาดูเราดูไม่ลำเอียง ดูให้เห็นซิ มันเป็นไปหมดนะเวลานี้ ยังโอ่อ่าอยู่นะเดี๋ยวนี้น่ะ สลดสังเวชจริง ๆ พิจารณาแล้ว จนจะดูไม่ได้เลย

พวกมาเต็มศาลาอยู่นี้ฟังไหมนี่ ธรรมพระพุทธเจ้าออกประกาศป้าง ๆ อยู่เวลานี้ นี้คือธรรม พากันฟังบ้างไหม หรือฟังแต่สิ่งที่ไฟจะเผาหัวมันนั่นเหรอ เวลานี้มันเผาหมดแล้วนี่นะ ยังจะฟังหาอะไรอีก มันเผาจนเป็นเถ้าเป็นถ่านไปหมดแล้ว ยังไม่รู้ว่าไฟกิเลสตัณหามันเผาหัวคนอยู่เหรอ จะไปรู้เวลาไหน ตายแล้วจึงนิมนต์พระกุสลา ธมฺมา งั้นเหรอเกิดประโยชน์อะไร

ต่างคนต่างส่งเสริม ต่างคนต่างหนุนขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องของกิเลสตัณหานี่ ไสเข้าไปเชื้อไฟ ไสเข้าไป เปลวไฟจรดเมฆ ๆ นี้ไสเข้าไปเรื่อย เผาหัวใจโลกจรดเมฆ ๆ ยังไสเข้าไป ความโลภไสเข้าไป ราคะตัณหาไสเข้าไป นี่เชื้อไฟไสเข้าไป ได้เท่าไรไม่พอ เอาจนตาย นี่ละไสเข้าไปอย่างนี้ละ

ราคะตัณหาก็เหมือนกัน มันอยากมีผัวมีเมียตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ยังไม่คลอดมานู่นน่ะ เวลานี้มันเก่งขนาดนั้นนะราคะตัณหา ต่อไปนี้อยู่ในท้องแม่ก็จะไปแต่งงานกันในท้องแม่นั่นแหละ มันเก่งขนาดนั้นนะราคะตัณหาเวลานี้ เพราะฉะนั้นโลกถึงได้ร้อน ร้อนเพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ร้อนเพราะธรรมพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่เห็นมีตรงไหนว่ามาทำโลกให้ร้อน มันมีแต่สิ่งเหล่านี้เผาโลกอยู่เวลานี้ยังไม่เห็นโทษมันอยู่เหรอ จะไปเห็นเวลาไหน

พูดเรื่องอรรถเรื่องธรรมนี่หัวเราะกันแฮ่ ๆ พวกบ้ากิเลสตัณหาเผาหัวใจ เอาน้ำมาดับไฟมันหัวเราะน้ำด้วยซ้ำ เป็นยังไงเวลานี้หยาบมากขนาดไหนชาวพุทธเราน่ะ มันหยาบขนาดนั้นนะเวลานี้ มีแต่เรื่องกิเลสราคะตัณหา ความโลภโลเลไม่มีเมืองพอ เผาบ้านเผาเมือง เผาหมดทุกแห่งทุกหน พิลึกจริง ๆ นะ ความอยากความทะเยอทะยานมันบีบอยู่ในหัวใจไม่ดู

มันเผาหัวใจคน ความหิวความโหย คือกองทุกข์บีบคั้นหัวใจนั่นเอง ไม่ดูตรงที่มันอยากมันหิวมันโหย มันจะดูโน่น ๆ อันนั้นเขาจะมีสุขมีทุกข์อะไรที่ไหน เขาไม่มี มันมีที่หัวใจที่ดีดดิ้นอยู่ด้วยความอยาก ราคะตัณหานี่ตัวสำคัญมาก  เวลานี้กำลังเสริม เป็นบ้ากันหมดนะเวลานี้ราคะตัณหาน่ะ จึงได้พูดว่าต่อไปนี้มันจะไปแต่งงานเอาผัวเอาเมียกันอยู่ในท้องแม่ที่ยังไม่เกิดนะ มันเก่งขนาดนั้นนะตัณหาเวลานี้ มันเข้าไปหาผัวหาเมียอยู่ในท้องแม่ที่ลูกยังไม่ได้แตกออกมานะ มันเก่งขนาดนั้น

พากันคิดแล้วยัง นี่คิดจนอกจะแตกแล้วนะถึงได้พูดออกมานี่ ดูกิเลสดูขนาดนั้นละ ฟัดกันมาจนรอดเป็นรอดตายถึงได้เอามาพูด ได้เห็นเรื่องของมัน เอามาพูดตามความจริงมันผิดที่ตรงไหน ถ้าว่าพูดหยาบมันหยาบตรงไหนน่ะ กิเลสมันหยาบขนาดไหนไม่มองดูมันบ้างเหรอ ให้ธรรมแทรกเข้าไปได้ไม่เห็นมี เห็นแต่พากันสั่งสมฟืนไฟเผาไหม้ตัวเอง

ลากออกจากฟืนจากไฟมันยังไล่ตีผู้ลากอีกนู่นน่ะเห็นไหม หยาบขนาดนั้นนะกิเลส ลากออกจากฟืนจากไฟมันยังไล่ตีผู้ลากออก ยังโดดเข้าไฟอีกเรื่อย ๆ ขาขาดแขนขาดไม่เสียดาย ขอให้ได้ถูกไฟเผาหมดเป็นพอ เป็นอย่างนั้นนะเดี๋ยวนี้ เก่งไหมกิเลส กล่อมสัตวโลกกล่อมขนาดนั้นละ ไม่ให้รู้เลยเทียว

ผู้ท่านรู้ท่านรู้อยู่นั่นซี พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านจึงนำธรรมมาสอนโลก แต่เราไม่ยอมฟังเสียงนี่ หลับหูหลับตากันทั้งโลกทั้งสงสาร มืดตื้อไปหมดโลกธาตุนี้ ไม่มีอะไรมืดยิ่งกว่าหัวใจสัตวโลกที่เต็มไปด้วยกิเลสครอบงำแหละ อย่างมืดดินฟ้าอากาศมันมืดตอนกลางคืน กลางวันมันก็สว่างก็แจ้งออกมา แต่มืดที่หัวใจเพราะกิเลสบีบบังคับนี้ รายไหนมันแจ้งมันสว่างมีไหม อะไรจะมืดยิ่งกว่าโลกของสัตว์ที่กิเลสครอบหัวใจ ร้อนก็ร้อนอยู่ที่ตรงนั้นไม่ร้อนที่อื่น

นับวัน ๆ มันสลดสังเวชนะ ดูเท่าไรจนจะดูไม่ได้ มันหนามันแน่นขึ้นทุกวัน ๆ โถ ๆ จนออกอุทานนะ มันพิลึกพิลั่นจะทำยังไง ธรรมแย็บออกมาไม่ได้กิเลสรุมตีเอาแหลกหมดเลย นี่ละศาสนาหมดหมดอย่างนี้เองดูเอา แย็บเรื่องธรรมขึ้นมานี้กิเลสตีเอา พอจะนั่งภาวนาความขี้เกียจตีเอา นั่นเห็นไหม พอจะทำบุญให้ทาน ความตระหนี่ถี่เหนียวตีเอา ๆ ยังไม่รู้อยู่เหรอ นี่ละมันตีกันมันตีอย่างนี้ละ จะทำอะไรขึ้นชื่อว่าความดีแล้วกิเลสตามตีตามต้อนทั้งนั้น ถ้าจะทำตามกิเลสแล้วเปิดโล่ง เอา ตายเป็นตายไม่มีเหลือละ ชีวิตจิตใจไม่เสียดายขอให้ได้ทำตามความอยาก ตามกิเลสนี้ก็แล้วกัน

รู้หรือยังเวลานี้ พากันมาหลับหูหลับตาอะไรมาวัดมาวา มาหาศีลหาธรรมหรือมาหาฟืนหาไฟเผาหัวเจ้าของเวลานี้น่ะ เราอยากถามอย่างนั้นนะ ดูมานานแสนนานแล้วดูโลก ดูชัดเจนมาได้ ๔๙ ปีนี้ ดูอย่างเปิดอย่างเผยไม่มีอะไรปิดบังลี้ลับ ดูอย่างถนัดชัดเจน จึงได้เอามาพูดบ้างเวลามันโมโห คันฟันขึ้นมาก็กัดเสียบ้างซิ ถึงไม่ใช่หมาเราก็มีฟันนี่นะ กัดได้เหมือนหมาจะเป็นไรไป น่าทุเรศจริง ๆ นะดูแล้ว โถ ๆ มันยังจะสมัครตายกองกันอยู่นี้อีกกี่กัปกี่กัลป์ ด้วยความอยากความทะเยอทะยานดึงลากลงไปให้ตายกองกัน มันไม่ได้เข็ดได้หลาบนะ

พระพุทธเจ้า สาวกทั้งหลายท่านเข็ดเสียจนขนาดไม่มีอะไรเทียบแล้ว พวกเรานี้ โอ๊ย เก่งกล้าสามารถต่อสู้ธรรม เอาคอขาดสู้เลย ต่อสู้ธรรมเพื่อกิเลสเหยียบหัวมัน เป็นอย่างนั้นนะเดี๋ยวนี้ เห็นไหมมันสวมรอย กิเลสสวมรอยเหยียบหัวคน สวมรอยมาแล้วเหยียบหัวคนเราไม่รู้อยู่เหรอ นี่มันสลดสังเวชนะ ยิ่งจวนจะตายเท่าไรยิ่งอดคิดไม่ได้ ทุเรศนะ มันไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยจะทำยังไง ยิ่งนับวันมืดเข้าไปโดยลำดับลำดา ตื่นบ้ากัน ตื่นลมตื่นแล้งกัน โอ๊ย เหมือนบ้าจริง ๆ นะดูแล้ว

ตั้งยศให้กันเป็นยศนั้นยศนี้ โห เป็นบ้าไปเลย พวกบ้าเราอยากว่าอย่างนั้นนะ ประสาลมปากเขาตั้งยศให้เป็นนั้นเป็นนี้แล้วเป็นบ้า ทั้งโยมทั้งพระนะ ทั้งเขาทั้งเรา เป็นบ้า หลวงตาบัวนี่ก็บ้ายศอันหนึ่งเหมือนกันนะ บ้าหลวงตาบัว เขาเป็นบ้าอันหนึ่งเราก็บ้าอันหนึ่ง เรานี่เป็นบ้าหลวงตาบัว ถ้าใครตั้งยศอันอื่นให้ไม่เอา ถ้าว่าหลวงตาบัวแล้วอยากจะเอากล้วยยื่นให้ทันทีให้กินเลย พอใจ นี่ก็บ้าแบบหนึ่งเหมือนกัน มันบ้าด้วยกันทั้งนั้น

เขายกย่องว่ามั่งว่ามีว่ามีหลักมีฐาน มีบ้านมีเรือนมีที่มีฐานมีร้านนั้นร้านนี้ มีบริษัทบริวาร มียศถาบรรดาศักดิ์ โห บ้าสด ๆ นะ บ้านี้ไม่มียาแก้นะ บ้านี้บ้าจนตายเลย ตายแล้วยังสมัครเป็นบ้าแบบนี้อีกโน่นน่ะ มันเก่งไหม นี่ละเห็นไหมกิเลสครอบหัวใจคนไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย ขนาดนี้

เปิดเสียบ้างวันนี้น่ะ ผู้ท่านพ้นจากสิ่งเหล่านี้ท่านไม่เป็นบ้า ท่านถึงได้ตำหนิล่ะซิ ตำหนิพวกเรา ท่านเคยเป็นมาพอแล้ว ได้เห็นโทษมันพอแล้ว สลัดปุ๊บออกไปแล้ว เหมือนนี่จงอาง นี่งูเห่า นี่สามเหลี่ยม เต็มอยู่รอบข้าง ผู้ตายก็ตายไป กำลังกัดก็มี กำลังตายก็มี อันนี้ยังสมัครเอาหัวสอดเข้าไปให้มันกัดอีก พวกเราพวกสมัคร นี่เห็นไหม มันไม่รู้ว่าจงอาง งูเห่า สามเหลี่ยมนะ ไม่รู้เลยจะว่าไง มืดขนาดนั้นละ มืดจริง ๆ จนไม่มีอะไรยิบ ๆ แย็บ ๆ ท้องฟ้าทั้งท้องฟ้าดาวยิบ ๆ แย็บ ๆ ดวงหนึ่งก็ไม่เห็นมี เห็นแต่มืดตื้อไปหมดเลย

นี่ก็สงสาร ช่วยทุกด้านทุกทางเราก็ดี ทางไหนที่จะพอช่วยเหลือได้แก้ไขได้ก็ช่วย บึกบึนนะ ลำพังเจ้าของไม่เอาอะไรแล้ว เราบอกตรง ๆ อยู่แล้ว เราพอทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ว่าขาดว่าเกิน เพียงครองธาตุครองขันธ์ไป รับผิดชอบไป ถึงวาระแล้วสลัดปัวะเดียวไม่มีอะไรเสียดายเลย ที่เป็นห่วงก็เป็นห่วงโลกเท่านั้นเอง มันจมกันอยู่นี้ เพราะฉะนั้นถึงตีทั้งด้านวัตถุ ตีทั้งด้านศีลธรรม วัตถุก็เอาพากันช่วยโลกเห็นไหม

อย่าเห็นแก่ได้ เห็นแก่มี เห็นแก่ตัวคนเดียวมีราค่ำราคายิ่งกว่าชาติบ้านเมือง แน่ะก็สอนแล้ว เราคนหนึ่ง ๆ นั้นเหมือนกับเส้นด้ายเส้นหนึ่งเท่านั้นในกองไหมกองฝ้ายทั้งหลายในโรงงาน เหมือนเส้นด้ายเส้นหนึ่ง โรงงานเท่ากับชาติของเรา ด้ายเส้นหนึ่งจากโรงงานนั้นเท่ากับคนของเรา มีคุณค่าขนาดไหน มีไหมพิจารณาซิ โรงงานทั้งโรงมีคุณค่าขนาดไหน ชาติทั้งชาติมีคุณค่าขนาดไหน  ควรที่จะสงวนรักษาทะนุถนอมบำรุงกัน ที่เตือนเตือนอย่างนี้นะ

คิดหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้วจึงออกมาเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลาย ไม่ได้คิดเล่น ๆ นะ คิดจนอกจะแตก เพราะความห่วงใยสงสารบ้านเมืองจะล่มจะจมจริง ๆ เพราะมีแต่กินแต่กลืนแต่คดแต่โกงแต่รีดแต่ไถกัน เป็นยักษ์เป็นผีกินกันตลอดเวลา ดูจนจะดูไม่ได้ว่างั้นเถอะน่า แล้วก็มาช่วยแยกช่วยแยะออกหนุนกันไป แต่นี้ก็ไม่พ้นจากคำว่ากรรมของสัตว์ ช่วยได้แค่ไหนก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็กรรมของสัตว์ มันก็ลงจุดนั้นเท่านั้น นี่ก็พยายามช่วยเต็มกำลัง

ใครถ้าเห็นว่าชาติเป็นของสำคัญแล้ว เราอยู่ด้วยชาติ ไม่เพียงว่าเราอยู่ด้วยเรานะ เราอยู่ด้วยชาติ ถ้าใครเห็นว่าชาติเป็นของสำคัญ ให้ต่างคนต่างช่วยต่างหนุนกัน ชาติของเราจะอยู่ได้เป็นผาสุกทั่วหน้ากันทั้งประเทศไทยนั่นแหละ ถ้าชาติอยู่ไม่ได้ใครก็จมด้วยกันหมด ไม่มีความหมายแหละ ใครจะอวดอันไหนก็อวดมาเถอะ อวดเพื่อความจมทั้งนั้นแหละ ให้พากันพิจารณา

ตั้งอกตั้งใจต่างคนต่างเสียสละ อย่าตระหนี่ถี่เหนียว อย่าเห็นแก่ตัวยิ่งกว่าชาติบ้านเมืองซึ่งเป็นหลักใหญ่โตมากที่สุด มีอะไร ๆ เราก็สละ แต่ชาติบ้านเมืองเราไม่สละเห็นไหม อะไร ๆ เราสละออกหมด ในหัวใจเราไม่มีเท่าเม็ดหินเม็ดทรายที่จะมากดถ่วงเราไม่มี แต่เรื่องความห่วงใยโลกนี้ถ้าว่ากดถ่วงก็กดถ่วง กดถ่วงด้วยความเมตตา ไม่ได้กดถ่วงด้วยเป็นความทุกข์ กดถ่วงด้วยความเมตตาซ่านไปหมดทั่วโลกทั่วสงสาร เพราะฉะนั้นจึงได้เตือนแล้วเตือนเล่า วันไหนพูดตั้งแต่เรื่องชาติบ้านเมือง ๆ เวลานี้พูดออกมาคำไหนมีแต่ชาติบ้านเมือง มีแต่เงินแต่ทอง ก็เพื่อชาตินั่นเองไม่ได้เพื่อเรา

เอาไปหาอะไรสิ่งเหล่านี้ เอาฟืนมาเผาต่างหากเวลาตาย ไม่เห็นเอาสิ่งเหล่านี้มาเผาพอที่จะไปหายุ่งกับมัน เขาจะเผาก็เผา ไม่เผาโยนไปไหนเราก็ไม่ได้เสียดาย อย่างเราทำเมรุเราก็ทำไว้อย่างนั้นละ เขาจะเอาไปเผาที่ไหนก็แล้วแต่เขาเราไม่ได้หวง แต่ก็น่าวิตกอยู่นะเมรุนี่ก็ดี ทำให้อดคิดไม่ได้เหมือนกันนะ เมรุนี้ทำแล้วจะได้เผาหรือไม่ได้เผา ม้นทำให้คิดเหมือนกันนะ มันสะดุด ๆ อยู่ในจิตนี่

เราทำเมรุไว้เพื่อจะเผาเรากลับจะเอาไปเผาที่ไหนก็ไม่รู้ ศพหลวงตาบัวก็ไม่แน่เหมือนกันนะ ถ้าเผาที่นี่มันก็แน่ เผาที่อื่นมันก็พลาด เดี๋ยวตายลงไป โอ๊ย ที่นี่ไม่พอเผา รถมาสองสามคันก็เต็มแล้ว แล้วเผาที่ไหน ก็ฟาดสนามหลวงเข้าไปซี มันอดคิดไม่ได้นี่นะ ที่ไหนมันกว้างน่ะ ตรงนั้นนะ มันอาจเป็นไปได้นี่ ถ้าแน่จริง ๆ ก็เผาที่ทำไว้นี่  ที่ไม่แน่ก็คือเผาที่ไหนก็เผาได้ นี่อดคิดไม่ได้เหมือนกัน

เราไม่ได้เสียดายเรายิ่งกว่าเราสงสารโลก เราถึงได้หมุนติ้ว ๆ พูดคำไหนเด็ดเดี่ยว เอาไปฟังซิพี่น้องทั้งหลาย เราเด็ดเพื่อชาติบ้านเมืองของเรา เราไม่เด็ดเพื่อความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เพื่อความล่มจมแก่ผู้หนึ่งผู้ใดและชาติบ้านเมืองของเรา เราพูดเพื่อความอุ้มชาติอุ้มบ้านอุ้มเมืองของเรา เด็ดก็เด็ดด้วยกำลังที่จะยกชาติ เราไม่เด็ดอย่างอื่นนี่นะ

พระอรหันต์ท่านนิพพานไม่ปรากฏนะ ท่านตายท่านนิพพานมีแต่สะดวก ๆ เหมือน พระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานก็เจ็ดวันถวายพระเพลิงท่าน พระอรหันต์องค์ไหน ๆ พอถึงเวลาแล้วส่วนมากท่านจะเข้าในป่าในเขา ปลงปั๊บ ๆ ไปเลยด้วยความสะดวกสบาย สมกับท่านปลงหมดแล้ว ไม่สร้างความยุ่งเหยิงวุ่นวายให้แก่ตัวเองและใครทั้งนั้น ท่านตายด้วยความสะดวกสบายทุกอย่าง สมกับท่านปล่อยหมดแล้วเรื่องความกังวล ท่านไม่มี นั่นละธรรมแท้เป็นอย่างนั้น กิเลสแท้เป็นอย่างพวกเราเป็นอยู่เวลานี้ ใครอยู่ที่ไหนกิเลสเผาหมดนะ เผาอยู่ทุกหย่อมหญ้า หัวใจมีอยู่ตรงไหน ๆ กิเลสเผาอยู่ตรงนั้น ๆ ไม่มีชิ้นดีเลย

ยังไม่เห็นโทษของมันนี่ซิ หนาจริง ๆ สัตว์ทั้งหลายก็หนา แต่มนุษย์ที่ว่ารู้ดีรู้ชั่วนี่น่ะน่าจะรู้ เลยกลับหนายิ่งกว่าสัตว์ไปอีกมนุษย์เรา ไม่ได้เชื่อนะว่าบาปมีบุญมี เห็นไหมกิเลสเก่งไหม ทั้ง ๆ ที่บาป บุญ นรก สวรรค์ นี้มีเป็นพื้นเพมากี่กัปกี่กัลป์ เป็นอย่างนี้ตั้งแต่กาลไหน ๆ ไม่มีใครจะไปลบล้างได้เลย กิเลสก็ลบล้างตลอดมาอย่างนี้แหละจะทำยังไง นี่ละเรียกว่าเครื่องต่อสู้กันระหว่างกิเลสต่อสู้ธรรม

สิ่งเหล่านั้นมีอยู่อย่างนั้นมาดั้งเดิม พระพุทธเจ้าองค์ไหนมาตรัสก็มาตรัสสิ่งที่มีอยู่นี้ ลบล้างไม่ได้ ท่านจึงบอกตามสิ่งที่มีที่เป็นที่ดีที่ชั่ว บอกไว้ทุกอย่าง ๆ บอกไว้หมด นี้คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์สอนแบบเดียวกันหมด แต่กิเลสมันก็แบบเดียวกันหมด มันก็ลบล้างตลอดเวลา ทีนี้ก็ไปตามกิเลสแล้วก็จมเอา ๆ ว่าบาปไม่มี ก็ตัวบาปละนั่น ว่าบุญไม่มีมันก็ไม่มีบุญติดตัว ว่านรกไม่มีก็ตัวนรกละที่ว่าอยู่นั่น สวรรค์ไม่มีก็ไม่มีสวรรค์ติดตัวมันเลย มีแต่รายเสียทั้งนั้นนะกิเลสลบธรรมเวลานี้ มันเชื่อบุญเชื่อบาปที่ไหน เพราะฉะนั้นมันถึงจมลง ๆ

ว่านรกไม่มี กองอยู่ในนรก ไม่มีอะไรหนาแน่นยิ่งกว่าสัตว์นรก หนาแน่นที่สุดเลย หนาแน่นก็เป็นกรรมของสัตว์ นรกไม่เจ็บไม่ปวดไม่แสบไม่ร้อนไม่เป็นทุกข์ สัตว์ทั้งหลายที่ไปหนาแน่นอยู่ในนรกต่างหากเป็นทุกข์นะ นรกไม่ได้เป็นทุกข์ แน่ะสุดท้ายก็อยู่กับกรรมของสัตว์ สัตว์ตัวไหนทำยังไงมันก็ไปเป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็สอนไว้อย่างนี้ด้วยกันแต่มันก็ไม่ยอมเชื่อ นี่ละกิเลสเห็นไหม มันรบอยู่ตลอดเวลา เวลานี้มันรบในหัวใจเรา ดูหัวใจเจ้าของซิอย่าไปดูที่อื่น ตัวนั้นละตัวที่จะไปลงนรกที่ว่านรกไม่มี มันรบกันอยู่ตลอดเวลาจะว่าไง

อย่างพูดตะกี้นี้เวลาเดินจงกรมมันก็ไปรบเสียไปต่อสู้ มันก็เอาหมอนไปมัดติดคอไว้เสีย พอจะเดินจงกรมมันก็เอาหมอนมัดติดคอไว้เสีย เอาเสื่อมัดติดหลังไว้เสียเห็นไหม เพื่อความสะดวก ก็สะดวกเพื่อกิเลส เพราะฝืนกิเลสไม่ได้ต้องยอมตามมัน ที่ขี้เกียจขี้คร้านทำคุณงามความดีมีแต่เรื่องกิเลสกีดขวางทั้งนั้น ได้รับความทุกข์ความลำบากในการบำเพ็ญความเพียร มีแต่ความทุกข์ความลำบากเพราะการต่อสู้กับกิเลส ไม่ได้ต่อสู้กับธรรม ธรรมท่านไม่มีอะไร ต่อสู้กับกิเลสต่างหาก เราจะเห็นได้เวลาผ่านไปแล้วไม่มีอะไรสิ่งเหล่านี้มากีดขวางแหละ ความขี้เกียจขี้คร้าน ความท้อแท้อ่อนแอ บุญน้อยวาสนาน้อยอย่างนี้ ไม่มีในหัวใจของผู้ที่ผ่านมันไปได้แล้วเลย ก็เห็นได้ชัดละซีว่าเหล่านี้กิเลสทั้งนั้น แน่ะ

อย่างนั้นซิท่านเอามาพูด พระพุทธเจ้าท่านมาสอนโลก ท่านสอนในสิ่งที่ท่านรู้แล้วเห็นแล้วทุกอย่าง ท่านไม่มาอุตริ พวกเรามันฟังแบบอุตรินั่นซีจึงเข้ากันไม่ได้ อุตริมันก็ไม่ยอมเชื่อถือ ไม่ยอมจริงจังกับธรรม ถ้าเป็นกิเลสแล้วเอาคอขาดเลย มันก็เป็นอย่างนั้นว่าไง วันนี้พูดไปแบบนี้ละ มันพูดทุกวันทุกคืนไม่ทราบจะให้พูดแบบไหนบ้าง คนมันมีหลายแบบจะพูดแบบเดียวก็ไม่ได้ ต้องหลายแบบ

เราเร่งทางทองคำให้มาก ก็บอกแล้วนี่ ไม่เอาคำสองมาพูดนะ ตัวเท่าหนูก็ไม่เอาคำสองมาพูดนะ ไปดูมาแล้วบอกแล้ว เอาให้เร่งนะ ๆ ฟังเอาซิ อย่านอนใจหนาบอกขนาดนั้นละ นอนใจไม่ได้ เร่งชาติของเราให้เร่ง ให้ตื่นเนื้อตื่นตัว ส่วนที่ใช้หนี้ใช้สินเขาก็ใช้ไป ส่วนที่ประกันชาติของตัวเองนี้ต้องหนักแน่นให้เต็มที่ ไฟไหม้มารอบด้าน ไม่ให้ไหม้ในบ้านเรานี่ เพราะฉะนั้นต้องก่อกำแพงให้หนาแน่นในวงบ้านเรือนของเรา อย่าให้ไฟลุกลามเข้ามาได้ คือการขวนขวายทองคำเข้ามาก็เหมือนกับก่อกำแพงกั้นประเทศไทยของเราให้ตั้งอยู่แน่นหนามั่นคง อย่าให้อะไรมาลุกลามไหม้ได้ ความหมายก็ว่าอย่างนั้น

ทองคำให้เด็ดที่สุดอย่าชักช้านะ ให้รีบด่วนนะ กำแพงชาติของเราคือทองคำ ไฟจะลุกลามมาที่ไหนก็เอา ใช้หนี้ใช้สินเขาเรามีมากมีน้อยก็ใช้ไปตามเรื่องตามราว อันนั้นเหมือนกับว่ากำจัดไฟที่ลุกลาม  อย่าให้ลุกลามเข้ามาข้างในเป็นอันขาด หมายความว่าเราต้องกั้นกำแพงของเราด้วยทองคำ ปักลงในชาติของเรา เรียกว่ากำแพงอันหนาแน่น ปักรอบไว้เลย อย่าให้อะไรลุกลามเข้ามาได้ เราต้องปักอันนี้ให้แน่นหนามั่นคง ไปที่ไหนอันนี้หนักแน่นที่สุดเลย เร่ง ไปไหนก็ไปอันนี้จะต้องเป็นที่หนึ่ง ๆ ไปเรื่อยทีเดียวไม่ถอย

ขนทองเข้าคลังหลวงของเราได้แล้วเราก็ยิ้มได้ทั่วหน้ากัน ถ้าอันนี้ยังไม่พอประมาณเมื่อไรแล้วหน้าแห้งทั้งนั้นละ คนทั้งประเทศหน้าแห้งหมด ไม่มีอะไรหน้าชุ่มหน้าเย็นแหละ ถ้าทองคำได้เข้าหนุนชาติของเรานี่ชื่นบานไปหมดเลย แม้แต่หลวงตาบัวก็หัวเราะได้เลย แต่เดี๋ยวนี้ยังหัวเราะไม่ได้นอกจากจะกัดคน ใครตระหนี่ถี่เหนียวไม่เอามาเรากัดคนนั้นก่อน ระวังให้ดีนะอย่าว่าไม่บอก นี่บอกแล้วก่อนจะกัด

ต่อไปนี้จะให้พร


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก