ใจกับธรรมเป็นที่พึ่งได้ตลอดไป
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

ใจกับธรรมเป็นที่พึ่งได้ตลอดไป

ท่านว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ทานธรรมะนี้ เลิศกว่าทานทั้งปวง อย่างพิมพ์หนังสือออกแจกทานซ่านเข้าหัวใจสัตวโลก ชุ่มเย็นไปหมด ผลประโยชน์ออกมาจากจิตใจชุ่มเย็นมีหลักเกณฑ์ กระจายออกไปหน้าที่การงานก็เรียบร้อยดีงาม ธรรมเข้าสู่ใจนี้กระจายออกไปเป็นมงคลทั้งหมด เพราะฉะนั้นท่านจึงว่า การให้ทานธรรมนี้ ชนะซึ่งทานทั้งปวง บอกว่าชนะเลย

อย่างที่เคยพูดให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังนั่นแหละ คือเรานี้บอกตรง ๆ เลยว่า ไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวได้เลย เพราะอำนาจความเมตตานี้ครอบโลกธาตุ จะมาว่าอะไรครอบเราเท่านี้นะ มันครอบอยู่ตลอดเวลา มีเท่าไรมีแต่จะเอาออก ไม่มียังจะเอาออก มันเป็นอย่างนี้นะอำนาจความเมตตา ไปไหนเบิกกว้างไปหมดเลย ไม่ได้ตีบตันเหมือนความตระหนี่ถี่เหนียว ความตระหนี่ถี่เหนียวตีบตันอั้นตู้ เจ้าของก็ก้าวไม่ออก แล้วจะให้คนอื่นด้วยความสะดวกได้ยังไงเมื่อเจ้าของก็ก้าวไม่ออก อันนี้เมตตาธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงดำเนินมาก่อนจนเป็นศาสดานี้ครอบโลกธาตุ ฟังซิ มีเท่าไรเป็นหมด ๆ ตั้งแต่ไม่มียังอยากให้จะว่าไง ไม่มียังอยากให้ แล้วมีมาจะอยู่ได้ยังไง

พูดเสียพี่น้องทั้งหลาย ที่ช่วยโลกคราวนี้ช่วยเต็มสัดเต็มส่วน ก็บอกว่าเป็นครั้งสุดท้ายแห่งชีวิตของเราก็บอกแล้ว การตายกองกันนี้เราตัดสินใจตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม จ้าขึ้นมาเท่านั้นไม่ต้องไปถามพระพุทธเจ้า เหอ ขึ้นทันที อย่างที่พูดเมื่อวานไม่ใช่เหรอ นี่ละสะเทือนใจอย่างแรงเทียว ผางเหมือนฟ้าดินถล่มเลย กิเลสเครื่องวัฏวนที่ทำให้เราตายกองกัน ให้สัตว์ทั้งหลายตายกองกันนี้ขาดสะบั้นลงต่อหน้าต่อตา เมื่อประจักษ์อย่างนั้นแล้วจะทำไงล่ะ กระเทือนทั้งร่างเลยเทียวนะ จากนั้นแล้วจนจะดูโลกไม่ได้ ก็เคยตายกองกันมากี่ภพกี่ชาติแล้ว ไม่ว่าเขาว่าเรา ศพคน ๆ เดียวนี้ถ้าตายแล้วเก็บไว้ ๆ เมืองไทยไม่มีที่เก็บ ฟังซิเพียงคนเดียว มากขนาดไหน ตายมากี่กัปกี่กัลป์จากจิตดวงนี้ที่ไม่ตาย กิเลสเชื้อมันฝังไว้นี้ แล้วกรรมที่ทำดีชั่วของตัวเองก็เข้าไปอยู่นี้ด้วยกัน เพราะฉะนั้นมันถึงไสลงทางต่ำ หนุนขึ้นทางสูงเพราะความดีหนุนขึ้น ทางต่ำกดลง มีตัวเชื้อนี้พาให้ทำกรรม

ท่านว่า กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม ทำกรรมแล้วย่อมได้รับผลของกรรม แล้วก็ดีชั่วไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ตลอดมา ท่านเรียกว่าวัฏวน ๓ กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์ ในคัมภีร์บอกไว้ กิเลสวัฏฏ์ คือกิเลสตัวนี้เป็นเครื่องหนุนให้ทำกรรม ดีชั่วออกละที่นี่ ทำกรรมแล้วย่อมได้รับผลของกรรม สุขทุกข์ไปเรื่อย ๆ กิเลสเป็นต้นเหตุให้ทำกรรม อันสองก็เรียกว่าทำกรรม อันสามก็เรียกว่าผลของกรรม ท่านว่า วัฏวน ๓ ไม่มีทางออก เหมือนมดไต่ขอบด้ง มีธรรมเท่านั้นมาดึงออกได้ นอกนั้นไม่มี สามแดนโลกธาตุเป็นขอบด้งของกิเลสทั้งหมด ธรรมที่จะเข้าไปทำลายขอบด้งนี้ขาดออกแล้ว สัตว์ก็ออกได้ ๆ นอกนั้นไม่มี บอกว่าไม่มีเลย

คนที่ว่าความชั่วหรือความดีอะไร ๆ ไม่เชื่อ ๆ ก็คือกิเลสตัวนี้มันฝังจม มันไม่ให้เชื่อในสิ่งที่จะออกจากมัน อันนี้อยู่ในอำนาจของมัน พอเราว่าเชื่อบุญเชื่อกรรมกิเลสจะค้านทันที ถ้าว่าทำบาปไม่ต้อง มันเปิดไว้แล้วให้วิ่งตามขอบนี้ ว่างั้นพูดง่าย ๆ วิ่งตามขอบนี้เลย เปิดไว้แล้วขอบนี้ไม่มีสิ้นสุด หมุนอยู่นี้ เกิดสูงต่ำอยู่ในวงนี้ ๆ วงวัฏฏะ ทั้งสูงทั้งต่ำ พออันนี้ขาดลงไปจากหัวใจเท่านั้นดีดผึงออกเลย เห็นชัด ๆ อย่างนี้

พระพุทธเจ้าจ้ามาทุกอย่างแล้ว พูดให้โลกฟังจะผิดไปที่ตรงไหน รู้แล้วเห็นแล้วอย่างนี้เอามาสอนจะผิดไปไหน นี่ก็หมาก นี่ก็พลู ก็รู้กันอยู่อย่างนี้ นี่พวกเปรต นี่พวกผี นี่พวกสัตว์นรก นี่นรกหลุมนั้นหลุมนี้ ๆ ตลอดสวรรค์พรหมโลก เปรตผีประเภทต่าง ๆ กระจายเห็นหมด เข้าใจเหรอ แล้วจะสอนผิดได้ยังไงก็เห็นอยู่อย่างนั้น ไม่งั้นจะว่า โลกวิทู รู้แจ้งชัดได้ยังไง มาสอนโลก ทีนี้กิเลสมันปิด ๆ ไม่ให้เห็น เราไปตามกิเลสมันถึงจม ๆ

นี่ละที่ว่าตายกองกันมากี่ภพกี่ชาติกี่กัปกี่กัลป์มานี้ เอาเมืองไทยเรานี้มาใส่ศพเพียงคนเดียว คือตายแล้วไม่เน่าว่างั้นเถอะ ตายแล้วทิ้งเป็นมดเป็นปลวกเป็นสัตว์ประเภทใดก็ตาม เป็นเปรตเป็นผีก็ให้ร่างเป็นทิพย์ไม่ให้กระจาย ร่างของเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมไม่ให้กระจาย มันอยู่ในวงของวัฏฏะนี้ ให้กองไว้ ๆ ไม่มีที่อยู่เมืองไทยเรา ศพเพียงคนเดียวเท่านั้น มันเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติไม่ทราบว่าเท่าไร ๆ มากขนาดไหน เวลารื้อตัวนี้ออกมันเห็นหมด ฟังซิท่านทั้งหลาย มันถึงสะเทือนสะท้านในหัวใจ มองดูเรื่องของตัวเองที่เคยเป็นมากับสัตว์ทั้งหลายทั่วโลกมันแบบเดียวกัน ไม่มีใครสูงใครต่ำกว่ากัน นับจำนวนของภพของชาตินับไม่ได้ คือมากเท่ากัน ไม่มีใครจะเอามาแข่งกันได้เรื่องภพเรื่องชาติ เกิดแก่เจ็บตาย แบกหามความทุกข์และความสุขที่เจือปนกันไปในภพนั้น ๆ ไม่มีใครแข่งกันได้เลย

แต่ก่อนพระพุทธเจ้าก็อยู่อย่างนี้ พระองค์อยู่มานานสักเท่าไรพระองค์ก็ไม่เห็น พอผางขึ้นมาเท่านั้น โถ ขึ้นมาเลยทีเดียว จะสอนได้ยังไงโลก นั่นเห็นไหมล่ะ ท้อพระทัยแล้ว แต่ก่อนคาดไว้ว่าจะสอนโลก ธรรมดาเป็นพระพุทธเจ้าก็สอนโลกธรรมดา ๆ ทั่ว ๆ ไป ทีนี้พอตรัสรู้ขึ้นมา ตรัสรู้นี้คือความจริง มาเจอความจริงแล้วกับความคาดมามันผิดกัน เลยท้อพระทัยที่จะไปสั่งสอนสัตวโลก ดีดออกมาเราองค์เดียว นอกนั้นตายกองกันอยู่ในสามแดนโลกธาตุ กว้างแคบขนาดไหน มีแต่สัตวโลกที่ตายกองกันทั้งนั้น แล้วจะไปสอนได้ยังไง ตายก็ตายด้วยความมืดความบอด ไม่ได้ตายด้วยความแจ้งความสว่าง แล้วจะไปสอนได้ยังไง นั่นธรรมชาติอันนี้มองลงไปแล้ว จึงท้อพระทัย

ทรงเล็งญาณดู แล้วก็เทียบกับว่า เอ้า ไม่ต้องเอามากละ ภูเขาทั้งลูกนี้เต็มไปด้วยหินผาป่าไม้ทุกสิ่งทุกอย่างกองกันอยู่ในนี้ มืดแปดทิศแปดด้าน มองลงไปแล้วไม่เห็นอะไรเลย นี่ที่ท้อพระทัยสุดขีด แล้วก็ทรงเล็งญาณดู ภูเขาลูกนี้จะไร้สารประโยชน์ไปหมดทั้งภูเขาทั้งลูกนี้เหรอ จะไม่มีอะไรสับปนที่ว่าเป็นความดีงาม เป็นสารประโยชน์แฝงอยู่บ้างเหรอ ทรงเล็งลงไปอีก พิจารณา อ๋อ ในภูเขาลูกนี้ที่ไร้สาระก็มี ที่เป็นสาระก็มี เช่น แร่ธาตุต่าง ๆ ผสมผเสตั้งแต่แร่ตะกั่วขึ้นไปทองคำอะไรก็ว่าไป อยู่ในนี้มี ไม่ได้มืดไปแปดทิศแปดด้านไร้สาระเสียอย่างเดียว ยังมี อ๋อ มี ไม่มากก็มี เอา เอาตามที่มี นั่นละที่จะสั่งสอนโลก

พระองค์ไม่ได้ยกไปหมดภูเขาทั้งลูกนะ พระพุทธเจ้ามาสั่งสอนโลกแต่ละองค์ ๆ นี้มาถอดเอาอย่างนี้ ถอดออก ๆ เอาไป ๆ อันไหนที่ไร้สาระไม่เกิดประโยชน์อะไร ๆ ทิ้งไว้อย่างนั้น อยู่ในภูเขาลูกนั้น ๆ จำให้ดีนะคำนี้ ถอดออกจากหัวใจมาพูดนะ ถึงขนาดที่ว่าเราก็ท้อใจ เราไปเรียนไปศึกษากฎระเบียบเหล่านี้มาจากไหน ก็จำมาธรรมดา ๆ ไม่ได้มีอะไรที่จะสนใจหนักยิ่งกว่านั้น ความจำจำเท่านั้น เวลามันผางขึ้นมามันเข้าหมดเลยเทียว ไม่มีอะไรที่จะขัดจะแย้งพระพุทธเจ้า โถ ขึ้นมา เหอ เราจะไปสอนใครได้ยังไง ขึ้นทันทีเลยนะ

คือเราก็ผ่านขึ้นมาอย่างนั้นเหมือนกันกับพระพุทธเจ้าผ่านมาแล้ว สอนใครได้ยังไง ทีนี้พอมันผ่านขึ้นมาแล้ว เรื่องทุกข์ความลำบากมหันตทุกข์ที่เต็มอยู่ในวัฏวนนี้ของสัตว์ทั้งหลาย ทั้งของเราที่พึ่งผ่านมาหยก ๆ พูดง่าย ๆ นะ มันเป็นแบบเดียวกัน แล้วจะสอนได้ยังไง ๆ ท้อใจ ถึงขนาดว่า อยู่ไปกินไปวันหนึ่งเท่านั้นก็พอแล้ว สอนใครเขาจะหาว่าเป็นบ้าไปหมดทั้งโลก นั่นเห็นไหม เพราะโลกนี้มันโลกบ้าอยู่แล้ว มันจะลากเราลงเป็นบ้าอีกล่ะซี

ครั้นมาพิจารณาอย่างนั้นมันก็มีธรรมอันหนึ่งผุดขึ้นมาอีก เอา ถ้าว่าสิ่งเหล่านี้สุดวิสัยของโลกที่จะรู้ได้เห็นได้จริง ๆ แล้ว เราเป็นเทวดามาจากไหนทำไมเราถึงรู้ได้ รู้ได้เพราะเหตุใด คำว่าเพราะเหตุใดนี่คือทางเดินเข้ามาเข้าใจไหม ที่เราจะมาถึงที่นี่เรามาวิธีไหน ก็สวากขาตธรรมพระพุทธเจ้าสอนไว้แล้ว นั่นคือทางเดินเข้ามา ๆ ท่านเรียกว่า สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว คือทางนี้ทางชอบแล้วเพื่อมรรคเพื่อผลพูดง่าย ๆ เอ้า ก้าวเข้าไป รู้ได้เพราะเหตุใด มันก็วิ่งตามสายทางที่เราก้าวเดินมามาถึงนี้ อ๋อ นั่นยอมรับทันทีนะ อ๋อ รู้ได้ ถึงไม่มากก็ได้ ยอมรับทันทีเลยว่าได้ ก็เมื่อมีทางเดินมาอยู่นี้จะไม่ได้ยังไง

ขอให้เดินมาเถอะ ธรรมพระพุทธเจ้าเปิดโล่งไว้นี้ นอกจากมันไม่เดิน เถลไถลลงเหวลงบ่อ ลงนรกหมกไหม้ไปเท่านั้นเอง ทางเดินเพื่อมรรคผลนิพพานเพื่อความพ้นทุกข์มีอยู่ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว อ๋อ ได้ นั่นยอมรับนะ ไม่ปฏิเสธเลย เรียกว่าคำว่าจะไม่สอนใครเลยนั้น พอว่ารู้เพราะเหตุไรเท่านั้น ก็ทางเดินเข้ามาหาตัวหยก ๆ อยู่นี่ มายังไงมาถึงนี่ อ๋อ ได้ จากนั้นก็ค่อยสั่งสอนแนะนำเพื่อนฝูงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งกระจายไปทั่วประเทศไทยเห็นไหมเวลานี้ นี่ที่ว่า อ๋อ ๆ ได้ ไม่ใช่อะไรเป็นต้นเหตุนะ

ถ้าธรรมดาไม่เกี่ยวกับเพราะเหตุไรนี่แล้วยังไงก็ปิดตาย สอนใครไปหาอะไร อยู่ไปกินไปวันหนึ่งเท่านั้นแล้วก็ไปเสียเลย จะไปทำให้ลำบากลำบนอะไรเท่านั้นเอง ก็เมื่อมีทางเดินเข้ามานี้ อ๋อ ได้ ยอมรับ นั่น นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าเลิศขนาดไหน มองดูภพชาติของตัวเองตลอดสัตว์ทั้งหลายเป็นแบบเดียวกันหมด แต่ก่อนก็อยู่ได้ คลุกเคล้ากันไป ตกนรกก็ตกไป ที่ไหนไปได้ทั้งนั้น เพราะอำนาจแห่งความมืดบอดพาไป ทีนี้พอธรรมจ้าขึ้นมาแล้วมันจะเข้าไปอย่างนั้นไม่ได้แล้ว สลดสังเวชขึ้นทันที โถ ตายมาถึงขนาดนี้เทียวนะ ๆ นั่นเห็นไหมล่ะ นี่ละเรื่องธรรมจึงว่าชนะทั้งปวง ธรรมเท่านั้นที่จะดึงออกจากขอบด้ง ขอบด้งคือวัฏจักร

ใครทำบุญให้ทานมากน้อย นี่ละคือเบิกทางเข้ามา จะดึงตัวเองออกจากขอบวัฏจักร แต่กิเลสมันไม่ยอมนะ คำนี้จำให้ดี พอเราจะแย็บทางความดีที่ไหน กิเลสจะกั้นปุ๊บ ๆ เพราะเราทำความดีคือเราจะออกจากอำนาจของมัน มันไม่ยอมให้ออก ก็คิดดูซิอย่างพระโคธิกะ เราพูดย่อ ๆ เลย พอท่านตรัสรู้ปึ๋งท่านก็นิพพาน พญามารมาคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาจิตวิญญาณของพระโคธิกะ จนมืดฟ้ามัวดิน ไม่ทราบว่าควันอะไรต่ออะไรมืดไปหมดเลย พระพุทธเจ้าตวาดลงมา พญามาร ถ้าเป็นภาษาของหลวงตาบัว แต่นี้เขาแยกออกมาพูดเฉย ๆ พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาทำไมจะพูดอย่างหลวงตาบัวไม่ได้ ดีไม่ดียิ่งกว่านี้อีก

หลวงตาบัวพูดว่ายังไง พญามาร เธอจะมาหาค้นคว้าอะไรเพียงเธอคนเดียว ให้ไปยกโคตรของเธอมาค้นก็ไม่เห็นวิญญาณของพระโคธิกะซึ่งเป็นลูกตถาคต ท่านว่าอย่างนั้นนะ พระโคธิกะนิพพานไปแล้ว สิ้นกิเลสเรียบร้อยแล้ว ไม่อยู่ใต้อำนาจของเธอแล้ว เธอจะค้นเท่าไร ไปเอาโคตรเอาแซ่มาค้นก็ไม่พบ ตายจมไปเหมือนเก่านั้นแหละ ความหมายก็ว่างั้น นี่เห็นไหมล่ะ อันนี้พญามาร อำนาจแห่งกิเลสตัณหาเป็นหัวหน้าพญามารคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาจิตวิญญาณของพระโคธิกะไม่พบ นั่นเห็นไหมล่ะ เวลาออกแล้ว นี่ละมันกุมอำนาจไว้เข้าใจไหม ค้นหาให้อยู่ในอำนาจของมัน นี่จิตพอพ้นปึ๋งออกไปแล้วก็แบบเดียวกัน พากันเข้าใจนะ

ใครอย่าประมาทนะเรื่องศีลเรื่องธรรม ศาสดาองค์เอกเป็นผู้สอนไว้โดยถูกต้องทุกอย่าง เกิดมาไม่มีวาสนาไม่สนใจ พบก็ไม่สนใจ ศาสนาพุทธเรามีมานานเท่าไร ใครสนใจมากน้อยเพียงไรเราก็รู้นี่ เห็นไหมล่ะ ผู้ที่ปฏิบัติด้วยความสนใจใฝ่ธรรมจริง ๆ มีน้อยมาก ๆ ถ้าเทียบถึงเรื่องโลกสันนิวาสในวัฏจักรนี้ ผู้สนใจแต่จะตายกองกันมีมากขนาดนั้นแหละ ผู้ที่จะหลุดลอยออกไปด้วยอำนาจของศีลธรรม มีความรักใคร่ใฝ่ดีต่ออรรถต่อธรรมมีน้อยมาก ๆ เพราะฉะนั้นมันถึงไปได้ยาก เข้าใจแล้วเหรอ

วันนี้พูดถึงเรื่องการให้ทาน นี้ละทาน คำว่าท่านแสดงธรรม ธรรมทาน แสดงให้รู้เหตุรู้ผลรู้หนักรู้เบารู้ดีรู้ชั่วคนเราก็รู้ตัว รู้ตัวแล้วคลี่คลายตัวออก ทางไหนดีก็แก้ไปตามสายธรรมที่บอกก็ผ่านไปได้ ๆ จึงมีอานิสงส์มากเข้าใจไหม เข้าสู่จิตใจแล้วหน้าที่การงานทุกอย่างเรียบไปหมด ถ้าใจดีเสียอย่างเดียว ใจได้อรรถได้ธรรมเข้าครองใจแล้ว ดีไปทุกอย่างนั่นแหละ ให้จำเอา ถ้าลงกิเลสได้ครองแล้วฉิบหายไปหมด มีเงินกองเท่าฟ้าก็ไม่มีความหมายอะไร ว่าเอาเฉย ๆ กิเลสพาเสกนี่นะ เรามีเงินเท่านั้นมีสมบัติเท่านี้มียศถาบรรดาศักดิ์เท่านั้น กิเลสพาเสก หลงไปตามกิเลสอีก จมไปอีกสองชั้นสามชั้นเข้าใจไหม

ถ้าเป็นเรื่องธรรม อันนั้นก็เป็นอันนั้น เราก็เป็นเรา เวลานี้เราอาศัยอะไรถึงจะพ้น พระพุทธเจ้าสาวกทั้งหลาย และบรรดาจอมปราชญ์ทั้งหลายท่านเอาอะไรเป็นที่พึ่งท่านผ่านไปได้ ท่านเอาธรรม นั่น ท่านไม่ได้เอาสมบัติสิ่งของเหล่านี้มาเป็นที่พึ่งนะ นี้เป็นที่พึ่งเพียงร่างกายที่มีชีวิตอยู่ พอลมหายใจขาดแล้วอันนี้ก็ขาดสะบั้นไปพร้อม ๆ กัน เป็นที่พึ่งได้เพียงร่างกายเท่านั้น แต่จิตใจกับธรรมนี้เป็นที่พึ่งตลอดไป พึ่งเป็นพึ่งตายได้ นี้ยึดอันนี้ปั๊บ อันนั้นพังลงไปอันนี้ไม่พัง ไปเลยเข้าใจแล้วเหรอ โอ้.พูดไปพูดมาเหนื่อยแล้ว.ถ้าพูดธรรมที่เด็ด ๆ มันออกอย่างว่านั้นแหละ เห็นไหมตะกี้คึกคัก ๆ เป็นบ้าสด ๆ ร้อน ขึ้นไป เห็นไหมล่ะอย่างนั้นแล้ว ผึง ๆ เลย

คนทั้งหลายเขาจะว่าคลังกิเลสใหญ่ คลังพ่อคลังแม่สูที่ไหนอยากว่าอย่างนั้นเข้าใจไหม เขาก็จะว่าเราเป็นคลังกิเลส ๆ ตีกลับถนัด ๆ คลังพ่อคลังแม่สูที่ไหน ก็จะว่าอย่างนั้น กิเลสมีกิเลสสิ้นสูรู้ไหม กิเลสสิ้นเป็นยังไง สูไม่สิ้นสูมาอวดอะไรอวดกู ตีจนกระทั่งสันพร้าหัก หัวแตก ตีแรง ๆ พวกสันพร้าหัก เข้าใจไหม เอาละพอ

อย่างนั้นละพี่น้องทั้งหลายเป็นอย่างนั้นนะจิตมันเปิดขนาดนั้น ท่านทั้งหลายจะฟังไม่ฟังให้ฟังเสียนะ บอกถึงขนาดสุดยอดเลย ชาตินี้เราบอกว่าเป็นชาติสุดยอดของเราการสอนเต็มภูมิ เปิดออกหมดธรรมะตั้งแต่พื้น ๆ จนกระทั่งทะลุผึงเลย เราพูดจริง ๆ เราไม่ได้อัดได้อั้นในการสอนโลก แล้วแต่โลกที่จะมาในแง่ใดแบบใด ควรจะเป็นประโยชน์หนักเบามากน้อยอย่างไร ทางนี้จะออกรับกัน ๆ ๆ

สมมุติว่านี่ถังใหญ่ เอ้า.เปิดทางไหนน้ำ ถ้าไม่มีน้ำเปิดเท่าไรก็ไม่ออก ถ้ามีน้ำเอ้า.เปิดตรงไหนเปิด คว่ำเลยออกหมดเลย เรื่องธรรมก็เหมือนกัน ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้วแบบนั้นละ เอ้า.เปิดตรงไหนออกเลย ถ้าสมควรจะเป็นประโยชน์แล้วออกรับ ๆ ถ้าไม่เป็นประโยชน์ดึงก็ไม่ออก เป็นอย่างนั้นนะธรรม นี่เราก็ได้เปิดให้โลกฟังมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มสุดทุกอย่าง ๆ เรียกว่า สุดสิ้นของเราแล้ว ตายแล้วไปนี้จะไม่มาตายกองกันอีก เราบอกชัด ๆ ประจักษ์อยู่ในนี้แล้วจะไปถามใคร สนฺทิฏฺฐิโก พระพุทธเจ้าสอนว่ายังไง ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะเป็นผู้รู้เองเห็นเองตัดสินตัวเอง ถ้าลงยังไปถามพระพุทธเจ้าอยู่ ธรรมะที่ประทานไว้นี้ก็ไม่มีความหมายใช่ไหมล่ะ นี่สอนกันขนาดนั้นแล้ว พอผางขึ้นไปนี้ เหอ ขึ้นทันทีเลย อย่างพูดเมื่อวาน เหอ ขึ้นทันทีเลย เราวัดรอยพระพุทธเจ้าที่ไหน มันผางออกมาเลยเต็มเหนี่ยว เป็นอย่างนั้นนะ

เมื่อวานนี้ได้ทองคำ ๔ บาท ดอลลาร์ ๑๒๖ ดอลล์ ทองคำที่ได้ทั้งหมดเวลานี้ ทั้งที่มอบคลังหลวงแล้วและยังไม่ได้มอบเป็นทองคำ ๔,๗๔๗ กิโล เรียกว่า ๔ ตันกับ ๗๔๗ กิโล กรุณาทราบตามนี้ เราจะค่อยไต่เต้าไปนี้เรื่อย ๆ เอาให้สมบูรณ์พูนผลเมืองไทยเราไม่ให้เสียเกียรติ ในการนำชาติคราวนี้ออกทั้งชาติทั้งศาสนาพร้อมกันเลยอุ้มเมืองไทยเราทั้งชาติ ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นไปได้ไม่สงสัย เอาละทีนี้จะให้พร

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก