อย่าหลงกลกิเลส
วันที่ 10 ธันวาคม 2541
สถานที่ : วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก กทม.
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก กทม.

เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๑

อย่าหลงกลกิเลส

ตะกี้นี้ประกาศขอรับศีล การรับศีลต้องเป็นไปด้วยเจตนา การรับศีลมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน ท่านพุทธศาสนิกชนอาจจะไม่ทราบได้ จึงเอะอะก็ มยํ ภนฺเต มยํ ภนฺเต ส่วนจำเป็นอย่างอื่นไม่ค่อยกล่าวถึง แต่เวลานี้เป็นพิธีก็จะนำว่าให้ศีลตามประเพณี หลักของการรักษาศีล สมาทานศีลนั้นมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน เช่น มยํ ภนฺเต นี้เรียกว่าขอให้พระท่านเป็นประธาน เป็นสักขีพยานในการพูดตามท่าน เช่น ปาณาติปาตา เวฯ ก็พูดตามท่านไป นี้เพื่อเป็นพยานของเราให้แน่นหนามั่นคงขึ้นไป การรักษาศีลจะไม่ได้ด่างพร้อยขาดสูญไปเสีย

อันหนึ่งเจตนาวิรัติ มีความงดเว้นด้วยเจตนาว่าจะรับศีลแล้วก็เป็นศีลขึ้นมา ดังข้อสมาทานศีลเป็นศีลขึ้นมาด้วยกัน สัมปัตตวิรัติ ได้แก่ งดเว้นเฉพาะหน้า เห็นสัตว์ที่จะควรฆ่า สิ่งของที่จะควรขโมยเป็นต้น แต่ไม่ทำ งดเว้นเสีย นี่ก็เรียกว่าสัมปัตตวิรัติของศีลข้อหนึ่ง สมุทเฉจวิรัติแยกออกไป ๒ ประเภท ตั้งเจตนาวิรัติตั้งแต่บัดนี้ เช่นวันนี้เป็นต้นต่อไปอย่างเด็ดขาด จะไม่ทำลายศีลของตนแม้ข้อเดียว อย่างนี้ก็เป็นศีลขึ้นมา

ศีลประเภทหลักธรรมชาติที่ว่าสมุทเฉจวิรัติ อันนี้หมายถึงศีลของพระอริยเจ้า ตั้งแต่ขั้นพระโสดาบันขึ้นไป ท่านจะมีหิริโอตตัปปะประจำใจเลย สมาทานไม่สมาทาน หลักธรรมชาติตายตัวที่ท่านจะงดเว้นในสิ่งที่จะเป็นข้าศึกต่อศีล ๕ ข้อนี้ ท่านจะปฏิบัติอย่างเคร่งครัด นี่เรียกว่าศีลในหลักธรรมชาติของพระอริยเจ้าท่าน กรุณาพี่น้องชาวพุทธทั้งหลายได้ทราบตามนี้ด้วย จะได้ไม่สงสัยว่าวันนี้ไม่ได้รับศีลกับพระท่าน วันนี้รับศีลไม่ทันบ้างอะไรเหล่านี้ ศีลอยู่กับเราทุกคน ให้ต่างคนต่างเจตนารักษาแล้วก็แล้วกัน ก็เป็นศีลขึ้นมา ๆ

ต่อไปนี้จะให้ศีลตามที่อาราธนา ขอพระเป็นสักขีพยาน ไม่ใช่พระท่านให้ศีลนะ ท่านเป็นสักขีพยานแห่งการรักษาศีลของเราเท่านั้น แล้วศีลจะเป็นของเราขึ้นมาเมื่อเราปฏิบัติตนตามที่ขอท่านให้เป็นพยานแล้ว รักษาศีลตามข้อนั้น ๆ ของศีลก็จะเป็นศีลขึ้นมาโดยสมบูรณ์

วันนี้เป็นมหามงคลแก่พี่น้องชาวไทยเราทั้งหลายที่ได้มารวมในสถานที่นี่ โดยมีท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสเป็นประธาน เป็นผู้นำในการชักชวนพี่น้องชาวไทยทั้งหลาย ให้ร่วมกันมาบริจาคทานเพื่อชาติ มีทองคำ ดอลลาร์ เงินสด เป็นสำคัญ ที่เป็นสมบัติจะช่วยชาติของเราให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ในคราวนี้ อาศัยพี่น้องทั้งหลายในชาติไทยของเราทั้งชาตินี้แล จะเป็นผู้อุ้มชูชาติไทยของเราขึ้นได้ นอกจากชาติไทยของเราแล้ว จะเป็นชาติใดก็ตาม นั่นเป็นส่วนหนึ่งจากชาติไทยของเรา ความรับผิดชอบอยู่ในชาติไทยของเราด้วยกัน จะทุกข์จะมีดีจนประการใด เราเป็นคนไทยเกี่ยวโยงกันทั้งชาติ ย่อมมีความกระทบกระเทือนถึงกันอยู่โดยดี

เวลานี้ก็เป็นเวลาที่บ้านเมืองของเรากำลังอัตคัดขัดสนจนตรอกจนมุม เต็มไปด้วยทุกข์อยู่ทุกทั่วหน้ากัน จึงต้องได้ช่วยกันขวนขวายเพื่อช่วยชาติของเราให้กระเตื้องขึ้นมาเป็นลำดับ อย่างน้อยพอทรงตัวได้ มากกว่านั้นให้สมบูรณ์พูนผลด้วยกำลังแห่งชาติไทยของเรา เวลานี้ชาวเมืองนอกเพื่อนบ้านเขากำลังจ้องมองมาดูชาติไทยของเรา ว่ากำลังช่วยตัวเองเต็มกำลังความสามารถอย่างนี้

พวกเราทั้งหลายซึ่งเป็นชาวไทย จึงควรจะต้อนรับสายตาของเขาด้วยความสง่างามของเรา จากความรักชาติของเรา จากความเสียสละของเรา จากความเข้มแข็งของเรา จากความอดทนของเราทุกด้าน ที่จะทำหรืออุ้มชูชาติไทยของเราขึ้นให้เป็นความสง่าราศีแก่ชาติของตน เพื่อพี่น้องต่างชาติทั้งหลายเขาจะไม่ผิดหวัง และชี้หน้าด่าทอชาวไทยเราว่าไม่เป็นท่า เหลวแหลกแหวกแนวไปอย่างนี้ ให้เขาได้มีความยิ้มแย้มแจ่มใสอนุโมทนากับชาติไทยของเรา ที่เรียกว่าประกาศตนก็ได้ โดยมีหลวงตาบัวเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลาย เพื่ออุ้มชูชาติไทยของเรา

เราไม่สะทกสะท้านกับท่านผู้ใด เราจึงกล้าพูดว่าเราเป็นผู้นำของพี่น้องชาวไทยเราด้วยความสมัครใจ ด้วยความเมตตาสงสารห่วงใยชาติไทยของเราเป็นอย่างมากที่สุด โดยลำพังของตัวเองแล้วไม่มีอะไรติดข้องภายในจิตใจ อิ่มพอทุกอย่างแล้ว พูดถึงเรื่องการบำเพ็ญศีลธรรม เราอุตส่าห์พยายามตั้งแต่วันอุปสมบทมาจนกระทั่งบัดนี้ ไม่เคยได้ตำหนิติเตียนว่าศีลของตนด่างพร้อย หรือขาดทะลุไปด้วยเจตนาอันลามก ล่วงเกินสิกขาบทนั้น ๆ อย่างนี้ไม่เคยมี เป็นความภาคภูมิใจในการปฏิบัติต่อศีลธรรมของเรา

แล้วก็ก้าวเข้าสู่การบำเพ็ญสมณธรรมเพื่อชำระกิเลสตามทางแห่งศาสดา มีความมุ่งหวังต่อมรรคผลนิพพานอย่างแรงกล้า ที่ทรงแสดงไว้แล้วอย่างไร เป็นที่ถึงใจในความเชื่อแห่งธรรมที่ทรงแสดงไว้แล้วนั้น ได้บำเพ็ญตนเต็มสติกำลังความสามารถ พูดเรื่องศีลก็ภาคภูมิใจ พูดเรื่องสมาธิก็ภาคภูมิใจ สมาธิเป็นสมบัติของตนเต็มหัวใจไม่สงสัย

พูดถึงเรื่องปัญญาตามกำลังความสามารถแห่งปัญญาแก้กิเลสทุกประเภท เราก็ไม่สงสัย ว่ากิเลสตัวใดได้เล็ดลอดออกไปจากสายตาแห่งปัญญาของเรา สติของเรา ที่ชำระสะสางหรือเผาผลาญมัน มีร่อยหรออยู่ที่ตรงไหนภายในจิตใจของเรานี้ ไม่ปรากฏเลย เป็นที่ภูมิใจในปัญญาประเภทนี้ จนถึงขั้นที่ท่านแสดงไว้ว่า ภาวนามยปัญญา ก้าวขึ้นสู่มหาสติมหาปัญญา ซึ่งเราเคยเรียนในทางปริยัติมาแต่ก่อน ก็ไม่เข้าใจว่าภาวนามยปัญญาเป็นอย่างไร เพราะท่านเพียงบอกไว้เฉย ๆ ว่าปัญญาเกิดขึ้นได้ ๓ ทาง

ทางหนึ่ง สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการได้ยินได้ฟังหนึ่ง

จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการคิดอ่านไตร่ตรองหนึ่ง

ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนาล้วน ๆ ข้อนี้เป็นข้อสำคัญมาก ส่วนสุตมยปัญญากับจินตามยปัญญานั้นพอด้นพอเดาพอคิดคาดคะเนได้บ้าง สำหรับภาวนามยปัญญาแล้วมืดแปดทิศแปดด้าน ทั้ง ๆ ที่จำได้ว่าภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนาล้วน ๆ เมื่อปฏิบัติไปถึงขั้นปัญญานี้แล้ว จึงปรากฏเด่นขึ้นภายในจิตใจ เริ่มต้นตั้งแต่ปัญญาที่ล้มลุกคลุกคลานในการแก้กิเลสเป็นลำดับลำดา จนก้าวขึ้นสู่ภาวนามยปัญญา

ปัญญาประเภทนี้เป็นประเภทที่หมุนตัวไปเองในจิตตภาวนาล้วน ๆ โดยไม่ต้องอาศัยการได้ยินได้ฟังได้พบได้เห็นอันใด มาเป็นข้ออรรถข้อธรรมให้คิดอ่านไตร่ตรองขึ้นมาในขณะนั้นก็ตาม หากเป็นขึ้นภายในจิตใจล้วน ๆ เป็นสติ เป็นปัญญา หมุนกับกิเลส ฆ่ากิเลสไปโดยลำดับภายในหัวใจดวงนี้แล เช่นเดียวกับกิเลสมันทำงานโดยอัตโนมัติของมัน

กิเลสเป็นธรรมชาติที่ทำงานบนหัวใจสัตว์โดยอัตโนมัติของตน ความโลภไม่ต้องมีผู้ใดสอน โลภได้ด้วยกันทั้งสัตว์ทั้งบุคคล ความโกรธ ความเคียดแค้น ซึ่งเป็นกิเลสแต่ละประเภท ๆ ไม่ต้องมีใครเสี้ยมใครสอน ไม่ต้องมีครูมีอาจารย์ ยิ่งมีผู้เสี้ยมสอนด้วยแล้วยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอีกมากมายก่ายกองอย่างรวดเร็ว นี่ก็เป็นหลักธรรมชาติของมันเอง ไม่ต้องมีใครสอนก็เป็นไปเองอย่างนั้น

ราคะตัณหามีอยู่กับสัตว์ทุกรูปทุกนาม ไม่ต้องมีใครเสี้ยมใครสอน ความรักความกำหนัดยินดี ซึ่งเป็นธรรมชาติที่สืบพันธุ์ให้สัตวโลกต่อเนื่องกันมาด้วยความเกิดแก่เจ็บตาย เพราะอำนาจแห่งราคะตัณหานี้ หากเป็นมาเองเป็นอัตโนมัติของตนเอง ไม่ต้องไปร่ำไปเรียนที่ไหนมันก็เป็นของมันเอง นี่คือกิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์ เป็นหลักธรรมชาติของมันเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมีใครไปเสี้ยมไปสอนไปติดเครื่องให้มัน เครื่องของมันก็เดินของมันได้เอง

ไม่มีคำว่าเฒ่าแก่ชราคร่ำคร่าแล้วก็ล้มหายตายจากกันไป เหมือนสัตวโลกทั้งหลายที่ล้มหายตายจากกันเกลื่อนโลกธาตุอยู่นี้ ส่วนกิเลสไม่ปรากฏว่าได้เผาศพกิเลสอยู่ที่ตรงไหน ๆ เลย เพราะมันไม่ตาย มันติดแนบอยู่กับหัวใจของสัตวโลก ไม่มีวัย ไม่มีคำว่าชราคร่ำคร่าอ่อนเปลี้ยเสียแข้งเสียขาเสียอวัยวะ ทำงานเพื่อวัฏจักรต่อจิตใจของสัตวโลกไม่สะดวกอย่างนี้ไม่เคยมี มีแต่ความหมุนติ้วอยู่ภายในของตัวเอง ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่คือกิเลสทำงานโดยหลักธรรมชาติของตนเองบนหัวใจสัตว์ทั้งหลายทุกประเภทไป โดยไม่ต้องมีใครแนะนำสั่งสอนก็เป็นอัตโนมัติของมัน

ทีนี้เมื่อสติปัญญาขั้นภาวนามยปัญญา ได้ปรากฏขึ้นภายในจิตใจของท่านนักปฏิบัติ เฉพาะอย่างยิ่งนักจิตตภาวนาแล้ว ความเคลื่อนไหวของสติปัญญาเพื่อฆ่ากิเลสนี้จะค่อยหมุนตัวไปเอง กิเลสตัวใดก็ตามไม่เคยรู้เคยเห็น ก็จะมาผ่านมาสัมผัสกันที่ภาวนามยปัญญา จะฟาดฟันหั่นแหลกแตกกระจัดกระจายไปโดยลำดับลำดา โดยอัตโนมัติของสติปัญญาขั้นนี้เหมือนกัน นี่เรียกว่าธรรมได้เริ่มก้าวเดินแล้วเพื่อวิวัฏจักร

วัฏจักรนั้นหมายถึงกิเลส มันก้าวเดินภายในจิตใจของสัตวโลกโดยอัตโนมัติของมันเอง พอก้าวถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัตินี้เป็นก้าวที่เริ่มในการหมุนตัวโดยอัตโนมัติของตน เพื่อฆ่ากิเลสประเภทต่าง ๆ ไปโดยลำดับลำดา จนมีความคล่องแคล่วแกล้วกล้าในการฆ่ากิเลสประเภทต่าง ๆ ไปโดยลำดับ หลังจากนั้นก็ก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญา ไม่ต้องไปศึกษาเล่าเรียนจากใคร

สำคัญอยู่ที่จิตตภาวนาที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ว่า สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส. สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา. ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ. สมาธิเมื่อศีลอบรมแล้วย่อมเป็นเครื่องอบอุ่น ไม่ระแคะระคายในการปฏิบัติล่วงเกินพระวินัยของตน แล้วปัญญาเมื่อสมาธิอบรมและหนุนหลังแล้วย่อมเดินได้คล่องตัว จิตเมื่อปัญญาอบรมซักฟอกเรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว ย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ

นี่เราพูดถึงเรื่องธรรม เรื่องปัญญา ถึงขั้นมหาสติมหาปัญญาที่หนุนมาจากภาวนามยปัญญาแล้ว จะเป็นสติปัญญาอันเกรียงไกรรวดเร็ว สติปัญญาขั้นแรกเป็นสติปัญญาผาดโผนโจนทะยาน ฆ่ากิเลสประเภทที่เหนียวแน่นที่สุดที่โลกทั้งหลายยอมจำนนต่อมันตลอดมานั้น ได้แก่กามราคะ กามราคะนี้กับสติปัญญาขั้นนี้จะต้องผาดโผนโจนทะยานฟาดฟันหั่นแหลกกัน บางทีถึงกายไหวก็มี เพราะอำนาจแห่งสติปัญญาทำงานอย่างแก่กล้าสามารถกับราคะตัณหา จนกระทั่งราคะตัณหาได้ขาดสะบั้นลงจากใจโดยไม่ต้องไปถามใคร หากรู้เองสำหรับผู้ปฏิบัติ

จากนั้นแล้วปัญญาขั้นต่อไปก็หมุนตัวเป็นปัญญาขั้นกลางขึ้นไป ภาวนามยปัญญาจะก้าวเดินตั้งแต่กามกิเลสกามตัณหานี้รุนแรง ปัญญาขั้นนี้รุนแรงมาก ขั้นกลางต่อไปก็เป็นภาวนามยปัญญาเรื่อยไป แล้วสังหารกิเลสภายในจิตใจของตัวเองไปตลอดสายโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมีการบังคับบัญชา ที่ว่าความขี้เกียจขี้คร้านความท้อแท้อ่อนแอ ความว่าเป็นผู้มีนิสัยวาสนาน้อย ไม่มีบุญมีกุศลพอจะสร้างบุญสร้างกุศลนั้นหายหน้าไปหมด เหลืออยู่แต่ภายในจิตใจที่จะให้หลุดพ้นโดยถ่ายเดียวเท่านั้น

เพราะเห็นโทษของกิเลสก็เห็นอย่างถึงใจ และฆ่ากันอย่างถึงใจ เห็นคุณค่าของสติปัญญาธรรมก็เห็นอย่างถึงใจ หมุนกันตลอดเวลาไม่มีอิริยาบถ ยืนก็เป็นความเพียรอัตโนมัติ เดินก็เป็นความเพียรอัตโนมัติ นั่งก็เป็นความเพียรอัตโนมัติ นอนเว้นแต่หลับเท่านั้นก็เป็นความเพียรอัตโนมัติ ของสติปัญญาอัตโนมัติและมหาสติมหาปัญญาทำงานภายในจิตใจ เพื่อแก้กิเลส หมุนกลับคืนให้หมด กิเลสหมุนมัด ๆ เข้าเท่าไรสติปัญญาขั้นนี้จะหมุนกลับตัว ๆ เป็นอัตโนมัติ

กิเลสทำงานเป็นอัตโนมัติฉันใด สติปัญญาแห่งธรรมทั้งหลาย ถึงขั้นที่หมุนตัวเป็นเกลียวและหมุนตัวกลับแล้วก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่ต้องมีการบังคับบัญชากัน หากหมุนตัวไปเอง นอกจากจะได้รั้งเอาไว้ เพราะความเพียรประเภทนี้เป็นความเพียรที่กล้าสาหัสที่สุด เมื่อกิเลสยังไม่ขาดสะบั้นออกจากใจเมื่อไรแล้ว สติปัญญาขั้นนี้จะถอยตัวไม่ได้ หมุนติ้วตลอดเวลา จนกระทั่งถึงกิเลสขั้นละเอียดขนาดไหน สติปัญญาขั้นนี้ก็เป็นเหมือนไฟได้เชื้อ

กิเลสเหมือนเชื้อไฟ กิเลสอย่างหยาบ สติปัญญาก็เป็นไฟอันหยาบ คือกิเลสอย่างหยาบหมายถึงเชื้อไฟขั้นหยาบ สติปัญญาขั้นนี้ก็แสดงเปลว คือความตบต่อยกันอย่างสะบั้นหั่นแหลก กิเลสประเภทกลางลงไป สติปัญญาประเภทกลางก็ไหลซึมกันไปเรื่อย ๆ เหมือนน้ำซับน้ำซึมไหลรินทั้งแล้งทั้งฝน ยืนเดินนั่งนอนไม่มี มีแต่ฆ่ากิเลสไปโดยลำดับลำดาของนักภาวนา จนกระทั่งกิเลสละเอียดขนาดไหน นั้นแลเรียกว่าเชื้อไฟละเอียดขนาดนั้น สติปัญญาเรียกว่ามหาสติมหาปัญญายิ่งมีความสามารถแกล้วกล้า มีความละเอียดลออแหลมคมซึมซาบตามกันไปหมด เผาไหม้แหลกไปโดยลำดับลำดา

จนกระทั่งกิเลสที่สุดยอดที่ท่านเรียกว่าอวิชชา ๆ ที่เราเรียนในตำรับตำรามาทุกขั้นทุกตอนของกิเลสนั้น สติปัญญาจะตามต้อนกันเข้าไป เผาไหม้กันเข้าไปโดยลำดับ จนกระทั่งถึงวัฏจักรอันยิ่งใหญ่ที่ครองโลกธาตุ ให้สัตว์ทั้งหลายได้เกิดแก่เจ็บตายอยู่ไม่หยุดไม่ถอยนั้น คือ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา มหาสติมหาปัญญาสังหารกันแหลกแตกกระจัดกระจายลงจากจิตใจ ประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่ม ระหว่างกิเลสกับจิตขาดสะบั้นลงจากกันเท่านั้นก็ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว บัดนี้ความเกิดอีกของเราไม่มีแล้ว เพราะกิเลสตัวทำให้เกิดให้ตายตั้งป่าช้าตั้งกองทุกข์แก่สัตว์ทั้งหลาย ได้ขาดสะบั้นลงไปแล้วจากจิตใจ บัดนี้ความเกิดตายของเราไม่มีอีกแล้ว

ดังพระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงแก่เบญจวัคคีย์ทั้งห้าว่า ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ความรู้ความเห็นอันเลิศเลอได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความหลุดพ้นจากการเกิดแก่เจ็บตายของเราไม่มีการกำเริบอีกแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ตั้งแต่บัดนี้ต่อไปเราจะไม่กลับมาเกิดตายอีกแล้ว นี่ท่านประกาศให้เบญจวัคคีย์ทั้งห้าฟัง

ขณะนั้นพระอัญญาโกณฑัญญะได้รู้เห็นธรรม ในกระแสธรรมขั้นปฐมมรรคว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดก็ตามเกิดแล้วดับทั้งนั้น ด้วยความอุทานของพระอัญญาโกณฑัญญะ เมื่อจบการแสดงพระธรรมจักรลง พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานออกรับพระอัญญาโกณฑัญญะว่า อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ พระอัญญาโกณฑัญญะผู้เจริญได้รู้แล้วหนอ ๆ นั้นหมายถึงว่าได้สักขีพยานแห่งการสั่งสอนโลกเป็นคนแรกแล้ว

ธรรมที่กล่าว ๔ บทนี้ คือ ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ หนึ่ง อกุปฺปา เม วิมุตฺติ หนึ่ง อยมนฺติมา ชาติ หนึ่ง นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว หนึ่ง ที่กล่าวผ่านมาทั้งหมดนี้ได้เต็มในหัวใจแล้วตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ บนวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร เวลา ๕ ทุ่มพอดี เป็นวันข้าศึกศัตรูมหาภัยคือกิเลสทั้งปวง ได้ขาดสะบั้นลงจากใจไม่มีสิ่งใดเหลือแล้วตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ ได้ครองบรมสุขตั้งแต่บัดนั้นมาจนบัดนี้ ไม่ปรากฏเลยว่าทุกข์เท่าเม็ดหินเม็ดทรายได้ผ่านเข้ามาในดวงใจของเรานี้ เพราะกิเลสสร้างขึ้นมาอย่างนี้ไม่เคยปรากฏ

ก็มีเหลืออยู่เพียงธาตุขันธ์ที่เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา ก็เป็นเรื่องของธาตุของขันธ์ ไม่สามารถจะซึมซาบจิตที่พอตัวนั้นได้อีกแล้ว ได้ครองธรรมประเภทนั้นมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ ประกาศก้องขึ้นภายในจิตใจประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่ม แล้วก็ลงมาแนะนำสั่งสอนประชาชนญาติโยมพระเณรเรื่อยมา และทำประโยชน์เรื่อยมา แบบทำอยู่ใต้ดิน ไม่โฆษณาว่ากล่าวบอกใครทั้งนั้น ใครจะมาขอข่าวขอคราวอะไรไปลงหนังสือพิมพ์หรือทางไหนก็ตาม เราไม่ให้ไปเกี่ยวข้องกับเรา เราทำไปตามอัธยาศัยของเรา เรียกว่าทำอยู่ใต้ดิน ไม่มีใครรู้เราว่าทำอะไรต่ออะไร

จนกระทั่งมาปี ๒๕๔๑ นี้เหตุการณ์บ้านเมืองของเรายิ่งนับวันเปลี่ยนแปลงลงไปโดยลำดับในทางต่ำ เราทนอยู่ไม่ได้ จึงได้อุตส่าห์พยายามหมุนตัวออกมา ช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยของเรา ด้วยความเมตตาสงสารล้วน ๆ ด้วยความอุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกายมา เวลานี้อายุก็ได้ ๘๕ ปีเต็มแล้วกับอีก ๓ เดือน จึงแก่ชราคร่ำคร่ามาก อุตส่าห์ลากถูกันมาดังที่มาเยี่ยมพี่น้องชาวไทยทั้งหลายเวลานี้ ก็มาด้วยความตะเกียกตะกายที่เต็มไปด้วยความเมตตาล้วน ๆ ต่อการอุ้มชาติไทยของเรา

จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า หลวงตาบัวมาคราวนี้ก็ดีคราวใดก็ดีในปีที่ช่วยชาตินี้ กระดิกพลิกแพลงไปทางไหนมีแต่กิริยาท่าทางที่จะอุ้มชาติไทยของเราทั้งนั้น เพราะฉะนั้นกิริยาท่าทางที่แสดงออกทาง ที.วี. ทางไหนก็ตาม จะเป็นเรื่องขึงขังตึงตังเข้มข้นดุเดือดขนาดไหนก็ตาม ขอให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายได้ทราบเอาไว้ว่า นี้คือธรรมออกสนามรบ รบกับความจนแห่งชาติไทยของเรา

ธรรมออกสนามรบ ธรรมขึ้นเวที มีแต่ธรรมล้วน ๆ ออกแสดงทุกแง่ทุกมุม คล้ายคลึงกันกับกิเลสออกลวดลายของมัน เหตุที่ธรรมออกลวดลายคล้ายคลึงกันกับกิเลสนั้นเพราะอะไร เพราะกิเลสเป็นเจ้าของของธาตุขันธ์ คือรูปกายเหล่านี้ กิริยาแสดงออกเป็นกิริยาของกิเลสทั้งนั้น ตามปกติที่กิเลสยังครองหัวใจอยู่ เมื่อกิเลสได้วอดวายลงไปหมดแล้วธรรมขึ้นแทนที่ นำเครื่องมือของกิเลสนี้มาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับธรรม ธรรมไม่มีเครื่องมือเป็นเจ้าของ จึงต้องอาศัยธาตุขันธ์นี้ซึ่งเป็นเครื่องมือของกิเลสมาดั้งเดิมมาแสดง กิริยาท่าทางจึงเป็นเหมือนกัน เพราะเครื่องมืออันเดียวกัน ต่างแต่ว่ากิเลสกับธรรมเท่านั้น

ที่นำมาออกสนามขึ้นเวทีเวลานี้เอาธรรมออกมา ไม่ใช่เอากิเลสออกมา เอาความเมตตาธรรมล้วน ๆ ออกมาแสดงแก่พี่น้องทั้งหลายด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยเมตตา ไม่มีอะไรแฝง แม้กิเลสตัวเดียวเท่าเม็ดหินเม็ดทรายที่จะมาแทรกในกิริยามารยาท กิริยาท่าทางที่แสดงขึงขังตึงตังผาดโผนโจนทะยาน นั้นเป็นกิริยาของธรรม เป็นพลังของธรรมล้วน ๆ ไม่ใช่เป็นกิริยาของกิเลส จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายทราบเอาไว้ว่า ธรรมออกสนามท่านออกอย่างนี้แล ไม่มีกิเลสตัวใดเข้ามาแฝง เพราะหัวใจไม่มีกิเลสแล้ว หัวใจเป็นธรรมล้วน ๆ หัวใจบริสุทธิ์พุทโธเต็มเหนี่ยว

การช่วยพี่น้องทั้งหลายนี้ก็ช่วยเป็นครั้งสุดท้ายในสังขารร่างกาย ต่อนี้ไปสังขารร่างกายก็จะชำรุดทรุดโทรมลงไปจะช่วยไม่ได้แล้ว อันดับที่สอง ชาตินี้ก็เป็นชาติสุดท้ายของเรา จะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว เพราะธรรม ๔ ประเภทที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่เบญจวัคคีย์ทั้งห้านั้นได้เต็มแล้วในหัวใจ ไม่ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าพระองค์ตรัสรู้ธรรมตรัสรู้อย่างไร รู้ธรรมเห็นธรรม กิเลสสิ้นไปจากใจท่านสิ้นไปอย่างไร นิพพานที่ว่าสอุปาทิเสสนิพพานนั้นเป็นอย่างไร เต็มอยู่ในหัวใจนี้แล้ว จึงไม่ทูลถามพระพุทธเจ้า สมกับพระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทขั้นสุดยอดให้ว่า สนฺทิฏฺฐิโก คำว่า สนฺทิฏฺฐิโก นั้นคือต้องรู้เองเห็นเอง

นี่ศีลของเราบริสุทธิ์เราก็รู้เองเห็นเองในหัวใจของเรา สมาธิเราได้เต็มภูมิเราก็รู้ในหัวใจของเราด้วย สนฺทิฏฺฐิโก ปัญญาขนาดไหนที่เรานำมาฟาดฟันกิเลสจนขาดสะบั้นจากหัวใจ ไม่มีกิเลสตัวใดเหลือหลออยู่เลย นี้เราก็ประจักษ์ในหัวใจของเราแล้ว ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า ความขาดสะบั้นลงไปแห่งกิเลส พร้อมกับจิตที่บริสุทธิ์พุทโธผ่านพ้นขึ้นมาก็เป็น สนฺทิฏฺฐิโก เราประจักษ์แล้วในหัวใจของเราด้วย สนฺทิฏฺฐิโก จึงไม่ไปทูลถามพระพุทธเจ้า สมกับที่ประทานพระโอวาทให้ว่า สนฺทิฏฺฐิโก พระพุทธเจ้าสอนธรรมบทใดขั้นใดก็ตาม สอนเพื่อให้เจ้าของปฏิบัติแล้วให้รู้เองเห็นเองนั้นแลจะเป็นที่แน่ใจ

นี่เราก็ปฏิบัติเต็มกำลังความสามารถของเรา ตั้งแต่วันก้าวออกสู่เวทีฟัดกับกิเลสเป็นเวลา ๙ ปีเต็ม ไม่มีลดหย่อนอ่อนข้อกันเลย ระหว่างกิเลสกับเราถ้าเป็นนักมวยแล้ว ใน ๙ ปีนั้นไม่มีกรรมการแยกมวย ไม่มีการให้น้ำ กิเลสเก่งให้กิเลสครองเวทีคือหัวใจของเรา ถ้าธรรมของเราเก่งก็ให้กิเลสตกเวทีลงไป ความบริสุทธิ์พุทโธครองหัวใจเรามีเท่านั้น นี่ก็ได้ทำเต็มกำลังความสามารถ ธรรมประเภทที่กล่าวมานี้ก็เต็มในหัวใจแล้ว จึงไม่ทูลถามพระพุทธเจ้า เพราะธรรมเป็น อกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา เหมือนกันกับกิเลสมันเป็น อกาลิโก ไม่มีสถานที่เวล่ำเวลาอิริยาบถใด ๆ ทั้งนั้น

ทำให้เกิดกิเลสเมื่อไรเกิดได้ทั้งนั้น นี้บำเพ็ญธรรมให้เกิด ทำเมื่อไรทุกขั้นของธรรมเกิดได้ทั้งนั้น ทั้งพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่และปรินิพพานไปแล้ว ธรรมเป็นมัชฌิมา เป็นศูนย์กลางต่อมรรคผลนิพพานอยู่เสมอ ศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ตั้งแต่สมัยนั้นถึงสมัยนี้ ขอให้มีผู้ปฏิบัติตามหลักธรรม ที่เรียกว่าสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้วนี้เถิด คำว่าตรัสไว้ชอบก็คือตรัสไว้เพื่อมรรคผลนิพพาน การดำเนินให้ดำเนินตามทางที่ศาสดาทรงแสดงไว้แล้ว จะก้าวเข้าไปสู่ตามจุดนั้น ๆ ที่ทรงแสดงไว้แล้วเหมือนกัน จนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น ไม่จำเป็นจะต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า จะเป็นผู้ครองธรรมนั้น เรียกว่าปฏิเวธ

ปริยัติได้แก่การศึกษาเล่าเรียนตามตำรับตำราตามแบบตามแผน อันเป็นเหมือนกับแบบแปลนแผนผังที่เราจะสร้างบ้านสร้างเรือน เมื่อศึกษาเล่าเรียนได้แล้ว เป็นแบบแปลนแผนผังขึ้นมาแล้วก็เริ่มการปลูกสร้าง จะปลูกสร้างตึกรามบ้านช่องขนาดไหน กี่ห้องกี่หับ มีสำเร็จเรียบร้อยแล้วในแปลนนั้น แล้วยกแปลนนั้นออกมากางแล้วสร้างบ้านสร้างเรือน บ้านเรือนก็จะค่อยปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาโดยลำดับลำดา จนกระทั่งถึงขั้นสมบูรณ์พูนผล ปฏิเวธธรรมก็คือได้แก่ความสมบูรณ์แล้วในผลของตน

นี่ก็เหมือนกัน การบำเพ็ญ ปริยัติเรียนมาอย่างนี้แล้วให้ปฏิบัติ เอ้า ท่านสอนว่าอย่างไรให้ปฏิบัติตามที่ท่านสอน สอนเรื่องสมาธิก็บำเพ็ญตามสมาธิภาวนา ดังที่ท่านสอนไว้แล้วในกรรมฐาน ๔๐ ห้อง นี่เป็นหลักสำคัญมากในแนวทางที่เราจะบำเพ็ญตาม เช่นภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ หรืออานาปานสติ บทใดก็ตาม เรียกว่าภาคปฏิบัติ ความสงบร่มเย็นจะปรากฏขึ้นที่ใจของผู้ปฏิบัติ เริ่มแรกตั้งแต่จิตเริ่มสงบก็จะรู้ขึ้นที่ใจ เรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก จะปรากฏขึ้นเป็นผลขึ้นมาเป็นปฏิเวธ คือความรู้แจ้งในสมาธิของตนเป็นลำดับลำดา

คำว่าปฏิเวธนี้แสดงผลขึ้นมาเป็นลำดับลำดา ตั้งแต่ขั้นเริ่มแรกแห่งความมีศีลแล้ว ความมีสมาธิ ความมีปัญญา จนกระทั่งถึงความหลุดพ้น เป็นปฏิเวธเป็นลำดับลำดา จนกระทั่งถึงปฏิเวธขั้นรู้แจ้งแทงทะลุไปหมดไม่มีสิ่งใดสงสัยแล้ว นั้นเรียกว่าปฏิเวธอันสมบูรณ์ จากธรรมของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้แล้ว คงเส้นคงวาหนาแน่นไม่เคลื่อนคลาดไปไหน ปัจจุบันนี้ก็เป็นอย่างนี้ ถ้าใครปฏิบัติตามอรรถธรรมของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วนั้น ก็จะเป็นผู้ครองมรรคผลนิพพานตลอดไป เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่

นี่พวกเราทั้งหลายก็เป็นลูกชาวพุทธ ขอให้สร้างหลักใจขึ้นภายในจิตใจของตน อย่าเหลวแหลกแหวกแนวไปตามกิเลสเสียทุกแง่ทุกมุม จะเป็นความเหลวไหล จิตใจมีแต่ความขุ่นมัวมั่วสุมไปกับกิเลส เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้อยู่ทุกแห่งทุกหนทุกผู้ทุกคน บ้านเมืองว่าเจริญ ๆ สิ่งนั้นเจริญสิ่งนี้เจริญ มันเจริญด้วยอิฐด้วยปูนด้วยหินด้วยทรายไปเสียทั้งนั้น ความเจริญทางด้านจิตใจไม่ปรากฏ ใครอยู่ที่ไหนมีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้หัวใจตลอดเวลา เรียนมาสูงต่ำมากน้อยเพียงไรก็ตาม มีแต่ชื่อแต่เสียงมีแต่ลมปากเท่านั้น ส่วนจิตกับกิเลสมันเผากันอยู่ภายในจิตใจ ไม่มีใครดู ไม่มีใครมอง มองแต่ภายนอก อันนั้นเจริญอันนี้เจริญ ส่วนจิตใจมีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้นั้น เพราะไม่มีธรรมเข้าเป็นน้ำดับไฟ

เราจึงควรหมุนจิตของเราเข้าสู่ธรรม สมกับว่าเราเป็นชาวพุทธ คำว่าชาวพุทธคือลูกศิษย์ตถาคต ดำเนินตามครูบ้างพอสมควร เราเป็นฆราวาส ธรรมเพื่อฆราวาสเราก็ยังมี ทำไมเราจึงจะปล่อยทิ้งให้ใครเสียหมด เวลากองทุกข์เราเป็นผู้รับเหมาเสียแต่ผู้เดียวใช้ไม่ได้เลย ควรจะเป็นชาวพุทธด้วยภาคปฏิบัติ ให้มีศีลมีธรรมกำกับตน เมื่อสักครู่นี้ก็พูดถึงเรื่อง ปาณาติบาต เรียกว่าศีล ๕ ปาณาฯ เป็นของสำคัญหรือไม่สำคัญ ใครรับศีล ๕ ก็สักแต่ว่ารับ ไม่เห็นเป็นของสำคัญเลย นี่คือตัวของคนนั้นไม่มีความสำคัญอะไรเลย จึงเห็นศีลที่เป็นธรรมชาติเลิศเลอของพระพุทธเจ้าไม่เป็นของสำคัญ

ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติ ปาณาติบาต เป็นสิ่งกระเทือนโลก ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ปาณาฯ แปลว่า ห้ามไม่ให้ฆ่าสัตว์ สัตว์ประเภทใด มนุษย์ก็เรียกว่าสัตว์ด้วยกัน ถ้าเห็นว่าไม่สำคัญ เอ้า ยกเอาเป็นตัวอย่างให้เห็นชัดเจน เมียของเราที่นอนกอดนั่งกอดอยู่ทุกวันนี้ ผัวของเรานั่งกอดนอนกอดอยู่ทุกวันนี้ มานั่งอยู่ด้วยกันด้วยความรัก ความฝากเป็นฝากตาย ความซื่อสัตย์สุจริต ประหนึ่งว่าเป็นอวัยวะเดียวกัน อยู่ด้วยกันนี้ ให้มีผู้ใดผู้หนึ่งมาฉุดมาลากเอาผัวของเราก็ตาม เอาเมียของเราก็ตาม ไปฆ่าต่อหน้าต่อตาของเรานี้ สำคัญไหม

เอ้า พิจารณา เรื่องปาณาฯ ไม่สำคัญ เอ้า ยกเอาผัวเอาเมียของเราให้เขามาลากผัวเมียของเราที่รัก ๆ นี้ไปฆ่า เราจะเห็นเป็นความสำคัญไหม แล้วมาฉุดมาลากเอาพ่อเอาแม่เอาลูกของเราที่รัก ๆ นี้ไปฆ่าต่อหน้าต่อตาของเรานี้มันสำคัญไหม เราจะอยู่เฉย ๆ ได้ไหม ถ้าหากว่าศีลข้อนี้ไม่สำคัญเราก็อยู่เฉยได้ ถ้าเห็นว่าศีลข้อนี้เป็นสำคัญแล้วเราอยู่เฉยไม่ได้ เราต้องรักษาศีลข้อนี้ไว้ เพราะชีวิตจิตใจมีคุณค่าเท่ากัน เป็นสัตว์เป็นบุคคลก็ตามถ้าเมื่อมีชีวิตครองร่างอยู่แล้ว เป็นสัตว์เต็มตัว เป็นบุคคลเต็มตัว จึงรักษาสิทธิ์ของกันและกันไว้ด้วยความสม่ำเสมอ เรียกว่าเป็นผู้มีธรรม

อทินนาทาน ก็เหมือนกัน เรายกให้เขาด้วยความพออกพอใจ เช่น เราบริจาคทานเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้าน เป็นที่พอใจทั้งผู้ให้และผู้รับ ไม่มีอะไรเสียหายแม้นิดหนึ่งเลย แต่อยู่ ๆ ก็มีคนมาฉกมาลักมาปล้นมาจี้สมบัติของเรา แม้จะไม่ถึงนั้นก็ตาม เพียงเข็มเล่มเดียวเท่านั้นเราเสียใจขนาดไหน แล้วยิ่งเขามาโกยเอาทั้งบ้านทั้งเรือนของเราไปหมดแล้ว เราเสียใจขนาดไหน สมบัติก็เสียไป เงินทองข้าวของมีมากน้อยเสียไปด้วยการกดขี่บังคับเขาต่อหน้าต่อตาเรา จิตใจเราเสียมากขนาดไหน ไม่ถึงขั้นสลบนั้นเหรอ นี่ละอทินนาทานอย่าไปล่วงล้ำ เสียอย่างใหญ่หลวงทีเดียว เป็นความผิด เป็นความเสียหาย เป็นความกระทบกระเทือนอย่างมากมาย

นี่ละศีลข้อใดก็ตามเป็นความสำคัญทั้งนั้น พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เอก เป็นองค์สำคัญมากกระเทือนทั่วแดนโลกธาตุ แต่เมื่อมาประกาศศีลธรรมให้พวกเรา ทำไมจึงเห็นเป็นขี้หมูราขี้หมาแห้งไป เห็นแต่กิเลสตัณหาเป็นของสำคัญยิ่งกว่าธรรม เหยียบย่ำทำลายธรรมจนเป็นฟืนเป็นไฟหมดทั้งบ้านทั้งเมืองเราเวลานี้ เรายังไม่รู้ว่ากิเลสเป็นภัยอยู่เหรอ ศีลธรรมมาบังคับกิเลสทำไมจึงเห็นว่าเป็นของไม่สำคัญ นี่ละของสำคัญมันอยู่ที่ตรงนี้ พระพุทธเจ้าสอนไว้

กาเมสุ มิจฉาจาร อย่าล่วงล้ำเขตแดนของกันและกัน ให้มีผัวเดียวเมียเดียว อย่ามี ๒๐ ผัว ๓๐ เมีย ร้อยผัวพันเมีย ให้เป็นหมาเดือน ๙ เดือน ๑๒ ไปอย่างนั้นใช้ไม่ได้กับมนุษย์ของเราที่เป็นชาวพุทธ ผัวเดียวเมียเดียวกับ ๒๐ ผัว ๒๐ เมีย ผลเป็นยังไงเอามาเทียบซิ คนมีผัวเดียวเมียเดียวนั้นแลเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ให้ความอบอุ่นต่อกัน ให้ความไว้วางใจต่อกันได้ ฝากเป็นฝากตายต่อกันได้ เงินทองข้าวของสมบัติต่าง ๆ ที่ได้มาในครอบครัว แบ่งสันปันส่วนกันเองโดยหลักธรรมชาติในครอบครัวนั้น ไม่ได้รั่วไหลแตกซึมไปที่ไหน

จะไม่มีเงินมากมายสมบัติมากมายก็ตาม ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่ร่มเย็นเป็นสุขมากยิ่งกว่าครอบครัวที่มี ๒๐ ผัว ๓๐ เมียเป็นไหน ๆ นั้นจะเป็นมหาเศรษฐีก็มหันตทุกข์อยู่ในนั้นหมด แต่นี้ไม่เป็น ผู้มีผัวเดียวเมียเดียวฝากเป็นฝากตาย มีศีลธรรมเป็นเครื่องครอบครอง เป็นเครื่องบังคับไว้แล้ว สามีภรรยาคู่นั้น ๆ จะเป็นที่ฝากเป็นฝากตายกันได้ตลอดไป เป็นผู้มีฝั่งมีฝามีที่อบอุ่น นี่ละต่างกัน คนมีศีลเป็นอย่างนี้นะ

คนไม่มีศีลนี้กอดแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้กัน ผัวออกไปนอกบ้าน ไปก็ไปเพื่อทำทุจริตผิดโลกสงสารเขา ครั้นกลับมาเมียก็ถาม ไปอะไรมาตะกี้นี้ ไปฟังเทศน์มา มันโกหกเมีย นี่ละมันกลายเป็นศีลข้อที่ ๔ ไปแล้วนะ ว่าไปฟังเทศน์มันไปฟังเทศน์ที่ไหน มันไปฟังเทศน์อีหนูต่างหาก อีหนูกล่อมมันหลับครอกแล้วกลับมาบ้านก็มาโกหกเมีย เมียถามว่าไปไหนมาเมื่อคืนนี้ไม่เห็น ไปฟังเทศน์ แหม เสียดายเมื่อคืนนี้ท่านเทศน์เพราะมาก แม่อีหนูไม่ได้ไป แล้วพระองค์ไหนเทศน์ วัดไหนไม่บอก เดี๋ยวแม่อีหนูจะติดใจ โกหกเป็นสองชั้นสามชั้นไป เห็นไหมโทษแห่ง กาเมสุ มิจฉาจาร ลุกลามไปถึง มุสาฯ

คำโกหกอันนี้เจ็บแสบมากไม่ใช่เป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าเห็นความสำคัญเหล่านี้ท่านจึงได้ทรงบัญญัติเอาไว้ เพื่อให้มีความสงบร่มเย็นต่อกัน ลูกเขาให้เป็นลูกเขา เมียเขาให้เป็นเมียเขา สมบัติของใครอย่าไปล่วงล้ำเขตแดนของกันและกัน ให้รักษาเขตแดนไว้ด้วยความมีศีลมีธรรม ต่างคนก็ต่างมีศักดิ์ศรีดีงามมีความสงบร่มเย็นต่อกัน

สุรา ๆ นั้นเราก็ทราบแล้วว่าเป็นยังไง จึงไม่ขออธิบายไปมากมาย เพียงแต่ย่อ ๆ แต่ว่า สิ่งสำคัญของสุรานั้นถ้าให้ชื่อก็เรียกว่าน้ำบ้าเท่านั้นเอง กินแล้วทำคนให้เป็นบ้าได้สด ๆ ร้อน ๆ แล้วโลกก็กำลังนิยมชมเชยกัน ผลิตขึ้นมาเท่าไรไม่พอ ไม่พอกับคนเป็นบ้าทั้งประเทศชาติของเรา สุรามีราคาเท่าไร คนคนหนึ่งมีคุณค่ามีราคาเท่าไร ทำไมจึงนำสิ่งเป็นพิษเป็นภัยมาสังหารกันทั้งชาติทั้งบ้านเมืองของเรา เสกสรรสิ่งที่เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ชาติของเราว่าเป็นของดิบของดี เพื่อเผาชาติของเรามีอย่างเหรอ

เราเป็นผู้มีศีลมีธรรม ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าจริง ๆ แล้ว ควรจะปฏิบัติศีลธรรมข้อนี้ เราจะเป็นผู้มีคุณค่ามีราคา อยู่ที่ไหนจะมีความสะดวกเย็นใจสบายใจ ผัวกับเมียก็ไม่ต้องทะเลาะกัน ฝากเป็นฝากตายกันได้ทุกแง่ทุกมุม อบอุ่นที่สุดคือผัวเมียต่างคนต่างมีศีลมีธรรม ต่างคนต่างมีขอบเขต นี่ละกองมหาสมบัติอยู่ตรงนี้ ไม่ได้อยู่ที่มีเงินเป็นล้าน ๆ ๆ แล้วสร้างแต่ฟืนแต่ไฟมาเผาไหม้กัน นั้นเรียกว่าโลกวินาศอยู่ตรงนั้น แต่คุณสมบัติอันจริง ๆ แล้วอยู่ที่ต่างคนต่างมีศีล ท่านจึงเรียกว่ากามคุณ ๆ

กามคุณ แปลว่า กามเป็นคุณ ผัวก็เป็นคุณต่อเมีย เมียเป็นคุณต่อผัว ต่างคนต่างมีคุณต่อกัน ต่างคนต่างรักต่างคนต่างสนิท ต่างคนต่างตายใจกัน ต่างคนต่างยึดกันเป็นสรณะที่ฝากเป็นฝากตายต่อกันแล้ว สถานที่นี่คือความสุขของฆราวาส ได้แก่ กามคุณ แปลว่า กามเป็นคุณ กามไม่ได้เป็นโทษ ถ้าพลิกนี้เป็นอื่นก็เป็นกามโทษขึ้นมาทันที เผาไหม้ได้หมด ถ้าเป็นกามคุณแล้วไม่เผาไหม้นะ ให้พากันรักษาเราเป็นชาวพุทธ อย่าถือชาวพุทธ ๆ เฉย ๆ สักแต่ว่าชาวพุทธ แต่หัวใจร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ แส่ส่ายหาตั้งแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน หาแต่ความผิดความพลาดตลอดเวลา แล้วจะได้ความสุขมาจากไหน

การประพฤติตัวก็เหมือนกัน ไม่ได้คำนึงถึงชาติบ้านเมืองถึงตัวของเราด้วยศีลด้วยธรรมบ้างเลย ก็มีตั้งแต่การสร้างด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาพาฉุดพาลากไปวันยังค่ำคืนยังรุ่ง ตื่นเช้าขึ้นมาก็ไปเสาะแสวงหาความสุข ครั้นกลับมาก็มีแต่ความทุกข์เต็มเนื้อเต็มตัวเต็มหัวอกมาด้วยกันทุกคน ไม่เห็นใครมีความสุขมาอวดกันบ้าง แล้วอยู่ที่ไหนถามปากใดก็เหมือนกัน มีตั้งแต่ความทุกข์ความทรมานเต็มหัวใจทุกคน ๆ นี่เพราะเรื่องของกิเลสนั่นเอง

ความได้ก็ไม่พอ ความทุจริตผิดโลกสงสารเขาก็ไม่รอ ความประพฤติตัวการกระทำต่าง ๆ สกปรกรกรุงรัง ทำลายตัวเอง ครอบครัวเหย้าเรือน สังคมต่าง ๆ จนกระทั่งถึงชาติบ้านเมืองล่มจมไปด้วย เพราะความสกปรกแห่งความประพฤติของคนไม่มีศีลธรรมนั่นแล ขอให้ต่างคนต่างระงับดับสิ่งเหล่านี้ ต่างคนต่างรู้เนื้อรู้ตัว พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงในสิ่งไม่ดีให้เป็นของดีขึ้นมาจากบุคคลคนเดียว แก้ตัวเองในจุดนี้นะ ถ้าไม่แก้ตรงนี้ยังไงก็ไม่พ้นความทุกข์ความทรมาน ที่ชาติไทยของเราจะแบกหามกันตลอดไป เพราะไม่มีศีลธรรมเข้าชะล้างในสิ่งสกปรกด้วยความประพฤตินั้นเลย ฉะนั้นจึงต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาประพฤติตัวปฏิบัติตัวให้ดี

บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี นิพพานมี ใครเป็นคนแสดงไว้ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าศาสดาองค์เอก ศาสดาองค์เอกไม่เคยล่อลวงต้มตุ๋นใครมาแต่ไหนแต่ไร พระพุทธเจ้าองค์ใดมาตรัสรู้ก็มาตรัสรู้สิ่งเดียวกัน เพราะมีอย่างเดียวกันมาตั้งกัปตั้งกัลป์ บาป บุญ นรก สวรรค์ มีมาแล้วตั้งกัปตั้งกัลป์ ไม่มีใครสามารถจะนับอ่านได้ว่ามีมานานเท่าไร พระพุทธเจ้าพระองค์ใดตรัสรู้ขึ้นมาก็ตรัสรู้สิ่งที่มีที่เป็นทั้งหลาย นรกมีก็บอกว่ามีจะลบล้างมันได้ยังไง สวรรค์มีบอกว่ามี บาปมีบุญมีก็บอกว่าบาปมีบุญมี พรหมโลก นิพพานมี ท่านก็บอกว่ามี ใครอย่าฝ่าฝืนถ้าไม่อยากสังหารตัว

อย่าเป็นคู่แข่งพระพุทธเจ้า อย่านำกิเลสไปเป็นคู่แข่งพระพุทธเจ้า ผลรายได้ที่ย้อนกลับมานั้นจะเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตัวเอง ยิ่งผู้ทำความชั่วช้าลามกมากเท่าไร ๆ ว่าบาปไม่มี ๆ นั้นแลคือผู้รับเหมานรก ตายแล้วนี้ตูมทันที ไม่มีนาทีเวล่ำเวลาเข้าไปตัดสินได้เลย พอใจขาดสะบั้นลงไปแล้ว คำว่านรกไม่มี ๆ นั้นเป็นเรื่องของกิเลสหลอกคนต่างหาก ความจริงของนรก สวรรค์ เป็นของมีมาดั้งเดิมแต่กาลไหน ๆ

ถ้าหากว่าไฟก็ไฟนรกกับไฟในเตาเราผิดกันนะ ไฟนรกกับไฟในเตานี้ความแผดเผาความร้อนนี้ไม่ได้ร้อนเหมือนไฟในเตา ร้อนแผดที่สุดในนรกนั้น ยิ่งเป็นหลุมใหญ่ ๆ โต ๆ หลุมที่บรรทุกคนที่ทำความชั่วช้าลามกมาก ๆ นั้นละจะไปลงหลุมนั้นแหละ หลุมที่ว่านรกไม่มี ผู้นี้ละจะไปแบกนรกทั้งหลายแสนสาหัส ไม่มีใครไปช่วยได้เลย กิเลสไม่ช่วย มีแต่หลอกต้มตุ๋นสัตวโลกทั้งนั้น เราเป็นลูกชาวพุทธอย่าหลงกลกิเลสจนเกินไป มันเสียเปรียบเอาเหลือเกินนะ ไม่สมชื่อสมนามว่าเราเป็นชาวพุทธ ให้ตั้งตัวประพฤติปฏิบัติ

ทีนี้เรื่องการหนุนชาติไทยของเรานี้ ต้นเหตุที่จะค้ำชูบ้านเมืองของเราให้มีความเจริญแน่นหนามั่นคงขึ้นไป ก็คือการประหยัด ประหยัดทั้งที่อยู่ การอยู่อย่าอยู่อย่างฟุ่มเฟือยเหลือเฟือ อย่าอยู่แบบความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมตื่นลมตื่นแล้ง ให้อยู่ตามธรรมชาติ อย่าไปอยู่แบบความลืมเนื้อลืมตัว การกินก็เหมือนกันให้กินพอดิบพอดี อย่ากินแบบฟุ้งเฟ้อเห่อคะนอง กินแบบลืมเนื้อลืมตัว กินแบบทำลายชาติบ้านเมืองอย่างนั้นใช้ไม่ได้ การใช้การสอยก็ให้รู้จักประมาณในการใช้ อย่าให้ฟุ่มเฟือยจนเกินไป นี่หลักใหญ่แห่งการเชิดชูชาติไทยของเรา เราต้องเชิดชูด้วยวิธีการปรับเนื้อปรับตัว ให้ชาติไทยของเราเป็นเนื้อเป็นหนังของตัวเอง

เวลานี้ไม่ค่อยจะเป็นเนื้อเป็นหนังของตัวเองนะ มีอะไรผ่านเข้ามา ๆ คว้ามับ ๆ ไม่มีอะไรเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นของตัวเลย ยิ่งเป็นของที่ผ่านมาจากเมืองนอกด้วยแล้ว ลิงร้อยตัวสู้ไม่ได้ คว้ามับ ๆ ไม่ทราบว่าสิ้นไปเท่าไรเสียไปเท่าไร เอาของเขามาเขาก็ต้องเอาตับเอาปอดเราไป เอาเงินเอาทองข้าวของเราไป คนนั้นก็ซื้อคนนี้ก็ซื้อ ซื้อด้วยความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเอามาอวดกัน แต่ผลสุดท้ายเงินในเมืองไทยของเราก็จะไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัว แล้วก็จะเป็นชาติไทยที่ล่มจมไปด้วยความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมของชาติไทยทั้งชาติเราที่ไม่รู้ตัวนั่นเอง

เพราะฉะนั้นจึงขอให้ปรับปรุงตัวเสียใหม่ ธรรมที่มาสอนเรานี้เป็นธรรมของพระพุทธเจ้า ขอให้พี่น้องทั้งหลายทราบ คนเราธรรมดามาคุยกันพูดกันไม่ยอมฟังเสียงกัน เขาก็มีกิเลส เราก็มีกิเลส พูดกันแล้วไม่ค่อยยอมฟังเสียงกันง่าย ๆ ไม่ลงกันง่าย ๆ ผลก็ไม่มี แต่นี้นำธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมที่สะอาดที่สุดมาประกาศธรรมสอนพี่น้องทั้งหลายนี้ คือธรรมของพระพุทธเจ้า ถ้าเราไม่ลงพระพุทธเจ้า ไม่ยอมพระพุทธเจ้าแล้วก็เรียกว่าเรานี้อาภัพที่สุดในวงชาวพุทธ เรียกแต่ชื่อเฉย ๆ ตัวเราก็เลยกลายเป็นเทวทัต เป็นข้าศึกศัตรูต่อพระพุทธเจ้า ก็ยิ่งสร้างความล่มจมให้แก่ตนหนักเข้า ๆ เพราะฉะนั้นขอให้เชื่อโอวาทคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ที่หลวงตานำมาแสดงให้พี่น้องทั้งหลายเวลานี้คือคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อสอนชาวพุทธของเราให้รู้เนื้อรู้ตัวในสิ่งผิดถูกดีชั่วประการใด ปรับเนื้อปรับตัวไปโดยลำดับแล้ว ชาติไทยของเราจะค่อยกระเตื้องขึ้นมา ๆ โดยลำดับ ที่เราช่วยกันเวลานี้เราช่วยปลายเหตุ คือเวลานี้กำลังบกพร่อง หนุนปลายเหตุนี้ขึ้นไปให้พออยู่พอเป็นพอไปได้ ต้นเหตุคือต้องบำรุงรักษาขวนขวายเพื่อหนุนชาติของเรา ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ความประหยัดมัธยัสถ์ ความรู้เนื้อรู้ตัว นี้เป็นของสำคัญมาก

วันนี้ได้แสดงธรรมให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายฟัง ในนามของผู้นำพี่น้องทั้งหลาย ว่าเป็นผู้นำในการบริจาคเพื่อช่วยชาติของเรา การนำของหลวงตานี้กรุณาอย่าได้คิดไปว่า หลวงตาบัวเป็นคนขอทาน หาที่นั่นหาที่นี่เหมือนยาจกทั้งหลายที่เขาขอกันตามท้องตลาดหรือถนน สถานที่ต่าง ๆ นี่เราขอด้วยความเมตตา เราพอทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว เราไม่มีความต้องการอะไรในสามแดนโลกธาตุนี้ ไม่มีเท่าเม็ดหินเม็ดทรายที่จะมาติดใจเราให้ห่วงใย เราไม่มี เราปล่อยหมดมาแล้วได้ ๔๙ ปีนี้ ไม่มีอะไร เหลือแต่ธรรมะบริสุทธิ์วิมุตติหลุดพ้นเต็มหัวใจ สว่างกระจ่างแจ้งอยู่ตลอดกลางวันกลางคืน

ธรรมะพระพุทธเจ้าเจริญ เจริญที่หัวใจของผู้ครองธรรมนั้นแล เมื่อเต็มหัวใจแล้วจะเอาอะไรมาบกพร่อง จึงไม่ขอพี่น้องทั้งหลายด้วยความบกพร่องของตัวเอง แต่ขอเพื่อช่วยชาติบ้านเมือง ด้วยความเมตตาล้วน ๆ กรุณาได้ทราบตามนี้ แล้วต่อไปนี้ธาตุขันธ์ก็อ่อนลงไปแล้ว เทศน์มากกว่านี้ไม่ได้ รู้สึกเหนื่อย จึงมีความหวังใจต่อพี่น้องทั้งหลายทุก ๆ ท่าน จะได้ช่วยกันขวนขวายเพื่อกู้ชาติของเราขึ้น ด้วยการบริจาคทาน ด้วยความรักชาติของเรา ด้วยความเสียสละของเราทุกด้านทุกทาง ด้วยความประหยัดมัธยัสถ์ทุกแง่ทุกมุมที่จะหนุนชาติของเรา

ความหวังเหล่านี้คงจะสำเร็จกับพี่น้องชาวไทยทั้งหลาย ที่ได้รับโอวาทศาสนาที่พระพุทธเจ้าประกาศออกมา โดยหลวงตาบัวเป็นผู้นำมาแสดงให้พี่น้องทั้งหลายทราบโดยทั่วกัน ขอความปรารถนาของเราและความประพฤติของเรา จงเป็นไปตามร่องรอยของศาสดาที่สอนไว้แล้วนี้ บ้านเมืองของเราก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองไปโดยลำดับ จึงขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก