ผู้ประสิทธิ์ประสาทธรรม
วันที่ 13 ธันวาคม 2541
สถานที่ : สวนแสงธรรม กทม.
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กทม.

เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๑

ผู้ประสิทธิ์ประสาทธรรม

อยู่ในป่าในเขามักได้กินเห็ดนี่แหละมาก พวกหน่อไม้ พวกเห็ด แต่มักจะเกิดหน้าฝน หน้าแล้งไม่มี ตั้งแต่เดือนเมษาฯ ขึ้นไปมันจะเริ่มมีเห็ด เห็ดโคนเห็ดอะไรนี่ หน้าหน่อไม้ก็ฉันหน่อไม้ แต่ก่อนไม่มีพวกน้ำตาล พวกโกโก้ กาแฟ นี้อย่าไปถามถึงเลย แม้แต่ในตลาดอำเภอนี้ก็ไม่ค่อยมีพวกกาแฟอะไรไม่ค่อยมี ยิ่งเราไปอยู่ในป่าในเขาจะไปเอากาแฟมาจากไหน แม้แต่จะไปหาถ่ายรูปก็ไม่ได้ จะไปว่าอะไรไปหาตัวจริงมัน ไม่มี น้ำอ้อย น้ำตาลนี้ไม่มีเลย หายากมาก มันจะมีอยู่แถว ๆ ตลาด มีก็ไม่มาก พวกน้ำตาลทรายอะไรเหล่านี้มีก็ไม่มาก โกโก้ กาแฟ นี่ไม่มีเลย

ที่จะฉันน้ำร้อนน้ำชาจริง ๆ ไม่เคยมี เราไม่เคยสนใจ พระกรรมฐานไม่เคยสนใจน้ำร้อนน้ำชา มันก็มาดาษดื่นเอาเดี๋ยวนี้ น้ำร้อนน้ำชาอยู่วัดไหนมีทั้งนั้น โกโก้ กาแฟ มีทุกอย่างเดี๋ยวนี้ นี่ละที่มันพอกพูนให้ธรรมฉิบหายเพราะอันนี้ละ แต่ก่อนไม่มี เราไม่เคยเห็นนี่นะ ไปที่ไหนเราได้ฉันกาแฟนี้ไม่เคยมี ฉันโกโก้ ฉันน้ำอ้อย น้ำตาล เราไม่เคยมี ไม่มีจริง ๆ หายเงียบ ๆ ตลอด ฉันน้ำร้อนธรรมดานี้ก็ไม่มีด้วย ในวงกรรมฐานไม่ได้ฉันน้ำร้อนน้ำชากันนะ

เราเคย มาสร้างวัดป่าบ้านตาดทีแรกก็ไม่มีน้ำร้อนน้ำชา ไม่มี มาอยู่นานมาคนนั้นมาถวายคนนี้มาถวาย แล้วมีมาพระก็ฉันไปธรรมดา ครั้นต่อไปนี้เลยเป็นกิจวัตร ถ้าไม่ได้ฉันน้ำอ้อยน้ำตาลคงจะตายพระวัดป่าบ้านตาด มันจะตายจริง ๆ แหละพวกนี้ มันมีเสียจนเป็นอย่างนั้นแหละเดี๋ยวนี้ แต่ก่อนไม่มี วัดป่าบ้านตาดไม่เคยมีเลย แล้วไม่มีใครสนใจด้วยนะ น้ำร้อนน้ำชาไม่มีใครสนใจเลย ทีนี้มันมีมาเริ่มมีมาเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย มีมาเรื่อย ก็เมื่อมีมาก็มีมาเพื่อฉัน ก็ให้พระให้เณรฉัน แต่เราไม่สนใจนะ มันเคย ไม่สนใจกับน้ำร้อนน้ำชาน้ำอะไรทั้งนั้น

พึ่งมาฉันบ้างจิ๊บ ๆ แจ๊บ ๆ ตอนนี้แหละ กี่เดือนมานี่เท่านั้นเอง แต่ก่อนก็ไม่สนใจ มันไม่คิดกับอะไร หลวงปู่มั่นท่านมีชา เขาฝากชาไปจากเชียงใหม่เป็นชาเชียงใหม่ เขาเรียกหนานยืน หนานเขาเรียกว่าทิด ที่เคยบวชแล้วสึกออกไปเขาเรียกว่าหนาน หนานยืนนี้เป็นผู้อุปัฏฐากท่านตั้งแต่สมัยท่านอยู่เชียงใหม่ ทีนี้เวลาท่านจากเชียงใหม่ไปเขาก็ส่งชาไปถวายเป็นประจำ ชาหลาม ชาเมี่ยง หลามหอมนะ ไม่เคยขาดละเขาส่งไป ส่งไปถึงที่เลย ท่านฉันส่วนมากชาเมี่ยงฉันประจำ หอมด้วยนะ

พอตอนบ่ายประมาณบ่ายสองโมง สองโมงกว่าท่านออกจากที่มาก็ฉันชานิดหน่อย ไม่ได้ฉันมาก ฉันนิดหน่อย นั่นละพระจะขึ้นไปหาท่านก็ตอนนั้น ขึ้นไปเป็นเวลา ท่านฉันชาเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็ลงปัดกวาดกัน ปัดกวาดเสร็จเรียบร้อยแล้วท่านก็สรงน้ำ พระจะขึ้นไปหาท่านได้ตอนหนึ่ง พอสรงน้ำเสร็จพระจะขึ้นไปหาบ้างก็ได้ตอนนั้น กลางคืนแล้วแต่ท่านจะสั่งท่านจะประชุมเมื่อไร ถ้าหากว่ามีแต่พระอยู่ในวัดล้วน ๆ ก็ไม่ค่อยประชุมบ่อยนัก

ถ้ามีลูกศิษย์ลูกหาไปเที่ยวบำเพ็ญในที่ต่าง ๆ มาอย่างนี้ท่านมักประชุม ประชุมเทศน์ เทศน์สอนพระล้วน ๆ นะไม่มีประชาชน อย่างหนองผือก็ไม่มี ที่ไหนก็ไม่มี หนองผือก็ไม่มีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง มีแต่พระล้วน ๆ ท่านก็เทศน์เต็มเหนี่ยวเลย จากนั้นท่านก็เข้าพัก ตอนค่ำที่ท่านขึ้นจากทางจงกรมตอนหนึ่ง พระจะขึ้นไปหาท่านได้ เช่นเวลานี้ขนาดนี้ท่านออกจากทางจงกรม ขึ้นกุฏิตอนมืดนี่ พระจะขึ้นไปหาท่านได้ตอนนี้

โอ๊ย ท่านมีกฎมีเกณฑ์ทุกอย่าง เป็นหลักธรรมชาติ ไม่ใช่ท่านตั้งกฎตั้งเกณฑ์ขึ้นมา หากเป็นหลักธรรมชาติตามอัธยาศัยของท่าน ท่านชอบสงัดมากไม่ชอบยุ่งกับใครเลย เป็นนิสัยของท่าน ผู้ที่ประสิทธิ์ประสาทธรรมะให้พระปฏิบัติได้หลักได้เกณฑ์นี้ไม่มีใครเกินหลวงปู่มั่นเรา ได้ลูกศิษย์ลูกหามามีแต่เพชรน้ำหนึ่ง ๆ นอกนั้นไม่เห็นองค์ไหนที่จะเด่น ว่าประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ทางภาคปฏิบัติให้ลูกศิษย์ลูกหาได้ไปเป็นหลักเป็นเกณฑ์ จนปรากฏชื่อลือนามอย่างนี้ไม่ค่อยปรากฏนะ แต่หลวงปู่มั่นนี้เด่นมากเทียว ท่านเด่นในทางนี้นะ

ลูกศิษย์องค์ไหน ๆ มีแต่ลูกศิษย์ของท่านทั้งนั้น กระจายอยู่ทั่วไป มีแต่ลูกศิษย์ของท่าน อย่างท่านอาจารย์ลีนี่ก็ใช่เสีย ท่านอาจารย์กงมาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ก็ใช่เสีย อย่างท่านอาจารย์พรหมก็เคยอยู่เชียงใหม่กับท่านเสีย ท่านอาจารย์ขาวก็ลูกศิษย์ท่าน ท่านอาจารย์ฝั้นก็ลูกศิษย์ท่านเสีย ที่กล่าวนี้มีแต่ประเภทเพชรน้ำหนึ่งนะ ที่ท่านผลิตขึ้นมาได้ ท่านอาจารย์คำดี หลวงปู่แหวนนี้ก็ใช่ ท่านอาจารย์อ่อนก็ใช่

เราพูดถึงประเภทเพชรน้ำหนึ่งนะ นอกนั้นเราไม่ค่อยเกี่ยวถึงนักนะ ใครจะเป็นอะไรเราก็ไม่ค่อยสนใจนัก เราสนใจพูดเฉพาะเพชรน้ำหนึ่ง ๆ อย่างท่านอาจารย์พรหมนี่ก็เหมือนกัน เพชรน้ำหนึ่ง หลวงปู่ตื้อก็เพชรน้ำหนึ่ง โอ๋ย อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุนี้สวยงามมาก เราไปดูเอง ได้ทราบว่าอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ เราตั้งหน้าตั้งตาไปดูเลย ให้พระเอาออกมาให้ดู พระก็เอาออกมา รู้สึกว่าสวยงามมาก

พระธาตุที่สดใสอะไร ๆ นี่เราอดคิดไม่ได้นะ เกี่ยวกับเรื่องฟืนเรื่องไฟนะ ถ้าฟืนดีไฟดีแก่กล้าดีอย่างนี้ เวลาเผามาแล้วอัฐิจะใสดี ขาวสะอาด ถ้าฟืนไม่ค่อยดีอัฐิที่ตกมาก็รู้สึกเศร้า ๆ หมอง ๆ ตามไฟ ไฟไม่ค่อยดีอย่างนี้ ทีนี้เวลากลายเป็นพระธาตุก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกันอยู่ ว่าพระธาตุดีหรือไม่ดี

แต่เรื่องพระธาตุเป็นเครื่องยันแล้วว่า ต้องเป็นเพชรน้ำหนึ่งเท่านั้นถึงจะกลายเป็นพระธาตุได้ คือต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น ทีนี้ความสดความใสต่างกันนี้อาจจะขึ้นอยู่กับไฟก็ได้ ถ้าไฟดีอัฐิถูกเผาลงไปนี้ก็สะอาดขาว ถ้าฟืนไม่ดีเวลาเผาลงไปแล้วอัฐิก็มักจะขุ่น ๆ มัว ๆ ไม่ค่อยขาวสะอาด นี่ขึ้นอยู่กับไฟ เพราะฉะนั้นเวลาเผาศพหลวงพ่อตันเราจึงกำชับกำชาท่าน…ให้หาฟืนดี ๆ ไปเผาท่าน ตกเป็นอัฐิออกมาก็ให้ใสสะอาดเราบอกงั้น ถ้าหากจะกลายเป็นพระธาตุก็เป็นพระธาตุที่สดใสดี อันนี้เราได้กำชับเฉพาะ

หลวงพ่อตันนี้เราบวชให้นะ เป็นตาปะขาวอยู่ที่บ้านห้วยทราย ภาวนาดี มาเล่าภาวนาให้ฟัง ดี เราเลยจัดบริขารบวชให้เอง ให้ไปบวชจังหวัดมุกดาหาร แต่ก่อนเป็นอำเภอ เดินทางไม่มีรถ เดินไปบวชแล้วกลับมาก็มาอยู่กับเรา หลังจากนั้นเราก็หนีมา เอาโยมแม่บวชแล้วลงมาทางจันท์ ท่านก็เลยอยู่ทางโน้นเรื่อยมา เวลากลับไปเผาศพท่านอาจารย์อะไรที่หนองหลวง ท่านมาเล่าธรรมะภาวนาให้ฟัง เอ้อ น่าฟังดี สมกับท่านเคยภาวนาดีมาตั้งแต่เป็นตาปะขาว จากนั้นมาท่านก็เลยหูหนวก เวลามาพูดธรรมะกับเราท่านก็หูหนวก เวลาเราพูดธรรมะกับท่าน ท่านไม่ค่อยได้ยิน ก็เลยขี้เกียจพูด เอ๊ย ไม่เอาละ พูดให้คนหูหนวกฟังไม่เอาละ เลยไม่ได้พบกันอีกนะ แต่เราแน่ใจ เข้าช่องแล้ว

หลวงปู่สิม หลวงปู่ชอบ เป็นลูกศิษย์ของท่านทั้งสอง ลูกศิษย์ท่านมีมากนะ ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเรานี่มีมากที่สุด พวกเพชรน้ำหนึ่ง ๆ รู้สึกจะเป็นลูกศิษย์ของท่านทั้งนั้น ท่านไม่ยุ่งกับใคร แต่กับพระนี่ โถ ท่านติดตามนะ ใครภาวนาเป็นยังไง ๆ ท่านจะติดตามเรียกมาถามเรื่อย

แม้แต่อย่างเรานี้ท่านยังใส่ปัญหา คือถ้าเราไม่ได้คุยธรรมะกับท่านโดยเฉพาะประมาณสักอาทิตย์กว่า ๆ แล้ว ท่านจะหาอุบายแหย่มา ท่านมหาก็ภาวนาไม่เห็นได้เรื่อง ท่านยุหมาจะให้เห่าให้กัดใช่ไหม เพราะเรากำลังเป็นหมาอยู่นี่นะ ท่านก็แหย่มา ท่านมหาภาวนาทุกวันนี้ไม่เป็นท่าแล้ว เสื่อมไปแล้ว โห ทางนี้มันคึกคัก มันเสื่อมที่ไหนน่ะ หมาตัวนี้มันคึกคักมันจะเห่าทันทีเลย มันเสื่อมที่ไหนน่ะ พอได้โอกาสก็เข้ากราบเรียนท่าน ที่ว่านั่นก็หายไปเลยนะ ท่านไม่ได้พูดถึงเลย เพราะท่านแหย่หาเรื่องเฉย ๆ ท่านมหานี่ก็เสื่อมไปแล้ว หายเงียบไปเลย

แต่ก่อนก็เห็นว่าภาวนาดีหน่อย ทีนี้ก็เสื่อมไปหมดแล้ว ทางนี้มันก็คึกคัก จะกัดจะเห่าละซี มันเสื่อมไปไหนน่ะ อยากว่าอย่างนั้นนะ พอได้โอกาสเราก็ไปหาท่านคุยเรื่องธรรมะ ท่านฟังเสร็จเรียบร้อยแล้ว คำเหล่านั้นก็ไม่มี เพราะท่านแหย่เฉย ๆ เราก็รู้ มันหากมีละท่าของท่าน แหย่ท่านั้นท่านี้ ครั้นนาน ๆ คุยกันนี้ หือ เสื่อมไปถึงไหนแล้ว อย่างนั้นนะ มันก็โมโหซิ มันเสื่อมไปไหน ท่านแหย่เอาที่จุดสำคัญ ๆ นะ หือ เสื่อมไปถึงไหนแล้ว มันจะไม่โมโหยังไงคน

ก็คนหนึ่งเร่งภาวนาจนจะเป็นจะตาย จิตมันก็สง่างามตลอด แล้วอยู่ ๆ ก็มาแหย่เอา คือท่านหาอุบายจะให้คุยธรรมะให้ท่านฟัง ก็มีเท่านั้นละเรื่องน่ะ แต่ท่านไม่ได้พูดธรรมดาน่ะซี บางทีนั่งอยู่เวลาประชุมพระมาก ๆ อยู่ด้วยกัน นั่งอยู่นี่ ท่านมหาก็เห็นมีวี่ ๆ แวว ๆ บ้างภาวนาทีแรก เดี๋ยวนี้หายหมด เสื่อมหมดแล้ว ว่างี้นะ ทางนี้ก็คึกคักล่ะซี หมาตัวนี้ลุกคึกคักขึ้นจะเห่าแล้ว มันเสื่อมไปไหน เห่าว้อก ๆ มันเสื่อมไปไหนน่าอยากว่าอย่างนั้น

ท่านมีอุบายแปลก ๆ นะ อู๋ย ท่านฉลาดมาก ฉลาดจริง ๆ ยกให้เลยหลวงปู่มั่นนี้ อุบายวิธีการต่าง ๆ ท่านเอาจริงเอาจัง ติดตามนะ ใครภาวนาได้ผลมากน้อยเพียงไรนี้ท่านจะติดตามเรื่อย ๆ อย่างนี้ละติดตามแบบนี้ละ คนละแบบ ๆ องค์หนึ่งเป็นแบบหนึ่ง ๆ ส่วนเราแบบนี้ว่างั้นเถอะ ทีไรก็แบบนี้เท่านั้น ให้คึกคัก ๆ ขึ้นจะเห่าทันทีเลย แปลกอยู่นะ

ตอนที่ท่านพูดคงจะถึงใจท่านมาก อยู่หนองผือนั่นละ เพราะเราไม่เคยเป็น เป็นแล้วเรานึกว่ามันจะเป็นอย่างนั้นอีก คือเวลาพิจารณาลงไป ๆ ถึงที่ของมันนี้ โห มันสว่างจ้าเลยเทียว สว่างในภูมินั้นแหละ แต่มันสว่างจ้าไปหมดเลย โห ทำไมจิตเป็นอย่างนี้ อัศจรรย์ จากนั้นมาก็กราบเรียนท่าน เล่าให้ท่านฟัง ท่านก็รู้สึกว่าคึกคักเลยนะ เอ้อ เข้าท่าดีนะ ผมเป็นอย่างนี้ละที่ถ้ำสาริกา นั่นขึ้นแล้วนะ เป็นอย่างนี้ละอย่างท่านมหาเป็น แต่ท่านจะอธิบายต่อไปให้พิจารณาอย่างนั้นอย่างนี้ท่านก็ไม่ว่านะ ท่านก็เทศน์ธรรมดาไปเลย ทีนี้วันหลังเราก็จะเอาให้เป็นอย่างนั้นอีก แต่มันไม่เป็น คืนไหนมันก็ไม่เป็น ยิ่งหนักเข้าไปเท่าไรจะให้มันเป็นอย่างนั้นมันไม่เป็น

ก็เลยขึ้นไปหาท่าน ไปหาท่านโดยเฉพาะนะ ไปหาสองต่อสองเลยแหละกลางคืน ท่านไม่ว่าสำหรับเราไปหาเมื่อไรได้ทั้งนั้น มีแปลกอันนี้ ไม่เคยที่ท่านจะว่ามาทำไม ไม่เคยมี ท่านเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ก็ตาม เราขึ้นไปหานี้ท่านจะไม่มีเลยคำนี้ ขึ้นไปหาเมื่อไรตอบรับกัน ต้อนรับ เราก็เลยพูดถึงเรื่องจิตที่ว่ามันสว่างจ้า ปรากฏว่ามันครอบโลกธาตุ อัศจรรย์ ว่างหมดเลย ไม่มีอะไรปิดจิตปิดใจ จิตมันว่างเปล่าไปหมด ต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศเหมือนไม่มีเลย ว่างหมด จากนั้นไม่มีอะไรผ่านเลย มีแต่ความว่างเปล่าครอบโลกธาตุ

พอมันเป็นอย่างนั้น มันอัศจรรย์ ลงนานเสียด้วยนะ ลงอย่างเต็มที่ของมัน ลงเป็นชั่วโมง ๆ จากนั้นมันก็เคลื่อนออกมา พอเคลื่อนออกมาแล้วมากำหนดดูต้นไม้ดูกุฏิดูอะไรนี้มันยังว่างอยู่เลย อำนาจแห่งความว่างในสมาธิอันนั้น มองไปที่ไหน ๆ มันไม่มีต้นไม้ภูเขา กุฏิอะไร ๆ นี้ไม่มี มันว่าง วันหลังก็เอาจะให้เป็นอย่างนั้นอีกมันไม่เป็น ต่อไปมันก็ไม่เป็น มันก็ลงของมันเฉพาะ ๆ เสียไม่จ้าเหมือนอย่างนั้น จึงไปกราบเรียนท่าน คราวนี้จะให้เป็นอย่างนั้นอีก

อ้าว มันเป็นบ้าหรือ ขึ้นเลยที่นี่นะ มันก็เป็นหนเดียวจะให้มันเป็นอะไรอีก ผมก็เป็นหนเดียวเท่านั้นไม่เคยเป็นอีกอย่างนั้น ท่านว่าอย่างนั้น จะเป็นบ้าสองชั้นหรือนี่ เวลามันสว่างก็เป็นบ้าแบบหนึ่ง เวลามันไม่สว่างก็บ้าแบบหนึ่ง ขู่ใหญ่เลยนะ โอ๊ย ตาย นึกว่าจะไปหาคะแนน ที่ไหนได้ถูกตัดเสียขาดสะบั้นเลย มันบ้ายังไงนี่ว่าเลยนะ บ้าสองชั้น เวลาสว่างก็เป็นบ้าสว่างเสีย เวลาไม่สว่างก็บ้าไม่สว่างเสีย มันยังไงกันนี่

คำว่าบ้าสว่าง คือหมายความว่าอยู่ในขั้นนั้นมันกำลังดำเนิน ไม่ใช่สว่างแบบตายตัวว่างั้นเถอะ สว่างด้วยจิตที่บริสุทธิ์เป็นอย่างหนึ่ง สว่างที่จิตไม่บริสุทธิ์เป็นอย่างหนึ่ง จึงว่าเป็นบ้าได้ในขั้นนี้ ถ้าเป็นขั้นสุดท้ายหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้วมันก็ไม่มีคำว่าบ้าแหละ เพราะจากนั้นหมดคำว่าเสื่อมว่าเจริญ อันนี้มันมีเสื่อมมีเจริญนี่นะ เมื่อมันสว่างอย่างนี้วันหลังมันไม่เป็นอย่างนั้น ก็เหมือนเรามันเสื่อม ทีนี้ท่านก็ว่าเป็นบ้าหรือ เราไม่ลืมนะ มันเป็นไปแล้วก็เป็นไปแล้ว การดำเนินจะผ่านจะเห็นจะรู้อะไร ๆ มันก็ผ่านไปเหมือนเราเดินทาง ไปตรงนี้เห็นตรงนี้ ๆ มันไปตรงไหนเห็นตรงไหนเห็นไปแล้วก็เดินผ่านไป จะให้เห็นเหมือนเก่าได้ยังไง เวลาท่านอธิบายไป

มันก็ไม่เหมือนเก่าจริง ๆ นะ จากนั้นมามันก็ไม่เคยเป็นอย่างนั้น พอท่านพูดอย่างนั้นแล้วเราก็หายสงสัย มันจะเป็นแบบไหนก็ให้เป็นแบบธรรมชาติของมันซีท่านว่า ทีนี้เราก็เป็นตามหลักนิสัยของเรา ทีนี้เราก็ไม่สงสัยละนะ เพราะมันไม่เป็นอย่างนั้นดังที่ท่านว่า มันผ่านไปแล้วจะให้มันเป็นอะไรอีก มันจะรู้จะเห็นจะเป็นอะไรก็ให้เป็นไปตามหลักธรรมชาติของมันซิ เราก็เลยหายสงสัย ทำไปมันก็เป็นของมันไปเรื่อย ๆ แต่ไม่เป็นอย่างเก่า เราก็ไม่สงสัยทีนี้นะ แต่ก่อนมีแต่จะคว้าให้มันเป็นอย่างเก่า ถูกท่านขนาบเอา มันบ้าสองชั้น

ท่านว่าท่านเป็นอยู่ถ้ำสาริกาอย่างที่เราเคยเขียนในประวัติท่านนั่นแหละ ท่านก็บอกท่านเป็นหนเดียว เป็นเหมือนอย่างเดียวกันนี้ โห มันราบไปหมดเลย โล่งไปหมด เป็นหนเดียวท่านว่า จากนั้นมาก็เป็นคนละแบบ ๆ ไปตามเรื่อง เราก็ไม่สงสัย ท่านว่างั้น เพราะฉะนั้นเวลาเราสงสัยจะให้เป็นอย่างเก่า ท่านถึงขนาบเอาละซี

ท่านพูดถึงเรื่องความรู้แปลก ๆ แปลกมาก อัศจรรย์หลวงปู่มั่นเรานี่ ความรู้ความเห็นสิ่งต่าง ๆ พวกเปรต พวกผี พวกเทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม นี้ท่านเป็นธรรมดาเลยนะ ท่านกระจ่างแจ้งหมดเลย

มียายแก่คนนั้นแหละคนหนึ่งที่รู้จิตคนอื่น อย่างยายแก่ที่ว่าอยู่หนองผือที่ว่ามากระซิบหลาน นั่นละคนนี้แกก็รู้ คือแกมาพูดนี้แกพูด เรียกว่าหัวโบราณ พูดตรงไปตรงมาเลยไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไร พูดอย่างอาจหาญเสียด้วยนะเวลาพูดกับหลวงปู่มั่น เกี่ยวกับเรื่องเทวบุตรเทวดา ยังไง ๆ นี้แกพูดได้สบายนะ มาเกี่ยวข้องกับแก แกเล่าถวายท่าน ท่านก็ฟัง ตรงไหนที่ควรแนะท่านก็แนะ ท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธนะ ว่าไม่ถูกไม่จริงอย่างนี้ไม่มี ตรงไหนควรจะแนะยังไงท่านก็แนะ เรื่องเทวบุตรเทวดาแกรู้จริง ๆ มาพูดให้ท่านฟังอย่างฉะฉานเทียวนะ

พระเณรเวลาแกมาทีไรรุมกันเต็มหมด คอยฟัง เพราะแกพูดอย่างอาจหาญมาก พูดถึงเรื่องจิตนี่อันหนึ่ง ให้พระฟังทั้งวัดนั่นแหละ วัดหนองผือนี้สว่างจ้าหมดเลย จิตหลวงพ่อครอบหมดโลก นอกนั้นเป็นความสว่างเต็มไปหมดในวัดนี้ สว่างดวงเล็กดวงใหญ่อะไรแกก็ว่าไป คือจิตที่สว่างมากก็เป็นเหมือนกับว่าดาวดวงใหญ่ว่างั้นเถอะนะ ดวงที่จิตสว่างน้อยก็น้อย เต็มวัด ว่างั้นนะ แกพูดอย่างอาจหาญด้วยนะ ท่านไม่เห็นปฏิเสธนี่ จิตหลวงพ่อ แกเรียกหลวงพ่อ จิตหลวงพ่อครอบหมดเลย สว่างครอบหมดเลย จิตดวงเหล่านั้นก็สว่างเป็นจุดเป็นดวง ๆ เต็มวัด

เวลาแกมาทีไรพระเณรนี้รีบล้างบาตรเช็ดบาตรปุบปับ ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เตรียมพร้อมมาอยู่หลังศาลานี้ แกพูดอยู่ข้างหน้า พระจะอ้อมเต็มข้างหลัง เพราะไม่ได้พูดเบา ๆ เสียงธรรมดา พูดดัง ๆ แกก็เป็นคนหูหนักหน่อย แล้วแกก็พูดเสียงดังมันก็ได้ยินกันหมด พูดถึงความสว่าง วัดหนองผือนี้สว่างจ้าเลย บอกว่าวัดหนองผือสว่างจ้าเลย จิตหลวงพ่อครอบหมดเลย ท่านก็ไม่เห็นค้านว่ายังไง แกพูดอย่างอาจหาญ แกพูดด้วยความเป็นของแก แกเห็นจริง ๆ นอกนั้นก็สว่างเป็นดวง ๆ คือพระเณรมีมากเป็นนักภาวนา ใครสงบมากน้อยเย็นมากน้อยในขั้นใดภูมิใดของธรรมภายในใจ ก็เห็นตามนั้น ๆ ความสว่างมันมีอยู่ตามกำลังของจิต แกเห็นจริง ๆ พูดอย่างอาจหาญด้วย

กับเราไม่เคยคุยกันนะ ไม่เคยคุยกันเลย เราก็มีแต่นั่งฟังอยู่นั้นแหละ อยู่ข้างบนกุฏิ ท่านนั่งทางนั้น เรานั่งทางนั้น แกก็มาคุยอยู่นั้นเราก็นั่งฟัง ส่วนพระเณรเต็มอยู่ข้างล่างไม่มีใครขึ้น มีแต่เรานั่งอยู่กับท่าน ฟัง หากไม่เคยคุยอะไรกับแกนะ จนกระทั่งที่ว่านี่แหละ แกมาดูตับเราอยู่แต่เมื่อไรก็ไม่รู้นะ แกมาดูตับเราตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ปีนั้นเราลงจากวัดดอยธรรมเจดีย์แล้วก็ไปวาริชภูมิ เราตั้งใจจะไปจำพรรษาที่ถ้ำวาริชภูมิ ตกลงใจแล้วนะว่าจะจำพรรษาที่นั่น เขาเรียกถ้ำบ้านทุ่งเชือก เพราะแถวนั้นเราเคยไปอยู่แล้ว ถ้ำนั้นถ้ำนี้เราเคยไปบำเพ็ญเป็นประจำ เราคนเดียว

วันนั้นท่านเพ็งขอติดตามไปจำพรรษาด้วย ลงจากวัดดอยธรรมเจดีย์ด้วยกัน เรามาพักวัดสุทธาวาสดูเหมือนสองคืนหรือสามคืน ออกจากนี่เราก็เดินทางต่อเลย ไปจำพรรษาวาริชภูมิ เหตุที่จะได้กลับมาก็คือว่า มีโยมคนหนึ่งชื่อทิดผาแกเคยไปวัด แกอยู่แถวนั้นละ บ้านหนองกุง ทางวาริชภูมิ เข้าบ้านตาดภูวง ภูเขาลูกนั้นเลยวาริชภูมิเข้าไป แกไปเล่าให้ฟัง แกบอกว่า โอ๊ย ไปดูสภาพของหนองผือคราวนี้เกิดความสลดสังเวช เป็นคนละโลกเลย แต่ก่อนพระนี้เต็มหมด เหลืองอร่ามเต็มวัด ไปคราวนี้มีหลวงตาอยู่สามองค์แก่ ๆ หลวงตาก็เป็นหลวงตาบ้านนั้นแหละ ไม่มีใครเลย วัดก็เหมือนร้าง ไปดูแล้วสลดสังเวชกลับมา

สะดุ้งเลยจิตเรานะพอได้ยินเท่านั้น สะดุดใจกึ๊กเลย บ้านนี้เป็นบ้านที่มีบุญมีคุณต่อพระต่อเณรจำนวนเท่าไร ๆ เลี้ยงได้หมด ๗๐ หลังคาเรือน พระเณรไปมากน้อยเขาเลี้ยงได้หมด ไม่มีตลาดลาดเลเป็นที่จับจ่ายขายสิ่งของนะ มีอะไรเขาก็เลี้ยงตามหลักธรรมชาติ พระเณรก็ไม่ใช่พระเณรหาอยู่หากิน พอยังชีวิตให้เป็นไปวันหนึ่ง ๆ ก็พอแล้ว โห นี่ครูบาอาจารย์ล่วงไปแล้วไม่มีใครไปเกี่ยวข้องเลยนี่ทำไง ตัดสินใจกึ๊กกั๊กเลย พอแกเล่าให้ฟังวันนี้ วันหลังก็ลง

ทีนี้เวลาเราไปอยู่ที่นั่น แกออกมาหา แต่แกไม่คุยธรรมะแบบที่แกรู้อย่างนั้นเห็นอย่างนี้เหมือนคุยกับหลวงปู่มั่นนะ แกก็มาหาธรรมดา ๆ แกไม่ได้คุยแบบเทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม รู้อย่างนั้นเห็นอย่างนี้ ว่ามาเยี่ยมท่านเฉย ๆ แหละ ไม่เรียกหลวงพ่อแหละ เพราะเรายังหนุ่มอยู่ มาเยี่ยมท่านนี่แหละ ญาท่านเสียไปแล้วก็ยังเหลือแต่ท่าน มาเยี่ยมท่าน แกก็พูดเพียงเท่านั้นแหละ

แต่สำคัญที่แกกระซิบหลานแกนั่นซิ ไอ้หลานก็หลานบ้า มันน่าคิดนะ คือถ้าเป็นอย่างเรานี้เท่านั้นแหละ เป็นอันว่าไม่เปิดเลย นี่ซิมันน่าคิด เอ๊ จิตใจคนเป็นยังไง เพราะเราฟังเป็นธรรมนี่ เราไม่ได้ฟังเพื่อความเข้าเนื้อเข้าตัวอะไร เราฟังเป็นธรรม ชื่อแกชื่อพุธ เป็นผู้รับบาตรของหลวงปู่มั่น ส่งบาตรรับบาตรมาประจำ เป็นหลานของยายแก่คนนี้ แล้วก็เรียกหลานไปกระซิบอย่างว่านั่นซี ไอ้พุธ กูจะกระซิบมึงนะ มึงอย่าไปบอกใครนะ จากนั้นก็บรรยายถึงเรื่องของเรา นี่พ่อตายแล้วพ่อยังนะมึงรู้ไหม ท่านมหาบัวนี้ เรียกท่านมหาบัวนะ เพราะตอนนั้นเรายังหนุ่มนี่ ท่านมหาบัวนี้เป็นอันเดียวกันกับญาท่านนะ พ่อตายพ่อยังนะ ให้มึงอุปถัมภ์อุปัฏฐากท่านให้ดีนะ พยายามอย่าให้ท่านหนีไปไหนนะ ให้เป็นที่ร่มเย็นของวัดหนองผือเรา พ่อตายพ่อยังอยู่นะ กระซิบหลาน มึงอย่าไปบอกใครนะ กูพูดกับมึงโดยเฉพาะ

แล้วไอ้นี้มันยังไงจึงมาพูดกับเรา มันน่าคิดนะ เวลาพูดก็มาพูดแบบนี้ละ กระซิบอย่าไปบอกใครนะ แล้วก็มาบอกเรานี่ กระซิบเรานี่นะ มันน่าคิดนะ เอ๊ จิตใจคนทำไมเป็นอย่างนี้นา เขากระซิบก็จะบอกอะไรบอกเรา ไม่เห็นมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องบอกเรา อะไรใครจะไปรู้ยิ่งกว่าเรารู้เรา แล้วยังมาบอก น่าคิด เพราะฉะนั้นเราถึงได้มาคิดเป็นข้อตลก จิตใจยังไงมันถึงเป็นอย่างนั้นได้ แล้วมาพูดกับเราเสียด้วยนะ พูดกับคนอื่นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ไปกระซิบคนนั้นมึงอย่าไปบอกใครนะ องค์นั้นเป็นอย่างนั้น ๆ นะ นั้นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง นี่มาพูดกับเรานี่นะ มันน่าคิดอยู่มากนะ

แกรู้เรื่องจิตของใคร ๆ ไม่สงสัยเลยแหละ นั่นเห็นไหมมันเป็นเองนะ คิดดูอย่างแกพูดถึงความสว่างของจิตภายในหนองผือ เป็นเหมือนดวงเหมือนดาวสว่างหมดเลยวัดหนองผือ แกดูเห็นหมดเลย

การบำเพ็ญการทรงมรรคทรงผลนี้ ธรรมของพระพุทธเจ้าคงเส้นคงวา แต่ผู้ปฏิบัติไม่มี เวลานี้ศาสนาเป็นตำราไปหมดแล้วนะ ศาสนาเป็นศาสนาตัวหนังสือ เป็นศาสนาตำรับตำรา ไม่มีใครสนใจในภาคปฏิบัติเพื่อผลดังพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายรู้เห็นมา เพราะไม่มีปฏิบัติ เรียนเท่าไรมันก็เท่านั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร ศาสนานี้เรียกว่าขาดตาเต็งตาชั่ง ศาสนาไม่เต็ม ผู้ถือศาสนาถือเอาเพียงตำรับตำราความจดความจำ ภาคปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานไม่มีมันก็ไม่ปรากฏ มันก็ไม่รู้

พอเรียนจำมาได้แล้วก็ว่าตัวรู้ตัวเห็นตัวเฉลียวฉลาดนักปราชญ์แหลมคมไปเสีย เพียงความจำเท่านั้นก็เอามาเป็นมรรคเป็นผลแล้ว เหมือนอย่างแปลนบ้าน ได้แปลนมาเท่านั้นก็ว่าเป็นบ้านเป็นเรือนแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทำการก่อสร้างปลูกสร้าง มันเป็นบ้านเป็นเรือนได้ยังไงก็แปลน นี่จดจำได้มากน้อยเพียงไรก็จดจำแบบแปลนแผนผัง ที่ทรงชี้แนะให้ดำเนิน แปลนบ้านเพื่อการปลูกสร้าง เขาไม่ได้เอาแปลนบ้านเป็นบ้านเป็นเรือนนี่นะ เขาเอาการปลูกสร้างต่างหาก ปลูกสร้างไปมากน้อยเพียงไรทำตามแปลน ๆ ก็สำเร็จรูปขึ้นมา จนกระทั่งเป็นบ้านเรือนตึกรามบ้านช่องโดยสมบูรณ์

ภาคศาสนาก็เหมือนกัน ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติคือการศึกษาเล่าเรียน จำแบบแปลนแผนผังแล้ว เอาละที่นี่ให้ทำยังไง ท่านสอนแล้วนี่ ให้เจริญสมาธิภาวนายังไง ๆ นั่นคือภาคปฏิบัติ แต่ไม่สนใจภาวนาไม่สนใจปฏิบัติล่ะซิ แล้วเอาความจำนี้มาเป็นมรรคเป็นผล มันเป็นมรรคเป็นผลได้ยังไง ความจำไม่ใช่เป็นวิธีการแก้กิเลส ภาวนาต่างหาก ภาคปฏิบัติต่างหาก เป็นวิธีแก้กิเลส ถ้าเข้าไปตรงนั้นแล้วก็จะแก้กิเลสเป็นลำดับลำดาไป นี่มันไม่ได้เข้าไปนั้น ไม่ได้สนใจ เลยเอาภาคปริยัติภาคความจำมาเป็นมรรคผลนิพพาน ก็ได้แต่ชื่อได้แต่ลมปาก อวดลมปากกันเฉย ๆ อวดความจำกันเฉย ๆ ไม่ได้มีความจริงออกมาอวด

นี่ละศาสนาหมดหมดอย่างนี้ ศาสนาไม่เต็มบาทเต็มเต็ง ผู้ปฏิบัติเมื่อปฏิบัติเข้าไปมันก็เห็นอย่างที่ว่านี่ ก็ท่านสอนเพื่อให้รู้นี่ แบบแปลนแผนผังปริยัตินี้สอนเข้าไปเพื่อให้ปฏิบัติ เพื่อรู้เพื่อเห็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นมาแล้วอย่างไร ไม่ปฏิบัติก็ไม่เห็น เลยไม่ได้เรื่องได้ราว ดีไม่ดีพูดถึงว่าผู้รู้ผู้ทรงมรรคทรงผลนั้น กิเลสนี้มันจะปัดทันทีเลยว่าไม่เชื่อ มันจะเชื่อแต่ความจำว่าเป็นมรรคเป็นผลพอแล้วนะ มันไม่ได้เชื่อภาคปฏิบัติว่าจะยังมรรคผลขึ้นมาได้ ว่าสมบูรณ์แล้วในความจำเป็นอย่างนั้นนะเวลานี้

เรียนได้มากน้อยเพียงไรก็ภูมิใจเห่อเป็นบ้ากัน ประสาความจำ ใครเรียนก็จำได้ด้วยกันทุกคน เด็กเรียนก็จำได้ เรียนธรรมเรียนโลกเรียนได้จำได้ทั้งนั้น ผู้หญิงผู้ชายเรียนได้จำได้ด้วยกัน แต่ไม่มีวิชาแขนงใดที่แก้กิเลสด้วยความจำได้ไม่มี ต้องมีภาคปฏิบัติ ถ้ามีภาคปฏิบัติแล้วก็อย่างว่านั่นแหละ เอ้า เริ่มแล้วนะ นั่น เช่นปลูกบ้าน เริ่มขุดหลุมขุดอะไร เริ่มเห็นร่างของมันแล้ว นี่กำลังเริ่มขุดหลุม เอ้า เทคานเทเสามันก็เริ่มเห็นมาเป็นลำดับ จนกระทั่งเทเสาขึ้นไปวางคานอะไรมันก็เห็นเป็นลำดับ ๆ ไป จนกระทั่งบ้านนี้สมบูรณ์แบบด้วยการปฏิบัติ มันก็เริ่มเห็นตั้งแต่สมาธิขึ้นไป เริ่มแรกเรียกว่าขุดหลุมเทเสาเทคานเรื่อยขึ้นไป เห็นขึ้นไป ๆ ชัดขึ้นไป ๆ สูงขึ้นไปเรื่อย ก็เหมือนเทคานขึ้นสูงเรื่อย ๆ ธรรมะเหล่านี้ก็ค่อยสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีภาคปฏิบัติ

เหมือนกับการก่อสร้างมีอยู่ สร้างไปทุกวัน ๆ มันก็ขึ้นทุกวัน นี่ปฏิบัติทุกวัน ๆ มันก็เสริมทุกวัน เหมือนสร้างทุกวันสร้างมรรคสร้างผลในหัวใจเรามันก็เด่นขึ้น ๆ เมื่อเต็มที่แล้วก็เหมือนสร้างบ้านสร้างเรือน สมบูรณ์แล้วก็เห็นชัดว่า เอ้อ นี่สมบูรณ์แล้ว ขั้นปฏิบัติก็เหมือนกันเริ่มตั้งแต่จิตเป็นสมาธิ ปฏิเวธก็เริ่มเห็นแล้ว อ้อ นี่เริ่มเป็นสมาธิแล้ว สมาธิขั้นไหนเป็นปฏิเวธ รู้เป็นลำดับ ๆ จนกระทั่งปัญญาวิมุตติหลุดพ้น เป็นปฏิเวธโดยลำดับ จนกระทั่งถึงปฏิเวธขั้นสมบูรณ์แบบเต็มที่เหมือนเขาสร้างบ้าน นี่ที่ว่าปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เป็นคู่เคียงกันไปแยกกันไม่ออก

นี่ไปแยกปริยัติออกเป็นอันหนึ่ง ทีนี้ปฏิบัติไม่มี ศาสนาเลยขาดบาทขาดตาเต็งเวลานี้ ไม่มีใครทรงมรรคทรงผล ไม่มีใครปฏิบัติจะเอามรรคเอาผลมาจากไหน พระพุทธเจ้าสอนให้ปฏิบัติเพื่อมรรคเพื่อผล แต่ไม่ปฏิบัติแล้วจะเอามรรคผลมาจากไหน มันก็มีแต่กระดาษ มีแต่ความจำ นอกจากนั้นยังไม่แล้วนะ เจ้าของไม่ปฏิบัติแล้วยังปฏิเสธคนผู้ปฏิบัติที่รู้ที่เห็นมาว่า ไม่ให้รู้ไม่ให้เห็น ให้เป็นเหมือนตัวนี้ ว่าศาสนาไม่มีมรรคมีผลไปอย่างนั้นนะ พูดเรื่องมรรคเรื่องผลหัวเราะกันลั่นนะทุกวันนี้ อู๊ย น่าทุเรศนะ

คือกิเลสมันหนาเข้าทุกวัน ๆ เหยียบย่ำทำลายธรรมของจริงไม่ให้ปรากฏขึ้นเลย ให้มีแต่ของปลอมเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วอยู่กันด้วยของปลอม ๆ เผาตัวเองอยู่อย่างนั้น ธรรมที่เป็นของจริงที่จะมาชะล้างของจอมปลอมนี้ไม่มีไม่ยอมรับกัน ปฏิเสธกัน เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้นมีโอกาสที่ควรจะพูดเราจึงพูดบ้าง เทศน์เรื่องมรรคเรื่องผล ของปลอมมันมีเต็มบ้านเต็มเมืองยังพูดถึงมันได้ ของจริงมีทำไมพูดไม่ได้วะ ของจริงมีคุณค่ามากกว่าของปลอมขนาดไหน พระพุทธเจ้าเป็นองค์จริง ธรรมเป็นของจริง ทุกขั้นของธรรมเป็นของจริงทั้งนั้น รู้ได้มากน้อยเอามาพูดไม่ได้มีอย่างเหรอ ได้ทั้งนั้นแหละ

รู้อย่างเต็มหัวอกแล้ว เอ๊า ใครจะว่าให้ว่าไปซิ นู่นน่ะมันสะทกสะท้านที่ไหนวะ ใครจะมาติฉินนินทา ใครจะยอมรับใครไม่ยอมรับไม่ได้สนใจ ธรรมชาตินั้นไม่มีความบกพร่อง ไม่ได้มีการได้การเสีย การได้การเสียมันเกิดอยู่กับผู้ฟังต่างหาก เขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เป็นเรื่องของเขา ถ้าเขาเชื่อก็จะเป็นสิริมงคลแก่เขาเอง ถ้าเขาไม่เชื่อก็เป็นอกุศลที่คัดค้านอรรถธรรมไม่ยอมรับ นี้เป็นบาปแก่เขาเอง ผู้ได้ผู้เสียอยู่กับผู้ฟังต่างหาก ผู้พูดไม่มีได้มีเสีย ของจริงจะไปเสียที่ไหน ต้องจริงตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นถึงคราวที่จะพูดเราจึงพูด อย่างที่ว่านี่เราก็ไม่เคยพูดนะแต่ก่อน เราไม่เคยพูดแหละ อยู่ไปกินไปอย่างนั้น เขาว่างูก็งู เขาว่าปลาก็ปลา ไปกับเขาเสีย ไปอย่างนั้นนะ ทีนี้มีเหตุการณ์ที่ควรจะเปิดก็เปิดอย่างนี้ละ นี่เปิดด้วยเหตุผล เปิดด้วยเหตุการณ์ ไม่ได้เปิดเพื่อความโอ้อวด เราเปิดตามเหตุการณ์ต่างหาก บ้านเมืองของเราก็เป็นอย่างนี้ละ เป็นเหตุการณ์ที่จะให้ดลบันดาลธรรมเหล่านี้ได้ออกมา แต่ก่อนเราไม่เคยพูดนะ ก็คิดดูซิตั้งแต่ ๒๔๙๓ นานไหมล่ะ

คือวันที่เขาเอาไปเทียบนะ เอาไปเทียบวันที่ ที่เราจำได้เราก็จำได้ว่าแรม ๑๔ ค่ำเดือนหก นี่เป็นที่เราจำได้นะ แต่วันที่เราจำไม่ได้ วันที่ ๑๕ พฤษภาฯ ครับ เออ วันที่ ๑๕ พฤษภาฯ เวลา ๕ ทุ่ม ดูนาฬิกา ๕ ทุ่มเป๋งพอดีเลย ๒๔๙๓ โห เหมือนฟ้าดินถล่มนะ อัศจรรย์ล้นโลกล้นสงสาร ตื่นเต้น เรื่องขันธ์มันตื่นเต้นของมันนะ ล้นโลกล้นสงสาร น้ำตานี้พังเลยเทียวนะ เป็นเองนะ ไหลรินเลยเชียว มีแต่ โอ้โห ๆ อยู่อย่างนั้น พูดอะไรไม่ออกแต่ไม่สงสัย มีแต่ โอ้โห ๆ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ท่านตรัสรู้อย่างนี้เหรอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ท่านตรัสรู้อย่างนี้เหรอ พระอรหันต์ตรัสรู้ท่านตรัสรู้อย่างนี้เหรอ มันขึ้นมันรำพึงรำพันอะไรด้วยความอัศจรรย์

พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันเดียวกันได้ยังไง คือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้วนั่นน่ะมันถึงได้เอาอันนี้มาพูด แต่ก่อนไม่เคยคาดเคยคิดว่าจะเป็นอย่างนี้ พอเจอเข้าไปตรงนี้ไม่ต้องไปถามใคร พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง ๆ อยู่นั่นนะ นั่นคิดดูซิถามใครวะ พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม ก็ของอันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน โผล่ขึ้นมาจุดเดียวกัน แน่ะ แล้วจะสงสัยกันที่ไหน

โห อัศจรรย์เกินคาด เวลาเกิดเป็นขึ้นมาเป็นเหมือนฟ้าดินถล่มเลยนะ ระหว่างสมมุติกับวิมุตติพรากจากกัน สมมุติก็คือเรื่องของกิเลสทั้งหลายนั่นเองจะเป็นอะไรไป วิมุตติคือความหลุดออกมาพรากจากกัน เหมือนฟ้าดินถล่ม ขันธ์นี้ตื่นเต้น ที่ว่าน้ำตาร่วงคือขันธ์ ธรรมชาตินั้นไม่มีอะไรแหละ ขันธ์มันเป็นของมันเองเพราะเป็นสมมุติ มันก็เหมือนโลกทั่วไป แม้แต่ถูกควันไฟน้ำตามันก็ร่วงใช่ไหมล่ะ นี่เรียกว่าขันธ์ มันก็เป็นของมันได้

ดูเสียทุกอย่าง เวลามันจ้าขึ้นมาหมดแล้ว โถ ๆ พระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร ๆ ไว้เป็นของตายตัว ๆ หมดเลย ไม่มีแง่ใดเงื่อนใดที่จะไปแก้ไขและจะไปสงสัย โอ้โห อย่างนี้เหรอพระพุทธเจ้ารู้ รู้อย่างนี้เหรอ ๆ คือมันรู้แล้ว ไม่ต้องถามพระพุทธเจ้าแล้ว มันประจักษ์ อย่างที่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ตรัสรู้อย่างนี้เหรอ

ทีนี้สิ่งต่าง ๆ ที่มันรู้เห็นรอบตัวของมันอีกก็อย่างนี้เหรอเหมือนกัน คือมันรู้รอบ จิตนี่ กระจายตั้งแต่วงแคบ กระจายออกไปจนถึงวงกว้าง มันประจักษ์อยู่ในหัวใจ มองไปที่ไหนมันจ้า โห อย่างนี้เหรอ ๆ เพราะฉะนั้นจึงได้วิตกวิจารณ์มาก มาเน้นหนักเรื่องบาปเรื่องบุญเรื่องนรกสวรรค์ด้วยความเป็นห่วงจริง ๆ นะ ตรงนี้จะถูกกิเลสเอาไปถลุงหมดดังที่เคยถลุงมา มีผู้มาตักเตือนมาฉุดมาลากจะได้รู้ตัว จึงเน้นหนักจุดนี้ ๆ ให้มาก เป็นสิ่งที่ไม่ควรกล้าหาญอวดดีต่อพระพุทธเจ้า อวดดีต่อความจริงทั้งหลายที่มีอยู่เป็นอยู่มาตั้งกัปตั้งกัลป์

นรกไม่ได้มีอยู่ในวันนี้สองวันนี้นะ มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ เป็นอย่างนี้มาตลอด ไปเจอเข้าแล้วก็รู้เอง อ๋อ อย่างนี้เหรอ แล้วใครว่านรกไม่มี แล้วไฟนรกเป็นยังไง มันพูดไม่ออกนะ ว่าไฟนรกกับไฟธรรมดาเรานี้ไม่ได้เหมือนกัน ผิดกันคนละโลก ความร้อนในนรกกับความร้อนธรรมดาเรานี้ก็ผิดกันอีกคนละโลก อันหนึ่งความร้อนเป็นวิบากกรรม อันหนึ่งความร้อนเป็นธรรมดา ผิดกัน ผิดกันทุกอย่าง ๆ เลย ว่าบาปก็เหมือนกัน แย็บปั๊บ นั่นเวลามันทันกันแล้วมันรู้หมดเลย พอจิตกระดิกพับนี้ออกแล้ว เรียกว่าทำกรรมแล้ว ออกไปทางชั่วเรียกว่าทำบาปแล้ว ออกไปทางดีเป็นทำบุญแล้ว แล้วผลจะขึ้นมาพร้อมกัน เหมือนกับเงาตามตัวว่างั้นเถอะ แยกกันไม่ออก มันจัง ๆ อย่างนั้นจะให้ว่ายังไง

พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านรู้อย่างนั้นจริง ๆ ไม่ได้มาแบบลูบ ๆ คลำ ๆ สอนเราหนา คำสอนทุกอย่างแม่นยำหมดทุกอย่างเลย ไม่ว่าบาป ว่าบุญ ว่านรก สวรรค์ มันก็เหมือนกับบ้านของเรานี้ นั่นพื้นบ้าน นั่นถนนต่ำ อันนี้สูง สูงเป็นชั้น ๆ นรกก็แบบเดียวกัน ต่ำลง ๆ คือหมายความว่าเผ็ดร้อน ๆ มากเข้าไปโดยลำดับลำดา แล้วจะมาวาดภาพให้กันดูได้ยังไง แต่จะปฏิเสธความรู้ความเห็นได้ยังไงว่าไม่รู้ไม่เห็น ก็มันเห็นอยู่นั้น ความจริงมีอยู่นี้มาตั้งกัปตั้งกัลป์ ไม่ใช่มีมาวันนี้สองวันนี้ พระพุทธเจ้าองค์ไหนมาตรัสรู้ก็มาเห็นอย่างเดียวกันนี้ ก็สอนแบบเดียวกันนี้ เพราะฉะนั้นถึงว่าพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ไม่เคยโกหกใคร

ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าแล้วจะผ่านไปได้ ทุกข์ยากลำบากขนาดไหน เอ้า บืน บืนตามพระพุทธเจ้า อย่าวิ่งตามกิเลสก็แล้วกัน กิเลสนี้ไม่ได้ดึงนะ มันดูดไปเอง ๆ ถ้าทำความชั่วแล้วทำได้ง่ายมาก เพราะฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงจมอยู่ในนรกมากที่สุด เพราะมันง่าย มันไหลไปเลย ถ้าเรื่องทางต่ำแล้วไหลเลย ๆ ต้องต้านทานสู้กันกับกิเลส ถ้าจะทำความดีมันไม่อยากทำ มันฝืน ก็คือกิเลสนั่นแหละฝืน เราไม่รู้ซิว่าคือกิเลสตัวฝืน อะไรก็ไปโยนให้ธรรมเสียว่าการทำความดีนี้ยาก นู่นน่ะเห็นไหม การสร้างคุณงามความดีนั้นยาก ๆ กิเลสพาให้ยากมันไม่ให้เห็นมัน ถ้าดูแล้วมันเห็นหมด

ทีนี้พออันนี้จางลงไปแล้วเพราะธรรมมีกำลังมาก อันนี้ก็ค่อยจางลงไป ๆ สุดท้ายก็ได้รั้งเอาไว้อย่างที่ว่านี้ ความเพียรกล้านั่น ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ความว่าทุกข์ว่าลำบาก ความขี้เกียจขี้คร้านหายหน้าไปหมดไม่มีอะไรเหลือเลย ก็ทราบชัดซิว่าคือกิเลสทั้งนั้น มันพังลงไปหมด ๆ เหลือแต่กำลังของธรรมพุ่ง ๆ เลย ธรรมออกทำงานเต็มเหนี่ยว ความขี้เกียจขี้คร้านมาจากไหนไม่มี นั่นมันเห็นกันโดยลำดับลำดา พระพุทธเจ้าก็สอนตามนั้น

เพราะฉะนั้นให้ตะเกียกตะกายหนา อย่าเชื่อมันเกินไป เราเชื่อมันมาพอแล้ว มันเคยให้ความทุกข์แก่เรามากต่อมากแล้วให้พากันเข็ดหลาบ ถ้าพระพุทธเจ้าสอนไม่ได้แล้วแสดงว่าเรานี้หมดคุณค่าจริง ๆ ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นธรรมที่ว่าสวากขาตธรรม ชอบทุกอย่างแล้ว ไม่มีอะไรเคลื่อนคลาดจากหลักความจริงที่สอนไว้แล้วนั้นเลย ไม่ว่าบาปว่าบุญว่านรกสวรรค์ มากน้อยหนักเบาแค่ไหน เป็นไปตามความจริงทั้งหมด

นี่จวนตายเท่าไรยิ่งเป็นห่วงมาก มิหนำซ้ำยังมาเห็นชาติบ้านเมืองของเรากำลังจะล่มจะจมอยู่แล้วมันก็ทนไม่ไหว จึงได้ดีดตัวออกมานั่นซิ เคยคิดเมื่อไรว่าจะได้มาช่วยโลกแบบนี้ เราไม่เคยคิดนะ เราเป็นนิสัยวาสนาอาภัพไม่เคยยุ่งอะไรกับใคร อยู่ที่ไหนก็อยู่อย่างนั้น การทำประโยชน์ให้โลกทำด้วยความเมตตา ทำมาตลอด หากไม่ให้ใครมายุ่ง เขาจะมาลงข่าวลงคราวอะไร อย่ามายุ่งนะว่างั้นเลย เพราะเราไม่ต้องการ สุดท้ายก็ได้มาเปิดหัวอกให้ฟังอย่างปีนี้ซิ ปีนี้เป็นปีเปิดหัวอก

ปีนี้เปิดหมดไส้หมดพุงเลยเพราะจวนตายแล้ว โลกผู้ดีจะได้เป็นคติอันดีงาม เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตน ไอ้โลกที่มันหยาบหนาแบบ ไอ.ซี.ยู. นั้น คนไข้เข้าห้อง ไอ.ซี.ยู. ก็สุดวิสัยที่จะแก้ไข เมื่อไม่เชื่อแล้วก็กรรมของสัตว์ ปล่อยเท่านั้นเอง เพราะการพูดนี้เราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการพูดของเรา ใครจะชมเราก็เท่าเดิม ใครไม่ชมก็เท่าเดิม เราพูดก็เท่าเดิม ไม่พูดก็เท่าเดิม หลักธรรมชาติของเราเองเป็นอย่างนั้น นี่แยกออกไปก็เพื่อประโยชน์แก่โลกทั้งนั้น จะรับได้มากน้อยเพียงไรก็แล้วแต่จะรับกัน เมื่อรับไม่ได้แล้วก็สุดวิสัย กรรมของสัตว์ ก็ลงเท่านั้นเอง

พระพุทธเจ้าท่านก็สอนไว้แล้วว่า อุคฆฎิตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ ขั้นสุดของมันจริง ๆ หมดค่าหมดราคาจริง ๆ แล้วก็ปทปรมะ ถ้าเป็นคนไข้ก็เข้าห้อง ไอ.ซี.ยู. ไม่สนใจกับยากับหมอ คอยแต่ลมหายใจเท่านั้น ประเภทนั้นก็ปล่อยไปตามเรื่องเสีย กรรมของสัตว์ ก็เท่านั้น ที่ควรเยียวยากันได้ก็เยียวยากันไป

ให้พากันพิจารณาให้พากันตื่นเนื้อตื่นตัว พระพุทธเจ้าไม่ใช่ศาสดาองค์ปลอมหนา อย่าเห็นพระพุทธเจ้าเป็นของเล่น เห็นกิเลสตัณหาเป็นของจริง เวลานี้กิเลสตัณหาเป็นของจริงเต็มบ้านเต็มเมือง มันเหยียบย่ำทำลายบ้านเมืองให้ได้รับความเดือดร้อนนี้มีแต่เรื่องของกิเลสทั้งนั้น ธรรมท่านไม่มาทำความเดือดร้อนให้แก่ใคร แต่ไม่มีใครสนใจนั่นซิ เพราะฉะนั้นถึงบึกบึนนะ ฝืนหนา ไม่ฝืนไม่ได้นะ มันหนาแน่นมากเท่าไรก็เอาให้มันหนักลงไปซิ จึงเรียกว่านักต่อสู้ สู้กับกิเลสนั่นแหละ กิเลสเป็นตัวข้าศึกกั้นกางไม่ให้เราทำความดี ไม่ใช่อะไรนะ มีแต่กิเลสทั้งนั้น

มันไม่ให้เห็นมันนะ มันถึงพาให้ตำหนิธรรม จะสร้างความดีอะไร ๆ นี้เป็นความลำบาก ๆ ไปหมด ธรรมเลยเป็นนักโทษเป็นผู้ต้องหาไปแล้ว กิเลสเป็นเจ้านายใหญ่โตแล้วเวลานี้ มันไม่ให้เห็นตัวของมันง่าย ๆ นะ จะทำอะไรขึ้นชื่อว่าความดีนี้มันต้องฝืนทันที ในหัวใจเรานั่นแหละ มันจะสร้างเหตุการณ์ขึ้นมาทันที ๆ ดูเอานะดูหัวใจ อยู่ที่นั่นละ กิเลสอยู่ที่หัวใจ พอจะสร้างความดีก็อยู่ที่หัวใจ พอเราเริ่มจะสร้างความดีประเภทไหนมันจะมาขวางทันที ๆ นี่ละตัวมารดูเอา แก้ตัวนี้ได้แล้วไม่มีอะไรหึงหวงในโลกอันนี้ หมด

เอาเท่านั้นละพอ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก