ชาติ…ศาสนาเท่านั้นที่จะนำได้
วันที่ 18 ธันวาคม 2541
สถานที่ : สวนแสงธรรม กทม.
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กทม.

เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๑

ชาติ…ศาสนาเท่านั้นที่จะนำได้

สตินี้เป็นไปได้สองทาง ตามธรรมดาของโลกสตินั้นเป็นโลกล้วน ๆ ไม่มีความหมาย แต่สติธรรมนี้มีความหมายมีคุณค่า ทำคนให้ดีได้ สติธรรมดาทั่ว ๆ ไปนี้ไม่ใช่คนบ้าใครก็มีเหมือนกัน แต่ส่วนมากเอาไปใช้ในสิ่งเหล่านั้นเสียหมดเลย ปัญญาเหมือนกัน ปัญญาก็เพื่อสิ่งที่จะเสียหาย สติเสียหาย ความเคลื่อนไหวเลยกลายเป็นความเสียหายไปตาม ๆ กัน

เดี๋ยวนี้เวลาพูดถึงอรรถถึงธรรมนี้จะไม่มีใครสนใจแล้วนะ รู้สึกว่ามีความสนใจกันน้อยมาก เราจึงวิตกวิจารณ์เกี่ยวกับชาติไทยของเราซึ่งเป็นชาวพุทธ ที่เหินห่างจากธรรมไปทุกเวล่ำเวลา ไม่ได้หันหน้าเข้ามาสู่ธรรมเลย ทีนี้ความเดือดร้อนมันก็เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า เพราะคนที่ไม่หันหน้าเข้าสู่ธรรม ต้องหมุนตัวเข้าสู่กิเลสคือฟืนคือไฟในขณะเดียวกัน นี่ละมันมาเผาบ้านเผาเมือง

ทีนี้โลกก็ไม่เห็นโทษของมันน่ะซิ จึงลำบากที่ธรรมจะฉุดจะลากกลับมา เราไปเทศนาว่าการที่ไหน การช่วยชาติเราวางเพียงเป็นพื้นฐาน แต่ที่จะทำคนให้เป็นประโยชน์มากเกี่ยวกับเรื่องธรรมะ แนะนำสั่งสอนธรรมะนี้เป็นข้อหนักแน่นมากในการเป็นผู้นำของเรา เพราะฉะนั้นการเทศนาว่าการบางบทบางบาทบางสถานที่จึงมีเน้นมีหนักบ้าง เรียบ ๆ ธรรมดาก็มี มีเน้นมีหนักมีกระตุกบ้าง มีทุบมีตีบ้าง เพราะกิเลสมันไม่มีเวลาสงบตัว มีแต่ความคึกความคะนอง ความไม่พอดีทั้งนั้น

เรื่องของกิเลสแล้วจะหาความพอดีไม่ได้ แต่เจ้าของกับกิเลสมันก็เป็นอันเดียวกันเสีย ทีนี้ความไม่พอดีก็คือเราเอง เราก็ไม่มองดูเรา อะไรก็สงวนเรา เลยอะไรแตะไม่ได้ แตะเรา เพราะกิเลสเป็นเรา นี่ละมันลำบากนะ ถ้าธรรมเป็นธรรม กิเลสเป็นกิเลส มีสารคุณต่างกัน เราก็จะพอแยกออกได้

โอ๋ย หนักใจเหมือนกันนะ นี่เราพูดตามเหตุตามผลตามอรรถตามธรรม เป็นภาษาของธรรมจึงพูดอย่างตรงไปตรงมา หนักใจอยู่มากนะ มองดูแล้วมันเป็นฟืนเป็นไฟทุกหย่อมหญ้า แต่กิเลสมันไม่ให้มองนะมองฟืนมองไฟ ทั้ง ๆ ที่เผาอยู่นั่นนะ เผาหัวใจของโลก เพราะกิเลสเป็นไฟเผาอยู่นั่น แต่กิเลสไม่ให้มองโทษของไฟคืออะไร มันจะให้ดีดให้ดิ้นไปอย่างนั้น ดิ้นไปตามกิเลสนะไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย โห ทำยังไง

นั่นซิพระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัย เราเอามาพิจารณาเทียบเคียงทุกสิ่งทุกอย่างหมดแล้ว ยอมรับที่ทรงท้อพระทัยในการสั่งสอนสัตวโลก ทั้ง ๆ ที่เวลาพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้นั้น เป็นเวลาที่เหมาะสมแก่การโปรดสัตว์ ที่มีอุปนิสัยสมควรที่จะได้รับอยู่แล้ว ถึงอย่างนั้นยังทรงท้อพระทัย ถ้าไม่ใช่กาลเวลานั้นแล้วจะเป็นยังไง

คือเวลานั้นผู้ที่จะรับอรรถรับธรรมยังมีอยู่มาก พอดีกับพระพุทธเจ้าตรัสรู้มาก็เหมือนมาเปิดปากคอกวัวที่ถูกขังอยู่ ให้ออกจากคอก ๆ ไป ถึงขนาดนั้นยังทำให้พระองค์ท้อพระทัย เพราะวัวที่อยู่ในคอกนั้น ถ้าพูดถึงเรื่องว่ามีวัวพันตัวให้อยู่ในคอก ถูกกักถูกขังด้วยกิเลส ตัวที่มาอยู่ปากคอกคอยที่จะออกจากปากคอก เพื่อพ้นภัยจากการถูกขังนั้น มีวัวไม่กี่ตัว นอกนั้นมีแต่นอนหันหน้าไปทางก้นคอกทั้งหมด ไล่ตีออกทางนี้มันก็ดันออกก้นคอกทางโน้น ก้นคอกคือก้นนรกอเวจี มันไม่ออกปากคอกเพื่อความสุขความเจริญ เพื่อบุญเพื่อกุศลเพื่อสวรรค์นิพพานอะไรเลย พระองค์ทรงท้อพระทัย ทั้ง ๆ ที่วัวเหล่านี้มีอยู่ที่จะออกปากคอก แต่ดูวัวที่ไม่สนใจจะออกปากคอกมันหนาแน่นขนาดไหน ท้อพระทัยต่อวัวประเภทนี้ นี่ละทรงท้อพระทัย

ทรงทำความปรารถนามาแต่ละพระองค์ ๆ โห หนักมากทีเดียว นี่ละคือความอุตส่าห์พยายามที่จะอุ้มโลกอุ้มสงสาร รื้อขนสัตวโลกให้พ้นจากความทุกข์ความทรมานเป็นขั้นเป็นตอนไป แต่ละพระองค์ ๆ นี้ลำบากมาก ในพุทธวงศ์ในประวัติท่านแสดงไว้เรื่องของพระพุทธเจ้าที่ทรงสร้างบารมีมาแต่ละองค์ ๆ กว่าจะได้มาตรัสรู้เป็นศาสดาสอนโลกนี้แหม ที่ท่านแสดงไว้ในตำราว่า เป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ล้าน ๆ คนก็ตาม ที่จะปรารถนาให้เป็นพระพุทธเจ้า ให้สำเร็จตามความปรารถนานี้ คนเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ล้าน ๆ นั้น หาได้อย่างมากไม่เลย..เช่นอย่างคนหนึ่งล้านคนนี้หาได้สักคนหนึ่งก็ยังยาก นอกนั้นล้มเหลว ๆ ไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่ปรารถนาไว้ ล้มเหลว ๆ กลางคัน เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงอุบัติยาก

ตรัสรู้ขึ้นมาเพียงแต่ละพระองค์ ๆ เพราะอุบัติยากที่สุด ความฝืนเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้านี้ต้องฝืนตลอดมากี่กัปกี่กัลป์ จึงจะเต็มภูมิของศาสดาแล้วมาสอนโลก ใครจึงไม่กล้าฝืนไม่กล้าบึกบึน เพราะกิเลสมันง่ายนิดเดียว ถ้าไปทางกิเลสแล้วไม่ต้องฝืน ไหลเลย ๆ ถ้าเป็นทางธรรมแล้วต้องฝืน ๆ ฝืนกิเลสนั่นแหละไม่ใช่ฝืนอะไรนะ กิเลสมันกักมันขังมันดันเอาไว้ มันกีดมันขวางไม่ให้ก้าวออกมาทางด้านความดี มันก็เป็นยาก ๆ ไปเสีย ถ้าก้าวออกมาทางธรรมนี่ยาก เพราะฉะนั้นจึงหาผู้สำเร็จตามความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า คนเป็นจำนวนแสน ๆ ล้าน ๆ สักรายหนึ่งก็ไม่ได้ ไปไม่ไหวถูกการต้านทานของกิเลสไม่ไหว มันกีดมันกันมันขวางไว้ สุดท้ายก็ล้มเหลวไป ๆ ล้มเหลวไปตามกิเลสนั่นแหละ

อันนี้หลวงตานี้พูดจริง ๆ นะพูดแบบเปิดอก พูดด้วยความสัตย์ความจริง พระพุทธเจ้ามีจำนวนมากน้อยเพียงไรเราไม่สงสัยเลย เพราะมีสถานที่อุบัติ อย่างที่เขาเขียนไว้ในอะไร เรายังสลดสังเวชนะ คือผู้เขียนก็หลับตาเขียนอย่างว่า บท สมฺพุทฺเธ อฏฺฐวีสญฺจ ทฺวาทสญฺจ สหสฺสเก ไปถึง สมฺพุทฺเธ นวุตฺตรสเต อฏฺฐจตฺตาฬีสสหสฺสเก นมัสการพระพุทธเจ้าเป็นล้าน ๆ องค์ สองล้านองค์อย่างนี้ เขาเขียนฟุตโน๊ตไว้ข้างล่าง ถ้าภาษาของเราก็ว่าเหลือเชื่อว่างั้นเถอะนะ เขาไม่เชื่อผู้ที่เขาเขียนหนังสือนะ เขาไม่เชื่อ เรากลับสลดสังเวชเขาอีกกับความไม่เชื่อของเขา ว่ามันมืดขนาดไหนมนุษย์นี้ ทั้ง ๆ ที่เขียนธรรมก็ลบล้างธรรมอยู่ในตัวของมันอย่างนี้ ไม่ยอมเชื่อ แน่ะ มันจับกันตรงนั้นนะ ธรรมกับกิเลสมันจับกัน มันน่าจะเป็นล้าน ๆ อะไร

พระพุทธเจ้าอุบัติมาตั้งแต่กัปไหนกัลป์ใด ฟังซิ กี่กัปกี่กัลป์ กัปหนึ่งความนานแสนนานของแต่ละกัปเท่านั้นก็พอแล้ว เหลือเชื่อ ๆ ด้วยกันทั้งนั้น แล้วมันจะเชื่อพระพุทธเจ้าว่ากี่กัปกี่กัลป์องค์หนึ่งได้มาตรัสรู้ ๆ มันจะเชื่อได้ยังไง เพียงกัปหนึ่งมันก็เชื่อไม่ได้ เพราะยืดยาวนานจริง ๆ จึงเป็นกัปหนึ่งกัลป์หนึ่ง สำหรับเราเองเชื่อล้านเปอร์เซ็นต์เลย พร้อมกับความสลดสังเวช อย่างคำที่ว่าพระพุทธเจ้าสองล้านสามล้านพระองค์เขาไม่เชื่อ ว่ามีได้เป็นได้ แต่สำหรับเราเองตัวเท่าหนูก็ตามมันกระจ่างอยู่นี่จะว่าไง มันเห็นอยู่นี่ พระพุทธเจ้าครอบท้องฟ้ามหาสมุทร ครอบไตรโลกธาตุ มีแต่พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ บรรลุธรรมถึงธรรมทั้งแท่ง เหมือนกับน้ำมหาสมุทรทะเลหลวงที่ไหลรวมลงแห่งแม่น้ำสายต่าง ๆ แล้วไปเป็นมหาสมุทรทะเลหลวง

กว้างขนาดไหนแม่น้ำมหาสมุทร นั่นยังไม่ได้กว้างเท่าธรรมที่ครอบโลกธาตุนะ ที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ พระอรหันต์แต่ละองค์ ๆ ตรัสรู้แล้ว กระจายเป็นแม่น้ำมหาวิมุตติมหานิพพาน มากขนาดไหน มากี่กัปกี่กัลป์ นั่นเทียบกันซิ มหาสมุทรทะเลหลวงสูญไปไหน มหาวิมุตติมหานิพพานจากจิตของท่านผู้บริสุทธิ์ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมาถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า ถึงพระอรหันต์ที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์มีจำนวนเท่าไร ๆ เมื่อถึงขั้นบริสุทธิ์ก็เหมือนกับสายน้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลลงสู่มหาสมุทรทะเลหลวง กลายเป็นธรรม ๆ ครอบโลกธาตุนานแสนนานมากขนาดไหน นั่นซิจึงมาเห็นว่าสองล้านองค์นี้ว่าเหลือเชื่อนี้ แหมสลดสังเวชนะ

ดูน้ำเพียงกำเดียวเท่านี้ก็ว่าเหลือเชื่อแล้ว มันไม่เคยเห็นน้ำในมหาสมุทรคนประเภทนั้น มันเห็นน้ำแต่ในขี้ตมขี้โคลนอย่างที่เป็ดเขาเล่นอยู่ตามนี้ มันไม่เคยเห็นน้ำในมหาสมุทรทะเล เทียบแล้วเป็นยังไง จิตประเภทนี้มันจิตเล่นน้ำตามคลองต่าง ๆ ไม่ใช่จิตมหาสมุทรทะเลหลวง ไม่ใช่จิตมหาวิมุตติมหานิพพานจะไปรู้ได้ยังไง ครอบโลกธาตุ จิตที่บริสุทธิ์กลายไปเป็นธรรม ๆ ไปหมดเลย

ที่ว่าบริสุทธิ์นั้นพูดถึงเวลาขันธ์ยังครองอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วพระจิตเป็นนิพพานแล้ว ยังครองขันธ์อยู่ พระอรหันต์บรรลุธรรมแล้วจิตเป็นนิพพานแล้ว จิตถึงมหาวิมุตติมหานิพพานถึงทะเลหลวงแล้ว ยังครองขันธ์อยู่เรียกว่าจิตบริสุทธิ์ พอขันธ์พรากไปจากนั้นแล้วก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพานล้วน ๆ ไม่มีกิริยาของสมมุติเหล่านี้เข้าเจือปนเลย เป็นนิพพานล้วน ๆ นั่นละที่ว่าท่านไปนิพพานแล้ว ๆ คือถึงมหาสมุทรทะเลหลวงแล้ว ถึงมหาสมุทรทะเลแล้ว น้ำสายนี้ ๆ ถึงมหาสมุทรแล้ว นี่ละผู้บำเพ็ญบารมี มีมาดั้งเดิมนะ คุณงามความดีค่อยสร้างค่อยทำไป ค่อยเป็นไปในจิต เชื่อมโยงไปกับจิต ๆ หนุนจิตไปเรื่อย ๆ ทีนี้เมื่อพอตัวแล้วก็เข้าถึงมหาสมุทรทะเลหลวง คือมหาวิมุตติมหานิพพาน

โห พูดจะว่าอะไรธรรมดา แม้แต่จะพูดก็ท้อใจที่จะพูด ใครจะไปเชื่อ วัฏจักรของกิเลสมืดแปดทิศแปดด้านครอบโลกธาตุ สามไตรโลกธาตุนี้เป็นวัฏจักรของกิเลสทั้งนั้น มืดดำกำตา จะมีตาดวงไหนสว่างกระจ่างแจ้งพอเห็นวี่แววของนิพพาน ของธรรมทั้งดวง นี่มันน่าทุเรศมันอ่อนใจหนา นี่ที่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือถ้าหากมองไปธรรมดาแล้วมันมืดแปดทิศแปดด้านเลย กับพระจิตที่บริสุทธิ์พุทโธเลิศเลอที่สุดนั้นมันเข้ากันไม่ได้นะ ทั้ง ๆ ที่จะสั่งสอนสัตว์อยู่แล้วยังท้อพระทัย จึงทรงพิจารณาก่อนที่จะสั่งสอนสัตวโลก

เหมือนว่าภูเขาทั้งลูกนี้ที่หนาแน่นไปด้วยหินผาป่าไม้นี้ จะมีสารประโยชน์อะไรบ้างแฝงอยู่ในนั้น มีไหม หรือจะมีแต่หินแต่ผาแต่อิฐแต่ทราย สารประโยชน์ที่ยิ่งกว่านั้นยังมีแทรกอยู่นี้ไหม พระองค์ก็ทรงเล็งญาณ อ๋อ ภูเขาทั้งลูกนี้มีสารคุณสารประโยชน์อยู่ในนี้ แทรกอยู่ ๆ ในเขาลูกนี้ไม่ไร้สาระเสียโดยถ่ายเดียว แล้วก็ถอดเอาอันใดที่เป็นสารประโยชน์จากภูเขาลูกนั้น ๆ ออกมา ๆ ส่วนภูเขาทั้งลูกที่ไม่เป็นสารประโยชน์ในเวลานั้นก็ทิ้งมันไว้ก่อน นี่ละทรงเล็งญาณดูสัตวโลกที่มืดหนาสาโหดที่สุด เทียบกับภูเขาทั้งลูก มันเต็มไปหมด แต่ผู้มีอุปนิสัยพอที่จะเป็นไปได้ในธรรมทั้งหลาย เป็นสารประโยชน์ ยังมีแทรกอยู่ในนั้น ๆ นี่ละที่ท่านตรัสรู้แล้วท่านมาถอนเอาอย่างนี้

ท่านไม่เอาได้หมดนะ เอาได้เท่านั้น ๆ เรื่อยมา พระพุทธเจ้าองค์ใดมาตรัสรู้ก็แบบเดียวกันมาถอนเอา ๆ เหตุที่ท่านท้อพระทัยคือมันหนาแน่นไปหมด มองดูเผิน ๆ แล้วเหมือนไม่มีสาระอะไรเลย มีแต่ความมืดบอดเต็มโลกธาตุเต็มวัฏจักรวัฏวน ไตรโลกธาตุเต็มไปหมดเลย แต่เวลาดูเข้าจริง ๆ แล้วมันก็มีสารประโยชน์แทรกอยู่ ๆ ในนั้น จึงสอนตามจุดที่มันแทรกพอจะเป็นประโยชน์ แล้วถอนเอานั้น ๆ เช่น บรรลุมรรคผลนิพพาน หรือสำเร็จขั้นนั้นขั้นนี้ เรียกว่าออก ๆ นอกจากนั้นก็หนุนกันเข้ามา ๆ ด้วยอำนาจแห่งการสร้างคุณงามความดี หนุนเข้ามา มันก็ค่อยเป็นสาระขึ้นเรื่อย

นี่ละที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วมาสอนโลกไม่ขาด ก็คือมันมีสาระนั่นเอง ต้องมา พระพุทธเจ้าไม่มาไม่ได้โลกหมดความหมายเลย ไม่มีสาระกับอะไรเลยถ้าไม่มีธรรมเข้ามาแทรก ไม่มีธรรมเข้ามาถอดมาถอน ศาสนาจึงต้องมี เพราะกำแพงของกิเลสมันหนาแน่นเกินกว่าสัตว์ตัวใดในโลกที่จะพังทลายมันได้ นอกจากผู้มีธรรมเท่านั้น หรือธรรมเท่านั้นที่จะพังมันได้ ว่าผู้มีธรรมเหมาะกว่า ถ้าว่าธรรมแล้วก็กว้างขวางมาก ธรรมก็ธรรมของผู้มีธรรมนั่นแหละทำลายได้ เช่นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ทำลายกำแพงวัฏจักรนี้ทะลุออกได้เลย ก็ต้องมีผู้มีธรรมถึงจะเอามาทำลายได้ ธรรมเฉย ๆ ท่านก็ไม่ทำลายอะไร ถ้าธรรมชาติแท้ ๆ ท่านก็ไม่ทำลายอะไรเป็นธรรมล้วน ๆ อยู่นั้น นำออกมาทำประโยชน์ก็เป็นอาวุธสังหารวัฏจักร สังหารกิเลสได้

นี่มันเป็นจริง ๆ หนา เพราะฉะนั้นเมื่อเช้านี้เทศน์เผ็ดร้อนมากอยู่นะ จนถึงกับกระเทือนโรคหัวใจ มาพูดตอนเช้า ๆ ในศาลานี้เราก็หากพูดแต่ไม่เน้นหนักไม่เต็มเหนี่ยว เมื่อเช้านี้เต็มเหนี่ยวเลย พุ่งออกเลยเทียว แล้วแต่โอกาสวาระที่จะออกมากน้อย ธรรมในหัวใจว่างั้นเลย ว่าอื่น ๆ เราว่าไม่ได้ เพราะในหัวใจเราไม่มีอะไรมีแต่ธรรมล้วน ๆ กิเลสตัวไหนจะมาแทรกไม่เห็นมีก็บอกว่าไม่มี เวลาออกก็ออก อย่างเมื่อเช้านี้ออก เน้นหนัก ปลุกประชาชนพี่น้องชาวไทยของเราให้ตื่นเนื้อตื่นตัว

เราเป็นผู้นำอยู่เวลานี้ เรานำด้วยความเสียสละชีวิตจิตใจทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่ออุ้มชาติไทยของเรา เรานำด้วยความเสียสละจริง ๆ ด้วยความเมตตาเต็มสัดเต็มส่วนไม่มีอะไรเสียดาย ที่จะช่วยอุ้มชาติไทยของเรา และนำด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมเต็มเปี่ยมด้วยไม่มีข้อลี้ลับ ไม่มีมลทิน เพราะไม่มีกิเลสตัวใดจะมาแฝงในการดำเนินของเรา เพราะเราดำเนินด้วยความบริสุทธิ์ใจ

จึงได้ประกาศเตือนพี่น้องชาวไทยของเรา ให้พากันตื่นเนื้อตื่นตัว เวลานี้ยังเป็นกาลอันควร เวลานี้กำลังเหมาะสมที่เราจะต่างคนต่างตื่นเนื้อตื่นตัวช่วยชาติของเรา อย่ามัวถือทิฐิมานะกีดขวางเป็นอันตรายต่อชาติบ้านเมืองของเรา ด้วยความสำคัญมั่นหมาย ด้วยว่าตนมีอำนาจวาสนา ตนมียศถาบรรดาศักดิ์สูงต่ำ ตนมีความรู้ความฉลาดเหนือใคร ๆ เหล่านี้เป็นข้าศึกศัตรูต่อชาติบ้านเมืองอย่างยิ่ง เพราะเหตุไร

เพราะชาติเป็นเรื่องใหญ่โตมากยิ่งกว่าบุคคลแต่ละคนที่จะมาทนงตัวอยู่อย่างนั้น แล้วธรรมเป็นธรรมชาติที่เหนือโลก เกินกว่าที่ทิฐิมานะดังที่กล่าวนี้จะมาขัดขวางได้ ถ้าไม่ตั้งใจจะเป็นอันตรายต่อตัวเองและชาติบ้านเมือง อย่ามากีดมาขวางการดำเนินเพื่อช่วยชาติบ้านเมืองของเรา เพราะเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ชาติไทยของเราทั้งชาติเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อไร แล้วศาสนาเสียด้วยเป็นผู้นำ อย่างอื่นนำไม่ได้ อย่างอื่นก็คือเรื่องของกิเลสมันพาโลกให้ฉิบหายมานานเท่าไร เมืองไทยเรานี้จนจะล่มจะจม ไม่ใช่เรื่องกิเลสจะเป็นเรื่องอะไร

ดีไม่ดีมันจะเอาชาติไทยทั้งชาตินี้เป็นอาหารกินโต๊ะกันก็ได้นี่ ถ้ามีอำนาจมาก ๆ คนเลวขนาดนั้นต้องเป็นได้ ไม่ว่าใครก็ตาม มันจะเอาคนทั้งชาติมากินโต๊ะกินเลี้ยงกันก็ได้นี่ ไม่ได้คำนึง เพราะมันหนาแน่นพอแล้ว มันไม่คำนึงถึงว่าพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ประกาศลั่นโลกมานานแสนนานกี่กัปกี่กัลป์ ว่าบาป บุญ นรก สวรรค์ มีอยู่เป็นประจำโลก อย่าท้าทายอย่าอวดดีถ้าไม่อยากจม เวลามีลมหายใจอยู่ก็อวดเนื้ออวดตัว เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นลมปาก ความสำคัญมั่นหมายเป็นทิฐิมานะขึ้นมา อวดอ้างธรรม แต่เวลาลมหายใจขาดสะบั้นลงไปแล้วนี้ผึงเดียวเท่านั้น นั่นมีไหมอำนาจทีนี้ เอ้าตอบความจริง ความจริงหนักยิ่งกว่านี้ขนาดไหน จึงต้องได้พิจารณากัน

ให้ต่างคนต่างช่วยเหลือกันเวลานี้ ชาติไทยของเราจะขึ้นด้วยความรักชาติ ขึ้นด้วยความสามัคคี ขึ้นด้วยการเสียสละ ไม่ได้ขึ้นด้วยแบบอื่น ๆ อย่างใด ขึ้นด้วยธรรมขึ้นด้วยศาสนา จึงต้องให้พากันรวมกำลังน้ำใจต่อกัน อย่าถือก๊กถือเหล่าถือพวกถือพ้อง ถือทิฐิมานะ มากีดมาขวางมาเป็นอันตรายต่อชาติบ้านเมืองของเรา ซึ่งเป็นทรัพย์มหาสมบัติทั้งชาตินี้ด้วย เราอย่าเอาเข็มมางัดภูเขา เอาซุงมางัดภูเขา ถ้าไม่อยากจมทั้งเป็น ต้องช่วยเหลือกันเต็มกำลังความสามารถ

ศาสนาเป็นผู้นำ ศาสนาเป็นภัยต่อใครเมื่อไร ไม่เคยเป็นภัยต่อผู้ใด ธรรมไม่เคยเป็นภัยต่อผู้ใด กิเลสต่างหากเป็นภัย จึงว่าให้พี่น้องทั้งหลายรีบช่วยกันนะเวลานี้ เราเองเราก็นำศาสนามาโปรดโปรยสั่งสอนพี่น้องทั้งหลาย เรียกว่านำศาสนามา เราก็นำด้วยความบริสุทธิ์ใจของเรา เราเป็นธรรมทั้งดวงแล้วในหัวใจดวงนี้ เราไม่เป็นข้าศึกต่อผู้ใด ใครเป็นข้าศึกต่อเราเราก็ไม่เป็นข้าศึกต่อใคร เราเป็นเรา ธรรมเป็นธรรมอยู่อย่างนั้น

ใครจะถือว่าเป็นก๊กเป็นเหล่าเป็นพวกเป็นพ้องข้าศึกศัตรูต่อเราก็ตาม เราก็ไม่เป็น เราเป็นเรานำชาติด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ด้วยความเมตตาล้วน ๆ อยู่ตลอดไป ตามกำลังความสามารถที่จะเป็นไปได้เท่านั้น ส่วนที่คิดแยกคิดแยะว่าคนนั้นเป็นข้าศึกต่อเรา คนนี้เป็นศัตรูต่อเรา ก๊กนั้นเป็นนั้น ก๊กนี้เป็นนี้ เราไม่เคยไปสนใจ นอกจากจะอุ้มชาติบ้านเมืองของเราขึ้นโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ด้วยความพร้อมเพรียงแห่งชาติของเรามีเท่านั้น

เพราะฉะนั้นจึงได้ปลุกบรรดาพี่น้องทั้งหลาย มันเลยสะท้อนกลับมาสู่โรคหัวใจเลยรู้สึกเมื่อเช้าเดินจงกรมอยู่บนกุฏิ มันมีลักษณะแปลก ๆ เอ้อ วันนี้แปลก ๆ นะ ไม่แสดงนานอะไรแหละ เราก็รู้สาเหตุมันทันที เพราะเราใช้ลมมาก พูดอย่างเน้นหนัก พูดออกมาจากพลังของธรรมพลังของใจล้วน ๆ มันก็รุนแรง ทีนี้มันก็สะท้อนเข้าไปสู่โรคหัวใจจึงแสดงออกมา

เมื่อเช้านี้ประกาศก้องถึงเรื่องที่ว่า เราช่วยเต็มสติกำลังความสามารถ ชีวิตจิตใจของเราได้มอบแล้วกับการช่วยชาติคราวนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา เมื่อเช้านี้พูดอย่างนั้น สุดท้ายทั้งขันธ์ชำรุดทรุดโทรมที่จะแตกจะตายลงไป ไม่นานมันก็ตาย ไม่นานมันก็แตก สุดท้ายอันที่สองก็บอกว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่กลับมาเกิดในโลกเกิดตาย ๆ แบกหามกองทุกข์มาตั้งกัปตั้งกัลป์นี้ต่อไปอีกแล้ว เราจึงได้ว่าเราช่วยตัวเองสุดเหวี่ยงมาแล้ว ได้ชัยชนะมาแล้วด้วยความคว่ำวัฏจักรให้ขาดสะบั้นลงจากหัวใจ

บอกจนกระทั่งถึงวันนั้น เดือนนั้น พ.ศ.เท่านั้น เวลาเท่านั้น วันนั้นเป็นวันสังหารกิเลสขาดสะบั้นลงจากหัวใจ ธรรมที่ไม่เคยคาดเคยฝันได้พุ่งขึ้นมากระจ่างแจ้งครอบโลกธาตุจากหัวใจดวงเดียวนี้ เมื่อกิเลสตัวปิดบังมืดบอดนั้นได้พังจากใจแล้ว ใจสว่างจ้าขึ้นมา ไม่เคยคาดเคยฝันว่าจะรู้จะเห็นก็เป็นขึ้นมาอย่างนี้ มันประจักษ์อยู่ในหัวใจจะให้ว่ายังไง รู้อย่างนั้นเห็นอย่างนั้น นอกจากจะพูดหรือไม่พูดตามแง่หนักเบาที่ผลประโยชน์จะเกิดขึ้นมากน้อยเท่านั้น ถ้าผลประโยชน์จะเกิดขึ้นมากน้อยเราก็พูด ถ้าไม่เกิดก็ไม่พูด รู้ก็เหมือนไม่รู้ เห็นเหมือนไม่เห็น ไปสถานที่ใดควรหลับหูหลับตาก็หลับหูหลับตาไปเสีย ควรที่จะพูดสงเคราะห์เป็นประโยชน์แก่ผู้มาเกี่ยวข้องมากน้อยก็สงเคราะห์ไป ๆ เป็นราย ๆ เรื่อย ๆ ไป

แต่มาคราวนี้เป็นคราวสำคัญในชีวิตของเรา ซึ่งเป็นความเกี่ยวพันกับชาติไทยของเรา ทั้ง ๆ ที่เราก็เคยทำประโยชน์ต่อโลกมาด้วยความสงบเงียบไม่มีอะไร เหมือนกับว่าทำประโยชน์แก่โลกมาแบบใต้ดิน ไม่เคยออกข่าวออกคราวอะไร เราก็ทำมาแล้ว ทีนี้เมื่อมาเห็นชาติไทยของเรากระเทือนทั่วประเทศไทยนี้ ความเมตตาซึ่งเราเคยทำอยู่แล้วทำไมจะไม่ตื่นตัว ก็ต้องตื่น นี่ละที่ได้ออกมาช่วยชาติไทยของเรา เราไม่เคยคาดเคยฝันว่าเราจะได้ทำอย่างนี้เป็นอย่างนี้ เหตุการณ์มันหากบังคับขึ้นมาเอง จึงได้ตัดสินใจออกช่วย ช่วยก็ช่วยจริง ๆ ด้วยนะ ประกาศก้อง

แล้วประกาศที่เปิดอกในคราวนี้ปีนี้นะ แต่ก่อนไม่เคยเปิดไม่เคยบอก เฉยเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ แต่ปีนี้ปีที่มาเปิดหัวอก เปิดปูมหลังให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายได้ทราบก็เพราะว่า เราจะเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลาย การนำนั่นนำด้วยเหตุผลกลไกอะไร เป็นผู้นำด้วยแบบหัวชนฝาออกมา หรือนำด้วยเหตุผลกลไกอะไร จึงต้องได้เปิดปูมหลังให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายได้ทราบ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อเป็นเรื่องของเขา เราไม่มีได้มีเสียจากการพูดจากความจริงของเรา พูดเราก็ไม่มีได้มีเสีย ไม่พูดไม่เปิดเราก็ไม่มีได้มีเสีย เราคือเราอยู่เต็มตัว

ที่เปิดที่พูดออกไปนี้ ส่วนที่จะเป็นประโยชน์ยังมี ส่วนที่จะไปหากอบโกยเอาฟืนเอาไฟ เช่นอย่างว่าไม่เชื่อ ว่าโอ้ว่าอวด ก็เป็นเรื่องกรรมของสัตว์เราช่วยไม่ได้ รายไหนที่พอจะช่วยได้ก็มีอยู่ มันก็จำเป็นต้องได้เปิดออกมาเพื่อผู้จะมีรายได้ให้ได้รับผลประโยชน์ไปตามกำลังของตน เหตุนั้นจึงได้เปิดออก ปีนี้เป็นปีเปิดหัวอกบอกชัด ๆ เลย เราเก็บมาธรรมะประเภทนี้เก็บมาได้ ๔๘ ปี ๔๙ ปีนี้แล้ว ลองนับมาดูซิ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ มาถึงวันนี้นานเท่าไร คิดดูก็แล้วกันกี่ปีก็รู้เอา บอกสถานที่ด้วยว่า บนวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร บนวัดดอยฯ นั่นคือว่าบนเขา บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ฟ้าดินถล่มกันบนหลังเขา เวลา ๕ ทุ่มเป๋งพอดี เราบอกถึงขนาดนั้น

เอามาอวดหาอะไร ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของโอ้ของอวด ธรรมเป็นธรรม หนักที่ตรงไหน มีอยู่ก็เหมือนไม่มี แล้วแต่เหตุการณ์ที่จะสัมผัสหนักเบามากน้อยที่จะแสดงออก เมื่อไม่มีอะไรแล้วก็เหมือนไม่มีอะไร ถึงขนาดนั้นเรายังต้องมาเปิด เพราะเห็นแก่ชาติบ้านเมืองของเรา ว่าศาสนาเท่านั้นที่จะนำได้ อย่างอื่นนำไม่ได้ ต้องเอาศาสนา สมกับเราเป็นชาวพุทธ มาเป็นผู้นำของพี่น้องชาวพุทธทั้งหลายเรา เพื่อจะได้ต่างคนต่างตั้งเนื้อตั้งตัวปรับปรุงตัวเอง ทุกคน ๆ ปรับปรุงตัวเองให้เข้าร่องรอยของธรรม แล้วจะเป็นไปเพื่อความสงบสุขร่มเย็น

การปรับปรุงตัวเองก็ประกาศให้ทราบแล้วว่า ให้มีความประหยัดมัธยัสถ์ ทุกคน ๆ ให้มีความประหยัดมัธยัสถ์ อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมในการอยู่การกินการใช้การสอย ให้รู้จักประมาณ นี่ละรากฐานที่จะเชิดชูเมืองไทยของเรา ให้แน่นหนามั่นคงและสงบสุขต่อไป แล้วรายบุคคลแต่ละคน ๆ ให้มีศีลธรรมเข้าแทรกอยู่ในใจเสมอ อย่าวิ่งตามความโลภโดยไม่คำนึงถึงความผิดถูกชั่วดี ความโกรธ ราคะตัณหาน้ำล้นฝั่ง ให้พากันระมัดระวัง ให้อยู่ในฝั่งในขอบในเขต สอนไปหมด เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นภัยทั้งนั้น ถ้ารักษาไม่ได้ ระงับไม่ได้ เป็นไฟเผาตัว เป็นไฟเผาบ้านเผาเมืองไปหมด จึงต้องมีธรรมเป็นน้ำดับไฟ

ถ้าเราถอดถอนมันไม่ได้ ความโลภมันมีก็ให้มีอยู่ในขอบเขตแห่งธรรมครอบงำกันอยู่รักษากันอยู่ มันก็ไม่ผาดโผนโจนทะยานพอจะก่อฟืนก่อไฟเผาตัวเองและผู้อื่นไปมากมายนัก ราคะตัณหาก็เหมือนกันมีอยู่กับทุกคน ทุกตัวสัตว์มีราคะตัณหาทั้งนั้นเป็นพื้นฐานของใจ นี้ปฏิเสธไม่ได้ แต่ทีนี้สัตว์เขาไม่มีธรรมในใจ เขาไม่มีเครื่องรักษาก็ปล่อยไปตามยถากรรมของสัตว์ แต่เราเป็นชาวพุทธมีธรรมเป็นเครื่องรักษา ให้นำธรรมเข้ามาเป็นขอบเป็นเขตเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ให้รักษาให้อยู่ในขอบในเขตของหญิงของชายของผัวของเมีย อย่าข้ามขอบเขตออกไปซึ่งเป็นการข้ามธรรม แหวกแนว จะเป็นความเสียหายแก่ตนเองนั้นแลและส่วนรวมด้วย เหล่านี้ก็ได้ชี้แจงให้ทราบหมด

นี่ละการปรับปรุงตัวเองให้ปรับปรุงอย่างนี้ การจับการจ่ายใช้สอยอะไรให้เลือกให้เฟ้นพินิจพิจารณาเสียก่อนจึงซื้อจึงขายกัน ปรับปรุงตัวเองตลอด อย่าเห็นอะไรผ่านมาก็คว้า ๆ อย่างนี้เสียคนเสียนิสัย แล้วกุลบุตรสุดท้ายภายหลังเกิดขึ้นมาก็เอาตัวอย่างอันไม่ดีที่พ่อแม่วางไว้แล้วนี้ เอาไปเผาตัวเองตลอดไป สุดท้ายก็ไม่มีใครมีฝั่งมีฝามีหลักมีเกณฑ์ทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะต่างคนต่างทำแบบเดียวกัน ถ้าต่างคนต่างสงวนรักษาอย่างที่ว่านี้แล้ว เด็กก็ได้คติตัวอย่าง เด็กเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาเพื่อรักษาชาติบ้านเมือง ได้คติอันดีงามนี้ไปรักษาชาติบ้านเมือง บ้านเมืองก็มีความเจริญรุ่งเรืองและแน่นหนามั่นคงขึ้นไป เพราะบ้านมีขื่อมีแป เนื่องจากผู้รักษาบ้านเช่นอย่างชาติไทยของเรา ต่างคนต่างมีขอบเขตมีหลักมีเกณฑ์ ชาติไทยก็มีหลักมีเกณฑ์ได้ เหล่านี้เราก็สอนเต็มที่แล้ว

นี่ละที่ว่าไปสอนธรรม ไปที่ไหน การช่วยชาติบ้านเมืองด้วยวัตถุต่าง ๆ นี้เป็นแถวแนวที่จะช่วยชาติประเภทหนึ่ง แต่ประเภทสำคัญคือจิตใจ ได้แก่ธรรมที่จะเข้าสู่จิตใจให้มีความแน่นหนามั่นคง หนักแน่นมั่นคงขึ้นไป อันนี้สำคัญมาก จึงต้องได้สอนทางด้านจิตใจควบคู่กันไป

การควบคุมตัวเองอย่างไรก็ตามเถอะ ขอให้อยู่ในกรอบของฆราวาสที่เป็นชาวพุทธ เราก็พอสงบในชาติไทยของเราที่เป็นชาวพุทธ คือมีขอบมีเขตมีฝั่งมีฝา ระมัดระวังตัวเองนี้ เรียกว่ามีวินัย มีธรรมวินัยเครื่องควบคุมเพื่อความปลอดภัย ทีนี้พระก็เป็นอีกแบบหนึ่ง พระท่านหนักเข้าไปลึกเข้าไป เข้มงวดกวดขันกว่าฆราวาสเข้าอีกเป็นขั้น ๆ ตอน ๆ เช่นอย่างว่าศีล ๒๒๗ ก็เป็นข้อบังคับของพระไม่ให้แหวกแนวออกไป ข้ามศีลทำลายศีลออกไปก็เป็นความปลอดภัยและเดินตรงตามแนว ถ้าแหวกแนวก็เรียกว่าผิดทางแล้ว ศีลด่างพร้อย ศีลขาดศีลทะลุ พระก็ไม่มีความหมาย จึงต้องให้รักษา

ชีวิตของพระคือศีล เพศประกาศเข้ามาว่าเป็นผู้มีหลักเกณฑ์เป็นพระ มีขอบเขตมีธรรมมีวินัยเป็นเครื่องประกาศตนให้โลกได้เห็น เราก็รักษาตามนั้น ธรรมก็รักษา ที่นี่ธรรมก็ยิ่งละเอียด รักษาเข้มงวดกวดขันเข้าไป มันอยากเรื่องความอยาก กิเลสมันไม่ได้บวช เราไปบวชเรามีอุปัชฌาย์ เราไปบวชแต่กิเลสมันไม่บวช มันไม่กลัวอุปัชฌาย์ มันเป็นกิเลสวันยังค่ำ เมื่อเป็นเช่นนั้นความอยากที่เคยเป็นมาในหัวใจของเรา มันเคยอยากประเภทใด ความอยาก อยากรู้อยากเห็นอยากดู อยากสัมผัสสัมพันธ์ อยากกินอยากใช้ มันก็เป็นความอยากเหมือนกับฆราวาสเขา ทีนี้เราก็บังคับไม่ให้มันอยากประเภทที่จะเสียพระเรา นี่เรียกว่ารักษาเข้าเป็นขั้น ๆ

ดูถ้าจะดูเพื่อความเสียพระ ไม่ยอมดู ฟังเพื่อความเสียพระให้ศีลด่างพร้อยธรรมด่างพร้อยไม่ยอมดูไม่ยอมฟัง ไม่ยอมสัมผัสถูกต้อง ไม่ยอมดื่มยอมกิน ไม่ยอมไปไม่ยอมทำ ฝืนมันตลอด นี่เรียกว่าเพื่อรักษาตัวให้เข้มงวดกวดขันเข้าไป เพื่อจะให้เข้าลงช่องอันสำคัญทะลุปรุโปร่งถ่ายเดียว ตีกันเข้าไปอย่างนี้เป็นขั้นเป็นตอน ๆ นี่ละพระเราเป็นอย่างนี้ มีศีลมีธรรมเข้มงวดกวดขันเข้าไปโดยลำดับ

เอ้า หนักเข้าไป ยิ่งผู้มีความมุ่งมั่นต่อมรรคผลนิพพานโดยถ่ายเดียวด้วยแล้ว ผู้นั้นยิ่งหนักการระมัดระวังรักษาตัว ไม่มีอะไรที่จะหนักมากยิ่งกว่าผู้ที่มุ่งมรรคผลนิพพานแล้วปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ยอมให้กิเลสตัวใดเข้ามาแทรกเลย เมื่อไม่ยอมให้มันแทรกมันต้องแทรก กิเลสนะ ต้องต่อสู้กัน การต่อสู้กับกิเลส ความอยากความทะเยอทะยานอยากรู้อยากเห็น อยากเป็นอยากคิดในเรื่องนั้นเรื่องนี้ตัดเข้าไป ๆ ต้องฝืนกัน มันต้องหนัก หนักเข้าเป็นลำดับ เพราะกิเลสเป็นภัยอยู่รอบด้าน เราต้องบุกต้องเบิกต้องต่อสู้ตลอดเวลา

นี่ซิหนักมากผู้บวชเพื่อมรรคผลนิพพานจริง ๆ หนักมากจริง ๆ หนักมากนั่นคือว่ากิเลสมันขัดมันขวางมาก ถ้าเราไม่ฝืนมันมันก็ไม่ค่อยเท่าไรนัก มันก็ดึงเราไปตามภาษาตามเพศของฆราวาสของพระไปในขั้นนั้น ๆ พระก็อยู่ในขั้นนี้ พระผู้ต้องการมรรคผลนิพพานแล้วมันยิ่งฉุดใหญ่มันยิ่งสู้ใหญ่ ต้องได้สู้กับมันอย่างหนัก นี่ที่ว่าหนัก ๆ คือว่ากิเลสมันสู้เรา มันกลัวเราจะผ่านพ้นเงื้อมมือของมันไป มันหนักตรงนี้

ที่ว่าลำบาก ๆ มีแต่การต่อสู้กับกิเลสอันเป็นขวากเป็นหนามเป็นฟืนเป็นไฟทั้งนั้น ไม่ได้ต่อสู้ธรรม ธรรมท่านไม่มีอะไร กิเลสต่างหากที่เป็นข้าศึกที่กีดที่ขวางไม่ให้ทำความดี มีแต่กิเลสทั้งนั้น แต่เราไม่เห็นนั่นซี ทีนี้เวลาผ่านไป ๆ สิ่งเหล่านี้มันค่อยอ่อนลง ๆ ยุบยอบลงไป ๆ เหยียบหัวมันไปเรื่อย ๆ ทีนี้สิ่งเหล่านี้ไม่มีพุ่งเลย เมื่อมีแต่ธรรมแล้วธรรมนี้พุ่งเลย ไม่มีอะไรมากีดมาขวาง เพราะกิเลสถูกเหยียบย่ำทำลายเผาแหลกไปโดยลำดับแล้ว ด้วยความเป็นนักต่อสู้กัน

อย่างที่เราพูดนี้เราเคยปฏิบัติมาอย่างนั้น บางคนเขาไม่ยอมเชื่อ แต่เราก็เชื่อเราแล้วเขาไม่เชื่อก็เป็นเรื่องของเขา เราก็ทำของเรามาอย่างนี้แล้ว ด้วยความเชื่อเราว่าได้ทำอย่างนี้มาแล้ว ส่วนเขาจะเชื่อไม่เชื่อเป็นเรื่องของเขา เขาไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรกับเรา เราไม่ไปหวังผลประโยชน์อะไรจากเขา เราเอาจากเราต่างหาก นี่พูดถึงเรื่องว่าหนักเราหนักจริง ๆ การสู้กิเลส

บรรดาลูกศิษย์ใกล้ชิดที่พูดกันเป็นกรณีพิเศษเราเปิดออกหมดเลย วิธีการต่อสู้กับกิเลสหนักเบามากน้อยเพียงไรเปิดออกหมด จนกระทั่งถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง เผาศพกิเลสเรียบหมดก็ได้บอก เพราะผลแห่งการต่อสู้อย่างหนักอย่างหน่วงเอาชีวิตเข้าแลก ๆ ผลก็ปรากฏขึ้นเด่นขึ้นมา ๆ จนกระทั่งเผาศพกิเลสอย่างว่า เดือนอะไรที่ไปเทศน์ที่ไหนลืมเสีย พูดถึงเรื่องเผาศพกิเลส พอจบลงแล้วเขาก็ถาม การเผาศพกิเลสนั้นเผาอย่างไร

โอ๊ย การเผาศพกิเลสต้องเป็นนักภาวนาเป็นนักต่อสู้ นี่ตั้งแต่พุทโธก็ไม่เคยติดหัวใจ ไม่เคยเผากิเลสจะไปรู้เรื่องเผากิเลสได้ยังไง เราไปที่ไหนมองไปที่ไหนเห็นแต่กิเลสเผาคน เราว่างั้น ไปเต็มบ้านเต็มเมืองมีแต่กิเลสเผาคน ไม่เห็นคนเผาศพกิเลส แล้วจะไปรู้เรื่องเผาศพกิเลสเผายังไงได้ยังไง เราก็ว่างั้น มันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เห็นแต่กิเลสเผาคน คนเผากิเลสเขาไม่เคยเห็น เพราะเขาไม่เคยเผากิเลส ไอ้เรามันเคยเผานี่ กิเลสฟาดแหลกเหลวไปหมดไม่มีอะไรค้างในหัวใจ เราก็เป็นคนเผาเอง เรารู้เองเห็นเอง เราก็เอามาพูดได้เต็มปากของเรา

เมื่อเขาไม่รู้ไม่เห็นเขาก็ถาม ถามเราก็บอก บอก ที่อยู่อย่างนั้นมันไม่ได้ภาวนา ท่านภาวนาท่านเผากิเลสท่านทำอย่างนั้น ๆ ไอ้เราไม่เคยภาวนา ตั้งแต่พุทโธไม่เคยติดใจเลย จะเอาอะไรมาเผาศพกิเลส มองไปที่ไหนก็เห็นแต่หลับครอก ๆ แครก ๆ กิเลสเผาคนทั้งเป็นเผาคนทั้งตายเต็มบ้านเต็มเมืองจะทำไง เราก็ว่างั้น นี่ตอบปัญหาเขา ถามมามันหากมีแหละ ปัญหาสำคัญมากนะ มันซอกแซก คือเทศน์ไปเรื่อย ๆ แต่ปัญหามันซอกแซก เพราะความรู้ความเห็นของคนมีในแง่ต่าง ๆ กัน เขาถามมาก็ตอบไปตามแง่นั้นก็ได้ข้อคิดกระตุกใจ

อย่างที่เขาถามเผาศพกิเลสเผายังไง มันก็เป็นคติไม่ใช่เหรอ โฮ้ ก็ไม่ใช่นักภาวนา ท่านเผาศพกิเลสท่านเป็นนักภาวนาฆ่ากิเลสภายในใจ นี่เราไปที่ไหนแม้แต่พุทโธไม่เคยติดตัวเลย ไม่เคยฆ่ากิเลสแล้วจะไปรู้เรื่องกิเลส เผาศพกิเลสเผาได้ยังไง ไปที่ไหนเห็นแต่กิเลสเผาคน แน่ะไปอย่างนั้นที่นี่ เต็มบ้านเต็มเมืองมีแต่กิเลสเผาคน ไม่มีใครมาเผากิเลสให้เห็นบ้างเลย นี่เผามันก็บอกว่าเผา เราเผามันก็บอกว่าเผา เราไม่สะทกสะท้านเพราะเราเอาความจริงมาพูดนี่ เราไม่มีได้มีเสียกับคำพูดของเรานี้ว่าผิดไป ได้มาอย่างนั้นเสียไปอย่างนี้เราไม่มี เอาความจริงมาพูด ถึงไม่พูดมันก็จริงอยู่อย่างนั้นแล้ว

ที่ลพบุรีนี้ก็ตกบ่าย ๔ โมงถึงได้เทศน์ เราก็ไปด้วยความสงสาร ทั้งสงสารชาติบ้านเมือง ทั้งสงสารจิตใจคน ห่างเหินธรรมเอามากทีเดียวนะ เราอยากจะพูดว่ามาก ไม่อยากพูดว่ามากธรรมดานะ ก็มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะฉะนั้นมันถึงร้อนทุกหย่อมหญ้า ไม่มีธรรมที่เป็นแบบเป็นฉบับพอระงับดับทุกข์บ้าง ไม่มีกัน มีแต่เครื่องเสริมไฟ ๆ มองไปที่ไหนมีแต่เครื่องเสริมไฟ คนเสริมไฟเผาตัวเอง เพราะฉะนั้นจึงว่าไปที่ไหนเห็นแต่กิเลสเผาคน

เทศน์ที่พระราม ๙ ก็มีพระอยู่นั้น เพราะฉะนั้นจึงได้เทศน์เอนไปทางภาวนา เทศน์ทางด้านจิตตภาวนาให้พระท่านฟังบ้าง เพราะที่เทศน์นั้นมีในตำราเพียงเล็กน้อย แต่ที่ไม่มีนั้นมาก แต่เรามีแต่ความจริงนะ ไม่มีตำราแต่มีความจริง ตำราเขาจดจารึกออกมาจากความจริงที่ท่านรู้ท่านเห็นก็มีเพียงเล็กน้อย แต่ความจริงที่ไม่ได้จดในตำรา ดึงออกมา ๆ เทศน์เพื่อให้พระทั้งหลายได้คิดอ่านไตร่ตรองสนใจภาวนากันบ้าง ความหมายว่าอย่างนั้น พวกเราพวกหนอนแทะกระดาษ เรียนไปจำไปลูบคลำไป กิเลสกลืนไปเรื่อย ๆ

ว่าบาปมีก็ไม่เชื่อว่าบาปมีเสีย นั่นกิเลสกลืนเห็นไหมล่ะ บุญมีก็ไม่เชื่อว่าบุญมีเสีย กลืนไปเรื่อย ๆ นะ นรกมี สวรรค์มี มันก็กลืนไปเสียด้วยความไม่เชื่อว่ามี มันกลืนไปอย่างนั้น สวรรค์มีกี่ชั้น พรหมโลก นิพพานมี มันก็ไม่ให้เชื่อเสียมันกลืนไปหมด ไม่ว่าเทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม เปรต สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายมีดังพระพุทธเจ้าสอน กิเลสไม่ยอมเชื่อ มันลบไปหมดกลืนไปหมดเสีย

ทั้ง ๆ ที่เรียนจำได้แต่กิเลสไม่ยอม มันต้องเป็นกิเลสวันยังค่ำ เรียนบาปสงสัยบาป เรียนบุญสงสัยบุญ เรียนนรกสงสัยนรก เรียนสวรรค์ พรหมโลก นิพพาน สงสัยสวรรค์ พรหมโลก นิพพาน เรียนพวกเปรตพวกผีพวกอะไร ๆ พวกกายทิพย์พวกละเอียดลออกี่ประเภทที่มีในตำรา มันก็ไม่เชื่อเสียว่าสิ่งเหล่านี้มี ๆ นั่นละกิเลสมันลบล้าง เรียนไปที่ไหนก็ได้แต่ความจำหาความจริงไม่ได้ หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ ลูบ ๆ คลำ ๆ จึงเรียกว่าหนอนแทะกระดาษ

ทีนี้ไม่ใช่หนอนแทะกระดาษเป็นยังไง เรียนไปแล้วเอาไปปฏิบัติ นั่นละที่จะเอาความจริงออกมาออกจากภาคปฏิบัติ ไม่ได้เอาออกมาจากความจำนะ ความจำเป็นแบบแปลนแผนผัง ชี้แนวทางเข้าไปหาความจริง แล้วภาคปฏิบัติก็จับความจริงเข้าไปเหมือนตามรอยโค หรือเหมือนเราสร้างบ้านสร้างเรือน แปลนบอกอย่างนั้น ๆ เอ้า สร้างตามแปลน ๆ ตั้งแต่วางรกรากทีแรกก็ปรากฏแล้ว เป็นรกรากขึ้นมา ขึ้นฐานไหนเห็นชัดเจนขึ้นมาเป็นลำดับ จนกระทั่งบ้านสำเร็จโดยสมบูรณ์แล้ว นั่นละท่านเรียกว่าปฏิเวธเต็มภูมิ เริ่มไปตั้งแต่ภาคปฏิบัติ ปฏิเวธคือความรู้ชัดเห็นชัดแห่งผลของมัน แห่งผลของการบำเพ็ญ เห็นไปโดยลำดับลำดา นั่นซิเรียกว่ารู้จริงเห็นจริงไม่ได้รู้จำ ความจำเป็นอันหนึ่ง ความจริงที่ประจักษ์กับหัวใจตัวเองจากการบำเพ็ญเป็นอย่างหนึ่ง รู้เป็นลำดับ

ไม่ว่าสมาธิเขียนไว้ในแบบก็มีแต่ตำรามีแต่ตัวหนังสือ สมาธิไม่อยู่ในแบบ ท่านสอนให้เข้ามาปฏิบัติตรงนี้ สมาธิอยู่ที่ใจหนา เราก็บำเพ็ญเข้ามา จิตสงบก็อยู่ที่ใจ จิตเป็นสมาธิอยู่ที่ใจ มันก็เห็นประจักษ์ในภาคปฏิบัติ จับมาเรื่อย ๆ รู้มาเรื่อย ๆ สมาธิ ปัญญา วิมุตติหลุดพ้น ก็ประจักษ์ที่ใจ ๆ จนกระทั่งหลุดพ้นแล้วเป็นบ้านอันสมบูรณ์ตามแปลน นี้เป็นศาสนาอันสมบูรณ์ตามแปลนที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ประจักษ์อยู่ในนั้น นี้เรียกว่าความจริงหายสงสัยเป็นลำดับถ้าภาคปฏิบัติแล้ว

ถ้าภาคความจำเรียนถึงนิพพานก็เรียนเถอะ มันจะไปตั้งเวทีต่อสู้กับนิพพาน อย่างน้อยนิพพานมีหรือไม่มีหนา สุดท้ายก็ว่านิพพานไม่มี นั่นลบแล้ว นี่ละความจำไม่ใช่ความจริง เป็นคำบอกเล่าเฉย ๆ เมื่อเราปฏิบัติเข้าไป ท่านปฏิบัติเพื่อให้เห็นความจริง เราปฏิบัติตามท่านก็เห็นความจริงล่ะซี เพราะท่านรู้แล้วเห็นแล้วท่านมาสอนพวกเราไว้ เราปฏิบัติตามแนวทางที่สอนไว้เรียบร้อยแล้วมันก็เจอเข้าไปเป็นลำดับ ๆ สมาธิไม่ต้องถามใครประจักษ์ที่ใจของเรา ขั้นใดก็ตามปรากฏที่นี่ เป็น สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองเห็นเองเรื่อย จนกระทั่งวิมุตติหลุดพ้น อันนี้ไม่ต้องถามใคร ธรรมชาตินี้ไม่ต้องถามใคร เรียกว่ารู้จริงเห็นจริง

ความจริงกับความจำจึงต่างกัน ความจำปฏิบัติเพื่อความจริง เมื่อเห็นความจริงแล้วหายสงสัย ๆ ไปโดยลำดับ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายท่านรู้ความจริงทั้งนั้น ท่านทรงพระไตรปิฎกใน พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านทรงพระไตรปิฎกใน พวกเราที่เรียนจดจำมานี้ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกนอก เต็มไปด้วยความลูบคลำหาความแน่นอนไม่ได้ หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ แต่ท่านผู้ทรงพระไตรปิฎกในเต็มสมบูรณ์ในใจท่านแล้ว นั่นต่างกันอย่างนั้นนะ จึงเรียกว่าพระไตรปิฎกใน พระไตรปิฎกนอก

พระไตรปิฎกในได้แก่ธรรมที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์บรรลุธรรมทรงไว้ พระไตรปิฎกนอกก็ถอดออกมาจากท่านมาเขียนเป็นคำบอกเล่า เรียกพระไตรปิฎกนอก นี่ละพระไตรปิฎกใน พระไตรปิฎกนอก นอกจากนั้นเรายังแยกอีก พระไตรปิฎกตาบอด พระไตรปิฎกตาดี พระไตรปิฎกตาดีเป็นยังไง ก็ผู้รู้แจ้งแทงทะลุหมดแล้วทรงครองพระไตรปิฎกไว้ นั่นเรียกว่าสว่างกระจ่างแจ้งหมดเลย เรียกว่าพระไตรปิฎกตาดี ผู้ครองพระไตรปิฎกนอก ทั้ง ๆ ที่ครองพระไตรปิฎก จดจำได้ตามพระไตรปิฎกนั้นแหละ แต่หัวใจมืดบอดอยู่ด้วยกิเลสครอบงำ เรียกว่าพระไตรปิฎกตาบอด เอ้า ค้านซิถ้าว่าเราพูดผิด นี่ไม่มีในคัมภีร์เลยแต่มีในความจริง ถอดออกจากความจริงมาพูด จึงไม่สะทกสะท้าน

ไม่ว่าจะไปเทศน์สถานที่ใดเราพูดจริง ๆ ไปเทศน์ในสถานที่ใดเราไม่เคยมีคำว่ากล้า ไม่เคยมีคำว่ากลัว มีแต่ธรรมล้วน ๆ สอนไปตามแง่หนักเบามากน้อยที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังเท่านั้น ความกล้าความกลัวเราไม่เคยมี เขาชมเชยก็ไม่เห็นมีอะไร เขาตำหนิติฉินนินทาเราก็ไม่เห็นมีได้มีเสียอะไร เราเป็นเรา เขาเป็นเขา นั่นเพียงลมปาก เราพอแล้วเอาส่วนเกินมาโปะเข้าทำไม อันนั้นเป็นส่วนเกินทั้งนั้น ความติฉินนินทาก็ส่วนเกิน ความสรรเสริญเยินยอก็เป็นส่วนเกิน อันนี้เป็นความพอแล้ว จึงเรียกว่าพอ

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าแท้ ตลาดแห่งมรรคผลนิพพานอยู่กับผู้ปฏิบัติ ผู้จะครองมรรคผลนิพพานคือผู้ปฏิบัติตามทางศาสดา ไม่เป็นอื่น ธรรมนี้เป็นสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบทุกอย่างแล้วเพื่อมรรคผลนิพพาน ขอให้ปฏิบัติตามนั้นจะไม่คลาดเคลื่อน กิเลสไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาไม่มีสมัยฉันใด ธรรมะก็ไม่มีสมัยฉันนั้น คิดให้เป็นธรรมเป็นขึ้นทันที คิดให้เป็นกิเลสเป็นขึ้นทันที ไม่มีอะไรครึอะไรล้าสมัย มันล้าอยู่กับผู้ที่ทำตัวให้ล้าเท่านั้นเอง ธรรมท่านไม่ล้า กิเลสไม่ล้า ล้าสมัย

เรามันจวนจะตายแล้วนี่นา จึงต้องได้เปิดออกให้โลกได้เป็นข้อคิดบ้าง โลกชาวพุทธเรา ไม่อย่างนั้นก็จะลูบ ๆ คลำ ๆ หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ตลอดไป นี่สำคัญมากนะ จะไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวเลยทั้ง ๆ ที่ศาสนาเป็นเนื้อเป็นหนังเต็มตัวเลย ตลาดแห่งมรรคผลนิพพานคือศาสนาพุทธเรา แล้วก็จะไม่ได้อะไรติดเนื้อติดตัว พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่างไรมันให้กิเลสลบหมดเสีย ๆ ไม่ยอมเอาสารประโยชน์นั้นมาเป็นสมบัติของตัวเอง แต่ให้ฟืนให้ไฟคือกิเลสเผาหัวใจ นี่ซิมันน่าวิตกมาก

เดี๋ยวนี้เป็นศาสนาของกิเลสแล้วนะ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ พุทธก็รู้รู้เพื่อกิเลสไปเสีย มันก็เป็นศาสนากิเลสไปเสียเวลานี้ ไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้วนะ แต่เวลามีคนถามดูซิน่ะ ถือศาสนาอะไร ถือศาสนาพุทธ ถ้ามีลูกแฝดสองคนสามคนโผล่ออกมานี้ อาศัยปากแม่พูดคนเดียว คนนั้นก็พุทธ คนนี้ก็พุทธ ลูกสามคนนั้นออกพุทธหมดทั้ง ๆ ที่แม่ไม่เคยสนใจกับพุทธเลย เป็นอย่างนั้นนะเดี๋ยวนี้ มีแต่ศาสนาพุทธเต็มบ้านเต็มเมือง ลูกแฝดก็มีพุทธ มีทั้งแม่ทั้งลูก แต่ตัวพุทธจริง ๆ ไม่สนใจ นี่ซิน่าสลดสังเวชนะ ฟาดพุทธให้เต็มหัวใจแล้วจ้าหมดเลย ครอบโลกธาตุ พระพุทธเจ้าจ้าหมด พระอรหันต์ท่านจ้า พอตัว ทุกอย่างพอหมด


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก