จิตตภาวนาหนทางติดตามภพชาติ
วันที่ 26 ธันวาคม 2541 เวลา 19:00 น.
สถานที่ : วัดธรรมสถิต ระยอง
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดธรรมสถิต ระยอง

เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๑

จิตตภาวนาหนทางติดตามภพชาติ

พูดเสียงไม่เหมือนแต่ก่อนนะ ขอให้พี่น้องทั้งหลายทราบ เสียงนี้ไม่ใช่เสียงแต่ก่อนที่เคยใช้มา เป็นเสียงคนแก่ ขึ้นเวทีบั้นแก่จึงเปลี่ยนแปลงไปหมด การเทศนาว่าการก็หลงหน้าหลงหลังไม่ทะลุปรุโปร่งไปเหมือนแต่ก่อนผิดกันมาก ถ้าคนเคยฟังเทศน์เราแต่ก่อนแล้วกับมาฟังสมัยปัจจุบันนี้ ผิดกันมาก ผิดทางลบไม่ใช่ผิดทางบวก ลดลงทุกอย่าง เสียงก็ลด เนื้ออรรถเนื้อธรรมที่จะนำมาแสดง แม้จิตไม่ลดแต่เครื่องมือก็พาให้ลด เนื้ออรรถเนื้อธรรมจึงไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนแต่ก่อน

นี่ละคำว่าเครื่องมือคือขันธ์ของเรานี้ ร่างกายของเรา เช่นพูดที่เสียงออกมานี้ก็เรียกว่าเป็นเครื่องมือ ถ้าเครื่องมือดีเสียงก็จะสดใส ความจดความจำก็เป็นเครื่องมือ ถ้าความจดความจำดีก็ไม่หลงลืม พูดติดพูดต่อกันไปเรื่อย ๆ ไม่ขาดวรรคขาดตอน ก็ได้เรื่องได้ราวเป็นลำดับไป แต่นี้มันไม่เป็นอย่างนั้น เสียงก็ฟังเอาก็แล้วกันเวลานี้ แล้วกำลังของร่างกายที่เป็นเครื่องมือออกมาจากธรรมภายในใจก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มันขาดไปหมดทุกอย่าง

เครื่องมือคือร่างกายของเรานี้ พวกสัญญา สังขาร สุ้มเสียงที่แสดงออกมาขาดไปหมด ลดลงไปมากทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงกรุณาทราบไว้การเทศนาว่าการหากขาดวรรคขาดตอน ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยที่ไหน ก็ให้พึงทราบตามที่เรียนให้ทราบนี้ พูดเสียงขนาดนี้ได้ยินทั่วถึงกันหมดนะ ครับ เราจะพูดเพียงเสียงขนาดนี้ให้เป็นเสียงพอดีกับธาตุขันธ์ ไม่บีบไม่บังคับ ถ้าบีบบังคับธาตุขันธ์มากไปการแสดงก็ไม่สะดวก เนื้ออรรถเนื้อธรรมไม่สะดวก

วันนี้ได้มาพบกับพี่น้องทั้งหลายที่มาจากที่ต่าง ๆ วันนี้เป็นโอกาสวาสนาอำนวยของพี่น้องทั้งหลายที่ได้มาพบกันในวันนี้ เป็นมหามงคลอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องการช่วยชาติของเรา ชาติเป็นเรื่องใหญ่โตมากทีเดียวครอบประเทศไทยของเรา เราทุกคนเป็นคนไทย เกิดมาด้วยอำนาจแห่งบุญแห่งกรรมที่พาให้เกิด ไม่ใช่เกิดมาด้วยอำนาจแห่งความต้องการปรารถนาเอาไว้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่เกิดขึ้นมาด้วยอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วหนักเบาต่างกัน สถานที่ที่ควรจะเกิดในที่ใด ๆ นั้นเป็นเรื่องของกรรมพาให้เกิด เราไม่ได้เกิดตามความต้องการของเรา

เพราะฉะนั้นรูปร่างกลางตัว ความรู้ความฉลาด ความโง่เขลาเบาปัญญา ฐานะสูงต่ำ ยศถาบรรดาศักดิ์ จึงมีต่างกันเป็นลำดับลำดา ท่านจึงไม่ให้ประมาทกัน ว่าคนนั้นต่ำต้อยน้อยหน้า คนนี้มีความสุขความเจริญ คนนี้มีเงินมีทองข้าวของ มียศถาบรรดาศักดิ์บริวารมาก อย่างนี้ท่านไม่ให้ดูถูกกัน เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งกรรมเหมือนกันหมด เราเป็นผู้ต้นเหตุแห่งการเกิดด้วยกรรมของเราแต่ละราย ๆ เกิดมาสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับเรา ดีชั่ว โง่หรือฉลาดประการใด ก็ย่อมมาจากกรรมของเราเอง การศึกษาเล่าเรียนความรู้ต่าง ๆ นั้นเป็นเพียงความปลีกย่อย ไม่ใช่เป็นสมบัติที่แท้จริงจากตัวของเราเหมือนกรรมของเราเอง ที่พามาพาอยู่พาไป พาเกิดพาเป็นพาตาย ตามสถานที่ต่าง ๆ

พระพุทธเจ้าที่เรานับถือว่าเป็นศาสดาเอกทั่วประเทศไทยของเราเวลานี้ ท่านเป็นศาสดาเอกจริง ๆ ไม่เพียงคำเสกสรรปั้นยอ ว่าศาสนาของเราดีอย่างนั้น ศาสนาของเราดีอย่างนี้ ดังที่เคยได้ยินได้ฟังมาจนชินหูชินใจอย่างนั้น สำหรับพระพุทธเจ้านี้เกิดขึ้นมาโดยหลักธรรมชาติแห่งความจริงโดยแท้ ก่อนที่จะได้มาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ นั้น ตามหลักธรรมท่านแสดงไว้ว่า เกิดขึ้นมาด้วยความปรารถนา ตั้งปณิธานความปรารถนาขอให้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตข้างหน้า

จากนั้นแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้างคุณงามความดีเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงขั้นแห่งความเป็นพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ ด้วยความตะเกียกตะกายทุกภพทุกชาติหลายกัปหลายกัลป์ ที่จะเต็มพระบารมีแล้วเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาแต่ละพระองค์ ๆ ไม่ใช่เกิดขึ้นมาอย่างง่ายดาย อย่างสัตว์ทั้งหลายที่เกิดกันเกลื่อนโลกอยู่เวลานี้

พระพุทธเจ้าอุบัติได้ยาก เพราะเป็นสิ่งที่ยากกว่าที่จะฝ่าฝืนความชั่วช้าลามก ความปิดบังแห่งกิเลสทั้งหลายซึ่งเป็นเจ้าแห่งวัฏฏะ มันครองหัวใจอยู่เป็นเวลานาน กว่าจะพ้นสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเป็นศาสดาเอกของโลก จึงผ่านพ้นขึ้นมาได้ยาก พระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นมาแต่ละพระองค์ จึงมีเพียงพระองค์เดียว ๆ เท่านั้น ไม่มีสองมีสาม เกิดขึ้นมาซ้อน ๆ กันเลย เพราะเกิดได้ยาก

เมื่อเกิดขึ้นมาแต่ละพระองค์นั้น จึงสมภูมิแห่งความเป็นศาสดาเอกของโลก รู้แจ้งแทงทะลุไปหมดทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียกว่าโลกวิทู รู้แจ้งโลก ไม่ว่าจะโลกนอกโลกใน โลกหยาบละเอียด รู้ตลอดทั่วถึง ตลอดกรรมของสัตว์ทั้งหลาย และภพนั้น ๆ ที่สัตว์ทั้งหลายไปเกิดไปอยู่ไปเสวยกรรม พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณอย่างชัดเจนแล้ว จึงนำมาสั่งสอนโลกตามที่ทรงรู้ทรงเห็นแล้วนั้น ให้ทราบโดยทั่วกันตลอดมา ดังพระพุทธเจ้าของเรานี้ ก็ทรงประกาศสอนธรรมตั้งแต่วันตรัสรู้มาจนกระทั่งบัดนี้ ประกาศตั้งแต่ความจริงทั้งนั้น

เราถือพุทธศาสนา สิ่งที่เรามองข้ามที่เราไม่ถือเป็นสำคัญนี้มีมากต่อมากภายในจิตใจของเรา ไปที่ไหนจำต้องได้พูดจุดนี้อันเป็นจุดที่สัตว์ทั้งหลายมองข้ามไป สัตว์ทั้งหลายไม่สนใจ สัตว์ทั้งหลายไม่ยอมเชื่อพระพุทธเจ้าอย่างง่ายดาย และไม่ยอมเชื่อ จึงจะขอชี้แจงให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบในวันนี้อย่างไม่สะทกสะท้าน แสดงอย่างอาจหาญตามความมีความเป็นที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็น และที่ตนได้ปฏิบัติมา ได้รู้ได้เห็นตามหลักความจริงเหล่านี้ ตามภูมิแห่งความสามารถของตนว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าบาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี นิพพานมี เหล่านี้เป็นความถูกต้องแม่นยำไม่มีเคลื่อนคลาดแม้แต่นิดเดียว และมีประจำโลกมานานแสนนานกี่กัปกี่กัลป์นับไม่ได้เลย เพราะเป็นหลักธรรมชาติที่มีอยู่เป็นอยู่มาแต่กาลไหน ๆ

สิ่งที่เป็นภัยต่อจิตใจของโลก เฉพาะอย่างยิ่งของชาวพุทธที่นับถือพระพุทธศาสนา ในภาษาของศาสนาท่านเรียกว่ากิเลส คือท่านให้ชื่อว่ากิเลส คือความปิดบังหุ้มห่อจิตใจ ไม่ให้มองเห็นความจริงทั้งหลายที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้วเหล่านี้ สิ่งที่ผลักดันให้ทำ ให้พอใจทำ ให้สนใจทำ ให้ทำด้วยความจริงจังภายในจิตใจนั้น คืองานของกิเลสที่บงการออกมาจากจิตใจ ผลักดันให้ออกมาจากจิตใจ แล้วให้สัตว์ทั้งหลายเคลื่อนกาย วาจา ใจ ของตนหมุนไปตามมัน ไม่ให้หมุนไปในทางที่ถูกที่ดีตามพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้วนั้น ให้หมุนไปตามความอยากความทะเยอทะยานของตน

สิ่งเหล่านี้ท่านเรียกว่าเป็นภัยต่อจิตใจของเรา และเป็นภัยต่อธรรมทั้งหลาย สอนโลกให้รู้สิ่งเหล่านี้ว่าเป็นภัย เป็นสิ่งที่หลอกลวงต้มตุ๋นสัตวโลกมาเป็นเวลานาน และปิดบังความจริงที่มีอยู่ทั้งหลายนั้นให้มิดตัว ไม่ให้มองเห็นเลย ถึงกับไม่เชื่อสิ่งเหล่านั้นว่ามี

ดังที่กล่าวสักครู่นี้ว่า บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลก นิพพานมี นี้คือความจริงล้วน ๆ พระพุทธเจ้าพระองค์ใดตรัสรู้ก็ตรัสรู้ความจริง รู้เห็นสิ่งเหล่านี้เหมือนกันหมด นำมาแสดงแก่โลกเป็นแบบเดียวกันหมด แต่กิเลสมันก็เป็นประเภทเดียวกัน นับแต่โคตรแซ่ของกิเลส ปู่ย่าตายายของกิเลส มากัปไหนกาลใดก็ตาม มันเป็นตัวจอมปลอม พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงดีว่าชั่ว ชั่วว่าดี มีว่าไม่มีไปเสียหมด อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นี้ว่าบาปมี กิเลสมันก็บอกว่าบาปไม่มี ทำให้สัตว์ทั้งหลายกล้าหาญในการทำบาป และพอใจในการทำบาปโดยไม่ขยะแขยง ไม่มีหิริโอตตัปปะประจำใจเลย นี่เพราะกิเลสมันเสี้ยมสอนอยู่ภายในจิตใจ

ทั้ง ๆ ที่มันเป็นบาปมาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้วสำหรับผู้ทำบาป ผู้ทำบุญก็เคยเป็นบุญมาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้วตามหลักความจริงของพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ กิเลสมันก็ลบล้างว่า ทำบาปไม่ได้บาป ทำบุญไม่ได้บุญ นรก สวรรค์ พรหมโลก ไม่มี สิ่งที่มีก็คือที่มันกดดันอยู่เวลานั้น ให้ทำตามความต้องการของมัน ความต้องการของมันจึงกลายมาเป็นความต้องการของเรา เราอยากอะไรคือกิเลสพาให้อยาก มันไม่ให้ทราบว่าตัวมันพาให้อยาก มันก็จับยัดเข้ามาหาตัวของเราว่าเราเป็นผู้อยาก เมื่อเราเป็นผู้อยาก อยากทำอะไรก็ไม่คำนึงว่าอะไรที่เป็นพิษเป็นภัยหนุนหลังอยู่เวลานั้น ก็ไม่คำนึง ไม่รู้ กิเลสจับเข้ามามัดไว้กับตัวของเราเอง กลายเป็นเราอยาก

ความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะตัณหาเหล่านี้ จึงกลายมาเป็นเราเสียทั้งหมด ไม่มีพิษมีภัยอะไร เพราะตัวเราเองย่อมถือว่าเป็นเราสงวนเรา เราต้องการทำสิ่งใดก็ทำตามความอยากของเรา ๆ นี้ละทำให้สัตว์ทั้งหลายลืมเนื้อลืมตัวลืมบุญลืมบาป ไม่อยากทำในสิ่งที่เป็นธรรม อยากทำแต่สิ่งที่ไม่เป็นธรรม แล้วก็นำความทุกข์เข้ามาพัวพันตนเอง

พระพุทธเจ้าทรงพระเมตตาสัตวโลกอย่างมากมาย ไม่มีอะไรเกินพระพุทธเจ้า แต่ละพระองค์ที่ตรัสรู้ขึ้นมา ก็เพราะเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายนี้มืดบอดที่สุด ตา หู จมูก ลิ้น กายมีก็กลายเป็นเครื่องมือเป็นหุ่นของกิเลสเสียทั้งมวล ไม่ได้เป็นเครื่องมือของอรรถของธรรม จึงลำบากแก่การแนะนำสั่งสอน และลำบากแก่การจะปฏิบัติตาม นอกจากไม่ลำบากในการเชื่อกิเลสและทำตามกิเลสเท่านั้น เป็นทางเดินอันโล่งของมันตลอดมา จึงไม่ให้สัตว์ทั้งหลายรู้ดีรู้ชั่วรู้บุญรู้บาป รู้แต่ความอยากความทะเยอทะยาน หมุนไปตามความอยากความทะเยอทะยาน ครั้นตายไปแล้วก็ไปเกิดในสถานที่ไม่ดี ที่ไม่พึงหวังนั่นแล

เพราะกิเลสไม่เคยพาใครไปสวรรค์ พรหมโลก นิพพาน นอกจากหนุนให้ลงทางต่ำคือความทุกข์ความทรมานตกนรกหมกไหม้ เป็นเปรต เป็นผี ครั้นฟื้นตัวขึ้นมาได้มันก็พาหมุนไปทางเดิม ให้เกิดแก่เจ็บตายตกนรกอเวจีอยู่ตามเดิมอย่างนี้เรื่อยมา ไม่มีวันที่มันจะปล่อยวางให้เราทั้งหลายรู้เนื้อรู้ตัวว่ามันเป็นพิษเป็นภัย แล้วปลีกตัวหรือสลัดตัวให้ห่างไกลจากมันไปได้ นี่จึงเป็นการลำบากมากที่จะแก้ความชั่ว แก้เชื้อแห่งการทำความชั่วภายในจิตใจคือกิเลสตัวนี้ออกได้ ไม่มีสิ่งใดจะถอดถอนหรือแก้ชำระล้างมันได้ นอกจากธรรมของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะแก้มันได้ และกิเลสนี้กลัวแต่ธรรมอย่างเดียว อย่างอื่นไม่กลัว

นี่พวกเราทั้งหลายก็ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่เลิศเลอ เป็นผู้รู้แจ้งแทงทะลุทั้งบุญทั้งบาปทุกสิ่งทุกอย่าง ตลอดวิธีการแก้ไขถอดถอนภพชาติของตนให้หลุดพ้นไปได้ ดังพระอรหันต์ทั้งหลายท่าน พยายามดัดแปลงจิตใจแก้ไขถอดถอนกิเลสซึ่งฝังอยู่ภายในจิตใจนั้น เฉพาะอย่างยิ่งด้วยการบำเพ็ญภาวนา เริ่มแต่ศีลขึ้นไปถึงสมาธิ ถึงปัญญา วิมุตติหลุดพ้น นี่เป็นน้ำแต่ละประเภท ๆ ที่ใสสะอาดสุดยอด ชะล้างสิ่งสกปรกที่มีภายในกายภายในจิตใจของสัตว์ ให้ค่อยหายจางไปโดยลำดับ นี่คือทางที่ท่านทรงชำระล้างมาแล้ว

การเกิดไม่มีใครเกิดตายมากยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า ก่อนจะมาเป็นศาสดาสอนโลก พระองค์เคยเกิดเคยตายมากี่กัปกี่กัลป์มาแล้ว จึงได้มาเห็นภัยของมัน เมื่อได้ตรัสรู้แล้วเห็นภัยตลอดทั่วถึง ตั้งแต่เริ่มแรกมันเกิดเป็นภพเป็นชาติ ก่อความทุกข์ความทรมานแก่พระองค์มา ที่ท่านแสดงไว้ในพระประวัติของพระพุทธเจ้าว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงบำเพ็ญอานาปานสติอันเป็นทางเดินเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ได้รู้ขึ้นมาในปฐมยามว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงระลึกชาติย้อนหลังแห่งความเกิดตายของพระองค์มาจำนวนมากต่อมากตลอดทั่วถึง ทรงหายสงสัยในความเกิดตายของตนว่าได้เป็นมาอย่างนี้แล้ว

พอมัชฌิมยามก็ทรงบรรลุธรรม คือ จุตูปปาตญาณ ทรงพิจารณาทราบเรื่องความเกิดความตายของสัตว์ทั้งหลาย เกิดตายอยู่ตลอดเวลาไม่มีเวลาบกบางได้เลย มองไปที่ไหนทั่วแดนโลกธาตุนี้มีแต่ความเกิดตายของสัตว์ ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่ทำนองนี้ การเกิดตายของสัตว์ก็หมุนสูง ๆ ต่ำ ๆ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไปตามอำนาจแห่งกรรม ทำกรรมดีก็พาให้หมุนไปในทางที่ดี ทำกรรมชั่วก็ให้หมุนไปในทางที่ชั่ว ให้เกิดในภพในชาติอันเป็นความทุกข์ความทรมาน ตามลำดับแห่งกรรมที่ทำหนักเบามากน้อยมาแล้ว ถ้าทำกรรมดีก็เกิดในสถานที่ดี ดังที่ท่านแสดงไว้ว่า นรกก็ดี สวรรค์ก็ดี พรหมโลกก็ดี นี่เป็นส่วนใหญ่ ๆ ที่สัตว์ทั้งหลายเกิดตายกันอยู่ตลอดเวลา และอยู่สถานที่เหล่านี้มาเป็นประจำ

คือนรกนั้นเป็นสถานที่อยู่ที่เสวยของสัตว์ ผู้ทำกรรมมากกรรมน้อยเป็นลำดับลำดา แล้วเสวยทุกข์อยู่ในนรกนั้นเป็นลำดับลำดาขึ้นมา จนกระทั่งพ้นออกมาเป็นเปรตเป็นผีเป็นมนุษย์มนาอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี้ โดยเจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าได้เคยเกิดเคยตายเคยตกนรกหมกไหม้มาเป็นประจำ นี่เรียกว่าสถานที่อยู่ของสัตว์ประเภทนี้ คือนรกเป็นหลุม ๆ เป็นสถานที่อยู่แห่งผู้เสวยกรรมชั่ว ที่ตนทำแล้วหนักเบามากน้อยเป็นลำดับลำดาขึ้นมา นี่เรียกว่าเป็นสถานที่อยู่อันหนึ่งของสัตวโลก

ผู้ทำดีอย่างน้อยก็มาเป็นมนุษย์ นี่เรียกว่าสถานที่อยู่แห่งมนุษย์ผู้มีบุญกรรมพอสมควรจะเป็นมนุษย์ได้ ตามขั้นตามภูมิแห่งความเป็นมนุษย์ของตน เพราะมนุษย์เรานี้ไม่เพียงแต่ว่าเกิดขึ้นเป็นมนุษย์แล้วก็สมบูรณ์แบบ ยังบกพร่องอยู่ในความเป็นมนุษย์นั้นอีก เป็นเศษมนุษย์ไปก็มีเยอะ มนุษย์เต็มบาทก็มี มนุษย์ขาดบาทขาดตาเต็งก็มี จนกลายเป็นเศษมนุษย์ก็มี มนุษย์ก็มีหลายประเภท ก็อยู่ในโลกอันเดียวกัน แต่มีความทุกข์ความทรมานต่างกัน เช่นอย่างโลกมนุษย์เรา แผ่นดินมนุษย์เรานี้ แต่ความทุกข์ความทรมานของมนุษย์ประเภทต่างกันนั้น ย่อมมีความลำบากลำบนต่างกันอย่างนี้ นี่ก็เรียกว่าเป็นพื้นฐานเป็นที่อยู่ของมนุษย์ประเภทหนึ่ง

ที่สูงไปกว่านี้ท่านบอกไว้ว่าสวรรค์ สวรรค์คือตั้งแต่ชั้นจาตุมฯ ขึ้นไปถึงปรนิมมิตวสวัตดี เป็นสวรรค์ ๖ ชั้น นี้เป็นที่อยู่ของสัตว์ผู้บำเพ็ญคุณงามความดี เป็นชั้น ๆ แห่งวาสนาบารมี หรือบุญญาภิสมภารของตน เวลาตายแล้วก็ไปเกิดสวรรค์ชั้นนั้น ๆ เป็นลำดับลำดา จนกระทั่งถึงพรหมโลก ๑๖ ชั้น นี่ก็เป็นสถานที่อยู่แห่งสัตว์ผู้มีบุญทั้งหลายแต่ละขั้นละภูมิตลอดไป

จากนี้แล้วคือผู้ที่ถอดถอนกิเลสออกจากจิตใจโดยสิ้นเชิง ดังพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่าน ทุก ๆ พระองค์เหล่านี้เป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากความเกิดแก่เจ็บตาย ที่เคยเป็นมากี่กัปกี่กัลป์นับไม่ถ้วน ได้สิ้นสุดยุติกันลงแล้วในขณะที่เชื้อแห่งภพแห่งชาติ คือกิเลสฝังอยู่ภายในใจนั้น ท่านเรียกว่าอวิชชา ได้ถอนตัวออกจากจิตใจแล้ว ใจจึงหลุดพ้นจากนั้นแล้ว กลายเป็นใจนิพพาน ใจไปถึงมหาวิมุตติมหานิพพานขึ้นมา

มหาวิมุตติมหานิพพานนั้นถ้าเทียบตามชั้นต่าง ๆ ที่เรากล่าวมานี้ก็เรียกว่า เป็นสถานที่อยู่ของท่านผู้สิ้นทุกข์แล้วโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นคำว่าตายแล้วสูญจึงไม่ปรากฏในโลกธาตุนี้เลย ว่าสัตว์ทั้งหลายตายแล้วไปสูญ ๆ ไม่มีการเกิดตายอีกต่อไปอย่างนี้ไม่มี มีแต่การเกิดการตายหมุนอยู่อย่างนี้ตลอดทุกดวงของจิตวิญญาณ ไม่มีจิตวิญญาณดวงใดตายแล้วสูญ ๆ

ในหลักธรรมชาติอันนี้เราจะพิสูจน์ได้ด้วยจิตตภาวนาเป็นสำคัญ ดังพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านพิสูจน์ความเกิดความตายของตนเรื่อยมา เหมือนหนึ่งว่าท่านตามร่องรอยแห่งความเกิดตายของตนด้วยจิตตภาวนาเป็นลำดับลำดา เริ่มต้นตั้งแต่ขั้นจิตมีความสงบเย็นใจ รวมกระแสแห่งจิตที่เคยคิดฟุ้งซ่านรำคาญเข้ามาสู่ความสงบภายในใจ เป็นความรู้ที่เด่นขึ้นมา

ความรู้อันนี้แต่ก่อนไม่เด่น หากเรียกว่าจิตเหมือนกัน แต่ว่าจิตมันคว้านั้นคว้านี้ ยึดนั้นยึดนี้ ไม่มีอะไรเป็นตัวของตัวพอที่จะเรียกว่าตัวว่าเราได้ เป็นความรู้ซ่านไปหมด ภายในร่างกายนี้ก็ซ่านไปหมด เลยถือเอากายทั้งกายนี้ซึ่งเป็นเพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาเป็นเราเป็นของเรา มาเป็นความรู้ของเราเสียสิ้น นี่เพราะความส่ายแส่ กระแสของจิตวุ่นวายส่ายไปหมด ยึดเอาเป็นหลักเป็นเกณฑ์ไม่ได้

เมื่อจิตรวมเข้ามาด้วยจิตตภาวนาเป็นสำคัญ โดยวิธีการชำระจิตของตน เช่น ท่านเรียกว่านั่งกรรมฐาน นั่นคือนั่งอบรมจิตใจของตนให้เข้าสู่จุดรวม โดยมีคำบริกรรมธรรมบทใดก็ได้ พุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ หรืออานาปานสติ เป็นต้น เป็นอารมณ์ของใจ มีสติตั้งมั่นจดจ่ออยู่กับคำบริกรรมนั้น ๆ ไม่ให้เผลอ หลายครั้งหลายหนเข้าไปจิตก็ค่อยแนบสนิทกับสติ ติดแนบกันไปเรื่อย ๆ แล้ว กระแสของจิตที่ชอบคิดชอบอ่านไม่หยุดไม่ถอยนั้นก็สงบตัวเข้ามา เมื่อสงบตัวเข้ามา ความรู้นี้ก็รวมตัวเข้ามา เป็นจุดเด่นขึ้นมารู้อยู่ภายในตนโดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับอารมณ์อะไร มีแต่ความรู้ที่เด่นอยู่ภายในตัวเองเท่านั้น นี่เรียกว่าจิตรวมตัวเข้ามา เริ่มรวมตัวเข้ามาให้เราได้รู้เงื่อนของมันในเบื้องต้น ที่ความสงบปรากฏอยู่นี้คือจิตรวมตัว

ออกจากนี้แล้วก็เริ่มการพิจารณา อบรมจิตดวงนี้ให้รวมตัวหนักเข้าไป ๆ หนาแน่นเข้าไป แม่นยำเข้าไป จิตก็เกิดความแน่นหนามั่นคงขึ้นมาภายในใจ แล้วก็ส่งแสงสว่างออกจากตัวของจิตเอง นี่จิตจะเริ่มเด่นในตัวของเรา ที่เคยเกี่ยวข้องวุ่นวายกับสิ่งทั้งหลายในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสมบัติเงินทองข้าวของบริษัทบริวารใด ๆ ที่จิตเคยเข้าไปเกาะไปเกี่ยวเป็นที่เกาะที่ยึดนั้น จิตจะถอยตัวเข้ามา มาเป็นผู้รู้อยู่โดยลำพังตัวเอง

นี่เรียกว่าจิตเริ่มเป็นตัวของตัวเข้ามา ไม่เป็นน้อยไม่เป็นบ๋อยให้ไปเที่ยวเกาะเที่ยวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นของเลิศเลออะไรโดยลำดับ ๆ เข้ามา จนกลายมาเป็นจิตสงบเย็นสบาย สว่างไสวอยู่ภายในนี้ นี่เรียกว่าเริ่มต้นติดตามภพชาติของตนให้ถึงที่สุดแห่งภพชาตินี้ว่ามันจะไปยุติที่ไหน การเกิดการตายของเราจากจิตดวงนี้

พิสูจน์เข้าไปจากจิตตภาวนาในด้านสมาธินี้แล้ว แยกขยายออกเป็นส่วนปัญญา มันติดข้องกับสิ่งใดพิจารณาแยบคาย เริ่มไปตั้งแต่เรื่องกาย พระพุทธเจ้าท่านสอนหลักสำคัญที่จะติดตามดูจิต ร่องรอยของจิตให้ชัดเจนขึ้นไป ท่านเริ่มสอนตั้งแต่สกลกาย เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี่จะเป็นที่ก้าวเดินของปัญญาคลี่คลายดูสภาพเหล่านี้ให้เห็นแจ้งชัดเจนเข้าไปโดยลำดับ อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเขาเป็นเราเป็นหญิงเป็นชายเป็นสัตว์เป็นบุคคล ก็จะค่อยจางเข้ามา ๆ ความเห็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เหล่านี้ก็จะชัดเจนขึ้นไป ด้วยความเห็นเป็นของปฏิกูลโสโครก เป็นของไม่ยั่งยืนถาวร

แล้วแยกเข้าไปจนกลายเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ปัญญาจะขยายตัวออกรู้ออกเห็น แล้วถอนความยึดมั่นถือมั่น อันเป็นเหมือนภูเขาทั้งลูกกดถ่วงจิตใจของเรานี้เข้ามาได้เป็นลำดับ ๆ นี่เรียกว่าตามร่องรอยแห่งการเกิดตายของจิตดวงนี้ แล้วจากนั้นจิตก็จะมีความคล่องแคล่วแกล้วกล้า จากการพิจารณาสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ จิตที่ไปยึดไปถืออันเป็นเรื่องของกิเลสจะหดตัวเข้ามา ๆ ปัญญาจะมีความฉลาดแหลมคมขึ้นไป ถอดถอนกิเลสความผูกมัดจิตใจนี้ออกเป็นลำดับลำดา

จิตใจจะเริ่มมีความเบาและสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นเป็นลำดับ มองเห็นร่องรอยของจิต และมองเห็นจิตชัดเจนเข้าไปเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงปัญญาที่แกล้วกล้าสามารถฉลาดแหลมคม มีกำลังเกิดขึ้นภายในตัวเอง โดยไม่คิดไม่คาดว่าจะเป็นขึ้นอย่างนี้ แต่เมื่อปัญญาได้พิจารณาอยู่ไม่หยุดไม่ถอยแล้ว ย่อมมีความคล่องแคล่วแกล้วกล้า มีกำลังวังชาเป็นความเฉลียวฉลาดคล่องตัว ละเอียดลออขึ้นไปเป็นลำดับ กำจัดกิเลสไปภายในตัว ๆ ในขณะที่พิจารณาสกลกายเป็นต้น แล้วจะกระจ่างแจ้งขึ้นไปเป็นลำดับ แล้วก็ยิ่งเห็นร่องรอยของจิต วิถีของจิตที่มันก้าวเดินเพื่อความเกิดแก่เจ็บตายเข้าไปโดยลำดับ

จนกระทั่งสติปัญญามีความสามารถแก่กล้า ก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญา เป็นสติปัญญาที่ละเอียดแหลมคมมาก หากเป็นขึ้นภายในจิตใจของผู้ติดตามร่องรอยแห่งจิตนั้นแล แล้วกระจ่างแจ้งขึ้นเป็นลำดับ สิ่งใดที่มีความเกี่ยวโยงกันจะพาจิตนี้ให้ไปเกิดในร่างใดรูปใดสถานที่ใด สติปัญญาจะตามต้อนตัดฟันกันออกเป็นลำดับลำดา จนกระทั่งถึงตัวจิต จุดที่พาให้จิตเกิดจิตตายคืออะไร เมื่อตามเข้าไปถึงจิตแล้ว จะได้เห็นเชื้อของจิตที่ฝังอยู่ภายในตัวเองนั้นอย่างมิด หรืออย่างจมมิด เห็นชัดประจักษ์ นี่แหละคือตัวภพตัวชาติ นี้แลคือตัวพืชอันสำคัญพาให้สัตว์ทั้งหลายเกิดอยู่ไม่หยุดไม่ถอย

สติปัญญาสามารถฟาดฟันลงในจุดนั้นให้แหลกแตกกระจายไปจากใจแล้ว ใจก็หลุดพ้นจากธรรมชาตินั้น และในขณะเดียวกันธรรมชาตินั้นก็ถูกทำลายกระจายหายหน้าไปหมดไม่มีสิ่งใดเหลือเลย นี่จะเรียกว่าเผาศพกิเลสด้วยตปธรรม คือมหาสติมหาปัญญาก็ไม่ผิด นี่ละเมื่อเข้าถึงจุดนี้แล้ว ภพชาติซึ่งเกิดอยู่ตลอดเวลาเพราะอำนาจแห่งเชื้อพาให้เกิดฝังอยู่ในจิตนี้ ได้ถอนตัวออกไปแล้วนั้น ก็เป็นอันว่าถอนไปหมด ภพชาติจึงไม่มี ขาดสะบั้นภายในจิตใจโดยไม่ต้องไปถามผู้หนึ่งผู้ใด

แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม เพราะรู้ชัดเจนในขณะนั้นทีเดียวว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ท่านตรัสรู้อย่างนี้เหรอ หรือว่าตรัสรู้อย่างนี้แล กิเลสขาดจากจิตใจ กิเลสที่เป็นเชื้อแห่งภพพาให้เกิดตายมาไม่หยุดไม่ถอย ได้ขาดสะบั้นลงจากจิตใจอย่างนี้แล คำว่าถึงพระนิพพานแล้วกับจิตที่บริสุทธิ์ผุดขึ้นจากกิเลส กิเลสได้พังไปแล้วนั้น เป็นอันเดียวกัน ผู้ได้ถึงธรรมขั้นนี้แล้วจึงไม่ถามถึงมรรคผลนิพพานที่ไหนอีกแล้ว เพราะจิตกับนิพพานเป็นอันเดียวกันแล้ว

ดังที่ท่านกล่าวไว้ในธรรมว่า สอุปาทิเสสนิพพาน ได้นิพพานทั้ง ๆ ที่ขันธ์ยังครองร่างอยู่ยังไม่ตาย คือจิตนั้นเป็นนิพพานแล้ว เป็นแต่เพียงความรับผิดชอบในขันธ์เพียงเท่านั้น ส่วนจิตนั้นเป็นนิพพานเต็มตัวแล้ว พอขันธ์สลายลงไปจิตก็เป็นธรรมทั้งดวงไปหมด จะเรียกว่า ธรรมธาตุ ก็ได้ เราจะเรียกว่าจิตบริสุทธิ์อย่างนั้นไม่สนิทใจ เพราะคำว่าจิตที่บริสุทธิ์จะเรียกได้สนิทใจเฉพาะเวลายังครองขันธ์อยู่ ขันธ์ยังมีอยู่ เรียกได้เพียงว่าจิตบริสุทธิ์ หรือเรียกเป็นนามก็เรียกว่าเป็นพระอรหันต์

เมื่อขันธ์สลายลงไปแล้วคำว่าพระอรหันต์กับจิตที่บริสุทธิ์นี้ก็ผ่านไป เป็นหลักธรรมชาติแห่งธรรมธาตุภายในจิตใจ ธรรมธาตุนี้กระจายเป็นธรรมทั้งดวง ท่านเรียกว่า มหาวิมุตติมหานิพพาน คือธรรมชาติที่จิตของท่านผู้บริสุทธิ์ทุก ๆ ดวงรวมตัวเข้าไปเป็นมหาวิมุตติเป็นมหานิพพานนั่นแล ในข้อนี้จึงขอเทียบให้ท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลายได้ทราบว่า ทางโลกเขามีการเทียบกัน ทางธรรมแม้จะพ้นจากสมมุติแล้ว ก็จำต้องนำสมมุติมาเป็นกรุยหมายป้ายทางได้เช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีกรุยหมายป้ายทางพอที่จะยึดจะเกาะไปได้ จำเป็นต้องยกมาเป็นข้อเทียบเคียงกัน

จิตที่บริสุทธิ์เต็มที่เป็นนิพพานทั้งดวงแล้วนั้น เหมือนกับน้ำมหาสมุทรทะเลหลวงดังที่โลกทั้งหลายเห็นกันอยู่แล้วนี้ น้ำมหาสมุทรทะเลหลวงนี้ อาศัยแม่น้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลมาทั่วดินแดนรวมเข้าไปสู่จุดเดียวนั้น แล้วกลายเป็นน้ำมหาสมุทรขึ้นมา บรรดาแม่น้ำสายต่าง ๆ ก็หมดความหมายไปเป็นลำดับลำดา จนกระทั่งแม่น้ำสายต่าง ๆ ไหลเข้าสู่มหาสมุทรนั้นแล้ว เรียกได้คำเดียวว่าน้ำมหาสมุทร เราจะเรียกว่าแม่น้ำสายนั้นสายนี้เหมือนแต่ก่อนที่กำลังไหลเข้ามาสู่มหาสมุทรนั้นไม่ได้

อันนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คำว่ามหาวิมุตติมหานิพพานนี้เทียบกันได้กับแม่น้ำมหาสมุทรทะเลหลวงนั่นแล เป็นที่ไหลรวมลงจากจิตของท่านผู้บริสุทธิ์ ผู้บำเพ็ญทั้งหลายนั้นเทียบเหมือนกับแม่น้ำสายต่าง ๆ บำเพ็ญคุณงามความดีเป็นลำดับลำดา เหมือนแม่น้ำที่ไหลเข้าสู่มหาวิมุตติมหานิพพาน ใครมีวาสนาบุญญาภิสมภารมากเข้าเท่าไร ๆ ก็เรียกว่าไหลใกล้เข้าไปถึงมหาวิมุตติมหานิพพาน จนกระทั่งถึงความบริสุทธิ์พุทโธเต็มดวงของใจแล้ว นั่นเรียกว่าจิตถึงแล้วซึ่งมหาวิมุตติมหานิพพาน ทางสายนั้นสายนี้ของผู้ที่บำเพ็ญมาก็หมดความหมายไปตาม ๆ กัน นี่เรียกว่ามหานิพพาน

ธรรมทั้งสองประเภทคือมหาสมุทรทะเลหลวงนั้นสูญไปไหนไหม เราเห็นกันทั่วโลกปฏิเสธไม่ได้ มหาวิมุตติมหานิพพานที่เป็นธรรมธาตุอันแท้จริงนี้ ที่ท่านเรียกว่านิพพาน ๆ นั้น ก็ไม่มีคำว่าสิ้นสูญเหมือนกัน นี่เป็นอย่างนี้ในเรื่องธรรมทั้งหลาย เมื่อถึงจุดนี้แล้วความเกิดตายความทุกข์ความยากความลำบากทั้งหลายของใจดวงนี้ จึงไม่มีอีกต่อไป นี่แหละเรียกว่าตามร่องรอยแห่งภพชาติของตน เพราะการเกิดการตายเกิดมากี่ภพกี่ชาติหมุนเวียนกันไปหมดในสัตว์ทุกประเภท ไม่มีความหยุดหย่อนในการเกิดการตาย ท่องเที่ยวในภพน้อยภพใหญ่ ตามอำนาจแห่งบุญแห่งกรรมของตน เป็นอย่างนี้เรื่อยมา

แต่เมื่อผู้ไม่ประมาทอุตส่าห์พยายามสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างบุญสร้างกุศลตามกำลังความสามารถของตนแล้ว ก็จะเป็นการตามรอยความเกิดความตายนี้ให้เห็นไปโดยลำดับ เท่ากับว่าตัดทอนความทุกข์ความทรมานของตนเข้ามา ๆ และตัดภพตัดชาติที่แสนยืดยาวนานในการเกิดการตายนั้นให้หดย่นเข้ามา ๆ มีวาสนาบารมีด้วยการสร้างคุณงามความดีมากเท่าไร วัฏวนก็ดี ทุกข์ทั้งหลายก็ดี ในภพชาตินั้น ๆ ก็จะลดน้อยถอยลงไปและหดย่นเข้ามา เมื่อถึงที่สุดบารมีแก่กล้าสามารถเต็มที่แล้ว ถ้าว่าน้ำก็เต็มแก้วแล้วก็ถึงวิมุตตินิพพานเหมือนกันหมด

นี่ละศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรา แสดงเต็มเม็ดเต็มหน่วยให้แก่สัตวโลกทั้งหลายได้ทราบ ไม่มีใครสามารถจะรู้จะเห็นสิ่งทั้งหลายที่กล่าวมานี้คือบุญ คือบาป คือนรก สวรรค์ ภพต่าง ๆ ของสัตว์ที่เรียกว่าจุตูปปาตญาณ ทรงทราบตลอดทั่วถึงอย่างนี้จนกระทั่งถึงพระองค์เองในจุตูปปาตญาณ ที่พระองค์ทรงเกิดที่นั่นที่นี่ ได้มาสิ้นสุดยุติกันในปัจฉิมยาม คือ อาสวักขยญาณ ทรงรู้แจ้งแทงทะลุในขณะที่กิเลสขาดจากพระทัย กลายเป็นพุทโธทั้งดวงขึ้นมาที่ใจนั้น เรียกว่าพระองค์ถึงที่สุดจุดหมายปลายทางตามภพตามชาติของจิตนี้ได้ถึงจุดหมายปลายทาง และสังหารเชื้อแห่งความเกิดนี้ให้ขาดสะบั้นลงจากพระทัยแล้วเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาเต็มองค์

ท่านจึงสามารถชี้แจงทุกสิ่งทุกอย่างให้พวกเราทั้งหลายได้เห็นได้ด้วยความรู้แจ้งเห็นจริงของพระองค์เอง ไม่ได้มางมเงาเกาหมัดสอนสุ่มสี่สุ่มห้าแก่พวกเรา สอนด้วยความจริง จึงเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ว่าบาปมีก็ถูกต้องแล้ว บุญมีถูกต้องแล้ว นรกมี สวรรค์มี ถูกต้องทุกอย่าง ภพชาติแห่งสัตว์ ภพภูมิแห่งสัตว์ต่าง ๆ มีก็ถูกต้องทุกอย่าง สวรรค์ทุกชั้นจนกระทั่งถึงพรหมโลก นิพพานมีก็ถูกต้องทุกอย่าง

นี่คือพระองค์ได้บรรจุไว้หมดแล้ว ในพระญาณได้หยั่งทราบได้บรรจุไว้หมดในพระทัย ในการสั่งสอนโลกจึงสั่งสอนด้วยความกล้าหาญชาญชัยไม่สะทกสะท้าน ไม่ต้องหาผู้หนึ่งผู้ใดมาเป็นสักขีพยาน เพราะความจริงที่รู้ที่เห็นประจักษ์พระทัยนั้น เป็นตัวของตัวเต็มที่แล้ว ไม่จำเป็นต้องหาที่ไหนอะไรมาเป็นพยาน เรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก สุดยอด ทรงรู้เองเห็นเองทุกสิ่งทุกอย่างไม่ต้องถามใคร

นี่ละที่นำมาสั่งสอนสัตวโลกเรา เราเป็นชาวพุทธได้ยินได้ฟัง ธรรมเหล่านี้เป็นธรรมของแท้ของจริง ไม่ใช่ธรรมแปลกปลอมพอที่จะให้เกิดสงสัยว่า ที่พระพุทธเจ้าสอนว่าบาปมี มีหรือไม่มีนะ ไม่สงสัยเพราะเป็นของจริงแล้ว ความสงสัยนั้นเป็นเรื่องของกิเลสมาปิดหูปิดตาของเรา ปิดความเชื่อถือของเราต่อความจริงนั้นให้กลายเป็นของปลอมว่าไม่มีไปเสีย ให้เราทั้งหลายรู้ในจุดนี้ไว้ให้มาก

เพราะกิเลสทุกวันนี้ยิ่งนับวันหนาแน่นขึ้นทุกวัน ๆ ธรรมะนับวันอับเฉาลงไป ผู้ที่จะสนใจในอรรถในธรรมรู้สึกว่ามีน้อยมาก ที่สนใจไปตามกิเลสตัณหาประเภทต่าง ๆ นั้นนับวันเอาจริงเอาจังทะเยอทะยาน วิ่งเต้นขวนขวายไม่รู้จักเป็นจักตาย ไม่รู้จักดีจักชั่ว ไม่รู้จักบุญจักบาปนรกสวรรค์อันใดเลย มีแต่ความทะเยอทะยานมันดึงไป ๆ นี้เป็นทางเดินของกิเลสเพื่อลงสู่ที่ต่ำทรามและรับความทุกข์ความทรมานมากทั้งนั้น ให้พากันพินิจพิจารณา อย่าปล่อยวางศีลธรรม ธรรมนี้แลเป็นธรรมอันเลิศเลอ

เราเกิดมาในชาตินี้เราได้พบพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่เลิศเลอที่สุดแล้ว ในสามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีสิ่งใดเหมือน ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นและทรงครองไว้นั้นก็เป็นธรรมอันเลิศเลอ ไม่มีใครจะคาดจะหมายได้เลย เพราะเลิศเลอเหนือสมมุติโดยประการทั้งปวง จะทราบได้เฉพาะผู้เป็นผู้รู้ผู้เห็นผู้ทรงไว้เท่านั้น แล้วแสดงสายทางไว้ วางสายทางเอาไว้ คือแนวทางแห่งธรรม สอนให้ละชั่วทำดีเป็นลำดับลำดา นี้เรียกว่าสายทางที่จะให้ก้าวเดินเข้าไปสู่ธรรมประเภทเลิศเลอนั้น โดยประจักษ์ในตัวเองทุกคน นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้าเลิศขนาดนี้

นี่ก็ได้แสดง ปีนี้เป็นปีเปิดอกให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายได้ทราบ ซึ่งเคยปฏิบัติมาเป็นเวลานาน คำว่ารู้ว่าเห็นว่าเป็นในธรรมเหล่านี้ก็เคยรู้มาเป็นเวลานาน จากการปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง ตามทางของพระพุทธเจ้ามาเป็นลำดับ ได้เห็นผลประจักษ์มาเป็นลำดับลำดา เริ่มต้นตั้งแต่สมาธิ ปัญญา สมาธิทุกขั้น ปัญญาทุกภูมิ ได้ปรากฏผลขึ้นมาเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงจุดแห่งภพแห่งชาติ คือกิเลสตัณหาอาสวะอันยอดเยี่ยมได้แก่อวิชชาซึ่งฝังอยู่ภายในจิตใจ ด้วยอำนาจแห่งการปฏิบัติของตนที่บำเพ็ญมานี้ ก็ได้เข้าถึงจุดนั้น ฟาดฟันหั่นแหลกจุดนั้นให้แตกกระจาย ขาดสะบั้นลงไปจากจิตใจ กลายเป็นพุทโธทั้งดวงขึ้นมาภายในใจโดยไม่ต้องทูลถามพระพุทธเจ้า ได้รู้ได้เห็นมาแล้ว

ปีนี้จึงเป็นปีเปิดอกให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า ธรรมที่กล่าวมาแล้วนี้ เราไม่สงสัยในพระพุทธเจ้า ไม่สงสัยพระธรรม พระสงฆ์ ไม่สงสัยมรรคผลนิพพานว่าอยู่สถานที่ใด เพราะจิตดวงนี้บรรจุครอบไปหมดเรียบร้อยแล้วด้วย สนฺทิฏฺฐิโก เห็นเองรู้เองโดยประจักษ์อย่างสุดยอดภายในใจนี้แล้ว จึงได้นำธรรมเหล่านี้มาประกาศให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า พุทธศาสนาของเราคือตลาดแห่งมรรคผลนิพพานสด ๆ ร้อน ๆ บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลก นิพพานมี สด ๆ ร้อน ๆ เหมือนกันกับกิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะตัณหา มีอยู่ภายในจิตใจของเราสด ๆ ร้อน ๆ ในขณะนี้ทุกคน ธรรมเหล่านั้นกับสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนกัน

เมื่อเราเชื่อว่าความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นภัยต่อเรา สิ่งเหล่านั้นอันไหนที่เป็นคุณก็เป็นความจำเป็น ก็เป็นความจริงที่มีอยู่เช่นเดียวกันกับสิ่งที่เป็นภัยคือกิเลสเหล่านี้ที่มีอยู่ภายในจิตใจของเรา เพราะฉะนั้นจงพากันนำธรรมนี้ไปกำจัดปัดเป่าสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ภายในจิตใจของเรานี้ ให้กระจายห่างออกไป ๆ ใจของเราก็จะมีที่ยึดที่เกาะ

สำคัญที่ใจนี้ไม่มีที่ยึดที่เกาะ ไม่เป็นตัวของตัวตลอดมา ไม่ทราบว่ากัปไหนกัลป์ใด มีแต่ไขว่คว้ายึดนั้นยึดนี้มาเป็นเราเป็นของเรา ว่าเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นชีวิตจิตใจไปเสียทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่สิ่งเหล่านั้นไม่เป็นดังความหวังความมุ่งหมายของใจนั้นเลย จิตใจของเราหากไขว่คว้าไปเพราะไม่มีที่เกาะที่ยึด เกาะไปตรงไหนก็มีแต่พัง เกาะสิ่งไหนก็มีแต่พัง เกาะรูป เกาะเสียง เกาะกลิ่น เกาะรส เกาะสมบัติศฤงคารบริวารเงินทองข้าวของ เกาะลาภเกาะยศอะไร มีแต่เรื่องที่จะพัง ๆ จากจิตใจ ใจเราไม่มีหลักก็เกาะไปเรื่อย ๆ พังไปเรื่อย ๆ หาความสุขไม่มี มีแต่ความทุกข์เพราะสิ่งนั้นไม่สมหวัง ๆ

เพราะฉะนั้นจึงขอให้นำธรรมเข้าสู่ใจเป็นที่ยึดที่เกาะ สติธรรมให้ระลึกรู้ตัวอยู่เสมอว่าบาปมี บุญมี ให้ระวังให้ดี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลก นิพพานมี เป็นผู้ที่จะรู้จะเห็นก็คือเรา สิ่งเหล่านี้มีอยู่แล้ว เป็นปัญหาอยู่กับที่เรายังไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น ขอให้สร้างใจของเราด้วยธรรมขึ้นด้วยดี สิ่งเหล่านี้จะไม่มีปัญหาอะไรกับตัวของเราที่รู้แล้วเห็นแล้ว ดังพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านเห็น ท่านเห็นจริง ๆ

ให้ยึดหลักใจของเราด้วยสติ เช่นไปไหนมาไหนอย่าลืมสติ ให้ระลึกรู้ตัวว่าบาปมี บุญมี ความเป็นความตายมีกับตัวของเรา ให้มีใจเป็นหลัก เมื่อใจเป็นหลักกับธรรม เช่นไปไหนนึกพุทโธติดใจอยู่เสมอ ใครเคยอบรมธรรมบทใด ภาวนาธรรมบทใด ให้ยึดหลักธรรมนั้น ๆ เข้ามาสู่จิตใจของตนเองยึดเกาะไว้ตลอดไป นี่เรียกว่าผู้ยึดหลักอันถูกต้องดีงาม จะมีความสงบร่มเย็น จะเป็นหลักเป็นเกณฑ์ขึ้นที่จิตใจของตนไปเป็นลำดับลำดา ต่อไปก็พึ่งตนเองได้

สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องอาศัยชั่วกาลเวลาที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น เมื่อชีวิตหาไม่แล้วสิ่งเหล่านั้นก็พังไป ๆ แต่ใจกับธรรมกับความดีงามที่เราสร้างมานี้ไม่พัง เป็นเราเป็นตัวของเราโดยลำดับลำดา นี้แลที่จะพาเราไปถึงฝั่งถึงแดนแห่งความดีทั้งหลายตลอดแห่งมรรคผลนิพพาน คือธรรมนี้เป็นเครื่องยึดเครื่องเกาะของใจเป็นลำดับไป อย่าพากันปล่อยวาง

ให้มีหลักใจ อย่ามีแต่สิ่งภายนอกอันเป็นลม ๆ แล้ง ๆ เสกสรรขึ้นมาว่าเป็นเราเป็นของเราว่าเป็นสมบัติของเรา ทั้ง ๆ ที่มันไม่เป็น สิ่งที่เป็นเราแท้ ๆ คือธรรม พุทโธก็เป็นเรา ธัมโมก็เป็นเรา สังโฆก็เป็นเรา ฝังอยู่ที่ใจของเรา เรากับธรรมเหล่านี้เลยเป็นอันเดียวกัน นี้แลคือเราแท้โดยลำดับลำดา ให้ยึดหลักนี้ไว้แล้วใจของเราจะมีหลักเกณฑ์ เราจะเป็นเรา สิ่งอื่น ๆ ภายนอกก็เป็นสิ่งนั้น ๆ ไปเสีย ที่เราจริง ๆ คือธรรม ได้แก่ พุทโธ ธัมโม สังโฆ สติธรรม ปัญญาธรรม ระลึกรอบตัวอยู่เสมอนี้เรียกว่าเรา สร้างเราขึ้นด้วยธรรม พุทโธ ธัมโม สังโฆ สร้างเราขึ้นด้วยการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญเมตตาภาวนา เหล่านี้ล้วนแล้วตั้งแต่สร้างธรรมขึ้นเป็นเราเป็นตัวของเรา เป็นที่ยึดที่เกาะของเราโดยแท้ จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้นำธรรมนี้ไปประพฤติปฏิบัติ

วันนี้เราพูดเป็นกันเอง ในฐานะเราเป็นพุทธบริษัทลูกเต้าเหล่ากอของพระพุทธเจ้า หลวงตาบัวก็ถือว่าเป็นกันเองกับพี่น้องทั้งหลาย มาคราวนี้รู้สึกว่ามีความยินดีปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก ที่ได้เห็นพี่น้องทั้งหลายเข้ามาเยี่ยมวันนี้ แล้วได้ฟังธรรมเป็นสิริมงคลแก่จิตใจของเราทุกท่าน แล้วเหตุที่มานี้ก็เพราะการช่วยชาติบ้านเมืองของเรา บ้านเมืองเป็นของทุกคน อย่าถือว่าเป็นของคนนั้นของคนนี้ อย่าถือว่าเป็นของก๊กนั้นของก๊กนี้ อย่าถือว่าเป็นของใครทั้งนั้น เพราะชาติไทยเป็นสมบัติของเราทุกคน ๆ จำเป็นต้องต่างคนต่างช่วยเหลืออุดหนุนค้ำจุนอุ้มชูชาติไทยของเราไปด้วยความรักชาติ ไปด้วยความสามัคคี ไปด้วยความเสียสละทุกอย่าง แล้วชาติไทยของเราก็จะได้เจริญรุ่งเรืองและแน่นหนามั่นคงขึ้นเป็นลำดับ นี่หลักใหญ่ที่เราทั้งหลายจะต้องทำด้วยความจำเป็นทั่วหน้ากัน

สิ่งที่จะเป็นเครื่องหนุนของชาติไทย และเป็นการกระตุ้นเตือนใจของชาวไทยเราให้รู้เนื้อรู้ตัวก็คือว่า การประหยัดมัธยัสถ์ในการอยู่การกินการใช้การสอย อย่าสุรุ่ยสุร่ายอย่าฟุ่มเฟือย สิ่งเหล่านี้เป็นภัยต่อสมบัติเงินทองและจิตใจของเรา ตลอดเป็นภัยต่อประเทศชาติได้โดยไม่สงสัย จึงต่างคนต่างใช้ความประหยัดมัธยัสถ์ รู้เนื้อรู้ตัวเสียตั้งแต่บัดนี้ คนไทยทั้งประเทศมีจำนวน ๖๒ ล้าน ต่างคนต่างรู้เนื้อรู้ตัว ต่างคนต่างประหยัดมัธยัสถ์แล้วจะเป็นการกอบกู้ชาติไทยของเราให้กระเตื้องขึ้นเป็นลำดับ จนเป็นความแน่นหนามั่นคงขึ้นเพราะความพร้อมเพรียงสามัคคีรักชาติของตน อุ้มขึ้นต้องขึ้นได้โดยลำดับ

อย่างที่หลวงตามาเยี่ยมพี่น้องทั้งหลายวันนี้ ก็มาในนามของประเทศชาติบ้านเมืองของเรา สำหรับหลวงตาแล้วพอทุกอย่าง ดังที่ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบเวลานี้ ว่าเราตามรอยแห่งวัฏจักรถึงตัวแล้ว ได้สังหารมันลงเรียบร้อยแล้ว ความเกิดตายของเราไม่มีตั้งแต่บัดนี้ต่อไปอีกแล้ว จะมีเฉพาะชาติที่เกิดอยู่เวลานี้ มันจะพังเมื่อไรเราก็รู้หมดตลอดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีความดีใจเสียใจกับอัตภาพร่างกายนี้จะแตกไปเมื่อไร ความเป็นกับความตายของเรามีน้ำหนักเสมอกัน เราไม่ยิ่งไม่หย่อนไม่เป็นอารมณ์กับการเป็นการตายเหล่านี้เลย

แต่ที่มีความหนักในความเป็นอยู่นี้ ก็เพราะเป็นความห่วงใยประเทศชาติบ้านเมืองของเรา มีความสงสาร จึงต้องพยุงร่างกายอันนี้เพื่อการช่วยชาติบ้านเมืองของเรา ชีวิตความเป็นอยู่ของเราจึงรู้สึกว่าหนักไปในทางเป็นอยู่มากกว่าความตาย ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้มาเกี่ยวข้อง ความเป็นกับความตายของเราไม่มีน้ำหนักอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน มีเสมอกัน เพราะได้รู้รอบขอบชิดกับมันทุกอย่างแล้ว ตั้งแต่วันกิเลสตัวสำคัญที่พาสร้างภพสร้างชาติภายในจิตใจ ได้ขาดสะบั้นลงจากใจ ตัดสินกันในคืนวันนั้นแล้วไม่มีสิ่งใดสงสัย จิตใจสว่างครอบแดนโลกธาตุ

วันนี้เปิดอีกทีหนึ่งให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบ ใจดวงนี้เวลากิเลสครอบงำมันอยู่ก็เหมือนกับเราหลับตาอยู่นั้นแล สิ่งใดจะมีเต็มโลกธาตุตาไม่สามารถจะมองเห็นได้ เพราะหลับตาอยู่ แต่พอลืมตาขึ้นมาเท่านั้น สิ่งใดที่ควรที่เป็นวิสัยของตามองเห็นหมด นี่ใจดวงนี้ก็เหมือนกัน เมื่อเปิดกิเลสตัวปิดบังนี้ไว้ซึ่งเท่ากับคนหลับตาออกแล้ว จิตสว่างจ้าครอบโลกธาตุ เป็นโลกวิทูตามอำนาจวาสนาของตัวก็พูดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องไปถามใคร เป็นความอัศจรรย์ที่ความรู้ความเห็นความเป็นของเราที่เกิดขึ้นมานี้ ไม่เคยคาดเคยฝันเลยว่าจะเป็นได้อย่างนี้ แล้วเป็นขึ้นมาได้อย่างไร ก็ประจักษ์ในเหตุที่เป็นมาได้ ประจักษ์กับใจ

เพราะฉะนั้นจึงไม่สงสัยเรื่องบาปเรื่องบุญเรื่องมรรคผลนิพพาน นรก สวรรค์ ภพภูมิต่าง ๆ เพราะมันจ้าอยู่ภายในหัวใจนี้แล้ว เราพูดอย่างอาจหาญชาญชัยไม่สะทกสะท้าน เราเห็นจริง ๆ รู้จริง ๆ เป็นแต่เพียงว่าจะเป็นวิสัยประการใดบ้างที่จะมาแจกแจงให้พี่น้องทั้งหลายทราบ พอได้รับผลประโยชน์ตามที่ควรแก่กำลังความสามารถของตนนั้น จึงได้แยกแยะออกมาตามสถานที่ บุคคล สังคมต่าง ๆ ที่ควรจะแยกธรรมเหล่านี้ออกเป็นประโยชน์

หากว่าไปสถานที่ใดไม่ควรที่จะเป็นประโยชน์ ก็เหมือนไม่รู้ไม่เห็นไม่เป็น หลับหูหลับตาไปเสีย ทั้ง ๆ ที่รู้ ๆ เห็น ๆ อยู่นั้นแล แล้วก็เกิดความสลดสังเวชในการแนะนำสั่งสอนโลกที่หลับหูหลับตาอยู่นั้นเป็นอันมาก ผู้ที่ควรจะได้รับเป็นผลเป็นประโยชน์ก็ยังมีอยู่มาก จึงอุตส่าห์พยายามแนะนำสั่งสอนด้วยความรู้จริงเห็นจริง ไม่สะทกสะท้านภายในใจนี้เลย

พระพุทธเจ้าท่านไม่สะทกสะท้านเพราะอะไร เพราะท่านประจักษ์ในพระทัยของท่านทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นอยู่รู้อยู่ประจักษ์พระทัยนั้นแล้วจะไปสงสัยที่ไหน นี่ก็เมื่อเปิดตาใจขึ้นมาอย่างสว่างกระจ่างแจ้งเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่มีกิเลสตัวใดที่มาปิดมาบังแล้วมันก็จ้าเต็มภูมิของจิตนี้เหมือนกัน แล้วก็เห็นอย่างที่ว่านี้ จะไม่ให้ว่าเห็นได้ยังไง จะไม่ให้ว่ารู้ได้ยังไง มันรู้มันเห็นอยู่นี้ ทั้ง ๆ ที่ใครจะเชื่อไม่เชื่อไม่สำคัญ แต่ความรู้อันนี้ไม่มีความสะทกสะท้านกับสิ่งใด ที่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่มีความได้ความเสียกับความเชื่อไม่เชื่อของคน แต่เป็นหลักธรรมชาติที่พอตัวอยู่แล้วกับความรู้ความเห็นที่เป็นอยู่นี้ไม่สงสัยเท่านั้นเป็นที่พอใจ

นี่คือผลแห่งการปฏิบัติตามศาสนธรรมของพระพุทธเจ้า ผลได้ปรากฏขึ้นมาอย่างนี้ ตัวเองก็ไม่เคยคาดเคยหมาย ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้รู้ได้เห็นอย่างนี้ ตั้งแต่เกิดมาเริ่มมาปฏิบัติธรรมก็ไม่เคยคาดเคยหมาย แต่เวลาปฏิบัติไปรู้ไปเห็นไป ๆ ขึ้นภายในตัว รู้ตรงไหนหายสงสัยตรงนั้น ๆ โดยไม่ต้องไปถามใคร จนกระทั่งรู้ถึงจุดสุดยอดแห่งความเกิดแก่เจ็บตายจากจิตที่บริสุทธิ์เต็มดวงนี้แล้วหายสงสัย จากนั้นสิ่งอะไรที่เกี่ยวข้องกับจิตดวงนี้ที่จะควรรู้ควรเห็นตามความมีอยู่เป็นอยู่ของเขา ก็ได้รู้ได้เห็นตามความมีความเป็นอยู่ของเขาแล้วก็จะสงสัยที่ตรงไหน แล้วจะไปถามใคร เอาใครมาเป็นพยาน ความรู้นี้เป็นพยานของตัวเองเต็มตัวแล้วจะไปถามใคร

นี่แหละคือความจริงที่พระพุทธเจ้านำมาสั่งสอนโลก สมบูรณ์แบบทุกอย่าง ไม่ว่าบาปว่าบุญว่านรก สวรรค์ นิพพาน เป็นธรรมสมบูรณ์แบบ ไม่ได้ร่อยหรอไปที่ไหนเลย มีแต่กิเลสมันปิดบังหุ้มห่อจิตใจทั้งหลาย ปิดไว้ไม่ให้รู้ตามสิ่งที่มีที่เป็น มันปิดไว้ ว่าบาปมีมันบอกไม่มี ให้จำให้ดีนะ มันปิดตลอดเวลา บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี มันจะไม่ยอมรับ นี้คือกิเลสขวางธรรม กิเลสเป็นข้าศึกของธรรม มันเป็นข้าศึกและขวางธรรมอยู่ที่หัวใจของเราแต่ละดวง ๆ

เราต้องการธรรมให้บุกเบิกสิ่งเหล่านี้ออกภายในใจ เราจะได้ก้าวเดิน ๆ ความยากความลำบาก เป็นเรื่องของกิเลสสร้างขวากสร้างหนามไว้ที่การก้าวเดินของเราทั้งนั้น ไม่ใช่ธรรมท่านเป็นผู้สร้างขวากสร้างหนามไว้ปิดกั้นพวกเรา มีแต่กิเลสตัวเป็นภัยต่อธรรมทั้งนั้นมันปิดบังเอาไว้ มันกีดกันเอาไว้ไม่ให้เราสร้าง เราจะทำทานมันก็ตระหนี่เสีย นี่คือกิเลส เราแย่งความตระหนี่ออกมาทำทานก็เรียกว่าสู้กับกิเลส เป็นทุกข์ก็เป็นทุกข์เพราะความตระหนี่กับความเสียสละ มันขัดมันแย้งมันรบกันนั่นเอง นี่เราเป็นทุกข์ตรงนี้

จะรักษาศีลเจริญภาวนา มันก็มีอุปสรรคสร้างขึ้นมาภายในใจของเรา ไม่ให้ทำเต็มเม็ดเต็มหน่วยเสีย แล้วนอกจากนั้นมันก็บอกไม่ให้ทำ เมื่อมันมีกำลังมากมันตัดขาดเลย จะทำทานสตางค์หนึ่งก็ไม่ยอมให้ทำ จะรักษาศีลแม้ข้อเดียวก็ไม่ยอมให้รักษา จะภาวนาพุทโธ ๆ คำสองคำไม่จบมันไม่ยอมให้ทำ นี่คือกิเลสมีอำนาจปิดกั้นไว้เสียทุกอย่าง หาทางก้าวเดินเพื่อความสุขความเจริญในธรรมทั้งหลายไม่ได้เลย

จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายทราบเอาไว้ภายในจิตใจของเรา กิเลสอยู่กับใจ มันจะสร้างขวากสร้างหนามไว้ภายในจิตใจของเรา เมื่อเราคิดที่จะทำความดีมากน้อยแค่ไหน มันจะสร้างขึ้นมาทันที ๆ ให้ทราบตัวของมันไว้แล้วก้าวเดิน แล้วฝ่าฝืนกัน

ทำลงไปขึ้นชื่อว่าความดี กิเลสไม่อยากให้ทำเท่าไรยิ่งฝืนกิเลสหนักเข้า ๆ ต่อไปกิเลสก็ค่อยอ่อนข้อ ๆ การสร้างความดีของเราก็จะค่อยราบรื่นดีงามขึ้นไป จนถึงขั้นที่ว่าไม่ได้สร้างอยู่ไม่ได้ ความดีไม่ได้สร้างอยู่ไม่ได้ ไม่ได้ให้ทานวันหนึ่ง ๆ อยู่ไม่ได้ ไม่ได้รักษาศีล ไม่ได้เจริญภาวนาวันหนึ่ง ๆ อยู่ไม่ได้ เพราะธรรมมีกำลังมากขึ้น ๆ ดลบันดาลฉุดเราไปในทางที่จะให้ทำความดีตลอดไป กิเลสค่อยอ่อนข้อลง ๆ นี่ในขั้นเริ่มแรกก็เป็นอย่างนี้

ทีนี้ขั้นเรื่องจิตตภาวนาก็เหมือนกัน เวลาที่เรายังไม่ได้หน้าได้หลังอะไร จะภาวนานี้มันเหมือนจับจูงหมาใส่ฝน เคยเห็นไหมจูงหมาใส่ฝน มันร้องแง็ก ๆ มันไม่อยากหนาว นี่จูงเราใส่ศีลใส่ทานใส่การเจริญภาวนานี้มันก็ร้องแง็ก ๆ ใส่หมอนใส่เสื่อไปอย่างนั้น นี่เรียกว่าฝืน เอ้า มันไม่อยากภาวนาก็ภาวนา ฝืนเข้าไป ๆ สุดท้ายก็ได้ปรากฏผลขึ้นมาจากความฝืนของตน เป็นสิริมงคลขึ้นภายในจิตใจ ใจไม่เคยสงบก็สงบ จากความสงบแล้วก็กระจ่างแจ้งออกไปด้วยสติปัญญาศรัทธาความเพียรหมุนตัวไปเรื่อย จนกลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ นี่ถึงที่แล้วที่นี่ ถึงที่แห่งธรรมที่มีกำลังมากแล้วกิเลสวิ่งหัวซุกหัวซุนหาที่หลบซ่อน ไม่อย่างนั้นธรรมประเภทนี้เอาขาดสะบั้น ๆ

เราจึงได้เห็นชัดเจนว่ากิเลสคือตัวขวากตัวหนามปิดกั้นหนทาง พอธรรมมีกำลังมากแล้วกิเลสเหล่านี้หายหน้าไปหมด วิ่งหลบวิ่งซ่อนตลอดไป จนกระทั่งได้คุ้ยเขี่ยขุดค้นหามา กิเลสตัวใดเก่งให้ออกมา ๆ ออกมาก็ขาดสะบั้นทันที นี่พลังแห่งธรรมมีมากแล้วเป็นอย่างนั้น แก้ไขถอดถอนกิเลสเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องมีใครบังคับบัญชา หากเป็นไปเองในหลักธรรมชาติของจิตของธรรมที่มีกำลังพอตัวแล้วเป็นอย่างนั้น นี่เวลาธรรมมีกำลังกล้าเป็นอย่างนี้

เวลาไม่มีกำลังมีแต่กิเลสมันกีดมันขวางตลอดเวลา ขึ้นชื่อว่าจะทำความดีอะไรแล้วไม่ยอมให้ทำ ถ้าทำความชั่วแล้วไหลไปเลย พอธรรมมีกำลังกล้ามันแก้กันตรงกันข้ามเลย เป็นอัตโนมัติเหมือนกันกับกิเลสสร้างวัฏจักรในหัวใจคนในหัวใจสัตว์โดยอัตโนมัติเหมือนกัน เมื่อธรรมมีกำลังแก่กล้าสามารถแล้ว ก็สร้างคือแก้ไขตัวเองถอดถอนตัวเอง คลี่คลายตัวเอง หมุนกลับเป็นวิวัฏจักร ๆ วิวัฏธรรมเป็นลำดับไป จนกระทั่งทะลุพุ่งถึงจุดหมายปลายทาง ด้วยอำนาจแห่งธรรมมีกำลังเต็มที่แล้ว

วันนี้ได้พูดธรรมะให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบทั่วถึงกัน นาน ๆ หลวงตาจะได้มาทีหนึ่ง การสงเคราะห์โลกนี้เราสงเคราะห์สองประเภท คือ วัตถุเงินทองข้าวของที่จะค้ำจุนชาติไทยของเรา เวลานี้กำลังบกพร่องมาก ก็ได้เชื้อเชิญขอบิณฑบาตจากพี่น้องทั้งหลายด้วยความเมตตาของเราซึ่งมีต่อชาติบ้านเมือง เราไม่ได้ขอพี่น้องทั้งหลายด้วยความทุกข์จนค่นแค้นในตัวของเรา แต่เราขอด้วยความเมตตาแก่ชาติบ้านเมืองของเรา จึงขอบิณฑบาตแก่พี่น้องทั้งหลาย ซึ่งเป็นชาวไทยและเป็นชาวพุทธด้วยกัน นี่เป็นวัตถุที่จะหนุนชาติของเราประเภทหนึ่ง

อันสำคัญที่สุดก็คือธรรมกับใจ ธรรมเข้าสู่ใจ ใจได้รับกำลังแห่งธรรมเข้าหนุนตัวเองแล้ว ย่อมมีกำลังในความประพฤติหน้าที่การงานทุกด้านทุกทาง ไม่ค่อยล่อแหลมต่ออันตราย ต่อบาปต่อกรรมต่อความชั่วช้าลามก จะเป็นไปเพื่อความราบรื่นดีงาม ยิ่งได้ธรรมเป็นเครื่องประดับใจดังที่กล่าวมาแล้วนี้ พุทโธ ธัมโม สังโฆ และสติตั้งตัวไว้ให้ดี สร้างความดีให้แก่ใจอยู่ตลอดเวลาแล้ว เรียกว่าเรามีหลักใจ การสร้างหลักใจ การแนะนำสั่งสอนเพื่ออบรมจิตใจ สร้างใจให้มีหลักมีเกณฑ์นี้จึงเป็นธรรมที่จะเป็นความจำเป็นมาก ไปที่ไหนจึงปล่อยวางไม่ได้ อันนี้เป็นกำลังอันสำคัญแก่ตัวของเรา สังคมและชาติบ้านเมือง สำคัญอยู่ที่จิตมีหลักมีเกณฑ์มีอรรถมีธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง เราก็จะมีความราบรื่นดีงามเป็นลำดับลำดา

ต่อไปนี้ก็รู้สึกว่าเหนื่อยแล้ว การพูดหากว่าผิดถูกประการใดก็ขอพี่น้องทั้งหลายได้ให้อภัยแก่หลวงตาด้วยเพราะแก่แล้ว พูดมาก็รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า นี่แบกสังขารร่างกายมาช่วยชาติเพราะอำนาจแห่งความเมตตาต่างหาก ถ้าพูดตามลำพังแล้วการแนะนำสั่งสอนนี้หยุดมาได้ ๕ ปีแล้ว ไม่อบรมสั่งสอนพระเณรประชาชน เขานิมนต์ไปงานไหน ๆ ไม่ไป ๆ แต่นี้เพราะความกระตุ้นเตือนจากชาติไทยของเราซึ่งเป็นเรื่องใหญ่โตมากนี้แล เข้ามากระตุ้นเตือนหรือกระตุกใจ จึงได้ฟื้นตัวกลับมาใหม่ซ่อมอัตภาพขึ้นตามกำลังของมัน แต่จิตใจนี้มีความเมตตาล้นพ้นครอบโลกธาตุ อย่าว่าแต่ครอบประเทศไทยของเรา

เพราะใจนี้สว่างจ้าครอบโลกธาตุจริง ๆ วันนี้เปิดให้พี่น้องทั้งหลายทราบ เรื่องผลแห่งการปฏิบัติธรรมตามศาสนธรรมของพระพุทธเจ้า จึงกล้าพูดว่าพุทธศาสนาคือตลาดแห่งมรรคผลนิพพานสด ๆ ร้อน ๆ นี้แล นี่ละที่ได้อุตส่าห์มาช่วยพี่น้องทั้งหลายก็เพราะความเมตตานี้ดลบันดาลได้ตะเกียกตะกาย จากนี้ก็จะไปที่นั่น จากนั้นก็จะไปที่นั่นเรื่อย ๆ ไปที่ไหนเพื่อชาติทั้งนั้น ๆ ไม่ได้เพื่อเรา เราพอทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว แม้จะพูดว่าเวลาหลวงตาบัวตายนี้ อย่านิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา หนา ว่า กุสลา ธมฺมา หลวงตาบัวตายแล้วไปไหนนา อย่างนี้อย่านิมนต์มากุสลา

เรากุสลาเต็มตัวของเราแล้ว จิตฉลาดรอบโลกธาตุแล้ว ไม่มีสิ่งใดสงสัยพอที่จะให้พระมาช่วยชักช่วยจูงช่วยลากช่วยเข็นว่า กุสลา ธมฺมา หลวงตาบัวตายแล้วจะจมนรกนา ลากขึ้นมาอย่างนี้เราไม่มี เราหมดแล้ว หายสงสัยทุกอย่าง นี่ละผลแห่งการปฏิบัติถึงขั้นนี้ขั้นหายสงสัย เต็มภูมิที่ศาสนาสอนไว้ สอนไว้ถึงมรรคผลนิพพาน จิตใจเรากับนิพพานเป็นอันเดียวกันแล้ว เราจึงหายสงสัยทุกอย่าง วันนี้การแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา ขอความสวัสดีจงมีแก่พี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก