นิพพานเที่ยง
วันที่ 27 ธันวาคม 2541
สถานที่ : กองพันทหารราบที่ ๗ จ.ระยอง
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมพระและฆราวาส ณ กองพันทหารราบที่ ๗ จ.ระยอง

เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๑(บ่าย)

นิพพานเที่ยง

วันนี้เป็นวันมหามงคลแก่พี่น้องชาวไทยทั้งหลายของเรา มีจังหวัดระยองเป็นต้น ที่ได้ร่วมมือร่วมใจกันบริจาคเพื่อช่วยชาติไทยของเรา ซึ่งเวลานี้ค่อนข้างจะตกอยู่ในหล่มลึก ให้ฟื้นขึ้นมาด้วยกำลังแห่งความรักชาติ กำลังแห่งความสามัคคี และกำลังการบริจาคทุกด้านทุกทาง จึงเป็นมหามงคลแก่พี่น้องชาวไทยเราเป็นอย่างมาก แม้หลวงตาบัวเองดังที่ท่านทั้งหลายทราบแล้วว่า อายุสังขารเวลานี้ก็ ๘๕ ปีสี่ห้าเดือนนี้แล้ว ตามธรรมดาก็เคยงดการแสดงธรรมมาได้ ๕ ปีแล้ว แต่ปีนี้เห็นความจำเป็นแห่งชาติไทยของเรา เสาะแสวงหาท่านผู้นำที่จะช่วยชาติของเรา ก็เสาะแสวงหาอย่างเต็มใจเต็มหัวอกเรื่อยมา หาทางออกลำบากมาก

สุดท้ายจึงได้เอาตัวของเราเองมาเป็นตัวประกันผู้นำของพี่น้องทั้งหลาย ด้วยความแน่ใจตนเองว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างยิ่งแก่พี่น้องชาวไทยทั้งหลาย เพราะเราเชื่อตัวเองแล้วว่าบริสุทธิ์ ในธรรมทั้งหลายเราก็ไม่สงสัย เราพอทุกอย่างแล้วกับการบำเพ็ญเพื่อคุณงามความดีอะไรต่อไปอีกนั้นไม่มี ถ้าเป็นน้ำก็เต็มแก้วแล้ว จะเทเพิ่มไปอย่างไรอีกก็ไม่มี ธรรมเต็มหัวใจก็เช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงธรรมเต็มพระทัย พระอรหันต์ท่านทรงธรรมเต็มใจ มาเป็นสรณะของพวกเราทั้งหลายว่า พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ นี้เรียกว่าธรรมเต็มพระทัยและเต็มใจด้วยกัน เราทั้งหลายจึงได้กราบไหว้บูชาเรื่อยมา

สำหรับหลวงตาเองแม้จะตัวเท่าหนูก็ตาม ได้อุตส่าห์พยายามบำเพ็ญมา ตะเกียกตะกายมาตั้งแต่ต้น ถ้าเป็นการหาทรัพย์สมบัติก็เริ่มมาตั้งแต่สองสามสตางค์ขึ้นไปสองสามบาท สองสามพัน สองสามหมื่น สองสามแสน สองสามล้านขึ้นไป จนกระทั่งเป็นที่พอใจ เวลานี้ไม่กำหนดว่ามีกี่ล้านพันกี่ล้านบาท แต่แน่ใจว่าธรรมได้เต็มหัวใจเรียบร้อยแล้ว จึงได้มาเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลายด้วยความเชื่อตนเองว่า ไม่มีความมัวหมองประการใด ตั้งแต่การบำเพ็ญธรรมมาโดยลำดับโดยลำพังตนเอง จนกระทั่งถึงความภาคภูมิใจ ทุกสิ่งทุกอย่างพอแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเพิ่มเติมอีกแล้ว สามแดนโลกธาตุนี้ได้พอทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว สิ่งที่ปรากฏอย่างเด่นชัดอยู่เวลานี้ก็คือความเมตตาสงสารโลก

เราบำเพ็ญประโยชน์แก่โลกด้วยความสงสารเรื่อยมา ตั้งแต่วันธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้วจนกระทั่งถึงบัดนี้ ถ้าคิดเป็นปีวันนี้ต้องขออภัยเปิดปูมหลังให้พี่น้องชาวระยองของเราฟังบ้าง ถ้าคิดเป็นปี ธรรมนี้ได้เต็มหัวใจมาแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ สถานที่ที่ธรรมเต็มหัวใจ กิเลสบรรลัยลงจากใจเป็นขณะเดียวกันนั้นบนวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร นี่ละการบำเพ็ญธรรมมาตั้งแต่ตะเกียกตะกาย ถ้าเป็นหาทรัพย์ก็เริ่มตั้งแต่สองสามสตางค์ขึ้นมาเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นล้าน แล้วจุดสุดท้ายก็มาถึงขั้นพอ พอในหัวใจแล้ว จึงได้บำเพ็ญประโยชน์เรื่อยมาโดยไม่มีการลดละ ด้วยความเมตตาเป็นกำลังสำคัญ ที่จะได้ช่วยโลกสงสารเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้

ร่างกายก็ทรุดโทรมลงเป็นลำดับลำดา การแสดงธรรมได้งดเว้นมาแล้วเป็นเวลา ๕ ปี ใครจะนิมนต์ไปในสถานที่ใดงานใดไม่เคยรับได้เลย แม้ที่สุดการแนะนำสั่งสอนพระสงฆ์ในวัดของตน ซึ่งให้การอบรมเป็นประจำมาก็ต้องงดเว้นไปตาม ๆ กัน ก็มาปรากฏขึ้นที่ปี ๒๕๔๑ นี้แลเกี่ยวกับชาติบ้านเมืองของเรา มีความอัตคัดขัดสน จนกระทั่งเกิดความกระเทือนใจ เสาะแสวงหาทางออกที่ใดก็ไม่เป็นที่แน่ใจ สุดท้ายก็มาเอาตัวของเราเป็นตัวประกันด้วยความสุจริตยุติธรรมต่อพี่น้องทั้งหลาย

จึงได้อุตส่าห์พยายามประกาศตนตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งบัดนี้ ว่าขอเป็นผู้นำในการบริจาคทรัพย์สมบัติทั้งปวงเพื่อช่วยชาติไทยของเรา ให้กระเตื้องขึ้นสู่ความแน่นหนามั่นคงเป็นลำดับ ก็ได้รับความร่วมมือจากบรรดาพี่น้องชาวไทยและชาวพุทธเรามาเป็นลำดับ และกว้างขวางออกไป เวลานี้เรียกว่ายังไม่มีประมาณเลย เพราะกว้างขวางออกไปทุกวัน ๆ เราที่จะอุตส่าห์พยายามแบกร่างอันเก่าแก่นี้ไปรับไทยทานให้พี่น้องทั้งหลาย ก็รู้สึกจะไม่พอกับการเคลื่อนไหวไปสู่สถานที่นั่นที่นี่ นี่ก็เพราะน้ำใจของพี่น้องชาวไทยทั้งหลายแสดงขึ้นอย่างเด่นชัด ด้วยความรักชาติ ด้วยความสามัคคี ด้วยการบริจาคเพื่อชาติไทยของเรา หลวงตาจึงขอขอบคุณและอนุโมทนากับพี่น้องชาวไทยทั้งหลาย มีพี่น้องชาวจังหวัดระยองวันนี้เป็นต้น เป็นอย่างมาก

ต่อไปนี้ก็จะได้นำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาแสดงให้พี่น้องทั้งหลายทราบ เกี่ยวกับการช่วยชาติบ้านเมืองอันเป็นด้านวัตถุอันดับหนึ่ง และอันดับที่สองก็คือศีลธรรมที่เป็นหลักอันสำคัญแก่จิตใจของเรา ควรจะได้รับธรรมนี้เข้าสู่ใจ เป็นเครื่องสนับสนุน เป็นแกนอันสำคัญในตัวของเราเอง ตลอดความประพฤติหน้าที่การงานสังคมต่าง ๆ ให้มีธรรมเป็นหลักใจด้วยกันแล้ว ก็จะสมชื่อสมนามว่าเราเป็นชาวพุทธ ปฏิบัติตนไปด้วยความราบรื่นดีงาม วันนี้จึงขอชี้แจงธรรมะให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบ

คำว่าธรรมะ ๆ นั้นใคร ๆ ก็ตายใจอบอุ่นใจแล้วว่าธรรม ไม่จำเป็นต้องแปลออกก็ได้ แต่เพื่อแยกให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่าธรรมแท้เป็นอย่างไร จึงขอชี้แจงให้ทราบพอเป็นแนวทาง ธรรมแท้นั้นในภาคปฏิบัติที่ปฏิบัติตามธรรมเจอธรรมเข้าไปโดยลำดับ เป็นผลประจักษ์ใจแก่ผู้ปฏิบัติไปโดยลำดับลำดา ตั้งแต่สมาธิธรรม ปัญญาธรรม วิมุตติธรรม จนถึงขั้นหลุดพ้นไปโดยสิ้นเชิง จิตที่หลุดพ้นไปโดยสิ้นเชิงนั้นแล กลายเป็นธรรมธาตุ เป็นมหาวิมุตติมหานิพพาน เรียกว่า ธรรมธาตุ ครอบโลกธาตุเวลานี้ ออกจากใจที่รวมตัวของผู้บำเพ็ญทั้งหลายสิ้นกิเลสแล้ว

ใจที่บริสุทธิ์นั้นเมื่อละขันธ์ลงไปแล้ว ไม่เรียกว่าใจที่บริสุทธิ์ เรียกได้ว่านิพพานหรือธรรมธาตุ ธรรมธาตุหรือนิพพานนี้แลเรียกว่าธรรมแท้ ธรรมแท้นี้แลที่ครอบโลกธาตุอยู่เวลานี้ ที่เราทั้งหลายเอ่ยถึงธรรมเท่านั้นก็เป็นที่ตายใจ ๆ ด้วยกัน เพราะเป็นธรรมชาติที่เป็นเครื่องยืนยันโลก ค้ำจุนโลกนี้มานานแสนนาน ด้วยธรรมธาตุที่สัตว์ทั้งหลายกล่าวถึงอยู่เวลานี้ นี่เรียกว่าธรรมแท้ เรากล่าวถึงธรรมแท้นี้แล้ว เราก็แยกธรรมแท้นั้นมาเป็นข้อปฏิบัติ มาเป็นเครื่องยึดถือของเรา เช่น เราระลึกถึงพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ บทใดก็ตาม นั้นแลคือธรรมที่ออกจากธรรมแท้ เป็นเครื่องยึดแห่งจิตใจของเรา

ใจของเราเมื่อมีพุทธ มีธรรม มีสงฆ์ ประจำใจอยู่แล้ว จะเป็นใจที่มีหลักเกณฑ์ เป็นใจที่มีที่พึ่ง เป็นใจที่มีแก่นสาร เพราะฉะนั้นธรรมกับใจจึงควรให้มีอยู่ตลอดเวลาสำหรับจิตใจของเรา อย่าให้มีแต่ด้านวัตถุคือสิ่งของเงินทองบริษัทบริวาร เครื่องใช้ไม้สอย ซึ่งเป็นด้านวัตถุ แม้ที่สุดยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งหลายก็ตาม นี่เป็นเครื่องพึ่งพิงอิงอาศัยเวลาที่เรายังมีชีวิตอยู่เพียงเท่านั้น ได้อาศัยเป็นกาลเป็นเวลา หากหาชีวิตไม่ได้แล้วสิ่งนี้ก็หมดความหมายลงไปทันที

แต่ใจผู้ที่สมบุกสมบันกับการก้าวเดินเพื่อความเกิดตายนี้ ต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องยึดเครื่องเกาะ ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องยึดเครื่องเกาะแล้ว กิเลสคือความชั่วช้าลามกทั้งหลาย ก็จะเข้าบีบบี้สีไฟจิตใจให้ได้รับความทุกข์ความทรมาน แม้มีชีวิตอยู่คนทำความชั่วกับคนทำความดีนี้ต่างกัน คนทำความชั่วจะได้รับความเดือดร้อนภายในจิตใจของตนประจักษ์อยู่ตลอดเวลา แต่คนทำความดีจะได้รับความชุ่มเย็นเป็นสุข เป็นที่ระลึกฝากเป็นฝากตายกับความดีของตนได้ มีความชุ่มเย็นประจำตน นี่ละเรื่องใจต้องมีที่ยึดที่เกาะอย่างนี้ จะอยู่ลอย ๆ เกาะสิ่งนั้นเกาะสิ่งนี้ซึ่งหาสาระไม่ได้ ใจไม่เป็นตัวของตัว ใจเป็นบ๋อยเที่ยวเกาะสิ่งนั้นเกาะสิ่งนี้ เห็นว่าสิ่งนั้นดีสิ่งนี้ดี เลยหาจุดหมายปลายทางไม่ได้ เวลาตายลงไปแล้วก็เรียกว่าไม่มีหลักยึด ก็มีแต่ความทุกข์ความลำบากที่สร้างขึ้นมาด้วยความไม่ดีทั้งหลายนั้นมากลายเป็นภัยแก่ตนเอง จึงจำเป็นที่พี่น้องทั้งหลายซึ่งเป็นชาวพุทธเราจะยึดถือธรรมเข้าเป็นหลักใจ

เพราะเวลานี้รู้สึกว่าชาวพุทธเรา มีความเหินห่างจืดจางต่อธรรมเป็นอย่างมาก การประพฤติปฏิบัติตนเพื่อธรรมเป็นหลักใจนั้นไม่ค่อยมี มักมีแต่คำพูดว่าถือพุทธ ๆ ถือศาสนาอะไร ก็บอกว่าถือศาสนาพุทธ แต่คำว่าศาสนาพุทธนั้นเป็นคำเพียงผิวเผินเท่านั้น ส่วนจิตใจไม่ค่อยได้สนใจกับพุทธกับธรรมกับสงฆ์อะไรเลย จึงไม่มีที่เกาะที่ยึดสมนามว่าตนเป็นชาวพุทธ ด้วยเหตุนี้จึงขอเชิญชวนพี่น้องทั้งหลายให้ย้อนจิตใจเข้ามาหาธรรม

คำว่าธรรมนั้นคือสติธรรม ให้ระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ พุทโธมีสติเป็นเครื่องยับยั้งจิตใจไว้ เรียกว่าใจมีหลัก ธัมโมด้วยความมีสติระลึกรู้อยู่เสมอ เรียกว่าใจมีหลัก สังโฆระลึกถึงด้วยความมีสติอยู่เสมอ นี่เรียกว่ามีหลักใจ จากนี้แล้วก็ระมัดระวังการทำความชั่วช้าลามกนั้นเป็นความเสียหายแก่ตนเอง และเป็นภัยต่อจิตใจที่จะก้าวเดินในภพต่อไป จะเป็นภัยในภพนั้น ๆ กลายเป็นภพที่ต่ำช้าเลวทรามไปเสียอย่างเดียว ไม่มีความดีติดจิตติดใจ ใจก็หาสุคติไม่ได้ จึงต้องมีธรรมเป็นเครื่องกำกับใจอยู่เสมอ

เวลาจะหลับจะนอนก็อย่าได้ปล่อยวางการไหว้พระสวดมนต์ย่อ ๆ ตามกำลังของเราก็ยังดี และพยายามสงบใจของเราซึ่งสร้างแต่อารมณ์ยุ่งเหยิงวุ่นวายอยู่ประจำ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ ให้เข้าสู่ความสงบกับคำบริกรรม คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ มีสติรับรู้ ระงับอารมณ์ที่จิตใจชอบคิดในแง่ต่าง ๆ นั้นเข้าสู่อารมณ์เดียวคือ พุทโธ ๆ เป็นต้น ด้วยความมีสติ เป็นเวลาอย่างน้อยไม่ให้ต่ำกว่า ๑๐ นาที เรียกว่านั่งภาวนา รำพึงใคร่ครวญอ่านดูตัวของเราด้วยธรรม แล้วใจของเราจะเริ่มมีความสงบเย็นเข้ามา และมีสติรู้เนื้อรู้ตัว ใจก็จะเริ่มมีสาระขึ้นมาภายในตัว เป็นตัวของตัวโดยลำดับขึ้นไป นี่เรียกว่าการอบรมใจ สร้างหลักให้แก่ใจของเรา

หลักใจ หลักทรัพย์ ทรัพย์คือทรัพย์ภายนอกนั้นอาศัยชั่วกาลเวลา ทรัพย์ภายในคือศีลธรรมนี้อาศัยตลอดไปเลย จึงต้องอาศัยธรรมภายในเป็นหลักเป็นเกณฑ์เพื่อก้าวเดิน แม้ที่สุดในปัจจุบันธรรมปัจจุบันชาตินี้เราก็ไม่ให้ห่างเหินจากความประพฤติดี จิตใจไม่ห่างเหินจากธรรม เวลาจะหลับจะนอนขอให้ได้ทุกวัน ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ในห้องพระเรียบร้อยแล้ว สงบอารมณ์ให้เป็นความสงบเย็นใจด้วยธรรมบทใดก็ได้ประมาณ ๑๐ นาที เพียง ๑๐ นาทีจาก ๒๔ ชั่วโมงนั้นไม่เป็นการหนักหนาเกินไป เพราะเราสละเวล่ำเวลาให้ส่วนมากมักจะเป็นเรื่องของกิเลสเอาไปกินเสียแทบทั้งหมด ธรรมะที่จะแบ่งเป็นสาระสำคัญแก่จิตใจของเรานี้ไม่ค่อยมี จึงขอให้แบ่งเวลา ๒๔ ชั่วโมงนั้นออกมาเพียง ๑๐ นาทีในเวลานั่งภาวนาให้ใจสงบ

ใจเมื่อได้รับการอบรมด้วยความมีสติบังคับอยู่กับคำบริกรรมนั้นแล้ว จะเริ่มสงบตัวเข้ามา ใจสงบตัวเข้ามาก็คือใจระงับอารมณ์ก่อกวนจิตใจเข้ามานั่นแล แล้วใจจะเริ่มรู้ตัวเด่นขึ้นในขณะที่ใจสงบ เวลาที่ใจไม่สงบนั้นหาความรู้ตัวไม่ได้ ไปรู้กับสิ่งนั้นสิ่งนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ตลอดเวลา ไม่รู้เรื่องของตน จึงต้องอาศัยสติเป็นเครื่องยับยั้งเข้ามาสู่ภายใน เอาคำบริกรรมว่าพุทโธ ๆ นี้เป็นที่ยึดที่เกาะของใจ ใจจะปรากฏตัวขึ้นมาเป็นความสงบเย็น

เมื่อใจปรากฏขึ้นมาเป็นความสงบเย็น บางรายอาจจะเกิดความแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมาในเวลานั้นโดยไม่คาดไม่คิดก็ได้ เพราะคำว่าธรรมนี้ย่อมจะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติธรรมในทิฏฐธรรม ขณะที่ทำขณะที่มีชีวิตอยู่นั้นแล เช่นใจของเราฟุ้งซ่านรำคาญระงับกันด้วยความสงบโดยธรรมคือคำบริกรรม มีสติเป็นเครื่องกำกับ ใจของเราย่อมมีความสงบได้ นี่ละหลักสำคัญ การสร้างหลักฐานมั่นคงให้ใจ ให้ใจเป็นตัวของตัว ให้สร้างวิธีนี้

พระพุทธเจ้าทรงสร้างพระทัยคือใจของพระองค์ จนมีความแน่นหนามั่นคงด้วยความดีทั้งหลาย ถึงขนาดได้ตรัสรู้เป็นศาสดาองค์เอกมาสอนโลกทั้งสามได้ ก็เพราะการอบรมบำรุงรักษาจิตใจนั้นแล พระอรหันต์ที่ท่านเป็นสรณะของพวกเรา ท่านก็พยายามอบรมใจของท่านอย่างนั้น จนใจมีความแน่นหนามั่นคงถึงกับเป็นตัวของตัวได้เต็มสัดเต็มส่วนแล้วก็เป็นสรณะของโลกได้ นี่คือคุณค่าแห่งการอบรมจิตใจให้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ต่อตน เป็นไปได้โดยลำดับอย่างนี้

เราจะไม่ได้อย่างท่านก็ตาม แต่เราเป็นลูกศิษย์ที่มีครู ขอให้ดำเนินตามครูสอนนี้ จะได้มากได้น้อยขอให้ได้ในวันหนึ่งเป็นประจำ เรียกว่าสร้างสรณะคือที่พึ่งให้แก่ใจของเรา เพียงเวลา ๑๐ นาทีวันหนึ่ง ๆ ขออย่าให้ขาด นี่คือธรรมเข้าสู่ใจ ธรรมเข้าสู่ใจนี้ผิดกับสิ่งทั้งหลายอยู่มากทีเดียว เพราะมีคุณค่ามาก เป็นความแปลกประหลาด เมื่อผลปรากฏเด่นขึ้นจากการอบรมจิตใจให้มีความสงบ ก็ยิ่งปรากฏเป็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมาในขณะที่บำเพ็ญจิตตภาวนานั้นแล นี่ละรากฐานแห่งจิตใจของเราสร้างขึ้นด้วยวิธีการอย่างนี้

จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายสนใจทางด้านธรรมะนี้ให้มาก เช่นเดียวกับการสนใจกับสิ่งภายนอก ซึ่งส่วนมากมักจะเหลว ๆ ไหล ๆ ผลได้มาจากการแสวงหาของเราตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ มักจะได้แต่ความทุกข์ความลำบากความทรมานจิตใจ มีความหมดหวัง ๆ มาเผาจิตใจของเราเสียเป็นส่วนมาก การเป็นเช่นนี้เป็นการขาดทุนภายในตัวของเราเอง เพราะฉะนั้นจึงแบ่งสันปันส่วนงานของจิตที่คิดปรุง ๆ แต่ง ๆ นี้เข้าสู่งานของธรรม ในขณะที่ภาวนาควรให้ได้สัก ๑๐ นาที ท่านทั้งหลายจะได้เห็นความแปลกประหลาด ความอัศจรรย์ของจิตขึ้นเป็นลำดับ

การพูดทั้งนี้ไม่ได้พูดแบบงู ๆ ปลา ๆ ไม่ได้พูดแบบลูบคลำแล้วมาสอนพี่น้องทั้งหลาย เราเป็นที่แน่ใจในการสั่งสอนโลกเรื่อยมา ตั้งแต่ที่กล่าวแล้วนั้น คือตั้งแต่บนวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร ๒๔๙๓ มา เราสั่งสอนโลกด้วยความแน่ใจมั่นใจทุกอย่าง ไม่ว่าจะสอนเรื่องบาป บาปมีจริง ๆ ประจักษ์ใจ ได้รู้แล้วเห็นแล้วจึงนำมาสั่งสอนโลก บุญมีจริง ๆ ประจำใจ นรก สวรรค์ พรหมโลก นิพพานมีจริง ๆ ประจักษ์ในใจของตัวเอง ตลอดถึงเปรต ผี เทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเรื่อยมานั้น ไม่มีข้อขัดข้อแย้ง กราบท่านอย่างราบด้วยความเห็นสิ่งเหล่านี้ประจักษ์ใจตามภูมิวาสนาของตน

เพราะฉะนั้นการสั่งสอนโลกจึงไม่มีความสะทกสะท้าน ไม่มีความหวั่นไหว เพราะเอาของจริงที่รู้ที่เห็นประจักษ์ใจนี้ออกมาสอนโลกอย่างแน่ใจ เพราะฉะนั้นการแนะนำสั่งสอนในธรรมทุกประเภท เราจึงไม่สั่งสอนโลกด้วยความสงสัยลูบ ๆ คลำ ๆ นี่ที่นำศาสนามาสอนพี่น้องทั้งหลาย จะเรียกว่ามาในนามของพระพุทธเจ้าก็ไม่ผิด เพราะการบำเพ็ญตามธรรมของพระพุทธเจ้ามาโดยลำดับนั้น ก็ได้เห็นผลประจักษ์ใจมาเป็นลำดับ ตั้งแต่ขั้นจิตใจสงบเป็นสมาธิ ถึงขั้นปัญญา ปัญญามีความแกล้วกล้าสามารถ ฟาดฟันหั่นแหลกกิเลสที่เป็นตัวภัยฝังอยู่ภายในจิตใจของสัตวโลกและของตนนั้น ให้ขาดสะบั้นลงเป็นลำดับลำดา จนกระทั่งไม่มีกิเลสตัวใดเหลืออยู่ภายในจิตใจ ครองความบริสุทธิ์มาเต็มหัวใจนั้น ก็เกิดขึ้นจากการวิ่งเต้นขวนขวายการตะเกียกตะกาย และได้มาอย่างประจักษ์ใจ เพราะฉะนั้นการสั่งสอนโลกจึงไม่สั่งสอนด้วยความสงสัยอะไรเลย

เช่น บาป บุญ นรก สวรรค์ เป็นหลักธรรมชาติที่มีมาดั้งเดิมอยู่แล้วตั้งกัปตั้งกัลป์ บาปก็มีประจำสัตว์มาตั้งกัปตั้งกัลป์ บุญก็มีประจำสัตว์ผู้ทำบุญมาเป็นประจำ สวรรค์มี ๖ ชั้น ตั้งแต่ชั้นจาตุมฯ ขึ้นไป ดาวดึงส์ จนกระทั่งถึง ปรนิมมิตวสวัตดี ๖ ชั้น นี่ก็มีอยู่ประจำสำหรับสัตวโลกที่จะเข้าไปอยู่ตามขั้นตามภูมิแห่งนิสัยวาสนาของตน จนกระทั่งพรหมโลก นิพพาน เป็นของมีอยู่ดั้งเดิมมาแต่กาลไหน ๆ สด ๆ ร้อน ๆ ไม่สงสัย นรกก็ประจักษ์ในหัวใจไม่สงสัย จึงนำธรรมเหล่านี้มาสอนพี่น้องทั้งหลายในพระนามของพระพุทธเจ้า โดยความไม่สงสัย

จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ตายใจกับศาสนธรรม คือแบบแปลนแผนผัง ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้วด้วยความถูกต้องดีงามนี้ไปประพฤติปฏิบัติ สิ่งใดที่พระองค์ว่าเป็นบาป อย่ากล้าหาญชาญชัย อย่าดื้อดึงฝ่าฝืนทำ ความทุกข์นั้นจะไหลเข้ามาสู่ตัวของเราผู้ทำมากน้อยเป็นลำดับไป พระพุทธเจ้าไม่ได้รับเคราะห์ เป็นแต่การแนะนำด้วยความเมตตาสงสารว่าอย่าทำบาป เราเป็นผู้จะรับเคราะห์รับกรรมจากการทำบาป เมื่อรู้อยู่แล้วอย่าทำกัน การทำบุญนี้ ไม่ว่าจะทำบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนาประเภทใดก็ตาม เป็นธรรมชาติที่จะให้ผลอยู่อย่างสด ๆ ร้อน ๆ ตลอดไปเหมือนอย่างที่เป็นมาแล้ว

เราให้มีความอุตส่าห์พยายามขวนขวาย สร้างบุญกุศลใส่จิตใจของเรา เพราะใจนี้ไม่เคยมีป่าช้า ไม่เคยตายมาแต่กาลไหน ๆ และจะไม่ตายตลอดไป คำว่าเกิดว่าตายนั้นอาศัยที่จิตซึ่งเป็นตัวการสำคัญนี้ เข้าไปอาศัยร่างนั้นร่างนี้ ก็ว่าร่างนั้นเกิดร่างนี้ตาย ออกจากภพนั้นภพนี้ เรียกว่าเกิดว่าตาย ๆ สำหรับจิตแล้วไม่มีคำว่าตาย ไปสู่ภพน้อยภพใหญ่สูงต่ำนั้น เป็นไปด้วยอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วที่มีหนักเบามากน้อยต่างกัน สัตว์ทั้งหลายจึงต้องไปเกิดไปเสวยกรรมตามอำนาจแห่งวิบากกรรมดีชั่วของตน ไม่มีงดเว้นแม้แต่รายเดียว เป็นอย่างนี้ตลอดมา

พระพุทธเจ้าทรงสงสารสัตวโลก จึงได้นำธรรมเหล่านี้มาชี้บอกแนวทาง อันใดที่เป็นความชั่วเป็นจริง ๆ อย่าพากันหาญทำ สิ่งใดที่เป็นความดีดีจริง ๆ ให้พากันอบรมบำเพ็ญให้มากมูนขึ้นเป็นลำดับ คำว่านรก เผาสัตวโลกจริง ๆ ตลอดมาไม่มีประมาณ ไม่มีสัตว์ที่ไหนมากยิ่งกว่าสัตว์ในนรกที่ฝังจมตลอดมาอย่างนี้ เพราะส่วนมากสัตว์ทั้งหลายชอบทำแต่บาปแต่กรรมด้วยความภาคภูมิใจของตนเอง โดยไม่รู้สึกว่านั้นคือบาปคือกรรม จะเป็นผลคือไฟเผาไหม้ตนเอง ถ้ารู้แล้วไม่ทำ…สัตวโลก

แต่นี้สัตวโลกไม่รู้ เพราะอำนาจแห่งกิเลสตัวมืดบอดนั้นปิดบังไว้เสีย ไม่ให้รู้ว่าบาป บุญ นรก เป็นยังไง แล้วก็สร้างความอยากความทะเยอทะยานในการทำชั่วให้มากมูนขึ้นที่ใจ เมื่อบึกบึนไปตามความอยากความทะเยอทะยาน อันเป็นทางเดินของกิเลสเพื่อฉุดลากสัตว์ลงนรกแล้ว สัตวโลกจึงไหลลงนรกไม่มีเวลายับยั้ง ไม่มีคืนวันยืนเดินนั่งนอน ตลอดเวลานรกไม่เคยว่างจากสัตว์ทั้งหลายที่ไปตก อัดแน่นกันอยู่ตลอดมา และยังจะมีตลอดไป นี่เป็นหลักธรรมชาติแห่งความจริงที่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ทรงรู้ทรงเห็นประจักษ์พระทัยแล้วมาสอนเรื่องโทษของมัน ว่าเกิดขึ้นจากการทำชั่ว

นรกก็เป็นสด ๆ ร้อน ๆ บาปบุญคุณโทษที่มีอยู่ภายในใจของสัตว์ก็สด ๆ ร้อน ๆ เพราะฉะนั้นจึงให้พากันระมัดระวัง อย่าชินชากับคำว่าบาปว่านรกสวรรค์ ให้พยายามระมัดระวังรักษาเสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นหลักธรรมชาติมาดั้งเดิม ไม่มีใครจะลบบาปได้ลบบุญได้ ลบนรกสวรรค์ได้ เพราะเป็นหลักธรรมชาติที่ใหญ่หลวงมากเกินกว่าใคร ๆ จะไปทำลายได้ ลบล้างได้ แม้พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ที่มาตรัสรู้ ก็ไม่มีพระองค์ใดมาลบล้างบาป มาลบล้างนรก มาเสกสรรปั้นยอสิ่งไม่มีให้มีขึ้น เช่น สวรรค์ ๖ ชั้น พระพุทธเจ้าองค์นี้มาตรัสรู้มาส่งเสริมสวรรค์ให้เป็น ๗ ชั้นขึ้นมา องค์นั้นมาตรัสรู้เสริมสวรรค์เพิ่มสวรรค์ให้เป็น ๘ ชั้น ๙ ชั้นขึ้นมาอย่างนี้ไม่มี

มีอย่างไรทรงรู้ทรงเห็นอย่างไร ก็มาสั่งสอนสัตวโลกอย่างนั้น แล้วก็มาเป็นแบบแปลนแผนผังเอาไว้ เพื่อให้เราทั้งหลายซึ่งกำลังก้าวเดินไป ทั้งจะก้าวเดินทางดีและชั่วนี้ให้ระมัดระวังตัว สมกับว่าเราเป็นลูกศิษย์ตถาคตเป็นลูกชาวพุทธ

วันนี้ได้พูดถึงเรื่องหลักใจ ใจนี้ละที่จะไปลงนรกก็ดี ไปขึ้นสวรรค์ชั้นต่าง ๆ จนกระทั่งถึงไปนิพพานก็ดี ไม่มีสิ่งใดไปในสามแดนโลกธาตุนี้ มีใจดวงเดียวเท่านั้นที่จะรับบาปรับบุญ สร้างบาปสร้างบุญ ไปนรก ไปสวรรค์ พรหมโลก นิพพาน มีใจดวงเดียวนี้เท่านั้น เพราะใจนี้ไม่ตาย ไม่มีป่าช้า ใครจะมาลบล้างมาหลอกลวงว่าตายแล้วสูญเพียงไรก็ตาม คำว่าสูญนั้นเป็นโมฆะโดยประการทั้งปวงตลอดมา

คำว่าจิตไม่ตายจิตไม่สูญนี้มีมาตลอดเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นท่านผู้สิ้นกิเลส คือตามร่องรอยแห่งภพชาติของตัวมาด้วยการสร้างความดีโดยลำดับ จนกระทั่งถึงก้าวเข้าสู่ด้านจิตตภาวนา อันเป็นการตามร่องรอยแห่งความเกิดตายของตนไป กระชั้นชิดเข้าไปโดยลำดับ จนกระทั่งถึงจิต ตัวจิตโดยแท้ แล้วก็ไปสังหารทำลายเชื้อที่พาให้เกิดให้ตายไม่หยุดไม่ถอยนั้นออกจากใจ ใจจึงกลายเป็นใจที่บริสุทธิ์พุทโธขึ้นมา กลายเป็นธรรมธาตุดังที่ได้อธิบายมาแล้วเบื้องต้นนี้

คำว่าสูญแห่งใจดวงนี้จึงไม่มี ถ้าหากว่าไม่ถึงจุดสุดท้ายคือพระนิพพาน เรียกว่าธรรมธาตุนั้นเมื่อไร สัตวโลกจะต้องเกิดตาย ๆ อยู่อย่างนี้ตลอดไป มีสูงมีต่ำลุ่ม ๆ ดอน ๆ ตกนรกบ้าง ไปสวรรค์บ้าง เป็นมนุษย์บ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เป็นเปรตเป็นผีเป็นสัตว์ประเภทต่าง ๆ หาประมาณไม่ได้ เพราะอำนาจแห่งกรรมที่ตนทำนั้นแล จึงไม่มีคำว่าตายแล้วสูญสำหรับจิตดวงนี้

นี่ละจิตนี้เป็นผู้สมบุกสมบันในการท่องเที่ยวแบกหามกองทุกข์ในวัฏสงสารนี้ จึงต้องอาศัยธรรมเข้าเป็นเครื่องอุดหนุนสร้างบุญสร้างกุศล สร้างคุณงามความดีเข้าสู่ใจ ใจจะมีที่ยึดที่เกาะ เวลาตายแล้วใจจะไปสู่สุคติโลกสวรรค์ พรหมโลก จนสามารถไปนิพพานได้ เพราะอำนาจแห่งบุญแห่งกุศลนี้แล นี่คือธรรมเป็นสมบัติของใจโดยแท้ ขอให้พี่น้องทั้งหลายจงพากันสั่งสมธรรม ระลึกถึงธรรมอยู่เสมอภายในใจ เรียกว่าสร้างหลักใจขึ้นที่ตัวเองด้วยธรรม เราจะมีหลักใจมีหลักธรรมเป็นเครื่องยึดเครื่องเกาะ ไม่อยู่แบบเร่ ๆ ร่อน ๆ

มาเกิดก็เกิดแบบเร่ ๆ ร่อน ๆ หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ ไม่ทราบที่หมายแห่งการมาเกิดของตนว่ามาจากภพใดชาติใด และเวลาตายนี้จะไปสู่สถานที่ใดก็หาความแน่นอนไม่ได้ เพราะเราไม่มีหลักยึด เวลาตายไปแล้วจะไปเกิดสถานที่ใด ตกนรก หรือเป็นเปรตเป็นผีไปที่ไหน เราก็หาความแน่นอนไม่ได้ เรียกว่ามาก็มาด้วยความเร่ร่อน หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ อยู่ก็อยู่ด้วยความเร่ร่อน เพราะไม่มีหลักใจ ตายก็ตายด้วยความเร่ร่อนเพราะไม่มีหลักใจ อย่างนี้ไม่สมควรกับชาวพุทธของเราเลย จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายยึดธรรมเป็นหลักใจ

อย่าลืมคำว่าพุทโธ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย คำว่าพุทโธคำเดียวเท่านั้น คือ พลังแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายรวมอยู่กับคำว่าพุทโธนี้ทั้งนั้น บรรจุเข้าที่ใจของเรา ใจของเราจะมีความสงบร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป เมื่อพุทโธเต็มหัวใจแล้ว ใจกับคำว่าพุทโธเป็นอันเดียวกันแล้ว ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้ว นั้นเรียกว่าถึงเมืองพอ พ้นแล้วจากความเกิดแก่เจ็บตาย จากความหาบหามความทุกข์ความลำบาก ด้วยวิบากแห่งกรรมดีชั่วต่าง ๆ ตั้งแต่บัดนั้นไปแล้วเรียกว่านิพพานเที่ยง คือใจที่ไม่มีอะไรเข้ากระทบกระเทือนให้มีได้มีเสียนั้นแล เรียกว่าใจเที่ยง ใจที่บริสุทธิ์เป็นธรรมทั้งดวงแล้ว เรียกว่านิพพานเที่ยง มีอยู่กับพระพุทธศาสนาของเราที่สอนไว้อย่างสด ๆ ร้อน ๆ

ศาสนาพุทธของเราไม่ได้เป็นโมฆะ เป็นศาสนาชั้นเอกของท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วมาเป็นเจ้าของศาสนา เราจึงเป็นที่ภูมิใจที่เราได้มารับนับถือปฏิบัติตามพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาของท่านผู้สิ้นกิเลส ขอให้ภาคภูมิใจในการบำเพ็ญธรรมความดีงามทั้งหลาย แล้วเราจะมีฝั่งมีฝา นั่งอยู่เมื่อมีพุทโธภายในใจใจเราก็เย็น ถ้าปราศจากพุทโธเมื่อไร กิเลสความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา จะฉุดลากไปถลุงทันที เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตัวเองขึ้นทันทีทันใด แต่เมื่อมีพุทโธเป็นเครื่องยับยั้ง มีสติเป็นเครื่องกั้นกางหวงห้ามแล้ว เราจะระงับฟืนไฟทั้งหลายเหล่านั้นได้ประจักษ์ใจของเรา จึงต้องเอาธรรมะเข้าต้านทานสิ่งเหล่านี้ เพราะเหล่านี้เป็นกระแสของฟืนของไฟทั้งนั้น

คำว่ากิเลสก็คือฟืนคือไฟเผาไหม้หัวใจสัตว์นั้นแล ธรรมคือน้ำดับไฟ ให้ดับลงที่จุดนั้นแล ๆ เรียกว่าเรามีสติ เรามีธรรมเป็นเครื่องป้องกันตัว เมื่อเราอบรมจิตใจของเราเข้ามาก ๆ เราอยู่ที่ไหนจะประจักษ์ใจตนเองว่า แม้เราจะไม่ทราบที่เกิดที่มาของเราในภพก่อนก็ตาม ในปัจจุบันชาตินี้เราประจักษ์ใจว่า เราตายนี้จะต้องไปสู่สุคติแน่นอน เพราะธรรมเป็นเครื่องประกาศกังวานอยู่กับตัวของเราด้วยความภูมิใจ ยิ่งจิตมีความสงบร่มเย็นปรากฏเป็นหลักเป็นเกณฑ์ขึ้นภายในจิตใจแล้ว จะตายเมื่อไรไม่เดือดร้อนคนเรา เพราะมีหลักยึดไว้แล้ว

นี่ละธรรมคือความดีงามเป็นเครื่องประกันตนได้แล้ว ไปเมื่อไรเราก็ไปได้ เราไม่ขาดทุนสูญดอกเหมือนคนสร้างความชั่วช้าลามกไว้ในหัวใจตนเองจนเต็มดวงแล้ว อยู่ก็ร้อน ไปก็ร้อน สุดท้ายก็ไปในสถานที่ร้อน ๆ นั้นแลไม่ไปที่อื่น นี่ละที่ท่านสอนให้ละชั่วทำดี

เราอย่าเข้าใจว่าธรรมพระพุทธเจ้าเป็นของเล่น เราอย่าเข้าใจว่าบาปเป็นของเล่น บุญเป็นของเล่น นรก สวรรค์ นิพพาน เป็นของเล่น เป็นของจริงแต่ความทะเยอทะยาน ความอาจหาญชาญชัยต่อการทำความชั่วช้าลามกอันเป็นเรื่องของกิเลสตัณหา มันจะฉุดลากเราไปสู่ที่ล่มจมโดยไม่ต้องสงสัย จึงขอให้พากันระมัดระวังเสียตั้งแต่บัดนี้ ให้สร้างความดีสร้างหลักใจเข้าสู่ตัวของเรา

นี่ละที่มาแสดงธรรมให้พี่น้องทั้งหลาย ไม่ว่าจะไปสถานที่ใด หมายจิตใจกับธรรมเป็นสำคัญ เพราะใจชาวพุทธเรารู้สึกว่ารวนเรมาก หาที่ยึดที่เกาะคือธรรมนี้ไม่ได้เลย มีแต่ไขว่คว้าด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาตลอดเวลา จึงสร้างแต่ความยุ่งยากวุ่นวายให้แก่ตัวของเรา อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความเดือดร้อน ๆ เพราะไฟคือกิเลสเผาที่หัวใจ ถ้าใจมีธรรมอยู่แล้วอยู่ที่ไหนก็สบาย ๆ เช่น ท่านนักภาวนาท่าน ท่านอยู่ในป่าในเขา เช่นพระกรรมฐานอย่างนี้เป็นต้น

ท่านผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมต่อจิตใจ ท่านสร้างหัวใจขึ้นด้วยธรรม มีสติธรรมเป็นเครื่องกำกับรักษาใจ จนใจมีความสงบเยือกเย็นภายในตนเป็นลำดับลำดา ก้าวเข้าสู่ความสว่างไสวของใจแล้ว อยู่ที่ไหนท่านก็สบาย แม้ที่สุดตายขณะนี้จะไปที่ไหนท่านทราบประจักษ์ใจไม่สงสัย ไม่ต้องไปถามใคร นี่เพราะอำนาจแห่งความดีเป็นเครื่องประกาศภายในตัวของท่านแล้ว ว่าเป็นที่แน่นอนในใจของเราที่สร้างความดีมาเต็มภูมิในขั้นนี้ ๆ โดยลำดับ

ยิ่งผู้มีจิตหลุดพ้นไปแล้วนั้น ท่านไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาอดีตอนาคตเข้ามาเกี่ยวข้องเลย มีแต่ความพอเต็มหัวใจ นั่นคือการสร้างความดีเต็มภูมิแล้วเห็นประจักษ์ เป็นที่พึ่งอย่างพึงพอใจ สมมักสมหมายทุกอย่าง คิดย้อนหลังในการบำเพ็ญคุณงามความดีของตนมาโดยลำดับก็เป็นที่ภาคภูมิใจ จนกระทั่งมาถึงผลประจักษ์นี้ เป็นที่ภาคภูมิใจไม่สงสัย และเป็นที่กระหยิ่มยิ้มย่องภายในตน เรื่องภพเรื่องชาติเรื่องความทุกข์ทั้งหลาย ที่เคยสมบุกสมบันมาในภพชาติต่าง ๆ นั้น ก็มายุติขาดสะบั้นลงกับใจที่สร้างบารมีเต็มภูมิแล้ว จิตถึงขั้นบริสุทธิ์พุทโธ นี่คือท่านผู้พ้นภัยไปแล้ว

ท่านผู้พ้นภัยก็คือพระพุทธเจ้าหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าหนึ่ง พระอรหันต์ทั้งหลายหนึ่ง นี่คือท่านผู้พ้นภัย เรื่องความเกิดแก่เจ็บตาย ความทุกข์ความยากความลำบากต่าง ๆ ที่ติดตามมากับความเกิดความตายนี้ ท่านสลัดทิ้งได้หมดด้วยความบริสุทธิ์แห่งใจเรียบร้อยแล้ว นี่คือท่านผู้พอแล้ว นี้คือท่านผู้พ้นภัย เราเป็นลูกศิษย์ตถาคตขอให้สร้างคุณงามความดี เพื่อเป็นที่ยึดที่เกาะในระหว่างทางที่เรากำลังเกิดตายอยู่นี้ ให้บรรเทาทุกข์ไปโดยลำดับด้วยอำนาจแห่งความดี เราจะไม่เสียชาติแห่งความเป็นมนุษย์ของเรา สมกับนามว่าเราเป็นชาวพุทธ ๆ นี้เรียกว่าเป็นผู้มีหลักใจ

หลักทรัพย์ก็ให้มี หลักทรัพย์นั้นเป็นความจำเป็นสำหรับธาตุขันธ์ ซึ่งต้องการสิ่งเยียวยารักษาตลอดเวลาตั้งแต่วันอุบัติขึ้นมาจนกระทั่งถึงวันตาย มีการเยียวยารักษากันตลอดไปด้วยวัตถุต่าง ๆ เช่น ข้าว น้ำ โภชนาหาร เป็นเครื่องเยียวยา ตลอดยารักษาโรคเหล่านี้เกี่ยวกับเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ทั้งนั้น ก็เป็นความจำเป็นอย่างหนึ่งที่เราจะต้องขวนขวายหามาเพื่อเยียวยา ใจก็เป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง ซึ่งมีโรคเรื้อรังได้แก่กิเลสฝังอยู่ภายในจิตใจ จึงต้องได้บรรเทารักษากันด้วยธรรมโอสถคือความดีงามทั้งหลาย เกี่ยวข้องกันไป

เรียกว่า สมบัติภายนอกที่เกี่ยวข้องกับทางร่างกาย เราก็ต้องเสาะแสวงหา สมบัติภายในคืออาหารของใจ ที่พึ่งของใจ ที่ยึดของใจล้วน ๆ ก็ให้เสาะแสวงหาให้สม่ำเสมอกัน เวลามีชีวิตอยู่นี้ร่างกายของเราก็ได้อาศัยสมบัติเงินทองมากน้อยเป็นลำดับลำดาไป ภายในใจของเราก็ไม่เดือดร้อนว่าเราขาดคุณงามความดี เรียกว่ามีหลักทรัพย์ภายนอก มีหลักทรัพย์ภายใน คือธรรม คือบุญคือกุศล คนนั้นไม่เดือดร้อน ไปไหน ตายเมื่อไรก็ตายได้อย่างสะดวกสบายหายห่วงและประจักษ์ใจด้วย คนเราที่สร้างความดีจนเป็นนิสัยแล้วประจักษ์ใจในคติของตนว่าตายแล้วจะไปที่ไหน ๆ นี่เรียกว่าสร้างหลักใจเป็นเครื่องประกันตัว เห็นประจักษ์ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่ตายนั้นแล

นี่คือธรรมที่นำมาประกาศสอนพี่น้องทั้งหลายนี้ มีสองประเภท คือด้านวัตถุ ได้แก่ สิ่งของเงินทองที่จะเข้าบำรุงรักษาชาติไทยของเรา ซึ่งเป็นหลักใหญ่ที่เราต่างคนต่างจะต้องช่วยกันขวนขวายบำรุงเพื่อเทิดชาติไทยของเรา อย่างน้อยให้พอทรงตัวได้ มากกว่านั้นก็ให้สมบูรณ์พูนผล นี้เรียกว่าด้านวัตถุ ด้านธรรมะก็ให้มีภายในจิตใจของเรา จะเป็นหลักของการทรงอยู่เป็นอยู่

คนมีธรรมย่อมมีความสงบร่มเย็น สบายภายในจิตใจ เมื่อธรรมมีอยู่แล้วจะประกอบหน้าที่การงานในการครองชีพ จนกระทั่งถึงอยู่ในครอบครัวเหย้าเรือนก็มีความชุ่มเย็นเป็นสุขสงบร่มเย็น เพราะไม่มีตัวภัยคือความชั่วช้าลามกเข้ามารังควานใจของเรา ครอบครัวของเราก็มีความสงบร่มเย็น เพราะต่างคนต่างมีธรรม นี่เรียกว่าธรรมเข้าสู่ใจ แล้วกระจายออกไปตามความประพฤติหน้าที่การงาน ก็ไม่ค่อยล่อแหลมต่ออันตรายทั้งหลาย ต่อโทษต่อภัย เรียกว่าใจมีหลัก

ใจมีหลักย่อมทำสิ่งต่าง ๆ ให้มีความสงบราบรื่นดีงามไปตาม ๆ กัน ถ้าใจขาดศีลธรรมนี้เสีย ความรู้ที่เราเรียนมามากน้อยจากสถานที่ต่าง ๆ นั้น ไม่ค่อยเกิดประโยชน์และไม่เกิดประโยชน์ เพราะไม่มีธรรมเข้าเป็นเครื่องประกัน ไม่มีธรรมเข้าเป็นเครื่องรักษา วิชาที่เรียนมานั้น ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา เป็นสำคัญ มักจะเอาเป็นเครื่องมือไปถลุงตัวเองและสังคมทั่ว ๆ ไปได้ แบบสกปรกไปเลย ไม่ขึ้นอยู่กับความรู้มากรู้น้อย ขึ้นอยู่กับศีลธรรมสำคัญมากทีเดียว

ถ้ามีศีลมีธรรม ผู้เรียนมากเรียนน้อยก็นำมาทำประโยชน์ได้ตามสมควรแก่ความรู้วิชาฐานะของตน ถ้าไม่มีธรรมแล้ว ความรู้ส่วนมากมักจะเป็นเครื่องมือของฝ่ายต่ำทำลายตัวเองและสังคมไปเสีย เมื่อมีธรรมแล้วย่อมกลับมาเป็นประโยชน์แก่ตนและสังคม ตลอดประเทศชาติบ้านเมืองของเราได้เป็นลำดับลำดา จึงควรให้มีธรรมประจำจิตใจอยู่เสมอ อย่าได้ปล่อยวางในเรื่องศีลเรื่องธรรม

วันนี้พูดธรรมะให้พี่น้องทั้งหลายทราบเพียงระยะเท่านี้ รู้สึกว่าธาตุขันธ์อ่อนลง ๆ เพราะอยู่ในวัยอันชรา พูดหรือเทศน์ก็ไม่แน่ใจว่าจะสืบต่อเนื่องกันไปอย่างไรหรือไม่ มันหากขาดไปด้วยสัญญาความจดความจำ ซึ่งเป็นเครื่องมือไม่ดีนั้นแล พูดไปหลงลืมไป ๆ สุดท้ายก็อ่อนลงไป ๆ ดังที่แสดงให้พี่น้องทั้งหลายทราบวันนี้ และขอเน้นหนักลงในจุดอันสำคัญคือธรรมกับใจ ขอให้สร้างเป็นหลักแก่ใจของเราให้ได้

การภาวนานี้เป็นของสำคัญมาก อบรมใจให้มีหลัก อย่าอยู่แบบเร่ ๆ ร่อน ๆ เอาสิ่งภายนอกมาประดับประดาว่าสวยว่างามว่าสง่าราศี นั้นเป็นเครื่องหลอกคนที่ไม่มีธรรมในใจ ไปอาศัยสิ่งเหล่านั้นมาเป็นตนเป็นตัว มาประดับตัวว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ใจหาคุณค่าไม่ได้ อย่างนี้ไม่พ้นความเดือดร้อนภายในใจ ถ้าใจมีธรรมแล้วอยู่ที่ไหนก็สะดวกสบาย

การอยู่ก็รู้จักประมาณ มีความประหยัดมัธยัสถ์ ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินเนื้อเกินตัวก็อยู่ด้วยความผาสุก การกินก็เหมือนกัน การใช้การสอยให้รู้จักประมาณ ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อคะนองเกินโลกเกินสงสารเขาไป นี่เรียกว่าเป็นการบำรุงรักษาชาติไทยของเรา หนุนชาติไทยของเราแต่ละประเภท ๆ เมื่อต่างคนต่างประหยัดในการอยู่การกินการใช้การสอยเข้ามา ตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นเข้ามา จะใช้อยู่กินต่าง ๆ เฉพาะความจำเป็น ๆ เท่านี้ วันหนึ่ง ๆ ชาติไทยของเราจะประหยัดความสิ้นเปลืองไปมากมายและทุกวัน ๆ ต่างคนต่างปรับตัวเข้าสู่เหตุการณ์ได้พอเหมาะพอดีแล้ว จะเป็นการเทิดชาติไทยของเราขึ้นเป็นลำดับ นี้เรียกว่าการสร้างชาติ เรียกว่าการอุดหนุนชาติไทยของเรา ด้วยศีลธรรม ด้วยความรู้จักประมาณของคนในชาติ

แล้วต่างคนก็ต่างหนุนเข้าไป วันหนึ่งเงินที่ประหยัดมาได้จากการประหยัดของเราในจำนวนคน ๖๒ ล้าน จะได้ไปสักกี่ล้านบาทให้คิดดู นี่คือผลแห่งการประหยัด ในทางตรงกันข้าม ต่างคนต่างฟุ่มเฟือย วันหนึ่ง ๆ ของคน ๖๒ ล้านจะจ่ายเงินไปมากเท่าไร นี่เรียกว่าการทำลายชาติของตนลงไปโดยลำดับ สุดท้ายชาติก็ล่มจมได้ เพราะความไม่รู้จักประมาณ ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ดังที่กล่าวนี้แลเป็นภัยของตัวเองและเป็นภัยของชาติได้ นอกจากนั้นกุลบุตรที่จะถือเป็นคติตัวอย่างก็ถือไม่ได้ เลยกลายเป็นคนเลว ๆ ไปตาม ๆ กัน

พ่อแม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ลูกเต้าหลานเหลนเกิดขึ้นมาก็เอาพ่อแม่เป็นตัวอย่าง บ้านนี้ก็เหลวไหล บ้านนั้นก็เหลวไหล ครอบครัวใดก็มีแต่ครอบครัวเหลวไหล ลูกเกิดมาหลานเกิดมามีแต่คนเหลวไหล สุดท้ายก็มีแต่คนทำลายชาติโดยถ่ายเดียว ชาติย่อมล่มจมได้ด้วยความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม จึงต้องประหยัดกันทุกคน ๆ แล้วชาติไทยของเราก็จะมีความแน่นหนามั่นคงขึ้น กุลบุตรสุดท้ายภายหลังก็จะมีหลักมีเกณฑ์อันดีงามไปใช้เป็นขื่อบ้านแปลนบ้านแปลนเรือน เป็นหลักเกณฑ์ของชาติบ้านเมือง บ้านเมืองเราก็จะเป็นบ้านเมืองที่มีกฎมีเกณฑ์มีขื่อมีแปมีเนื้อมีหนังติดตัว ด้วยความเป็นผู้มีกฎภายในชาติของคนไทยเรา

วันนี้ได้พูดธรรมะให้พี่น้องทั้งหลายเป็นข้อเตือนใจ ทั้งด้านวัตถุก็ทราบกันแล้วว่า ที่หลวงตามานี้มาเพื่อชาติบ้านเมืองของเรา ไม่ได้มาเพื่อเรา หลวงตาไม่ได้มาขอทานพี่น้องทั้งหลายด้วยความจนตรอกจนมุมในตัวเองเหมือนคนที่เขาขอทานทั่ว ๆ ไป แต่เรามาขอทานด้วยความเมตตาสงสารแก่ชาติบ้านเมืองของเรา จึงมาขอทานด้วยความเป็นสิริมงคลแก่พี่น้องชาวไทยของเราอย่างยิ่ง

ประการหนึ่ง ความเป็นผู้นำนี้เป็นของสำคัญมาก หลวงตาก่อนที่จะมาเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลาย ได้คิดเสาะแสวงหาช่องทางที่จะเป็นผู้นำชาติไทยของเรา ซึ่งเวลานี้เอนเอียงอัตคัดขัดสนลงมาก หาที่ใด ๆ ก็ไม่เป็นที่แน่ใจว่าจะเป็นไปเพื่อความแคล้วคลาดปลอดภัย จึงต้องหมุนเข้ามาหาตัวเอง จนถึงกับได้มาเป็นผู้นำของพี่น้องชาวไทยทั้งหลายดังปรากฏอยู่เวลานี้ เพราะเหตุว่าเรามานำนี้เราเป็นที่แน่ใจตายใจทุกอย่าง เป็นที่เชื่อถือตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ว่าไม่มีอะไรที่จะรั่วไหลแตกซึมแห่งสมบัติที่พี่น้องทั้งหลายนำมาบริจาคผ่านเรา มีแต่ความสมบูรณ์พูนผลและความปลอดภัยโดยลำดับเท่านั้น เราจึงได้มาเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลาย

ความเป็นผู้นำนี้ที่ว่าสำคัญก็คือว่า จะใครก็ตามมาเป็นผู้นำ เอาเทวดาอินทร์พรหมที่ไหนมาเป็นผู้นำก็ตาม ถ้าโลกเขาไม่ยินยอมเขาไม่เคารพนับถือ เขาไม่เชื่อเสียอย่างเดียวเท่านั้น สตางค์หนึ่งก็ไม่หลุดมือออกมาเป็นเครื่องบริจาคอุดหนุนชาติไทยของเราได้ แต่ถ้ามีความเคารพนับถือ มีความเชื่อถือกันแล้ว มีเท่าไรก็ช่วยกันเต็มกำลัง ทุ่มลงไปก็ไม่เสียดาย เพราะความเชื่อถือนี้เป็นสำคัญมาก นี่เหตุที่จะได้มาเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลายนี้ก็เพราะเราเชื่อเราแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้อื่นใดจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้นเป็นเรื่องของท่านผู้นั้นจะเป็นผู้นำไปคิดอ่านไตร่ตรองเอาเอง สำหรับเรานี้เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่า เราเชื่อเราแล้วสำหรับเป็นผู้นำ จะไม่ให้สมบัติพี่น้องทั้งหลายขาดตกบกพร่องและรั่วไหลแตกซึมไปที่ไหนเลย

นี่ละจึงว่าการเป็นผู้นำจึงเป็นสิ่งที่ยากอยู่มาก หากเขาไม่เชื่อฟัง เขาไม่เคารพนับถือเท่านั้น ผลประโยชน์อะไรก็ไม่เกิดขึ้น ถ้าเขาเชื่อเคารพนับถือก็เป็นการช่วยเหลือกันอย่างสุดเหวี่ยง ดังที่พี่น้องทั้งหลายช่วยเหลือกันอยู่เวลานี้ โดยหลวงตาบัวเป็นผู้นำ จึงขอขอบคุณและอนุโมทนากับบรรดาพี่น้องชาวไทยของเราทั่วหน้ากัน และจงพยายามช่วยชาติไทยของเราให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่าให้ชาวเมืองนอกเมืองนาเพื่อนบ้านทั้งหลายเขาดูถูกเหยียดหยามชาติไทยของเรา ว่าเป็นชาติที่อ่อนแอท้อแท้เหลวไหลไม่มีหลักมีเกณฑ์ อย่างนี้ขายหน้าชาติไทยของเรา เราจึงต้องฟิตตัวให้เต็มเหนี่ยว อย่างไรชาติไทยของเราจะฟื้นฟูขึ้นมาด้วยความมีสง่าราศี ด้วยการเสียสละของชาวไทยเราและรักชาติ แล้วให้พยายามช่วยเหลือกันเต็มเม็ดเต็มหน่วยตลอดไป

การขอพี่น้องทั้งหลายนี้ขอจนกระทั่งวันอิ่ม เหมือนกับเรารับประทาน รับประทานนั้นไม่ถือว่ากี่ช้อนกี่คำ รับประทานจนกระทั่งอิ่ม อิ่มเมื่อไรก็หยุดเอง อันนี้ท้องแห่งเมืองไทยของเราเวลานี้ทั้งชาติกำลังบกบางมากทีเดียว ต้องการสมบัติคืออาหารเข้าหล่อเลี้ยงชาติไทยของเรา จึงต้องเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากพี่น้องทั้งหลาย ป้อนเข้าไป ๆ ด้วยสมบัติเงินทองดังที่บริจาคไว้แล้วนี้ ให้หนุนขึ้นเป็นลำดับ เมื่อถึงขั้นอิ่มพอแล้วหากจะรู้กันเองทั่วประเทศไทย วันนี้ขอฝากความคิดเห็นต่าง ๆ ไว้กับบรรดาพี่น้องทั้งหลายเพียงเท่านี้ และขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก