ธรรมชาติที่ไม่สูญสิ้น
วันที่ 1 กรกฎาคม. 2541
สถานที่ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๑

ธรรมชาติที่ไม่สูญสิ้น

วันนี้ขอถือโอกาสแสดงเรื่องศาสนาที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าและสาวก ที่ท่านทรงดำเนินและปฏิบัติมาจนได้ผลเป็นที่พึงพอใจ มาแสดงให้พี่น้องทั้งหลายทราบพอเป็นเงื่อนเป็นแนวทางที่จะประพฤติปฏิบัติตามได้ เท่าที่ควรจะเป็นไปได้ เบื้องต้นจะอธิบายถึงเรื่องพระพุทธเจ้าของเราก่อน ว่าศาสนาพุทธเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

คำว่าพุทธะ ๆ หมายถึงผู้รู้ ความรู้นั้นเป็นความรู้ที่บริสุทธิ์สุดส่วนจากสิ่งมัวหมองมืดตื้อทั้งหลายคือกิเลส พระองค์ทรงบำเพ็ญอยู่เป็นเวลา ๖ ปี ได้รับความทุกข์ทรมานอยู่ในป่าในเขาล้วน ๆ ไม่เคยออกมาตามบ้านตามเรือน ตามเมืองหรือสถานที่ชุมนุมชนต่าง ๆ เลยเป็นเวลา ๖ ปี ฝึกทรมานพระองค์เต็มความสามารถถึงขั้นสลบไสลไปถึง ๓ หน จึงได้ตรัสรู้ขึ้นมา

แดนธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือแดนธรรมอัศจรรย์ โลกทั้งหลายที่ยังมีกิเลสอยู่ไม่สามารถอาจเอื้อมที่จะรู้จะเห็นได้ นอกจากท่านผู้สิ้นกิเลสเท่านั้นครองธรรมเหล่านี้อยู่ เช่น พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่าน ท่านเหล่านี้เป็นผู้ครองธรรมบรมสุขนี้

ธรรมประเภทนี้จึงขอเทียบอุปมาให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ว่าเป็นธรรมที่ใหญ่หลวงขนาดไหน เราเทียบกับน้ำมหาสมุทรทะเลหลวงนี้ มีความกว้างลึกตื้นหนาบางขนาดไหน บรรดาแม่น้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลลงมารวมในแม่น้ำมหาสมุทร จนกลายเป็นแม่น้ำมหาสมุทรอันเดียวกันนั้น เมื่อรวมเข้าสู่มหาสมุทรแล้ว น้ำเหล่านั้นกลายเป็นน้ำมหาสมุทรไปตาม ๆ กันหมด ไม่มีทางที่จะแยกออกได้ว่าแม่น้ำนี้มาจากสายนั้น ๆ เรียกได้คำเดียวว่าแม่น้ำมหาสมุทรเพียงเท่านั้นพอแล้ว

คำว่ามหาวิมุตติมหานิพพานนี้ก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าตรัสรู้แต่ละพระองค์ ๆ นี้ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นสายน้ำที่ไหลลงสู่มหาวิมุตติมหานิพพานนี้ทั้งนั้น พระอรหันต์ทุก ๆ พระองค์เวลาตรัสรู้แล้วก็ไหลเข้ามาสู่มหาวิมุตติมหานิพพานนี้ นี้แลท่านเรียกว่าธรรมทั้งดวง ธรรมที่ปกครองโลก ธรรมที่เต็มไปด้วยเมตตาอ่อนโยนไปหมดทั่วแดนโลกธาตุ คือธรรมประเภทนี้

แม้เราจะไม่เคยเห็นเคยรู้ก็ตาม แต่พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่าน เป็นผู้เห็นผู้รู้ผู้ทรงไว้แล้วซึ่งธรรมทั้งหลายเหล่านี้ นำมาสั่งสอนพวกเราชาวพุทธให้เป็นสายทางต่าง ๆ คือสายทางแต่ละราย ๆ ที่บำเพ็ญคุณงามความดี ได้แก่การให้ทานบ้าง การรักษาศีลบ้าง การเจริญเมตตาภาวนาบ้าง ตามกำลังความสามารถของตน

การบำเพ็ญเหล่านี้ เป็นเหมือนกับการก้าวเดินตามสายทางหรือคลองน้ำ ที่จะไหลเข้าไปสู่มหาวิมุตติมหานิพพานนั้นแล เมื่อต่างคนต่างอุตส่าห์พยายามบำเพ็ญอย่างนี้แล้ว แม่น้ำนี้คือแม่น้ำแห่งบุญแห่งกุศล แม่น้ำคือบารมีของเรานี้ เป็นสายทางที่จะพาเราไหลเข้าสู่มหาวิมุตติมหานิพพานได้โดยไม่ต้องสงสัย

นี่เรากล่าวถึงเรื่องธรรมที่เป็นแดนอัศจรรย์ จิตใจของคนมีกิเลส ไม่สามารถอาจเอื้อมที่จะรู้จะเห็นได้ในธรรมประเภทนี้ มีใจของพระพุทธเจ้าและใจพระอรหันต์เท่านั้น สามารถรู้และครองธรรมเหล่านี้ จนกลายเป็นมหาวิมุตติมหานิพพานเป็นอันเดียวกันหมด ธรรมเหล่านี้มีมาดั้งเดิมแต่กาลไหน ๆ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แต่ละพระองค์ ๆ ก็นำกระแสธรรมเหล่านี้แลมาสั่งสอนโลก ให้รู้บุญรู้บาป รู้คุณรู้โทษ รู้นรกรู้สวรรค์

ในธรรมที่กล่าวมานี้ทั้งหมดเป็นของมีอยู่ดั้งเดิมมาแต่กาลไหน ๆ เช่นบาป เช่นบุญ เป็นของมีมาแล้วดั้งเดิม พระพุทธเจ้าตรัสรู้แต่ละพระองค์ก็มาทรงพบทรงเห็นสิ่งเหล่านี้ แล้วนำมาสั่งสอนสัตวโลก ตามฝ่ายดีฝ่ายชั่วที่จะควรละและควรบำเพ็ญ

ฝ่ายชั่วเช่นบาป อย่าได้พากันทำ ทำลงไปแล้วเป็นความเดือดร้อนแก่เจ้าของผู้ทำเอง จะเชื่อหรือไม่เชื่อไม่สามารถที่จะลบล้างกรรมชั่วที่ทำนั้นได้เลย พระองค์ก็ทรงสั่งสอนให้ละ อย่าทำบาป การทำบาปใคร ๆ ก็ทราบ คือทำความไม่ดีไม่งาม การฆ่าฟันรันแทง การฉกการลัก กาเมสุ มิจฉาจาร ล่วงล้ำชายหญิงต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่สมบัติของตน กล่าวคำพูดเท็จโกหก หลอกลวงโลก ต้มตุ๋นโลก ให้รับความกระทบกระเทือน จนเกิดความเสียหายแก่สมบัติเงินทองและจิตใจ และสุรายาเมา

เหล่านี้เรียกว่าความชั่ว ท่านไม่ให้ทำ ใครอย่ากล้าหาญ ใครอย่าเป็นคู่แข่งของพระพุทธเจ้า จะเป็นภัยแก่ตนเอง ไม่เป็นภัยแก่พระพุทธเจ้าแต่ประการใด แต่มาเป็นภัยแก่ตัวของเราเองผู้ทำ นี่ท่านสอนให้ละ

สิ่งที่ควรบำเพ็ญก็คือการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญเมตตาภาวนาตามกำลังความสามารถของเราที่จะพึงได้แค่ไหน นั้นแลท่านเรียกว่าการบำเพ็ญความดี เพื่อเข้าสู่สถานที่ดีคติที่เหมาะสมมีสวรรค์เป็นสำคัญ จนกระทั่งถึงนิพพานเป็นวาระสุดท้าย นี่คือการสร้างความดี

ศาสนาของพระพุทธเจ้านั้นเป็นศาสนาที่พูดตรงไปตรงมา ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงสั่งสอนแบบเดียวกันหมด เพราะรู้เห็นแบบเดียวกัน เช่น เห็นบาปก็บอกว่าเห็นบาป เห็นบุญก็บอกว่าเห็นบุญ รู้บาปรู้บุญก็บอกว่ารู้บาปรู้บุญ รู้นรกรู้สวรรค์ตลอดถึงนิพพาน ท่านรู้ท่านเห็นสิ่งที่มีอยู่แล้วนั้นแล้วมาสั่งสอนสัตวโลก

สิ่งเหล่านั้นจึงมีอยู่ตามความจริง และทรงสั่งสอนสัตวโลกตามความจริงนั้น เรียกว่าศาสนธรรม มาเป็นคำสั่งสอนแนะนำพวกเราทั้งหลายซึ่งไม่เคยเห็นบุญเห็นบาป ไม่เคยเห็นนรกสวรรค์นิพพานเลย แต่กิเลสตัณหาอาสวะประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นฝ่ายชั่วนั้น ฉุดลากเราให้ทำตั้งแต่ความชั่ว ลบความดีออกเสียทำตั้งแต่ความชั่วเต็มหัวใจ ตายลงไปแล้ว ว่านรกไม่มีในลมปากที่กิเลสหลอกลวงนั้นไม่มีความหมายอันใดเลย ผู้ตกนรกก็คือพวกเรานี้เองเป็นผู้ตกนรก

นรกไม่มีนี่เป็นเรื่องของกิเลสหลอกลวง การเชื่อกิเลสว่านรกไม่มีแล้วทำตามความอยากของตน ความอยากนั้นเป็นแดนเป็นทางที่จะไปสู่นรก ก็ทำให้เราตกนรกได้ แล้วได้รับความทุกข์ความทรมาน นี่หมายถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้วไม่เชื่อฟัง ดื้อดึงฝ่าฝืนพระพุทธเจ้า แล้วโทษทั้งหลายก็มาสู่ตัวของเราผู้ทำเสียเอง

เราเป็นชาวพุทธจึงควรฟัง ดังที่กล่าวเมื่อสักครู่นี้ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ฯ สฺวากฺขาโต ฯ สุปฏิปนฺโน ฯ นี้หมายถึงสรณะซึ่งเป็นที่พึ่ง เป็นหลักใจ เป็นที่ฝากเป็นฝากตายของพวกเรา ให้พากันนับถือ ให้พากันปฏิบัติตามพระโอวาทคำสั่งสอนของท่าน ศาสนาจะปรากฏขึ้นที่ใจของเรา

คำว่าบุญ ๆ นั้นไม่มีรูปมีร่าง แต่เป็นสิ่งที่จะสัมผัสรู้ได้ที่ใจของผู้บำเพ็ญบุญ ผู้ทำบาปพระพุทธเจ้าไม่สามารถที่จะมาวาดภาพแห่งบาปให้พวกเราเห็นได้ แต่จะรู้ในบุคคลผู้ทำบาป เกิดความเดือดร้อนเสียอกเสียใจ เกิดความทุกข์ความทรมานที่ใจของผู้ทำบาปนั้นแล ไม่มีภาพอันใดก็ตาม แต่สภาพที่ปรากฏอยู่เป็นความสุขความทุกข์นั้น มีอยู่ที่ใจของเรา ถ้าหากว่าพระพุทธเจ้าทรงวาดภาพได้แล้ว ก็จะวาดภาพบอกสัตว์ทั้งหลายให้ทั่วถึงกันหมด แต่นี้ไม่สามารถที่จะวาดภาพออกมาได้ เห็นอยู่รู้อยู่เต็มพระทัย พระสาวกอรหันต์ท่านรู้บาปรู้บุญรู้นรกรู้สวรรค์รู้นิพพานเต็มหัวใจ ท่านก็ไม่สามารถที่จะวาดภาพได้ เป็นแต่เพียงเป็นผู้แนะนำสั่งสอนของพวกเรา

พวกเราทั้งหลายซึ่งเป็นชาวพุทธขอให้เชื่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่มีกิเลส เชื่อสรณะของพวกเรา พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ นี้เป็นธรรมชาติที่สะอาดที่สุด ปลอดภัย ให้แก่สัตว์ทั้งหลายโดยทั่วไปตลอดมา แต่เรื่องของกิเลสนั้นเป็นสิ่งที่ก่อภัยก่อเวร แต่มันอยู่ในใจของสัตว์ พระพุทธเจ้าจึงเรียกว่ากิเลส คำว่ากิเลสเราจะไปหาที่ไหนไม่มี ต้องหาที่จิตใจของบุคคล เพราะกิเลสมีอยู่กับหัวใจของทุกคน พระพุทธเจ้าก็บอกว่ากิเลสอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่ดินฟ้าอากาศที่ไหน แต่อยู่ที่ใจของคน

ความโลภก็เกิดขึ้นที่ใจ ความโกรธเกิดขึ้นที่ใจ ราคะตัณหาเกิดขึ้นที่ใจ ผลักใจให้ดีดให้ดิ้นให้ทะเยอทะยาน ไม่รู้จักเป็นจักตาย ไม่รู้จักดีจักชั่ว วิ่งตามความอยาก วิ่งไปเท่าไรก็เหมือนกับวิ่งเข้าหาไฟ ๆ นี้คือกิเลสเป็นสิ่งที่หลอกลวงต้มตุ๋นโลกมานาน เป็นคู่แข่งกับธรรมของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยความถูกต้องแม่นยำทุกสิ่งทุกอย่าง แต่กิเลสมันจะลบไปหมด บาปมีกิเลสจะบอกว่าบาปไม่มี แล้วเสี้ยมสอนสัตว์ทั้งหลายให้ชอบทำตั้งแต่สิ่งที่ต้องการ สิ่งที่อยาก

สิ่งที่อยากนั้นคืออะไร คือบาป คือความชั่วทั้งหลาย มันก็ดึงลงไปทางชั่วโดยถ่ายเดียว เมื่อเป็นเช่นนั้นความทุกข์จึงล่วงไหลเข้ามาสู่ใจของเรา นรกมีหรือไม่มีเราอย่าไปถามถึงเลย เราดูนรกที่ปัจจุบันของเราซึ่งควรจะรู้ได้ด้วยกันทุกคนนี้คือดูที่หัวใจ วันหนึ่งใจของเรามีความสงบเยือกเย็นอย่างไรหรือไม่ ใจของเรามีความเดือดร้อนวุ่นวายอย่างไรหรือไม่ ส่วนมากต่อมากจะมีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวายเผาลนจิตใจอยู่ตลอดเวลา หาความสุขไม่ค่อยมีภายในจิตใจ เพราะใจเป็นผู้สั่งสมความชั่วอยู่ตลอดเวลา ด้วยการผลักดันของมันเองเป็นอัตโนมัติ

กิเลสเป็นอัตโนมัติหมุนสัตว์ทั้งหลายให้หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง ทำความชั่วช้าลามก ให้เกิดแก่เจ็บตายในสถานที่ต่าง ๆ ไม่มีประมาณ ตามแต่กรรมชั่วที่กิเลสผลักดันให้ทำนั้นจะพาให้เป็นไปอย่างไร สัตวโลกก็หมุนไปตามกรรมของตัวอย่างนั้นเรื่อยมา นี่เรียกว่ากิเลสมันหมุนสัตวโลกหมุนอย่างนี้แล แล้วมันก็กว้านเอากองทุกข์เข้ามาเผาจิตใจ วันหนึ่งตื่นขึ้นมาจนกระทั่งถึงค่ำหาความสุขไม่เจอเลย มีแต่ความทุกข์เดือดร้อนวุ่นวาย ไขว่คว้า ไม่มีฝั่งมีฝา ไม่มีที่เกาะที่ยึด เอากิเลสเป็นเครื่องเกาะเครื่องยึด ก็เท่ากับเราเกาะเรายึดฟืนไฟมาเผาไหม้ตัวเองนั่นแล

เพราะฉะนั้นจงพากันยึดพุทโธ ธัมโม สังโฆ ยึดคุณงามความดีทั้งหลาย ให้พยายามสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างเนื้อสร้างตัวคือสร้างด้วยความดีงามทั้งหลายนั้นแล ความเย็นอกเย็นใจจะมีแก่ตัวของเรา เราเย็นอกเย็นใจแล้ว สวรรค์ในเมืองมนุษย์เราจะเห็นได้ที่ใจซึ่งเกิดความสงบโดยลำดับลำดา และเห็นได้โดยลำดับจนกระทั่งถึงนิพพาน เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้วไม่ต้องถามถึงนิพพาน เราจะรู้ประจักษ์ภายในจิตใจ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วพระองค์ไม่เคยถามหานิพพาน พระสงฆ์สาวกอรหันต์ท่านตรัสรู้ธรรมแล้วไม่ต้องถามหานิพพาน เพราะจิตนั้นเป็นนิพพานแล้ว

ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้ว นิพพานกับจิตเป็นอันเดียวกันแล้วท่านไม่ถามหานิพพาน เพราะจิตนี้เป็นธรรมชาติที่ละเอียดสุขุมมากที่สุด เกินกว่าที่สิ่งทั้งหลายจะเอาไปคาดไปเทียบเคียงได้ จิตนี้เป็นของไม่ตาย และในคำที่ว่าจิตเป็นของไม่ตายนี้กิเลสก็เข้าไปสวมรอยด้วยว่า ตายแล้วสูญ

คำว่าตายแล้วสูญนั้นก็คือว่าหมดเชื้อที่จะสืบต่อไปในภพหน้าภพใด ๆ ทั้งนั้น อยากทำอะไรก็ทำ กิเลสจะหมุนให้ทำ ก็ทำตั้งแต่ตามความอยาก ความอยากนั้นเป็นความอยากในทางที่ชั่วช้าลามก ก็หมุนตัวไปในทางความอยาก เวลาตายแล้วก็หมุนลงไปนรก คำว่าสูญนั้นไม่มี จะไปจมอยู่ในนรกมากน้อยเพียงไร นี่ก็เป็นเรื่องของกิเลสซึ่งเป็นข้าศึกต่อธรรม

เราที่เป็นชาวพุทธขอให้ระลึกถึงตัวเสมอ เวลานี้ชาวพุทธของเรารู้สึกจะไขว่คว้าหาที่ยึดที่เกาะไม่ได้ ใจไม่มีที่ยึดที่เกาะ ใจไม่มีธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ใจไม่มีธรรมเป็นเครื่องเกาะ ธรรมคือสติธรรมเป็นของสำคัญ ระลึกรู้ตัวเสมอก่อนจะเคลื่อนไหวไปมาทางใดให้ระลึก เวลานี้เราจะทำความชั่วหรือทำความดี ถ้าจะทำความชั่วก็ระลึกรู้ตัวแล้วไม่ทำ จะทำความดีระลึกรู้ตัวแล้วก็พยายามทำความดี ความดีคืออะไร ประพฤติตัวให้ดี อย่าไปทำความเหลวแหลกแหวกแนวต่าง ๆ เรียกว่าความดี เช่นอย่างการให้ทานนี้ก็เรียกว่าความดี การรักษาศีลนี้ก็เรียกว่าความดี

คำว่าศีลเราก็ได้ยินแต่ชื่อ ศีลเป็นยังไง ปฏิบัติตามศีลปฏิบัติอย่างไรเราก็ไม่รู้ เพราะเราไม่เคยปฏิบัติต่อศีลมาตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งบัดนี้ และอาจจะกระทั่งวันตายก็ได้ เราจึงไม่รู้ความหมายว่าศีลเป็นอย่างไร ได้ยินแต่คนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟังว่า ศีลเป็นอย่างนั้น ศีลเป็นอย่างนี้ เช่นอย่างศีลห้าอย่างนี้เราก็ไม่เคยรู้ ศีลห้าเป็นอย่างไรเราไม่เคยปฏิบัติ เมื่อเราไม่เคยปฏิบัติ ในขณะเดียวกันเราก็ทำลายศีลของเราตลอดเวลา

การฆ่าสัตว์เป็นสิ่งดีที่ไหน เราฆ่าเขากับเขาฆ่าเราก็มีน้ำหนักเท่ากัน เป็นบาปเป็นกรรมอันเดียวกัน การฉกการลัก ของเขาก็มีคุณค่า ของเราก็มีคุณค่า ทำลายสมบัติของเขากับทำลายจิตใจของเขา ก็เท่ากับทำลายสมบัติของเราและทำลายจิตใจของเรา นี่เรียกศีลนะ ท่านทั้งหลายให้ทราบว่าเรื่องของศีลเป็นอย่างไร

ศีลห้า ปาณาฯ ห้ามไม่ให้ฆ่าสัตว์ ฆ่าใครก็ตาม เขาฆ่าเรา เราฆ่าเขา มีน้ำหนักเท่ากัน เป็นบาปอันเดียวกัน จึงไม่ควรแตะต้องกัน ไม่ฆ่ากัน อยู่กันด้วยความผาสุกร่มเย็น ด้วยการให้อภัยซึ่งกันและกัน นี้เป็นความถูกต้องดีงาม

อทินนาทาน การฉกการลักอย่างนี้ ไม่ว่าฉกของเขาลักของเรา ขโมยของใครก็ตาม สมบัติใคร ๆ ก็รักก็สงวนและมีคุณค่า ตลอดถึงน้ำใจที่มีคุณค่ามากที่สุดเป็นผู้ครอบครองสมบัตินั้น ๆ เราขโมยของเขา เราลักของเขา ก็เท่ากันกับลักของเรา ทำลายสมบัติของเรา ทำลายจิตใจของเราเหมือนกัน

กาเมสุ มิจฉาจาร การล่วงล้ำเขตแดนของหญิงชายที่ไม่ใช่เจ้าของ ไม่ใช่สมบัติของตัวเอง นั้นท่านเรียกว่าทำลายศีล ท่านเรียกว่า กาเมสุ มิจฉาจาร แล้วไปเทศน์ที่ไหนก็มักจะได้พูดถึงเรื่อง กาเมสุ มิจฉาจาร นี้อยู่เสมอ เพราะเมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ แต่กลายเป็นเมืองกามกิเลส เป็นเมืองส่งเสริมกามกิเลสมากแล้วทุกวันนี้ ไม่ว่าจะกิริยาอาการอันใดแสดงออกมามีแต่กิเลส คือกามตัณหาเป็นหัวหน้า เป็นผู้ฉุดผู้ลากไป การอยู่ก็อยู่เพื่อกิเลสตัณหา เพื่อกามตัณหา การไปก็ไปเพื่อกามตัณหา การนุ่งการห่มการหลับการนอน กิริยาท่าทางแสดงออกไป มีแต่เรื่องของกามกิเลสตัณหาออกหน้าออกตา เขาหลอกเรา เราหลอกเขา หลอกว่าเป็นความสวยความงาม แล้วเป็นการส่งเสริมกิเลสคือฟืนไฟ ให้เผาไหม้ภายในจิตใจให้เดือดร้อนวุ่นวาย

ตัวนี้รุนแรงมาก ขอให้ทุก ๆ ท่านได้สงวนตัวนี้ อย่าพากันส่งเสริมมากมายนักไม่น่าดูเลย คนส่งเสริมกามกิเลสมากนี้จะตกนรกได้อย่างรวดเร็วด้วย เพราะเดือดร้อนวุ่นวาย ก่อโทษให้ในปัจจุบันนี้มีเยอะ เพราะกามกิเลสนี้รุนแรง ให้พากันระมัดระวัง แม้จะมีอยู่ภายในจิตใจเราทำลายมันไม่ได้ ก็ให้อยู่ในขอบเขตแห่งศีลแห่งธรรมเป็นผู้รักษาก็สงบร่มเย็น ชาวพุทธเราไม่จำเป็นจะต้องสิ้นกิเลส คนที่มีกิเลสอยู่นี้แลนับถือพุทธศาสนา นับถือว่าเป็นชาวพุทธ ๆ ให้รักษาตัวเองในศีลธรรม

ข้อมุสาก็เหมือนกัน มุสานี้คือความโกหกหลอกลวง หลอกลวงได้ทั้งนั้น ต้มตุ๋นได้เก่ง ยิ่งเรื่องกามกิเลสนี้ด้วยแล้วทำไปผิด เช่นสามีลักลอบไปมีภรรยาคนใหม่ หรือภรรยาไปมีสามีคนใหม่ กลับมาแล้วจะมาหลอกกันแหละ เวลาหลอกกันแล้วก็จะหลอกว่า ไปฟังเทศน์ฟังธรรมจำวัดจำศีลอยู่ที่วัดนั้นวัดนี้ไปอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ไปตกนรกจกเปรตที่ไหนพึ่งกลับมามันก็มาหลอกลวงกันได้ นี่เป็นข้อที่สี่ ความมุสาความโกหกหลอกลวง

โลกอยู่กันได้ด้วยความเชื่อถือ ด้วยความไว้วางใจต่อกัน ไม่ได้อยู่ด้วยกันเพราะความต้มตุ๋นหลอกลวงกัน ต่างคนต่างมีความสัตย์ความจริง พูดกันเชื่อถือกันได้ ฝากเป็นฝากตายกันได้ นี้เป็นคุณธรรม แต่เรื่องของโทษนั้น ถ้าโกหกขึ้นไปนี้เป็นภัยทันที นี่พระพุทธเจ้าก็ให้รักษา ให้มีความสัตย์ความจริงต่อกัน

สุรา นี่หมายถึงศีลห้า ให้ชาวพุทธเราไม่มากก็ตามรักษาได้ศีลห้า ข้อใดก็ตามให้เน้นหนักลงในข้อนั้น ถ้ารักษาไม่ได้หมดก็ให้เน้นหนักในข้อใดข้อหนึ่ง สุราเราก็รู้ทุกคน สุราแปลว่าอะไร ถ้าแปลตามภาษาของพระป่าธรรมะป่าแล้ว สุราแปลว่าน้ำบ้า ใครกินแล้วเป็นบ้าด้วยกันทุกคน แม้ที่สุดนี้ถ้าอยากจะเห็นเป็นพยานอย่างประจักษ์ตา ก็ขอให้พี่น้องทั้งหลายนำสุรามาให้หลวงตาบัวฉันเดี๋ยวนี้ดู สักสองแก้วเท่านั้นก็เห็นประจักษ์ พอหลวงตาบัวดื่มสุราลงไปสองแก้วแล้วเท่านั้น คนแถวนี้แตกกระเจิงหมดเลย หลวงตาบัวจะฟัดไปหมด ฆ่าไปหมด ดะไปหมด เพราะอะไร

เพราะน้ำบ้ามันขึ้นบนสมองแล้วอยู่ไม่ได้ เห็นร้ายกลายเป็นดีไปหมด เป็นความสนุกสนานไปหมด นี่เรียกว่าสุรา กินลงไปแล้วทำคนให้เป็นบ้าสด ๆ ร้อน ๆ ไม่มีสติสตัง อะไร ๆ เป็นเรื่องบ้าไปทั้งนั้น สุราเป็นของไม่ดีเลย แล้วสุรามีราคาเท่าไร มีคุณค่าเท่าไร มนุษย์ของเราคนหนึ่ง ๆ มีคุณค่าเท่าไร ควรจะนำมาทดสอบกัน ถ้ามนุษย์มีคุณค่ามาก มนุษย์ก็ไม่ควรที่จะไปเกี่ยวข้อง ไปนำสุราซึ่งเป็นยาพิษยาภัยนั้นมาทำลายตนเองไม่สมควรอย่างยิ่ง เราก็รักษาไว้เสียเราไม่กินเราก็ไม่เป็นบ้า เงินทองก็ไม่เสีย เราก็เป็นคนดี

ในศีลห้าข้อนี้เป็นสมบัติของชาวพุทธเราซึ่งควรจะรักษาได้ในข้อใดก็ตาม ถ้าเราไม่ได้หมดทุกข้อก็ขอให้มีความเน้นหนักในข้อใด รักษาให้เป็นสัจจะความจริง ฝากเป็นฝากตายต่อศีลข้อนั้น ๆ เราจะมีความสงบเย็นใจภายในตัวของเรา ตลอดครอบครัวเหย้าเรือน การคบค้าสมาคมกับใครก็มีแต่คนมีศีลมีธรรม โลกนี้ก็ชุ่มเย็น นี่ท่านเรียกว่าศีล

แล้วคำว่าสมาธิยิ่งแล้ว เราไม่รู้เลยว่าสมาธิเป็นอย่างไรทั้ง ๆ ที่เป็นชาวพุทธ เราไม่รู้ วันนี้จะชี้แจงเรื่องสมาธิให้พี่น้องทั้งหลายฟังพอเป็นแนวทาง เพื่อให้นำเข้าไปอบรมจิตใจเจ้าของให้สงบจากความดีดดิ้น ความฟุ้งซ่าน ความวุ่นวาย ความคิดปรุงของใจให้สงบตัวลงบ้างเท่าที่ควร จากการอบรมจิตให้สงบร่มเย็นที่เรียกว่าสมาธินี้

คำว่าสมาธิ ท่านแปลว่า ความสงบของใจ ความมั่นคงของใจ คือใจธรรมดาวอกแวกคลอนแคลนคิดนั้นคิดนี้ คิดตั้งแต่ขณะที่ตื่นเช้าขึ้นมาจนยันค่ำ ไม่มีเวลาหยุดหย่อน ถ้าเครื่องยนต์ก็เรียกว่าเปิดเครื่องเปิดได้ แต่เวลาดับเครื่องดับไม่ลง วุ่นตลอดเวลา ก็มีความหลับเท่านั้นเป็นเวลาที่ดับเครื่องแห่งความวุ่นวายของเรา ถ้ามนุษย์เราไม่มีการหลับนอนเลย มนุษย์นี้ตายก่อนใครเร็วที่สุด แต่นี้มีการหลับนอนเป็นเครื่องระงับดับความวุ่นวายนี้แล้วก็สงบตัวในขณะนั้น

ทีนี้เราไม่ต้องการจะสงบด้วยวิธีนั้น ให้พยายามภาวนา เอ้า จะเอาธรรมบทใดก็ตาม เช่น พุทโธ ธัมโม สังโฆ เราชอบธรรมบทใด หรืออานาปานสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก เราชอบธรรมบทใดเราก็นำธรรมบทนั้น เข้ามาบังคับกำกับจิตใจของเราด้วยความมีสติ พุทโธ ๆ ให้มีสติ ไม่ต้องคิดอ่านไตร่ตรองยุ่งเหยิงวุ่นวายกับสิ่งใด เพราะเราเคยคิดมาแล้วตั้งแต่วันเกิด ไม่เห็นเกิดผลเกิดประโยชน์อะไร นอกจากเกิดโทษแก่เราโดยถ่ายเดียวเท่านั้น เวลานี้เราต้องการจะให้จิตสงบจากงานวุ่นวายทั้งหลาย เข้ามาสู่ความเย็นใจ เข้ามาสู่ตัวของตัวแล้วเป็นตัวของตัวขึ้นมาในความรู้ที่เด่นชัดนั้น ด้วยบทธรรมคือการภาวนา เช่น พุทโธ ๆ

ให้ระลึกพุทโธ ๆ อยู่ในขณะนั้น มีสติความรู้สึกตัวอยู่กับคำว่าพุทโธนั้น จิตของเราจะค่อยสงบตัวเข้ามา ๆ จนกระทั่งเข้ามาถึงความรู้แท้แล้วสงบแน่ว อย่างน้อยสงบแน่วเป็นอันเดียว รู้เด่นอยู่อันเดียวไม่มีอะไรเข้ามาเจือปน เพราะจิตไม่ออกไปคิดไปปรุงหาเรื่องเหล่านั้น เรื่องเหล่านั้นก็ไม่มี จิตทรงตัวไว้ด้วยความสงบ เพียงเราเห็นความสงบของใจเวลานั้น เราก็เห็นคุณค่าแห่งธรรมที่เราอบรม เห็นคุณค่าแห่งความสงบของใจ ในขณะเดียวกันก็เห็นโทษแห่งความวุ่นวายที่ก่อกวนจิตใจอยู่เสมอตลอดมา เพราะไม่มีการภาวนาสงบใจบ้างเลย นี่ละท่านเรียกว่าจิตเป็นสมาธิ คือมีความสงบเย็นภายในใจ

จิตนี้เป็นของไม่ตาย จะดีดจะดิ้นจะเกิดความทุกข์ความทรมาน ไปตกนรกอเวจีที่ไหนก็ตาม จิตนี้ยอมรับว่าทุกข์ ทุกข์มากทุกข์น้อยยอมรับว่าทุกข์ แต่ไม่ยอมฉิบหายคือใจดวงนี้ ทีนี้เมื่อได้รับการอบรมด้วยธรรมแล้ว ใจดวงนี้จะสงบตัวเข้ามา ๆ เป็นความรู้ที่เด่นชัดภายในจิตใจ ใครก็ตาม ไม่เคยรู้เคยเห็นก็ตาม เมื่อปรากฏเข้าในขณะนั้นแล้วจะเกิดความอัศจรรย์ตื่นเต้นภายในตัวเอง เพราะไม่เคยมีความสุขใดตั้งแต่เราผ่านมา เกิดมาในโลกนี้นานแสนนาน ไม่เคยเห็นมีความสงบเด่นชัด พึ่งมาเห็นความสงบ เพราะจิตใจของเราได้ภาวนาเกิดความสงบขึ้นในขณะนี้เท่านั้น แล้วจะเกิดความอัศจรรย์ตื่นเต้นภายในจิตใจของตน

มีความสงบมากขนาดไหนจิตใจยิ่งมีความสุขมาก อัศจรรย์มากขึ้นโดยลำดับ ๆ นี่ละที่ว่าธรรมเข้าสัมผัสใจ ใจกับธรรมเข้าสัมผัสกัน แม้เพียงความสงบจิตเป็นสมาธิเท่านี้ เราก็เริ่มเห็นกระแสของธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้วนั้น มาประจักษ์กับใจของเรา ใจของเรามีความสงบเย็นแล้วก็มีแก่ใจที่จะทำตัวของเราให้มีความสงบเรื่อย ๆ

พยายามทำเท่าไรก็ยิ่งมีความสงบมากขึ้น ๆ สุดท้ายความสงบมีเต็มที่แล้วโลกธาตุนี้เหมือนไม่มี วันคืนก็ตาม เดือนปีก็ตาม ดินฟ้าอากาศอะไรก็ตาม ไม่เข้ามายุ่งกวนเพราะจิตไม่ออกไปยุ่งกับเขา จิตมาทรงตัวอยู่ด้วยความรู้ของตัวเป็นตัวของตัวนานเท่าไรก็ยิ่งมีความสุขนานเท่านั้น นี่แหละเป็นความสุขอันหนึ่ง นี่คือธรรมเข้าสัมผัสใจแล้ว

ลำดับต่อไปความสุขไม่มีเพียงเท่านี้ เราใช้ปัญญา ท่านว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เราใช้ปัญญาพินิจพิจารณาเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ เรื่องความเกิดแก่เจ็บตาย รูปนามต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วไตรโลกธาตุนี้ มีแต่สิ่งที่จิตใจจะต้องไปติดพันกับเขาด้วยอำนาจของกิเลสหลอกลวงทั้งนั้น อันนั้นว่าดี อันนี้ว่าสวย อันนั้นว่างาม ตื่นเต้นกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ว่าสวยว่างาม จนกระทั่งตัวเสียไปทั้งคนไม่รู้

ทีนี้เมื่อเราพิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ด้วยปัญญา ดูธาตุดูขันธ์ของเขาของเรา เกิดเกิดเสมอกัน ตายเสมอกัน ความทุกข์ความลำบากเสมอกัน ความปฏิกูลโสโครกเป็นป่าช้าผีดิบ มีเต็มไปหมดทั้งร่างกายของหญิงของชายของเขาของเรา ของสัตว์ของบุคคล พิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์อย่างนี้แล้ว จิตใจของเราเห็นแจ้งชัดเจนไปโดยลำดับ แล้วจะถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้นที่สำคัญผิดไปว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ ถอนตัวเข้ามา

ถอนตัวเข้ามาเรียกว่าถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น อันสร้างความทุกข์ให้แก่เรา ถอนเข้ามาโดยลำดับ จิตใจค่อยเบาหวิว ๆ แล้วมีความสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นกว่าขั้นสมาธิเป็นลำดับลำดา จากนั้นก็กลายเป็นปัญญาที่รวดเร็ว เป็นปัญญาที่อัศจรรย์ เกิดขึ้นภายในผู้ปฏิบัติเท่านั้น ในปริยัติเรียนจบพระไตรปิฎกก็ไม่มี เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้ในพระไตรปิฎก ท่านตรัสรู้ในอริยสัจ ๔

ปัญญาเมื่อรู้แจ้งเห็นจริงในธาตุในขันธ์แล้วย่อมปล่อยวางลง ๆ จิตใจยิ่งสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นโดยลำดับ ปัญญายิ่งคล่องตัว จนกลายเป็นปัญญาอัตโนมัติ ในปัญญาอัตโนมัตินี้ทางด้านปริยัติท่านแสดงไว้ว่าภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนาล้วน ๆ นี่เราไม่เคยเห็น เราเรียนที่ไหนเราก็จำได้แต่ว่าภาวนามยปัญญา ตามที่ปริยัติท่านบอกไว้ว่าปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนาล้วน ๆ เราก็เรียนได้แต่ความจำ ความจริงเราไม่เคยเห็นเราไม่เคยรู้ ก็ได้แต่ความจำ กิเลสก็ไม่ถลอกปอกเปิกจากการเรียนรู้มากน้อย กิเลสยังคงเส้นคงวา ยิ่งหนาแน่นขึ้นกว่าคนที่ยังไม่เคยเรียนเสียอีก

เรียนมากเท่าไรได้มากเท่าไรยิ่งสำคัญตน เขายกยอปอปั้นขึ้นให้บ้างเล็กน้อย ว่านี่คือตู้พระไตรปิฎกเคลื่อนที่นะ โห เป็นบ้าไปเลย นี่ความจำมันกลายเป็นกิเลสสวมรอย ทีนี้ความจริงคือรู้ตรงไหนละตรงนั้น ปล่อยตรงนั้น เช่น ปัญญาแทงทะลุในสกลกายนี้ออกหมดแล้วปล่อยวางสกลกาย ปัญญานี้กลายเป็นปัญญาอัตโนมัติ รู้ขึ้นภายในตัวเอง ไม่ต้องไปศึกษาตามตำรับตำราที่ไหน ตำราที่เราเรียนมามากน้อยกลายเป็นเรื่องผิวเผินไปหมด ส่วนปัญญาที่จะแก้กิเลสจริง ๆ เกิดขึ้นที่ใจของเรา แก้กิเลสที่ใจของเรา กิเลสเกิดขึ้นมากน้อยปัญญาก็เกิดขึ้นตามกัน ทันกัน แก้กันในเวลานั้น ๆ เป็นลำดับลำดา จนก้าวถึงขั้นมหาสติมหาปัญญาเรียกว่าปัญญาที่แกล้วกล้าสามารถรวดเร็วที่สุด ทันกับกิเลสทุกประเภท กิเลสจะเป็นประเภทใดก็ตาม

คำว่ากิเลสหมายถึงสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อจิตใจของเรามานาน คำว่าธรรมก็หมายถึงสิ่งซักฟอกจิตใจของเราให้สะอาดสะอ้านไปโดยลำดับ ตามต้อนกิเลส ซักฟอกกิเลส ตามฆ่ากิเลสไปด้วยสติปัญญาอัตโนมัติแล้ว ก็กลายเป็นมหาสติมหาปัญญา ทำลายกิเลสโดยลำดับลำดาจนกระทั่งไม่มีกิเลสอันใดเหลืออยู่ภายในจิตใจแล้ว โลกธาตุนี้ว่างไปหมด ท่านว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต ดูก่อน โมฆราช เธอจงพิจารณาโลกนี้ให้เป็นของว่างเปล่า และถอนอัตตานุทิฏฐิเสียได้ เธอจะไม่กลับมาเกิดโลกนี้อีกต่อไป นี่ก็รู้ชัดแก่ผู้ปฏิบัติ นี้คือรู้จริงเห็นจริงเป็นอย่างนี้

รู้ด้วยความจำรู้เท่าไร กิเลสเกิดขึ้นมากน้อยตามความรู้ความเห็นความจำมานั้นแล ทีนี้ความจริงนี้รู้ไปตรงไหนไม่มีใครบอกก็ตาม ไม่ต้องจำเป็นหาใครมาบอก พระพุทธเจ้ารู้ธรรมไม่มีใครบอกพระพุทธเจ้า ตรัสรู้ธรรมไม่มีใครบอกท่าน ตรัสรู้ธรรมเสร็จเรียบร้อยแล้วสอนโลกทันทีไม่ต้องไปถามใคร พระอรหันต์ท่านก็รู้อย่างนั้น ท่านรู้ธรรมมากน้อยเพียงไรท่านไม่ต้องไปถามใคร สิ้นกิเลสท่านก็ไม่ต้องไปถามใคร ท่านรู้ในตัวของท่านเอง เป็นผู้สิ้นกิเลสแล้วจากการภาวนาในขั้นที่สาม ขั้นที่หนึ่งคือศีล ขั้นที่สองคือสมาธิ ขั้นที่สามคือปัญญา

ปัญญานี้เป็นขั้น ๆ ขึ้นไป เริ่มต้นตั้งแต่ปัญญาที่เราฝึกหัดเบื้องต้นซึ่งไม่รู้จักการจักงาน คอยแต่จะเถลไถล และบังคับให้สู่การพินิจพิจารณา จนกระทั่งเห็นโทษเห็นภัยขึ้นมา เห็นคุณค่าแห่งการพิจารณาขึ้นมาโดยลำดับแล้ว ปัญญานั้นก็กลายเป็นปัญญาอัตโนมัติหมุนตัวไปเอง เช่นเดียวกับกิเลสมันหมุนตัวของมันภายในหัวใจของสัตว์ไปเองเหมือนกัน กิเลสทำงานบนหัวใจของสัตว์นี้มันหมุนติ้ว ๆ ตลอดเวลา ไม่ต้องมีใครมาเป็นครูเป็นอาจารย์ก็ตาม เพราะมันเป็นครูเป็นอาจารย์คล่องแคล่วในตัวของมันพอแล้ว เป็นอัตโนมัติของกิเลสหมุนหัวใจสัตว์

ทีนี้พอธรรมได้ก้าวขึ้นมาสู่ขั้นนี้แล้วก็เป็นขั้นที่สังหารกิเลส เป็นปัญญาอัตโนมัติภาวนามยปัญญา เป็นอัตโนมัติเหมือนกัน ไปที่ไหนอยู่ที่ใด อิริยาบถ ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน มีแต่อิริยาบถที่ฆ่ากิเลส ๆ เป็นอัตโนมัติโดยลำพังตนเองไปโดยลำดับ ๆ จนกระทั่งถึงกิเลสพังทลายลงไปจากใจแล้ว สิ้นหมด ไม่มีอะไร นิพพานอยู่ที่ไหนไม่ต้องถาม พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนไม่ต้องถาม พระสงฆ์สาวกอยู่ที่ไหนไม่ต้องถาม เพราะประจักษ์เป็นอันเดียวกันแล้วกับภายในจิตใจของเรา เช่นเดียวกับแม่น้ำสายต่าง ๆ ไหลเข้าไปสู่มหาสมุทรแล้วกลายเป็นน้ำมหาสมุทรทะเลหลวงอันเดียวกันหมด

นี่ก็จิตเมื่อก้าวเข้าไปถึงความบริสุทธิ์แล้ว ก็กลายเป็นแม่น้ำมหาวิมุตติมหานิพพานไปหมดด้วยกัน นี่ศาสนาของพระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้มาโดยลำดับลำดา คงเส้นคงวาหนาแน่นตลอดกาล เรียกว่า อกาลิโก สอนโลกสอนสงสาร แต่กิเลสมันสวมรอย มันปิดมันบังมันลบมันล้างไม่ให้ธรรมทั้งหลายปรากฏขึ้นมา มีแต่กิเลสออกตีตลาดแหลกเหลวไปหมด

เวลานี้มีแต่กิเลสทั้งนั้นตีตลาด ธรรมความจริงนั้นแทรกออกมาไม่ได้ ถูกกิเลสบีบบังคับ ถูกกิเลสผลักไสตกทะเลหลวงโดยไม่รู้สึกตัว คนเราจึงได้รับความทุกข์มากเพราะกิเลสไม่ได้สร้างความสุขให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด นอกจากสร้างความล่อลวงให้สัตวโลกทั้งหลายติด ติดแล้วก็เหมือนปลาติดเบ็ดนั่นแหละ มีเหยื่อนิดหน่อยติดไว้ที่ปลายเบ็ด พองับเข้าไปเท่านั้นตวัดทีเดียวเลือดสาดเลย ติดเบ็ดแล้ว ๆ

กิเลสมันหลอกให้เราทะเยอทะยาน อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ดี อันไหนก็มีแต่ของดี ๆ ไปหมด ครั้นเวลางับเข้าไปแล้วมีแต่เบ็ด ๆ ตวัดเอา จึงมีแต่กองทุกข์เต็มโลกเต็มสงสาร ใครเป็นคนโลภมากยิ่งมีทุกข์มาก ความโกรธมากทุกข์มาก ราคะตัณหามากยิ่งทุกข์มาก เรื่องราคะตัณหามันชอบ มันรักมันใคร่มันอยากได้ให้สมใจ นี้คือความล่อลวงของกิเลส ครั้นเวลาได้มาแล้วมันผิดหวัง มันไม่ได้สมใจ มันเป็นเบ็ดเกาะปากเสียแล้ว มันก็สร้างแต่ความทุกข์ขึ้นมา

เพราะฉะนั้นชาวเราทั้งหลายซึ่งเป็นชาวพุทธขอให้ระลึกรู้เสมอว่า ธรรมนั้นเป็นธรรมชาติที่ไม่สูญสิ้นไปไหน เหมือนน้ำมหาสมุทรทะเลหลวงนั้นแล ครอบโลกธาตุอยู่เวลานี้คือน้ำมหาวิมุตติ น้ำมหานิพพาน ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้แล้วกลายเป็นน้ำมหาวิมุตติมหานิพพานอยู่อย่างนั้น นั้นแลคือธรรมครองโลก ธรรมที่ให้ความร่มเย็นแก่โลกคือมหาวิมุตติมหานิพพานครอบโลกธาตุ

เราทั้งหลายสร้างคุณงามความดีก็เพื่อธรรมดวงนั้น ให้พากันพยายามสร้างความดี สู้กิเลสต้องมีการฝ่าฝืน การทำความดีนั้นใคร ๆ ก็ไม่อยากทำ เพราะกิเลสไม่อยากให้ทำ จะทำทานก็เสียดาย จะรักษาศีลก็เห็นว่าเป็นความลำบากลำบน จะเจริญภาวนายิ่งแล้ว เหมือนจูงหมาใส่ฝน จูงหมาใส่ฝนเป็นยังไง หมาไม่อยากตากฝน พอจูงไปใส่ฝนมันร้องแหง็ก ๆ นี่จูงเราให้ภาวนาก็ร้องแหง็ก ๆ อย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าจูงลงใส่หมอนแล้วหลับครอกทันที อย่างนี้ไม่ดีเลย ถูกแต่กิเลสหลอกลวงต้มตุ๋น

ต้องฝ่าฝืนกันบ้างผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ไม่ฝ่าฝืนไม่ได้ พูดแล้วก็ขอมีการเทียบเคียงยกตัวอย่างให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบพอเป็นคติเครื่องเตือนใจ ในการที่มาเป็นผู้นำคราวนี้ เรามาเป็นผู้นำเพราะเหตุผลกลไกอะไร เราก็รอดตายมาแล้วในการฆ่ากับกิเลส เราไม่มีอะไรเหลือในชีวิตจิตใจของเรานี้ เริ่มต้นแต่ขึ้นเวทีคือเข้าป่าเข้าเขาในถ้ำเงื้อมผา ฟัดกับกิเลสตลอดมาไม่มีเวลายับยั้ง ถ้าเป็นนักมวยก็ไม่มีกรรมการแยก ไม่มีการให้น้ำ ระหว่างกิเลสกับธรรมบนหัวใจเราฟัดกันเอากันตลอด เอาใครดีใครเก่ง กิเลสดีให้กิเลสอยู่บนเวที กิเลสไม่ดีให้กิเลสตกเวที เราอยู่บนเวที ถ้าเราไม่ดีให้เราตกเวที มีการตกเวทีเท่านั้น ที่จะให้ยกมือไหว้ว่ายอมแล้วนี้ไม่มี นั่นละฟัดกันหนักหรือไม่หนัก ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบ

พระพุทธเจ้าสลบ ๓ หน แต่หลวงตาบัวนี้ไม่เคยสลบ ๓ หน แต่รอดตายทุกครั้งมาตลอดตั้งแต่ขึ้นเวที ไม่มีการยับยั้ง หากไม่เคยปรากฏว่าสลบ เรื่องก้นแตกนั้นเราเคยเล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้ว นั่งภาวนาหามรุ่งหามค่ำ ฟาดเสียจนก้นแตก กิเลสไม่ทราบว่าแตกหรือไม่แตกตอนนั้น อย่างน้อยมันต้องสงบตัวลงได้..กิเลส เอาเสียจนเต็มเหนี่ยว จนกระทั่งวาระสุดท้ายผลที่ตัดสินขึ้นมาเป็นสิ่งที่พอใจ ในเวลาที่บำเพ็ญอยู่นั้นเป็นเวลา ๙ ปีเต็ม ๆ ตั้งแต่เริ่มแรกออกปฏิบัติ จากการศึกษาเล่าเรียนก็ขึ้นสู่เวที ฟัดกับกิเลสตลอดไม่มีเวลายับยั้งกันเลย เอาจนกระทั่งถึง ๙ ปี ถ้าเป็น พ.ศ. ก็ ๒๔๙๓ เดือนหก แรม ๑๔ ค่ำ

ขอให้ฟังนะพี่น้องทั้งหลายผลของการปฏิบัติศาสนาพระพุทธเจ้ามาหลอกลวงโลกเหรอ หรือเอาของจริงมาพูด มีแต่กิเลสหลอกลวงโลกไม่พากันสะดุ้งตื่นตัวบ้างเหรอ ธรรมมาสะดุดนิดหนึ่งปัดลงทะเลแล้ว ๆ นี่เรานำธรรมของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้เพื่อมรรคเพื่อผล สมกับพระพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงมรรคทรงผลมาแสดงธรรมต่อโลก เราปฏิบัติเต็มเม็ดเต็มหน่วย ได้รู้ได้เห็นมาอย่างนี้ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนแล้ว ปรากฏตัวเป็นผลขึ้นมาว่า เราเป็นที่พอใจแล้ว

ฟัดกับกิเลส เผากิเลสบนเวทีให้สิ้นซากลงไปในคืนเดือนหก แรม ๑๔ ค่ำ แต่วันที่เราจำไม่ได้ ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร พ.ศ.๒๔๙๓ นั้นแลเป็นวันที่ได้ชัยชนะ เผาศพกิเลสแหลกไม่มีอะไรเหลือ แล้วลงมาด้วยความสง่าผ่าเผย ลงมาด้วยความกล้าหาญชาญชัยทุกสิ่งทุกอย่าง ในสามแดนโลกธาตุนี้เราไม่หวั่นอะไรทั้งนั้น เพราะสิ่งที่จะให้เราหวั่นก็คือกิเลสได้พังลงไปแล้วจากจิตใจ จึงไม่มีอะไรหวั่น สิ่งที่ปรากฏเด่นอยู่ก็คือความบริสุทธิ์ใจที่ว่าพอแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง กับความเมตตาต่อโลกเต็มหัวใจ แล้วก็ทำประโยชน์ให้โลกเรื่อยมา เสียสละเรื่อยมา หมดเนื้อหมดตัวตลอดมา

ไม่มีชิ้นใดที่เราจะเก็บไว้ ในบรรดาสิ่งของปัจจัยไทยทานที่ได้มามากน้อย ช่วยโลกด้วยความเมตตาสงสารตลอดมา จนกระทั่งมาปัจจุบันนี้เห็นชาติไทยของเรามีความโยกคลอนมาก เกิดความวิตกวิจารณ์ จึงได้หันหน้ามาช่วย มาประกาศตนเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลายดังที่ปรากฏตัวอยู่เวลานี้

เหตุที่จะนำก็เพราะความเมตตาสงสาร และตัวเองก็พอแล้วทุกอย่างไม่หวังอะไรอีกแล้ว คำว่ามรรคผลนิพพานมีหรือไม่มีก็เต็มอยู่ที่หัวใจนี้แล้ว พระพุทธเจ้าองค์เอกองค์ใดก็ตาม เอกเหมือนกันหมด เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ล้านเปอร์เซ็นต์เหมือนกันหมดแล้ว มรรคผลนิพพานก็เชื่อเต็มหัวใจแล้ว พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ก็มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับที่หัวใจนี้แล้วหายสงสัย อยู่ด้วยความสง่างาม อยู่ด้วยความพอทุกอย่าง แต่มองดูโลกแล้วรู้สึกว่ามีความบกพร่องขาดเขินมาก จึงได้หันหน้ามาช่วยกันเวลานี้ และได้ประกาศตนเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลาย

แล้วที่พูดนี้อ่านปูมหลังให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า ผู้ที่มานำท่านทั้งหลายนั้นเอาหัวชนฝาออกมานำเหรอ หรือได้พิจารณาไตร่ตรองเหตุผลกลไกเป็นอย่างไรบ้าง จึงได้มานำพี่น้องทั้งหลาย น่าควรคิดน่าพิจารณาในสิ่งเหล่านี้ แล้วก็ขอให้ช่วยกัน

เรารักชาติไทยของเรา ชาติไทยของเราไม่เคยเป็นน้อยต่อผู้ใด ไม่เคยเป็นบ๋อยต่อผู้ใด เป็นอิสระ เป็นความสงบเสงี่ยมเยือกเย็นมาโดยลำดับ ก็คือชาติไทยของเราที่เป็นชาวพุทธนี้แล ทรงตัวได้ด้วยความสงบเย็นใจ ถ้าหากว่าพูดถึงเรื่องความทุกข์ทั้งหลาย ทั่วแดนโลกธาตุนี้ เมืองไทยของเรารู้สึกจะเป็นเกาะเป็นดอนแห่งความสงบร่มเย็น เป็นความสุข เป็นเกาะแห่งความสงบ เป็นเกาะแห่งความสุขอยู่ที่แดนแห่งเมืองไทยของเราที่เป็นแดนแห่งชาวพุทธ

นอกนั้นเราไม่ได้ประมาท มันเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันไปหมด ยิ่งว่าชาติใดเจริญ เมืองไหนเจริญ มันเจริญด้วยฟืนด้วยไฟ ด้วยความโลภ ด้วยราคะตัณหาสิ่งปรุงแต่งต่าง ๆ ที่หลอกลวงสัตวโลกให้วิ่งตาม เป็นฟืนเป็นไฟไปตาม ๆ กันหมดเท่านั้น หาจุดหาดอนไม่ได้ หาที่ยึดที่เกาะไม่ได้ โลกกว้างแสนกว้าง มีเงินกี่หมื่นกี่แสนกี่ล้านไม่มีความหมาย จิตใจไม่มีที่เกาะเสียอย่างเดียว เกิดฟืนเกิดไฟเผาไหม้อยู่ที่จุดนั้นแล มองไปที่ไหนมันก็เห็นแต่ฟืนแต่ไฟ

พระพุทธเจ้าท่าน โลกวิทู รู้แจ้งเห็นจริงโลกท่านรู้อย่างนั้น พระอรหันต์ทั้งหลายท่านก็รู้อย่างนั้น แต่ไม่จำเป็นที่ท่านจะบอกว่า ท่านรู้จิตคน ฉันรู้จิตคน ท่านไม่จำเป็น มันเป็นยังไงท่านก็พูด เอ้า นำอันนั้นมาเป็นคติสอนโลกเท่านั้นเอง นี่ก็เมืองไทยของเราเป็นเกาะเป็นดอนแห่งความสงบสุข เพราะเป็นเกาะเป็นดอนของชาวพุทธ ขอให้เจริญพุทโธ ธัมโม สังโฆ ภายในจิตใจ ขอให้รักนวลสงวนตัว การประพฤติเนื้อประพฤติตัว ขออย่าให้เหลวแหลกแหวกแนวไปตามกิเลสตัณหาโดยถ่ายเดียว ให้ธรรมเป็นผู้ขัดผู้แย้งกันเอาไว้บ้าง เราจะพอมีเนื้อมีหนังติดตัวบ้าง อย่าให้แต่กิเลสกลืนเอาหมด ๆ ไม่ดีเลย

นี่ละวันนี้ได้มาปรากฏตัวกับพี่น้องทั้งหลายด้วยการนิมนต์ของทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีท่านอธิการบดีเป็นหัวหน้า เป็นประธานในงานนี้ เชิญชวนพี่น้องทั้งหลายมาร่วมสร้างบุญสร้างกุศล นี่เรียกว่ามหากุศล เราสร้างทุกอย่างทำทุกอย่าง เราทำบุญให้ทานนี้มากต่อมากแต่ไม่ได้เหมือนครั้งนี้ ครั้งนี้เราทำต่อชาติไทยของเราทั้งชาติ เป็นเรื่องใหญ่โตมากที่สุด ยกชาติไทยเราทั้งชาติขึ้นสู่ระดับแห่งความปลอดภัย เราจึงเรียกว่าสร้างมหากุศลเต็มเหนี่ยวของเรา

ใครมีมากมีน้อยอย่าได้เสียดาย อย่าได้หึงได้หวง อย่าหึงหวงตัวของตัว อย่ารักตัวของตัวยิ่งกว่าชาติไทยของเรา ใครจะมีสมบัติเงินทองข้าวของมากน้อย ถ้าชาติไทยได้ล่มจมไปเสียเท่านั้นหาความหมายไม่ได้ เมื่อชาติไทยของเรายังคงเส้นคงวาหนาแน่นอยู่ด้วยความร่มเย็น เรามีหลักมีเกณฑ์เป็นที่ยึดที่เกาะ แม้เรารับประทานน้ำปลาเราก็รับประทานได้ไม่เป็นไร เราอยู่ใต้ร่มโพธิ์ร่มไทรของเรา รับประทานน้ำปลาก็มีความสง่างาม เป็นความสง่าราศี เป็นน้ำปลาที่มีคุณค่ามาก ขอให้ต่างคนต่างเสียสละ

คราวนี้จะได้เห็นชาติไทยของเราซึ่งเป็นเมืองรักชาติ ให้ต่างคนต่างเสียสละ ด้วยความพลีสมบัติเงินทองข้าวของจิตใจเข้าสู่ชาติของตน ด้วยความเสียสละ แล้วเมืองไทยของเราจะได้ฟื้นฟูขึ้นโดยลำดับ

ถ้าหากว่าเราช่วยเมืองไทยของเราไม่ได้คราวนี้แล้ว ก็ไม่ทราบว่าคราวไหน สำหรับหลวงตาบัวนี้ก็เรียกว่าหมดหวัง หยุดจากนี้แล้วก็ไปเท่านั้นละ ไม่อยู่ ไม่ห่วงไม่หวงโลกนี้ เราพอแล้ว เราพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างปล่อยวางมันไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรเหลือ เหลือแต่ความเมตตาล้วน ๆ ที่มีต่อโลกเวลานี้ จึงได้มาแสดงตนด้วยความเมตตาสงสาร โดยขอให้พี่น้องทั้งหลายร่วมมือร่วมใจกันสร้างชาติของเรา ซึ่งเป็นมหากุศลอย่างใหญ่หลวง การทำบุญให้ทานที่ไหนไม่เหมือนการทำบุญให้ทาน การเสียสละเพื่อชาติของเรา ใครมีมากมีน้อย เอ้า เสียสละเข้ามาประดับประดาชาติไทยของเราให้มีความสง่างาม

เมืองไทยของเราเมืองเดียวเท่านั้นละ เราเอาทองคำ เอาดอลลาร์ เอาเงินสดมาประดับประดา ใครมองมาที่ไหนเห็นหมด เพื่อนบ้านเขาที่อยู่นอกบ้านนอกเมืองของเราเขามองมาก็เห็น เมืองไทยของเราสง่างามด้วยสมบัติที่สมบูรณ์พูนผลเต็มเมืองไทย แล้วมองเห็นหมด อันนี้เป็นของที่สง่างามมาก เป็นสิ่งที่เด่นงามมาก เราอยู่ด้วยความเด่นแห่งชาติไทยของเรา ขอให้พี่น้องทุก ๆ ท่านต่างคนต่างเสียสละ อย่าเสียดายเงินทองข้าวของ แบ่งสันปันส่วนมาเสียสละกันเพื่อชาติของเรา ชาติของเราจะได้เจริญรุ่งเรือง

นี่วันนี้ได้มาพูดธรรมะให้พี่น้องทั้งหลายทราบเท่าที่โอกาสอำนวยและธาตุขันธ์อำนวย ก็เห็นว่าสมควรแก่กาลแก่เวล่ำเวลา และขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายที่พร้อมหน้ากันมาบริจาคทานในคราวนี้ ให้มีความสุขความเจริญ ปรารถนาสิ่งที่เป็นธรรมแล้ว ขอให้สมหวังตามสิ่งที่ตนปรารถนาโดยทั่วหน้ากันเทอญ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก