ธรรมเลิศ
วันที่ 6 กรกฎาคม. 2541
สถานที่ : ธนาคารแห่งประเทศไทย
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๑

ธรรมเลิศ

ก่อนที่จะให้ศีลแก่บรรดาพี่น้องชาวพุทธเราทั้งหลาย หลวงตาขอเตือนและให้เป็นหลักใจในกาลต่อไปด้วย ประเทศไทยเราเวลานี้ส่วนมากถือพุทธศาสนาเพียงสักแต่ประเพณี เช่นรับศีลไปอย่างนี้ก็รับจริง มยํ ภนฺเต ฯ ไปงานไหนก็มีแต่ มยํ ภนฺเต มยํ ภนฺเต แต่เวลารับไปแล้วเอาศีลนั่นไปเผาแหลกหมดเลย กลายเป็นสูญไปหมด ไม่ค่อยมีศีลติดเนื้อติดตัว มีแต่ลมปาก

ผู้ให้ก็ นโม ตสฺส ให้ แล้วผู้รับศีลก็เหมือนกัน ปาณาติปาตา เวฯ ไม่ทราบว่า ปาณาฯ นั้นเป็นอย่างไร อทินนาฯ เป็นอย่างไร ไม่เคยรักษาไม่เคยสนใจ กาเมสุ มิจฉาจาร เวลานี้กำลังตีตลาดเต็มบ้านเต็มเมือง ไม่เคยเห็นใครมีความสนใจแต่อย่างใดที่จะรักษา เพื่อความสงบร่มเย็นแก่ตนและครอบครัว มุสาฯ การโกหกพกลมนี้ไม่มีใครเกินชาวพุทธเรา สุราฯ ก็เหมือนกัน เป็นบ้าสุรากันทั้งประเทศ ไม่มีใครเป็นผู้ที่จะมีสมบัติผู้ดี เห็นตัวของตัวมีคุณค่ายิ่งกว่าสุรา สุราเลยมีคุณค่ายิ่งกว่าคนทั้งคน เลยกลายเป็นบ้าสุราไปทั้งบ้านทั้งเมือง

เพราะฉะนั้นเวลาอาราธนารับศีล หลวงตาจึงไม่อยากจะให้ศีล ให้เอาเจตนาวิรัติตามความถนัดใจ โดยความเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะ คือเป็นผู้สะดุ้งกลัวต่อบาปแล้วเจตนาวิรัติภายในใจ ดีกว่าที่จะมา มยํ ภนฺเต มยํ ภนฺเต รับไปแล้วไม่รักษา เอาศีลไปเผาไฟให้กลายเป็นสูญไปหมดนี้มากมายประเพณีของชาวไทยเรา เลยศาสนากลายเป็นศาสนากระดาษเศษไป ไม่เกิดผลเกิดประโยชน์อะไร เวลานี้ศาสนากำลังเป็นกระดาษอยู่ในตู้ในหีบล็อกกุญแจเอาไว้ มีแต่กิเลสออกตีตลาดลาดเลแหลกเหลวไปหมด ไปที่ไหนเห็นแต่กิเลสออกหน้าออกตารุมล้อมอยู่ไปหมด ไม่มองเห็นคนทั้งคนเลย

ทั้ง ๆ ที่เราก็เป็นชาวพุทธแต่เรื่องพิธีนั้นเต็มบ้านเต็มเมือง เอะอะก็พิธี มยํ ภนฺเต มยํ ภนฺเต ว่ากันไปหาประโยชน์อะไรก็ไม่รู้ ไม่สนใจที่จะต้องปฏิบัติ วันนี้หลวงตาจึงขออภัยจากพี่น้องทั้งหลายด้วย ในฐานะท่านทั้งหลายก็เป็นลูกศิษย์ตถาคต เป็นพุทธบริษัทคือชาวพุทธ ผู้แสดงเองก็เป็นพุทธบริษัท ภิกษุบริษัทให้พากันทราบบ้าง ไม่กระตุกบ้างไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่าศาสนานี่เพียงเป็นพิธี แต่เรื่องกิเลสตัณหานั้นเป็นทองคำทั้งแท่ง ๆ ทั้ง ๆ ที่เป็นขี้หมูราขี้หมาแห้ง พากันขยี้ขยำอยู่ตลอดเวลา

ความโลภก็ขยี้ตลอดเวลา ได้เท่าไรไม่มีเมืองพอ ได้จนตายไม่มีเมืองพอ ความโลภนี้แลเคยทำลายคนให้ได้รับความเดือดร้อนวุ่นวาย สมบัติที่ได้มาจากความโลภมากน้อย ได้มาจากความอยากมากน้อยนั้นไม่ได้เป็นทุกข์ มันเป็นทุกข์ที่หัวใจของคนที่โลภหิวโหย อยากได้นั้นอยากได้นี้ไม่มีเมืองพอนั้นแล ที่เป็นทุกข์จริง ๆ นี่ละความโลภ ความหิวโหย ความกินไม่อิ่มไม่พอ ความหิวมีมากเท่าไรก็สร้างความทุกข์ให้เจ้าของมากเท่านั้น ให้ดีดให้ดิ้น วิ่งเต้นขวนขวาย หาในทางที่ถูกก็ยังดี แต่หาในทางที่ผิดนี้ยิ่งเป็นยาพิษมาเผาไฟแก่ตนเองนี้มากต่อมากที่สุด นี่เรื่องของกิเลสตีตลาดตีอย่างนี้

ราคะตัณหาก็เหมือนกัน เวลานี้บ้านเมืองของเรามีแต่ราคะตัณหาออกหน้าออกตา ต่างคนต่างชูหน้าชูตาราคะตัณหา ศีลธรรมไม่สนใจ เฉพาะอย่างยิ่งกาเมสุ มิจฉาจาร นี้ตัวสำคัญมาก ตัวทำลายครอบครัวเหย้าเรือนให้หาความเป็นสุขไม่ได้ ผู้ชายคนหนึ่งมีเมียแล้ว ผู้หญิงคนหนึ่งมีผัวแล้ว แต่ไม่พอ นั่นละความไม่พอ ความหิวโหยนั้นแล มันสร้างขวากสร้างหนาม สร้างฟืนสร้างไฟเผาไหม้ตัวเองและครอบครัวให้แตกกระจัดกระจาย ไว้ใจกันไม่ได้

นอนแนบกันอยู่ทั้งคืน พอเผลอตัวเท่านั้นเป็นลิงเป็นค่าง เป็นโจรมหาโจรไปแล้ว หาผู้หญิงกาฝากเข้ามากัดตับกัดปอดภรรยา แล้วภรรยาก็หาผู้ชายกาฝากเข้ามากัดตับกัดปอดสามี สุดท้ายก็ต่างคนต่างเอาฟืนเอาไฟเผากัน เข้าบ้านหากันมีแต่เรื่องฟืนเรื่องไฟทะเลาะเบาะแว้งกันตลอดเวลา เรายังไม่เห็นโทษของมันถึงเรื่องกาเมสุ มิจฉาจาร ราคะตัณหานี้เป็นตัวรุนแรงมาก เวลานี้กำลังส่งเสริมกันอย่างออกหน้าออกตาจนหาหิริโอตตัปปะไม่ได้ ท่านผู้มีศีลมีธรรมดูแล้วขยะแขยงสลดสังเวช แต่เรานั้นเพลินเป็นบ้ากันทั้งโลกทั้งสงสาร เป็นยังไงเมืองไทยชาวพุทธเราไม่ได้รู้เนื้อรู้ตัวบ้างเหรอ

ศาสนาของพระพุทธเจ้ากระเทือนโลกมา ๒,๕๐๐ ปีนี้เป็นศาสนาตุ๊กตาเหรอ พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าตุ๊กตาเหรอ พระธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมตุ๊กตาเหรอ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าทั้งสามพระรัตนตรัยนี้เป็นสิ่งวิเศษเลิศเลอที่สุด ไม่มีอะไรเกินแล้วในโลกทั้งสามนี้ จึงได้ยกเทิดทูนขึ้นมา บรรดาพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์เทิดทูนธรรมนี้ทั้งนั้น เพราะท่านเป็นผู้ทรงธรรม เป็นผู้เห็นธรรม เป็นผู้รู้ธรรม เป็นผู้ละกิเลสกองทุกข์ทั้งหลายจากกิเลสทั้งหลายนี้ด้วยธรรม ท่านตรัสรู้ธรรมท่านนำธรรมที่วิเศษวิโสซึ่งท่านครองอยู่นั้นมาประกาศธรรมสอนโลก อันเป็นธรรมเลิศเลอมาสอนโลก

ต้องขออภัยด้วยนะเวลาพูดนี้หลงหน้าหลงหลังไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว พูดแล้วจับหน้าใส่หลังจับหลังใส่หน้า เวลานี้ธาตุขันธ์ไม่อำนวยแล้วมีแต่ใจเท่านั้น ความจำก็เป็นเครื่องมือ ความคิดความปรุงก็เป็นเครื่องมือ เวลานี้เครื่องมือรู้สึกว่าสึกหรอไปมากแล้ว วันนี้พูดก็สุ่มสี่สุ่มห้า จึงขออภัยจากบรรดาพี่น้องทั้งหลาย ขอให้ฟังเอาตามเนื้ออรรถเนื้อธรรมตามหลักความจริง ศาสนาจะแสดงตั้งแต่ความจริงล้วน ๆ ไม่แสดงโกหกพกลมปลิ้นปล้อนหลอกลวงเหมือนกิเลส ซึ่งมันต้มโลกอยู่เวลานี้ ให้เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันไปหมด เห็นหน้ากันทำประจบประแจงประดับร้านสวยงามทุกอย่าง คำพูดก็สวยงาม กิริยาท่าทางทุกอย่างสวยงาม แต่หัวใจเป็นไฟไว้ใจกันไม่ได้ นี่คือกิเลสมันเคยเผาโลกเผาสงสาร

ตะกี้นี้ได้พูดถึงเรื่องราคะตัณหามันกำลังรุนแรงนะเวลานี้ มันแสดงออกมาอย่างไม่มีหิริโอตตัปปะ จนกลายเป็นคนหน้าด้านไปแล้ว ชาวพุทธเรากลายเป็นชาวพุทธหน้าด้าน กลายเป็นชาวผีไปโดยไม่รู้สึกตัว เห็นเขาทำอะไร ๆ ก็ตื่นฮือกับเขา ฮือกับเขา อะไรก็ฮือกับเขา หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้เลย นี่เพราะใจไม่มีหลัก ใจไม่มีธรรม ธรรมเป็นเครื่องชำระจิตใจ ธรรมเป็นหลักเป็นเกณฑ์ในการประพฤติปฏิบัติ ให้มีหลักมีเกณฑ์ต้องมีธรรม คำว่าธรรมคืออะไร ธรรมเป็นกลาง ๆ ได้แก่เหตุผลที่ถูกต้องดีงาม หรือผิดถูกประการใดยึดมาแยกดูสิ่งเหล่านั้น ควรหรือไม่ควร ถ้าไม่ควรก็ไม่ทำ สิ่งที่ควรแล้วทำ

ตะกี้นี้พูดถึงเรื่องราคะตัณหา อันนี้เตลิดเปิดเปิง ถ้าเป็นแม่น้ำก็ไม่มีฝั่งละ เวลานี้เมืองไทยเรากำลังราคะตัณหาทำลายฝั่งเสียหมด มหาสมุทรทะเลเขายังมีฝั่งมีแดน แต่ราคะตัณหามันครอบอยู่ชาวพุทธของเรานี้ไม่มีฝั่งมีแดน เป็นบ้ากันหมดทั้งบ้านทั้งเมือง น่าสลดสังเวชนะ นี่ขอนำธรรมะป่าที่ได้รู้ได้เห็นด้วยการปฏิบัติมาชี้แจงให้ท่านทั้งหลายทราบ นี้คือธรรมเป็นของจริง ธรรมะเป็นของจริง พูดออกมาตามหลักความจริง ธรรมะเป็นของสะอาด ไม่ได้สกปรกโสมมเหมือนกิเลส เหมือนภาษาของกิเลสที่ปลิ้นปล้อนหลอกลวง มียังไงสอนตามหลักความจริง จึงเรียกว่าธรรม เป็นที่ไว้ใจได้ เป็นที่ตายใจได้

คำว่าธรรมนั้นคือเหตุกับผลลงกันแล้วเรียกว่าธรรม คำว่าธรรมเท่านี้พวกเราทั้งหลายก็พอทราบกันแล้ว ธรรมแท้นั้นเป็นธรรมชาติที่เลิศเลอที่สุดแล้ว พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์เลิศเลอที่สุด เป็นผู้ครองธรรมประเภทนี้เลิศเลอที่สุด คำว่าธรรม ๆ นี้เมื่อพูดกลาง ๆ แล้วขอเทียบให้พี่น้องทั้งหลายทราบว่า คำว่าธรรมนี้เป็นธรรมชาติที่เลิศเลอที่สุด ครอบโลกธาตุนี้คือธรรม ถ้าเทียบก็เหมือนน้ำมหาสมุทร น้ำมหาสมุทรกว้างแคบขนาดไหน แม่น้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลลงมาจากสายต่าง ๆ นั้น เรียกได้ว่าแม่น้ำนั้นไหลมาจากสายนั้น แม่น้ำนี้ไหลมาจากสายนี้ ไหลมาจากสายไหนก็เรียกว่าแม่น้ำนั้นไหลมาจากสายนั้น ๆ พอรวมลงไปแล้วเข้าสู่มหาสมุทร

เมื่อน้ำเหล่านั้นไหลลงสู่มหาสมุทรทะเลหลวงแล้วแยกไม่ออกว่าน้ำนี้มาจากสายไหน ๆ พูดได้คำเดียวแต่ว่าแม่น้ำมหาสมุทรทะเลหลวง นี่ฉันใดก็เหมือนกัน คำว่าธรรมแท้นั้นเป็นเหมือนกับแม่น้ำมหาสมุทรทะเลหลวงนั่นเอง แต่ให้ชื่อว่ามหาวิมุตติมหานิพพาน กว้างขวางยิ่งกว่าแม่น้ำมหาสมุทรนี้เป็นไหน ๆ ครอบโลกธาตุ คือน้ำมหาวิมุตติมหานิพพาน นั้นแลเรียกว่าธรรมแท้ บรรดาผู้ปฏิบัติธรรม บรรลุธรรมเข้าถึงอรหัตภูมิเพียงเท่านั้น ก็เท่ากับน้ำสายต่าง ๆ คือผู้บำเพ็ญคุณงามความดีทั้งหลาย เท่ากับเดินมาก้าวเข้ามาสู่แม่น้ำมหาวิมุตติมหานิพพาน เดินเข้ามาตามหลังกันเข้ามาเรื่อย ผู้นี้บรรลุวันนี้ ผู้นั่นบรรลุวันนั้นเท่านั้น

แล้วผู้สร้างคุณงามความดีประเภทต่าง ๆ ก็เรียกว่ากำลังก้าวเข้ามาสู่มหาวิมุตติมหานิพพาน เช่นการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญเมตตาภาวนาทุกด้านทุกทางซึ่งเป็นความดีแล้ว เท่ากับต่างคนต่างเดินมาตามแถวคลองน้ำนั้นจนกระทั่งถึงน้ำมหาวิมุตติมหานิพพาน พอเข้าถึงนั้นแล้วท่านเรียกว่าบรรลุอรหัตภูมิ ผู้บรรลุอรหัตภูมิแล้วเป็นธรรมทั้งแท่ง กลายเป็นมหาวิมุตติมหานิพพานเช่นเดียวกันหมดแยกไม่ออก นี่ละมากลายเป็นธรรมอย่างนี้เอง

บรรดาผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อก้าวเข้าสู่ธรรมประเภทนี้แล้ว แยกไม่ออกว่าคนนั้นมาจากไหน ผู้นี้มาจากไหน ไม่มี เป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์พุทโธ เป็นธรรมชาติที่เลิศเลอเสมอกันหมด เหมือนกับแม่น้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลลงสู่มหาสมุทรทะเลแล้ว เป็นแม่น้ำมหาสมุทรทะเลอย่างเดียวเท่านั้นแยกกันไม่ออก นี่ก็เหมือนกันมหาวิมุตติมหานิพพาน ซึ่งครองโลกมากี่กัปกี่กัลป์แล้วนี้ เรียกว่าธรรม ธรรมเลิศก็คือธรรมชาตินี้แลที่พระพุทธเจ้านำมาสอนโลก ถ้าว่าเทียบก็เหมือนทองทั้งแท่ง ๆ นั่นแล กิเลสตัณหาเหล่านั้นเป็นเหมือนกับขี้หมูราขี้หมาแห้ง เป็นคู่แข่งของธรรมทั้งหลายให้ได้รบรากันอยู่ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นโลกนี้จึงต้องมีธรรมมีโลก มีแต่โลกอย่างเดียวมนุษย์สัตว์ทั้งหลายไม่มีความหมายใด ๆ เลย บุญไม่มี บาปไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี ทั้ง ๆ ที่สิ่งเหล่านี้มีมาดั้งเดิม พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ ตรัสรู้สิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น องค์ไหนมาไม่มีการปฏิเสธเลยว่าบุญไม่มี บาปไม่มี ยอมรับด้วยกันทั้งหมดพระพุทธเจ้า ไม่ต้องพูดว่าล้าน ๆ ๆ ๆ เรานับตั้งแต่เราเกิดมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ พระพุทธเจ้าหนึ่งองค์ สององค์ จนกระทั่งวันเราตายก็นับไม่จบ พระพุทธเจ้ามากขนาดนั้นละ กลายเป็นแม่น้ำมหาสมุทรมหาวิมุตติมหานิพพาน กว้างแสนกว้าง เป็นอย่างนั้น นี่ธรรมเป็นอย่างนั้น

น้ำมหาวิมุตติมหานิพพาน นี้เรียกว่าธรรมอันเลิศเลอ ธรรมอันนี้แลครองโลกพอให้มีหลักมีเกณฑ์มีความหมายอยู่เวลานี้ คือธรรม เราระลึกถึงพุทโธก็ถึงมหาวิมุตติมหานิพพาน ถึงธรรมแท่งนี้เอง แต่ว่าแท่งไม่สนิทใจ ถ้าว่ามหาวิมุตติมหานิพพานนั้นกระจายทั่วครอบโลกธาตุ เหมือนกับว่ามหาสมุทรทะเลนั้นสนิทใจ นั่นละเราระลึกถึงธรรม ธรรมอันนี้แลเป็นธรรมที่เลิศเลอที่สุด ไม่มีใครครองได้นอกจากผู้บริสุทธิ์พุทโธ เช่นพระพุทธเจ้าพระอรหันต์เท่านั้น

แล้วพระพุทธเจ้ามีจำนวนเท่าไรดังกล่าวมาแล้วนี้ มีกี่ล้าน ๆ ๆ ๆ ตั้งแต่วันเกิดมานับจนกระทั่งถึงวันตายนับไม่ครบพระพุทธเจ้า เพราะอุบัติมาเรื่อย ๆ กี่กัปกี่กัลป์แล้ว โลกนี้ตั้งมานานเท่าไร พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้สืบทอดกันมาเรื่อย ๆ มากี่กัปกี่กัลป์แล้ว เหมือนอย่างฝนตกทีละหยดละหยาด ตกไปตกมาก็กลายเป็นทำท้องฟ้ามหาสมุทรให้เต็มด้วยน้ำได้ฉันใด พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน นี่ละมากต่อมาก นี้แลเรียกว่าธรรมเลิศ

ให้ครองที่หัวใจถึงจะรู้ เพียงแต่อ่านในตำรับตำราก็ไม่ผิดอะไรกับเขาเรียนวิชาทางโลก เรียนอรรถเรียนธรรม จำอรรถจำธรรม จำมาแล้วเกิดทิฐิมานะ สำคัญว่าตนรู้หลักนักปราชญ์ฉลาดแหลมคม ยิ่งเขามายอว่านี่เป็นตู้พระไตรปิฎกเคลื่อนที่นะ เป็นบ้าไปเลย นี่ละเรียนธรรมเป็นกิเลส กิเลสเอาเป็นเครื่องมือ เอาธรรมเป็นเครื่องมือเป็นอย่างนี้ เวลานี้ธรรมของพระพุทธเจ้าจึงเป็นเครื่องมือของกิเลสได้ดี ไม่ได้เป็นเครื่องมือของธรรมดังที่เรียนมาเลย ต้องเข้าภาคปฏิบัติเท่านั้น ถ้าเรียนแล้วเรียนเพื่อปฏิบัติ นั้นละเป็นเครื่องกำจัดกิเลส

การเรียนนั้นเป็นแบบแปลนแผนผัง เป็นเพียงความจำชี้แนวทางบอก เราก็ดำเนินซิภาคปฏิบัติ ดำเนินตามหลักความจริงที่ท่านสอนไว้แล้วอย่างไร ที่เรียกว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว ตรัสไว้ชอบแล้วคือตรงจุดที่หมาย ตั้งแต่นรก สวรรค์ นิพพานขึ้นไป ตรงจุดที่หมาย ว่าบาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี มีอย่างนั้นไม่สงสัย ใครจะกล้าหาญชาญชัยลบล้างพระพุทธเจ้า ต่อสู้พระพุทธเจ้าว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มี คนนั้นก็ต้องจมวันยังค่ำ ตกนรกไม่มีวันขึ้นเลย ทั้ง ๆ ที่เจ้าของว่านรกไม่มีนั่นแล ผู้จะไปตกนรกคือผู้ที่ต่อสู้พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ที่ตรัสไว้ชอบแล้วอย่างเดียวกันหมด ผู้นั้นแลผู้ที่จะไปจมในนรก

ตะกี้นี้เราอธิบายเรื่องธรรมอันเลิศเลอ ที่เราทั้งหลายกล่าวอ้าง พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ อยู่เวลานี้ คือธรรมชาตินี้แล พุทโธ ธัมโม สังโฆ ก็เป็นสายทางแห่งธรรมอันเลิศนี้ บำเพ็ญเราระลึกถึง พุทโธ ธัมโม หรือสังโฆ ธัมโมอันนี้เป็นธัมโมสายทาง สังโฆก็เป็นสายทาง ต้องยึดอันนี้ไว้ให้ดี ไปที่ไหนอย่าลืมพุทโธ อย่าลืมธัมโม อย่าลืมสังโฆ ซึ่งเท่ากับเรายึดสายทางที่จะเข้าสู่ธรรมอันเลิศไม่ปล่อยมือ แล้วก็ถึงเองอย่างนั้น นี่เรียกว่าธรรมเลิศ

ธรรมเลิศนี้ถ้าไม่ปฏิบัติไม่รู้ มีแต่ภาคความจำเฉย ๆ ท่านเหมือนเรา เราเหมือนท่าน เรียนบาปสงสัยบาป เรียนบุญสงสัยบุญ เรียนนรกสงสัยนรก เรียนสวรรค์สงสัยสวรรค์ จนกระทั่งเรียนนิพพานก็ไปตั้งเวทีอยู่ในนิพพาน ต่อสู้กับนิพพาน ว่าเอ๊ นิพพาน สิ่งเหล่านี้มีหรือไม่มีหนา สุดท้ายก็ให้กิเลสมาลบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มี แล้วสนุกทำบาปทำกรรมอย่างเพลินใจ เวลาตายแล้วจมลงในสิ่งที่ว่าไม่มี ที่ตนว่าไม่มีนั้นคือนรก

พระพุทธเจ้าไม่มีองค์ไหนที่สามารถจะไปลบนรก สวรรค์ นิพพานได้ ไม่มีใครที่จะลบบาปลบบุญได้ เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้ละให้บำเพ็ญ อันใดที่เป็นภัยแก่ตัวเอง เช่น บาป อย่าพากันทำ ความอยากนั้นเป็นกิเลส การทำนั้นคือทำตามกิเลส ผลของมันเป็นทุกข์ เมื่อสร้างขึ้นมามาก ๆ เผาคนให้ลงนรกทั้งเป็นก็ได้ นี่เป็นอย่างนี้บาปบุญคุณโทษ เรียนเท่าไรก็ไม่รู้ถ้าไม่ได้เข้าภาคปฏิบัติ เหมือนกับเรามีแปลนบ้านแปลนเรือน มีอยู่เต็มห้องเต็มหับก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าไม่นำแปลนบ้านแปลนเรือนนั้นมาสร้างให้เป็นตึกรามบ้านช่อง ตามแบบแปลนแผนผังที่ชี้บอกนั้นแล้ว

เมื่อเราสร้างขึ้นมาก็ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา จนกระทั่งสมบูรณ์เป็นตึกเป็นรามบ้านช่องโดยไม่มีอะไรบกพร่องแล้ว นั้นแลท่านเรียกว่าปฏิบัติ คือการก่อสร้าง ได้แก่การประพฤติปฏิบัติตัว ท่านสอนอย่างไรก็ให้ดำเนินตามนั้น ๆ จากนั้นก็โดยลำดับ เช่นท่านสอนให้ภาวนาก็ภาวนา อย่างนักปฏิบัติทั้งหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือว่าอย่างน้อยเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ท่านเป็นผู้ก้าวเข้าสู่เรียกว่าสร้างบ้านสร้างเรือน คือเป็นผู้ปฏิบัติ ท่านเหล่านี้แลเป็นผู้จะเห็นเหตุเห็นผล เห็นบาปเห็นบุญ เห็นนรกสวรรค์ จนกระทั่งนิพพานประจักษ์ใจไม่ต้องไปถามใคร

ใครจะว่าบาปว่าบุญนรกสวรรค์ไม่มีเพียงไรก็ตาม นั้นเป็นลมปากของคนมีกิเลสซึ่งสกปรกมากที่สุด แต่ธรรมท่านสะอาด ท่านรู้จริงเห็นจริง จึงเรียกว่าหลักความจริง เมื่อรู้อะไรแล้วคัดค้านไม่ได้ พอเจอเข้าไปปั๊บด้วยภาคปฏิบัติ อ๋อ นรกเป็นอย่างนี้เหรอ อ๋อ บาปเป็นอย่างนี้เหรอ บุญเป็นอย่างนี้เหรอ นั่นคือภาคปฏิบัติเข้าไปเจอแล้ว จากนั้นก็ศีลประจักษ์ภายในใจ สมาธิประจักษ์ในใจ เป็นสมบัติของตนด้วย ปัญญาประจักษ์ใจเป็นสมบัติของตนด้วย จนกระทั่งถึงปัญญาขั้นสุดยอดขั้นสังหารกิเลส

ปัญญาที่เราเรียนจดจำมาจากคัมภีร์ใบลานนั้นเป็นปัญญาความจำ แก้กิเลสไม่ได้ เป็นแต่เพียงว่าเป็นแถวทาง เป็นแบบแปลนแผนผังเพื่อเข้าไปฆ่ากิเลสภายใน ด้วยปัญญาอันเป็นความสัตย์ความจริงอยู่ภายในจากภาคปฏิบัตินี้เท่านั้น เมื่อก้าวเข้าไปนี้แล้วศีลก็ประจักษ์ในตัวเอง สมาธิประจักษ์ในตัวเอง ปัญญาทุกขั้นประจักษ์ในตัวเอง จนกระทั่งสังหารกิเลสไม่มีอะไรเหลือแล้วด้วยปัญญาประเภทใด ก็ประจักษ์ในตัวเอง นี่ละท่านเอามรรคเอาผลมาครองที่หัวใจตั้งแต่ต่ำถึงขั้นบรมสุข ท่านครองด้วยภาคปริยัติแล้วก็ภาคปฏิบัติ จากนั้นก็เป็นปฏิเวธธรรม คือรู้แจ้งแทงตลอด

ไม่สงสัยบาป ไม่สงสัยบุญ เพราะมีจริง ๆ มาตั้งกัปตั้งกัลป์กี่กัปกี่กัลป์แล้ว ไม่สงสัยนรก ไม่สงสัยสวรรค์ ไม่สงสัยนิพพาน เพราะสิ่งเหล่านี้ใจส่องกระจายไปหมดแล้ว พระอรหันต์ทั้งหลายไม่ทูลถามพระพุทธเจ้าเมื่อรู้แล้วในสิ่งเหล่านี้ เพราะเป็นของมีอยู่แล้ว พอตรัสรู้ปึ๋งเท่านั้นท่านไม่ถามใครอีกแล้ว เห็นชัดเจนแล้ว นี่ละพระพุทธเจ้าเอาธรรมมาสอนโลก เอาธรรมประจักษ์พระทัย เอาธรรมประจักษ์ใจมาสอนโลก ไม่ใช่เอามางู ๆ ปลา ๆ แล้วตัวเองก็สงสัยในธรรมที่สอนโลกสอนประชาชนทั้งหลาย ตัวเองก็ไม่แน่ใจอย่างนี้ ความไม่แน่ใจก็คือตัวเป็นต้นเหตุ แล้วจะสอนสัตวโลกให้มีความแน่ใจเห็นจริงได้อย่างไร

พระพุทธเจ้าสอนด้วยความแม่นยำ สอนด้วยความรู้จริงเห็นจริง สอนเพื่อรู้จริงเห็นจริง เวลาปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าแล้วต้องรู้จริงเห็นจริงอย่างนั้น ศาสนาหรือธรรมของพระพุทธเจ้านี้เป็นอกาลิโก ไม่เลือกว่ากาลสถานที่หรือเวลาใด ๆ ทั้งนั้น เหมือนกับกิเลสไม่เลือกกาลสถานที่เวล่ำเวลา ทำให้เกิดกิเลสเมื่อไรเกิด ทำให้เกิดบุญเมื่อไรเกิด ทำให้เกิดบาปเมื่อไรเกิดได้ด้วยกัน นี่เรียกว่าธรรมเป็นอกาลิโก กิเลสก็เป็นอกาลิโก

ผู้ปฏิบัติตามธรรมแล้วไม่ต้องพูดถึงว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานเวลาเท่านั้นเวลาเท่านี้ จะสิ้นมรรคผลนิพพาน อันนั้นเป็นกิเลสหลอกคนให้ทำความชั่วช้าลามก แต่กิเลสมันครองหัวใจเรา บีบบังคับหัวใจเราอยู่ตลอดเวลา แล้วเมื่อไรมันจะสิ้นสุด กาลนั้นสมัยนี้ไม่เห็นมีในกิเลส เวลาล่วงไปเท่านั้นปีเท่านี้ปีกิเลสจะค่อยหลุดลอยออกไป จนกระทั่งกิเลสหมดไปในปีเท่านั้นเท่านี้ กิเลสไม่เห็นว่า ก็เพราะต่างคนต่างสร้าง ต่างคนต่างพอใจ ต่างคนต่างขวนขวาย ต่างคนต่างส่งเสริมพอกพูนกิเลส เอาปุ๋ยพอกพูนกิเลสตลอดเวลา แล้วจะให้กิเลสมันตายไปได้ยังไง ก็มีแต่เจริญงอกงามแล้วบีบหัวใจโลกให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายไปหมด

เราเห็นว่าโลกเจริญ เจริญที่ไหนเวลานี้ เราอยากขอนำธรรมะมาถามพี่น้องทั้งหลายซึ่งเป็นชาวพุทธว่า โลกเจริญมันเจริญที่ไหนกัน เจริญที่อิฐ ที่ปูน ที่หิน ที่ทรายเหรอ อิฐเป็นอิฐ ปูนเป็นปูน หินเป็นหิน ทรายเป็นทราย วัตถุต่าง ๆ แร่ธาตุต่าง ๆ เป็นวัตถุและแร่ธาตุต่าง ๆ ไม่ใช่ความสุขความเจริญ ความสุขความเจริญและความเสื่อมทรามความทุกข์ร้อนทั้งหลายอยู่ที่หัวใจของคน

หัวใจของเรามีไหมมีความทุกข์ไหม ถามตัวเอง มันทุกข์เพราะเหตุผลกลไกอะไร ก็ทุกข์เพราะกิเลสย่ำยีตีแหลกอยู่ตลอดเวลา ด้วยอำนาจแห่งการเสริมมันนั่นแล ถ้ามีธรรมเข้ากำจัดปัดเป่าแล้วก็เหมือนกับมีน้ำดับไฟ เมื่อน้ำดับไฟแล้วไฟก็ย่อมสงบลงไป มีธรรมเข้าไปดับ กิเลสตัณหาทั้งหลายมันก็ค่อยสงบตัวลงไป ดังที่อาราธนา มยํ ภนฺเต อยู่ตะกี้นี้ ว่าเฉย ๆ ไม่ได้ไปดับไฟ

นี้แลคือน้ำดับไฟ ศีลห้านี้แลสำหรับฆราวาสเป็นน้ำดับไฟ ปาณาฯ อย่าฆ่า ฆ่าเขากับฆ่าเราก็มีน้ำหนักเท่ากัน อทินนาฯ อย่าลักของเขา ขโมยของเขา มีโทษเท่ากันกับขโมยของเรา ฆ่าเขาเหมือนกันเหมือนกันกับฆ่าเรา มีน้ำหนักเท่ากัน เขาก็รักชีวิตของเขา เราก็รักชีวิตของเรา ถ้าเขาจะมาฆ่าเราบ้างได้ไหม เราต้องถามตัวเองเสียก่อนก่อนที่จะไปฆ่าเขา ถ้าเราไปฆ่าเขาได้แต่เขาฆ่าเราไม่ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องของธรรม เป็นเรื่องของกิเลสหลอกคน เป็นความอยากเป็นความโมโหโทโสแล้วฆ่าใครไม่นึกถึงบุญถึงบาปต่างหาก อทินนาฯ ก็เหมือนกัน สมบัติของใครใครก็รัก สมบัติของใครใครก็สงวน

สำหรับจิตใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สมบัติเงินทองข้าวของหมดไปมากน้อยเพียงไรก็ไม่ค่อยรุนแรง แต่ถ้าถึงใจแล้วรุนแรง เช่นอย่างให้กันด้วยความพออกพอใจ ให้เป็นล้าน ๆ ดังที่พี่น้องชาวไทยทั้งหลายรวมหัวกันมา เอาเงินมามอบให้ธนาคารแห่งชาติวันนี้ ให้เท่าไรก็ไม่เสียหาย ให้เท่าไรยิ่งชุ่มยิ่งเย็น ยิ่งมีความยิ้มแย้มแจ่มใสทั่วหน้ากัน นี่ให้ด้วยความเต็มใจเป็นอย่างนี้ ถ้ามาแย่งมาชิงกันไปโดยเขาไม่ให้อย่างนี้ มีความเจ็บแสบมากที่จิตใจ เคียดแค้นถึงกับฆ่ากันได้แม้เข็มเล่มเดียวก็ตาม มีพิษมีสงถึงขนาดที่ฆ่ากันได้นั่นแล ท่านจึงห้าม

กาเมสุ มิจฉาจาร เมียเราเรารักไหม ผัวเขาเขารักไหม ต้องคิด ไม่คิดไม่ได้ ถ้าหากว่าเราไปล่วงเกินเมียเขา ผู้หญิงคนอื่นซึ่งไม่ใช่เป็นของตัวเรา เราไปล่วงเกินเขาได้ หากว่าเขากลับมาล่วงเกินภรรยาเราได้ไหม ถ้าไม่ได้อย่าทำ ต้องคิดอย่างนั้นซิน้ำใจ ถ้าหากว่าเราเป็นนักกีฬาจริง ๆ แล้ว เขาจะมาล่วงเกินเมียของเราก็ได้ เอ้า เปิดผ้าเลย ไม่ต้องนุ่งซิ่นนุ่งผ้าเปิดเลย บ้านไหนเรือนใดขึ้นได้ทั้งนั้น ล่วงเกินกันได้ทั้งนั้น ให้มันเก่งกว่าหมานั่นซิ ถ้าเก่งขนาดนั้นแล้วเก่งจริงหมาสู้ไม่ได้ว่างั้นเถอะ เปิดกันเลยไม่ต้องนุ่งเสื้อนุ่งผ้า บ้านใดเรือนใดหญิงใดชายใดเอาไปได้หมด พันไปได้หมด นี่เรียกว่ากิเลสแสดงลวดลาย คนไม่มีศีลเป็นอย่างนั้น หมดยางอาย

ทีนี้เราทำได้ไหมถามตัวเองซิ ถ้าเราทำไม่ได้ อย่าทำ กาเมสุ มิจฉาจาร พระพุทธเจ้าท่านรักษาน้ำใจคน นี่ละศีลธรรมข้อนี้เป็นศีลธรรมที่รักษาน้ำใจกัน สามีภรรยารักษาศีลข้อนี้อย่างเข้มงวดกวดขันแล้ว มีความไว้อกไว้ใจ มีความอบอุ่น มีความพึ่งเป็นพึ่งตายกันได้ไม่ระแคะระคาย นี่ศีลธรรมคุ้มครองรักษา ถ้าให้กิเลสตัวกาเมมาคุ้มครองรักษา โห มักลากไปไม่รู้กี่คน เมียกี่คนผัวกี่คนหมาสู้ไม่ได้นะ หมามันมีเมียไม่กี่ตัวมีผัวไม่กี่ตัว แต่คนมีมากเท่าไร ยิ่งยศฐาบรรดาศักดิ์สูงเท่าไรยิ่งเป็นบ้าเรื่องกาเมสุ มิจฉาจาร เมียจนจะกระอักเลือดตาย เป็นอย่างนั้นนะ

ส่วนมากผู้ชายเป็นมากยิ่งกว่าผู้หญิง สำหรับกิเลสตัณหามีด้วยกันทุกคน แต่ส่วนมากที่เด่นชัดก็คือผู้ชายของเราถือศักดิ์ว่าตัวเป็นผู้ชาย มีอำนาจวาสนามาก หรือมีศักดิ์ศรีมากกว่าผู้หญิง แล้วก็กดขี่ผู้หญิงด้วยวิธีการเหล่านี้โดยไม่รู้สึกตัว ๆ นี่ละเป็นอย่างนั้น เสียหาย ศีลข้อนี้เป็นศีลรักษาน้ำใจของพวกเรา ให้เราทั้งหลายได้อยู่เป็นความอบอุ่น ในครอบครัวเหย้าเรือนใดก็ตาม ครอบครัวใดก็ตาม ถ้าเป็นผู้มีศีลข้อนี้เป็นเครื่องรักษาแล้ว จะทุกข์จะจนบ้างไม่เป็นไร ขออย่าให้เสียที่น้ำใจ อันนี้เป็นสิ่งที่ควรจะรักษามากอย่างยิ่งสำหรับพวกเราชาวพุทธ ควรนำมารักษาให้เข้มงวดกวดขันซิ เอาให้ถึงพริกถึงขิงซิ

กิเลสมันผาดโผนมาธรรมะต้องผาดโผนไป เราอยากจริง ๆ อยากจนกระทั่งอยู่ไม่ได้แล้ว ถ้าไม่ไปหาผู้หญิงที่ไหนมาเพิ่มเมียเราอีก เมียเรามีคนเดียว เราอยากได้ผู้หญิงสองคนสามคนเข้ามา เอ้า มันต้องการเท่าไรให้มันไป เอาให้มันฟาดหมาดูซิมันจะฟาดได้ไหม เวลามันหิวจริง ๆ หมามันก็เอาไม่เลือกนะ มนุษย์เราไม่มีศีลธรรมเป็นอย่างนั้น พี่น้องทั้งหลายทราบหรือยังเวลานี้ เอาความจริงมาเทศน์หรือเอาความสกปรกมาเทศน์ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสกปรก ที่กิเลสเหยียบย่ำเราให้ได้รับความทุกข์มามากต่อมากให้คิดบ้างซิ นี่ธรรมะเป็นเครื่องชำระกิเลส ทำไมจะผาดโผนโจนทะยาน ทำไมจะสกปรกโสมมไป นี่ละธรรมะเป็นของจริงอย่างนี้

มุสาก็เหมือนกัน คำว่ามุสา ๆ ส่วนมากมักโกหกเมียแหละ ไปเที่ยวเตร็ดเตร่เร่ร่อนกับผู้หญิงที่ไหนไม่มีสถานี พอกลับมาบ้าน เมียถามไปไหนมาวันนี้ โอ๋ย ไปฟังเทศน์ พระท่านเทศน์ดีเลยค้างคืนที่นั่น มันว่าอย่างนี้นะ ไปฟังพระท่านเทศน์ ท่านเทศน์ดีนะ เสียดายแม่อีหนูไม่ได้ไปด้วยกัน นั่นเห็นไหมโกหกเมีย

ทีนี้สุราเป็นยังไง คนดี ๆ อยู่นี้แหละมันมีคุณค่าอะไรสุรา แล้วคนคนหนึ่งมีคุณค่าขนาดไหน เวลากินสุราลงไปแล้วเป็นยังไง เอามาให้หลวงตาบัวกินดูซิ ถ้าอยากเห็นฤทธิ์ของสุราว่าเป็นยังไง พอกรอกเข้าไปสักสองแก้วเท่านั้น ท่านทั้งหลายจะแตกกระเจิงหมดเลย หลวงตาบัวไล่ตีไล่ฆ่าน่ะซิ เพราะเป็นบ้าเมาสุรา แล้วเป็นของดีแล้วเหรอพิจารณาซิ เสกสรรปั้นยอกันหาอะไร คุณค่าของคนมีเท่าไร สุราทำคุณค่าให้คนมากน้อยเพียงไร ถ้าไม่เป็นบ้ากันเฉย ๆ หาเหตุหาผลไม่ได้ชาวพุทธของเรา ต้องมีเหตุมีผลถึงเรียกว่าชาวพุทธ นี่ละธรรมเป็นเครื่องรักษาตัว

ที่ว่าธรรม ๆ ศีลนี้ก็คือธรรมประเภทหยาบ ท่านว่าศีล ๆ คือธรรมประเภทหยาบ ประเภทเป็นขั้น ๆ ขึ้นไป เรียกว่าธรรม ๆ ให้นำมาปฏิบัติรักษาตัวเองถ้าอยากอยู่ด้วยความสงบร่มเย็น การจับจ่ายใช้สอยก็ขอให้ทุก ๆ ท่านต่างคนต่างประหยัด

วันนี้เรามีความยิ้มแย้มแจ่มใสมีความเบิกบานเป็นอย่างมาก ที่ได้เห็นพี่น้องทั้งหลายได้มารวมกัน ร่วมกันฟังเทศน์ด้วย หลักใหญ่ก็คือมามอบเงินแก่ธนาคารชาติของเรา สมบัติเหล่านี้เพื่อชาติของเราทั้งนั้น ต่างคนต่างสะสมต่างคนต่างเสียสละ พยายามมานี้ตั้งแต่วันที่ ๑๒ เดือนเมษาฯ มาก็ได้เงินหนึ่งล้านกว่า อย่างที่ได้นำมามอบให้ธนาคารชาติวันนี้ นี่เป็นผลแห่งการบริจาคของพี่น้องทั้งหลาย และต่อไปนี้เราก็จะบริจาคกันไม่หยุดไม่ถอยเพื่อชาติของเรา

ชาติเป็นของสำคัญมาก เราทุกคนอยู่ด้วยชาติ ไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโตโดยลำพังตัวของเราเอง ถ้าชาติล่มจมไปเสียเราจะอยู่ยังไง เราจะลอยตัวอยู่ได้คนเดียวมีอย่างเหรอในโลก เป็นมหาเศรษฐีก็จมไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นจึงขอให้พากันต่างคนต่างช่วยชาติของเราให้ฟื้นขึ้นมา หลวงตาบัวนี้ก็ได้พยายามทำขึ้นมา

เรื่องธรรมเหล่านี้แต่ก่อนเราไม่เคยพูดนะ วันนี้ก็ยังจะได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังเบื้องหลังของหลวงตาบัวเป็นยังไง เบื้องหลังของหลวงตาบัว ทีแรกบวชเข้ามาแล้วก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน นี่จะเล่าประวัติหมายความว่าปูมหลังย่อ ๆ ให้พี่น้องทั้งหลายฟังว่าสมควรเป็นผู้นำอย่างไรหรือไม่ เรียนหนังสือเสร็จแล้วมีความมุ่งหวังต่อมรรคผลนิพพาน มีความหวังอย่างแรงกล้า แต่มีข้อสงสัย นี่ละเรียนมามากขนาดไหนก็ตาม เป็นมหาก็ตาม แบกมหาเข้าไปหาหลวงปู่มั่นเพราะแก้ตัวเองไม่ได้ เรียนมามากน้อยจนเป็นขั้นมหาแล้วยังช่วยตัวเองไม่ได้ จึงต้องวิ่งไปหาหลวงปู่มั่น

พอไปหาท่านท่านก็จี้เอาเลยทีเดียว เหมือนกับท่านมีเรดาร์จับไว้เลย หือ ท่านมาหามรรคผลนิพพาน มรรคผลนิพพานอยู่ที่ไหนท่านถาม ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ ฟ้าอากาศเป็นฟ้าอากาศ แร่ธาตุต่าง ๆ เป็นของเขาเอง เขาไม่ได้เป็นมรรคผลนิพพาน เขาไม่ได้เป็นกิเลส กิเลสจริง ๆ มรรคผลนิพพานจริง ๆ อยู่ที่หัวใจ ๆ ขอให้ท่านกำหนดจิตจ่อด้วยสติที่หัวใจ ท่านจะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งธรรมของทั้งกิเลสอยู่ภายในใจ แล้วในขณะเดียวกันท่านจะเห็นมรรคผลนิพพานไปโดยลำดับลำดา

ขอให้ท่านตั้งจิตลงในที่นี่ด้วยจิตตภาวนา มรรคผลนิพพานไม่อยู่ที่ไหน อยู่ที่หัวใจ อย่าไปลืมเนื้อลืมตัวว่าอยู่ในกาลนั้นสถานที่นั่นที่นี่ เมืองอินดงอินเดียเมืองนั้นเมืองนี้ เมืองไหนก็เป็นแผ่นดินแผ่นฟ้าเหมือนกัน แต่กิเลสมันไม่อยู่ มันอยู่ที่หัวใจคน ให้พิจารณาหัวใจเราให้ดี ให้เริ่มตั้งแต่บัดนี้ นี่ท่านสอน จนกระทั่งเป็นที่ลงใจ มรรคผลนิพพานท่านครองไว้เรียบร้อยแล้ว เหมือนหนึ่งว่าท่านยื่นออกมาให้เราดู นี่น่ะเห็นไหมมรรคผลนิพพาน ๆ ตาบอดเหรอท่านอยากว่าอย่างนั้น แต่ท่านก็ไม่ได้ว่าแหละ เราก็คิดด้วยความเซ่อซ่าของเราว่า มรรคผลนิพพานไปคว้าที่เมืองอินดงอินเดียนู่น ไม่ได้อยู่ที่หัวใจ กิเลสอยู่ที่หัวใจไม่มอง

เมื่อเวลาท่านเทศน์ให้ฟังอย่างถึงใจแล้วก็ ตั้งแต่บัดนั้นมาก้าวขึ้นสู่เวทีฟัดกับกิเลส จะเอาให้ได้ ให้เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ให้ได้ อย่างอื่นไม่เอา กิเลสไม่ตายเราต้องตาย ขึ้นเวทีแล้วฟัดกับกิเลส กิเลสไม่พังเราต้องพัง มีสองอย่างเท่านั้น ที่จะให้เป็นคู่แข่งกันต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ตั้งแต่บัดนั้นมา นี่ละเรียกว่าชุลมุนวุ่นวาย ทุกข์ที่สุดในโลกนี้ ขอเรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ไม่มีอะไรที่จะเป็นกองทุกข์มากยิ่งกว่าการฆ่ากิเลส ด้วยความทุกข์ทรมานแสนสาหัส

ไปบางแห่งเขาตีเกราะประชุมลูกบ้านให้มาดูเรา เขาว่าเราตายแล้ว เพราะอยู่ในป่าในเขาไม่ฉันอาหาร เพราะการฉันอาหารนั้นเป็นการเสริมธาตุเสริมขันธ์ การเสริมธาตุเสริมขันธ์ก็เป็นการเสริมกิเลสตัณหาไปในตัว จึงต้องผ่อนทางอาหาร อดทางอาหาร เพื่อการภาวนาได้ก้าวหน้า ๆ ด้วยเหตุนั้นจึงได้รับความทุกข์ความทรมานมาก เวลาอดอาหารหลายวันเข้าไปเท่าไร ๆ การภาวนายิ่งดี ๆ ยิ่งสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นโดยลำดับ ทีนี้ธาตุขันธ์จะไปไม่รอดแล้ว แต่จิตนั้นเหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า ต่างกันอย่างนั้นนะ ระหว่างธาตุขันธ์กับจิตต่างกันอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงต้องได้จำเป็นต้องอดไป ๆ เพื่อภาวนาดีขึ้น ๆ จนกระทั่งเขาตีเกราะประชุมกันไปดูเรา เขานึกว่าเราตายแล้ว นี่ทุกข์ไหมฟังซิ

เจ้าของบำเพ็ญเจ้าของยังไม่รู้จักเป็นจักตายฟัดกับกิเลส แต่คนอยู่ภายนอกในบ้านในเรือนเขายังรู้จักว่าเราจะตาย เขาให้ตีเกราะประชุมลูกบ้านให้มาดูเรา นั่นละหนักไหมพิจารณาซิ ตั้งแต่บัดนั้นละ ตั้งแต่เชื่อหลวงปู่มั่นมาเต็มหัวใจแล้วการฟัดกับกิเลสก็เอาอย่างถึงพริกถึงขิงถึงเป็นถึงตาย ไม่ได้เป็นพระอรหันต์เป็นไม่หยุด ตายก็ตาย เป็นก็เป็น ฝากจิตใจนี้ไว้ฝากชีวิตนี้ไว้กับความเป็นพระอรหันต์เท่านั้น

ตั้งแต่นั้นมาความทุกข์นี้แสนสาหัส เหมือนกับว่าไม่ลืมหูลืมตาดูนั้นดูนี้ ไม่ดู ดูสิ่งใดที่จะเป็นกิเลส ฟังสิ่งใดที่จะเป็นกิเลส ไม่ยอมดูไม่ยอมฟัง ไม่ยอมสัมผัส ไม่ยอมเกี่ยวข้อง ตัดกิเลสลงไปโดยลำดับทั้ง ๆ ที่มันอยาก กิเลสคือความอยาก มันอยากไปในสิ่งที่จะพอกพูนทุกข์มาสู่หัวใจเรานั่นแล ทีนี้ธรรมมีก็ตัดกันไว้ ๆ นี่เรียกว่าการทรมานตัวเอง การฝึกตัวเองคนเราเป็นอย่างนี้ ต้องฝึกบ้างซิ เมื่อทำกันเต็มเหนี่ยวไม่หยุดไม่ถอย กิเลสก็อ่อนกำลังลง ๆ สติก็ดีขึ้น สมาธิดีขึ้น ปัญญาดีขึ้นโดยลำดับ จนกระทั่งถึงปัญญาฆ่ากิเลสได้โดยแท้จริง

ปัญญาที่เราเรียนจากภาคปริยัตินี้เป็นปัญญาความจำ ฆ่ากิเลสไม่ได้ ก็เห็นประจักษ์ใจ ปัญญาฆ่ากิเลสคือปัญญาภายใน เฉพาะอย่างยิ่งภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนาล้วน ๆ นี้แลคือปัญญาฆ่ากิเลสโดยตรง ประจักษ์กับหัวใจไม่ต้องไปถามใคร ปริยัตินี้เหมือนอยู่คนละฟากฟ้าแดนดิน ห่างไกลกันมากกับปัญญาที่เกิดขึ้นจากภาคปฏิบัติ ฆ่ากิเลสไปโดยลำดับ จนกระทั่งถึงมหาสติมหาปัญญา ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า เป็นอยู่กับหัวใจของทุกคน

เพราะกิเลสมีอยู่กับหัวใจของทุกคนไม่ต้องถามใครก็รู้ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะตัณหาไม่ต้องไปถามกัน มีอยู่ที่หัวใจของทุกคน รู้ด้วยกันทุกคน อันนี้ก็เหมือนกัน สติปัญญามีความแก่กล้าสามารถขนาดไหนรู้ในตัวเอง กิเลสค่อยหลุดลอยออกไป ๆ ด้วยปัญญาประเภทใดก็รู้ได้ชัด ๆ ฟาดเสียจนกิเลสพังลงเวทีไม่มีอะไรเหลือแล้ว เผาศพกิเลสเรียบร้อยในคืนวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือนหก ๒๔๙๓ ที่วัดดอยธรรมเจดีย์

นี่เราได้ชัยชนะกับกิเลสมาตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งป่านนี้ แต่เราไม่เคยพูดว่าเรารู้เราเห็น พึ่งมาเปิดอกในปีนี้ ปีนี้เป็นปีที่จะช่วยชาติด้วยอำนาจแห่งความเมตตาสะเทือนหัวใจอยู่ไม่ได้ และการที่จะมาพูดนี้เพราะอะไร ต้องพูดปูมหลังภูมิหลังว่าสมควรเป็นผู้นำประการใดหรือไม่ หรืออยู่ ๆ ก็เอาหัวชนฝามาเป็นผู้นำอย่างนั้น จึงต้องเรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบในปูมหลังของตน ว่าสมควรจะเป็นผู้นำประการใดหรือไม่ ให้นำไปพิจารณาเอา

นี่ละพอหลังจากนั้นแล้วเราก็ทำประโยชน์เรื่อยมา ไม่มีหยุดมีถอยการทำประโยชน์ให้โลก สมกับความเมตตาที่มีประจำใจครอบโลกธาตุ อย่าว่าครอบเพียงประเทศไทยเรานี้เลย ครอบโลกธาตุ จึงทำประโยชน์เรื่อยมาแต่เริ่มแรก มีเท่าไรหมดเนื้อหมดตัว วัดป่าบ้านตาดไม่เคยเก็บไม่เคยสั่งสมอะไรทั้งนั้น ตั้งแต่สร้างวัดมาถึงปีนี้เป็น ๔๓ ปี นี้เราทำประโยชน์ให้โลก แต่ทำอยู่ใต้ดิน ใครจะไปออกหนังสือพิมพ์ข่าวต่าง ๆ นี้เราไม่ยอมออก

เพราะสมบัติเงินทองทั้งหลายเหล่านี้ มาจากบรรดาพี่น้องลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายเขานำมาบริจาค แล้วเราทำงานแทนเขาต่างหาก แล้วทำแล้วจะมาเสนอหน้าแต่ตัวคนเดียวไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่ให้ลงข่าว จึงเรียกว่าทำอยู่ใต้ดิน สร้างโรงร่ำโรงเรียน โรงพยาบาล ไม่ทราบกี่หลัง โรงพยาบาลก็ตั้งร้อยกว่าหลัง หลังหนึ่งน้อยเมื่อไร บางหลังตั้ง ๖๐ ล้านก็มี เพราะสร้างใหญ่โตตามความจำเป็น นอกนั้นก็เป็นล้าน ๆ ฟังซิตั้งร้อยกว่าโรง แล้วโรงเรียนไม่ทราบเท่าไร การสงเคราะห์สงหาคนทุกข์คนจนไม่ว่าภาคไหน ๆ ช่วยทั้งนั้น ช่วยทุกแบบจนไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัว

สุดท้ายก็มาเห็นเหตุการณ์ในเมืองไทยของเรานี้แหละ พิจารณาหาทางออกจะออกด้วยวิธีใด คณะใด ผู้ใด จะเป็นผู้สามารถนำออกด้วยความปลอดภัยพอที่จะทรงตัวอยู่ได้บ้าง พิจารณาที่ไหนมันก็ตีบตันอั้นตู้ สุดท้ายก็มาออกช่องหลวงตาบัวซึ่งเป็นช่องแคบ ๆ นี่แหละ แต่ช่องนี้แน่ใจว่าปลอดภัย ด้วยความสุจริตยุติธรรมเป็นทางเดินเพื่อความปลอดภัย เราจึงได้ประกาศตนของเราออกมาเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลายดังปรากฏตัวอยู่เวลานี้

วันนี้จึงมีความปลื้มอกปลื้มใจ เห็นพี่น้องทั้งหลายพร้อมหน้ากัน มาฟังเทศน์ฟังธรรมและมาบริจาค ด้วยความเสียสละทุกคน ๆ เรื่อยมา ตั้งแต่วันที่ ๑๒ เมษายน จนกระทั่งป่านนี้ เราก็พยายามเก็บสั่งสมเงินมาได้ล้านกว่าดอลลาร์ นี่ก็เพราะกำลังวังชาความสามารถ ความรักชาติ ความสามัคคีของพี่น้องทั้งหลายที่หนุนมา นี้แลคือทางเดินเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทยเรา นี้คือทางแห่งความแน่นหนามั่นคงของชาติไทยเรา เกิดขึ้นจากการรักชาติ เกิดขึ้นจากเสียสละ เกิดขึ้นจากความสามัคคี เกิดขึ้นจากการพลีชีพของเราด้วยการเสียสละ

เพราะฉะนั้นจึงขอให้พี่น้องทั้งหลายร่วมมือร่วมใจช่วยกันไปเป็นลำดับ เราไม่ต้องถอย เหมือนกันกับเรารับประทาน รับประทานคำนี้ไม่พอ สองคำเข้าไป สามคำเข้าไป จนกระทั่งอิ่มพอแล้วหยุดเอง ถ้าหากว่าไม่พอยังไม่หยุด หิวมากต้องไม่หยุดรับประทานนะ อันนี้เหมือนกัน เราช่วยเราต้องช่วยให้เต็มเหนี่ยว ช่วยแล้วหยุด ๆ หย่อน ๆ ใช้ไม่ได้นะ จะทำบ้านเมืองของเราให้ล่มจมได้จริง ๆ

บ้านเมืองล่มจมก็เท่ากับเราแต่ละคน ๆ ล่มจมนั่นเองจะเป็นอะไรไป ชาติอยู่ไม่ได้เราก็อยู่ไม่ได้ ชาติเป็นทุกข์เราก็เป็นทุกข์ กระเทือนกันหมดทั่วประเทศไทย เพราะฉะนั้นจึงต้องได้ช่วยกันขวนขวายให้เต็มความสามารถของทุก ๆ ท่าน นี่ก็เป็นกาลขั้นเริ่มแรกของเรา ที่ได้นำสมบัติเงินทองที่เป็นน้ำใจของพี่น้องทั้งหลายมาบริจาค เป็นสักขีพยานในวันนี้ แล้วต่อไปก็ให้ต่างคนต่างพยายามช่วยกันเต็มความสามารถของทุกคน ๆ เมืองไทยของเราก็จะมีความเจริญรุ่งเรือง

การแสดงธรรมนี้ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา หากว่าเทศนาว่าการผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยจากบรรดาพี่น้องทั้งหลายด้วย เพราะภาษานี้เป็นภาษาของธรรม ภาษาของธรรมกับภาษาของกิเลสนั้นต่างกัน ภาษาของกิเลสก็ดังที่เคยเล่าแล้ว ภาษาของธรรมนี้ตรงไปตรงมา เป็นภาษาที่สะอาด ถ้าหากว่าผิดพลาดประการใดก็หวังว่าได้รับอภัยจากบรรดาพี่น้องทั้งหลาย และขออานิสงส์แห่งบุญกรรมดีของเราที่สร้างมหากุศลในคราวนี้ จงดลบันดาลให้พี่น้องทั้งหลายมีความสุขความเจริญรุ่งเรืองไปโดยลำดับโดยทั่วหน้ากันเทอญ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก