ทองคำขาดคลังหลวง
วันที่ 22 กรกฎาคม. 2541
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๑

ทองคำขาดคลังหลวง

หลวงตานี้เคยกินมาแล้วข้าวเปล่า ๆ อ้าวจริง ๆ นะ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ส่งเสริมเอาอาหารการกินอะไรไปให้พระวัดนั้นวัดนี้ เราไม่เคยได้ความดิบความดีที่เป็นที่สะดุดใจ ๆ เพราะอาหารการกินสมบูรณ์เลย ที่เด่นก็เห็นแต่หมูขึ้นเขียง กินอิ่ม ๆ แล้วนอนไม่ตื่นแหละ ง่วงนอน ยิ่งอาหารดี ๆ กินแล้วง่วงนอน ภาวนาไม่เป็นท่าเลย เพราะฉะนั้นจึงต้องได้ดัดกัน เราเป็นมาอย่างนั้นนี่ชีวิตของเรา เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ค่อยเสริม ส่งอาหารไปให้วัดต่าง ๆ นอกจากเป็นความจำเป็น เช่นอย่างภูวัว เราส่งเลี้ยงเพื่อภาวนา วัดต่าง ๆ เราไม่ค่อยส่งเสริม

ครูบาอาจารย์ทั้งหลายอย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่เหมือนกัน ท่านพูดถึงเรื่องความทุกข์ความลำบาก ท่านอยู่ในป่า ท่านไปหาเองท่านบอกอย่างนั้น มีแต่ความอดอยากขาดแคลน กินแต่ข้าวเปล่า ๆ ทั้งนั้นแหละ บิณฑบาตเขาไม่รู้นี่ เขาว่าพระธรรมกรรมฐานฉันถั่วฉันงา เขาไม่มีถั่วมีงาเขาก็เอาข้าวเปล่า ๆ มาให้ฉัน ฉันแต่ข้าวเปล่า ๆ ท่านเล่าให้ฟัง เขาไม่มีถั่วมีงาเขาไม่ได้มาถวาย เขามีแต่ข้าวเปล่า ๆ ให้เราฉัน เราก็ฉันแต่ข้าวเปล่า ๆ ตลอดท่านว่าอย่างนั้น ก็เราก็ไปหาอย่างนั้น แน่ะ ท่านพูด

เราเองก็เหมือนกัน เราไม่ได้เคยสมบูรณ์พูนผลในธรรมทั้งหลายเพราะอาหารการกินเหลือเฟือเลย ลงมาจากภูเขานี้มีแต่หนังห่อกระดูกลงมา ฟังซิ จนพ่อแม่ครูจารย์ตกตะลึง เราไม่ลืมนะ พอลงมากราบท่าน ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะท่านว่า มีแต่หนังห่อกระดูกลงมาจากภูเขา ไม่กินข้าว ฟัดกันตลอดกับกิเลสไม่ถอยเลย เรื่องกับกิเลสนี่ฟัดกันไม่มีถอย พอตื่นนอนก็ซัดกันเลยจนกระทั่งหลับ ๆ เป็นประจำ ๆ

ให้อาหารมากไม่ดี อาหารมากร่างกายมีกำลัง เป็นเครื่องเสริมกิเลสได้ดี กิเลสก็ลำพอง ต้องตัดทางอาหารลงให้มาก เร่งทางความเพียรเข้า เพราะฉะนั้นจึงต้องได้ทุกข์ทรมานตลอด เพราะเห็นผลอย่างนั้น ฉันอยู่ด้วยความสมบูรณ์พูนผลภาวนาไม่เป็นท่า มืดแจ้งล่วงไปเปล่า ๆ ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าซัดกันแบบนี้แล้วได้ผล ๆ อยากกินเมื่อไรก็กิน ไม่อยากกินก็เฉยเลย เหมือนคนไม่มีปากมีท้อง ไปพักอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน อยากกินเมื่อไรค่อยบิณฑบาตมากิน ได้ข้าวปั้นสองปั้นมาพอแล้ว

ส่วนมากฉันแต่ข้าวเปล่า ๆ แหละ ข้าวเปล่า ๆ ไม่ง่วงนอนนี่ มีกับละง่วงนอน กับดีเท่าไรยิ่งง่วงนอน ขี้เกียจมาก ข้าวเปล่า ๆ ไม่ง่วงนะ นั่งภาวนานี้เหมือนหัวตอ แน่ว เดินจงกรมนี้ก็ตัวเบา มันเป็นอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้นถึงได้บอกลูกบอกหลานพากันกินข้าวเปล่า ๆ เสียก่อนเถอะนะ หลวงตาเคยกินข้าวเปล่า ๆ มาแล้วละ

โห ทุกข์จริง ๆ ไม่ทุกข์จริง ๆ จะบอกเหรอ ลงมาหาพ่อแม่ครูจารย์มั่น พอกราบท่านเท่านั้น มองดูท่านตกตะลึง ท่านร้องโก้ก ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ คนหนุ่ม ๆ อายุในราว ๓๐ มาหาท่านทีไรก็มีแต่หนังห่อกระดูกลงมา ท่านรู้ว่าเอาจริงเอาจัง เพราะฉะนั้นท่านถึงไม่ให้ใครไปกับเรา ให้เราไปคนเดียว ให้ท่านมหาไปคนเดียวนะ ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ เพราะท่านรู้แล้วว่าเอาจริงเอาจัง ไปก็เอาจริง ๆ พอก้าวออกจากวัดแล้วก็ นั่นละเรียกว่าเอาใหญ่ละ ตั้งแต่ก้าวเดินออกจากวัดนี้ ก็เดินจงกรมตลอดไปเลย จะไปป่าไหนเขาลูกไหนบ้านไหน ๆ มีแต่เดินจงกรมไปตลอดถึงหมู่บ้าน เป็นความเพียรทั้งวัน อยู่คนเดียวไม่มีอะไรมาคิดมาอ่าน พิจารณา ภาวนาเรื่อยไป

บางทีมันคงจะดีซ่าน คือตัวเหลืองเหมือนทาขมิ้นนะ ตัวเหลืองหมดทั้งตัวเลยเหมือนทาขมิ้น หนังห่อกระดูกลงมา นั่นละท่านเห็นอย่างนั้นละท่านตกตะลึง ท่านก็ไม่ถามละว่าเจ็บไข้ได้ป่วย ท่านไม่ถาม เพราะท่านรู้ว่าไปฝึกทรมานตัวเอง มีแต่ท่านว่า โอ๊ย ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ มันผิดสังเกตเอาจริง ๆ จากนั้นมาท่านก็กลัวเราจะอ่อน ท่านก็พลิกใหม่ทันที ท่านว่าอย่างนั้นเราก็นิ่งฟังท่านจะออกแง่ไหน คอยฟัง สักเดี๋ยวขึ้นรับแล้ว มันต้องอย่างนี้จึงเรียกว่านักรบ นั่นเวลาท่านออก มันต้องอย่างนี้จึงเรียกว่านักรบ ท่านกลัวเราจะอ่อนเปียกไปล่ะซิ ท่านรีบปลุกใจทันที

หนักมากพูดถึงเรื่องหนัก ภาวนานี่หัวใจเหมือนผู้ต้องหานะ ใจนี่เหมือนผู้ต้องหา สตินี้ควบคุมตลอดเลย เพราะฉะนั้นจึงทุกข์มากซิ บังคับใจไม่ให้มันคิดในแง่ที่เป็นกิเลส ให้คิดแต่แง่ธรรมอย่างเดียว บีบบังคับกันตลอด ๆ เลยนะไม่ใช่ธรรมดา หนักมาก ไม่เอาขนาดนั้นไม่ได้นะกิเลส มันเหนียวเหนียวจริง ๆ เก่งจริง ๆ นะ ขึ้นเวทีฟัดกันเสียก่อนถึงรู้กิเลสมันเก่ง ยังไม่ถึงขั้นเวทีถล่มแล้วไม่รู้ว่ากิเลสเก่ง ธรรมะเก่ง

ทรมานจริง ๆ ไม่ใช่ธรรมดา เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เสริมอาหารไปส่งวัดนั้นวัดนี้ เราไม่เสริม บิณฑบาตได้ข้าวมาแล้วพอแล้ว ฉันลงไปแล้วผลของมันไม่โงกไม่ง่วง ฉันแต่ข้าวเปล่า ๆ ไม่ง่วงนะ นอนก็นิดเดียว ตัวเบาตลอด หิวโหยช่างมัน คนไม่กินข้าวก็หิวแหละ มันจะตายจริง ๆ ถึงไปบิณฑบาตมาให้ฉันเสียวันหนึ่ง

ทองคำกำลังขาดคลังมากเวลานี้ ให้ต่างคนต่างตื่นตัวนะ ทองคำนะ อย่าทำเล่น ๆ นะ ทำเล่นไม่ได้นะกับทองคำ เวลานี้ลมหายใจเราแขม่ว ๆ นะ ชาติไทยเราทั้งชาติหายใจแขม่ว ๆ ด้วยทองคำขาดคลังหลวง เรานำมาพูดเองเชื่อถือได้เลย ไม่ใช่คนอื่นคนใดมาพูดพอจะมาโกหกกันเล่น เราไม่โกหก เราถอดออกมาจากความจริงมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เพื่อให้ต่างคนต่างตื่นเนื้อตื่นตัว เรียกว่าอันตรายรอบบ้านรอบเมืองของเรา เอาให้จริงให้จังนะ นี่ไปที่ไหนต้องเน้นหนักทางทองคำ เพื่อให้เป็นหลักของชาติ ลมหายใจของชาติเรา

ต้องเร่งทางทองคำให้มาก ทองคำ ดอลลาร์ ไล่กันไป ทองคำตั้งหลักฐาน ดอลลาร์ขับไล่ ฟาดมันลงทะเลไปนั่นอย่าให้มันอยู่บ้านเรา มาเพ่นพ่าน ๆ ได้อันนี้มาก ๆ แล้วขับมันลงทะเลเลย ได้มาก ๆ เราจะพาขับเอาให้มันตกทะเลตูม เดี๋ยวนี้มีแต่มันขับเรา มีแต่มันบีบเรา

โห หนักมากเรา ช่วยบ้านช่วยเมืองนี่ หนักมากนะ หัวใจคนทั้งชาติมาอยู่กับเราคนเดียวนี้หนักมาก ทนทุกข์ทรมานขนาดไหนก็จำทนนะ เพื่อชาติบ้านเมืองละจำทน ทนเอา ถ้าธรรมดาไม่เอาไหนแล้วเดี๋ยวนี้ นี่ก็ทนเพื่อชาติบ้านเมือง

ที่วิตกวิจารณ์มาก ๆ ก็คือโรงพยาบาลต่าง ๆ เราวิตกวิจารณ์มาก เพราะขาดแคลนมากด้วยเวลานี้ ไม่ได้งบประมาณจากรัฐบาล โรงไหน ๆ มีแต่ติดหนี้ติดสินพะรุงพะรัง อันนี้ละลำบากมาก เพราะคนไข้เข้าไปเป็นประจำ ยาก็ต้องหาซื้อมา เงินไม่มีซื้อยามาจากไหน นี่ซิมันติดอยู่ตรงนี้

โรงพยาบาลบ้านนอกละทุกข์มากที่สุด ลำบากมาก เพราะคนไข้ไปเป็นประจำ เขาไม่มีเงินมีทองนี่ ไปพอรักษาหายแล้วเขากลับบ้านของเขา หมอเป็นผู้บริการรักษาทุกด้านทุกทาง ค่าหยูกค่ายาค่าอะไรเป็นผู้จ่ายเอง ๆ นั่นซิที่มันทุกข์น่ะ คนไข้เข้าไปหายแล้วเขาก็กลับออกมา เขาไม่มีเงินให้ หมอก็ต้องรับเคราะห์รับกรรม ทีนี้ยาก็หมด เงินก็หมด ติดหนี้เขาพะรุงพะรัง เราจึงต้องได้ช่วยทางหยูกทางยา ช่วยเยอะนะ ทุกแห่ง ทั้งใช้หนี้ทั้งช่วยซื้อยาทุกด้านแหละ ไม่งั้นไม่ไหวแหละ

บ้านเมืองของเราส่วนใหญ่ก็อย่างที่เห็นนี่แหละ อันไหนที่นำมาพูดให้พากันจดจ่อนะ อย่านอนใจนะ ทองคำอย่านอนใจนะ ให้พากันเร่ง อย่าเสียดายนักเถอะ ให้เสียดายชาติของเรานี้ เป็นหลักใหญ่มาก หัวใจของเราทุกสิ่งทุกอย่างเราอยู่กับชาติทั้งหมด ไม่ได้อยู่กับทองคำในกำมือของเรานี่นะ อันนี้ไม่ค่อยมีคุณค่าอะไร ทองคำอยู่ในกำมือของเรา ชาติต่างหากมีคุณค่า เป็นหลักของชาติไทยเรา จึงต้องหนุนทางชาติ

ทองคำอยู่ในนิ้วมือเรา อยู่ในคอเรา เอาประดับเข้าไป เสริมเข้าไป ชาติเราก็แน่นหนามั่นคง สง่างาม เจ้าของก็อบอุ่น คนมาจากที่ไหนมองมาเห็นหมด ว่าเมืองนี้มีหลักฐาน เขาไม่ดูถูกเหยียดหยามได้อย่างง่ายดาย เราจึงต้องได้หนักแน่นในทางนี้มากทีเดียว ให้พากันตั้งอกตั้งใจอุตส่าห์พยายามขวนขวาย

มีมากมีน้อยเอาช่วยกันไป ช่วยเพื่อหลักเกณฑ์ของชาติเราจะเป็นอะไรไป ไม่ได้เสียหายอะไร มีคุณค่ามาก มีอานิสงส์มากด้วย ให้คนไทยได้อยู่ร่วมกันเป็นสุขทั้งชาติ จะไม่เป็นมหากุศลได้ยังไง ต้องเป็นซิ เราเอาเทียบกันซิ คือเราเทียบเพื่อเอาสารคุณ เราเทียบสมบัติของเราที่มีไว้นี้ ต่างคนต่างมี ๆ แต่ต่างคนต่างไม่ได้เสียสละ ชาติของเราค่อยจมไป ๆ จนกระทั่งจมหมด สิ่งของเรามีมากน้อยจมไปตาม ๆ กันหมดไม่เห็นมีคุณค่าอะไร นั่นต้องเทียบอย่างนั้นซิ

ของต่างคนต่างมี ๆ ต่างคนต่างเสียสละ ต่างคนต่างแบ่งสันปันส่วนไปเพื่อชาติของตน ๆ เราจะอดบ้างอิ่มบ้างก็ไม่เป็นไร ขอให้ชาติแน่นหนามั่นคง อยู่ได้ ตรงนี้ตรงอยู่ได้นะ เย็น เพราะฉะนั้นจงพากันเสียสละ เงินทองข้าวของของเราอยู่ในกระเป๋าของเราไม่ได้มีคุณค่า ยิ่งกว่าที่เรานำออกไปช่วยชาติ อันนั้นเป็นหลักใหญ่ที่สุดเลยที่เราจะต้องจดจ่อทุกคน คิดทุกคน

หลวงตานี่คิดจริง ๆ ไม่ใช่ธรรมดานะ คิดเป็นอรรถเป็นธรรมด้วย ไม่ได้คิดแบบโลก ๆ ไม่ได้คิดแบบดีใจเสียใจ ไม่ได้คิดแบบนั้น คิดโดยเหตุโดยผลทุกแง่ทุกมุมซอกแซกซิกแซ็ก เอามาบวกลบคูณหารกันดูผลได้ผลเสีย จึงได้นำมาพูดกับพี่น้องแต่ละคำแต่ละประโยค พิจารณาเรียบร้อยแล้วค่อยนำมาพูด ไม่ได้พูดแบบสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะฉะนั้นจึงควรพิจารณากันทุกคน

อย่างที่เราเทียบอย่างตะกี้นี้แหละ เทียบถึงเรื่องทองคำในกำมือของเรานี่กับทองคำในคลังหลวงต่างกันยังไง ทองคำในคลังหลวงเป็นประโยชน์ทั่วประเทศฟังซิน่ะ เรื่องเล็กน้อยเมื่อไร สง่างามทั้งประเทศเลย มองมาจากที่ไหนก็เห็นสง่างาม แต่ทองคำอยู่ในกำมือเราสง่าที่ไหน อยู่ในกำมือ เพราะฉะนั้นเราควรแบ่งสันปันส่วน ต้องแบ่งเพื่อชาติของเรานั่นถูกต้อง

น้ำหนักของชาติมีน้ำหนักมากกว่าสิ่งของของเราที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของเรา สิ่งของของเราจะมีเต็มบ้านเต็มเมืองเต็มเรือนก็ตาม ถ้าลงชาติได้ล่มจมแล้วไม่มีความหมายทั้งนั้นแหละ เหล่านี้ก็จมไปตาม ๆ กันหมด ถ้าชาติของเราอยู่ได้ ถึงเราจะจนเราก็อยู่ได้ หลักเกณฑ์มีอยู่อย่างนั้น จึงต้องได้เสียสละเพื่อชาติของตน เรียกว่ารักชาติ คือรักส่วนใหญ่ ไม่ได้รักส่วนย่อย รักส่วนใหญ่คือรักชาติ รักส่วนย่อย คือรักสมบัติเงินทองข้าวของของตนไม่เสียสละ มีแต่ความตระหนี่เหนียว ความเห็นแก่ตัว ความกวาดความต้อนเข้ามาอย่างเดียว ๆ ชาติล่มจมได้ อย่างนั้นจมแน่ ๆ ไม่สงสัย ต้องเทียบต้องเคียงกันซิ

นี่หลวงตามันวาสนาน้อย ถ้าวาสนามาก โห ขอให้มีทองคำสักสามลำภูเขานี่เถอะน่ะ มาขวางหน้าอยู่นี่นะ เราจะให้เอารถแทร็กเตอร์มากวาดสักสามวันเรียบวุธเลย ตรงไหนต่ำ ๆ กวาดลงไป ๆ ตรงไหนต่ำกวาดลง ๆ เรียบวุธให้เสมอหน้ากลองไปเลย เรียกว่าเสมอหน้ากัน สบาย นี่มันไม่มีจึงขอจากพี่น้องทั้งหลาย เวลาหลวงตาขอก็อย่าตระหนี่ถี่เหนียวมากนักซี หลวงตาไม่ใช่คนตระหนี่นี่นะ ไปขอถูกคนตระหนี่เข้าหลวงตานี้หงายนะ

หลวงตาไม่ใช่คนตระหนี่ คนหมดเนื้อหมดตัวมาตลอดนี่นะ จึงพูดออกด้วยความกล้าหาญ แบบหมดเนื้อหมดตัวมาช่วยโลกช่วยสงสาร หมดเนื้อหมดตัวมาตลอด ไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวเลย บางทีติดหนี้เขาก็มี มีแต่จะให้ ๆ ไม่ดูบัญชี มองดูบัญชี โอ๋ย มันลงก้นเหวนู่น โอ๊ย ตาย ไม่ได้ต้องไปยับยั้งเขาก็มี อย่างนั้นก็มี มีแต่จะให้ ๆ ท่าเดียว เพราะฉะนั้นจึงว่า เอ้า ให้มา ภูเขาทองลูกไหนเก่ง ๆ ให้มาขวางหน้าหลวงตาบัวดูซิน่ะ สามวันหลวงตาบัวเอารถแทร็กเตอร์กวาดเรียบวุธเลยไม่มีเหลือ ยังจะโบกมือ เอามาอีก จะว่าอย่างนี้นี่นะ นี่เพราะอะไร เพราะความเมตตาสงสารอยากช่วยเหลือโลก ความหมายว่าอย่างนั้น มีแต่น้ำใจ

อะไรที่จะมาช่วยเหลือได้ ก็คือบรรดาพี่น้องชาวไทยเรา ให้ต่างคนต่างช่วยเหลือกัน ต่างคนต่างเสียสละ ต่างคนต่างเฉลี่ยเจือจานกันแล้ว เมืองไทยเราอยู่ได้ ชุ่มเย็นด้วยนะ

พวกนักเสียสละ คนมีใจกว้างขวาง ไปไหนชุ่มเย็นไปหมด ไม่ว่าเด็กเล็กเด็กน้อย ไม่ว่าผู้ใหญ่ ไม่ว่าพระว่าเณร ใครมีจิตใจกว้างขวาง บริษัทบริวารเพื่อนฝูงมากนะ พระก็เหมือนกันนะ องค์ไหนมีจิตใจกว้างขวางเพื่อนฝูงมาก เพื่อนพระ ๆ นั่นแหละ ถ้าองค์ไหนมีใจคับแคบตีบตัน ไม่ค่อยมีเพื่อนมีฝูง เป็นอย่างนั้น อำนาจแห่งความเสียสละ อำนาจแห่งจิตใจผู้ที่กว้างขวาง สร้างความชุ่มเย็นให้ทั่วไปหมด ไปไหนเย็นไปหมด นี่ละธรรม

ความตระหนี่ถี่เหนียวคือกิเลสคือภัยของตัวเองและภัยของส่วนรวม ได้แก่ความตระหนี่ถี่เหนียว ความโลภไม่มีเมืองพอ นี่คือตัวภัย ไปไหนเป็นภัยทั้งนั้น ตัวนี้ไปไหน ใครไม่อยากคบค้าสมาคม กลัวจะกินตับกินปอดเขาละซี ถ้าคนจิตใจกว้างขวาง ไปไหนมีแต่จะให้ ๆ ชุ่มเย็นไปหมดเลย ต่างกันอย่างนี้ละ นี่ละทางธรรมเป็นอย่างนี้ จิตใจอันกว้างขวาง ความเสียสละเพื่อสัตวโลกทั่ว ๆ ไป

ถ้าเป็นเรื่องของกิเลสมีแต่กวาดแต่ต้อนเข้ามา มีแต่จะเอาท่าเดียว ๆ ไม่มองดูหน้าใคร สุดท้ายเจ้าของก็เป็นไฟ แทนที่จะมีความสุขเพราะความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ได้ กลับเป็นไฟเผาตัวเอง แต่มันก็ไม่เห็นโทษนั่นซิ มันไม่ยอมให้เห็นโทษง่าย ๆ

ไหนหนองวัวซอมาหรือเปล่าวันนี้ หนองวัวซอให้มาที่นี่ เรื่องบัญชีได้พิจารณาเรียบร้อยแล้วหรือที่ว่าติดหนี้เขา เรียบร้อยเจ้าค่ะ ทั้งหมดสองล้านเจ็ดแสน เศษอีกไหม นิดหน่อยค่ะ จะช่วยตัวเองได้บางส่วนเจ้าค่ะ วันนี้ให้หนึ่งล้านก่อน ต่อไปอาทิตย์ข้างหน้านั่นละถ้าไม่มีอุปสรรคจำเป็นในเวล่ำเวลาและการงานของเรา ก็จะจ่ายอาทิตย์หน้าโน่นละ ล้านเจ็ดแสนเต็ม เป็นสองล้านเจ็ดแสนเต็ม เบา โรงพยาบาลก็เบา ร้านค้าของเขาก็เบา เบาไปกว้างขวางมากนี่นะ ต้องคิดอย่างนั้นซิ

ระยะนี้กำลังจ่ายมาก ในช่วงอาทิตย์นี้จ่ายมาก หลายล้าน จ่ายทางโน้น ๆ หลายที่หลายทาง ทั้งค่าหยูกค่ายา ทั้งการก่อสร้าง การก่อสร้างก็มีทุกแห่ง เขามารับงวด จ่ายงวดให้เขา เดี๋ยวทางวงก่อสร้างทางโน้นมา ๆ จ่ายรวมกันแล้ว ก็อาทิตย์นี้จ่ายทีหนึ่ง อาทิตย์หน้าจ่ายอีกทีหนึ่ง จ่ายเป็นระยะ ๆ ไป ปกติก็จ่ายอาทิตย์ละครั้ง นอกจากมีความจำเป็นก็จ่ายเป็นพิเศษ

นี้ยังจะถอยหลังไปอีกนะ ที่ว่าเหล่านี้ยังไม่แล้วนะ ยังจะถอยหลังไปตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่เขาติดหนี้ เขาติดหนี้กันเยอะ ปีนี้ติดหนี้เยอะโรงพยาบาล เพราะไม่มีงบประมาณ อย่างที่ว่านั่นละ ยาประจำคนไข้ที่มาทุกวัน ๆ ยาประจำวันต้องมีตลอด งบประมาณมีไม่มีไม่สำคัญ ต้องจ่ายตลอดนั่นซิ แล้วก็ต้องติดหนี้ตลอดซิ เราก็ตามใช้หนี้ให้ ทางโน้น ๆ ทางไหน ๆ

ได้ทองเท่าไรแล้ว ได้ออกซิเจนเท่าไรแล้ว คนไทยเรา ๖๐ กว่าล้านหายใจแขม่ว ๆ ทั้งประเทศ ฟังซิ มันฟังได้ไหมล่ะ คนไทยทั้งประเทศ ๖๑ ล้านกว่าน่ะ ต่างคนต่างหายใจแขม่ว ๆ เพราะขาดออกซิเจนคือทองคำ มันน่าดูเหรอ วาดภาพดูเดี๋ยวนี้มันก็รู้นี่ คน ๖๑ ล้านกว่า มองดูคนไหนหายใจแขม่ว ๆ เหมือนกันหมด ดูได้ไหมเมืองไทยเรา แล้วทำยังไงจะช่วยลมหายใจได้ซึ่งมีทางที่จะช่วยได้อยู่ เอ้า ต้องช่วยซิไม่งั้นไม่ได้นะ

หลวงตาเป็นหัวใจของชาติ เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องนิมนต์เราไปดูทองคำ เราไม่ได้ตั้งใจว่าจะไป คือเราไม่ได้ขอร้องเขา เวลาเอาเงินไปช่วยแล้วเขาก็เลยนิมนต์ไปดู กลับออกมาแล้วจึงต้องได้ประกาศป้าง ๆ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งบัดนี้ เราจะประกาศธรรมดาไม่ได้ ต้องเข้มข้นตลอด เพราะประจักษ์ด้วยตาของเรา บอกว่าเราไปเห็นเอง พี่น้องทั้งหลายเชื่อเถิด ว่างั้นเลย ถ้าคนอื่นเห็นก็ไม่ว่า นี่เราไปเห็นเองด้วยตาของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างซักไซ้ไล่เลียงกันหมดจนหายสงสัยแล้ว

ที่มันโดนหัวใจเอาจนจะสลบไสลก็คือ เหลือแต่ทองเท่ากำปั้น คน ๖๑ ล้านกว่าแล้วทองมีเท่ากำปั้น กำมือเท่านี้เป็นยังไง ดูซิ เอ้า ให้คน ๖๑ ล้านมาดูนี่ หลวงตาบัวยกมือขึ้นนี่กำปั้นนี่ คน ๖๑ ล้านกว่าทองคำเราเป็นหัวใจของชาติมีเท่ากำปั้นนี่ น่าดูไหมพิจารณาซิ ถ้าไม่น่าดูให้ต่างคนต่างรีบนะ ให้ขยับขยายกำปั้นนี่ขึ้นให้มันใหญ่ซิ เข้าใจแล้วนะทุกคน

เวลานี้เขาออกทางวิทยุอยู่หรือเปล่าไม่รู้นะ ออกครับ ต้องออก ไม่ออกไม่ได้ เราเร่งตั้งแต่โน้น เราไปดูทองคำมาแล้วก็ใส่กันใหญ่เลยนะ จนประกาศป้าง ๆ วันนี้ทำไมทีวีไปไหนหมด ทุกวันไม่ชนะที่จะไล่ คือเขามากวนเรา คนนั้นมาถามนั้นมาถามนี้ เพื่อเขาจะออกทางทีวี แล้วตอบไม่หวาดไม่ไหวจนไล่เขากลับ แล้ววันนี้มันไปไหนหมด ว่างั้น กลับมาจากธนาคารชาติค่ำ ๆ ทุกวันมันยั้วเยี้ย ๆ วันนี้ไปไหนหมด

สักห้านาที เขามาผิดเวลา กำลังมืดนะทีวีมาจริง ๆ สองเครื่อง โบกมือเลย มา ๆ เราจะระบายทุกข์เดี๋ยวนี้เราจะตายแล้ว มาก็เปรี้ยงเลยเทียว ขึ้นเต็มเหนี่ยวเลย ให้ออกประกาศในคืนวันนี้ให้หมดทุกช่องนะ เราก็พูดเรื่องราวให้ทราบหมดว่าเราไปมายังไงเห็นยังไงเกี่ยวกับเรื่องทอง เป็นยังไง ๆ เอานั่นมาให้ออกทีวีในคืนวันนี้ให้ทุกช่องนะ จากนั้นมาเราก็เร่งใหญ่ไม่ถอย

เรากลับไปนี้ยังจะไปดูทองอีกนะ ไปพังเสียงทางทองอีก ไปคราวหน้าอาจจะได้ทองไปใส่นะ คราวนี้พอไม่พอก็ตาม ทองที่เราหล่อไว้นี้ บางทีเราอาจจะได้ไปกรุงเทพฯ ในกลางพรรษานี้ก็ได้ ก่อนที่จะไปนี้จะต้องเตือนทางโน้น บอกทางโน้นติดต่อเรื่องทองของเราให้เรียบร้อย ไปแล้วหล่อเลย พอหล่อเสร็จรวมกันแล้วเข้าคลังหลวงเลย เดี๋ยวนี้ได้ ๑๔ แท่ง ๆ ละ ๑๒ กิโลจุดห้า เราไปคราวหลังจะเอานี้รีบไปหล่อ ถ้าหากว่าเป็นไปได้นะเราจะรีบหล่อ เตือนไปบอกไปตั้งแต่ก่อนที่เราจะไปกรุงเทพ ทางนี้ก็จะเตรียมทอง อย่างหนึ่งให้เอาทองไปก่อนล่วงหน้าก็ได้ ไปก็รีบหล่อ

คือไปในพรรษานี้ได้ภายในเจ็ดวัน ตามพระวินัยท่านให้สัตตาหะไปได้เจ็ดวัน แล้วต้องกลับมาค้างวัดอีกอย่างน้อยหนึ่งคืนเสียก่อนจึงค่อยไปที่อื่นได้ สัตตาหะไปได้อีกเจ็ดวัน ถ้าเป็นความจำเป็นตามหลักพระวินัยที่อนุญาต นี่เราไปก็ภายในเจ็ดวัน ในช่วงเจ็ดวันนี้ถ้าหากว่าทองจะเป็นไปได้ เราจะรีบหล่อเสียให้ได้ในจุดนี้แล้วส่งพร้อมกันเลยกับทอง ๑๔ แท่ง

จะไปดูผลเรื่อย ๆ เร่งใหญ่ ไม่เร่งไม่ได้นะ ต้องเอาให้หนักเรื่องทองคำ เราทุกคน ๆ ให้หนัก ทองคำ ดอลลาร์ สองอย่างนี้ละเกี่ยวกับเรื่อง ทางนั้นแบกเมืองนอก ทางนี้แบกเมืองไทย แบกเมืองไทยก็เรียกว่าแบกเพื่อประเทศ ใครมาเห็นเมืองไทยเรามีทองนี้เขาไม่กล้ามายุ่งเรานี่นะ ถ้ามีทอง คนยังมีลมหายใจไม่ใช่คนตาย จะมากุสลากันง่าย ๆ เหรอ ต้องไปกุสลาคนตายซิ นี่เมืองไทยยังไม่ตาย เมืองนอกใคร ๆ จะมากุสลาเราไม่ได้ใช่ไหม เข้าใจหรือเปล่าที่พูดเหล่านี้ เรากำลังขนออกซิเจนเข้ามาสูบลมหายใจเราอยู่ จะมากุสลาคนยังไม่ตายได้เหรอ เมืองไทยเราเวลานี้ยังไม่ตายนะ เพียงแต่ยังหายใจแขม่ว ๆ จึงรีบบอกพี่น้องทั้งหลายให้รีบหาลมออกซิเจนคือทองคำเข้ามาสูบลมหายใจเราขึ้น เดี๋ยวเขาจะมากุสลาเรานะ

เมื่อวานนี้ก็ไปส่งอาหารภูเรือ ไปก็ไปเทปัวะแล้วไม่ลงรถนะ มาส่งของเฉย ๆ ละ ส่งของแล้วก็กลับมาเลย ส่งตลอด โรงพยาบาลตามหัวเมืองตามอำเภอต่าง ๆ เราเป็นห่วงมาก เพราะฉะนั้นเราจึงต้องไปตามจุด ๆ ที่จำเป็น ๆ ส่วนในเมืองเขาก็เป็นอีกอย่างหนึ่งเราไม่ไปยุ่ง ปล่อยตามเรื่อง แต่บ้านนอกนี้จำเป็น เพราะพวกคนไข้ไปยุ่งกับหมอทั้งนั้นละ ก็มีแต่คนไข้จน ๆ นี่ว่าไง ไปก็หอบไข้ไปเต็มตัว หายแล้วก็ออกมาตัวเปล่า ๆ ไม่มีเงินสักสตางค์จ่ายเป็นค่าหยูกค่ายาบ้างเลย ทีนี้หมอก็จมไปทุกวัน ๆ ก็ต้องติดหนี้ล่ะซิ

เอาละให้พร


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก