ออกสงครามสละชีวิต ๒ ครั้ง
วันที่ 7 มิถุนายน 2541
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๑

ออกสงครามสละชีวิต ๒ ครั้ง

หลวงตาน่ะพูดตามส่วนแล้วหนักมาก ธาตุขันธ์ก็ไม่อำนวย เวลานี้ขันธ์ชำรุดมากแล้ว แต่ใจมันเข้มแข็งด้วยอำนาจแห่งความเมตตาเท่านั้น ถึงได้ตะเกียกตะกาย ถ้าลำพังธาตุขันธ์แล้วจะไปไม่รอด เมื่อวานนี้ทองคำก็ได้ตั้งกิโลกว่า จากนี้ถึงค่ำก็ไม่แน่นะ มันไม่ลดมีแต่เพิ่มเรื่อย งานคราวนี้เป็นคราวที่ใหญ่โตมาก เรียกว่างานของชาติเลยเทียวนะ

งานนี้ไม่มีก๊กไม่มีเหล่า ไม่มีฝักมีฝ่าย เมืองไทยเราทั้งชาติรวมเป็นหัวใจดวงเดียวกันยกขึ้น ยกชาติบ้านเมืองของเราขึ้นโดยถ่ายเดียวเท่านั้น งานนี้เป็นงานของศาสนา เป็นงานของธรรม มีพระสงฆ์เป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลาย รวมหัวใจเป็นอันเดียวกันแล้ว ยกชาติของเราให้ขึ้นอย่างรวดเร็ว เวลานี้กำลังตกอับมาก จึงต้องได้ช่วยกันเต็มเม็ดเต็มหน่วย มิหนำซ้ำศาสนาต้องนำ ศาสนานี้ไม่เป็นข้าศึกต่อผู้ใด ศาสนาไม่เป็นภัยต่อผู้ใด เป็นแต่คุณล้วน ๆ นำประเทศไทยของเราให้ขึ้น ด้วยคุณธรรม ด้วยความสามัคคี ด้วยความรักชาติ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นความเสียสละทั้งนั้น เพื่อยกชาติไทยของเราขึ้นสง่างาม ด้วยเมตตาของพระพุทธเจ้าของเราเป็นผู้นำ

ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ร่วมมือร่วมใจกัน อย่าคิดว่านั้นเป็นของคนนั้น นี้เป็นของคนนี้ นั่นเป็นของคณะนั้น นี่เป็นของคณะนี้ ไม่ถูกกับความมุ่งหมายของศาสนา ที่รวมประสานกันเข้าไปให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ใช่ทำความแตกแยกต่อกันด้วยโครงการที่ช่วยชาติคราวนี้ไม่มีอย่างนั้น มีแต่ความรวมสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเท่านั้น ความแตกความแยกเหล่านั้นเป็นการทำลายชาติใช้ไม่ได้เลย อย่านำมาใช้ในวงการนี้ วงการนี้เป็นวงการรวมหัวใจ รวมทรัพย์สมบัติเงินทอง เพื่อหนุนชาติไทยของเราให้กระเตื้องขึ้นมาอย่างรวดเร็วโดยถ่ายเดียวเท่านั้นไม่มีอย่างอื่น จึงไม่มีข้าศึกศัตรูต่อผู้ใด นอกจากเป็นคุณธรรมล้วน ๆ ที่จะยกชาติไทยของเราขึ้นจากหล่มลึก มีอย่างเดียวเท่านั้น

รวมหัวใจกี่ดวงตามก็เข้ามาเป็นดวงเดียวกัน พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นเจ้าของครอบหัวใจชาวพุทธเราในเมืองไทยนี้ เข้าเป็นใจดวงเดียวกัน แล้วต่างคนต่างหนุนชาติของตนขึ้นให้ได้สง่างาม อย่างน้อยให้ตั้งตัวได้ ถ้าคราวนี้ตั้งไม่ได้เรารู้สึกว่าจะไม่มีคราวไหนนะ พูดตรง ๆ อย่างนี้แหละ ถ้าคราวนี้ยังขึ้นไม่ได้แล้วก็เรียกว่าชะตาของเมืองไทยเราจะจมแน่ ๆ ฟังแต่ว่าจะจมแน่ ๆ นั่นเถอะ แน่แล้วยังไม่แล้วอีก ยังแน่ ๆ อีกฟังซิ อย่างน้อยให้ทรงตัวได้ในคราวนี้ มากกว่านั้นขึ้นได้ จากกำลังใจของพี่น้องชาวไทยทั้งหลาย รวมหัวใจกันเป็นอันเดียวแล้ว รวมทรัพย์สมบัติหนุนเข้าเมืองไทยของเรา นั่นละเป็นเมืองที่สง่างาม มองเห็นทั่วโลกเมืองไทย

สมบัติเงินทองข้าวของของเราอยู่ในกระเป๋าไม่ได้มองเห็นทั่วโลกนะ จะมองเห็นเฉพาะเจ้าของ ๆ ที่เป็นเจ้าของเงินเท่านั้น ไม่มีใครมองเห็น นอกจากเจ้าของจะมองเห็นเงินในกระเป๋าเจ้าของเท่านั้น ส่วนเอาประดับชาติไทยของเราแล้วมองเห็นหมดเลย สง่างามมาก เป็นอย่างนั้นนะ เงินในกระเป๋ากับเงินในคลังหลวงต่างกัน เงินประดับกระเป๋านี้รู้เฉพาะเจ้าของเท่านั้น แต่เงินประดับชาติไทยนี้รู้ทั่วถึงกันไปหมด เมืองนอกเมืองนาเมืองไหนก็ตามมองมาเห็นหมด ว่าชาติไทยของเรานี้สง่างามมาก ด้วยความเสียสละของคนไทยทั้งชาตินั่นแหละความสง่างามอยู่ตรงนี้ เกิดขึ้นจากความเสียสละ

ต่างคนต่างเสียสละ มีมากมีน้อยเราอย่าไปสนใจกับใคร อายใคร อย่าอาย เรามีบาทหนึ่งเราให้ทาน ๕๐ สตางค์เพื่อชาติของเรา เป็นมหากุศลแก่เรา คนมีเงินเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ล้านก็ตาม ไม่ได้เสียสละแม้บาทเดียวก็ไม่เกิดประโยชน์แก่เขา นอกจากนั้นยังเป็นคนถ่วงชาติอีก เป็นคนกดคนถ่วงชาติ ถ่วงความเจริญของชาติบ้านเมือง ไม่ดี ความเสียสละเท่านั้นจึงเป็นเครื่องเชิดชูชาติไทยของเราให้ขึ้น

ความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัวนี้เป็นสิ่งทำลายทั้งตัวเองและคนอื่น ไม่มีชิ้นดีเลย ให้พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้นะ แล้วให้ต่างคนต่างช่วยกันเสียสละ คราวนี้เป็นคราวที่เราจะออกสู่สงคราม สงครามอะไร สงครามความจน รบกับความจนที่เกิดอยู่ทั่วดินแดนในประเทศของเรานี้ ให้มันตกทะเลหลวง มีแต่ความแน่นหนามั่นคง มองเมืองไทยของเราแล้วเป็นเมืองสง่างาม มองมาจากที่ไหนเห็นหมด

หลวงตาก็สละเต็มเหนี่ยว เรียกว่าชีวิตของเรานี้สละสองครั้ง สละครั้งแรกสละขึ้นสงครามฟัดกับกิเลสบนเวที อยู่ในป่าในเขาลำเนาไพร มีแต่ฟัดกับกิเลสท่าเดียวไม่มองเมฆมองหมอกมองอะไรทั้งนั้น มองแต่กับกิเลส จ้อกันกับกิเลส ต่อยกับกิเลสอยู่ เอาให้เต็มเหนี่ยว ฟังเสียพี่น้องทั้งหลายถ้ายังไม่เคยฟัง เปิดอกแล้ว ปีนี้เป็นปีเปิดอก ธรรมประเภทนี้เราเก็บไว้ได้ ๔๙ ปีนี้แล้ว ตั้งแต่ ๒๔๙๓ ฟังซิ นี่ละธรรมประเภทนี้ ประเภทที่เผาศพกิเลส

เราขึ้นฟัดตั้งแต่ออกจากเรียนหนังสือไปก็ขึ้นเวทีเลย เข้าป่าเข้าเขาในถ้ำเงื้อมผาฟัดกันตลอดเวลาไม่ได้มองหน้ามองหลัง เวทีสุดท้ายก็วัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร นี้เป็นเวทีสุดท้ายเป็นคืนสุดท้าย เดือน ๖ แรม ๑๔ ค่ำ เวลา ๕ ทุ่มเป๋ง เป็นเวลาที่งัดกิเลสลงเวที เผาศพกิเลสในเวลานั้น เป็นเวลาห้าทุ่ม ๒๔๙๓ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๖

พอเผาศพกิเลสเสร็จเรียบร้อยลงมา แล้วก็ออกมาด้วยความสง่างาม ด้วยความอาจหาญชาญชัย นี่เรียกว่าข้าศึกของเราที่ได้สละชีวิตมานี้เป็นครั้งที่หนึ่งแล้วนะ นี่เรียกว่าครั้งที่หนึ่ง ฟัดกับกิเลส ได้เผาศพกิเลส กว่าจะเผาศพกิเลสเป็นเวลา ๙ ปีเต็ม ซัดกับกิเลสไม่มีเวล่ำเวลาถึง ๙ ปีเต็ม ถึงได้เผาศพกิเลสลงมาด้วยความสง่างาม นี้เป็นสงครามที่หนักมากในขั้นเริ่มแรกขั้นหนึ่ง นี่เรียกว่าขั้นหนึ่งของเรา สงครามในตัวเองของเรา ระหว่างเรากับกิเลส

ทีนี้สงครามครั้งที่สองนี้เราจะรบกับความจนในประเทศไทยของเรา อันนี้หลวงตาก็สละเลือดเนื้อทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความอิ่มพอภายในใจแล้ว เราไม่เสาะแสวงหาธรรมหาอะไรอีกแล้ว ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้ว นิพพานกับใจเป็นอันเดียวกันแล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ตามตรัสรู้มรรคผลนิพพานฉันใดก็ฉันนั้น หาความสงสัยไม่ได้แล้ว เราจึงลงจากเวทีมาทีนี้ก็มาเสียสละชีวิตเลือดเนื้อของตัวเองเพื่อชาติของเรา จึงได้ออกสนามรบ ว่าหลวงตาบัวเป็นผู้นำ

ประกาศออกมาอย่างอาจหาญชาญชัย อย่างไม่สะทกสะท้าน ประกาศออกมาเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลายด้วยความอิ่มพอทุกอย่าง ไม่มีความบกพร่องในการนำพี่น้องทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ช่วยกันเต็มเม็ดเต็มหน่วย สู้สงครามจนของเมืองไทยเรา นี่เป็นครั้งที่สองที่หลวงตาบัวได้สละ เวลานี้กำลังสละเพื่อชาติไทยของเรา สละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อชาติไทยของเรา

สละครั้งแรกสละฆ่ากิเลส ผ่านมาแล้ว สละครั้งที่สองนี่สละเพื่อรบกับความจนของเมืองไทยของเรา เพื่อจะเอาชัยชนะมาสู่เมืองไทยของเรา จึงเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ชีวิตจิตใจมอบไว้กับเมืองไทยเราทั้งนั้น ด้วยความเมตตาสงสารเต็มหัวใจ เพราะฉะนั้นการช่วยโลกในคราวนี้เราจึงช่วยโลกด้วยความอิ่มหนำสำราญ ด้วยความอิ่มพอของเรา เราไม่ได้ช่วยโลกด้วยความหิวโหยโรยแรงอะไรทั้งนั้น เราเห็นแต่ความบกพร่องของเมืองไทยของเรา เราถึงได้หันหน้ามาช่วยเต็มกำลังความสามารถ

จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้เห็นใจพระพุทธเจ้า และเห็นใจหลวงตาบัวซึ่งนำพี่น้องทั้งหลายเพื่อรบกับความยากจนนี้ให้สู่ความสมบูรณ์พูนผล แล้วต่างคนต่างเสียสละทุกคน ๆ เมืองไทยของเราจะได้สง่างามขึ้นอย่างรวดเร็ว คราวนี้เป็นคราวประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ ถ้าคราวนี้ขึ้นไม่ได้แล้วก็ไม่ทราบว่าคราวไหนจะขึ้นได้ มีแต่ความจะจมโดยถ่ายเดียว ความจมกับความขึ้นได้เราจะเอาทางไหน ความขึ้นได้ความชนะ นี่เราเอาทางนี้ ให้ต่างคนต่างเสียสละ อย่าถอยหลังนะ

มีห้าบาทแบ่งสองบาทหรือสิบสลึง เสียสละลงไป นี่เรียกว่าเราสร้างมหาทาน ทานเพื่อชาติเราไม่เคยทาน ทานเพื่อคนนั้นคนนี้อะไร ๆ เราทานมา ต่างคนต่างทานมาด้วยกันแล้ว แต่ทานนี้เป็นทานมหากุศลอย่างยิ่ง ทานเพื่อชาติของเราเรายังไม่เคยได้ทำ ขอให้ต่างคนต่างสร้างมหากุศลขึ้นสู่เมืองไทยของเรา เราก็จะมีกุศลชุ่มเย็นมากที่สุด จนกระทั่งวันตายเราก็ตายด้วยความชุ่มเย็น ตายด้วยความสง่างามในเมืองไทยของเรา นี่เรียกว่าเราสร้างมหากุศล มหากุศลอันยิ่งใหญ่ ทำเมืองไทยของเราให้ร่มเย็นทั้งชาติเลย ให้พากันจำนะ นี่ละเป็นครั้งที่สองที่หลวงตาบัวออกสงคราม

สงครามนี้เป็นสงครามเพื่อชาติ เราช่วยเต็มเหนี่ยว สงครามเพื่อตัวเองได้ช่วยมาแล้วผ่านมาแล้ว ดังที่เรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบ สงครามครั้งนี้เป็นสงครามเพื่อชาติบ้านเมือง หลวงตาบัวเอาชีวิตเข้าแลก ไม่มีอะไรเสียดายยิ่งกว่าประเทศไทยของเรา ประเทศไทยของเราเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก จึงต้องได้เสียสละอย่างนี้ จึงต้องได้อุตส่าห์พยายามทุกด้านทุกทาง ร่างกายไม่เอาไหนละเวลานี้ ไปไหนก็ไม่ได้เรื่องได้ราว แต่จิตใจมันเข้มแข็งด้วยความเมตตาสงสารโลกนั่นเอง จึงได้ตะเกียกตะกายช่วยเหลือตลอดมาอย่างนี้

เอาละพอจะเข้าใจกันแล้ว


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก