หมอต้องเป็นบุคคลตัวอย่าง
วันที่ 8 มิถุนายน 2541
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมคณะชมรมพุทธธรรมศิริราช ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๑

หมอต้องเป็นบุคคลตัวอย่าง

เอาของไปส่งโรงพยาบาลภูเรือเพิ่งกลับมา เราช่วยเหลือตลอดโรงพยาบาล วันหนึ่งไปส่งแห่งหนึ่ง ๆ ช่วยเหลือเขา อาหารการกิน นับแต่ข้าวสารเป็นพื้นไปเลย นอกจากนั้นก็เครื่องกระป๋อง พวกน้ำปลา น้ำมันพืช ขนมอะไร ๆ ก็แล้วแต่ อาหารสดบ้าง เอาไปลงโรงพยาบาลนี้ วันนั้นลงโรงนั้น ๆ เป็นประจำไม่ได้ขาด เราเอาใจใส่มากทางโรงพยาบาล เพราะฉะนั้นถึงได้พูดกับผู้ใหญ่สูงสุดเสียด้วยนะ เรากล้าพูดอย่างนั้นละ พระป่าพูดอย่างตรงไปตรงมาเป็นภาษาธรรมะ

ทางนั้นว่าทางรัฐบาลไม่ให้งบประมาณ ตัดงบประมาณของโรงพยาบาล ตัดทำไมโรงพยาบาล เราว่าอย่างนี้ซิ ถ้าไม่อยากตัดหัวคนทั้งชาติแล้วตัดทำไมโรงพยาบาล ถ้าตัดทางอื่นเราไม่ว่านะว่าอย่างนี้เลย โรงพยาบาลนี่ไม่ว่ามหาเศรษฐี กุฎุมพี ชาติชั้นวรรณะใดก็ตาม ใครเจ็บไข้ได้ป่วยต้องวิ่งเข้าโรงพยาบาล โรงพยาบาลเป็นผู้ชุบเลี้ยงชีวิต แล้วมาตัดทำไมเราว่าอย่างนี้เลย นี้พูดกับผู้ใหญ่สูงสุดด้วยนะไม่ใช่พูดธรรมดา เอาจริงจังด้วย ที่อื่น ๆ มีถมไปที่จะตัด โรงพยาบาลนี้มาตัดทำไม

อย่างน้อยต้องให้ทรงตัวไว้ มากกว่านั้นต้องเสริมถึงถูกต้อง ความจำเป็นมีอยู่กับทุกคน แล้วทุกคนนี้ก็ต้องเข้าโรงพยาบาล ส่วนมากเป็นอย่างนั้น แล้วมาตัดทำไมเราว่าอย่างนี้ นี่ดูได้ทราบว่าทางสาธารณสุขได้เพิ่มอีกสองร้อยล้านว่าอย่างนั้นนะ อาจจะเป็นผลไปจากนี้แหละ จากคนพูดภาษาไม่ขอบปาก คือพูดอย่างตรงไปตรงมา นี่ละภาษาธรรมะ พูดอย่างตรงไปตรงมา ภาษาธรรมไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เรียกว่าเป็นภาษาที่สะอาด

ภาษาธรรมพูดอย่างตรงไปตรงมา มีบอกว่ามี ดีบอกว่าดี ชั่วบอกว่าชั่ว ตรงไปตรงมา แต่กิเลสไม่ได้ว่าอย่างนั้นนะ ดีบอกว่าชั่ว ชั่วบอกว่าดี ปลิ้นปล้อนหลอกลวงที่สุดคือกิเลส เพราะฉะนั้นมันจึงหลอกลวงต้มตุ๋นโลกให้ล่มจมไปตาม ๆ กันยังไม่เห็นโทษของมันเลย แล้วยิ่งต่างคนต่างส่งเสริมกิเลสเสียด้วยนะ ความโลภก็ไม่มีประมาณ เอาจนตาย ราคะตัณหาไม่มีประมาณ เอาจนตาย พวกนี้พวกเสริมไฟนะนี่นะ ความโกรธไม่ออกจากสิ่งเหล่านี้จะออกจากไหน ก็ต้องออกจากอันนี้แหละ เสริมฟืนเสริมไฟ

ความรู้มากน้อยไม่มีความหมาย ธรรมชาติอันนี้เอาไปเป็นเครื่องมือใช้อย่างเรียบวุธ ๆ หมด แล้วใครมีความหมายในโลกอันนี้ ไปหาดูซิหัวใจใคร ในเมืองไทยเรานี้ไม่ต้องไปหาที่อื่น เอาใครจะสูงต่ำขนาดไหนก็ตามให้ไปหาความสุข มันเจอที่ไหน ไม่มี มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้อยู่ที่หัวใจ ๆ ทั้งนั้น เดือดร้อนตาม ๆ กันไปหมด ถามปากไหนมีแต่ปากสกปรก ออกมาแล้วบ่นอย่างนั้นแล้วบ่นอย่างนี้ ปากสะอาดปากมีความสุขความสบายไม่เห็นมีกัน

หลวงตาบัวก็เป็นนักสังคมทั่วประเทศไทย แล้วปากไหนมาพูดให้ฟังว่า ข้ามีความสุขอย่างนั้นอย่างนี้ไม่เห็นมี มีแต่เรื่องบ่นความทุกข์ความทรมาน คนใหญ่คนโตขนาดไหนก็มาบ่นเรื่องเดียวกันนี้ แสดงว่าคนไทยเรานี้เป็นชาวพุทธที่โง่มาก หาความสุขไม่เจอ ใครมีตั้งแต่ความทุกข์ความทรมานเต็มหัวใจ ไม่ว่าสูงว่าต่ำว่าใหญ่ว่าน้อยว่าจนว่ามั่งมี ความทุกข์นั้นเต็มหัวใจด้วยกันหมด แล้วใครเป็นคนทรงความสุขไว้ในโลกอันนี้

ตื่นขึ้นมาจนกระทั่งยันค่ำถึงเวลานอน ไปหาความสุขนะนั่น กลับมาแล้วมีแต่ความทุกข์เต็มหัวอก ๆ บางรายนอนไม่หลับ ดีไม่ดีฆ่าตัวตาย เพราะอำนาจของกิเลสเหล่านี้แหละ แต่เราก็ไม่เห็นโทษของมัน ส่งเสริมกันมากเสียด้วยทุกวันนี้ ถ้าเป็นเรื่องของกิเลสแล้ว แหม ออกหน้าออกตาไม่สะทกสะท้าน แบบหน้าด้านเลยเทียวนะ เรื่องธรรมนี้ออกมาไม่ได้นะ ถูกกิเลสตีเอา ๆ แหลกเหลวไปหมด

ต่อไปนี้ศาสนาพุทธของเราจะไม่มีในเมืองไทย จะมีแต่กิเลสเต็มบ้านเต็มเมือง ธรรมะออกมานิดหนึ่งไม่ได้ถูกกิเลสตีเอา ๆ ถ้าเป็นเรื่องของกิเลสแล้ว เอา ออกเพ่นพ่านได้ทั้งหญิงทั้งชาย ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย คนโง่คนฉลาด ได้ออกแบบเดียวกันหมด ไม่มีใครสะดุดใจเลยว่านี้คืออะไร นี้ผิดหรือถูก ไม่มีใคร นั่นละมันถึงได้รับความทุกข์ความทรมานเต็มบ้านเต็มเมือง

โรงพยาบาลก็รักษาตั้งแต่ร่างกายเท่านั้นนี่นะ รักษาจิตใจไม่ได้ จิตใจไม่ได้สงบลงเลย คนไม่มีโรคก็เป็นทุกข์ได้ คนมีโรคก็เป็นทุกข์เพิ่มขึ้นอีก ทั้งโรคภัยไข้เจ็บทางร่างกาย ทั้งโรคภายในจิตใจได้รับความทุกข์ แต่ศาสนานี้เป็นเครื่องระงับดับ ร่างกายก็บรรเทาได้ ทางจิตใจไม่ต้องบอก อบรมทางด้านจิตใจมีแต่ความสงบสุข เย็นใจ ๆ ไม่มีเงินสักสตางค์ก็อยู่ได้สบาย นั่นคือผู้หาความสุขเจอด้วยอรรถด้วยธรรม ไม่ได้หาความสุขเจอเพราะอำนาจของกิเลสนะ

ความทุกข์มีแต่อำนาจของกิเลสทั้งนั้นหาความทุกข์ให้โลกเวลานี้ โลกจึงได้เดือดร้อนไปตาม ๆ กันหมด เราอย่าเข้าใจว่าคนนั้นสูงคนนี้ต่ำ มันไม่ได้สูงได้ต่ำหรอก ไฟท่วมหัวใจมีด้วยกันทุกคน ดูศาสนาท่านดูที่หัวใจคน ท่านไม่ได้ดูที่สูงต่ำดำขาวอะไรต่าง ๆ นานา ยศฐาบรรดาศักดิ์บ้านเรือนใหญ่โตรโหฐาน โอ๊ย คนนี้เขามีความสุข ความสุขขี้หมาอะไรมีแต่กองทุกข์เต็มหัวใจ นี่ละดูความจริง

นี่ภาษาธรรม ธรรมท่านดูอย่างนั้นนะท่านดูหัวใจโลก ท่านไม่ได้ดูสิ่งของเหล่านี้ มันเป็นเครื่องประดับร้านของกิเลสต่างหาก มันหลอกลวงสัตวโลก ดูที่หัวใจ มันเดือดมันร้อนที่ตรงไหน แก้ไขเข้าไปตรงนั้น ๆ นั่นละธรรมะดู เป็นน้ำดับไฟ ๆ มันก็เย็นไปทั่วหน้ากันซิคนมีธรรมะ ถ้าไม่มีธรรมะ เอ้า จะไปหากี่กัปกี่กัลป์ก็ไปเถอะ จมด้วยกันทั้งนั้นแหละ

กิเลสจะพาคนขึ้นสวรรค์นิพพานไม่เคยมี มีแต่พาจม ๆ ลงนรกฉิบหายป่นปี้ไปหมด นั่นละกิเลสพาไป แต่โลกก็ไม่ยอมเข็ดหลาบ ไม่ยอมเห็นโทษของมัน ต่างคนต่างพากันส่งเสริม โลกจึงทวีรุนแรงด้วยความทุกข์ความทรมานเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดแล้ว ให้พากันพิจารณานะมาเยี่ยมหลวงตาบัว หลวงตาบัวก็ไม่มีอะไรมีแต่ภาษาธรรมพูดให้ฟัง

เวลาพูดอย่างนี้ก็จะหาว่าหลวงตาบัวดุอย่างนั้นดุอย่างนี้นะ กิเลสมันจะออกต่อต้านทันทีนะ ดุอย่างนั้นแล้วดุอย่างนี้จะว่านะกิเลส มันไม่ชอบความสะอาด..กิเลสตัวสกปรกแต่มันไม่ให้พูดเรื่องสกปรกของมันเลยนะ มันจะให้พูดแต่ความสะอาด นิ่มนวลอ่อนหวานไพเราะเพราะพริ้ง แต่เวลามันเผาหัวใจคนมันไม่พูด เอาละพอ ลงเวทีแล้วที่นี่ ลงเวทีแล้วก็ธรรมดา เหมือนนักมวยเขาเวลาขึ้นเวทีต่อยปึ๋งปั๋ง ๆ พอลงจากเวทีแล้วก็เป็นธรรมดาเรา อันนี้ลงเวทีแล้วก็ธรรมดาละ ไม่มีอะไร

ทำบุญโครงการช่วยชาติกับหลวงตาครับ

ดีละต่างคนต่างช่วยนะ ชาติไทยของเราถ้าไม่ต่างคนต่างช่วยจะล่มจมได้แน่นอนไม่สงสัย เพราะฉะนั้นให้ต่างคนต่างฟื้นต่างคนต่างเห็นเป็นความสำคัญเต็มตัวด้วยกัน แล้วจะฟื้นได้ไม่สงสัยอีกเหมือนกัน

เวลานี้กำลังช่วยโลก เราช่วยเต็มเหนี่ยวเหมือนกันนะเราจึงหนักมาก ร่างกายนี้อ่อนเต็มที่แล้ว แต่จิตใจยังเข้มแข็งด้วยความสงสารโลก จึงได้หันหน้ามาช่วยโลก วันที่ ๒๔ นี้ก็จะไปกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันไปถึงงานจะมีตลอดเลย ไปกรุงเทพฯก็ต้องกลับก่อนเข้าพรรษา คงจะกลับในราววันที่ ๗ วันที่ ๘ ก็อาสาฬหะ วันที่ ๗ กลับ วันที่ ๒๔ ไปถึง จากนั้นมาก็ติดต่อกันเรื่อยเลย ส่วนต่าง ๆ จะมาที่นั่น ในภาคกลางจะมาจำนวนมากที่นั่น จากนั้นก็ไปตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เขานิมนต์ไป เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยประสานมิตร เราต้องไปตามจุด ๆ ที่เขานิมนต์ไปจึงไม่มีเวลาว่างแหละ

อยากเชิญชวนบรรดาท่านทั้งหลายให้พากันสนใจในอรรถในธรรมนะ เวลานี้โลกนี้ร้อนเพราะกิเลสเข้ารุม ธรรมเข้าใกล้ไม่ได้ กิเลสจึงเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ดังที่อธิบายมาแล้วตะกี้นี้ นี่ละกิเลสออกสนามดูเอา โลกร้อนเป็นไฟไปหมด ถ้าธรรมออกสนามแล้วโลกจะเย็น เย็นหมด ไปที่ไหนเย็น ตามความสามารถของผู้ปฏิบัติตนได้

เดี๋ยวนี้ศาสนามีแต่หนังสือนะ มีแต่ตำรับตำรา ตัวจริงของศาสนา เนื้อหนังของศาสนาไม่มีติดใจของชาวพุทธเราเลย เพราะฉะนั้นชาวพุทธเราจึงร้อนเพราะมีแต่กิเลสเป็นเนื้อเป็นหนังเสียหมด ฉิบหายวายปวงไปเพราะกิเลสนี้มากต่อมาก น่าสงสารนะ ธรรมะเป็นเครื่องชำระกิเลสอยู่ภายในใจ อะไร ๆ ชำระไม่ได้นอกจากธรรมะเท่านั้นที่จะชำระกิเลสภายในใจได้ ดังพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านชำระได้ออกหมด ไม่มีทุกข์แม้นิดหนึ่งติดหัวใจท่านเลย นั่นละอำนาจของธรรมชำระกองทุกข์ได้โดยเด็ดขาด แต่อำนาจของกิเลสนี้เข้าถึงขั้นมหันตทุกข์ได้โดยไม่สงสัยเหมือนกัน มันเอาสัตวโลกให้จมไปได้ไม่สงสัยกิเลส เรื่องธรรมแล้วมีแต่เอาขึ้นอย่างเดียว

แต่นี้โลกชอบตั้งแต่เรื่องกิเลสน่ะซิ โห ถ้าว่าเรื่องกิเลสแล้วจริงจังมากนะ ถ้าเรื่องอรรถเรื่องธรรมแล้วเหยาะ ๆ แหยะ ๆ เพราะกิเลสตีมือไว้ไม่ให้ทำอะไร จะทำบุญให้ทานแต่ละหนึ่งบาท ๆ ก็ตาม กำแล้วกำเล่า แบแล้วกำเล่า เสียดาย ให้กิเลสเอาไปถลุงเท่าไรถึงไหนถึงกัน นี่เห็นไหมพวกเราเสียเปรียบกิเลสมากขนาดไหน เสียมากขนาดนั้นละดูเอา

ถ้าเป็นเรื่องของอรรถของธรรมแล้วทำอย่างว่านั่นแหละ ทำสักแต่ว่าทำ เหมือนธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนไว้นี้เป็นของเล่นไปหมด ถ้ากิเลสแล้วเป็นของจริงทั่วหน้ากันหมดเลย ไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่ ชาติชั้นวรรณะใดไม่เลือก จริงจังด้วยกันหมด เพราะฉะนั้นโลกถึงได้จริงจังไปด้วยความทุกข์ความทรมานปฏิเสธกันไม่ได้ เต็มไปหมด เพราะกิเลสเข้าอยู่ที่ไหนจะต้องสร้างกองทุกข์ที่นั่น วันหนึ่ง ๆ ถ้าได้ระลึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ ได้ระลึกถึงความตายบ้าง คนเราถ้าเป็นรถก็มีเบรกห้ามล้อนะ อันนี้มันเหยียบแต่คันเร่งละซี คันเร่งเพื่อจมลงในคลอง

ยิ่งฝ่ายหมอเราด้วยแล้วยิ่งใกล้ชิดกับศาสนามากนะ เป็นแต่เพียงว่าใช้ไปคนละแผนกเท่านั้น เช่น สรีรศาสตร์ วิชาทางแพทย์ต้องเรียนเรื่องสกลกายทุกสิ่งทุกอย่าง เรื่องสกลกายนี้เป็นธรรมพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาสอดส่องมองทะลุไปหมดแล้ว ทางหมอก็เรียนไปตามนี้ ควรจะแยกเอาสิ่งเหล่านี้ไปเป็นธรรมะเครื่องสอนตน

นี่หมอบางคนมีเมียตั้ง ๕ คน ๑๐ คนก็ยังมี พวกหมอผีบ้าอะไรก็ไม่รู้นะ เรียนสรีรศาสตร์มันก็เห็นตับไตไส้พุง ขี้เก่าขี้ใหม่เต็มอยู่ในท้องของคนไข้ ๆ มันก็เห็น บทเวลามันเป็นบ้ากับผู้หญิงมันไม่ดูพุงนะ ดูแต่ความสวยความงาม หมอจึงโอ่อ่าลืมเนื้อลืมตัว เอาจริง ๆ เราพูดอย่างนี้ นี่ละธรรมะให้ท่านทั้งหลายฟังเอานะ โอ่อ่า ว่ามีศักดิ์ศรีอย่างนั้นอย่างนี้ ศักดิ์ศรีขี้หมาอะไร ผู้หญิง ๕ คนยังไม่พอนั่นเหรอศักดิ์ศรี ผู้ชาย ๕ คนยังไม่พอนั่นเหรอศักดิ์ศรีของหมอ

เดี๋ยวเขาใส่สระอาเข้าไปข้างหลังว่าเป็นหมา จะว่าอะไรให้เขาล่ะ มันน่าว่าเขาก็ว่าได้ซิ เรายังเป็นได้ทำไมเขาว่าไม่ได้ ผิดไปไหน เราเป็นผู้เป็นเองไม่ผิดเหรอ มันผิดไปก่อนแล้วเขาถึงว่าทีหลัง จะไปตำหนิผู้ว่าไม่ได้นะ ต้องตำหนิผู้เป็นซิ แก้ไขผู้เป็นแล้วคำว่าเหล่านี้เขาก็หยุด เขาหยุดเอง นี่ละฟังเอาภาษาธรรม ท่านทั้งหลายไม่เคยได้ฟังฟังเสีย

หมอเป็นผู้มีศักดิ์ศรี เริ่มแรกตั้งแต่เป็นนักเรียนแพทย์ พอเป็นนักเรียนแพทย์แล้วมีศักดิ์ศรีดีงามขึ้นมาแล้ว จนกระทั่งเป็นแพทย์แล้วมีความสง่าราศี คนเคารพนับถือ ทีนี้หมอต้องทำเป็นตัวอย่างซิถึงถูกต้อง หมอต้องเป็นบุคคลตัวอย่างสำคัญ ๆ ทั้งของคนไข้ ทั้งของคนทั่ว ๆ ไป เขายิ่งจะมีความเคารพนับถือมากขึ้น

นี่เขาว่าหมอรีดไถเก่งเขาว่างั้น นี่พูดตามความจริงนะ เราพูดถึงส่วนมากมักเป็นอย่างนั้นเวลานี้ ไม่เหมือนแต่ก่อน หมอแต่ก่อนมีความเมตตามาก แต่ทุกวันนี้เห็นแก่เงินแก่ทองเขาว่างั้น รีดไถก็เก่ง ขึ้นไปนี่ อุบายจะกินคนไข้นี้มีกี่ร้อยแบบกี่พันประการ กว่าจะได้เข้าถึงตัวยานี้กินไปแล้วไม่ทราบสักเท่าไร กี่ขั้นกี่ตอนกินไป ๆ พูดแล้วเราสลดสังเวชนะ เขามาพูดให้ฟังเขาไม่ได้มาโกหกเรา เราก็มีลูกศิษย์เป็นหมอด้วยกันเราก็เสียหน้าไปด้วยซิ โห ลูกศิษย์หลวงตาบัวนี้เป็นแบบนั้นก็มีแล้วเหรอ มันอดคิดไม่ได้นะ

เพราะฉะนั้นจึงเตือนท่านทั้งหลายที่มาเป็นลูกศิษย์ก็ดี ไม่เป็นลูกศิษย์ก็ดี ให้นำธรรมะนี้ถวายตัวเป็นลูกศิษย์ท่าน โลกจะได้ชุ่มเย็น ปฏิบัติตัวให้เป็นคนดีให้มีศักดิ์ศรีดีงาม อย่าเห็นแก่ได้ ความเห็นแก่ได้ไม่เกิดประโยชน์อะไรแหละ ความเห็นแก่คุณธรรมนั้นแลเกิดประโยชน์แก่โลก โลกชุ่มเย็นด้วยความเห็นแก่ธรรมไม่ใช่เพราะเห็นแก่โลภแก่ได้อย่างเดียว ให้พากันไปปฏิบัติไปพินิจพิจารณา

นี่ไม่มีใครที่จะสอนท่านทั้งหลาย พูดให้ท่านทั้งหลายฟัง ทั้ง ๆ ที่ธรรมเป็นของจริง ใครไม่กล้าพูด ลูบหน้าปะจมูก แต่ธรรมท่านไม่ได้ลูบหน้าปะจมูกนี่ ตรงไหนตรงนั้น ท่านจึงสอนโลกได้ ท่านจะเห็นแก่สูง ๆ ต่ำ ๆ ท่านสอนโลกไม่ได้พระพุทธเจ้า ธรรมต้องเสมอภาคไปเลย ถ้าสูง ๆ ต่ำ ๆ ธรรมก็เหมือนกับโลก สอนโลกไม่ได้ ธรรมต้องเหนือโลกตลอดไปสอนโลกได้

โอ๊ย เขาว่าหมอคนหนึ่ง ๆ มีเมียไม่รู้กี่คนนี้ โอ๊ย เราสลดสังเวชนะ หมอส่วนใหญ่มีเมียคนเดียวครับ หมอรอบ ๆ ด้านนั่นแหละเขาว่าเป็นเมียหมด แล้วจดทะเบียนทำท่าประดับร้านว่ามีเมียคนเดียว จดทะเบียนกันไว้ แต่เมียกาฝากนั้นมีกี่สิบกี่ร้อย ผู้หญิงก็เหมือนกันนะไม่ว่าแต่ผู้ชายนะ ผู้หญิงก็เหมือนกัน กิเลสกามตัวนี้กินไม่เลือกเหมือนกันหมด ทั้งหญิงทั้งชายนั่นแหละ แต่นี้เรายกมาพูดเฉพาะเพียงผู้ชาย ผู้หญิงให้พึงทราบตัวเองว่ากิเลสมีเต็มตัว ต้องทำได้สิบผัวเหมือนกันแหละ

เอาละพอ เหนื่อยแล้ว


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก