ประวัติย่อ
วันที่ 25 มิถุนายน 2541
สถานที่ : สวนแสงธรรม กทม.
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กทม.

เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๑

ประวัติย่อ

ขอให้พี่น้องทั้งหลายเห็นใจนะ นี่ได้พูดแล้ว ในหนังสือก็ออกหมดแล้ว หมดไส้หมดพุง ไม่ได้มีปิดบังลี้ลับ เปิดหมดแล้ว เราไม่มีห่วงใยอะไรแล้ว (มีผู้ขยับไมค์ไปใกล้ ๆ ) ได้ยินขนาดนี้แล้วจะเอาอะไรอีก เอามัดติดคออีกเหรอ มันไกลไปเจ้าค่ะ นั่นละมันใกล้ก็มีแต่มัดติดคอเท่านั้น เหลืออยู่เท่านั้นเอง นี่เขาเรียกภาษาตลาดเขาพูดกันอย่างนี้ พูดสนุกกัน ภาษาตลาดไม่ถือสีถือสากัน ถ้าภาษาสมบัติผู้ดีแล้วต้องทำท่าทำทาง กิเลสตบแต่งให้อย่างนั้นตบแต่งให้อย่างนี้ อันนี้ไม่มีอะไรมาตบแต่ง ฟัดกันเลย กิเลสตัวไหนมันเก่งมาเลย เคยฟัดกันพอแรงแล้วไม่ใช่มาคุยเฉย ๆ คุยด้วยการฟัดกันมาพอแรง ตัวไหนเก่งมาว่างั้นเลย ก็ไม่เห็นตัวไหนผ่านมาเลยได้ ๔๙ ปีนี้แล้ว หมดจริง ๆ หมดเอาเสียจริง ๆ ไม่มีอะไรเหลือ

ถึงจะดุด่าว่ากล่าว กิริยาท่าทางเป็นเหมือนโจรเหมือนมารผู้ร้ายก็ตาม อันนี้เป็นกิริยาของธรรมที่ออกจากใจด้วยความเมตตา พลังของธรรมพลังของใจต่างหาก ไม่ได้มีกิเลสตัวใดเข้ามาแฝงเลย แต่เพราะร่างกายเขามีนี้แต่ก่อนเป็นสมบัติของกิเลส กิเลสเป็นเจ้าของมันยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของมัน ทีนี้พอกิเลสพังลงไปแล้วไม่มีเจ้าของ ธรรมเป็นเจ้าของธรรมไม่ยึด เป็นแต่เพียงว่านำมาใช้ ทีนี้กิริยาท่าทางของการใช้ขันธ์นี้มันก็ต้องเป็นเหมือนกัน กิริยาท่าทางเหมือนกัน เป็นแต่เพียงว่าหลักธรรมชาติที่ออกมาไม่เหมือนกัน อันหนึ่งเป็นกิเลส อันหนึ่งเป็นธรรม ต่างกันเท่านั้น

ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้เห็นแก่ชาติไทยของเรา หลวงตาเองพูดจริง ๆ บอกว่าไม่มีอะไรแล้วในสามแดนโลกธาตุนี้ ที่เข้ามาผ่านหัวใจติดหัวใจแม้เม็ดหินเม็ดทรายไม่มี ถ้าพูดถึงว่าห่วง ไม่มีอะไรห่วง ห่วงไม่มีหวงไม่มี อะไรไม่มีติดใจ แต่ความเมตตานี้ครอบโลกธาตุ นั่นละที่นำมาปฏิบัติต่อโลกเวลานี้ ทำด้วยความเมตตา เพราะฉะนั้นขอให้ทุกท่านจงเห็นใจชาติไทยของเรา ตั้งแต่หลวงตาบัวไม่เห็นมีอะไรเลยยังมาห่วงชาติไทย แล้วพี่น้องชาวไทยซึ่งอยู่กับชาติไทยมานี้จะไม่ห่วงได้ยังไง ต้องต่างคนต่างห่วง ต่างคนต่างเสียสละ ต่างคนต่างมีความรักชาติสามัคคีกัน นั้นถูกต้องตามเจตนาของหลวงตาบัวที่มาทำประโยชน์แก่โลกคราวนี้

เราไม่มีอะไรเรายังมาอุตส่าห์ขนาดนี้ ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็ตามทนเอานะ เราทนเอาเพราะเห็นแก่ชาตินั่นเองถึงได้ทน เพราะฉะนั้นขอให้ทุกท่านได้เห็นแก่ชาติของตัวเอง งานนี้เป็นงานที่รวมน้ำใจคนไทยทั้งชาติเข้าสู่ใจดวงเดียวกันกับพระพุทธศาสนา เข้าสู่จุดเดียวคือธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่มีคำว่าเป็นก๊กเป็นเหล่า คณะนั้นคณะนี้ ข้าศึกศัตรูไม่มี ศาสนาเต็มไปด้วยความเมตตา นำโลกให้เป็นไปด้วยความราบรื่นดีงามและสงบสุขร่มเย็นทั่วหน้ากัน นี่ศาสนานำนำอย่างนั้น

งานนี้เป็นงานรวมน้ำใจของชาวไทยทั้งชาติมาเป็นจุดเดียวกัน คือความรักชาติอันเดียวกัน แล้วก็ความสามัคคีอันเดียวกันเหมือนกัน ความเสียสละเหมือนกัน ไม่ว่าคนมีคนจนมีเท่าไรสละมาเพื่อชาติของตน ๆ นี้ถูกต้องตามหลักของผู้มีชาติเป็นของตน มีชาติเป็นสมบัติของตนด้วยกันทุกคน ต้องทำอย่างนี้

…..เป็นป่าไผ่ พอไปถึงแล้วเราก็ไปเที่ยวดูหมด ดูสถานที่ทำงานของพระคือสถานที่เช่นไร ๆ เพราะป่านี้สงัดวิเวกมากเหมาะสมอย่างยิ่ง กับอำเภอก็อยู่ห่างไกลกันด้วยไม่มีอะไรมารบกวน มีการภาวนาล้วน ๆ เป็นความสะดวกสบาย มาถึงแล้วเราก็ไปเที่ยวดู ออกนอกบริเวณวัดก็ออกไปเที่ยว มาก็มาขู่พระล่ะซี พอมาถึงแล้วก็เอาเหล่านั้นละมาขู่พระ พระเหล่านี้เป็นพระหมูขึ้นเขียง ไม่ยอมลงเขียงเลย มีแต่พระขี้เกียจขี้คร้าน หาทางจงกรมสักเส้นหนึ่งสายหนึ่งไม่มี พากันอยู่กันกินอย่างนี้เหรอพระลูกศิษย์ตถาคต พระพุทธเจ้าสอนให้เป็นหมูขึ้นเขียงไม่ยอมลงอย่างนี้เหรอ เอานั้นละมาใส่ตูมตาม ๆ เสร็จแล้วก็ออกมาเลย

ไปดูแล้วดี มีภูเขาสูง ๆ เราไปเที่ยวดู พระพุทธเจ้าพระครั้งพุทธกาลเป็นอย่างที่ว่านี้ ไม่มีที่เกลื่อนกล่น เฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทยของเรานี้ที่เกลื่อนกล่นอยู่อย่างนี้ ที่เป็นกันอยู่นี้ ไม่มีในหลักพุทธศาสนา ไม่มีในตำรา เกลื่อนกล่นวุ่นวาย พระพุทธเจ้าสอนให้แสวงหาอรรถหาธรรมอย่างเดียว สถานที่ทำงานของพระคือที่เดินจงกรม ที่นั่งสมาธิภาวนา ที่วิเวกสงัด งานของพระคืองานภาวนา สถานที่ของพระคือหาอยู่ในที่สงบสงัดบำเพ็ญตน นี้คือหลักตำราพระพุทธเจ้าที่ทรงดำเนินมาและสั่งสอนสัตวโลกมาตลอดเป็นอย่างนี้

ทีนี้เอามาเทียบกันซิทุกวันนี้ เป็นยังไงที่ว่าเกลื่อนกล่นเหล่านี้ คือมันไม่มีอย่างนี้เลย มีแต่พระหากินแบบโลกแบบสงสารแบบกิเลสตัณหา พระหาอรรถหาธรรมไม่มี มีแต่หาเงินหาทองไปอย่างนั้น มันก็เป็นแบบกิเลสตัณหาไปหมดแล้ว หาเพื่อสั่งสมเข้าพุงของกิเลส ไม่ได้หาเพื่ออรรถเพื่อธรรมอะไร

อย่างนั้นละภาษาธรรมท่านพูดอย่างตรงไปตรงมา ศาสนาต่อไปนี้ก็จะเหลือแต่ตำรา เอาจับยัดใส่เข้าในตู้ในหีบแล้วล็อกเอาไว้เลยห้ามไม่ให้ออก ดีไม่ติดประกาศไว้ห้ามไม่ให้ออก คือห้ามไม่ให้ธรรมออก แล้วเปิดทางให้กิเลสออกทั้งคืนทั้งวัน ตายที่ไหนเป็นป่าช้าที่นั่น ให้กิเลสพาออกตายที่ไหนเป็นป่าช้าที่นั่น ไม่คำนึงถึงความเป็นความตายป่าช้าของตัวเอง มีแต่ดีดแต่ดิ้นวันยังค่ำคืนยังรุ่ง นี่เรื่องกิเลสลากจูงสัตวโลกลากจูงอย่างนี้ เพราะฉะนั้นโลกจึงเดือดร้อนวุ่นวาย เพราะถูกกิเลสลากอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา หาความผาสุกร่มเย็นไม่ได้

ที่ยังดีอยู่เวลานี้ก็คือวัดถ้ำภูวัว ยังไม่ลดระดับ คงเส้นคงวาหนาแน่นอยู่ด้วยการภาวนา ป่าเขาตรงนั้นมันกว้างนี่นะที่ถ้ำภูวัว กว้าง ไปอยู่ที่ไหนอยู่ได้หมด สงัดทั้งนั้นที่ว่านี่นะ เข้าไปอยู่ไหนแล้วเป็นคนเดียว ๆ เมื่ออยู่คนเดียวจิตอยู่กับเราแล้วทำไมจะไม่เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เห็นก็คือว่าจิตมันส่งออกนอกไปรู้โน้นรู้นี้ ส่งไปไหนมันก็รู้สิ่งนั้น รู้ไม่มีสิ้นสุดก็คือนักรู้ได้แก่ใจนี้ ส่งไปไหนมันก็รู้ไป ๆ แต่ไม่รู้หาอรรถหาธรรมที่จะเปลื้องตนออกนั่นซิ รู้มีแต่ไปกว้านเอากองทุกข์มาเผาเจ้าของ โลกถึงได้ร้อนด้วยกันหมด ท่านไปภาวนาพอย้อนจิตเข้ามาปั๊บ ความรู้อยู่ที่นี่แล้วมันจะซ่านออก ถ้าความรู้ออกแล้วไม่รู้เรื่อง ความรู้ออกแบบกิเลสไม่รู้เรื่อง ความรู้เข้าปั๊บของธรรมนี้มันจะรู้เรื่อง หลับตาก็ตามใจไม่หลับ

เดี๋ยวนี้สมัยทุกวันนี้ภาวนาไม่ต้องหลับตา ใครหลับตาเขาเรียกคนครึคนล้าสมัย ต้องลืมตา ตัวหัวมันผู้ลืมตามันไม่เคยภาวนามาคุยโม้หาอะไร อย่ามาคุยนะ นักภาวนายังมีอยู่หนา อย่ามาอวดหนา ผู้ทรงไว้มรรคผลนิพพานยังมีอยู่หนา อย่าเอากิเลสมาอวดหนาว่างั้นเลย พูดเหล่านี้เป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้นมาอวดธรรม เดี๋ยวนี้มีแต่กิเลสแหยมหมดนะ พูดจริง ๆ น่าทุเรศ จวนตายเท่าไรยิ่งปลงธรรมสังเวชหนักเข้า ๆ แทนที่จะตายเท่าไรเสียดายโลกอยากอยู่โลกนี้ต่อไป ไม่ได้เป็นอย่างนั้นนี่นะ ยิ่งจวนจะตายเท่าไรยิ่งสลดสังเวช มองดูที่ไหน ๆ มีแต่เรื่องของกิเลสเหยียบย่ำหัวใจคน ธรรมที่เข้าแทรกคัดค้านต้านทานกันบ้างแทบจะไม่มี

เราถึงได้พูดว่าเมืองไทยเรานี่ยังดี มีพุทธ ธรรม สงฆ์ อยู่ เวลาจะเป็นจะตายก็วิ่งเข้าห้องพระ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธฯ สุปฏิปนฺโนฯ เพียงเท่านั้นก็พอระลึกถึงความได้ความเสียความเป็นความตายของตนเอง ผู้มีความทุกข์ความลำบากอยู่ในห้องพระ เวลาจิตสงบตัวเข้ามามันก็พอได้มองเห็นเหตุเห็นผล ก็พอมีความสงบเย็นบ้างนะ ไม่งั้นไม่เย็น

เมืองไทยเรานี้เป็นเมืองพุทธ มีห้องพระทุกบ้าน เวลาหลับนอนก็ต้องเข้าไปไหว้พระ อย่างน้อยได้อย่างนั้นก็ยังดี ที่อื่นเขาไม่มี เอามาแข่งกันอย่างนั้นซิ เพราะฉะนั้นเมืองไทยเราจึงเป็นเหมือนเกาะเหมือนดอนในท่ามกลางมหาสมุทร ท่ามกลางมหาสมุทรคือว่าท่ามกลางแห่งมหันตทุกข์ ทั่วโลกดินแดนมันเป็นอย่างนั้นด้วยกันหมด ของเรายังมีเกาะมีดอน เป็นที่อยู่ของผู้มีพุทธ ธรรม สงฆ์ ของผู้มีพุทธศาสนาแทรกอยู่ในหัวใจ แล้วก็เป็นเกาะเป็นดอนแห่งความสงบสุขบ้าง ต่างกันอย่างนี้นะ

ธรรมพระพุทธเจ้าท่านส่องโลกท่านเอาดวงตาของธรรมส่องนะ ท่านไม่ได้เอากิเลสส่อง พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านเอาธรรมส่องนี่นะ พวกเราเอากิเลสส่องก็มีแต่อันนั้นก็จะเอา อันนี้ก็จะเอา อันนั้นก็จะดี อันนี้ก็จะดี เวลาตายแล้วไม่เห็นได้อะไร กระดูกก็ไม่ได้ก็ยังไม่เห็นโทษของตัวเอง นั่นถ้ากิเลสพาส่องส่องอย่างนั้น ส่องเพื่อโลภ ส่องเพื่อโกรธ ส่องเพื่อราคะตัณหาไม่มีเมืองพอ ถ้ากิเลสพาส่อง ถ้าธรรมพาส่องแล้วตัดเข้ามา ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นภัย ๆ

หากว่าจำเป็นจริง ๆ ก็ให้เป็นเหมือนไฟในเตา อย่าให้ออกนอกเตา ถ้าเราละมันไม่ได้ก็ให้อยู่ในเตา รักษามัน เช่นไฟอันนี้เราละมันไม่ได้ ต้องอาศัยมัน เราก็ให้ใช้หุงต้มภายในเตาไฟของเรา อย่าให้มันไปลุกลาม ถ้าออกจากเตาแล้วเผาไปได้หมด กิเลสก็เหมือนกันให้อยู่ในเตาของศีลของธรรม เรียกว่าเตา กรอบของศีลของธรรม เป็นกรอบเอาไว้ ให้กิเลสอยู่ในนั้นใช้อยู่ในวงนั้นก็ยังดี

ให้มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ ภายในใจนะ วันหนึ่งคืนหนึ่งจะหลับจะนอนอย่างน้อยให้ระลึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ นี้ละเกาะที่ยึดของเรา พึ่งเป็นพึ่งตายได้เกาะนี้ นอกนั้นไม่มี ปฏิเสธได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ นอกนี้ไม่มี มีเกาะเดียวจุดเดียวพุทธ ธรรม สงฆ์ คุณงามความดีที่เราสร้างมาเหล่านี้ นี้ละคือจุดที่จะเกาะพึ่งเป็นพึ่งตายได้ มีเกาะนี้เกาะเดียว

ที่เกาะแล้ววุ่นวายทั่วโลกดินแดน ไม่ใช่ที่ยึดที่เกาะ มีแต่ฟืนแต่ไฟทั้งนั้น แต่กิเลสไม่ให้เห็นโทษ มันถึงเป็นบ้ากันทั้งโลกทั้งสงสาร ถ้าธรรมสอดเข้าไปปั๊บก็เห็นทันที แล้วก็มีคู่แข่งกัน เมื่อเป็นสองแล้วก็สนุกเลือกล่ะซิ ถ้ามีอันเดียวไม่ทราบจะเลือกอะไร เกิดมาเกิดกับกิเลส ตัวของเราก็เป็นกิเลส คิดออกมาทุกอย่างมีแต่กิเลส มันมีอันเดียว ๆ คือกิเลส ไม่มีคู่แข่ง พอธรรมแทรกเข้าไปปั๊บเป็นสองแล้วแข่งกัน ก็เห็นโทษเห็นคุณกันล่ะซิ

ผู้สื่อข่าว พวกผมในนามผู้สื่อข่าวก่อนจะกราบสัมภาษณ์หลวงตา ผมขอขมาหลวงตาไว้ล่วงหน้า ถ้ามีกรรมใดที่จะล่วงเกินหลวงตาด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม โดยที่เจตนาหรือไม่เจตนา ขอได้โปรดอโหสิกรรมด้วยครับ

หลวงตา เอาเลย ไม่มีใครถือกรรมถืออะไร มาหาของดีทั้งนั้นละ ถึงจะออกทั่วประเทศเขาก็ฟังแบบไม่ถือผิดถือถูก ถ้าเขาถือผิดถือถูก เป็นหูเขาผิดเองเราไม่ได้ผิดละ เราไม่ได้ถือสีถือสากัน ใครถือผู้นั้นผิดเอง หูทั่วประเทศไทยมาฟังผิดไปหมดก็ผิดทั่วประเทศไทย ปากเดียวเราถูก สองปากนี้ถูก มีเท่านั้นเอง เอ้าว่ามา

ผู้สื่อข่าว หลวงตาครับ หลวงตาไม่เคยเขียนอัตตโนประวัติ ก็ขออาราธนาหลวงตาเล่าเป็นความรู้ให้กับลูก ๆ หลาน ๆ ฟังสักนิดเถอะครับว่า ตอนที่หลวงตาตัดสินใจเข้าบวชในพุทธศาสนา หลวงตาเห็นทุกข์เห็นอะไรยังไงครับ

หลวงตา ไอ้เรื่องประวัติของตัวเองนี้พูดตามความจริง หลวงตาไม่สนใจนะ ตั้งแต่ใครมาขอประวัติของเรานี้มากต่อมาก ทั้งตัวใหญ่ ๆ ที่สุดมาขอประวัติแต่เราก็ไม่เคยให้ ตั้งแต่ผู้ใหญ่ที่สุดลงถึงเล็กที่สุด เราไม่เคยให้เลย ประสาประวัติหลวงตาบัวเป็นภาษีภาษาอะไรจะลง คือเราไม่ค่อยชอบ แต่ส่วนมากในหลักธรรมชาติแล้วการเขียนหนังสือออก การเทศน์ เทปไม่ทราบว่ากี่ม้วนก็แสดงเอาตัวของตัวออกกาง ๆ เหมือนกัน เป็นแต่เพียงไม่ได้บอกว่าเราเป็นคนรู้เราเป็นคนเห็น เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ได้พูดเท่านั้น แต่หลักความจริงที่ถอดออกไปจากใจ ความคิดนี้ออกจากนี้เอง แต่เมื่อมีผู้มาถามแล้วก็จะเล่าให้ฟังย่อ ๆ นะ

หลวงตาบัวนี้เป็นลูกชาวนา พ่อแม่พาทำไร่ทำนา ไม่ได้พาซื้อพาขายอะไร จึงไม่ชำนิชำนาญในเรื่องตลาดตเล ภาษีภาษาสังคมต่าง ๆ จึงไม่ค่อยเข้าใจ พูดก็ต้องเป็นพูดภาษาชาวนาไปเลย บวชก็อายุ ๒๑ ก่อนที่จะบวช อันนี้ถ้าจะพูดถึงเรื่องนิสัยวาสนามันก็จะน่าคิดอยู่นะ คือเราพูดตามความจริง เรื่องการเคารพในศาสนาเลื่อมใสกับพระกับเณรนี้ เราเลื่อมใสมากมาแต่เด็กตลอด ไปใส่บาตรตั้งแต่เด็กก็ไปกับผู้ใหญ่ เวลาโตขึ้นมานี้ความเลื่อมใสของศาสนาก็มาก แต่กิเลสก็มากเหมือนกัน เขามีลูกมีเมียก็คิดอยากได้ลูกได้เมียกับเขา

แต่มันแปลกอันหนึ่งนะ ถ้าคิดว่าจะเอาเมียที่ไหน ฟังให้ชัดนะ ถ้าคิดว่าจะเอาลูกเอาเมียที่ไหนมันหากมีสิ่งที่มากีดขวาง ๆ จนได้นั่นแหละ ทั้ง ๆ ที่สกุลของเรา ถ้าพูดถึงเรื่องสกุลชาวนาก็ไม่ได้ต่ำต้อย จัดเป็นอันดับหนึ่งในหมู่บ้านนั้นก็ไม่น่าจะผิด เพราะแต่ก่อนพ่อแม่ของเรามีเงินเป็นหลายชั่ง ๆ คือเงินชั่งแต่ก่อนไม่ใช่เล็กน้อย เป็นเงินหมื่น ๆ ทุกวันนี้แหละ เงินมีหลายชั่งในครัวเรือนของเรา พ่อกับแม่ให้เห็นเฉพาะลูกชายสองคนเท่านั้น ลูกนอกนั้นไม่ยอมให้เห็นเลย เวลาเอาออกมาสรงน้ำเดือนเมษาฯ เขาเรียกตรุษสงกรานต์ พ่อแม่เอาใส่ขันใหญ่ ๆ ออกมาเต็มเลยให้ลูกดูแล้วสรงน้ำกัน ให้รู้สองคน นอกนั้นไม่ให้มาเกี่ยวข้องเลย

นี่เราพูดถึงเรื่องฐานะของเรา ถ้าพูดกันตามชาวบ้านนอกแล้วเราอยากจะพูดว่า ไม่ได้ต่ำต้อยกว่าผู้ใดในชาวบ้านนั้น ทีนี้ถึงเวลาจะเอาเมียทีไรมันหากขัดหากข้อง เขาไม่ได้มาตำหนิสกุลของเราแหละ มันหากมีขัดมีข้อง มีลักษณะเหมือนกับว่าจะเอาเปรียบเอารัดกันอยู่นั้น เขามีอะไรต่ออะไรเหมือนกับว่าเขาจะมีเอาเปรียบเราอยู่นี้เราก็ไม่เอา คนนี้ผ่านไป คนนั้นไปพูดถึงในแง่นี้แล้วผ่านไป สุดท้ายมันก็ไม่ค่อยได้เรื่อง

แล้วมีตาคนหนึ่งเขามาดูลายมือให้เรา นี่น่าคิด ต้องการประวัติเราก็จะพูดให้ฟังย่อ ๆ มีตาคนหนึ่งแกมาเยี่ยมที่บ้านเพื่อน เราก็ไปเยี่ยมบ้านเพื่อนด้วยกัน ไอ้คนนั้นเขาพูดแต่จะบวช ๆ แกคงจะรำคาญหูของแก ไหนให้พ่อดูลายมือสักหน่อยน่ะจะบวชจริง ๆ เหรอ มาดู โอ๊ย จ้างก็ไม่ได้บวช นี่คู่ของมันติดอยู่นี่ เราก็จิตใจคึกคักอยากถามเขา เราจะเอาเมียไม่ได้หวังว่าจะบวช พอคนนั้นผ่านไปว่าจ้างไม่ได้บวช ก็ไม่ได้บวชจริง ๆ นี่ไม่กี่วันมันจะมีเมีย คู่มันติดกันอยู่แล้วนี้จะแยกออกได้ยังไง

พอคนนั้นผ่านไป เราก็ใส่ปุ๊บ ขอพ่อช่วยดูให้ เอ้อ คนนี้เป็นคนที่จะได้บวช อุ๊ย พ่อจะหาเมียนี่นะ จ้างก็ไม่ได้ว่างั้น ผู้นั้นว่าจ้างก็ไม่ได้บวช ทีนี้ผู้นี้ว่าจะเอาเมีย จ้างก็ไม่ได้ สายบวชมันเต็มแน่วแล้วเวลานี้ จะบวชเร็ว ๆ นี้ เราก็หน้าซีดไปเพราะไม่อยากบวช เราอยากได้เมียยิ่งกว่าอยากบวช ความเลื่อมใสศาสนาเราเลื่อมใสอยู่ แต่เวลานั้นอยากได้เมีย เอ้อ ผู้นี้เองจะบวชแน่ ๆ ว่าจะเอาเมียอยู่นะพ่อ จ้างก็ไม่ได้ว่างั้น นี่จะบวชอยู่เร็ว ๆ นี้

สรุปลงมาเลย รับประทานข้าวอยู่ในวงเดียวกันกับพ่อกับแม่ น้อง ๆ อะไรเต็มอยู่ด้วยกันเงียบ ๆ นะ อยู่ ๆ พ่อก็พูดขึ้นมาอย่างลอย ๆ เอ้อ ลูกคนนี้กูก็ไม่เคยได้ยกย่องสรรเสริญตั้งแต่เกิดมา วันนี้กูจะยกย่องมันเสียบ้าง แต่ไม่ได้บอกว่ากูจะทุ่มมันลงในขณะเดียวกัน ลูกคนนี้กูปล่อยใจให้หมด ไม่ว่าหน้าที่การงานความประพฤติทุกอย่าง กูไม่เคยได้ต้องติมันเลย กูยกให้หมดเลย แต่สำคัญที่เวลากูจะให้มันบวช คือกูมึงภาษาบ้านนอกเขาพูดกันอย่างนั้น แต่เวลากูจะให้มันบวชทีไรหูมันเหมือนไม่มีรู เฉย ๆ เวลากูตายแล้วจะไม่มีใครลากกูขึ้นจากนรก ถ้าไอ้นี้ลากไม่ได้แล้วลูกของกูทั้งหมดกูไม่ได้เคยพึ่งใคร กูพึ่งคนคนเดียวนี้ ลูกคนเดียวนี้ ถ้าคนนี้ไม่ได้บวชแล้วกูตายนี้ไม่มีวันกูจะขึ้นจากนรกได้

แล้วน้ำตาพ่อร่วงเลย แม่ก็ร่วง พอมองเห็นพับโดดหนีจากสำรับเลย ไปคิดสามวันเต็ม ๆ กระเทือนใจมาก..พ่อ มาสอนตัวเอง เพื่อนบ้านเขาทั้งแผ่นดินเขาบวชได้อยู่ได้เขาสึกได้ บางองค์ท่านเป็นถึงขนาดสมภาร ท่านตายกับผ้าเหลืองท่านยังตายได้ เรานี้บวชไม่ใช่ว่าจะบวชอยู่ตั้งกัปตั้งกัลป์ อยากสึกเมื่อไรก็สึกได้ ก็บวช ติดปัญหาเจ้าของเอง จากนั้นก็ตัดสินใจบวช พอว่าจะบวชเท่านั้นอะไรพร้อมหมดเลย นี่มันสำคัญอยู่นะ ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมหมด ไม่มีอะไรกีดอะไรขวางเลย พรึบเลยบวชเลย จึงได้บวช

จากนั้นบวชก็ตั้งใจเรียนหนังสือ เพราะเรานิสัยเป็นคนจริงมาแต่ไหนแต่ไร เอาจริงเอาจัง เรียนหนังสือเอาจริง ๆ จนกระทั่งเรียนจบเป็นมหาแล้วอยู่ในข้อกฎกติกาของเราที่ตั้งเอาไว้ว่า จะเรียนจบเพียงมหา ๓ ประโยคก็พออยู่พอกินกับการปฏิบัติของเรา วิชาขนาดเป็นมหาแล้วไม่จนตรอก นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ก็ได้พร้อมกัน พอถึงมหาเสร็จแล้วทีนี้ก็ต้องขออภัย มองดูอะไรนี้เหลืองไปหมด คือผู้ใหญ่ท่านจะไม่ให้ออกความหมายว่าอย่างนั้น ท่านจะให้เรียนต่อ เคารพผู้ใหญ่เราก็เคารพ แต่เราเคารพความสัตย์นี้สุดหัวใจเรายิ่งกว่าเคารพผู้ใหญ่ เราจะหาทางออกจนได้

บารมีก็ช่วยเหมือนกัน พอดีผู้ใหญ่ท่านออกไปต่างจังหวัด เราได้ช่องตรงนั้นก็ขโมยหนีเลย เข้าป่าเลยตั้งแต่บัดนั้นละ พรรษา ๗ สอบเปรียญได้พรรษาที่ ๗ พอจากนั้นแล้วก็เข้าป่า เข้าป่าเข้าจริง ๆ ไม่ใช่เข้าธรรมดา เข้าป่าเข้าเขาฟัดกับกิเลสเอาเต็มเหนี่ยว หูมีตามีอะไรไม่ใช้ คือไม่ให้ใช้ในทางที่ผิด ที่จะดูสิ่งใดที่เป็นข้าศึกต่อการแก้กิเลสนี้ จะไม่ดูไม่ฟังทั้งนั้น ตัดขนาดนั้นนะ ๙ ปีเต็ม ๆ เรียกว่าตกนรกทั้งเป็น ว่าติดตะรางเราไม่อยากพูดนะ คนคุกคนตะรางเขาไม่ได้ทุกข์อะไร เราแสนทุกข์ทีเดียวอยู่ในการประพฤติปฏิบัติธรรมฆ่ากิเลส ฟาดกันอยู่จน ๙ ปีเต็ม

เราสรุปลงมาที่ว่าชุลมุนวุ่นวาย ถ้าเป็นนักมวยก็ไม่ต้องมีกรรมการแยก ไม่ต้องให้น้ำ ใครเก่งให้อยู่บนเวที ใครไม่เก่งระหว่างกิเลสกับเราฟัดกันนั้น ใครเก่งให้อยู่บนเวที ใครไม่เก่งให้ตกเวที เราไม่เก่งให้เราตกเวที กิเลสไม่เก่งให้กิเลสตกเวที เราเป็นผู้ครองเวที ซัดกันถึงขนาดนั้นเต็มเหนี่ยว ๆ แล้วไม่ให้มีกรรมการแยก มันจะยื่นเวลาตายไปอีก ไม่ต้องให้น้ำ มันจะยื่นความตายไปอีก เอากันอย่างเด็ดกับกิเลส ซัดกันขนาดนั้น เรียกว่าสลบไสลเลยว่างั้นเถอะ แต่ไม่ถึงขั้นสลบจริง ๆ บางครั้งก็ใกล้เคียงกันมาก ไม่รู้กี่ครั้งนะ

จนกระทั่ง เอ้าฟังให้ดีตรงนี้ มาสรุปข้อปฏิบัติเลย ที่อยู่ในป่าในเขาในถ้ำเงื้อมผานั้นเป็นประจำ ๙ ปีไม่ได้ออก ฟัดกับกิเลสตลอดมา ความมุ่งหมายคือว่าไปฟังเทศน์ของหลวงปู่มั่นเรียบร้อยแล้ว ทีแรกมันสงสัยมรรคผลนิพพาน เรียนได้มหาแล้วยังแบกความสงสัยไปหาหลวงปู่มั่น พอไปหาท่านท่านก็ชี้มา ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอ ท่านเข้าใจว่าอะไรเป็นมรรคผลนิพพาน นั่นท่านจี้เข้ามาแล้ว

ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ อากาศธาตุเป็นอากาศธาตุ สภาวธรรมต่าง ๆ เขาเป็นเรื่องของเขาไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่กิเลส กิเลสจริง ๆ มรรคผลนิพพานจริง ๆ อยู่ที่หัวใจ เอาหัวใจให้ได้นะ เอาลงที่หัวใจด้วยจิตตภาวนา เอาให้ได้ มรรคผลนิพพานอยู่นี้ เปิดกิเลสออกหมดแล้วไม่ต้องถามหานิพพาน จะรู้ขึ้นมากับผู้ปฏิบัตินั้นเอง พระพุทธเจ้าไม่เคยถามใคร พระอรหันต์ท่านก็ไม่เคยถามใคร พอรู้ขึ้นเป็น สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศป้างขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วไม่ต้องถามใคร พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วสั่งสอนโลกทันที สาวกทั้งหลายบรรลุธรรมปึ๋งแล้วก็หมดภัยทันทีเลย

ทีนี้เมื่อถึงขั้นนั้นแล้วก็เป็นอย่างที่ว่านี่ ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เป็นภูเขา อยู่บนหลังเขาจริง ๆ วัดดอยธรรมเจดีย์อยู่ข้างบน กุฏิกระต๊อบเราอยู่ข้างบน เวลา ๕ ทุ่มที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เดือน ๖ แต่วันที่เราจำไม่ได้ เราจำได้แต่เดือน ๖ แรม ๑๔ ค่ำ เวลา ๕ ทุ่มพอดี ฟ้าดินถล่มภายในใจนี้ผึงเลย เหมือนโลกธาตุนี้ไหวหมด โลกธาตุนี่ นี่ละกิเลสคว่ำลงจากหัวใจ คือกิเลสพังลงจากหัวใจถึงกับฟ้าดินถล่มภายในใจของเราเอง จนตื่นเต้น โห ทำไมเป็นอย่างนี้ พอกิเลสพังลงจากหัวใจนี้ใจดีดผึงขึ้นมานี้จ้าไปหมดเลย

เอ้า พูดให้มันชัดเจนนะ แต่ก่อนตาก็หลับ ใจก็หลับ พอถึงขั้นตาภายในจ้าแล้ว ตาข้างนอกนี้จะหลับไม่หลับไม่เห็นสำคัญอะไร มันจ้าไปตาม ๆ กัน โอ้โห อย่างนี้เหรอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมท่านตรัสรู้อย่างนี้เหรอ ธรรมแท้เป็นอย่างนี้เหรอ พระสงฆ์สาวกแท้เป็นอย่างนี้เหรอ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งสามพระองค์นี้มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร อุทานขึ้นในใจ เรียกว่าขันธ์กระเพื่อม หัวใจถึงขั้นบริสุทธิ์เต็มที่เลิศเลอเต็มที่แล้ว มาเห็นเรื่องของกิเลสหลอกลวงโลก มันหลอกลวงแบบไหน ๆ มันจ้าขึ้นพร้อมกันหมดเลย มันเห็นความอัศจรรย์ของธรรมตรงนี้ และเห็นความเลวร้ายของกิเลสที่มันหลอกลวงต้มตุ๋นโลกให้ได้รับความทุกข์ทรมานมาทุกหย่อมหญ้าในขณะเดียวกัน พอนั้นเสร็จลงไปแล้วก็มีแต่รำพึงรำพันกราบแล้วกราบเล่า กราบพระพุทธเจ้า โห พระพุทธเจ้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง

เราจะยกข้อเปรียบเทียบให้พี่น้องทั้งหลายฟัง อันนี้เป็นคำพิเศษมาเปรียบกับความบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แม่น้ำสายต่าง ๆ ไหลลงสู่มหาสมุทร เวลาที่ยังไม่ลงสู่มหาสมุทร เราย่อมเรียกได้ว่าแม่น้ำสายนี้มาจากที่นั่น มาจากจังหวัดนั้นมาจากอำเภอนี้ เรียกได้ว่าแม่น้ำสายนั้น ๆ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกง เป็นต้น เวลายังไม่ได้เข้าถึงมหาสมุทรทะเลหลวงแล้วเราพูดได้แยกได้ว่า แม่น้ำนั้นมาจากสายนั้น พอแม่น้ำทั้งหลายนี้ไหลเข้าสู่มหาสมุทรทะเลหลวงแล้วเป็นอันเดียวกันเลย เราจะแยกแม่น้ำทั้งหลายว่ามาจากสายไหนนี้แยกไม่ได้ เพราะเป็นมหาสมุทรอันเดียวกันแล้ว

นี่ฉันใดก็เหมือนกัน มหาวิมุตติมหานิพพานนี้แลคือเทียบกับมหาสมุทรมหาทะเลหลวง บรรดาผู้บำเพ็ญธรรมทั้งหลายต่าง ๆ นั้นเป็นน้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลเข้ามา องค์นี้บำเพ็ญ องค์นั้นบำเพ็ญ เป็นแม่น้ำสายต่าง ๆ ไหลเข้ามา ๆ พอถึงขั้นบรรลุธรรมมหาวิมุตติมหาทะเลหลวงนั้นแล้วเป็นอันเดียวกันหมดอย่างนี้แหละ ผึงเป็นอันเดียวกันเลย โห พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง ๆ

เราไม่เคยคาดคิด เพราะเคยฝังใจมานานแล้วว่า พุทโธเป็นหนึ่ง ธัมโมเป็นหนึ่ง สังโฆเป็นหนึ่ง แล้วก็มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ประจักษ์ในหัวใจโดยไม่ต้องถามใคร ประจักษ์ โห มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอย่างนี้เองธรรมแท้ รวมในคำว่าธรรมอันเดียวกัน พอหมด

ทีนี้พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ที่เราทั้งหลายระลึกถึงท่านอยู่เวลานี้ คือ แม่น้ำสายต่าง ๆ เช่น การทำบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนาทั้งหลายเหล่านี้ เป็นแม่น้ำสายต่าง ๆ ของแต่ละราย ๆ ที่บำเพ็ญคุณงามความดี เป็นแม่น้ำสายต่าง ๆ ที่จะไหลเข้าสู่มหาวิมุตติ นี่ละเราสร้างความดีนี้คือเป็นแม่น้ำสายต่าง ๆ จะไหลเข้ามา ๆ พอถึงนั้นแล้ว ไม่ว่ามาจากสกุลใด ไม่ว่าพระพุทธเจ้าองค์ใดเป็นอันเดียวกันหมด เป็นแม่น้ำมหาสมุทรทะเลหลวงอย่างเดียวกันหมด

แล้วเราพิจารณาซิ มหาสมุทรสูญไหม ไปดูซิแม่น้ำมหาสมุทรสูญไหม มหาสมุทรทะเลหลวงไม่สูญฉันใด คำว่าพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ที่เป็นมหาวิมุตติมหานิพพานก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน สูญไหม นั่นละเทียบกันได้อย่างนั้น เมื่อถึงขั้นนั้นแล้วจึงได้ก้าวลงมา หมู่เพื่อนทั้งหลายก็เกาะพรึบตั้งแต่บัดนั้นมา แล้วก็ทำประโยชน์ให้โลกเรื่อยมา ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดก็เริ่มทำประโยชน์ให้โลก จตุปัจจัยไทยทานมีมากมีน้อยมีเท่าไรสงเคราะห์โลกตลอดเวลา ไม่ว่าสถานที่ใดคนทุกข์คนจนสถานที่ราชการต่าง ๆ โรงร่ำโรงเรียน จนกระทั่งถึงก้าวเข้าสู่โรงพยาบาล เราได้เสียสละอย่างหมดเนื้อหมดตัวตลอดมา ไม่เคยเก็บอะไรเลย

แม้ที่สุดอย่างเทศนาว่าการก็เหมือนกัน เทศน์ด้วยความเมตตาล้วน ๆ จึงไม่มีใครที่จะสามารถเอาหนังสือเราไปพิมพ์ขายได้ เราไม่ยอมให้ เราเทศน์ให้ทานล้วน ๆ แจกเทปแจกอะไรเป็นการให้ทานทั้งหมดเลย เรียกว่าวัดเราไม่มีการเก็บ มีแต่การให้ทานล้วน ๆ อย่างนั้นตลอดมา จนกระทั่งมาเห็นภาวะปัจจุบันที่เป็นอย่างนี้

เราพูดให้เต็มยศก็คือว่าเราครองบรมสุขมาได้ ๔๙ ปีนี้แล้วไม่มีที่ต้องติ สมบูรณ์พูนผลทุกอย่างหาที่ต้องติตัวเองไม่ได้แล้ว แล้วก็มองเห็นโลกซึ่งกำลังจะล่มจมอยู่ในไม่ช้า ๆ แล้วคนเราจะอยู่ได้ยังไง สงเคราะห์โลกก็สงเคราะห์มาเต็มเหนี่ยวแต่ยังไม่เห็นจุดสำคัญ จุดสำคัญก็คือประเทศไทยเวลานี้กำลังล่อแหลมต่ออันตรายคือความล่มจมเอามาก จึงได้หันหน้าเข้ามาสู่เมืองไทย เพื่อนำพี่น้องชาวไทยทั้งหลายให้หลุดพ้นไปจากหล่มลึกเป็นวรรคเป็นตอน ตามกำลังความสามารถของพวกเราทั้งหลาย ปัจจุบันนี้จึงได้ประกาศตนออกว่าเป็นผู้นำ

แล้วในขณะที่พูดอยู่นี้เป็นยังไงพี่น้องทั้งหลายได้ฟังนี้ สมควรที่จะเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลายชาวไทยได้ไหม อยากถามปัญหาย้อนหลังอย่างนี้บ้าง ท่านทั้งหลายมาถามหลวงตา ทีนี้หลวงตาขอถามย้อนหลังบ้างว่า ที่หลวงตาบรรยายเรื่องราวมาทั้งปวงนี้ พอจะเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลายเมืองไทยเราได้บ้างไหม เอาบ้างเสียก่อนนะ อย่างนี้ละเรื่องราวมัน

เพราะฉะนั้นเราถึงได้นำพี่น้องชาวไทยทั้งหลายออกรบกับความจนของเมืองไทยเรา ด้วยความอาจหาญชาญชัยไม่สะทกสะท้านอะไรทั้งนั้น เราพอทุกอย่างแล้วเราไม่มีอะไร ถ้าเป็นน้ำก็เต็มแก้วแล้ว ถ้าเป็นธรรมก็แท่งเดียวกันแล้วกับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นอันเดียวกันไม่ต้องถามกันแล้ว ถ้าพูดว่ามหาวิมุตติมหานิพพานก็เป็นอันเดียวกันแล้ว เราพูดออกมาอย่างอาจหาญ ด้วยความรู้จริงเห็นจริงอย่างนี้

นี่ละผลแห่งธรรมของพระพุทธเจ้า ศาสนาพระพุทธเจ้า สอนลงเพื่อมรรคผลนิพพานอย่างนี้ ๆ ทุก ๆ พระองค์สอนอย่างนี้ด้วยกันทั้งนั้น คำว่าบาป ว่าบุญ ว่านรก ว่าสวรรค์นี้ พระพุทธเจ้าทุกองค์ ๆ เห็น พระอรหันต์เห็นทั้งนั้น แต่ทำไมท่านจึงมาพูดให้โลกตาบอดนี้ฟังไม่ได้ ก็ฟังแต่ว่าตาบอดให้ดูอะไรมันก็ไม่เห็น พูดเท่าไรมันก็ไม่ฟังเพราะคนหูหนวก นั่นละท่านจึงไม่พูด สอนเป็นกลาง ๆ สำหรับผู้มีอุปนิสัยปัจจัยที่จะพอฟังได้ ท่านก็บอกไว้ตามหลักความเป็นจริงร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นแล ว่าบาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี นิพพานมี

ผู้ที่เชื่อตามธรรมก็บึกบึนเจ้าของไปด้วยการทำบุญให้ทาน รักษาศีล ภาวนา นี้ผู้เชื่อตามธรรมก็คือเชื่อว่านรกมีจริง ผู้นี้จะหลีกนรกได้จริง ๆ ว่าสวรรค์มีจริง ผู้นี้จะไปสวรรค์ได้จริง ๆ ตามธรรมพระพุทธเจ้า เพราะธรรมพระพุทธเจ้าไม่มีการโกหกหลอกลวงที่ไหน ตรงไปตรงมาคือภาษาธรรม สะอาดที่สุดคือภาษาธรรม ตรงไปตรงมา ถ้ากิเลสแล้วมันจะสวมรอย ๆ ทันที เราบอกว่าบาปมี กิเลสจะบอกว่าไม่มี นี่คือคู่แข่งพระพุทธเจ้า คู่แข่งของธรรม ว่าบุญมี นรกมี สวรรค์มี นิพพานมี อย่างนี้ กิเลสมันจะลบหมดบอกไม่มี ๆ มิหนำซ้ำมันยังบอกว่าตายแล้วสูญ ทั้ง ๆ โลกอันนี้มีแต่เกิดกับตาย ๆ ตลอดมากี่กัปกี่กัลป์ไม่ว่าท่านว่าเรานี้ เอาศพของคนคนเดียวนี้ไปกองทั่วประเทศไทยนี้ ไม่มีที่เก็บไม่มีที่วางศพของคนคนเดียวที่ตายแล้วตายเล่า เกิดแล้วเกิดเล่า มากี่กัปกี่กัลป์แล้ว กิเลสมันยังไปลบได้ว่าตายแล้วสูญ

ผู้สื่อข่าว ตอนที่หลวงตาได้มหาแล้วยังไปหาหลวงปู่มั่น ก็เพราะสงสัยว่ามรรคผลนิพพานยังมีหรือไม่ใช่ไหมครับ

หลวงตา ยังมีสงสัยอยู่ คือจิตใจเรามุ่งต่อมรรคผลนิพพาน แต่ว่ายังมีข้อข้องใจอยู่ว่ามรรคผลนิพพานยังมีอยู่หรือไม่ ถ้ามีเราจะทุ่มเอาเต็มกำลัง เพราะเรามุ่งต่อพระอรหันต์เท่านั้น เราพูดตรง ๆ เราต้องเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ ถ้าว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่แล้วเราจะเอาให้ได้ ไม่ได้ต้องตาย มีได้กับตายเท่านั้น พอไปถึงท่านท่านก็ชี้อย่างนั้นซี มันก็ถึงใจปึ๋ง เอ้า ทีนี้จะจริงไหม ต้องจริง ไม่จริงต้องตายเท่านั้น ตั้งแต่บัดนั้นมาจึงตกนรกทั้งเป็น ขึ้นเวทีไม่ได้ลงเลย ซัดจนกระทั่งกิเลสพัง เผาศพกิเลสเรียบร้อยแล้วเป็นเวลา ๙ ปีถึงได้ลงมา

นี่ละเรากล้าพูดกล้าท้าทาย ว่าศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาที่จริงขนาดไหน มหาวิมุตติมหานิพพานกับมหาสมุทรเป็นยังไง ปฏิเสธได้ไหม เอ้า เราปฏิเสธมหาสมุทรเสียก่อนว่ามีไหม ทุกวันนี้เราไปดูซิมหาสมุทรทะเลหลวงมีไหม ฉันใดก็เหมือนกัน มหาวิมุตติมหานิพพานมีอย่างนั้นแหละ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นมหาวิมุตติมหานิพพาน เป็นอย่างนั้น นี่ละเรียกว่าธรรมพระพุทธเจ้าครอบโลกธาตุอยู่อย่างนี้ มากยิ่งกว่า ไกลยิ่งกว่า กว้างยิ่งกว่ามหาสมุทรทะเลหลวงเป็นไหน ๆ ครอบสามแดนโลกธาตุ นี่คือมหาวิมุตติมหานิพพานพระพุทธเจ้าครอบโลกธาตุนั่นเอง ศาสนาพระพุทธเจ้าของเราก็เหมือนกัน

ผู้สื่อข่าว หลวงตาโปรดเมตตาเล่าเรื่อง ๙ ปีในป่าที่หลวงตาฟัดกับกิเลสยังไงบ้างครับ เล่าพอเป็นตัวอย่าง

หลวงตา โห ลำบากนะ ฟังแต่ว่าลำบากมาก คือปกติพระกรรมฐานฉันจังหันวันละมื้อ แล้วท่านก็เดินจงกรมภาวนาเป็นธรรมดา แต่ในธรรมท่านทรงอนุญาตไว้เรียบร้อยนะ การอดอาหารเพื่อฆ่ากิเลส ท่านก็เปิดทางให้เรียบร้อย มีอยู่ในตำรา เราที่ออกไปลำบากลำบนมากที่สุดก็คือว่าเราไม่ค่อยฉันจังหัน หกวัน เจ็ดวัน แปดวัน ถึงฉันเสียมื้อหนึ่ง แล้วหายเงียบ ๆ อย่างนี้เป็นประจำปฏิปทาเครื่องดำเนินของเรา คือเวลาเราอดอาหารไปเท่าไร จิตยิ่งภาวนาดีขึ้น ๆ ถึงวันเวลามันจะไปไม่รอดจริง ๆ แล้วเราก็ไปบิณฑบาตมาฉัน

ถึงอย่างนั้นจิตทางหนึ่งมันไม่อยากให้ไป คือเวลาฉันจังหันแล้วจิตมันเหมือนรถบรรทุกของหนัก อืดอาดไม่คล่องตัว ถ้าไม่ฉันจังหันแล้วจิตมันดีดผึง ๆ เหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า คือความคล่องแคล่วความสว่างไสวของจิต นี่ละคุณค่าของจิตมันมากยิ่งกว่าคุณค่าแห่งความอิ่มจากการรับประทานอาหาร เพราะฉะนั้นมันจึงหมุนติ้วไปทางธรรม เมื่อจะตายจริง ๆ แล้วก็ไปบิณฑบาตมาฉันเสียวันหนึ่งพอทรงตัว

ความจริงบิณฑบาตไม่ถึงบ้านเขา ไปพักที่กลางทาง คือมันหมดกำลังขนาดนั้น จึงไป แล้วก็ทำอยู่อย่างนี้ ๙ ปี ทำแบบนี้ ถ้ามันจะตายจริง ๆ ก็เยียวยากันไป ๆ มันถึงอยู่ได้ ๙ ปี ถ้าหากว่าไม่เยียวยากันก็ตายก่อนนั้นแล้ว มันจะตายจริง ๆ ก็บิณฑบาตมาให้ฉันเสียวันหนึ่งสองวัน นี่เรียกว่าเยียวยา

ผู้สื่อข่าว หลวงตาฉันน้ำด้วยหรือเปล่าคะ

หลวงตา ฉันอยู่ เราพูดให้มันหมดเปลือก สังขารร่างกายของเราธรรมดายิ่งเป็นคนหนุ่มน้อยด้วยแล้ว กามราคะนี่รุนแรง เอ้า พูดให้มันเต็มเม็ดเต็มหน่วย แก้กิเลสตัวใดก็ตามถ้ายังไม่ขึ้นเวทีเสียก่อนอย่ามาคุย ว่างั้นเลย กิเลสตัวกามราคะ ตัวราคะตัณหานี้รุนแรงที่สุด ในบรรดากิเลสแล้วไม่มีอะไรรุนแรงยิ่งกว่ากิเลสตัวนี้ ให้ขึ้นเวทีเสียก่อน ฟัดกับตัวนี้เหมือนกับว่าโลกสะท้านหวั่นไหวไปหมด สติปัญญาออกนี้เหมือนกับน้ำไหลโจนลงมาจากภูเขา ฟ้าดินสนั่นหวั่นไหว สติปัญญาขั้นนี้ต้องรุนแรงกับกิเลสประเภทนี้ ไม่งั้นไม่ทันกัน

นี่ละเวลาเราอดอาหาร ร่างกายของเราที่มีกำลังเป็นเครื่องเสริมราคะตัณหามันก็ลดลง ทีนี้ภาวนาก็ก้าวออก ๆ ถ้าเวลาเราฉันจังหันมีความอิ่มหนำสำราญ ตัวนี้มันก็ขึ้น มันเสริมราคะตัณหาได้ง่าย ทีนี้การภาวนาก็ไม่สะดวก เมื่อไม่สะดวกแล้วก็ตัดทางนี้ลงเพื่อภาวนาสะดวก ตัดลงเรื่อย ๆ สุดท้ายมันก็เป็นอย่างนั้น คือเราจะเอาให้สุดยอด ๆ นี่ ซัดกันอย่างเต็มเหนี่ยวเลย นี่ละที่ว่าลำบากลำบากอย่างนี้

ทีนี้การนั่ง ถ้าพูดถึงเรื่องการภาวนา เดินจงกรมไม่ทราบว่ากี่ชั่วโมง ไม่มีคำนึงคำนวณ คือบางครั้งไม่ได้เดินทุกวัน เดินจงกรมตั้งแต่ฉันเสร็จแล้วฟาดจนค่ำก็มี ถึงขนาดนั้น แล้วนั่งภาวนานี้นั่งตั้งแต่หัวค่ำจนกระทั่งตลอดรุ่ง ต้องขออภัยนั่งให้ดูเสียก่อน พวกนี้ไม่เคยภาวนามาหาคุยโม้เฉย ๆ เราเป็นนักภาวนาเพราะฉะนั้นเราถึงขึ้นเวทีทันที นี่นั่งอย่างนี้ ตั้งแต่หัวค่ำ บางวันตะวันยังไม่ตก เอาจนกระทั่งตะวันโผล่ขึ้นมาวันใหม่ ไม่มีพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงไปไหน เอ้า ปวดเยี่ยวปวดไป ปวดขี้ปวดไป ตั้งแต่อยู่ในตักแม่มันขี้รดตักแม่มาไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้ว นี่เราโตขนาดนี้นั่งภาวนานี้ขี้จะรดตัวเองซักไม่ได้มีอย่างเหรอ ไม่มีข้อแม้ไม่มีเว้น เอ้า ปวดหนักเอาเลยออกเลย ปวดเบาออกเลย

ทีนี้มันก็ไม่ยอมปวดนะ เพราะถึงปวดมันก็จะได้ออกตรงนี้ทันที ให้ลุกไม่ลุกว่างั้นเถอะนะ นั่นละมัดกัน นี่ทุกข์ไหม แล้วนั่งไม่เพียงคืนหนึ่งคืนเดียว..นั่งตลอดรุ่ง จนกระทั่งเก้าคืนสิบคืน เว้นคืนหนึ่งสองคืนแล้วนั่งตลอดรุ่ง เว้นคืนหนึ่งสองคืนนั่งตลอดรุ่ง สุดท้ายขออภัยก้นแตก เลอะหมด นุ่งผ้าสบงไม่ได้ต้องนุ่งผ้าอาบน้ำ ก้นทีแรกมันก็พอง มันออกร้อนมันก็พอง พอพองแล้วเรานั่งไม่ถอยมันก็แตก แตกก็เลอะหมดเลย ไม่ถอย ถ้ากิเลสไม่แตกเมื่อไรเป็นไม่ถอย ก้นแตกไม่สำคัญอะไรเลย ให้กิเลสแตกเป็นสำคัญ ก็ซัดกัน

นี่ละอยากขอประวัติเราก็พูดให้ฟังย่อ ๆ เรื่องความเพียรของเราจึงเรียกว่าหนักมาก ตื่นขึ้นมานี้สติจะอยู่กับจิต บังคับกันตลอดเวลาไม่ให้เคลื่อนไหวไปไหนที่เป็นกิเลส บังคับตลอดเวลาอย่างนี้เป็นเวลา ๙ ปี..ทุกข์หนัก กายก็ทุกข์อย่างแบบที่ว่าเดินจงกรมไม่ทราบกี่ชั่วโมง นั่งสมาธิไม่ทราบกี่ชั่วโมง มีแต่เรื่องทรมานร่างกาย และจิตก็บังคับไม่ให้มันออกก็เป็นการทรมานจิต จากการทรมานมันก็เป็นกองทุกข์ใหญ่ นี่ละ ๙ ปีรวมแล้ว ความทุกข์ไปอย่างนี้ตลอด ๙ ปี จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายกิเลสถึงได้พังลง พอพังลงแล้วข้าวก็ไม่อดอีกนะ ตั้งแต่วันนั้นข้าวไม่เคยอดอีกเลย เดินภาวนา นั่งภาวนานาน ๆ ไม่เคยเลยจนกระทั่งป่านนี้ เลยเป็นพระขี้เกียจ หลวงตาขี้เกียจ แต่กินเก่ง


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก