ตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์เป็นข้าศึกหรือเป็นคุณ
วันที่ 1 มีนาคม 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

ตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์เป็นข้าศึกหรือเป็นคุณ

ก่อนจังหัน

พระเสร็จเรียบร้อยแล้วมานั่งประจำที่ จะพูดธรรมะสักข้อสองข้อ นอกจากผู้ไม่เสร็จผู้จำเป็นจริง ๆ ก็อยู่ที่งานนั้น ผู้ไม่จำเป็นให้เข้ามานั่ง นี่ผมพูดจริง ๆ นะพูดอย่างเป็นอรรถเป็นธรรมต่อหมู่เพื่อนทั้งหลาย ผมรับหมู่เพื่อนไว้นี้รับด้วยความทนจะเป็นจะตายจริง ๆ เรื่องความฉลาดนี่สำคัญมากนะ แหม โง่เอามากจริง ๆ เข้ามาอยู่ในวัดนี้ถึงได้เห็นกันชัดเจนว่า พระนี่โง่มากทีเดียว ทั้ง ๆ ที่เราก็โง่อย่างนี้ รับพระมายังมาแซงหน้าเราไปอีก โง่เก่งกว่าเราไปอีกโน่นน่ะ มันมาหาแซงในสิ่งที่ไม่น่าแซงอย่างนี้

ต้นขนุนเล็ก ๆ เตี้ย ๆ นั่นเป็นการสอน เป็นการดูนิสัยความโง่ความฉลาดของพระได้ดีมากทีเดียว ต้นขนุนต้นนี้ปัดกวาดใบไม้เกลื่อนไป เราก็ไปบอก องค์นี้บอกอย่างนี้ ๆ แล้วชี้แจงให้กวาดอย่างนั้น ๆ ทำอย่างนั้น ครั้นเวลากลับมาอีก มาทำแบบหนึ่งอีก แล้วก็มาสอนพระองค์หนึ่งอีกให้ทำอย่างนี้ ๆ แล้วเราก็ไป กลับมามาดูอีก ไปอีกแบบหนึ่งอีก ไปอีกแบบหนึ่ง ต้นขนุนต้นนี้มี ๔ วาระด้วยกัน พระเวลาเราสอนนี้ไปอย่างนี้ ๆ ตลอด แหม เราสลดสังเวชเหมือนกันนะ เราสอนครั้งนี้พลาดไปอย่างนี้ เราพยายามสอนนี้ให้เข้าใจอย่างชัดเจน พลาดไปอย่างนี้ ๆ นี่นะ แหม เราพิลึกจริง ๆ ทนจะทนไม่ไหว วันนี้ถึงได้เปิดออกมาพูดนี่

หมู่เพื่อนเป็นยังไงมาศึกษาอบรมนี่ เหอ ไม่ได้มาคิดมาอ่านบ้างเหรอ เราสอนนี้ ๔ วาระนะ ๕ องค์ ครั้งที่หนึ่ง ๑ องค์ ครั้งที่สอง ๒ องค์ ครั้งที่สาม ๒ องค์ สอนกองใบไม้กองเดียว เราไม่ได้มุ่งเอาใบไม้นะ เรารับพระไว้เพื่ออบรมสั่งสอน ไม่ได้รับใบไม้เหล่านี้ ต้นขนุนเหล่านี้มาไว้สอนนะ นี้เป็นอันหนึ่ง เมื่อเวลาพาดพิงกันก็เอานี้มาเทียบเคียงสอนพระเณร เหลวไหลเอามากจริง ๆ นะพระเณรวัดเราเวลานี้ เหลวจนขนาดนั้นนะ ๔ พักเมื่อวานนี้ ไม่ได้เรื่องเลย ๔ พัก ฟังซิน่ะสอนถึง ๔ พัก องค์นี้มาสอนแบบนี้ ๆ เพราะไม่เข้าใจ สอนอีกละเอียดเข้าไป ยิ่งพลาดไปเรื่อย ๆ มันมาศึกษาหาอะไรเราอยากถามว่าอย่างนั้นนะเดี๋ยวนี้น่ะ

พระเณรมาวัดป่าบ้านตาดมาศึกษาอะไร ถ้ามาแก้กิเลส แก้กิเลสด้วยวิธีใด ความโง่ไปแก้กิเลสได้เหรอ ความเฉลียวฉลาดต่างหากแก้ นี้เราสอน ๆ เพื่อให้พระได้เข้าอกเข้าใจในสติปัญญาที่แนะนำสั่งสอน แล้วเหลวไปทุกครั้ง ที่เราสลดสังเวชเอาจุดนี้เองแหละนะ โหย มันน่าสลดสังเวช เดี๋ยวนี้ไปเห็นแล้วไม่ทราบว่าใครเอามากอง มากองไว้ต้นขนุนต้นนั้น ใครยังไม่ได้ดูออกไปดู ต้นขนุนต้นนี้ละ เราเห็นแล้วเราเลยขี้เกียจสอน ไม่ทราบจะทำยังไง โหย เหลวไหลจริง ๆ นะพระเณรเรา เลวพระวัดป่าบ้านตาดเรานี่ ทางด้านสติปัญญานี่เลวมากทีเดียว หาความเฉลียวฉลาดไม่มี จะเอาอะไรไปแก้กิเลส แล้วกระจายออกไปจากนี้พระมีกิเลสด้วยกัน ใครจะเอาความรู้ความฉลาดสามารถมาจากไหนมาอวดกัน ก็มีแต่เอากิเลสคือถานขี้นั่นแหละมาอวดกัน มันจึงมีแต่ขี้เต็มส้วมเต็มถานเต็มหัวใจของพระนั่นแลจะเป็นอะไรไป

ให้พากันคิดเสียนะ ผมอกจะแตกแล้วนะสอนหมู่สอนเพื่อน มองดูหมู่เพื่อนเรียกว่าหลับหูหลับตาไป ลักษณะเป็นอย่างนั้น เหมือนไม่ดูไม่อะไร คือดูมันจะเจอ ๆ ความบกพร่องของพระ ๆ มองไปที่ไหนจะเจอ ๆ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ผมรับหมู่เพื่อนมาไม่รับมาไว้เพื่อดูถูกเหยียดหยามย่ำยีกันนะ ผมรับมาไว้เพื่อการแนะนำสั่งสอนหมู่เพื่อน ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น นี่ละที่เราสลดสังเวช ให้ท่านทั้งหลายไปคิดเสียตั้งแต่นี้ต่อไป แล้วเราเป็นผู้สอนเองเสียด้วย มันน่าจะสะดุดใจ ๆ สำหรับผู้รับคำสอนไป ถ้าเป็นตาสีตาสาธรรมดาของเขา เราไม่ได้ถือว่าเป็นครูเป็นอาจารย์เป็นอีกอย่างหนึ่ง นี้เราถือว่าเป็นครูเป็นอาจารย์ ถึงขนาดได้มาอาศัยอยู่ด้วย ศึกษาปรารภ เวลาครูบาอาจารย์สอนทำไมมันถึงไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร มันเป็นยังไง เหอ

หมดแล้วเหรอศาสนาเวลานี้ หมดขนาดนั้นเทียวเหรอ หมดต่อหน้าต่อตาขนาดนั้นเทียวหรือ เห็นไหมกองทัพกิเลสมันฟาดหัวพระ เหยียบหัวครูหัวอาจารย์ ฟังไปไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย มันเก่งไหมคลื่นของกิเลส มันตั้งคลื่นขึ้นมาเท่าไร ต่อไปนี้ศาสนาจะไม่มีให้ท่านทั้งหลายทราบเอาไว้นะ จะมีแต่กองทัพกิเลสคลื่นของกิเลสเหยียบบ้านเหยียบเมือง เหยียบไปหมด ศาสนาเหยียบไปหมด เหยียบหัวพระพุทธเจ้านั่นแลก่อนจะเหยียบอันอื่นไป มันไม่ได้สนใจกับอรรถธรรมที่ท่านสั่งสอนไว้เลย เหยียบไป ๆ นี่ละน่าสลดสังเวช

ต่อไปนี้พระเณรเราจะมีแต่หัวโล้น ๆ ผ้าเหลือง ๆ นะ กิริยามารยาทความประพฤติ และจิตใจที่สนใจกับอรรถกับธรรมกับวินัยนี้จะไม่มีและไม่มี ให้ท่านทั้งหลายจำไว้ เด้น ๆ ด้าน ๆ เต็มบ้านเต็มเมือง เต็มประเทศไทย ไม่ว่าที่ไหน ๆ มีแต่พระแต่เณร สมัยนี้รู้สึกพระเณรมีมาก เราอยากจะพูดว่าพระเณรมีมาก มันก็เท่ากับความเลอะเทอะมีมากในสมัยพระเณรเลอะเทอะอย่างนี้ เราอยากพูดอย่างนั้นนะ แล้วจะให้พูดว่ายังไงก็มันเป็นอย่างนั้นนี่ ธรรมต้องกลาง ๆ ไปซิ ดูแล้วแหม ไปที่ไหนเกลื่อนพระเณร ดูเลอะ ๆ เทอะ ๆ มองดูกันจนแทบจะไม่ได้ ผู้หนึ่งรักษาอยู่ ผู้หนึ่งทำลายต่อหน้าต่อตา แล้วมันจะดูกันได้ยังไงพระเณรเรา มีหูมีตาด้วยกัน

ผู้รักษา ๆ อยู่ ผู้มาทำลายมาทำลายต่อหน้าต่อตาอย่างนี้ มันเป็นยังไง น่าพิจารณาให้ดีนะ เลอะเทอะจริง ๆ นะเมืองไทยเราเวลานี้ พุทธศาสนากับพระกับเณรเรานี้ ไม่ว่าท่านว่าเรา เอาวัดป่าบ้านตาดนี่เป็นตัวเกณฑ์เลย เราเป็นผู้สอนเอง เหยียบหัวเรา เพราะเราก็โง่ด้วย ลูกศิษย์ลูกหามาก็จอมโง่ด้วยกัน ก็เหยียบหัวกันไปเลย นี่จึงได้เอานี้มาสอนท่านทั้งหลาย ขอให้ได้พิจารณานะ อย่ามาเลอะ ๆ เทอะ ๆ หนักมากจริง ๆ เวลานี้ เอาละพอ ทีนี้จะให้พร

หลังจังหัน

เมื่อวานนี้ทองคำได้ ๑ บาท ดอลลาร์ได้ ๔๐ ดอลล์ วันนี้คงไม่ได้ คงคิดกันว่าหลวงตาจะไปหาเอาทองที่กรุงเทพ วันนี้ใครไม่ยอมให้เลยพวกตระหนี่นี่ ให้หลวงตาไปหาเอาที่กรุงเทพ อยู่อุดรนี่ไม่ให้ มันน่าโมโหตรงนี้ละ

ตึกภาวนาของ ดร.นารีรัตน์ เลยไม่ได้ถาม คือลืมเรื่อย มาแล้วลืม ไม่ได้เรื่องนะ ไม่ทราบไปถึงไหนแล้ว หอสวดมนต์หอภาวนา พวกนักศึกษาโดยอาจารย์เป็นหัวหน้านำสวด อาจารย์ก็ ดร. นี่แล้วเป็นผู้นำพวกนักศึกษามาไหว้พระสวดมนต์ นั่งภาวนา ตึกนี้น่ะ ดูว่ามีเงินอยู่แสนกว่าว่างั้น ขาดเท่าไรตกลงก็มาขอเราทั้งหมด เราก็ให้ทั้งหมด ที่ขาดอยู่เท่าไรเราให้ ประมาณ ๔ แสน อย่างมากไม่เลย ๕ แสน ตึกมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ขอมาครั้งแรกเป็นบ้านไม้ไม่ใหญ่โตนักเราก็ให้ ทีนี้ต่อมาอันนี้ก็ค่อยชำรุดไป อยากสร้างใหม่เป็นตึกเลยว่างั้น เราก็เลยให้ เราไปดูจนกระทั่งสถานที่ปลูก บริเวณเหมาะสมอยู่ จากนั้นมาแล้วก็ไม่ได้ถามกัน ทั้ง ๆ ที่ตั้งหน้าว่าจะถาม ครั้นมาแล้วเรื่องนั้นเรื่องนี้ยุ่งไปหมด เลยไม่ได้ถาม นี่แกก็เพิ่งกลับไปเมื่อสองสามวันนี้ แต่เราก็ไม่ได้ถาม

(หาผู้รับเหมาได้แล้วแต่ยังไม่ได้ลงมือทำครับ) เดี๋ยวนี้ยังไม่ได้ลงมือหรือ (ครับ เพราะว่าเป็นระเบียบเกี่ยวกับทางราชการ) นี่ละทางราชการนี่ แหม อืดอาด เป็นปีกว่ามาแล้วนี่น่า คำว่าอืดอาดนี้มันเข้ากันได้หรือไม่ได้พิจารณาดูซิน่ะ ตกลงกันแล้ว ขอไปนานเท่าไรแล้วกว่าจะตกมานี่ ถ้าธรรมดาแล้วอย่างนี้มันสร้างไปได้ ๓ หลังแล้ว อ้าว จริง ๆ สร้างได้ ๓ หลัง มันไม่ได้เรื่อง ที่เราช่วยก็คือว่า เรามุ่งเราต้องการอยู่แล้ว ที่ให้บรรดานักศึกษาไม่ว่าชั้นใด ๆ ให้เข้าใกล้ชิดติดพันกับธรรมะ ตั้งแต่หัวหน้าที่สูงสุดลงมา มีธรรมเป็นเครื่องประดับจะสวยงามมากทีเดียวเมืองไทยเรา

อันนี้มีแต่ส้วมแต่ถานมาประดับ มองไปที่ไหนก็มีแต่ส้วมแต่ถาน ดูได้เมื่อไรส้วมถานน่ะ ธรรมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องเลย ธรรมเป็นของดี ทีนี้พลิกเหมือนว่าธรรมนี้ประหนึ่งว่าส้วมว่าถานไป ส้วมถานกลายเป็นทองคำขึ้นมาเวลานี้ นี่กิเลสพลิกตัวเปลี่ยนตัวไปอย่างนี้ ทำให้คนเลอะ ๆ เทอะ ๆ ไปหมด เอาธรรมจับมันถึงได้รู้ได้ชัด มันแปลกกันอยู่เพียงว่า ธรรมจับดูท่านเหมือนไม่รู้นะ รู้เหมือนไม่รู้ เห็นเหมือนไม่เห็น มากกว่านั้นก็เป็นลักษณะปลงธรรมสังเวชเสียทีหนึ่ง ๆ เหมือนทอดอาลัยตายอยากไปเป็นบางรายบางกลุ่ม อย่างนี้มีนะ มันทอดอาลัยตายอยาก คือความหวังอย่างอื่นที่กว้างขวางกว่านี้ยังมีก็สอนไป

ที่พูดเมื่อตะกี้นี้น่ะ เราสะเทือนใจเอามากจริง ๆ คราวนี้ เพราะเราเป็นคนสอนพระเอง ต้นขนุนเล็กต้นนั้นเขาปัดกวาดเข้าไป มองดูแล้วไม่น่าดู ก็ผ่านเข้าผ่านออกอยู่ ผู้ปัดก็สักแต่ว่าปัด หลับตาปัดไป เหม่อมองไม่รู้ ทำก็สักแต่ว่าทำ ไม่ได้มีความจดจ่อต่อเนื่องด้วยความมีสติสตังและปัญญาคิดบ้างเลย สมกับเป็นนักปฏิบัติ มันไม่มี เป็นอย่างนั้นนะ มันขวางตานักก็เลย พอดีวันนั้นเห็นฝรั่งองค์หนึ่ง คล้ายกับอินโดนีเซียนี่ มีลักษณะคล้ายคลึงกัน น่ารักน่าเมตตาเหมือนกัน พระหนุ่มพระฝรั่ง พอเราไปบอกก็กุลีกุจอมาหาเรา เราก็ชี้แจงให้ทราบ ชี้แจงอย่างนั้น ๆ เราคอยดูชาวฝรั่งนะ มันเป็นแหละในจิต เราสอนไว้เรียบร้อยให้ทำอย่างนั้น ๆ ท่านก็ตั้งท่าฟังเอาจริง ๆ ว่างั้นเถอะ

ทีนี้เราก็ผ่านไป คือเราออกไปอยู่เรื่อยเกี่ยวกับเรื่องเขาถมที่ อันนั้นก็เกี่ยวกับความเหมาะสมไม่เหมาะสมเหมือนกัน ที่เราไปแต่ละครั้งเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อไร สั่งหัวหน้าเขาโน่นน่ะ จุดไหนบกพร่อง ตรงไหนเป็นยังไง ๆ ควรจะแก้ไขดัดแปลงยังไง สั่งหัวหน้าเขาจะถึงกันทันที ความหมายว่างั้น เพราะฉะนั้นจึงต้องได้ไประยะนี้ ส่วนมากก็ออกแต่เช้า ตอนเช้า ๆ ออก ปุ๊บปั๊บ ๆ ไปดูโน้นแล้วก็สั่งพระสั่งอะไรไว้ จึงได้เข้าออกอยู่ตลอด นี่กำลังจะถมที่ใหม่อีกทางด้านนี้ นานี้ก็ซื้อแล้วยังแต่จะถม เราก็บอก ไปแนะบอก เช้ามาก็มายืนอยู่นี้กับพระฝรั่ง สั่งอย่างนี้แหละ

ทีนี้เวลาขากลับมานี้มองดู โอ๋ย ดูไม่ได้เลยที่เราสั่งแล้ว ตั้งหน้าตั้งตาฟังยิ้มแย้มแจ่มใส ยิ้มเหมือนอย่างเดียวกันกับอินโดนีเซียนี้แหละ แต่เราไม่ได้สั่งให้ไปปัดกวาดลองดูเท่านั้นเองคนนี้นะ ทีนี้พอกลับมาดูไม่ได้เลย ก็มีพระมาอีก เราก็สอนพระอีก ๒ องค์ ให้ทำอย่างนี้ คือตั้งใจสอนด้วย ดูหัวใจคนด้วย สติปัญญามีมากน้อยเพียงไร พอมาดูไปอีกแบบหนึ่งอีก ฝรั่งองค์นั้นก็ไปอีกแบบหนึ่งไม่ได้เรื่อง ๒ องค์นี้มาก็ยิ่งสอนละเอียดลออเข้าไปอีก ผ่านไปผ่านมาอยู่เรื่อย มาดูอีก เอาอีกแล้ว ใช้ไม่ได้อีกแล้ว เป็น ๔ พักนะ สอนไม่ได้ความตามที่เราสอนเลย เอ๊ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้น้า

เราสอน ๆ เป็นพัก ๆ ไปเลย สอนให้กระจ่างแจ้งเป็นลำดับ ๆ คือสอนนี่เป็นหลายขั้นหลายภูมินะ เหมือนว่าไม้นี้โยนซุงทั้งท่อนให้เลยให้ไปจาระไนเองอย่างนี้ก็มี ประเภทที่จะใช้สติปัญญาโยนซุงทั้งท่อนให้เลย เขาจะไปพิจารณาแปรเอง จะไปทำแบบไหนรูปไหนเขาจะไปทำเอง เช่น เลื่อยหรือจะแปรสภาพเป็นยังไงเขาจะทำของเขาเอง เราบอกเราจะทำอันนั้น เอานี่ไม้ซุง เท่านั้นพอ นี่เขาจะแปรสภาพของเขาเข้าไปสู่สิ่งนั้น จากนั้นมาก็แยกไปอีก ถ้าอย่างนี้ขั้นที่หนึ่งที่เรียกว่ามีสติปัญญาพอสมควร โยนซุงทั้งท่อนให้เลย

นี่การสอนคนเข้าใจไหม ขั้นไหนที่ควรยังไง แยกนี้ให้เลย แยกเป็นขั้น ๆ จนกระทั่งแจงอย่างต้นขนุนนี่ ซัดเสีย ๔ พักไม่ได้เรื่องทั้งสี่เลย เมื่อเช้าถึงออกล่ะซิ แหม ทนไม่ได้ไม่ไหว ทำยังไงพระเณรนี้ไม่ได้มีสติปัญญาเลย เราสอนก็เป็นอาจารย์เสียด้วยเป็นผู้สอน ผู้มาสอนก็รู้แล้วว่าเป็นอาจารย์ของท่านเหล่านี้นะ ท่านเหล่านั้นก็รู้สึกจดจ่อฟัง เราก็ชี้แจงให้ทราบทุกอย่าง ๆ จะคอยฟังผลเป็นยังไง มา ไปอีกแล้วผลลงอยู่ในนรกไปหาค้นดูซิ อยู่หลุมไหนก็ไม่รู้ เพราะนรกมันหลายหลุม ตอนค่ำมาอีก ก็สั่งอีก คือเณรปัดกวาดอยู่นั้นแหละทำตอนค่ำ เราก็สั่ง มานี่บอกอีก คราวนี้เอาให้เรียบเลยนะ สุดท้ายบอกว่า หรือจะเอาใบไม้เหล่านี้ไปเผาเสีย แล้วเอาปุ๋ยของมันไปใส่ที่ใดที่หนึ่งที่จะเกิดประโยชน์ เห็นไหมล่ะ คิดสอนไว้อย่างนั้นแหละ ไม่ให้เสียประโยชน์ให้ได้ประโยชน์ แต่เวลากลับไปคราวนี้ไม่เห็นทั้งใบไม้ไม่เห็นทั้งอันนั้น คงจะเอาไปเผาไฟแล้วแหละ

ตอนเช้าวันนี้อีก ไปเห็นกองพะเนินเข้าอีก ไม่ทราบองค์ไหนกวาดแถวนั้นเอามากองไว้ตรงนั้นอีก กำลังเป็นปัญหา ออกไปดูจะรู้เองนะ ต้นขนุนต้นนั้น ใบไม้เกลื่อนถมขึ้นมาเต็มแล้วเดี๋ยวนี้ ต้นขนุนต้นนี้ โหย เป็นอาจารย์ใหญ่เทียวนะ นี่ยังเห็นอยู่นั่น ออกไปดูก็รู้ เราก็ไม่ทราบว่าจะสอนว่ายังไง เพราะมันหลายคนมากวาดตรงนั้น สอนองค์นี้แล้วองค์นั้นมาก็ซัดแบบนี้เข้าอีก แล้วจะสอนองค์นี้องค์นั้นมาก็จะซัดแบบนี้อีก หมดทั้งปีทั้งเดือนก็จะสอนตั้งแต่ใบขนุนใบเดียวนั่นแหละกับพระทั้งวัด มันอดคิดไม่ได้นะเรา

พอพูดอย่างนี้แล้วนี่เราไม่ได้คุยนะ เราพูดตามนั้น ท่านคงจะอัดอั้นตันใจเต็มกำลังของท่านเหมือนกัน พ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ไม่ใช่ใคร ท่านพูดอะไรเราจะจับเอามาพิจารณา พิจารณาตลอด ๆๆ อยู่อย่างนั้น พอเข้าใจแล้วเราก็ปฏิบัติโดยไม่เกี่ยวข้องกับท่านเลย เรารับมาแล้วมาพิจารณา เป็นการบ้านว่างั้นเถอะ พอได้ความแล้วเราก็ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ทีนี้มาถูกอีกปัญหาข้อหนึ่ง ท่านพูดอะไร ๆ จับเอามาพิจารณามันไม่ได้ความ วนหน้าวนหลังอยู่นั่นแหละ ได้สองสามวันถึงกลับมา มาแล้วก็ขึ้นไปหาท่าน ตอนนั้นก็มีพระเณรนั่งอยู่นั้นสองสามองค์ เราก็ขึ้นไปกราบเรียนเลย ที่พ่อแม่ครูจารย์ว่าอย่างนั้น ๆ กระผมได้พิจารณาได้สองสามนี้วันแล้ว ยังไม่เข้าใจเลย ไม่ทราบมีความหมายอะไรว่าอย่างไรบ้าง ว่าอย่างนี้นะ

หือ ! ขึ้นทันทีนะ ยังมีผู้พิจารณาตามอยู่เหรอ นี่คำนี้หนักมากนะ ก็แสดงว่าซุงทั้งท่อนเต็มวัด แล้วแย็บออกมานี้ หือ ! ยังมีผู้พิจารณาตามอยู่เหรอ เรียกว่าท่านสอนแทบตาย ก็เลยเป็นแบบหูหนวกตาบอดไปอย่างงั้นแหละ พอเราไปแย็บเท่านั้น ท่านขึ้นทันที หือ ! ยังมีผู้พิจารณาตามอยู่เหรอ ว่าอย่างนี้ เราไม่ได้ลืมนะ ไม่ตามยังไงเราแทบเป็นแทบตายทุกครั้ง ท่านพูดเรื่องอะไรเราจับเอามาพิจารณาตลอด ๆ เลย เพราะนิสัยพ่อแม่ครูจารย์มั่นเป็นนิสัยจอมปราชญ์ พูดเรื่องอะไร ๆ ก็ตาม ไปเจอไก่พูดเรื่องไก่ ไก่นี้เป็นคตินะ

เราเดินตามหลังไปนี้ ท่านพูดอะไรเราจับตามตลอดเวลา เวลาไปเห็นไก่ก็พูดเรื่องไก่ พูดเรื่องสาระสำคัญของไก่ แล้วก็นำมาสอนพระอุบายวิธีการของไก่ เขาคุ้ยเขี่ยขุดค้นหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเขา เขาก็มีสติปัญญาเลี้ยงตัวเขาได้ จากนั้นก็ย้อนมาหาพระเรา แต่พระเราไม่ทราบสติปัญญาแบบไหน นั่นเห็นไหมล่ะ ปั๊บเข้ามาแล้ว มันใช้สติปัญญาแบบไหนก็ไม่รู้พระเณรเรา ไม่ว่าใคร ๆ ก็ตามถ้าใช้สติปัญญาบ้าง จะได้คติไปเรื่อย ๆ ท่านว่าอย่างนี้นะ ครั้นไปข้างหน้าไปเจอสัตว์ตัวอื่นก็พูดต่ออีก พูดต่อก็เป็นคติไปเรื่อย ๆ ไม่ซ้ำกัน แม้แต่คราวนี้เจอไก่ ไปนั้นไปเจอไก่อีกพูดเรื่องไก่นี้ไปอีกแบบหนึ่งนะ ท่านไม่ซ้ำกัน เราเอามาพิจารณาตลอดเลย

เพราะฉะนั้นถึงได้เตือนพระ เวลาเราจะหนีไปโน้นไปนี้ผู้ที่จะเดินติดใกล้กับท่าน หรือองค์ใดก็ตาม ท่านพูดอะไรมาจะตอบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ เราบอก ท่านพูดเป็นเรื่องของธรรมท่านล้วน ๆ ท่านไม่ได้เกี่ยวกับเรา ท่านพูดเรื่องอะไรกับสัตว์กับสาราสิงอะไร เดินไปตามถนนหนทางไปเจอ ไปบิณฑบาตนั่นแหละ ไปเจอเด็กท่านก็พูดเรื่องเด็กเป็นคติอันหนึ่งขึ้นมา คนแก่ก็เป็นคติ คนไหนก็ตามถ้าท่านพูดออกมาแล้วจะเป็นคติทุกอย่างไปเลย เป็นธรรมของท่านล้วน ๆ โดยอาศัยนี้เป็นทางเดิน หรือเป็นต้นเหตุของปัญหาเท่านั้นเรื่อยไป นี่เป็นนิสัยของท่าน

เราจึงได้เตือนพระ เวลาท่านถามมาอะไร บางทีท่านมีเชิงถามเหมือนกัน ท่านว่าอย่างนั้น ว่าเป็นอย่างนั้น ๆ ใช่ไหมท่านถามมา อย่าตอบง่าย ๆ เราว่า ให้พิจารณาให้ดีนะ ถ้าหากว่าท่านจะย้ำอีกท่านจะเป็นความจงใจถามเราจริง ๆ แล้ว ท่านจะซ้ำนะ ท่านจะจ้อ เราก็บอก หือว่างั้นใช่ไหม หือ เข้ามาจ้อเข้ามา ถ้าหากว่าเราสมควรที่จะตอบท่านเพียงไร ก็ให้ตอบเสียด้วยความมีสติ เราบอก สอนขนาดนั้นนะสอนพระเวลา เราไม่อยู่แล้วมีพระเดินตามหลังท่านองค์ที่สองไป เพราะเราอยู่นั้นเราฟังติดแนบตลอดเวลา สอนไปเรื่อย ๆ ท่านพูดเรื่องสัตว์เรื่องสาราสิงอะไร มีแต่เรื่องธรรมล้วนๆ ท่านไม่ได้สนใจกับเรา แต่เป็นอุบายวิธีการสอนพระของเราที่เดินตามหลัง เฉพาะอย่างยิ่งผู้ติดกับท่านไปนั้นแหละเป็นสำคัญ

นี่เรื่องพ่อแม่ครูจารย์มั่นเป็นอย่างนั้นนะ ฉลาด เรียกว่าจอมปราชญ์ในสมัยปัจจุบัน เรายังหาที่ไหนมาแข่งท่านไม่ได้นะ เราพูดจริง ๆ เพราะเคยเกี่ยวข้องกับท่านอยู่อย่างนั้นตลอด จนได้สั่งเสียหมู่เพื่อน การปฏิบัติต่อท่านอย่างไร ๆ ให้ระมัดระวัง ท่านถามอย่าตอบสุ่มสี่สุ่มห้า ให้พิจารณาให้ดี ให้ดี อยู่อย่างนั้น ท่านถาม ถามเชิงเป็นทางผ่านก็มี พอไปแล้วก็ถาม เสร็จแล้วท่านก็ผ่านไปอย่างนั้นก็มี ถามเพื่อจะเอาความจริงจริง ๆ ก็มี ให้พิจารณาด้วยดี บอกหมด บอกพระบอกเณร

อุบายของท่านสอนพระ ท่านจะไม่สอนแบบเดียว ตามขั้นภูมิของผู้มาศึกษา ใครควรจะได้ขนาดไหน ๆ ท่านจะแย็บออกมาให้ผู้นั้นจับได้ ๆ อย่างที่ว่าโยนซุงทั้งท่อนให้ นี่ผู้ที่จะสามารถพิจารณาเป็นสติปัญญาไปได้ ท่านไม่จำเป็นต้องมาก ให้ไปคิดเองตีเอง ความหมายว่างั้น ถ้าที่จะควรแจงเสียหมด ท่านก็แจงให้ แต่ท่านไม่ค่อยเล่นด้วยประเภทนี้นะ ท่านจะพูดแต่เฉพาะที่สำคัญ ๆ เท่านั้น ให้พวกที่ควรจะได้สติปัญญานำไปคิดไปอ่าน ไอ้พวกที่เป็นขอนซุงก็ให้มันเป็นไปเสีย กลิ้งไปอย่างนั้น ท่านก็ไม่เล่นด้วย เราติดตามท่านเป็นมาตลอดอย่างนี้

จึงว่าบรรดาจอมปราชญ์ในสมัยปัจจุบันนี้ ยกนิ้วเลย พ่อแม่ครูจารย์มั่นเท่านั้น ว่าอย่างนั้นเลย ไม่มีองค์ไหนที่แซง เพราะเราเป็นนักล่าครูล่าอาจารย์ ไม่ว่าทางปริยัติ ไม่ว่าทางปฏิบัติเราเข้านอกออกในได้หมด เพราะฉะนั้นเวลานำมาพูดจึงพูดได้หมด ทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติละซิ นี่เวลามาเจอพระกรรมฐาน ก็คือมาเจอพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่เอง ไม่มีใครเหมือนเลย ยกนิ้วให้เลย ความฉลาดของท่านที่สอน ผู้ไปอยู่กับท่านแล้วก็ได้บ้าง ก็อย่างนั้นแล้ว แทบเป็นแทบตายท่านก็ผ่านไปเสีย อยู่อย่างงั้นแหละ ในท่ามกลางขอนซุงทั้งท่อนเกลื่อนอยู่ทั่ววัดทั่ววา ไม่ได้หน้าได้หลังอะไร ไปก็โกโรโกโสไปเสีย ๆ เพราะคลื่นของกิเลสมันหนาแน่นยิ่งกว่าธรรม เกินกว่าธรรมที่จะต้านทานไว้ได้ ก็ปล่อยให้มันไหลไปเสีย ๆ

เพราะฉะนั้นคนไปศึกษาจากท่าน มีจำนวนมากน้อยเพียงไร ไม่ค่อยได้รับประโยชน์ก็เพราะเหตุนี้เองจะเป็นอะไรไป ถ้าตั้งใจศึกษาจริง ๆ ได้วันยังค่ำกับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ธรรมะไม่อัดมีอั้น ออกได้ทุกแง่ทุกมุม ควรจะออกแง่ไหนก็ออก เป็นอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจำเอานะ อยู่นี้เราก็ว่าเราโง่แสนโง่คนหนึ่ง มาเทศน์สอนพระ แล้วพระยังแซงเราไปอีก ยังโง่ยิ่งกว่าเราไปอีกก็ยังมี แซงหน้าไปอีก นี่ที่มันทุเรศนะ

เพราะฉะนั้นเมื่อเช้านี้ถึงป้าง ๆ ออกเลย คือมันทนไม่ไหว เราเป็นคนทำหน้าที่สอนเองทุกแบบทุกฉบับ แล้วเวลาพระไปปฏิบัติตามแต่ละราย ๆ นี้ผิดไปหมดเลย ไม่มีเงื่อนไหนที่จะพอจับติดจับต่อกันได้นะ ผิดไปเลย ๆ จนกระทั่งงงเหมือนกัน เอ๊.เราสอนถึงขนาดนี้ทำไม ถ้าสมมุติว่ามีครูบาอาจารย์สอนเราอย่างนี้เราจะเข้าใจไหม จนมาถามเจ้าของ เพราะมันเป็นอย่างนั้น แสดงว่าไม่ได้มาศึกษาอบรมอะไรเลย เหลวไหลจริง ๆ

นี่ละศาสนาที่เลวอยู่ทุกวันนี้ เลวมากอย่างนี้เอง พูดเต็มอก พูดมาจากคัมภีร์ ไม่ได้เอาสุ่มสี่สุ่มห้ามาพูดมาอวด ตั้งแต่ก่อนพุทธศาสนานี้เป็นศาสนาล้วน ๆ ไม่มีเรื่องของโลกความสกปรกโสมม คือวิชาทางโลกเข้ามาเกี่ยวข้องเลย พวกที่จะศึกษาอบรมทางด้านธรรมะก็ไปธรรมะล้วน ๆ ผู้จะไปทางโลกทางกิเลสตัณหาการทำมาหาเลี้ยงชีพก็ให้ไปตามนั้นล้วน ๆ ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง แม้แต่เด็กเรียนหนังสือ มาอยู่กับพระนะเป็นลูกศิษย์ลูกหาพระมีน้อยเมื่อไร ลูกศิษย์แต่ละวัด ๆ เพราะฉะนั้นวงราชการต่าง ๆ ส่วนมากมีแต่ลูกศิษย์พระนะ ไปเป็นราชการเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าเป็นนายเต็มบ้านเต็มเมือง มีแต่ลูกศิษย์พระเป็นส่วนมาก แล้วเวลาเขาเรียนเขาก็มาอาศัยกับพระ แต่เวลาเรียนสำนักเรียนโรงเรียนเขามีเขาไม่ได้มายุ่งกับวัดนะ วัดเป็นวิชาทางธรรมล้วน ๆ ทางเด็กเขาไปเรียนหนังสือทางโลกเขาก็ไปของเขาล้วน ๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน

แต่เวลานี้เป็นยังไงพิจารณาซิ เราจึงได้พูดว่าวิทยาลัยป่า วิทยาลัยบ้าน นั่นฟังซิ เดี๋ยวนี้มันมีมหาวิทยาลัยขึ้นมา พระพุทธเจ้าก็ไม่เรียกแต่ก่อนว่ามหาวิทยาลัยป่ามหาวิทยาลัยบ้านนะ แต่เมื่อมันมีขึ้นมาอย่างนี้ พูดได้มันพาดพิงถึงกันได้ ทำไมเราจะนำมาพูดไม่ได้ มหาวิทยาลัยป่าก็คือมหาวิทยาลัยของพระพุทธเจ้าในป่า พอบวชแล้วก็ รุกฺขมูลเสนาสนํ ขึ้นให้เลย สถานที่บำเพ็ญคือมหาวิทยาลัยป่า รุกขมูล ก็หมายถึงร่มไม้ชายคาในป่าในเขา ตามถ้ำเงื้อมผาอะไรเหล่านี้ ป่าช้าป่ารกชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง ซึ่งเป็นที่สะดวกแก่การบำเพ็ญสมณธรรมของผู้ตั้งใจชำระกิเลส

เวลาบวชแล้วให้เธอทั้งหลายไปอยู่ตามสถานที่เช่นนั้น เพื่อบำเพ็ญความพากเพียรไม่มีสิ่งใดรบกวน จงทำความอุตส่าห์พยายามอย่างนั้นตลอดชีวิตเถิด ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย นั่น ให้พยายามอุตส่าห์ปฏิบัติบำเพ็ญอย่างนั้นตลอดชีวิตเถิด นี่คือมหาวิทยาลัยป่า เมื่อได้รับการศึกษาจากพระพุทธเจ้าทั้งสถานที่อยู่ ทั้งธรรมะเป็นเครื่องบำเพ็ญดำเนินในทางความพากความเพียรก็พระพุทธเจ้าเสียเองเป็นผู้สอน จากนั้นก็บรรดาสาวกไปศึกษาจากท่าน สำเร็จขึ้นมาเป็น พระโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ นี่เป็นชั้น ๆ ขึ้นไปในภูมิธรรมที่ท่านเรียนจากมหาวิทยาลัยป่า คือสถานที่พระพุทธเจ้าทรงพาบำเพ็ญมา แล้วก็สำเร็จ จนกลายมาเป็น สงฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา ส่วนมากจะมาจากมหาวิทยาลัยป่าทั้งนั้น ตามคัมภีร์มีนี่ ใครจะมาโอ้อวดกันได้เหรอ พูดมีหลักมีเกณฑ์ พิจารณาซิ นี่ละมหาวิทยาลัยของพระพุทธเจ้า ธรรมล้วน ๆ ไม่มีโลกเข้าไปเจือปน

โลกท่านเรียกว่า เดรัจฉานวิชา คือวิชาของโลกของสงสาร ของสัตว์ของสาราสิงไปอย่างนั้น ตามประสีประสาเขา ท่านจึงเรียกว่า เดรัจฉานวิชา นั้นเป็นเรื่องของโลกแยกให้ไปเป็นโลกไปเสีย เรื่องของธรรมที่จะแก้กิเลสนี้ ท่านแยกเป็นธรรม เพราะฉะนั้นผู้บำเพ็ญธรรม จึงไม่มีวิชาทางโลก วิชาขี้หมูขี้หมา วิชาส้วมวิชาถานเข้าไปแทรกเลย ท่านบำเพ็ญองค์ของท่านเต็มความสามารถ สำเร็จออกมาเป็นสรณะของพวกเราโดยลำดับนี้เห็นไหม นี้เรียกว่าวิชาป่า มหาวิทยาลัยป่า พระพุทธเจ้าทรงดำเนินมาและพระสงฆ์สาวก ครั้นต่อมาทุกวันนี้เป็นมหาวิทยาลัยบ้านแล้ว ตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้นมาเห็นไหมล่ะ

มหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ตั้งปัจจุบันนี้ กับมหาวิทยาลัยของพระพุทธเจ้าต่างกันอย่างไร มหาวิทยาลัยสงฆ์ทุกวันนี้ส่วนมากว่างั้นเลย มันจะมีตั้งแต่หลักวิชาทางโลก ทางกิเลสตัณหา ธรรมมีก็เป็นเขียงเหยียบขึ้นของกิเลสเท่านั้นละ วิชาทางธรรมเรียนบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเหยียบไต่เต้าขึ้นไปหาวิชาของกิเลส ซึ่งเป็นความมุ่งหวังอันแรงกล้าของผู้ไปศึกษาในสำนักมหาวิทยาลัยสงฆ์นั้น แล้วก็ว่าเพื่อเป็นเกียรติ เขามีมหาวิทยาลัยนั้นมหาวิทยาลัยนี้ ทางสงฆ์ก็ให้มีมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้นมา มันก็วิ่งตามเขาละซิ นี้เป็นมหาวิทยาลัยธรรม อันนั้นเป็นมหาวิทยาลัยโลกเขา ก็เลยเอามหาวิทยาลัยธรรมนี้เป็นเขียงรองรับให้มหาวิทยาลัยโลกเหยียบเอา ๆ มหาวิทยาลัยสงฆ์ ๆ เต็มบ้านเต็มเมือง แล้วใครมีหลักมีเกณฑ์มาสั่งสอนโลก ตัวเองก็หาความร่มเย็นได้ที่ไหน

เอาซิ ยืนยันมาซิ พระพุทธเจ้ามีความร่มเย็นมาจนเป็นขั้นถึงศาสดา พระสงฆ์สาวกสำเร็จโสดา สกิทาคา อนาคา จากการศึกษาอบรมธรรมะเหล่านี้แล้วมาเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา นี่สักขีพยานของมหาวิทยาลัยป่า ทีนี้สักขีพยานของมหาวิทยาลัยบ้านคืออะไร ก็มีตั้งแต่เลอะ ๆ เทอะ ๆ ไปอย่างนั้นนะ เรียนวิชาทางธรรมเดี๋ยวนี้ จะชั้นนั้นชั้นนี้มีแต่สักแต่ว่าชื่อว่านาม มันอ่านไปเพื่อผ่านแล้วเพื่อเป็นเขียงเหยียบขึ้นของวิชาทางกิเลสตัณหาเพื่อโลกเพื่อสงสาร วิชาเป็นการบ้านการเมืองไปเสียมันก็เลยเลอะ ๆ เทอะ ๆ นี่มหาวิทยาลัยเหล่านี้เป็นประโยชน์อะไรบ้าง ถ้าพูดถึงเรื่องเป็นประโยชน์ทางโลก วิชาทางโลกมหาวิทยาลัยเขาก็มีเต็มบ้านเต็มเมืองบกพร่องที่ไหน จำเป็นอะไรไปแย่งเขามาหาอะไร

วิชาทางธรรมของเรา พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว เอามาปฏิบัติซิ ถ้าตั้งใจจะให้เป็นคุณงามความดีต่อผู้ศึกษาในอรรถในธรรมตามหลักศาสดาสอนไว้จริง ๆ ว่ามหาวิทยาลัยนั้นมหาวิทยาลัยนี้ มหาวิทยาลัยป่านั่นเห็นไหมล่ะ พระพุทธเจ้าสอน มหาวิทยาลัยบ้านไม่มีแต่ก่อน มีตั้งแต่ไล่เข้าป่า ๆ ไล่เข้าบ้านเข้าตลาดตเล หากระดูกหมูกระดูกวัวพระพุทธเจ้าไม่ได้สอน ไม่สอนเราก็บอกว่าไม่สอน เราไม่เห็นในคัมภีร์ แต่ไล่เข้าป่านี้มีทั้งนั้น องค์ไหนก็ตามสอนมา พระแม้องค์เดียวที่จะไม่ได้รับพระโอวาทข้อ รุกฺขมูลเสนาสนํ นี้เป็นไม่มี อุปัชฌาย์จะรังเกียจการศึกษากรรมฐาน ธุดงควัตรอะไรก็ตาม แต่เวลาสอนกุลบุตรผู้มาบวชด้วย ต้องสอนธรรมข้อนี้ ไม่สอนไม่ได้ปลดจากอุปัชฌาย์ ผิดหลักเกณฑ์ของอุปัชฌาย์ที่สอนกุลบุตร นั่นเข้าใจไหมล่ะ ท่านเน้นหนักถึงขนาดนั้น

เพราะฉะนั้นโอวาทข้อนี้จึงยังมีมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ไม่งั้นถูกตัดออกหมดแล้วนะ จะมีแต่บวชแล้วให้ท่านทั้งหลายไปอยู่ตามตลาดลาดเล กระดูกหมูกระดูกวัวมันชุมนะ ก็จะบอกไปอย่างนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้บอก ถึงขนาดนั้นมันยังบืนเข้าไปหากระดูกหมูกระดูกวัวอยู่เห็นไหมล่ะ นี่แหละเรื่องศาสนามันจะไม่เสื่อมโทรมได้ยังไง ก็ผู้ปฏิบัติศาสนาอย่างพระเรานี้ ผู้ที่ตั้งมาเป็นมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นั้น เป็นพระผู้น้อยเมื่อไร เป็นพระผู้ใหญ่ทั้งนั้นที่ออกอุบายวิธีการตั้งขึ้นเป็นกิ่งเป็นก้านขึ้นมา พอเป็นรากเป็นฐานแล้วก็ตั้งขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยนั้นมหาวิทยาลัยนี้ขึ้นมา แล้วผลที่เป็นประโยชน์เป็นยังไงบ้าง พิจารณาดูซิ มันเป็นข้าศึกต่อพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า หรือเป็นคุณต่อพระพุทธเจ้า

เรื่องของโลกไม่ต้องพูดที่ไหนก็มีอยู่แล้ว เรื่องกิเลสมันลากไปทันที ๆ ว่าเจริญหรือไม่เจริญ จนจะไม่มีเหลือมนุษย์อยู่แล้วเวลานี้ มันลากลงไปทะเลหลวง มีแต่ความทุกข์ความร้อนความบ่น เรียนมาสูงต่ำขนาดไหนก็ตามกิเลสเหยียบอยู่หัวใจ คนเราต้องได้รับความทุกข์ความทรมาน ต้องมาระบายคลายทุกข์ต่อกัน ว่าทุกข์อย่างนั้นทุกข์อย่างนี้อยู่โดยดี นี่เห็นไหมวิชาทางโลกเป็นอย่างนี้ ถ้าวิชาทางธรรมปฏิบัติมาเท่าไร ใครจะสงบยิ่งกว่าผู้ปฏิบัติตามธรรมวะ เวลานี้กำลังกิเลสมันเหยียบเข้าแบบนี้แหละ ฟาดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยป่าแล้วก็ฟาดเป็นมหาวิทยาลัยบ้านเข้ามา ทั้ง ๆ ที่มหาวิทยาลัยของพระพุทธเจ้าไม่ได้บกพร่องอะไรเลย พอจะเอาทางโลกเข้ามาแทรก

มิหนำซ้ำไม่ได้แทรก ธรรมะของเรานี้แทรกเข้าไป ก้มหัวให้กิเลสนี้เหยียบหัวเอา เป็นมหาวิทยาลัยนั้นมหาวิทยาลัยนี้ ใครเรียนออกมานั้นโก้เก๋ ได้แต่ชื่อแต่นามก็เอา กิเลสเต็มหัวใจไม่มีใครเกินพวกนักศึกษามาก ๆ ละนะ ถ้าไม่ตั้งใจปฏิบัติธรรม มากที่สุดก็คือพวกนี้ พวกที่ทำความเดือดร้อนมากที่สุดก็คือพวกนี้ถ้าไม่มีธรรม ถ้ามีธรรมไม่ว่าเรียนมากเรียนน้อยเป็นประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น

ถ้าไม่มีธรรมใครอย่าเอามาอวด อวดธรรมพระพุทธเจ้า ศาสดาองค์เอกไม่มีใครเสมอแล้วในสามแดนโลกธาตุนี้ เรากิเลสเต็มตัวเป็นส้วมเป็นถาน อย่าเอากิเลสเป็นส้วมเป็นถานไปอวดทองคำทั้งแท่ง คือธรรมอันเอกของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาองค์เอกนี้เลย มันใช้ไม่ได้ ขายตัวนะ มันน่าคิดนะพระเราเวลานี้ ทำไมเป็นหัวหน้าหัวตาที่จะแยกแยะอรรถธรรมออกไปเป็นข้อปฏิบัติ เพื่อพาบริษัทบริวารก้าวเดินในทางที่ถูกที่ดีในธรรมทั้งหลาย ทำไมไม่ก้าว มันก้าวลงไปหาอะไรอย่างนั้น แข่งเขาหาอะไรวิชาความรู้นี้ วิชาความรู้พระพุทธเจ้าครึล้าสมัยที่ตรงไหนเอามาพูดกันซิ จึงต้องเอาวิชาทางโลกมาเหยียบย่ำทำลายซ้ำเติมเข้าไปอีก มันดูได้เมื่อไร มันน่าคิดอยู่นะผู้ใหญ่เรา ไม่คิดจะจมมากกว่านี้

ตั้งให้เป็นใหญ่เป็นโตเท่าไร ก็ใหญ่โตเพื่อจะเหยียบชาติศาสนาให้ล่มจมลงไป มันเกิดประโยชน์อะไร ถ้าตั้งใจปฏิบัติตามความมุ่งหมายของธรรมแล้ว เอ้า เรียนมาปฏิบัติตัวเป็นคนดี จะว่าแซงกันไปในทางดี เอ้า.ยิ่งไม่มีคำว่าเฟ้อ ว่าครึว่าล้าสมัย ยิ่งดี ของดีไม่เฟ้อ แต่ของชั่วมีเท่าไรเฟ้อทั้งนั้น นี่ธรรมพระพุทธเจ้าไม่เคยเฟ้อแต่ไหนแต่ไรมา มีแต่กิเลสตัวเฟ้อ แต่โลกไม่เห็นว่าเฟ้อ ยิ่งดิ้นยิ่งดีดเป็นบ้ากันทั้งโลกทั้งสงสาร ทั้งพระทั้งเณรเรา กำลังเป็นบ้ากับกิเลสเวลานี้ ศาสนานี้พระพุทธเจ้าปกครองมาให้ได้รับความร่มเย็นมากมายขนาดไหน มีที่ต้องติที่ตรงไหน แล้วเวลานี้กำลังเกิดข้าศึกศัตรูต่อวงการศาสนาของเราอยู่นี้ มันมาจากไหนข้าศึกเหล่านี้ ธรรมพระพุทธเจ้าไม่มี นอกจากเป็นตัวเสนียดจัญไรเข้ามาทำลาย เป็นไฟเข้ามาเผาศาสนาเท่านั้น เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ว่างั้นนะ เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านี้ละ

(ขออนุญาตครับผม มีคนลืมโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อโนเกียร์ ที่ห้องน้ำหลังศาลาครับผม)

ใครลืมโทรศัพท์มือถือ อยู่ในส้วมในถาน ถ้าไม่รีบมาเอาเราจะปาเข้าป่านะ ไปเอาออกหนีอย่ามายุ่ง นี่ตัวกวนมากที่สุด เวลานี้พระเณรกำลังตกนรกอเวจีในอันนี้ นี้มหาภัยนะ ๆ นี้กำลังลุกลามเข้ามาสู่วัดสู่วาเวลานี้ ที่ไหนมีตั้งแต่อันนี้ โอ๊ย.เราทุเรศจริงๆ เริ่มต้นมาตั้งแต่หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์เทวทัต วิดีโอ โทรศัพท์มือถือ นี้คือข้าศึกของพุทธศาสนาโดยตรง ไม่ว่าโดยอ้อมนะ ผู้ตั้งใจปฏิบัติธรรมต้องปัดสิ่งนี้ออกให้หมด เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องข่าวโลกข่าวสงสาร เรื่องสั่งสมกิเลส ไม่ใช่เรื่องของธรรมที่จะแก้กิเลส ถ้าเรื่องของธรรมแล้วปัดออกหมดนี้ถูกต้อง ว่าไงคัมภีร์ก็มีนี่วะ ไล่เข้าป่าเข้าเขาไม่ได้ไล่เข้าหาสิ่งเหล่านี้นี่วะ เอาละให้พร

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก