หลวงตานักสู้ (จะออกสนามรบ จำเป็นต้องเปิดอก)
วันที่ 26 มิถุนายน 2541 เวลา 18:30 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม กทม.
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กทม.

เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๑

หลวงตานักสู้

การเทศน์ไม่ค่อยสะดวกเท่าไร เหนื่อย พูดสะเปะสะปะไปอย่างนั้น ผู้เคยฟังแล้วก็ว่าเทศน์บ่ดี ถ้าผู้ไม่เคยฟังเขาก็ว่าดี ผู้ที่เคยฟังแล้วก็รู้ว่าวันนี้ธรรมะอ่อนรสอ่อนชาติ สำนวนโวหารอ่อน เพราะร่างกายเครื่องใช้นี่มันอ่อน มันเอาออกใช้ไม่สะดวก ขลุกขลัก ๆ มันเหนื่อย ถ้าคนไม่เคยฟังเขาก็ว่าดี แต่เราผู้ที่เคยเทศน์มาแล้วรู้ทันที รู้ตั้งแต่ก่อนเทศน์นะไม่ใช่ธรรมดา คือมันจะรู้เจ้าของตั้งแต่ก่อนเทศน์ จะเทศน์ไปขนาดไหน ๆ มันรู้ไว้หมดแล้ว คือเอาขันธ์นี่ออกกางนะ กำลังของขันธ์จะออกได้มากน้อยเพียงไร จะเอานี้ออกกาง ส่วนจิตไม่ได้บอกแหละ ถ้ามีเครื่องมือให้ใช้ดีแล้วจิตนี้พุ่งทันทีเลย อันนี้เครื่องมือไม่ดีมันก็ต้องขลุกขลัก ๆ

(ลูกศิษย์กราบเรียนเรื่องคนมาบริจาคทองคำ) เขาถอดสร้อยถวายมีหลายคนครับ

เขามาถอดต่อหน้าเราก็มีเยอะนะ

เป็นเพราะบารมีหลวงพ่อเจ้าค่ะ

ว่าบารมีก็ถูกนะ เพราะเราเปิดอกตลอดเวลาในการเสียสละด้วยความเมตตา คือมันเปิดโล่งอยู่ตลอดเวลาเลย อันนี้อันหนึ่ง เป็นอานิสงส์อันนี้ด้วย เพราะเราไม่เคยมีอะไรปิดบังลี้ลับ ที่จะเก็บไว้อย่างนั้นอย่างนี้ไม่มี เปิดโล่ง มีแต่ว่ามีน้อยไปว่างั้นเถอะน่ะ อยากให้มากกว่านั้นกวาดทีเดียวเรียบวุธเลย เราเปิดตลอดเวลา อำนาจความเมตตานี้ จึงได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ธรรมคือความเมตตา กิเลสคือความตระหนี่ถี่เหนียว ต่อสู้กัน ถ้าไม่มีธรรมแล้ว ความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัว ความโลภมากนี้มันจะเอาไปกินหมดเลย แล้วเอาไปกินแล้วผู้ที่โลภมาก ๆ นั้นแทนที่จะมีความสุข หาความสุขไม่ได้ เพราะความโลภยิ่งทวีรุนแรง ความโลภนั้นแหละมันบีบหัวใจ

ไม่ใช่สมบัติเงินทองที่ได้มา มาบีบหัวใจเราให้เป็นทุกข์นะ ความโลภนี้ต่างหากที่มันบีบหัวใจให้อยากได้อันนั้นอยากได้อันนี้ ได้เท่าไรยิ่งอยาก ๆ เหมือนไฟได้เชื้อ เสริมเชื้อไฟเข้าไปมันก็ลุกลามขึ้นไปเรื่อย ๆ หาความสุขไม่ได้ คนตระหนี่คนโลภมาก นี่ละกองทุกข์ที่สุดคือคนตระหนี่มาก คนโลภมาก คนเห็นแก่ตัวมาก ความอยากมันมากมันบีบหัวใจ ได้มาเท่าไร ๆ ไม่มีความหมายเพราะตัวนี้มันบีบที่หัวใจ ดลบันดาลหรือดันออกไปให้อยากเรื่อย ๆ เรียกว่าที่ได้มาแล้วนั่นแหละคือเชื้อไฟ มันอยากได้อีก ทีนี้มันก็ขึ้นเรื่อย วิ่งไม่มีหยุดยั้งเลย นี่ละเรื่องของกิเลสเป็นอย่างนี้ แล้วสร้างความเดือดร้อนให้ทั้งตัวเองและผู้อื่น คนตระหนี่ถี่เหนียวความตระหนี่ถี่เหนียว

ทีนี้เครื่องแก้กันก็คือธรรม ได้แก่เมตตาธรรม เมตตาธรรมนี้คือนักเสียสละ ความเสียสละนี้ออกมาจากเมตตา เมื่อมีความเมตตาที่อยากจะให้แล้ว มีเท่าไรก็หมด ๆ มันก็แก้กันกับความตระหนี่ซิ ความตระหนี่มีเท่าไรจะเอาหมด ๆ ความเมตตานี้มีเท่าไรให้หมดเลย นั่นมันแก้กันตรงนั้น นี่ละธรรมแก้กัน ถ้าไม่มีธรรมนี้ โอ๋ย โลกนี้ไม่มีความหมายเลย ความโลภ ความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัวกลืนหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือ ทีนี้ธรรมแย่งกันไว้ว่างั้นเถอะนะ ทางโน้นเอาไปทางนี้แย่งกลับคืน จึงพอลบล้างกันไปได้

หลวงตาบัวเป็นนักสู้ก็พูดให้ฟังแล้ว สู้ยังไงบ้าง เดี๋ยวนี้ได้อ่านปูมหลังให้ฟังทุก ๆ แห่งนะ ให้เขาได้รู้เรื่องรู้ราวว่าการมาเป็นผู้นำนี้เรามาเพราะเหตุผลกลไกอะไร ให้เขาได้รู้ เขาจะเชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่เขา แต่เรื่องความจริงเป็นอย่างนี้ ก็เล่าตามเรื่องความจริงนี้ออกสนาม ไม่ใช่ออกสนามแบบหัวชนฝานะ เราไม่ได้ออกแบบนั้น เราออกด้วยความเป็นธรรมจริง ๆ ด้วยความเมตตาจริงๆ ไม่มีอะไรเท่าเม็ดหินเม็ดทรายจะมาเกี่ยวข้องกับเรา ที่ควรจะแบ่งสันปันส่วนกับอะไรนี้เราไม่มีเลย มีแต่ความเมตตาล้วน ๆ

ได้มามากเท่าไร กองเท่าภูเขานี้หมดเลยอย่าว่าแต่ธรรมดา กองเงินกองทองเท่าภูเขานี้กวาดทีเดียวเรียบวุธเลย กวาดลงที่ลุ่มที่ดอนน่ะซิ ตรงไหนที่ลุ่มที่ดอนกวาดลง ๆ ไม่ถึง ๓ วันเรียบวุธ เอามาอีก โบกมือด้วยซ้ำไป อ้าว จริง ๆ ความเมตตาอย่างนั้นนะ ความเมตตานี่ล้นฟ้าล้นแผ่นดิน ของเล่นเมื่อไร ถึงได้ยอมพระพุทธเจ้าว่า มหาการุณิโก นาโถ หิตาย สพฺพปาณินํ พระพุทธเจ้าทรงมีพระเมตตากรุณามหาคุณ และทำประโยชน์แก่สัตว์โลกนี้มากมายก่ายกองหาประมาณไม่ได้ ไม่มีใครเสมอเหมือน นั่นแปลออกแล้วเป็นอย่างนั้น นั่นละอำนาจเมตตา ออกมาจากดวงพระทัยท่าน

คือดวงพระทัยนั้นเมื่อเวลาเป็นธรรมทั้งแท่งแล้ว เกี่ยวกับโลกนี้อ่อนนิ่มไปหมดเลย เข้าทุกเม็ดหินเม็ดทราย แทรกหมดเลย สัตว์ตัวเล็กนี้ก็ไม่แตะ ถ้าจะเป็นความกระทบกระเทือนแก่ชีวิตของสัตว์นะ ท่านถึงได้ห้าม แม้แต่อยู่ในครรภ์ก็ไม่ให้แตะ เด็ดไหม นั่นละความเมตตาเข้าถึงหมด ๆ ให้เสมอภาคกันหมดเลยไม่ให้ยิ่งหย่อนกว่ากัน ให้ความเสมอภาค แม้แต่สัตว์ตัวเล็ก ๆ อยู่ในนั้นก็ไม่ให้แตะ อำนาจความเมตตาเป็นขึ้นที่ใจก็รู้เอง

นี้แหละที่ว่าธรรมเป็นน้ำสะอาดที่ชะล้างโลกที่สกปรกด้วยกิเลส กิเลสมันตัวสกปรก สร้างแต่ความสกปรกความเดือดร้อน ผลแห่งความสกปรกคือความเดือดร้อนให้แก่โลก แล้วโลกเราก็มองไม่เห็นนี่ตาบอดหูหนวก เอาธรรมะมาชะมาล้างมันยังไม่ยอมอยากให้ทำอยู่ เหมือนลากหมูขึ้นมาจากที่นอนตามโคลนตามตมนั่นละ ลากหมูขึ้นมาจากตมจากโคลนขึ้นมาชะมาล้าง มันก็ โอ๊ย อย่ามายุ่งของอย่างนี้ ยังโดดลงอีก โดดลงขี้ตมขี้โคลน มันไม่สนใจกับน้ำที่สะอาด หมูน่ะ ที่สกปรกมากเท่าไรมันยิ่งชอบ

ทีนี้จิตใจเราก็เหมือนกัน สกปรกเท่าไรยิ่งชอบ เอาธรรมเข้าไปชะล้าง มันยังเอานั้นมากีดเอานี้มาขวางไม่ให้ชะล้างนะ พอจะหมุนใส่ธรรมปั๊บกีดขวางทันทีเลย แล้วทีนี้มันก็หาเรื่องอีกนะว่า การทำความดีคือทำบุญให้ทานนี้ทำยาก อะไรยาก ๆ ถ้าเป็นของดีแล้วยากทั้งนั้น เพราะกิเลสขวางทันที ๆ เราไม่เห็นฉากของมันที่มันขวางนั่นซิ แล้วไปยกโทษให้ธรรมเสียหมด ว่าทำบุญให้ทาน การสร้างความดีนี้ยาก ๆ ตัวที่ยากคือใครกัน

กิเลสมันปิดอยู่นั้นไม่ให้เห็น ธรรมะสอดปุ๊บเข้าไปเห็นเลย โอ๋ย ตัวนี้ตัวกีด นั่นละธรรมพระพุทธเจ้าไม่เหนือกิเลสฆ่ากิเลสไม่ได้ ท่านเอาธรรมนี้มาสอนโลกมีแต่ธรรมเหนือกิเลสทั้งนั้นจึงมาสอนโลกได้ ถ้าธรรมแบบเป็นเครื่องมือของกิเลสอย่างที่เราเรียนมาจำมานี้ เรียนมาเท่าไรก็ตามเถอะ เป็นเครื่องมือของกิเลสใช้อย่างคล่องตัวเลย ต่างกัน ถ้าธรรมออกจากใจล้วนๆ เป็นธรรมอย่างแท้จริงแล้วเห็นหมด นั่นละธรรมท่านฆ่ากิเลสเป็นธรรมประเภทนั้นต่างหาก

อยากให้โลกได้เห็นของอัศจรรย์ จนพระพุทธเจ้าท้อพระทัย ภาษาของเราเรียกว่าพระพุทธเจ้าท้อใจ ภาษาตลาดของเราเรียกว่าพระพุทธเจ้าท้อใจที่จะสั่งสอนสัตว์โลก มันมืดมิดปิดตา ไม่สมควรแก่ธรรมประเภทที่อัศจรรย์เหนือโลกเหนือสงสารนี้เลย จึงได้พิจารณาทบทวนไปมาแล้ว มันปิดขนาดนี้แล้ว มันจะมีบ้างไหม มันปิดตันขนาดนี้จนหาทางออกไม่ได้ ไม่มีใครสนใจจะออก ติดอยู่ใต้นี้ กิเลสมันปิดไว้หมดเลย พระพุทธเจ้าจึงทรงพิจารณาทบทวน ปิดตันขนาดนี้พอจะมีสัตว์ตัวไหนที่เสาะแสวงหาทางออก ยังมีอยู่ไหม จึงเล็งญาณดู อ๋อ มี ถึงจำนวนน้อยก็มี เอาละที่นี่ น้อยมากก็ตามได้แค่ใดก็ยังดีกว่าไม่ได้ ทีนี้ก็ปลงใจที่จะสั่งสอนสัตว์โลก

เพราะฉะนั้นสัตว์โลกที่ไปตามพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นแม่น้ำมหาสมุทรก็ได้เท่าหยิบเดียวเท่านี้แหละ ได้เพียงเท่านี้ก็เอาดีกว่าไม่ได้ สัตว์โลกที่กิเลสบีบบังคับไว้เท่ากับน้ำมหาสมุทร สิ่งที่ดึงออกมานั้นที่พ้นจากมหาสมุทรได้เพียงกำมือเท่านั้นก็เอา ๆ ถ้าไม่อย่างนั้นไม่ได้เลยมันจะเอากลืนหมด กลืนไม่พอ กิเลสกลืนสัตว์โลกนี้กลืนไม่พอ เพราะฉะนั้นจึงดึงออก ๆ เห็นสาระตรงไหน ๆ ก็ดึงออก

จึงได้ท้อพระทัยซิ ทั้ง ๆ ที่ปรารถนาจะเป็นศาสดาเอกสอนโลกอยู่แล้ว พอตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาแล้วกลับท้อใจ โอ๊ย เป็นขนาดนี้แล้วจะสอนได้ยังไง ธรรมชาติที่รู้ที่เห็นที่ทรงอยู่เวลานี้ มันเกินกว่าบรรดาสัตว์ทั้งหลายจะรู้ได้เห็นได้จะสอนได้ยังไง คือว่าทบทวนกัน หลายครั้งหลายหนต่อมาก็พอได้ พอได้ก็ เอ้า ถูไถเลย เป็นอย่างนั้นนะ กิเลสมันเก่งขนาดนั้น พระพุทธเจ้ามันก็ไม่กลัว ฟังซิ พระพุทธเจ้ามันยังต่อสู้ ยังไม่ยอมให้ ให้หยิบมือเดียวเท่านั้น พระพุทธเจ้ามาดึงออกจากมันได้หยิบมือเดียว นอกจากนั้นเป็นมหาสมุทรคือมหาสมมุติของกิเลสทั้งนั้นเต็มไปหมด ยกไม่ขึ้น เอาไม่ได้มันหวงขนาดนั้น

นี่ก็เคยพูดให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายฟังอย่างเปิดอกแล้ว เราตัวเท่าหนูมันเป็นจะว่าไง จึงได้วิ่งถึงพระพุทธเจ้าทันทีเลย คือพยานมันบอกกันเองวิ่งถึงกันเอง พอมันปึ๋งขึ้นมาเท่านั้น โอ้โห ขึ้นทันทีเลย ขึ้นอุทานเลย โอ้โห ๆ มีแต่โอ้โห ๆ อยู่ภายในใจ คือความอัศจรรย์นี้เกินคาดเกินหมาย เกินเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ในโลกสมมุตินี้ไม่มีเหมือนเลย ทุกสิ่งทุกอย่างเหนือหมดเลย แล้วมาพิจารณาดู แล้วใครจะไปรู้ได้เห็นได้เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ท้อใจ พูดให้ใครฟังเขาก็จะหาว่าเราเป็นบ้าไปหมดบ้านหมดเมืองหมดโลกหมดสงสาร เพราะพวกนี้มีแต่คลังกิเลสทั้งนั้น จะไปยอมรับความจริงได้ยังไง พิจารณาไปมา จนถึงขนาดนี้แล้วจะไปสอนได้ยังไง ๆ

สุดท้ายก็ย้อนมาหาตัวเอง ก็เมื่อไม่มีใครจะรู้ได้เห็นได้ เราเป็นเทวดามาจากไหน เราก็เป็นมนุษย์เหมือนโลกทำไมเรารู้ได้เห็นได้ รู้ได้เพราะเหตุใด มันก็วิ่งถึงปฏิปทาเครื่องดำเนิน คือสายทางเดินเข้ามาล่ะซิ อ๋อ ได้ คือเมื่อมีปฏิปทาเครื่องดำเนินเข้าไป ทางจะไกลขนาดไหน บ้านจะอยู่ไกลขนาดไหนก็ตาม เมื่อมีทางก้าวเดินไปจะต้องถึงบ้านจนได้ ถึงบ้านกึ๊กเลย ถึงจะไม่มากก็ได้ นั่นเป็นอย่างนั้นนะ

เป็นของอัศจรรย์เกินคาดยังบอก พูดให้ใครฟังเขาก็หาว่าเป็นบ้าทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่เขาก็เป็นบ้ากันทั้งโลก กิเลสมันไม่ให้ใครว่ามันเป็นบ้านี่นะ มันจึงต้องตำหนิธรรมว่าเป็นบ้าคนเดียว ทั้งโลกนี้เขาเป็นคนดีกันทั้งหมด อันนี้เป็นบ้าคนเดียว แล้วจะไปพูดให้เขาฟังได้ยังไง มันมีแต่กิเลสทั่วโลกดินแดน พูดออกไปเดี๋ยวเขาก็รุมกันว่าบ้ายังไงกันนี่ ไม่พูดเสียดีกว่า อยู่ไปกินไปพอถึงวันแล้วก็ไปเสียเท่านั้นพอ มันเหมาะนะ แต่มันก็อดไม่ได้ อำนาจแห่งความบริสุทธิ์ อำนาจแห่งความเมตตานี้มันครอบอยู่นี้ ทีนี้มันก็ต้องได้คิดเสาะแสวงหาทางออกให้คนอื่นล่ะซิ

ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นธรรมที่ทรงมรรคทรงผล เป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพานตลอดมา เรียกว่า “อกาลิโก” ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาอะไรเข้ามาขัดขวางธรรมที่จะไม่ให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติดีนี้เลย ผู้ปฏิบัติดีนี้พร้อมที่จะได้รับผลตลอดเวลา ไม่มีกาลนั้นสมัยนี้ ไม่มีเวลาไหนที่จะมากีดขวางได้ แล้วกิเลสก็เหมือนกัน ถ้าคิดเป็นกิเลสเป็นขึ้นทันที ไม่ว่าจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอน เป็นกิเลสขึ้นทันที กิเลสก็เป็นอกาลิโกเหมือนกัน ธรรมเมื่อคิดให้เป็นธรรม อยู่อิริยาบถใดก็ตาม คิดขณะไหนขึ้นมาเป็นธรรมทั้งนั้น ๆ แล้วสั่งสมเข้าไปเรื่อย ๆ อยู่ไหนก็เป็นธรรมไปเรื่อยๆ

พูดให้โลกฟังเขาว่าบ้ากันทั้งโลก เอ้าจริง ๆ นะคือมันสุดวิสัยที่จะเชื่อ พอพูดถึงเรื่องมรรคเรื่องผล เรื่องรู้เรื่องเห็นอย่างนั้นอย่างนี้กิเลสปิดปึ๊บทันทีเลย มันจะปัดทันทีเลยไม่ยอมรับนะ นี่ละอำนาจของกิเลสมันเหนือขนาดนั้น เอาของดีมา กิเลสไม่ให้เห็น ให้เห็นแต่ของสกปรก แล้วกิเลสมาประดับประดาตบแต่งหลอกตาโลก ตัวสกปรกเท่าไรไม่ให้เห็นตัวของมันซิ เราก็ขยี้ขยำแต่ขี้หมูราขี้หมาแห้งอยู่นั้น อันนั้นก็ดี อันนี้ก็สวย อันนั้นก็งาม อันนั้นก็อยากได้ อันนี้ก็อยากได้ มีแต่ขี้หมาทั้งนั้น อยากได้ขี้หมา ให้ทองคำทั้งแท่งไม่สนใจ สู้ขี้หมาไม่ได้ เพราะขี้หมานี่กิเลสมันเป็นทองทั้งแท่งขึ้นมาแทนธรรมะแล้ว ธรรมะให้เป็นขี้หมูขี้หมาไปหมดเลย เพราะฉะนั้นเรามองเห็นธรรมนี้เราจึงเห็นว่าเป็นขี้หมาไป มองกิเลสนี้เป็นทองทั้งแท่งไปเลย เพราะกิเลสเสกสรรปั้นยอให้เป็นอย่างนั้น แล้วเราก็ไม่รู้ โง่ขนาดไหนมนุษย์เรา

เฉพาะอย่างยิ่งชาวพุทธเราโง่มากที่สุดกว่าใครทั้งนั้นแหละ หลวงตาบัวเป็นที่หนึ่งเรื่องความโง่มาก ก็เคยโง่มาแล้วนี่จะว่าไง ตอนนี้จะฉลาดหรือไม่ฉลาดก็แล้วแต่แหละ มันก็ต้องมีข้อแม้ ข้อแก้ข้อไขทางออกทางเข้าซี น้ำตาร่วงไหลออกเลยนะ เป็นเองนะ น้ำตานี้ร่วง ไหลตกพราก ๆ กราบพระพุทธเจ้า กราบแล้วก็นั่ง แล้วกราบอีก ถ้าคนอื่นไปเห็นเขาก็หาว่าบ้าจริง ๆ พระบ้าองค์นี้มันเป็นยังไง อยู่ ๆ ก็กราบ อยู่ ๆ ก็กราบ ทีนี้เขาเป็นบ้าเขาไม่รู้นั่นซี กิเลสต้องมาแหย่ทันทีเลย หลวงตาบ้านี่มากราบหาเรื่องอะไร

มันเป็นอยู่สองอย่าง คือ อย่างหนึ่งอัศจรรย์ธรรมชาตินี้ซึ่งไม่คาดไม่คิด ว่าจะเป็นขึ้นมาให้รู้ให้เห็นอย่างนั้น นี่ประการสำคัญ อัศจรรย์ธรรมชาตินี้ก็น้ำตาร่วง ๆ ทีนี้มามองดูโลกสงสารที่เราเคยเป็นมาผ่านมาแล้วเป็นยังไง ๆ นี้ก็เอาอีกแหละ สงสาร จะแก้ไขอย่างไรแก้ไม่ตกคิดอะไรคิดไม่ออก ที่จะหาทางแก้ไขให้มีทางผ่อนหนักผ่อนเบา เหมือนว่าปิดตันอั้นตู้ไปหมดเลย นี่ก็สงสารมาก น้ำตาก็ร่วง มันสองอย่างนะ

ลงจากวัดดอยธรรมเจดีย์แล้ว ท่านเพ็งก็ลงมาด้วย ท่านเพ็งได้ฟังธรรมคำแรกจากเรานะ ท่านเพ็ง วัดถ้ำกลองเพล เพราะลงมาจากวัดดอยธรรมเจดีย์ด้วยกัน วันแรม ๑๕ ค่ำวันนั้น พอลงอุโบสถแล้วก็ลงมาเลย วันแรม ๑๔ ค่ำมันเป็น พอตื่นเช้าขึ้นมาก็ลงอุโบสถ ตอนบ่ายก็ลงมาวัดสุทธาวาส ท่านเพ็งก็ขึ้นไปหา มีเฉพาะสองต่อสอง มาด้วยกันนั่นแหละ พอมืดท่านก็ขึ้นไปหา เราก็พูด เพ็ง เราว่าอย่างนี้นะ จะเล่าอันหนึ่งให้ฟังนะ ท่านก็ตั้งท่าฟัง จะเล่าอันหนึ่งให้ฟัง คอยฟังนะ ก็เลยพูดถึงเรื่องนี้เลย พูดเรื่อย ๆ จนถึงที่สุดจุดยุติลงแล้ว แล้วท่านเคยติดสอยห้อยตามผมมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยอยู่กับหลวงปู่มั่นก็อยู่ด้วยกันมาเป็นเวลานาน แล้วคำพูดคำนี้ท่านเคยได้ยินจากผมไหม

โอ๊ะ ไม่เคยได้ยิน ตื่นเต้นนะ ไม่เคยได้ยินเลย พึ่งมาได้ยินเดี๋ยวนี้แหละ นั่นแหละให้ท่านตั้งใจปฏิบัตินะ นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าชี้เข้าตรงนี้เอง ตรงที่นำมาพูดนี้ ไม่ชี้ไปไหน ความเพียรเป็นของสำคัญมาก อย่าถอยนะ นี่ละทางเดินเพื่อเห็นธรรมอันนี้ คึกคักเลยนะ โอ๊ย ไม่เคยได้ยินนะ ท่านเพ็งเป็นองค์แรก จากนั้นมาก็เงียบเหมือนไม่มีปี่มีขลุ่ยอะไร เฉย ทำประโยชน์ให้โลกทำไปเรื่อยๆ การเทศนาว่าการจะหนักจะเบาขนาดไหน ก็ถอดออกไปจากตับจากปอดนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าเจ้าของรู้เจ้าของเห็น จะเทศน์แบบไหน ๆ ก็ตาม ยิ่งเทศน์สอนพระด้วยแล้วหมุนติ้วเลย มีแต่อันเดียวนี้ทั้งนั้น แต่ไม่เคยบอกว่าเจ้าของรู้เจ้าของเห็น

พึ่งมาเปิดเอาปี ๒๕๔๐-๔๑ นี่ เพราะจะออกสนามรบ ให้เขาได้รู้ที่ว่าเราเป็นยังไง ออกมาเป็นผู้นำมาด้วยแบบไหน สุดท้ายก็จำเป็นให้ได้เปิด เปิดอกเปิดเรื่อย นั่นละเรื่องเป็นอย่างนั้น ธรรมอันนี้ครองมาได้ถึง ๔๙ ปีแล้วนี่ ตั้งแต่ ๒๔๙๓ ปีหลวงปู่มั่นมรณภาพ คือปีเผาศพหลวงปู่มั่นนั่นแหละ ท่านมรณภาพเดือนพฤศจิกา ๙๒ เดือนกุมภาฯ ก็เผาศพท่าน ไอ้เราที่ว่าเดือน ๖ แรม ๑๔ ค่ำ ไม่ทราบเป็นวันที่เท่าไร ถ้าเราไปดูปฏิทินเทียบกันก็รู้ วันแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๖ เป็นวันที่เท่าไรจำไม่ได้ จำได้แต่ปี ๒๔๙๓ วันแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๖ เวลา ๕ ทุ่มเป๋ง พอเสร็จเรียบร้อยแล้วมาดูนาฬิกา ๕ ทุ่มเป๋งพอดีเลย ส่วนวันที่ไม่รู้

คิดดูจากนั้นนานขนาดไหน สอนน่ะสอนไปเรื่อย ๆ เพราะธรรมประเภทนี้ไม่ใช่ธรรมหิวโหย ไม่ใช่ธรรมโอ้อวดนี่นะ มีก็เหมือนไม่มี แล้วแต่เหตุการณ์ที่จะควรสัมผัส หนักเบามากน้อย ก็แสดงให้ฟังตามความหนักเบามากน้อยแห่งธรรม เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้นั้น ส่วนของเราเองเราไม่สนใจว่าเรารู้ยังไงเห็นยังไง ไม่ว่า ทีนี้เวลาออกสนามรบนั่นซีมันจำเป็นที่จะต้องได้เปิด จึงได้เปิดให้ฟังนี้ละ เปิดเต็มเหนี่ยวเลย เป็นวันที่เท่าไรไม่รู้นะ เราไม่ได้ดูปฏิทิน

โห พูดจริง ๆ นะ มันอัศจรรย์ล้นโลก เหมือนฟ้าดินถล่มเทียวนะ วัฏจักร กิเลสพังจากหัวใจนี้เหมือนฟ้าดินถล่ม อยู่ภายในใจนี่ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ ผึงเท่านั้นเหมือนว่าฟ้าดินถล่มเลย พอขณะนั้นสงบลงไปแล้ว มองดูนี้จ้าหมดเลย ทีนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะ พอขณะนั้นสิ้นสุดลงไปปั๊บ ขณะที่ฟ้าดินถล่มจิตมันพลิกภายในของมัน พลิกจากวัฏจักรเป็นวิวัฏจักร พอขณะนั้นยุติลงทีนี้มันก็จ้าไปหมดเลย ไม่เคยรู้เคยเห็น โอ้โห ๆ ละที่นี่นะ นั่นละอัศจรรย์ตรงนั้น อ๋อ เป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้อย่างนี้เหรอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมตรัสรู้อย่างนี้เหรอ พระพุทธเจ้าฆ่ากิเลสฆ่าอย่างนี้เหรอ พระอรหันต์ฆ่ากิเลสท่านฆ่าอย่างนี้เหรอ นิพพานเป็นอย่างนี้เหรอ นั่นขึ้นอันเดียวกัน รวมมาเป็นอันเดียวกันแล้ว

เหมือนอย่างเราเทียบมหาสมุทรวันนี้แหละนะ คือ น้ำมหาสมุทรนั้นเมื่อยังไม่เป็นมหาสมุทร น้ำสายไหนก็บอกได้ว่าสายนั้นๆ เมื่อยังไม่ถึงมหาสมุทร พอเข้าถึงมหาสมุทรแล้วแยกไม่ออก เป็นมหาสมุทรอันเดียวกันหมด อันนี้จิตก็เหมือนกัน องค์ไหนๆ รายไหนก็ตามปฏิบัติตัว พอผึงเข้าไปนั้นแล้ว นั่นแหละมหาวิมุตติมหานิพพาน เป็นเหมือนกับน้ำมหาสมุทร เป็นอันเดียวกันแล้วแยกไม่ออกว่าเป็นยังไง ๆ เพราะฉะนั้นถึงว่า “นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย” บรรดาท่านบริสุทธิ์แล้วเป็นอันเดียวกันหมด ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากันเลย คือแยกไม่ออกว่างั้นเถอะน่ะ นี่แหละเทียบกันได้ มหาสมุทร มหาวิมุตติ มหานิพพาน เทียบกันได้อย่างนั้น คือเป็นอันเดียวกันหมด

พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ นี้เป็นกิริยา เหมือนคลองน้ำที่ไหลมาจากสายต่าง ๆ พอเข้าถึงนั้นแล้วก็เป็นมหาวิมุตติ มหานิพพาน หรือว่าเป็นมหาสมุทรอย่างเดียวกันหมดเลย แยกไม่ออก นั่นเป็นอย่างนั้น เหมือนที่ท่านว่า โอ๋ย พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง ๆ โอ๊ย อัศจรรย์นะ เพราะไม่เคยเห็น ไม่เคยคิดเคยคาด แต่เมื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้เห็นประจักษ์อยู่ในหัวใจนี้แล้ว แต่ก่อนเรานึกเสียจนฝังใจ ไม่ระลึกอย่างอื่นเลยว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์จะเป็นอย่างอื่นอย่างใดไปนะ ก็คือพระพุทธ คือพระธรรม คือพระสงฆ์ นั่นแหละ บทเวลาเข้าไปถึงตัวจริงจริง ๆ แล้วมันเป็นอันเดียวกัน มันเป็นมหาสมุทรอันเดียวกันว่างั้นเถอะ

พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง ๆ ก็มันเห็นประจักษ์ มันเป็นอันเดียวกันนี่ เป็นอย่างนั้นนะ โอ้โห เป็นอย่างนี้เอง จึงมาแยกออก อ๋อ ที่ว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อสมมุติ เพื่อเป็นสายทางของผู้ก้าวเดินตามนั้น จะได้ตามสายทางคือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ทานศีลภาวนามีแต่สายทางที่จะเข้าสู่จุดนี้ทั้งนั้นแหละ เดินไป ๆ พอเข้าไปถึงจุดนั้นแล้วเป็นอันเดียวกันหมดอีกเหมือนกันแยกไม่ออก นี่แหละธรรมะพระพุทธเจ้าอัศจรรย์อย่างนั้นแหละ

แต่เวลานี้กิเลส มันยิ่งนับวันหนาแน่นขึ้น ๆ เราจึงวิตกวิจารณ์ จวนตายเท่าไรยิ่งห่วงใยโลกมาก โอ๊ ดูโลกนี้สกปรกเอามากจริง ๆ คือกิเลสมันรุมล้อม มันบีบมันบังคับอยู่ในหัวใจของทุกดวง ๆ ไม่ใช่ธรรมดา มันนับวันหนาแน่นขึ้นทุกวัน ธรรมที่จะเข้าไปชะไปล้าง มีน้อยนิดเดียว ๆ แล้วส่วนมากไม่มี ไม่มีน้ำดับไฟเลย ปล่อยให้มันส่งเปลวจรดเมฆ ๆ ไปด้วยกัน เราจึงมองดูตามความจริง เราอย่ามองแบบเผินๆ แบบกิเลสพามอง ถ้ากิเลสพามองแล้ว เมืองนั้นเจริญ เมืองนี้เจริญ เมืองโน้นเจริญ ว่าไป กิเลสมันหลอก เมืองนั้นเจริญ เมืองเขาเจริญ เลยอัศจรรย์เมืองเขา แล้วมาตำหนิติเตียนของตัวว่าเป็นเมืองต่ำต้อยน้อยหน้า ว่าอย่างนั้นนะ

เฉพาะอย่างยิ่งใครได้ไปเมืองนอกมา เหมือนจะเหาะจะบิน มาจากเมืองนั้นเมืองนี้เหมือนจะเหาะจะบิน ทั้งๆ ที่ไม่มีปีก มันเป็นบ้าขนาดนั้น ทีนี้ธรรมท่านไม่ได้เป็นอย่างนั้น ท่านไม่ได้ดูแบบกิเลสซิ ท่านจ่อเข้าไปหาฐานของมันคืออะไร คือหัวใจของแต่ละดวงๆ เป็นยังไง มันเจริญจริงๆ เหรอ มันมีแต่ไฟทั้งนั้นเพราะไม่มีน้ำดับไฟ คือธรรมแทรกเลย เมืองที่ว่าเจริญที่สุดนั่นแหละเป็นเมืองที่ร้อนที่สุดเลย นั่น เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ธรรมดา

เฉพาะอย่างยิ่งเมืองไทยเรานี้ยังเป็นเกาะนะ ยังเป็นเกาะเป็นดอน ในท่ามกลางมหาสมุทรทะเลหลวงแห่งไฟทั้งหลายที่เผาไหม้อยู่ เมืองนี้ยังเป็นเกาะเป็นดอนเพราะเป็นเมืองพุทธ ยังมีผู้ระลึก พุทโธ ธัมโม สังโฆ อยู่มาก ทำบุญให้ทานอยู่มาก แล้วธรรมทั้งหลายเข้าไปหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความชุ่มเย็น จึงกลายเป็นเกาะแห่งความชุ่มเย็นขึ้นมา ไม่ได้เหมือนทั้งหลายนี่นา เราพูดตรง ๆ อย่างนี้ใครจะว่าบ้าก็ว่าแหละ ก็มันดูอยู่ตลอดเวลาจะว่าไง มันเห็นจะไม่ให้บอกว่าเห็นยังไง เวลามันไม่เห็นก็บอกไม่เห็น เวลามันเห็นจะให้กิเลสมาเย็บปากเหรอ มันเป็นอย่างนั้นก็จะให้ว่ายังไง ก็สอนตามมันเป็น นี่ภาษาธรรม ตัวมืดบอดมันไม่เห็นก็ว่าไปอย่างนั้นแหละ เป็นยังไงสนุกไหมล่ะฟัง

อาจารย์ขา ที่ว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอันเดียวกัน เป็นรูปธรรมหรือนามธรรมเจ้าคะ

ถ้านามธรรมมันก็เป็นนามธรรมด้วยกันนั่นแหละ ตัวพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ที่เฮายึดนั่นนะ แต่เฮายึดเหมือนว่าเป็นองค์พระพุทธเจ้าก็เป็นรูปธรรมไป พระธรรมเป็นนามธรรมไป แต่ก็เป็นกิริยาออกจากนั้นทั้งนั้น เป็นแขนงของนั้น ๆ เป็นสงฆ์ก็ตาม ก็เป็นกิริยาที่ออกจาก เรียกว่าแม่น้ำสายต่าง ๆ ว่างั้นเถอะนะ มันก็ออกจากนั้น ทีนี้พอเข้าไปถึงกันแล้วมันเป็นอันเดียวกันหมด องค์ใดก็ตาม องค์นี้สำเร็จขั้นโสดา สกิทา อนาคา พออรหันต์ปุ๊บเท่านั้น เข้าแล้ว เวลายังไม่สำเร็จนั้นก็กำลังจวนแล้ว จวนจะถึงทะเลหลวง ถึงมหาวิมุตติ มหานิพพาน ไหลใกล้เข้าไป ผู้ที่บำเพ็ญคุณงามความดีทั้งหลายก็เป็นสายทาง มาใกล้กันห่างกันไปตามลำดับลำดาของบารมี แต่ไปทางนั้นแหละ อยู่ห่างไกลกันใกล้กันเรื่อยๆ จนกระทั่งผู้ที่จวนจะถึงแล้ว ก็ใกล้เข้าไป ๆ พอถึงทะเลหลวงแล้วก็เป็นน้ำทะเลหลวงอันเดียวกันหมดเลย แยกไม่ออกละที่นี่

มหาวิมุตติ มหานิพพาน ก็เหมือนกัน เข้าถึงนั้นแล้วปุ๊บ แยกไม่ออก คำว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไม่ปรากฏ เป็นแม่น้ำมหาสมุทรอันเดียวกันหมด หรือว่าเป็นมหาวิมุตติมหานิพพานอันเดียวกันหมดเลย เป็นอันเดียว แม่น้ำมหาสมุทรกว้างขนาดไหนเราดูซิ น้ำสายไหนเราจะแยกได้ไหม แยกไม่ออก รู้แต่ว่ามหาสมุทรเท่านั้น พอเข้าถึงจุดนั้นปั๊บเท่านั้น นั่นละมหาวิมุตติ มหานิพพาน นี้แหละมหาวิมุตติมหานิพพานนี้แลสูญไหม แม่น้ำมหาสมุทรนั้นสูญไหม มหาวิมุตติมหานิพพานฉันนั้นเหมือนกัน สูญไหม นั่นละเทียบกันซิ ถ้าสูญจะว่าบริสุทธิ์ได้ยังไง ใครบริสุทธิ์อยู่นั่นเมื่อสูญแล้ว

กิเลสหลอกโลกนี้แหม หลอกอย่างชะมัดนะ เช่นอย่างว่าตายแล้วสูญนี่พิลึกนะ สัตว์โลกทั้งหลายตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าที่ส่องดูหัวใจโลก ส่องดูเชื้อให้พาเกิดพาตายของโลก ท่านส่องดูหมดแล้ว อะไรพาให้เกิดให้ตาย อันนั้น ท่านเห็นหมดแล้วนี่นะ พอถอนนี่พรวดออกมาเท่านั้น หมดแล้วที่นี่ชาติแห่งความเกิด ทุกฺขํ นตฺถิ อชาตสฺส ทุกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่เกิด นี่ท่านรู้แล้วท่านจึงไปดูจุดนั้น มันเป็นเชื้อแห่งภพแห่งชาติให้เกิดให้ตายอยู่นั้น สัตว์โลกจึงมีเกิดมีตาย มีเกิดมีตายอยู่นี้ตลอด คำว่าสูญไม่มี

เพราะใจตายไม่เป็น มีแต่เข้าร่างนั้นออกร่างนี้ ที่เราเรียกว่าเกิดว่าตาย เข้าร่างนั้นแล้วออกร่างนี้ เข้าร่างนั้นออกร่างนี้ นี่ละเรียกว่าเกิดว่าตาย ๆ เป็นคู่กันอยู่อย่างนี้ตลอดมาตั้งกัปไหนกัลป์ใด ไม่เคยฉิบหายไปไหนเลย แต่กิเลสมันก็ไปเหยียบปุ๊บลงไปทันทีว่าตายแล้วสูญ มันสูญไปได้ยังไง ผู้เห็นเห็นอยู่ ผู้รู้รู้อยู่ ตลอดถึงเชื้อมันพาให้เกิด คืออะไรท่านก็เห็นแล้ว ท่านถอนออกมาหมดแล้ว ท่านหมดเชื้อแล้ว ท่านก็ดูได้ชัดละซิ เข้าใจมั้ยล่ะ เราไม่เห็น เดากันเฉยๆ ด้นเดาเกาหมัดไปอย่างนั้นแล้ว ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร พวกตาบอดเราอยากพูดอย่างนั้นนะ หรือพูดแล้วนี่ มันโมโหก็พูดเสียบ้างซี

หลวงตาครับ เมืองไทยชุ่มเย็นเพราะว่าเมตตาของพระอรหันต์ หรือว่าประชาชนดีครับ

โอ๊ย อย่าให้พูดเรื่องพระอรหันต์เถอะ ท่านเมตตามาแต่ก่อนแต่ไรแหละ ของเราเป็นเครื่องรับกันต่างหากกับความเมตตาของท่าน เมืองไทยเราชุ่มเย็น ชุ่มเย็นจากความดีของเจ้าของ จากเราระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพราะพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ นั้นท่านมีเป็นมหาวิมุตติมหานิพพานอยู่แล้ว เมื่อเราสร้างความดีมันก็เกี่ยวโยงกัน เรียกว่าด้วยอำนาจแห่งเมตตาก็ได้ ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลของเราก็ได้ มันเกี่ยวโยงกันอยู่อย่างนี้ เข้าใจหรือเปล่า พากันเข้าใจหรือยังเรื่องพุทธศาสนาเลิศขนาดไหน นี่ละทรงไว้ซึ่งความจริงตลอดมา แต่เวลานี้กำลังถูกเหยียบย่ำทำลาย จึงน่าสลดสังเวช ให้กิเลสเอาเป็นเครื่องมือหมด เรื่องศาสนากิเลสเอามาเป็นเครื่องมือได้อย่างคล่องตัวเวลานี้ ไม่เป็นธรรมนะ ศาสนาไม่เป็นศาสนา ไม่เป็นธรรม เป็นกิเลสไปหมดแล้วเดี๋ยวนี้

เราเรียนธรรมะนี่นะ เรียนธรรมะจิตใจมันอยู่กับโลก เรียนเพื่อโลก ๆ เรียนได้มากน้อยเท่าไร เพื่อโลก ๆ เพื่อโลกก็คือเพื่อกิเลสนั่นเองจะเป็นอะไรไป เห็นไหมกิเลสเอาไปเป็นเครื่องมือ เป็นฐานเหยียบขึ้นของมัน สุดท้ายทั้งหมดมีแต่เรื่องของกิเลสเหยียบย่ำทำลายไปหมดเลย มีแต่ความจำ จำเพื่อกิเลส แน่ะ ไม่ได้จำเพื่อศีล เพื่อธรรม ผู้ที่เพื่อศีลเพื่อธรรมเราก็ยกให้ แต่มีน้อยมาก เราไม่ได้ปฏิเสธไปหมดนะ คือผู้เป็นศีลเป็นธรรมก็มีแต่มีน้อยมาก เรียนมากเรียนน้อยมันก็ไปเป็นบ๋อยของกิเลสเสียทั้งนั้น ๆ จึงสลดสังเวชนะ อำนาจมันขนาดนั้นนะ

ทีนี้ไม่มีใครรู้ซี ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครมองดู ไม่เห็น ผู้เห็นเห็นอยู่นี่ว่าไง กิเลสเข้าตีตลาดมันตีแบบไหน มันตีไปหมด ไม่ว่าวัดว่าวา ว่าพระว่าเณรที่ไหนมันไม่ได้กลัว...กิเลส มันตีไปหมด แหลกไปตาม ๆ กันหมดเลย มันไม่ได้กลัวผ้าเหลือง หัวโล้นมันก็ไม่กลัว กิเลส มันกลัวแต่ธรรมอย่างเดียว ถ้าใครมีธรรมอยู่ที่ไหนไม่ว่าฆราวาสไม่ว่าพระกิเลสกลัวทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่มีธรรมแล้วกิเลสไม่กลัว ให้โล้นจนกระทั่งล่อนออกมาหมด ยังเหลือแต่กะโหลกศีรษะมันก็ไม่กลัว อย่าว่าแต่หัวโล้นเฉย ๆ นะ ล่อนออกหมดหนังไม่มีเหลือ ยังเหลือแต่กะโหลกศีรษะ กิเลสก็ไม่กลัว ถ้ากิเลสกลัวเราก็จะหาหมวกกันน็อกมาซัดกับกิเลสให้แตกฮือไปหมดเลย แต่นี่กิเลสไม่กลัว

จึงว่าจวนตายเท่าไรยิ่งเป็นห่วงโลกมาก ห่วงมากจริง ๆ นะ เพราะฉะนั้นใครให้มีความหนักแน่นในศีลในธรรม ไม่มีอะไรจะเกินศาสดาของโลกแหละ เรื่องความวิเศษวิโส ทุกสิ่งทุกอย่างรวมอยู่นั้นหมด แต่โลกมันไม่เห็นทองทั้งแท่งน่ะซี มันเห็นแต่ขี้หมูขี้หมา ขยี้ขยำกับขี้หมูขี้หมาว่าเป็นของเลิศของวิเศษอยู่งั้น มันถึงร้อนเป็นฟืนเป็นไฟตลอดเวลา เพราะมันไม่ใช่ทองมันขี้หมา เราเสกว่าเป็นทองเฉย ๆ

ใครเจอเข้าเหมือนกัน อย่างหลวงปู่มั่นที่ว่านั่นนะ นั่นก็เหมือนกันท่านนั่งน้ำตาร่วง ใครไปเห็นเขาก็จะว่า เอ๊อ นี่มันบ้าหรือ เขาก็จะว่าอย่างนั้น เพราะมันไม่เคย ไม่เคยคาดเคยคิดเคยฝันว่า ธรรมชาติที่เลิศเลอที่สุด ไม่มีอะไรเหมือนนี้จะปรากฏขึ้นที่ดวงใจดวงเดียวนี้ไม่ได้ปรากฏที่ไหนนะ ขึ้นที่นี่ผึงเลย จ้าเลย มันไม่ใช่ใจดวงเก่า คือถูกกิเลสมันปิดไว้ไม่ให้เห็น เราเหมือนท่าน ท่านเหมือนเรา เหมือนคนตาบอดเหมือนกันจะเห็นอะไร พูดอะไรมันก็ไม่เชื่อคนตาบอด ทิฐิสูงจรดฟ้านู่น คนตาบอดนะ แต่คนตาดียังมีเหตุผลบ้างนะ คนตาบอดนี่ทิฐิสูงจรดฟ้า การโม้การคุยไม่มีใครเกินคนตาบอดแหละ อะไรคนตาบอดจะรู้เห็นหมดเลย อันนี้ก็เหมือนกัน มันบอดกิเลส มันจึงมักโอ้มักอวดทุกสิ่งทุกอย่างอยู่กับคนตาบอดทั้งหมด

พอเปิดจ้าออกไปแล้วเห็นตามความจริงแล้ว ไม่เห็นมีอะไรมากวนใจวะ อยากพูดก็ไม่เห็นอยาก อะไรก็ไม่เห็นอยาก พอดิบพอดีทุกอย่างอยู่ในนั้นหมดเลย จึงว่านิพพานคือเมืองพอก็ไม่ผิด คือพอทุกสิ่งทุกอย่าง พอดิบพอดี ไม่มีอะไรขาดอะไรเกินแหละ พอดี เอาอะไรมาเพิ่มไม่ได้คือความพอดี เมื่อถึงเหตุการณ์สถานที่ที่ควรจะพูดออกหนักเบามากน้อย ก็พูดตามผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากน้อยเพียงไร ก็พูดออกตามนั้น ๆ ถ้าควรจะทุ่มหมดก็ทุ่มหมด ยกตัวอย่างเช่นเขาถามปัญหานี้นะ ถามมาปั๊บนี้มันจะออกรับกันปุ๊บแล้ว ออกร้อยเปอร์เซ็นต์นะ

แต่ต้องคำนึงถึงผู้รับ ผู้รับจะรับได้ขนาดไหน ถ้ารับได้ ๕๐% ก็ออกแค่ ๕๐% ไม่ออกหมด ถ้ารับได้น้อยกว่านั้นก็ตอบน้อยกว่านั้น ท่านขี้เกียจตอบว่างั้นเถอะนะ ถ้ามีเปอร์เซ็นต์สูงก็ตอบเร็วขึ้น ๆ ถ้าถามมาต้องการความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ทางนี้ออกร้อยเปอร์เซ็นต์ผึงเดียวเลย ไม่ต้องเหนี่ยวไกละถ้าปืนก็ดี เปรี้ยงเลยเทียว ถ้าเป็นรถไม่ต้องติดเครื่องเหยียบคันเร่งเลย เป็นอย่างนั้นนะมันต่างกัน ผึงเดียวเท่านั้น พอเสร็จแล้วเรียกว่าล๊อกไว้เลย เข้าลิ้นชักล๊อกปั๊บเลย หายเงียบเหมือนไม่ได้พูด ท่านไม่มีอะไรนี่ ท่านไม่มีอดีตอนาคต เป็นความพอดีกับปัจจุบันนั้นหมดทุกอย่าง

บ่ายวันนี้เราก็ได้พูด ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนี้อัฐิกลายเป็นพระธาตุหลายองค์นะ มีมากที่สุดคือลูกศิษย์หลวงปู่มั่นที่อัฐิกลายเป็นพระธาตุ อัฐิกลายเป็นพระธาตุนั้นคือตีตราความเป็นพระอรหันต์นั่นเอง เราจะพูดว่าลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเป็นพระอรหันต์หลายองค์ก็ไม่ผิด คืออัฐิที่กลายเป็นพระธาตุนี้ท่านก็บอกไว้แล้วในตำราว่า ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้นอัฐิจึงจะกลายเป็นพระธาตุได้ นอกนั้นเป็นไม่ได้ท่านว่า พอเห็นอัฐิกลายเป็นพระธาตุ อ๋อ ใช่แล้ว ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเท่าที่ปรากฏมานี้ นับตั้งแต่หลวงปู่พรหมลงมานะ หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว ท่านอาจารย์คำดี ท่านจวนก็อยู่ด้วยกันที่หนองผือด้วยกัน ท่านจวนอัฐิกลายเป็นพระธาตุ แล้วก็หลวงปู่ตื้อ

หลวงปู่ตื้อเราไปเห็นด้วยตาของเราเองนะ โห พระธาตุท่านสวยงามมากนะ หลวงปู่ตื้อนี่ไปเห็นพระธาตุท่านสวยงามแพรวพราว เราไปดูด้วยตาของเรา ท่านสิงห์ทองนี้ก็อยู่ใกล้ ๆ แม้ไม่ได้อยู่ในสำนักก็ตาม ถึงเวลาก็เข้ามาฟังเทศน์ฟังธรรม เท่ากันกับอยู่กับท่านเรื่อยมา อันนี้ก็กลายเป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว แล้วแม่ชีแก้วก็ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นนะ นั่นก็กลายเป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว นี่เห็นได้ชัด ๆ แล้ว ประกาศแล้วว่าคือพระอรหันต์ทั้งนั้น (หลวงปู่หล้าก็ใช่) ใช่ นั่นก็เคยอยู่หนองผือเหมือนกัน ก็อย่างนั้นแล้วคิดไปก็ลุกลามไป ๆ จึงว่ามีมาก ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมีมากจริง ๆ

หลวงปู่หลุย เรายังไม่เห็นเองนะ แต่ได้ทราบว่าเป็นพระธาตุแล้วว่างั้น เราเชื่อในปฏิปทาของท่าน ท่านมักน้อยมากนะ หลวงปู่หลุยไม่เคยคุยธรรมะกันก็ตาม แต่ปฏิปทาของท่านมักน้อยที่สุด บรรดาลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนี้ไม่มีใครเกินท่านอาจารย์หลุยเรื่องความมักน้อยที่สุดเลย ไม่เอาอะไรทั้งนั้น ใครไปอะไรไม่สนใจ ผ้าจีวรใหม่ๆ ให้ไม่เอา ย่ามใหม่ ๆ ให้ก็ไม่เอา ไปจับย่ามท่าน ย่ามท่านขาดวิ่นอีลุ่ยฉุยแฉกนะ เราจับเราจะถ่ายย่ามให้ท่าน ไปจับมันทำไมมันดีอยู่นี่ คือมันดีชั้นใน ชั้นนอกมันแหลกหมดแล้ว ย่ามมันมีสองชั้น ชั้นนอกมันแหลกหมดแล้ว แต่ชั้นในยังดีอยู่ ไปจับมันทำไมมันดีอยู่นี่ท่านว่า อย่างนั้นละท่านมักน้อยมากจริง ๆ ยกให้เป็นเบอร์หนึ่งไม่มีใครเกิน บรรดาลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมีท่านอาจารย์หลุยนี่เก่งมาก ความมักน้อย แล้วชอบสงบสงัด ชอบไปคนเดียวไม่ยุ่งกับใคร ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมกับใครทั้งนั้น กับเรานี่สนิทสนมกันมาก

ที่เราเล่ามานี้ คือได้ทราบชัดเจนแล้ว เป็นความแน่นอนแล้วจึงมาเล่านะ ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าเราก็ไม่กล้าเล่า (หลวงปู่ตันล่ะครับ) เออ ผู้เฒ่าตันนี้ ก็จะเป็นแน่ ๆ ไม่สงสัย ถึงยังไม่เป็นก็จะเป็นแน่ หลวงพ่อตันนี่เราบวชให้นะไปอยู่ห้วยทรายกับเรา เราบวชให้มาเป็นตาปะขาวอยู่กับเรา ภาวนาดีเข้าท่า พูดภาวนาให้ฟังน่าฟัง เราเลยบวชเป็นพระให้เลย จัดบริขารให้ไปบวชที่มุกดาหาร พอบวชแล้วก็มาอยู่ด้วยกันพรรษาหนึ่ง แล้วก็ไปจำพรรษาที่จันท์ จากนั้นมาแล้วนานถึงได้พบกันทีนึง ไปพบอยู่ที่ อ.สว่างแดนดิน ก็ไปคุยธรรมะกัน เอ้อ เข้าช่องแล้วที่นี่ เราเชื่อมาแต่โน้นแหละ พอเริ่มเข้าช่องแล้วแน่เลย ช้ากับเร็วเท่านั้นแหละ ถ้าเข้าช่องแล้วแน่ที่จะพุ่ง เป็นแต่ช้ากับเร็วเท่านั้นเอง เรื่องแน่นี่แน่เลย ๆ

มคฺค แปลว่าทางเดิน ภายในภายนอกนะ ทางเดินของโลกก็อย่างนี้แหละ ไปด้วยเท้าด้วยรถยนต์กลไก ทางเดินของใจเรียกว่า มคฺโค ก็เป็นเหมือนกันไม่ได้ผิดกัน ดูทางนอกแล้วก็แล้วกันกับดูภายใน ทางผิดทางถูกจะบอกในนั้นเสร็จเลย ผู้ปฏิบัติเท่านั้นที่จะรู้นะ รู้ทางภายในภายนอก ทางภายในก็เห็นธรรมภายใน ทางภายนอกก็เห็นโลกภายนอก ก็อย่างนั้นแหละ

แม่ชีแก้วนี้ก็เป็นลูกศิษย์ของท่านตั้งแต่ยังเป็นสาวอยู่ ภาวนาเก่ง ฤทธาศักดานุภาพเก่งมาก รู้นั้นรู้นี้รู้แปลก ๆ พวกเทวบุตรเทวดานี้เก่งมาก ปีเดียวเท่านั้นอัฐิเป็นพระธาตุ พอเผาศพผ่านไปปีเดียวเท่านั้นแกก็เป็น เพราะแกครองธรรมประเภทนี้มานาน ตั้งแต่ปี ๒๔๙๕ จากนั้นมา ๙๔ เราไปจำพรรษาห้วยทราย ๙๕ แกก็เป็น จากนั้นมาก็ไม่มีอะไร แกก็ไม่ได้พูดอะไร จึงจำได้เพราะเหตุนี้เอง เพราะเราไปจำพรรษาที่นั่น ๔ ปี ไปจำปีแรกซัดกันใหญ่เลย ไล่ลงภูเขาเราเคยเล่าให้ฟังแล้วไม่ใช่เหรอ คือแกว่าแกเก่งทั้ง ๆ ที่แกมามอบกายถวายตัวต่อเราเรียบร้อยแล้ว เวลามาพูดภาวนา เราสอนอะไรแกก็เชื่อความเห็นของแก ดื้อด้าน ทีนี้ก็ไล่ลงภูเขา จนร้องไห้ลงภูเขานะ

ไป สถานที่นี่ไม่มีบัณฑิตนักปราชญ์ ใครฉลาดแหลมคมให้ไป ไล่ลง ร้องไห้ลงไป ร้องไห้เราเฉย น้ำตานี้ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร น้ำตาที่เกิดประโยชน์เราจะช่วยส่งเสริม อันนี้น้ำตาไม่เกิดประโยชน์ ไล่ลงไป ได้ ๔ วัน ๕ วันขึ้นไปอีกแล้ว ไปก็ไปเห็นโทษของตัวเองล่ะซี เรามอบกายถวายตัวต่อท่านแล้วทำไมเวลาท่านแนะนำพูดสั่งสอนไม่ยอมฟังเสียง เอาแต่ทิฐิมานะของตน ถ้าว่ามันดีก็ควรจะดีไปแล้ว นี่ก็ไม่เห็นได้แค่ไหน ก็ได้แค่นี้ ท่านสอนนั้นควรจะฟังท่านบ้าง ทำไมไม่ยอมฟังเสียง ถึงขนาดที่ท่านไล่ลงจากภูเขามีอย่างเหรอ มาพิจารณาโทษของตัวเอง พิจารณาตามท่านบ้างซี มาพิจารณาตามที่เราสอนนี้มันก็ผึงที่นี่ ๔ วันวิ่งขึ้นไป ขึ้นมาอะไรขู่อีก เดี๋ยว ๆ ให้พูดเสียก่อน ขึ้นมาอะไรสถานที่นี้มีแต่คนพาลคนโง่ คนฉลาดขึ้นมาหาอะไร สถานที่นี่ไม่เป็นสถานที่คนฉลาดอยู่ เป็นสถานที่คนโง่อยู่ทั้งนั้น ขนาบกันใหญ่เลย เดี๋ยว ๆ ให้พูดเสียก่อน ๆ มีอะไร เอ้า ว่ามา ยืนฟังอยู่นั่นนะขู่

พอเห็นว่าเข้าทีแล้วเราก็หาที่นั่งนั่ง ทีนี้ก็สอนแหละที่นี่ ลงแล้วถูกแล้ว แน่ะอย่างนั้นนะ นี่แหละเรียกว่าทางภายใน เป็นอย่างนี้ ผิดไปนิดนึงก็รู้ทันที ๆ ขอให้รู้เถิด ใครพูดผิดพูดถูกสอนผิดสอนถูกมันจะรู้ทันที แม้แต่นักเทศน์ เทศน์บนธรรมาสน์นี่ จะเทศน์ธรรมดาให้ประชาชนทั่ว ๆ ไปก็ตาม ส่วนที่จะยึดเอาได้เป็นเคล็ดเป็นลับของท่านที่มีอยู่นั้น ท่านมีภูมิจิตขนาดไหนมันจะจับได้ทันทีเลย อย่าว่าแต่มาเรียงลำดับลำดาปฏิปทาทางเดินให้ทราบเลย เพียงแย็บมาเท่านั้นมันก็จับได้ทันทีแล้ว ถ้ารู้นะ ถ้าไม่รู้มันก็วันยังค่ำนั่นแหละ ท่านเทศน์ไปเราก็หลับตาครอก ๆ ทั้งหลับตาทั้งสัปหงกงกงัน แล้วหลับในเวลานั้นก็มี มีเยอะ เอาละทีนี้ให้พรดึกแล้ว


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก