พูดเปิดอกในสภา
วันที่ 17 กันยายน 2541 เวลา 7:50 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๑

พูดเปิดอกในสภา

เมื่อวานนี้เอาของไปส่งโรงพยาบาลนายูง ได้อยู่เมื่อไร สถานีรถไฟเรียบร้อยแล้วยัง ใครผ่านไปผ่านมาสถานีรถไฟอุดรฯ ยังไม่เสร็จเหรอ นี่ก็นายสถานีรถไฟยกขบวนมาขอซ่อมสถานีรถไฟ เราก็เลยว่าให้บ้าง สถานีรถไฟเป็นสถานีแผ่นดินนี่นะ ควรอยู่ในความรับผิดชอบของงบประมาณ อย่างน้อยไม่ได้เหรอ ว่าไม่ได้ เอาเงินส่วนตัวไปซ่อมหมดไปหลายแสนแล้ว ก็เลยหมดเงิน มองหาใครก็ไม่เห็น เห็นแต่หลวงตา จึงยกขบวนมาขอ เราก็เลยให้ซ่อมหมดสถานีรถไฟ ทั้งทำห้องน้ำห้องส้วมใหม่นะ ทำไปหมด เปิดให้เลย ถ้าว่าให้แล้วก็เปิดให้เลย เพราะนั้นเป็นจุดรวมใหญ่นี่นะ เราเห็นความสำคัญของส่วนรวมใหญ่ก็เลยต้องช่วย ช่วยมาก สถานีรถไฟนี่ช่วยมาก เพราะเป็นสถานีรถไฟจังหวัดด้วย สถานีใหญ่ ซ่อมหมด แถวนั้นซ่อมจนหมดเลยจนกระทั่งสถานีรถไฟ

เข้าในป่าในเขาที่ไหนไปหมดแล้ว ทีนี้ย้อนมามาตีตลาดสถานีรถไฟอุดรฯ ของเล่นเมื่อไร เงินเป็นล้าน ๆ นะไม่ใช่น้อย ๆ เดี๋ยวนี้โรงเรียนก็ตั้งสามโรงสี่โรง..โรงเรียนนะ อย่างนั้นละมาทุกด้าน ช่วยตลอดเวลา โรงเรียนแต่ละหลังเงินเป็นล้าน ๆ ขึ้นไปเลย สองชั้นก็หลายล้าน ชั้นหนึ่งก็มี สองชั้นก็มี ให้ทั้งโต๊ะทั้งเตียงทั้งอะไรหมดก็มี ให้หมดเลยก็มี เดี๋ยวนี้ยังอยู่สองสามโรง.โรงเรียน ระลึกไม่ได้นะ เห็นบิลมาถึงรู้ บิลมารับเงินถึงรู้ อ๋อ ที่นั่น..จ่าย เพราะตอบรับกันเรียบร้อยแล้ว ตกลงกันแล้ว แต่เราลืมไปเฉย ๆ มาทางนั้น เดี๋ยวมาทางนี้ ต้องดูบิลมาจากไหน คือมากต่อมาก

นี่ละอำนาจแห่งความเมตตา ดูเอาซิพี่น้องทั้งหลาย ความเมตตาไปถึงไหนเย็นไปถึงนั้น ถ้าต่างคนต่างมีความเสียสละ ต่างคนต่างมีความเมตตาเห็นอกเห็นใจกันแล้ว โลกนี้จะไม่ค่อยร้อนนักนะ จะพอมีน้ำดับไฟเย็นกันตามจุดตามแหล่งไปละ อันนี้มีแต่ความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ถี่เหนียว เขาก็กวาดเข้ามา เราก็กวาดเข้ามา ที่จะกวาดให้กันไม่มี โลกก็ร้อน นี่ละโลกของกิเลส ท่านว่ากิเลสกับธรรม เหมือนอย่างสมัยปัจจุบันนี้เขาว่าม่านเหล็ก ม่านประชาธิปไตย ก็คือประชาธิปไตยหมายถึงธรรม ม่านเหล็กหมายถึงกิเลส อยู่คนละฟากม่าน

ม่านของกิเลสไปไหนร้อนที่นั่น เป็นไฟไปหมดเลย ม่านเหล็กรูปร่างเราเห็นไหม เมืองไทยเราจนจะแตก ครูกับนักเรียนก็ไล่กันออกจากโรงร่ำโรงเรียน แตกกระจัดกระจาย เห็นไหมเก่งไหมไฟนรก นี่ละเขาเรียกม่านเหล็ก ไปที่ไหนร้อนที่นั่นเลย เดี๋ยวนี้ก็สงบไป คงจะเห็นโทษของมันง่าย ถ้าไม่เห็นโทษของมันง่ายก็จมไปเลย โลกนี้ก็เป็นโลกสัตว์ล้วนๆ เลยแหละ เอาหางไปติดเสียหมดเลยมนุษย์เรา หางหมานี่ หมาอยู่ในวัดในบ้านไม่ได้นะ วิ่งเข้าป่าหมดเลย ไม่งั้นคนไปแย่งหางหมามาใส่ซี เป็นหมาแล้วไม่มีหางเข้ากับหมาไม่ได้ซิ อยากเข้ากับหมาก็ไปแย่งหางหมามา

ไปพิจารณาซิ ที่พูดเหล่านี้ให้พิจารณานะนี่ นี่ละถ้าเรื่องฟืนเรื่องไฟไปไหนเป็นอย่างนั้นละ เผาไปเลยไม่มีเว้น เผาไปได้ทั้งนั้น ถ้าธรรมไปที่ไหนเย็นไปหมด ไม่มีคำว่าสูงว่าต่ำ ชาติชั้นวรรณะไม่มี ลงในคำเดียวว่า สพฺเพ สตฺตา อันว่าสัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น ครอบหมดเลย เสมอภาค เห็นอกเห็นใจกันทั่วถึงหมดเลย นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าฟังเอาซิ

คำว่า สพฺเพ สตฺตา อันว่าสัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น คือสัตว์ทุกตัวเกิดมาด้วยอำนาจของกรรมทั้งนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของชาติชั้นวรรณะ ยศถาบรรดาศักดิ์อะไร เกิดขึ้นมาด้วยอำนาจของกรรม กรรมเป็นพื้นฐานที่จะให้เกิด นอกนั้นก็แตกเป็นแขนงออกไป สุจริตบ้าง ทุจริตบ้าง แล้วแต่จะเกิด นั่นเป็นเรื่องนอกต่างหาก

หลักของกรรมนี้เป็นหลักใหญ่ เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามกัน แม้แต่สัตว์เดรัจฉานท่านก็ไม่ให้ดูถูกเขา เวลานี้เขาเสวยกรรมอยู่ในวาระของกรรมของเขาอย่างนั้น ๆ เป็นชั้น ๆ ไปเลย ท่านจึงไม่ให้ประมาท มันเป็นวาระ ๆ เวลาพ้นแล้วเขาสูงกว่าเราก็ได้ ก็เหมือนอย่างคนลงมาจากบ่อน้ำ ลงมาจากหลุมจากบ่อแล้วขึ้นภูเขา ทีแรกเขาอยู่ก้นบ่อ พอขึ้นมาแล้วเขาขึ้นภูเขาสูงกว่าเราอีก

กรรมไม่แน่นอนแล้วแต่ใครสร้างของใครเอาไว้ นี้เป็นหลักตายตัวธรรมชาติของวัฏวนเป็นอย่างนี้ นอกวัฏวนแล้วหมดปัญหาโดยประการทั้งปวง นิพพานไม่มีที่ว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผู้บริสุทธิ์แล้วจึงเสมอกันหมดเลย เป็นอันเดียวกันเลย ไม่มีว่าสูงว่าต่ำ แต่อยู่ในกฎของวัฏจักรแล้วต้องมีสูงมีต่ำตามอำนาจของกรรม กรรมเป็นหลักใหญ่มากที่สุดเลย

ชาวพุทธเราจึงอย่ามองข้ามกรรมนะ ถ้าอยากอยู่ด้วยกันเป็นสุขให้เชื่อกรรมทุกคน ใครจะสูงจะต่ำอย่าดูถูกเหยียดหยามกัน มันเป็นตามขั้นตามตอนของกรรมที่ได้เสวยแต่ละราย ๆ ไป ดูถูกกันนี้ก็เท่ากับดูถูกเจ้าของ เป็นคนลืมตัวละ ดูถูกคนอื่น เหยียดหยามคนอื่น นี่คนลืมตัว คนนี้คนจะจม ไม่ใช่ของดีนะ การดูถูกเหยียดหยามกันไม่ใช่ของดี คือเหยียบย่ำตัวเองนั่นแหละไม่ใช่เหยียบย่ำใคร ลืมตัวทันที

คิดดูพระพุทธเจ้าท่าน พระป่วย ปูติคัตตติสสะ แปลว่า ร่างกายเน่าหมดทั้งตัวเลย จนพระไม่กล้าจะอุปถัมภ์อุปัฏฐากได้ ดูแลไม่ไหว เน่าหมดทั้งตัว ก็เป็นกรรมของท่านอันหนึ่งมา อุปนิสัยของท่านสูง เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองนะ ร่างกายเปื่อยเน่าไปหมด แต่ใจนั้นพร้อมที่จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงอุปัฏฐากเองเทียวนะ มาดูแลเอง ทั้งที่พระพุทธเจ้ากับ ปูติคัตตติสสะ ร่างกายเน่า เป็นกิเลสแล้วก็ไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่พระพุทธเจ้าจะมาคลุกเคล้ากับสิ่งเหล่านี้ มันจะไปอย่างนั้นนะกิเลส แต่พระพุทธเจ้าว่า อย่าว่าสิ่งเหล่านั้น ของเราก็มีเหมือนกันกับนี้ มันเน่าอยู่ภายในไม่เน่าอยู่ภายนอก นี้ออกมาภายนอกต่างหาก

นั่นละธรรมเป็นอย่างนั้น ดูทั่วถึงหมด มาทรงอุปัฏฐากเอง ต้มน้ำต้มท่าชโลมทุกสิ่งทุกอย่าง ทรงทำเอง พระก็รุมกันมาเลย เห็นพระพุทธเจ้ามาทรงทำเอง ในชาดกตำรามีอย่างนั้น เห็นไหมพระพุทธเจ้าถือสูงถือต่ำที่ไหน ออกจากนั้นแล้วก็ทรงให้โอวาทสั่งสอนเรื่องกรรมเป็นยังไง ๆ นี่ละไม่ให้ดูถูกกัน ดูซินี่กรรมแสดงไม่ใช่อะไรที่ไหนมาแสดง กรรมของตัวเองมาแสดง แต่กรรมดีก็แสดงอยู่ภายใน ที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานก็อยู่ภายใน

อันนี้กรรมที่เสวยมาตามระยะ ๆ ของธาตุของขันธ์ของวิบากกรรมอันนี้มันก็เป็นอย่างนี้ วิบากกรรมอันดีของภายในจิตก็เป็นอย่างนั้น ไม่ได้คละเคล้ากันนี่นะ พอเทศนาว่าการจบลงแล้วเป็นพระอรหันต์ บรรลุธรรมปึ๋งขึ้นเลย นั่นละผ้าขี้ริ้วห่อทอง กรรมที่วิบากสร้างมาก็เป็นของมันเอง จนกระทั่งร่างกายเน่าใครดูไม่ได้เลย พระเณรแตกหนีหมด พระพุทธเจ้าทรงมาอุปัฏฐากเอง ภายในก็พระพุทธเจ้าทรงอุปัฏฐากเองจนกระทั่งบรรลุธรรม นั่นละมันไม่เหมือนกันนะข้างนอกข้างใน เห็นเขางุ่มง่ามต้วมเตี้ยม ๆ อย่าไปตำหนิเขานะ ภายในเป็นอันหนึ่งของหัวใจแต่ละคน ๆ ท่านจึงไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามกัน ดูกันให้ดูด้วย สพฺเพ สตฺตา อย่าไปดูด้วยการดูถูกเหยียดหยาม ทำลายตัวเอง

เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ ให้เสมอภาคกัน เชื่อกรรมแล้วเสมอภาค อยู่ด้วยกันเป็นสุข ไม่ว่าใครจะอยู่บ้านนอกในเมือง ในป่าในเขาที่ไหนก็ตาม อยู่ได้ด้วยอำนาจของกรรม ๆ ด้วยกันทั้งนั้น ท่านจึงไม่ให้ดูถูกกัน อยู่ตามอำนาจแห่งกรรมของตน เสวยตามวาระ ๆ ไป พระพุทธเจ้าจึงไม่ให้ประมาท ห้ามทีเดียวนะ สัตว์อยู่ในท้องก็ยังไม่ให้ไปทำลายคิดดูซิ ขนาดนั้นนะพระพุทธเจ้าเคารพ เคารพกรรมอันนี้ กรรมของสัตว์ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเอง แล้วก็ทรงทำหน้าที่ของศาสดาที่เต็มไปด้วยเมตตาเสมอภาคกันกับสัตว์ทั้งหลาย ต่างกันอย่างนั้นนะ

พอพูดถึงนี้แล้วก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในกรุงเทพ ทุกข์จนมาก นี่ก็กรรมอันหนึ่งของแกเหมือนกัน ไปที่ไหนเขาบุ้ยปากเลยๆ เขาไม่อยากให้เข้าไปหน้าร้านเขาเลย เขามาพูดให้ฟังไม่ใช่เราเอาคำพูดสุ่มสี่สุ่มห้ามาเล่า เวลาเขาจนมองเห็นเขากินข้าว โฮ้ (ว่างั้นนะ) น้ำลายไหล มองหาอะไรที่จะกินก็ไม่มี ความจนก็จน ความหิวก็หิว ลูกก็อยู่อกแม่ แม่ก็จะตาย ลูกก็จะตาย เขาเล่าให้ฟัง

ทีแรกออกทางหนังสือพิมพ์ก่อนเรื่องผู้หญิงคนนี้ จากนั้นเราก็สืบเสาะไปจนกระทั่งถึงตัว ให้นักหนังสือพิมพ์นักข่าวไปติดต่อให้จนกระทั่งถึงตัว แล้วได้ตัวมาคุยกัน พูดตามความสัตย์ความจริง ทั้งพูดทั้งน้ำตาร่วงพูดตามความเป็นจริง นั่นละเวลาแกเสวยกรรมของแกก็เป็นอย่างนั้น ไปที่ไหนเขาบุ้ยปากเลย เขาถ่มน้ำลาย เขาไม่ให้เข้าร้านเขา เขาดูถูก เขามาเล่าให้ฟังเราก็สงสาร เลยช่วยเลยแหละ ช่วยขึ้นปัจจุบันเลยนะไม่ใช่ธรรมดา ซื้อบ้านให้ทั้งหลังเลย บ้านราคากี่แสน ขัดข้องอะไรให้หมดเลย ผึงผังดีดขึ้น

ทีนี้ร้านที่บุ้ยปากก็มาประจบประแจงแก มาเลียแข้งเลียขาแก เห็นว่าแกมีฐานะ อย่างนั้นซิเวลานั้นก็บุ้ยปากใส่เขา ถ่มน้ำลายใส่เขา ทีนี้ก็มาเลียแข้งเลียขาเขา นี่เห็นไหมโลกสกปรก เห็นเขาอยู่ในสภาพนั้นก็เหยียบย่ำลงไปอีกนะ แทนที่จะยกยอเขาขึ้นด้วยความเมตตาสงสารเขากลับเหยียบย่ำลงไปอีก ทีนี้เวลาเห็นเขาดีขึ้นมาแล้ว มาประจบประแจงเลียแข้งเลียขาเขาอีก นี้เขาก็มาพูดให้ฟัง เห็นประจักษ์อย่างนี้เอง เราช่วยจริง ๆ ช่วยจนฟื้นได้เลย ร้านขายของก็ซื้อให้ เป็นร้านที่ขายของดีเขาจะเซ้งให้ก็ซื้อให้เลย เขาก็เข้าทำหน้าที่แม่ค้าใหญ่ตรงนั้นเลยเทียว บ้านซื้อให้ราคาหลายแสน

ได้ฟังสภาพอย่างนั้นแล้วสงสาร เราช่วยทันทีเลย แล้วพวกที่บุ้ยปากถ่มน้ำลายใส่เขา กลับมาประจบประแจงเลียแข้งเลียขาแก เห็นไหมความหยาบของคนมันหยาบทั้งสองด้าน เวลาบ้วนน้ำลาย ใส่เขาบุ้ยปากใส่เขาก็เป็นต่ำประเภทหนึ่ง ทีนี้มาประจบประแจงเขาอีกก็ต่ำอีกประเภทหนึ่ง นี่ละอย่างนี้เราช่วยโลก เวลามาสัมผัสเราก็พูด ที่ไม่พูดมากกว่านี้นะ ทำนองเดียวกันนี้มีเยอะ

เพราะฉะนั้นเราจะเอาเงินมาจากไหนพิจารณาซิ มันก็อย่างนี้จะว่าไง เราจะหามาจากไหน ไม่ใช่แม่น้ำมหาสมุทรทะเลหลวง แต่ความเมตตานั้นอย่ามาเทียบแม่น้ำมหาสมุทรทะเล ขี้ปะติ๋วว่างั้นเลย ครอบโลกธาตุจะว่าไง เราทำนี้เราทำด้วยความเมตตานะทำต่อโลก เพราะฉะนั้นเราถึงได้บอกบางคน อย่าลืมเนื้อลืมตัว เห็นเราประกาศก้องเกี่ยวกับให้ช่วยชาติบ้านเมืองอะไร เราไปที่ไหนถามหาแต่ทองคำ ถามหาแต่เงิน บางคนก็จะมาคิดไปแบบบุ้ยปาก ว่าหลวงตานี้เป็นคนขอทานไปบ้าง ไม่ได้คิด ว่าเราแบกมันขึ้นจากหล่มลึกเลย

บางคนลืมตัวได้นะ ไม่รู้ว่าเราแบกคนทั้งประเทศขึ้นจากหล่มลึกด้วยวิธีการอย่างนี้ ก็จะเห็นว่าเราเป็นคนขอทานไป เราบอกตรง ๆ เราไม่ได้บกพร่องอะไร เราพอทุกอย่างแล้วเราพูดตรง ๆ เราช่วยโลกด้วยความเพียงพอของเรา เราไม่มีบกพร่อง สมบูรณ์เต็มที่เลย ไม่มีอะไรจะเพิ่มเติมอีกแล้ว เราพูดตรง ๆ ธรรมเราก็ไม่หาแล้วว่างั้นเลย แต่ก่อนเราหาธรรมแทบเป็นแทบตาย เดี๋ยวนี้เราไม่หาแล้ว ทำไมจึงพูดอย่างนั้นได้ฟังซิ ก็ธรรมกับหัวใจเป็นอันเดียวกันแล้ว หาอันใดหาที่ไหนอีก ความหมายก็ว่าอย่างนั้น ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้วแล้วหาอะไร หามาใส่ที่ไหน มันเป็นอันเดียวกันแล้วจะไปหามาใส่อะไร

เราช่วยโลกอย่างนั้น เราช่วยด้วยความเมตตาจริง ๆ ไม่ได้ช่วยเล่น ๆ ใครจะพิจารณายังไงก็พิจารณาซิเวลายังมีผู้นำอยู่ เราก็บอกแล้วว่าผู้นำไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ เราหาแล้วหาผู้นำ หาก่อนใครแล้วก่อนที่จะมาแสดงตัวนี้ หาจนไม่มีช่องที่จะหา หมดทางที่จะหา หาทางออกไม่ได้ จึงได้วกเวียนมาหาเจ้าของเอง จึงได้แสดงตัวอย่างนี้ออกมา บางคนก็จะลืมตัวซิ เห็นเราพูดอย่างนั้น ว่าหลวงตานี่เป็นคนขอทาน เป็นคนยากไร้เข็ญใจคนไม่มีราค่ำราคา คนขอทาน ไปที่ไหนคนแตกฮือ ๆ ก็จะคิดไปอย่างนั้น

ไปที่ไหนความจนแตกฮือต่างหาก เราไปที่ไหนให้ความจนแตกฮือต่างหาก ความสมบูรณ์พูนผลหนุนขึ้นแทนที่ ๆ ต่างหาก ที่เราพาดำเนินดำเนินอย่างนั้น ไม่ได้ดำเนินเพื่อความล่มจมแก่บ้านแก่เมืองแก่ตัวเองนะ คนผู้คิดอย่างนั้นมันก็คิดได้นะ เพราะมันคิดตื้น ๆ คนหนึ่งไม่ได้คิดตื้น แบกคนทั้งประเทศตื้นเมื่อไร ก่อนที่จะมาแบกคนทั้งประเทศคิดจนอกจะแตกแล้ว ฟังซิน่ะ ไม่มีทางออกจึงได้เอาตัวมาเป็นตัวประกันยกชาติไทยของเราขึ้น

นี่ถ้าหากว่าเรามีนะ เราจะไม่กวนชาวบ้านชาวเมืองเลย แต่ของเราคนเดียวพอแล้ว ตูมเดียวทั่วประเทศไทย ชั่วโมงเดียวหมด เรียบวุธหมดเลย แต่นี้เราไม่มีนั่นซิจึงได้เรียกร้องให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยกันเพื่อยก ถ้าเรามีแล้ว โอ๊ย ไม่ยาก เราไม่ถามใครให้ลำบากเสียเวล่ำเวลา ยกตูมเดียวเลยท่วมปุ๊บเลยเทียว ความจนลงทะเลหลวงมองตามหลังไม่ทันเลย มันจมไปเลย แต่นี้ก็เพราะไม่มีนั่นเองจึงได้ขอร้องจากพี่น้องทั้งหลายให้ช่วยกัน อันนี้ไม่ใช่กำลังของคนคนเดียวจะยกได้ มันกำลังของทุกคนที่จะยกชาติของตนขึ้นถึงถูก ถึงต้องได้พยายามอย่างนี้

เมื่อมันหนักมากก็พักไปเป็นระยะ ๆ เพราะเวลานี้แก่มากแล้ว เดินไปก็โซซัดโซเซแล้ว กำลังวังชาไม่มี แต่จิตใจนั้นแข็งแกร่งตลอดเวลา ไม่งั้นไปไม่ได้นะ นี้เราไปด้วยอำนาจกำลังใจกำลังความเมตตาต่างหาก ที่เราตะเกียกตะกายอยู่ทุกวันนี้ ใจเป็นสำคัญมากนะ ใจเป็นสุขร่างกายจะเป็นไรก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ใจซึ่งเป็นส่วนใหญ่เป็นสำคัญมาก

การที่พระอรหันต์ท่าน เวลาท่านนิพพานแล้วท่านตายไปแล้ว อัฐิของท่านถึงกลายเป็นพระธาตุ คืออัฐิของท่านเป็นร่างกายส่วนหยาบก็ตาม แต่ได้รับการซักฟอกจากจิตที่บริสุทธิ์แล้ว เลยกลายเป็นร่างกายที่ละเอียด เวลาตายแล้วอัฐิก็กลายเป็นพระธาตุได้ เพราะอัฐินั้นได้รับการซักฟอกจากจิตที่บริสุทธิ์เรียบร้อยแล้วเวลาที่ยังครองร่างอยู่ เวลาตายแล้วอัฐิท่านจึงกลายเป็นพระธาตุ คือจิตที่บริสุทธิ์ฟอกร่างกายนี้โดยหลักธรรมชาติเอง คือเป็นเองอยู่ในนั้น

ยิ่งท่านเข้าสมาธิสมาบัติแล้ว ก็ยิ่งเป็นการซักฟอกร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ๆ ถ้าท่านอยู่ธรรมดา ครองขันธ์ธรรมดา ก็เป็นการซักฟอกอยู่โดยอัตโนมัติ ทีนี้ร่างกายก็สะอาด สะอาดตามส่วนของธาตุที่หยาบ สะอาดภายใน เวลาตายแล้วอัฐิก็กลายเป็นพระธาตุ อย่างของพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้ โห พิสดารมากนะ สมท่านครองขันธ์ด้วยจิตที่บริสุทธิ์มานาน ท่านได้หลักสำคัญก็คือพรรษา ๒๒ อยู่ถ้ำสาริกา ที่ท่านว่าจิตของท่านรวมนี้ โอ๋ย โลกธาตุราบเป็นหน้ากลองเลย สว่างจ้า ท่านเล่าให้ฟัง

เราก็พูดตามหลักความจริง ใครจะว่าโอ้ว่าอวดเราไม่สนใจ เพราะธรรมเป็นของจริง ออกตลาด ได้ทุกแง่ทุกมุมไม่สะทกสะท้าน จึงเรียกว่าเป็นของจริง ถ้าเป็นของปลอมแล้วจะลอบ ๆ มอง ๆ เช่นอย่างเงินปลอมไปซื้อของเขาอย่างนี้ ย่านไหนตลาดไหนที่มีคนฉลาดมาก ไม่กล้าเข้าไปซื้อของนะ เดี๋ยวเขาจับได้ ถ้าที่ไหนเซ่อ ๆ เขามักจะเอาเงินปลอมไปซื้อของตามที่คนเซ่อ ๆ นั่นละถ้าเป็นของปลอมมันจะเลือกเข้าที่นั่นที่นี่ไม่สง่าผ่าเผย ถ้าเป็นของจริงเด็กถือไปก็ได้ ธนบัตรจริงเด็กถือไปก็ได้ ใช้ได้หมด ถ้าเป็นของปลอมไม่ว่าเด็กไม่ว่าผู้ใหญ่ถือไปปลอมทั้งนั้น

อันนี้ธรรมของจริงไม่ว่าส่วนย่อยส่วนใหญ่ ไม่ว่าใครรู้ใครเห็นใครเป็นแสดงออกได้ทั้งนั้นไม่สะทกสะท้าน เพราะผู้นั้นเอาของจริงมาพูด ไม่ได้ปลอมเหมือนกิเลส กิเลสมันปลอม แต่เราต่างคนต่างเสกเป็นบ้ากันไปเลยให้เป็นของจริง มันจะจริงได้ยังไง ขี้หมาต้องเป็นขี้หมาอยู่นั้นแหละ เสกยังไม่ถึงใจก็เอามาดมดูซิ เป็นยังไงขี้หมามันหอมหรือมันเหม็น เอามาดมดูซิ ถ้ายังไม่ถึงใจอีกก็ฟาดเข้าในปากเลย เคี้ยวเลย เอา ๆ ให้เห็นชัด ๆ อย่างนี้ซิ นั่นละธรรมท่านเปรียบเทียบเข้าไปเป็นขั้น ๆ เข้าไป นั่นละของปลอมเป็นอย่างนั้น อยู่ไหนก็ปลอมไปหมด ถ้าของจริงอยู่ที่ไหนก็จริงไปหมด

ท่านอยู่ถ้ำสาริกา นั่นเวลาท่านได้รับความทุกข์นะ นี่ละคนเราเวลาจนตรอกจนมุมจริง ๆ ช่วยตัวเองได้นะ ปัญญามาเอง ของท่านก็เหมือนกัน ท่านเป็นโรคท้อง ยานี้ก็เคยบำบัดกันได้เป็นระยะ ๆ ไปท่านว่า แล้วไปอยู่ในถ้ำสาริกา ก็เป็นยาสมุนไพรมีอยู่ตามที่ท่านพัก เขาก็บอกแล้วก่อนที่ท่านจะขึ้นไปว่า พระตาย ๔ องค์แล้วถ้ำนี้ เขาจึงถามว่านี่ท่านจะตายองค์ที่ ๕ เหรอ เขาบอกท่านไม่ฟัง ท่านบอกให้เขาพาไปส่งขึ้นถ้ำสาริกา นี่ท่านจะตายองค์ที่ ๕ เหรอ เขาว่าอย่างนั้น โอ๋ย ที่ไหนก็ไม่ว่าแหละ (ท่านว่าอย่างนั้น) ขอไปดู ควรอยู่ก็อยู่ นั่นฟังซิ ท่านพูดถ่อมตนของท่าน ควรอยู่ก็อยู่ ควรลงก็ลง ให้ไปดูเสียก่อน

ทางจิตท่านไม่ได้เป็นอย่างนั้นท่านเล่าให้ฟัง ที่ไหนมันไม่ตายน่ะ ท่านว่าอย่างนั้นทีเดียวนะ ถ้ำไม่ถ้ำมันตายทั้งนั้นนี่นะ ป่าช้ามีอยู่ทั่วไป นั่นในใจของท่าน แต่เวลาพูดออกมา เข้าไปดูเสียก่อนมันควรอยู่ก็อยู่ ไม่ควรอยู่ก็ลงเสีย ท่านว่าอย่างนั้น พอขึ้นไปแล้วโรคก็กำเริบใหญ่เลย นี่เรานี่จะเป็นองค์ที่ ๕ จริง ๆ เหรอท่านก็ว่าอย่างนั้น เอ้า ห้าก็ห้า ท่านไม่ได้ถอย เอ้า ห้าก็ห้าว่างั้นเลย เอายาอะไรมาฉันก็ไม่ มีน้ำยาเลยแหละ สุดท้ายท่านบอกว่ายากำอยู่นี้ปาเข้าป่า มันเป็นอะไร เอ้า เป็นก็เป็น ตายก็ตาย ยาที่กำนี้เอามาต้มแล้วปาเข้าป่าเลย ทิ้งหมด เข้าในถ้ำเลย ถ้ำเล็ก ๆ เราไปดูหมดแหละ ที่ท่านบอกตรงไหนไปดู

ทีนี้เวลามันเอาจริง ๆ มันก็หนักจริง ๆ หนักก็ฟัดกันเลย..ทุกขเวทนา เอากันเต็มเหนี่ยว เอ้า เป็นก็เป็น ตายก็ตาย เอาสนามรบนี่เป็นป่าช้า สนามรบกับความทุกข์ความทรมาน กับกิเลสตัณหาที่เกิดความฟุ้งซ่านวุ่นวายต่าง ๆ ขึ้นในนั้น ฟัดกันในนั้นเลย เอ้า เป็นก็เป็น ตายก็ตาย พอได้ที่มันก็พรึบเลย พอลงได้จังหวะแล้วพรึบทันที ดับหมดเลยโลกธาตุสว่างจ้าไปหมดเลย ไม่มีอะไรปิดบังลี้ลับ สว่างจ้าไปหมดเลย ที่เราพูดถึงเรื่องผีใหญ่ที่มันจะมาตีท่าน อย่างนั้นแล้วเห็นไหมล่ะ แบกเหมือนท่อนเหล็กจะมาตีท่าน ดังที่เขียนในประวัติ เดี๋ยวนี้ลืมแล้ว นี่ก็เป็น นี่ละความจริง

ปีพรรษา ๒๒ ท่านได้หลักเกณฑ์ไม่หวั่นไหวตรงนั้นละ ทั้ง ๆ ที่กิเลสมีอยู่นะ แต่ว่าหลักธรรมนี้เข้าสู่ใจแล้ว ไม่หวั่นไหวเลย เชื่อแน่ต่อมรรคผลนิพพาน กล้าหาญตั้งแต่นั้นมา ไปได้หลักเกณฑ์อันใหญ่หลวงที่ถ้ำสาริกา

สิ่งเหล่านี้มันมีตั้งแต่ครั้งนั้นเหรอ ทุกวันนี้ก็ทำลงไปซิใครจะทำ สิ่งที่จะเจอของจริงมีอยู่ เป็นแต่เพียงว่าหลับตาดูเฉย ๆ ไม่เห็น เวลาลืมตาปั๊บก็เห็นอย่างท่านเห็น เราพูดไม่ใช่อวดนะ จนได้ไปเล่าให้พ่อแม่ครูจารย์ฟัง อยู่หนองผือ พิจารณาร่างกายนี้แหละ พิจารณาลงไป ๆ ดึก ๆ นะ พิจารณาลงไป ๆ ร่างกายมันเป็นของมันเอง เวลามันจะเป็นขึ้นมา มันแปลกนะ ไม่มีใครช่วยไม่มีใครตกใครแต่ง มันหากเป็นของมันเอง พอจิตจ่อลงไปจุดเดียวเท่านั้น ร่างกายจะทำงานของมันเอง ผุพังแตกสลาย สลาย ๆ ลงไป พังลงไป ก็ยิ่งสนใจ ยิ่งดูความเป็นของมัน นั่นละธรรมท่านแสดง อันหนึ่งเหมือนผู้ดู อันหนึ่งเหมือนธรรมแสดงลวดลายต่าง ๆ สุดท้ายร่างกายนี้ก็พังลงไป ๆ หมด ยังเหลือแต่กองกระดูก พิจารณากองกระดูก กระดูกเหล่านี้มันก็เป็นดินเหมือนกัน เหล่านั้นก็เป็นดิน ส่วนที่ละเอียดมันก็ลงไปก่อนแล้ว อันนี้ส่วนหยาบมันก็จะลงเป็นแผ่นดินอันเดียวกันนี้แหละ พอว่าอย่างนั้นพรึบเลย นั่นเห็นไหมล่ะ ลงก็พรึบหมดเลย โลกธาตุดับหมด

โอ้โห อัศจรรย์ ลงเป็นชั่วโมง ๆ นะ เงียบเลย แต่ธรรมชาติที่รู้ไม่ได้เงียบตัวเอง สว่างจ้าเลย มันเงียบสิ่งมาเกี่ยวข้องต่างหาก ว่างไปหมดเลย โลกธาตุนี่ว่างเปล่าไปหมด โอ้โห อัศจรรย์ เป็นชั่วโมง ๆ จิตถึงค่อยถอนขึ้นมา พอถอนขึ้นมาแล้วกำหนดดูต้นไม้ภูเขา กำหนดดูกุฏิศาลาไม่เห็นเลย ว่างไปหมด ลืมตาดูก็มองเห็นเป็นราง ๆ แล้วว่างไปหมด ตานี่เห็นพอเป็นร่าง ๆ เงา ๆ นะ ส่วนใหญ่ของจิตมันทะลุไปหมด ว่างไปหมดเลย อัศจรรย์

ขึ้นไปเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็ขึ้นทันทีเลย เอ้อ ได้หลักพยานแล้ว อย่างนี้ละผมเป็น ท่านก็ยกนั้นละขึ้นมา ขึ้นอย่างขึงขังตึงตัง ผมเป็นที่ถ้ำสาริกาเป็นอย่างท่านมหานี่ละ เอาเลยได้การ ขึ้นเลยนะขึงขัง นั่นเห็นไหมธรรมเข้าดลใจท่าน ก๊อกน้ำที่ใสสะอาดท่านก็ผางออกมาเลย เราก็ฟังอย่างเคลิ้มเทียว ใครบอก มันเป็นขึ้นมาเองมัน จึงไปพูดให้ท่านฟังได้อย่างอาจหาญ เอาความจริงไปพูด ท่านก็รับขึ้นเลยทันที เออเอ้าละที่นี่ได้การ ผมเป็นอย่างนี้แหละที่ถ้ำสาริกา เอ้าทีนี้ได้การ ๆ ผึงผังตึงตังเลย

สองต่อสองนะ เสียงลั่นอยู่ในห้อง เรากับท่านไม่มีอะไรกัน มันเหมือนพ่อกับลูกนั่นแหละ จะเข้าหาท่านเมื่อไรท่านไม่เคยห้ามนะ กับเรานะ องค์อื่นไปยุ่งไม่ได้นะ แม้ท่านป่วยก็เหมือนกัน ใครจะไปยุ่งท่านไม่ได้นะ ถ้าเราขึ้นเมื่อไรท่านไม่เคยว่าอะไรเลย ไม่เคยนะกับเรา ท่านนอนอยู่ เราไปปั๊บ เข้าไปถึงเท้าท่าน เพราะเราก็หมุนติ้วของเราธรรมะของเรา ไปกราบเรียนเรื่องธรรมะ ท่านก็อธิบายให้ฟังปุ๊บปั๊บ ๆ เราก็ลงปุ๊บไปเลย

ท่านไม่เคยห้ามเรานะ นี่ที่แปลกอยู่ ไม่เคยได้ยินเลยว่าห้ามว่ามาทำไมไม่เคยมี ทั้ง ๆ ที่พระเณรเข้าใกล้ไม่ได้ เราไปเมื่อไรได้ทั้งนั้น ไม่ว่ากลางค่ำกลางคืน เวลาไหนได้ทั้งนั้นเลย ก็มีแปลกอันหนึ่ง ไม่ใช่ยกตัวนะ เราพูดตามเรื่องท่านเมตตา พอเล่าถวายท่านแล้วใจก็พอง แล้วเราก็ได้หลักของเราก็แน่อยู่แล้วก็ยิ่งมีสักขีพยานอันเป็นตัวเอกแล้ว ใจก็ยิ่งพองขึ้น เราก็ซัดใหญ่เลย วันหลังก็จะเอาอย่างเก่ามันไม่ได้อีกแหละ สองสามวันซัดกันอยู่ยังไม่ได้ ขึ้นไปหาท่านอีก ที่นี่มันไม่เป็นอย่างนั้นอีก มันเป็นยังไงท่านว่า ว่าจะเอาให้เป็นอย่างนั้น มันเป็นหนเดียว จากนั้นมันก็รู้ธรรมดา ลงธรรมดา

มันจะเป็นบ้านะท่านว่า บทจะเอา ไม่ได้สอนให้คนเป็นบ้า มันเป็นมันก็เป็นหนเดียวเท่านั้น ผมก็เป็นหนเดียวเท่านั้นแหละ ผมไม่เห็นเป็นบ้า นี่มาเป็นบ้าอะไรอีก ขนาบเรา ไม่ได้สอนคนให้เป็นบ้านี่นะ มันเป็นแล้วก็ผ่านไปแล้วไปยุ่งกับมันทำไม พิจารณาในหลักปัจจุบันซิ มันจะเป็นอะไรก็ให้เป็นขึ้นในหลักปัจจุบัน ท่านรู้นั้นท่านรู้ในหลักปัจจุบันใช่ไหม นั่นท่านเอาละนะ นี้ไปคว้าหาที่ไหนอีก โอ๋ย ขนาบอีกนี่ก็ดี เราก็ไม่ลืม นั่นเห็นไหมจิตเวลามันแสดง

นี้ถึงคราวที่จะพูด นี่ไม่เคยพูดที่ไหนเลยนะ พึ่งมาพูดนี่นะ ก็อย่างนั้นแล้ว เราไม่ได้หนักได้หน่วง รู้เหมือนไม่รู้ มีเหมือนไม่มี เพราะไม่ได้หนักได้หน่วงเหมือนกิเลส..ธรรมมีในใจเหมือนไม่มี แล้วแต่เหตุผลกลไกที่จะออกต้อนรับกัน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้มาเกี่ยวข้องหนักเบามากน้อย มันก็จะออกตามขั้นตามภูมิ ควรหนักหนัก ควรเบาเบา ถ้าไม่ควรก็ไม่ออกเลย มีเท่านั้น ไม่เห็นหนักเห็นหน่วง ว่าอยากโอ้อยากอวดอย่างนั้นไม่มี

เวลาท่านขู่เอาวันนั้น นี้ยังเป็นบ้าอยู่หรือนี่ ก็สอนให้ดีทำไมจะเป็นบ้า ก็มันไม่เป็นอย่างเก่า จะให้มันเป็นอะไรอีก ก็มันเป็นแล้ว ขนาบใหญ่เลย ผมก็เป็นหนเดียวเท่านั้นไม่เคยเป็นอีกเลย ผมก็ไม่สงสัยนี่นะ ว่างั้นนะ นี่มาเป็นบ้างมเงาอะไรอีก เราก็ โห ขบขันดี ก็ไม่เป็นอีกนะเป็นหนเดียวเท่านั้น เป็นแบบนั้นนะ แบบอื่นมันก็เป็นของมันจิปาถะ แล้วแต่มันจะเป็น แต่ที่เด่น ๆ เด็ด ๆ มาก ๆ สะดุดใจอย่างมาก อย่างไม่เคยเป็น เราก็เล่าให้ฟังอย่างที่ขึ้นไปเล่าถวายท่าน

อย่างอื่นมันก็เป็นอยู่แต่ธรรมดา ๆ แต่วันนั้นมันเป็นแบบสะเทือนโลก ไปเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็คึกคักขึ้นเลย เออ ถูกต้องแล้ว เหมาะแล้วได้หลักได้เกณฑ์แล้ว ผมเคยเป็นมาแล้วตั้งแต่อยู่ถ้ำสาริกา ท่านก็เลยรื้อมาเล่าให้ฟัง โห โลกธาตุดับหมดเลยเหมือนกันกับท่านมหาแหละ พูดตรงกันเป๋งเลย เอาละทีนี้ได้หลักใหญ่แล้ว ท่านว่าหลักใหญ่ คือมันครอบไปหมดเกี่ยวกับเรื่องมรรคผลนิพพาน เกี่ยวกับความรู้แปลกประหลาดอะไร มันครอบไปหมด ก็เป็นหนเดียวเท่านั้นละ จนกระทั่งป่านนี้ไม่เคยเป็นอย่างนั้นอีก

แต่นี้มันเป็นอย่างนั้นเป็นยังไงพูดไม่ถูก มันเป็นของมันอยู่เป็นประจำ แต่อันไหนที่เป็นบทเด็ดของมันก็มีอย่างที่ว่านี่ บทเด็ดมันก็มี ท่านก็ไม่ค่อยเล่าเรื่องอะไรอีก ท่านก็พูดบทเด็ดให้ฟังอย่างนั้นละ ของท่านท่านก็รู้ของท่านไปตลอดเวลา พูดมันแปลกอยู่นะ

นี่ละจิต ธรรมเป็นอย่างนั้นละเหมือนสระน้ำใหญ่นี่ น้ำเต็มอยู่ใต้สระ แต่จอกแหนมันปกคลุมไว้ข้างบนหมด มองลงไปเห็นแต่จอกแต่แหนไม่ได้เห็นน้ำก็ว่าน้ำไม่มี อันนี้ก็ธรรมอยู่ทางใต้นี้ จิตดวงเดียวนี้เป็นสระใหญ่ บรรจุธรรมไว้เต็มนี้ แต่กิเลสมันครอบไว้อีกทีหนึ่ง มองไปก็เห็นแต่กิเลสเต็มเนื้อเต็มตัวเต็มสัตว์เต็มบุคคล ที่ไหนมีแต่กิเลส มองหาน้ำคือธรรมอยู่ในใจ สระเหมือนกับใจ น้ำคือธรรมอยู่กับใจนั้น จอกแหนคือกิเลสปกคลุมธรรมไว้ไม่ให้เห็น ก็เห็นแต่อันนั้นซิ สุดท้ายก็ว่ามรรคผลนิพพานไม่มี บาปไม่มี บุญไม่มี เป็นบ้ากันไปเรื่อย กิเลสหลอกทั้งนั้นนะ

เวลาเปิดออก ๆ เจอเข้าไปแล้ว ทีนี้เปิดจอกเปิดแหนออกไป ตักน้ำมาอาบมาดื่มดู เป็นยังไงมัน ก็รู้ชัด ๆ รู้ชัดมันก็เชื่อฝังละที่นี่ ถึงจอกแหนจะปกคลุมขนาดไหนก็ตาม น้ำนี้มีอยู่ นั่นแน่แล้ว นี่ก็มรรคผลนิพพานมีอยู่ พอเจอเข้าไปจุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น ก็หยั่งเข้าถึงน้ำใหญ่ละ มันก็เปิดละซิ เพราะฉะนั้นพระโสดาท่านถึงแน่ โสตะแปลว่ากระแสพระนิพพานพาดพิงถึงแล้ว นี้เปิดจอกได้เห็นน้ำแล้ว ผู้นี้หมายถึงว่าอย่างนั้น

ถึงจอกแหนจะปกคลุมอยู่ก็ตาม เชื่อแล้วว่าน้ำในสระนี้มี ต้องการเมื่อไรก็ตักมาอาบมาดื่มได้สบาย ๆ ถึงไม่ได้เปิดจอกเปิดแหนออกหมดทั้งสระทั้งบึงก็ตาม ความเชื่อว่าน้ำในสระนี้เต็ม ใสสะอาดปราศจากมลทินประจักษ์ใจ นี่พระโสดา จากนั้นก็ไม่ถอยละที่นี่ ค่อยเปิดออกไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็หมดทั้งสระเลย จอกแหนหมดเลย น้ำเต็มบึง น้ำธรรมเต็มหัวใจ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านถึงห้าม ท่านมีพระวินัยห้ามนะ คือห้ามไม่ให้พระไปบิณฑบาตสกุลที่สำเร็จพระโสดาบันแล้ว พวกนี้ทานไม่ถอย พระพุทธเจ้าห้ามพระไม่ให้บิณฑบาต ปรับอาบัติพระด้วยนะ เมื่อทราบแล้วว่าบ้านนี้สกุลนี้ เป็นสกุลพระโสดาบัน ไม่ให้บิณฑบาต

เขาอยากทำบุญให้ทานให้เป็นอัธยาศัยของเขาเอง เราอย่าบิณฑบาต มีเท่าไรเขาโกยให้หมด พูดง่าย ๆ ว่าอย่างนั้นนะ พวกนี้ไม่มีถอยการทาน เป็นก็เป็น ตายก็ตาย เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงห้ามไม่ให้พระไปบิณฑบาตในบ้านเขา พระวินัยมี สกุลที่สำเร็จพระโสดาห้ามไปเลย ให้เป็นอัธยาศัยของเขาเอง เขาอยากไปทำบุญให้ทานก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ให้พระเข้าไปยุ่งด้วยนะสกุลนั้น สกุลถึงไหนถึงกัน มีเท่าไรหมด นั่นเห็นไหมถ้าจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ พระพุทธเจ้าก็ห้ามพระไว้ไม่ให้ไปเกี่ยว ไม่ให้บอบช้ำ นั่นเห็นไหมพระพุทธเจ้าสงเคราะห์โลก ถ้าสกุลอย่างนั้นแล้วห้ามไม่ให้พระบิณฑบาต ไปกวนเขาบอบช้ำเกินไป บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น เห็นไหมพระพุทธเจ้า นี้ละหลักมีอยู่อย่างนี้

ออกจากนั้นท่านก็พูดถึงเรื่องฟ้าดินถล่มตอนวาระสุดท้ายที่เชียงใหม่ แต่เราลืมแล้วเราฟังเพลินเสียจนน้ำตาร่วง เลยลืมว่าต้นไม้ต้นนั้นชื่อว่าอะไร ลืมจริง ๆ เวลาเขียนเราจึงเขียนชื่อต้นไม้ไม่ได้นะ ท่านบอกต้นไม้ต้นเดียว โอ๋ย ร่มหนา กลางวันท่านก็เดินจงกรมอยู่ที่นั่น กลางคืนก็ท่านก็มาพักที่นั่น วันนั้นก็เป็นกลางคืนนะ ต้นไม้ต้นเดียวท่านว่าอยู่โดดเดี่ยว ร่มหนา เย็นทั้งวันทั้งคืน แต่ว่าที่พักท่านจะอยู่ที่ไหน ท่านก็ไม่ได้เล่านะ เราจำได้เด่น ๆ ที่ท่านภาวนา กลางคืนท่านก็มาภาวนาอยู่ที่นั่น กลางวันท่านก็มาอยู่นั่น แต่ที่พักท่านอยู่ที่ไหนท่านก็ไม่พูดเสีย หากอยู่รอบ ๆ นั่นแหละ แต่ว่าที่นั่นเป็นทำเลภาวนาท่าน คงเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เป็นที่อยู่จริง ๆ นะ เป็นทำเลภาวนาท่าน

ท่านพิจารณาเรื่องอวิชชา พิจารณาลงไป ๆ ตามลงไป ๆ จิตมันหมุนติ้ว ๆ เข้าเลย แล้วก็ผางออกมาเลย โห ฟ้าดินถล่ม จิตของท่านยังพิสดารด้วยนะ พออวิชชาขาดสะบั้นลงจากใจแล้ว ยังแสดงฤทธิ์เดชขึ้นมาเป็นบาลีด้วยนะ ขึ้นมาแต่ละครั้งเป็นบาลี เราเขียนไว้แล้วในหนังสือ เขียนไว้แล้วแต่เราลืมเดี๋ยวนี้ เช่นอย่าง โลโป คือลบสมมุติ มันแสดงลวดลายออกมา เวลาอวิชชาสิ้นซากลงไปแล้ว ทีนี้ลวดลายของวิมุตติธรรมนี้แสดงออก อนาลโย บ้าง โลโป บ้าง ขึ้นในนั้นในขณะนั้น ฟ้าดินถล่ม โถ เรื่องอำนาจของอวิชชาครองใจไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย บทเวลามันพังออกจากใจ ใจดีดนี่เหมือนฟ้าดินถล่มเลยท่านว่า ใจดีดหลุดจากอวิชชา อวิชชาพังลงไปแล้วใจดีดขึ้น ท่านบอกว่าเหมือนฟ้าดินถล่ม ฟังแล้วน้ำตาร่วงเรา เลยลืมต้นไม้ต้นนั้นต้นอะไร ลืม ท่านอยู่ในป่า

ทีนี้ก็ย้อนเข้ามา เอาความจริงต่อความจริงมายันกันซิ อันนี้ก็เหมือนกันกิเลส อยู่วัดดอยธรรมเจดีย์นี่ ทีแรกมันก็เป็น..คือเรื่องปัญหากับหัวใจมันจะไม่ว่างกันแหละ มันจะฟัดกันอยู่ตลอดเวลา ความขี้เกียจไม่มี นอกจากขณะหลับเท่านั้น นอกนั้นมีแต่ความเพียรล้วน ๆ เป็นเองโดยหลักธรรมชาติอัตโนมัติ ได้รั้งเอาไว้ ความเพียรกล้าไม่รู้จักเป็นจักตาย หมุนฆ่ากิเลส หมุนตลอด ๆ วาระสุดท้ายที่มันจะเป็นขึ้นมา พิจารณาอะไรมันก็หมด พิจารณาอะไร ๆ มันก็หมด ปล่อยหมดไม่มีอะไรเหลือเลย

เอ๊ พิจารณาอะไร มันก็เหลือธรรมชาติอันนี้ สง่าผ่าเผย ผ่องใส อัศจรรย์ล้นโลกล้นสงสารอยู่ในดวงใจดวงนี้ เราว่า โอ้โห ใจดวงนี้ทำไมถึงอัศจรรย์นักหนานะ ถ้าพูดถึงเรื่องความสว่างไสวก็พิลึกพิลั่น อัศจรรย์ทุกอย่าง พูดเรื่องความเศร้าหมองก็อัศจรรย์ พูดถึงเรื่องความผ่องใสก็อัศจรรย์ พูดถึงเรื่องความสง่างามของจิตดวงนี้ก็อัศจรรย์ ไม่มีอะไรที่จะเหมือนเลย โถ เป็นขนาดนี้นะ รำพึง ทำไมเป็นอย่างนี้ รำพึงด้วยความอัศจรรย์

จากนั้นก็มาพิจารณาอีก คือมันจะขนาดไหนก็ตามนะ ขึ้นชื่อว่ามีสมมุติอยู่ในนั้นแล้วจะต้องแสดงตัวออกมาตามขนาดของสมมุติ ละเอียด หยาบ ให้เห็นจนได้นั่นแหละ ทีนี้บางทีมันก็มีลักษณะเหมือนเศร้า ๆ หมอง ๆ พอให้จับได้ว่างั้นเถอะนะ ไม่มากแหละ ก็สติปัญญามันเผลอกันเมื่อไร จ่อกันตลอดเวลา เอ๊ ทำไมจิตดวงเดียวนี้ถึงเป็นไปได้หลายอย่างนักนะ รำพึง เดี๋ยวว่าผ่องใส เดี๋ยวว่าเศร้าหมอง เดี๋ยวว่าทุกข์ ขณะที่มันเศร้าหมองความทุกข์จะมาด้วยกันนะ แต่พอจับได้เท่านั้นไม่ได้มากกว่านั้นว่าผิดปกติ ว่าผ่องใสความสุขมันก็มาด้วยกัน เดี๋ยวว่าผ่องใส เดี๋ยวว่าเศร้าหมอง เดี๋ยวว่าผ่องใส เดี๋ยวว่าทุกข์ เดี๋ยวว่าสุข ทำไมจิตดวงเดียวนี้จึงเป็นได้หลายอย่างนักนะ ยิ่งจ่อ

นี่ถึงวาระสุดท้ายมันนะ เพราะไม่มีที่พิจารณาแล้ว มันปล่อยหมดแล้ว โลกธาตุไม่มีอะไรเหลือ เหลือแต่จิตกับกิเลสตัวนั้นไม่ปล่อยกันเท่านั้นเอง มันก็จ่อจุดนั้น พอวิตกอย่างนี้จบลง ธรรมะอันหนึ่งก็ขึ้นแล้วที่นี่ ขึ้นภายในใจนะ เป็นคำ ๆ ออกมา คำว่าสุขก็ดี คำว่าทุกข์ก็ดี คำว่าเศร้าหมองก็ดี คำว่าผ่องใสก็ดี ขึ้นแย็บ ๆ สอนเราอยู่ในนี้ ธรรมทั้งสองเงื่อนนี้เป็น อนตฺตา นะว่าอย่างนั้น สองเงื่อน คือว่าสุขทุกข์ก็เป็นเงื่อนหนึ่ง ๆ แล้วผ่องใสเศร้าหมองอย่างนี้ก็เป็นคู่กัน เป็นเงื่อนหนึ่ง ๆ ธรรมทั้งสองเงื่อน คือเงื่อนสุขเงื่อนทุกข์ เงื่อนเศร้าหมองเงื่อนผ่องใส เป็น อนตฺตา หนา

ผุดขึ้นมาโดยเราไม่ได้คาดได้คิดนะ เป็นขึ้นมาเอง จิตก็งงหน่อยหนึ่ง จ้อนิ่ง จากนั้นไม่ทำงานเลยนะ จะว่าจ่อกับอะไรก็ไม่เชิง จะว่าเผลอไปไหนก็ไม่เผลอ จะว่าจ่อกับงานอันใดก็ใม่ใช่ วางเป็นมัธยัสถ์กลาง ๆ ตอนนั้น พอธรรมสองบทนี้แสดงขึ้นมา ว่าธรรมสองเงื่อนนี้เป็น อนตฺตา นะ มันถึงขั้นจะปล่อยหมดละ พอจิตสงบตัวเป็นมัธยัสถ์กลาง ๆ จะว่านิยมกับอะไรไม่เจาะจง จะว่าเผลอก็ไม่เผลอ แต่ไม่ได้จ่อกับอะไร ตอนนั้นละก็ผางเลยเทียว นั่นเห็นไหม

อ๋อ ธรรมชาติที่เป็นวัฏจักรหมุนหัวใจ หรือบีบบังคับหัวใจนี้มันขาดสะบั้นลงไป เหมือนมะพร้าวสองหน่อ หน่อหนึ่งสมมุติ หน่อหนึ่งวิมุตติ มะพร้าวสองหน่อคือ อตฺตา กับ อนตฺตา สุข ทุกข์ อตฺตา กับอนตฺตาเป็นสองเงื่อน เหมือนกับว่ามันคว่ำลงพรึบอย่างนี้เลย พรึบเดียวเท่านั้น ไม่คาดไม่ฝัน ไม่นึก ฟ้าดินถล่มสะเทือน เหมือนว่าสามแดนโลกธาตุกระเทือนถึงกันหมดเลย แต่เป็นอยู่ในจิตนะ เป็นอยู่ภายในจิตนี้ ผึงนี้หมดเลย พออันนั้นผึงไปแล้ว พอหมดขณะนั้นขึ้นมา ทีนี้จิตเข้ามาสู่ความเป็นปกติแล้ว

ทีนี้มองดูอะไรนี้ โถ ไม่มีอะไรเกิน อัศจรรย์ โถ ทำไมเป็นอย่างนี้ โห พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง ๆ อ๋อ พระพุทธเจ้าแท้ พระธรรมแท้ พระสงฆ์แท้ เป็นอันเดียวกันอย่างนี้เหรอ ๆ อัศจรรย์ น้ำตานี้ไม่ต้องบอกละ พังเลยเทียว อัศจรรย์อันนี้ก็อัศจรรย์ มองดูโลกดูสงสารนี้น่าสลดสังเวช มืดตื้อเลย มองดูอันนั้นจ้าไปหมด อัศจรรย์ ไม่นอนคืนวันนั้น นั่นละถึงได้บอกชัด ๆ เขาเทียบเป็นวันที่ ๑๕ เราจำได้แต่วันข้างแรม แรม ๑๔ ค่ำ เดือนหก ๒๔๙๓ บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ แต่มาเทียบกับปฏิทินร้อยปีแล้วเป็นวันที่ ๑๕ พฤษภาฯ นะ นั่นละที่ว่าวันฟ้าดินถล่ม ระหว่างวัฏจักรกับวิวัฏจักรตัดสินกันในคืนวันนั้นเหมือนฟ้าดินถล่มเลย ก็หนเดียวเท่านั้น เท่านี้เอง

ก็เป็นหลวงตาหมดราคาแล้วเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่บัดนั้นมาเราไม่เคยเห็นกิเลสตัวใดแม้เท่าเม็ดหินเม็ดทรายที่จะมาผ่านหน้าให้เราเห็น ว่าหือ ยังมีอยู่เหรอ ก็ไม่เคย แล้วก็ไม่เคยสงสัยด้วยนะ ขาดสะบั้นในขณะนั้นแล้วเป็นอันว่าหายสงสัย เป็นหลักปัจจุบันคือความบริสุทธิ์เต็มส่วนอยู่ตลอดเวลา ไม่เอื้อม เรื่องอดีตอนาคตไม่เอื้อม แต่เวลาเรามาพูดนี้เราก็ว่า ตั้งแต่บัดนั้นมาแล้วก็ไม่เคยเห็นกิเลสตัวใด แม้เม็ดหินเม็ดทรายที่มาผ่านหน้าให้เราเห็น หือ ยังมีอยู่เหรอกิเลส จะได้ฟัดกันอีก ก็ไม่เคยมี อยากว่าอย่างนั้น

นี่ละที่เอาธรรมมาสอนโลกเราเอามาอย่างนี้นะ เราไม่ได้มาพูดเล่น ๆ มาโกหกโลกนะ เราทำแทบล้มแทบตาย เวลาเราทำนี้เหมือนผ้าขี้ริ้วไม่มีราค่ำราคา อยู่ในป่าในเขาเป็นเวลา ๙ ปีเต็ม หนักมากที่สุดเรื่องฆ่ากิเลส เวลามันขึ้นมาผลของมันขึ้นเป็นอย่างนั้นละดูเอา ฟ้าดินถล่มเลย เวลากิเลสพังลงจากหัวใจ อวิชชาพังจากหัวใจเป็นฟ้าดินถล่มเลยเทียว มันเป็นเองอยู่ในจิตนะ เราจะว่าเป็นดินฟ้าอากาศถล่มนี้มันก็ไม่ใช่ แต่มันหากเป็นอยู่ในจิตนี้ เหมือนฟ้าดินถล่ม โลกธาตุไหวเลย เป็นอยู่ในนี้ โถ อำนาจกิเลสครองโลกนี้ครองอย่างนี้ เวลามันพังก็พังแบบฟ้าดินถล่มเหมือนกันอย่างนี้ เวลา ๕ ทุ่มพอดีเลย เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงมาดูนาฬิกา ๕ ทุ่มเป๋งเลย

พอลงมาจากนั้น ตื่นเช้ามาก็เป็นวัน ๑๕ ค่ำ เดือนหกดับ มาถึงวัดสุทธาวาสนี้ ท่านเพ็ง วัดถ้ำกลองเพลนี้ละ พูดให้ท่านเพ็งฟังเป็นคนแรกนะไม่ลืม ท่านเพ็งขึ้นไปหาสองต่อสองอยู่วัดสุทธาวาส นี่จะเล่าอันหนึ่งให้ฟังนะ ท่านเคยติดสอยห้อยตามผมมาเป็นเวลานานแล้ว แล้วคำที่ผมจะพูดเวลานี้ท่านเคยได้ยินได้ฟังไหม เลยเล่าเรื่องให้ฟัง เรื่องเป็นอยู่บนวัดดอยธรรมเจดีย์เมื่อคืนวานนี้ บอกตรง ๆ เลย คืน ๑๔ ค่ำ เป็นอย่างนั้น ๆ

ที่นี่สรุปเลย พอฟังแล้วเป็นยังไงคำนี้ ท่านเคยอยู่กับผมมาเป็นเวลานานเคยได้ยินไหม ผมเคยพูดให้ฟังไหม โห ไม่เคยนะอย่างนี้น่ะ ตื่นเป็นบ้าเลยนั่นก็ดี นั่นละให้ตั้งใจหนา อย่างนี้ละธรรมพระพุทธเจ้าเป็นอกาลิโก มีเป็นพื้นฐานประจำตลอดเวลาเป็นปัจจุบัน เอาให้จริงนะ นี่ได้เห็นเสียแล้ว หายสงสัยทุกอย่าง หายสงสัยพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หายหมดเลย เป็นอันเดียวกันหมดแล้วเราว่าอย่างนี้ เราไม่สงสัยพระพุทธเจ้าอยู่ตรงไหนๆ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ตรงไหน จิตกับธรรมนี้เป็นอันเดียวกันแล้ว กับพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอันเดียวกันแล้วไม่แยก ไม่มีแยก เป็นอันเดียวกัน

ถ้าจะเทียบก็เหมือนกับว่า แม่น้ำสายต่าง ๆ ไหลมาจากคลองนั้น ๆ ลงมหาสมุทรทะเลหลวง แล้วเป็นน้ำมหาสมุทรทะเลหลวงอันเดียวกันหมด แยกไม่ออกว่าแม่น้ำสายนี้มาจากนั้น ๆ ไม่มี แยกไม่ได้ แตะลงไปก็เป็นแม่น้ำมหาสมุทรทะเลหลวงอันเดียวกันหมด

นี่จิตเมื่อถึงขั้นบริสุทธิ์แล้วก็เหมือนกับแม่น้ำสายต่าง ๆ ของผู้บำเพ็ญ ไหลลงมา ๆ ผู้บำเพ็ญนั่นละเป็นเหมือนแม่น้ำสายต่าง ๆ บำเพ็ญคุณงามความดีทั้งหลายนี่ เป็นเหมือนกับแม่น้ำแต่ละสาย ๆ ไหลลงมา ๆ พอเข้าถึงจุดสุดท้ายความบริสุทธิ์เต็มที่แล้ว เข้าผึงอันนั้นเป็นอันเดียวกันหมดเลย เหมือนกับแม่น้ำคลองสายต่าง ๆ ที่ไหลเข้ามาสู่มหาสมุทรทะเลหลวงเป็นอันเดียวกันแยกไม่ออก เมื่อจิตวิมุตติเข้าเป็นอันเดียวกันแล้ว ก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพาน

ฟังซิ มหาวิมุตติมหานิพพาน มหาสมุทรทะเลหลวงนี่เป็นวัตถุธรรม แม่น้ำมหาสมุทรเป็นด้านวัตถุ มหาวิมุตติมหานิพพานเป็นด้านนามธรรม เมื่อจิตเข้าถึงความบริสุทธิ์แล้วเป็นมหาวิมุตติมหานิพพานอันเดียวกันเลย ไม่มียิ่งหย่อนต่างกัน นี่แม่น้ำสายต่าง ๆ เมื่อไหลเข้าลงสู่มหาสมุทรทะเลหลวงแล้วเป็นแม่น้ำมหาสมุทรทะเลหลวงอันเดียวกันหมด จิตเมื่อเข้าถึงขั้นบริสุทธิ์แล้วเข้าถึงจุดมหาวิมุตติมหานิพพานอันเดียวกันหมด แยกไม่ออกเลย

นี่ละทั้งสองอย่างนี้สูญไหม เอ้า เทียบกัน นี่ละเป็นเครื่องยันกันไว้เลยเทียว แม่น้ำมหาสมุทรใครเห็นไม่ใช่เหรอ สูญไหม ที่แม่น้ำสายต่าง ๆ ไหลลงไปสู่มหาสมุทร เต็มด้วยน้ำอยู่ในมหาสมุทร สูญไหม นี่ละจิตที่บริสุทธิ์ไหลเข้าเป็นมหาวิมุตติมหานิพพานอันเดียวกันแล้วสูญไหม พิจารณาซิ วันนี้เปิดอกเสียแล้ว วันนี้เป็นวันเปิดอกเต็มที่ เราก็ไม่เคยพูดอย่างนี้กับสาธารณชนอย่างนี้ วันนี้เปิดให้เต็มที่ ฟังเสียซิ

นี่ละที่ได้มาประกาศธรรมสอนพี่น้องทั้งหลาย ไม่ได้มาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า มาแบบด้นเดาเกาหมัดนะ แม้แต่เป็นผู้นำนี้ก็เหมือนกัน เราเป็นผู้นำด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างยิ่งแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเราเต็มทุกอย่าง เราไม่มีสิ่งใดบกพร่องแล้ว นำประเทศชาติบ้านเมืองเราด้วยความเมตตาล้วน ๆ จึงขอให้ เห็นใจ

เดี๋ยวบางคนจะคิดไปว่าหลวงตาบัวนี่เป็นคนขอทาน ไปหาขอโน้นขอนี้จากคนนั้นคนนี้ เหมือนพวกนั้นเป็นมหาเศรษฐี เหมือนหลวงตาบัวเป็นทุคตะเข็ญใจหาขอทาน อย่าคิดอย่างนั้นนะผิด กิริยาท่าทางที่เราทำต่อโลกนี้ เราทำเพื่ออุ้มชาติบ้านเมืองด้วยความเมตตาของเราต่างหาก เราไม่ได้เมตตาเรา เราเมตตาต่อโลกต่อสงสารต่างหาก ให้พากันตั้งอกตั้งใจฟื้นเมืองไทยของเราขึ้นให้ได้นะ นี่ผู้นำของพี่น้องทั้งหลายเป็นพระประเภทใด ฟังให้ดีนะ เราไม่ได้บอกว่าเป็นอะไรก็ตาม ให้เอาเรื่องราวที่เป็นหลักความจริงนี้มาพูดให้ฟัง ว่าเป็นพระประเภทใด ว่าอย่างนี้เลย พูดอย่างเต็มยันอย่างนี้ มานำประเทศไทยของเราเวลานี้ เราพูดเสียเต็มเหนี่ยววันนี้ เอาเต็มยันเลย

สร้างนะสร้างความดี โลกธาตุนี่ไม่มีที่เกาะนะ ไม่มีที่ใดที่ไว้ใจตายใจนอกจากบุญเท่านั้น มีอันเดียวฟังให้ดีนะ สามแดนโลกธาตุเราอย่าไปหวังพึ่งอะไร พึ่งเป็นพึ่งตายกับเขาไม่ได้ เกาะอะไรมีแต่สิ่งจะพัง ๆ มีมากมีน้อยจะพังทั้งนั้น เกาะไม่ได้อาศัยไม่ได้ ถ้าบุญแล้วถึงไหนถึงกัน มีมากมีน้อย เกาะติด ๆ เกาะติดจนกระทั่งพุ่งเลย ถึงมหาสมุทรทะเลหลวง มหาวิมุตติมหานิพพาน อาศัยอำนาจ แห่งบุญนี้

ที่ว่าเดินตามสายทางไปนี้ คือว่าสร้างบุญสร้างกุศลนี่แหละ เดินไป เท่ากับเดินเข้ามหาวิมุตติมหานิพพาน จะไปตามนี้ อำนาจแห่งบุญแห่งกุศลเป็นสายทางหรือเป็นคลองน้ำ น้ำบุญน้ำกุศลไหลเข้าสู่มหาวิมุตติมหานิพพาน อย่างอื่นเราอย่าไปหวังพึ่งนะ ไม่มีทาง นี่ประมวลมาหมดแล้ว กล้าพูดเต็มหัวใจเลย เราประมวลมาหมดสามแดนโลกธาตุนี้ อะไรจะเป็นที่เกาะของจิต จิตจะพึ่งเป็นพึ่งตายได้คืออะไร คือบุญเท่านั้น นอกนั้นไม่มี ถ้าบาปแล้วก็เป็นข้าศึกศัตรูอย่างมาก ตามจำนวนของมันที่มีมากมีน้อย จะหมุนตัวลงไป

ใครจะว่านรกมีนรกไม่มีก็ตาม ไม่มีปัญหาอะไร เป็นเรื่องความสำคัญของกิเลสหลอกคนให้ตายใจแล้วจมเท่านั้น ให้เชื่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสิ้นกิเลสเห็นทุกสิ่งทุกอย่างแล้วมาสอนโลก ดังที่เราพูดเวลานี้เราก็เห็นของเราเต็มหัวอกแล้ว เราจึงนำมาสอนโลก เราไม่ได้มาสอนโลกด้วยความโกหก เพราะฉะนั้นพูดจึงเข้มข้นซิ เข้มข้นก็ออกมาจากรู้จริงเห็นจริง ไม่สะทกสะท้าน

ไปที่ไหนก็ตาม เราพูดจริง ๆ เราไม่เคยสะทกสะท้านกับสิ่งใดในสามแดนโลกธาตุนี้ เราไปได้ทำได้พูดได้ทั้งนั้น เมื่อสมควรจะพูดหนักเบามากน้อยจะออกทันที ๆ ที่จะให้สะทกสะท้านกับสิ่งใดผู้ใดเราไม่มี ว่างั้นเลย เพราะเรื่องโลก โลกนี้เป็นสมมุติ นี่ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นวิมุตติธรรมสูงกว่าอะไร พอที่จะไปกลัวอะไรอีกล่ะ มีเท่านั้นละ เหนื่อย นี่จะไปนาหว้าไม่ใช่ใกล้ ๆ นะ สายแล้วก็ยังอุตส่าห์อดทนพูด วันนี้พูดเปิดอกเสียด้วยนะไม่ใช่ธรรมดา

สภาหนูนี่เป็นสภาที่มีวาสนานะ อย่าประมาทนะ อย่าประมาทสภาหนู สภาใหญ่ ๆ ทั่วโลกธาตุ เมืองไทยเรานี้ไม่มีใครได้ยินคำพูดอย่างนี้นะ แต่สภาหนูได้ยินหมด พวกสภาหนูได้ยินกันหมด สภาแมวไม่ได้ยิน มีแต่ร้องอาว ๆ เท่านั้นไม่ได้ยิน ร้องอาว ๆ หนูหลบหมด เลยไม่ได้สะแตกหนูด้วยซ้ำ เวลาจวนตัวจริง ๆ แมวไม่ร้องนะ งับเลย ตัวไหนมันร้องอาว ๆ แมวตัวนี้ตัวท้องแห้งว่างั้นเลย หนูวิ่งหนีหมดได้ยินเสียงอาว ๆ

นี่ละเรื่องความอัศจรรย์ของศาสนาพุทธเราดังที่พูดให้ฟังนี้ ศาสนาพุทธนี่ละเป็นศาสนาคู่โลกคู่สงสารมาประจำ ตั้งแต่กัปไหนกัลป์ใดคือพุทธศาสนาเท่านั้น ว่างั้นเลย ศาสนานอกนั้นเป็นศาสนา คลังกิเลส คลังกิเลสเป็นเจ้าของศาสนา จะเอาความบริสุทธิ์ผุดผ่องความแน่ใจมาจากไหน คนมีกิเลสเป็นเจ้าของศาสนา ได้แค่ไหนรู้แค่ไหน ก็ด้นก็เดาไปตามความรู้ความเห็น ไม่ได้เป็นโลกวิทูเหมือนศาสดาองค์เอก

ศาสดาองค์เอกเป็นโลกวิทู รู้แจ้งเห็นจริงหมด นำมาสอนตามความรู้ความเห็น ไม่ผิด นี่ละพระพุทธศาสนาเราใครไม่มีวาสนาไม่ได้พบนะ พบแล้วก็ไม่สนใจ ผู้มีวาสนาได้พบได้เห็นได้ปฏิบัติตาม นี้ละเป็นแนวทางเป็นเกาะพึ่งเป็นพึ่งตายเราได้ คือสายธรรมที่พระองค์พาดไว้แล้วนี้เป็นบันได เกาะตามนี้นะอย่าปล่อยอย่าวาง

เรานี้ห่วงโลกมากนะ จวนจะตายเท่าไรยิ่งห่วง ห่วงจริง ๆ เมตตาธรรมครอบหมดโลกธาตุ นี่ละอำนาจความเมตตาธรรมจึงบึกบึนไปได้นะ สำหรับเราห่วงเรา เราหมดแล้ว เราไม่มีอะไรห่วง นี่ถังขยะ ถึงวาระมันแล้ว สลัดทีเดียวปุ๊บทิ้งเลยไปเลย มาห่วงอะไรประสาถังขยะ เราหมดปัญหาโดยประการ ทั้งปวงมาได้ ๔๙ ปีนี้แล้ว ๒๔๙๓ มาจนกระทั่งป่านนี้ เป็นยังไงนานหรือไม่นาน

เอาละวันนี้พักเครื่อง


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก