หมอบตามกิเลสเป็นทุกข์เรื่อยไป
วันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 เวลา 8:15 น. ความยาว 43.59 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)   วิดีโอแบบ(Real)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๕

หมอบตามกิเลสเป็นทุกข์เรื่อยไป

 

ก่อนจังหัน

พระเท่าไร (๕๖ ครับ) นู่นน่ะวันนี้ฟังซิ ๕๖ เมื่อวานนี้ ๔๑ มาเรื่อย ออกพรรษานี้ไหลเข้ามา ๆ เราจะตาย มองไม่ทัน พิลึกจริง ๆ พระจัด(อาหาร) ใส่บาตรเจ้าของเองนะ จัดอาหารมาเป็นส่วนกลาง ใครต้องการจะตักเอามากน้อยตามอัธยาศัยของเจ้าของที่กลมกลืนด้วยธรรม ไม่ใช่กลมกลืนด้วยกิเลสความโลภนะ ให้ดูธรรม ดูหัวใจ ดูอาหาร เทียบเข้าไป ๆ อย่างนั้นจึงเรียกว่าผู้ปฏิบัติธรรม มองดูแต่อาหารไม่มองดูธรรม โลภมาก กินตายกับที่เลยพระประเภทนั้น ดูอาหาร ดูใจ ดูธรรม ธรรมอยู่กับใจ อะไร ๆ ไม่สำคัญยิ่งกว่าธรรมอยู่กับใจ อดยอมอด อิ่มยอมอิ่ม ตายยอมตาย ตายด้วยธรรม พ้น นั่น ตายด้วยความโลภ จม นั่น พากันจำเอานะ ทีนี้ให้พร

หลังจังหัน

         ที่ถามถึงเจ้าคุณที่วัดโพธิฯ เรื่องทอดกฐินนั้นเพราะความเป็นห่วง พระเป็นจำนวนมากจะเป็นยังไง ปรกติวัดนี้ก็เป็นวัดหลวง ต้องเป็นกฐินหลวงเขามาทอดเท่านั้น คนอื่นไม่ได้มาเกี่ยวข้อง นอกจากเขามาขออนุญาตทางหลวงแล้วก็ให้ไป เราเลยคิดเป็นห่วงขึ้นมาขณะกำลังฉันจังหันนี่ คิดปุ๊บปั๊บขึ้นมาเลยรีบถาม ถ้าไม่มีจริง ๆ แล้ว ดีไม่ดีเรื่องโกลาหลจะเกิดขึ้นในวันนี้ ถ้าวัดโพธิไม่มีกฐินเลยนี้ วันนี้เป็นวันครบรอบกฐิน นี่จะโทรไปถึงท่านเจ้าคุณเดี๋ยวนี้ จะทอดกฐินวันนี้ตอนบ่าย ใส่ปั๊วะเลย เอาจริง ๆ นะเราไม่ได้เหมือนใคร เพราะเป็นห่วงพระ

คือ อานิสงส์กฐินทำให้พระได้รับความสะดวกสบายตั้งหลายด้านหลายทาง ไปถึงเดือน ๔ เพ็ญนู่น อานิสงส์ของการเข้าพรรษานี้ได้ ๑ เดือน คือตั้งแต่วันเดือน ๑๑ แรมค่ำหนึ่งไปถึงเดือน ๑๒ เพ็ญ เช่นวันนี้ อานิสงส์ทำให้พระท่านไปสะดวกสบาย มีหลายข้อตามพระวินัย ทรงอนุญาตไว้ แล้วทีนี้เมื่อได้รับกฐินแล้วจะต่อจากวันนี้ขึ้นไปอีกจนกระทั่งถึงเดือน ๔ เพ็ญ อานิสงส์ที่รับกฐินแล้วนะ ทีนี้พระวัดโพธิฯ มีจำนวนเท่าไร เราพึ่งมาระลึกได้เดี๋ยวนี้ ธรรมดาก็เป็นวัดหลวงอยู่แล้ว เดี๋ยวปุบปับขาดไปเสียไม่มีใครมาทอด หากว่าไม่มีจริง ๆ เรื่องอะไรจะเกิดขึ้นวันนี้อย่างไม่เคยคาดเคยฝัน เอาจริงด้วยนะ ปึ๋งปั๋งเดี๋ยวนั้นเลย ตอนบ่ายว่างั้นเลยนะ

ทอดกฐินตอนบ่าย กฐินหลวงตาบัวตอนบ่าย มันไม่มองหน้ามองหลังอะไรอีตาคนนี้ เขาจะว่าอย่างนั้นละนะ อยากทอดเมื่อไรก็ทอด เมื่อมันผ่านไปแล้วก็เป็นปรกติธรรมดา หากว่าไม่มีจริง ๆ วันนี้จะขึ้นแน่ ๆ เลย แบบฉุกละหุกอย่างไม่เคยคาดเคยฝัน สั่งปุ๊บปั๊บ ๆ ออกจากนี้ปั๊บเข้าธนาคารเลยเทียว ถอนปุ๊บปั๊บ ๆ จำนวนเท่าไร ๆ เอาเดี๋ยวนั้นเลย เป็นอย่างนั้นนะ สั่งอย่างปัจจุบันไม่รอเลย นี้ท่านยังติดหนี้เขาอยู่ตั้ง ๔ ล้าน คราวก่อนติดเท่าไรผู้กำกับ (ทั้งหมด ๑๔ ล้านครับ) เออ ๑๔ ล้าน แล้วเป็นพัก ๆ ไปอย่างว่านะ (เขาขอก่อน ๔ ล้าน แล้วหลวงตาช่วยไป ๒ ล้านห้า ทางวัดหามา ๑ ล้านห้า จัดการไปเรียบร้อยแล้ว) คือเขาขอ ๔ ล้านแล้วเขาจะสร้างอะไร ๆ เรียกว่าเป็นพัก ๆ นะ จะสร้างให้เสร็จในวงเงิน ๔ ล้าน ท่านก็มาหาเราแหละ ถามท่านเรื่อง ๔ ล้านนั้นเป็นยังไงตามที่ท่านเล่าให้ฟังสด ๆ ร้อน ๆ

ฟังเข้าใจแล้วก็ถามท่าน แล้วเป็นยังไงล่ะเงิน ๔ ล้าน (ก็มีอยู่ในวัด ๑ ล้านห้า) แล้วนอกจากนั้นล่ะ (โอ๊ย ไม่มีแล้วถึงได้มาหาท่านอาจารย์) นั่นมัดเข้าแล้ว เอ๊ ยังไงกัน จะพิจารณาอีกทีหนึ่ง จะให้ไปล้านหนึ่งก่อน ยังอีก ๑ ล้านห้า วันนั้นพอดีกับเราไปดูตึกโรงพยาบาลอากาศอำนวย เขาสร้างตึกเราไปดู เราอยู่นู้นก็โทรมาจากอากาศอำนวยมาวัดโพธิ ถามว่าได้เรื่องแล้วยังที่ว่าเงินขาด ที่เราให้ ๑ ล้านแล้ว แล้วของท่านมีล้านห้า รวมเป็น ๒ ล้านห้า ที่ขาดนั้นมีผู้มาช่วยแล้วยัง (โหย ไม่มีแล้ว) ไม่รู้จะว่ายังไง เราก็โทรตอบมาเลย เอา ถ้าอย่างนั้นให้เลย เป็นอันว่าให้ ๒ ล้านห้านะ เงิน ๔ ล้านนั่น นี่ก็สร้างไว้มีขอบเขต ถ้าได้เงิน ๔ ล้านนี้เขาจะสร้างอันนั้น ๆ ให้เสร็จถึงนั้น เขาว่าอย่างนั้น ถ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ใช้ประโยชน์ได้เลย เราก็ให้ไปเลย

เดี๋ยวนี้ยังติดอยู่เท่าไร (ผู้กำกับ: ผู้ว่าฯ กราบเรียนว่าถ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางวัดต้องให้เขาปีละ ๓ ล้าน) แล้วกี่ปีเสร็จล่ะ (ผู้ว่าฯ : คงเหลืออีก ๓ ปีครับหลวงตา) ๓ ปี นี่ถ้าหากว่าไม่ได้จริง ๆ ท่านก็เข้ามานี้นะ จะไปที่ไหนไม่ไป เข้ามานี้แหละ ท่านพูดเข้าทีเสียด้วยนะ เวลาท่านมาหาเรา พอมาก็ (โฮ้ วันนี้เดินจงกรมก็จิตไม่สงบ มีแต่เป็นอารมณ์เรื่องเงินอย่างนั้นอย่างนี้ นั่งภาวนาจิตก็ไม่สงบ มันไม่สงบเพราะติดหนี้) มันไม่มีหนหนึ่งหนเดียวนะที่ท่านมาอาศัยเรา ท่านหากมีอย่างนั้นแหละ (มันติดหนี้เขาเดินจงกรมจิตก็ไม่สงบ นั่งภาวนาก็ไม่สงบ เลยต้องมาหาท่านอาจารย์) มาทีไรก็ได้ทุกที ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลยนะ ให้แล้วเราไม่ได้ถามภาวนาท่าน ท่านได้ภาวนาหรือเปล่า หรือได้เดินจงกรมหรือเปล่า จิตรวมหรือเปล่าได้เงินไปแล้ว เราไม่ได้ถาม ถ้าเป็นพวกเดียวกันใส่ปั๊วะเลยละ ท่านแก่พรรษากว่าเรา ถึงจะสนิทกันมากขนาดไหน อาวุโส ภันเต ความเคารพมันก็เป็นพื้นฐาน นี่กฐินผ่านไปแล้วก็เป็นอันว่าหมดปัญหาไป

มีหลายข้อหลายกระทงที่ได้เป็นอานิสงส์จากการรับกฐินเรียบร้อยแล้ว ต่อไปได้อีก ๓ เดือน อานิสงส์ออกพรรษานี้ได้ ๑ เดือนถึงเดือน ๑๒ เพ็ญเช่นวันนี้ แล้วจากนี้ไปถึงเดือน ๔ เพ็ญ อานิสงส์นั้นก็ต่อกันไป ไปที่ไหน ๆ ไม่บอกลาอาจารย์ก็ได้ในเวลาเช่นนั้น ๆ อะไรมีหลายข้อเราก็จำไม่ได้หมด ลืม จำได้แต่หลักใหญ่ว่า อานิสงส์แห่งการรับกฐินนี้มีมาก เปิดดูปั๊บก็เห็นทันที เปิดเมื่อไรก็เห็นเมื่อนั้นแต่เราขี้เกียจเปิด เราไม่ได้เปิดแหละ รู้แต่หลักใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงคิดทางโน้นละซิ มันเป็นไปได้เหรอ เช่นอย่างวัดโพธิฯ ไม่มีใครทอดกฐินเลย เป็นวัดใหญ่วัดหลวง วัดเป็นสิริมงคลมาแต่เจ้าเมืองอุดรทีแรกโน่น จะไม่มีใครทอดกฐินเป็นไปได้เหรอ อยู่ ๆ ก็คิดขึ้นมาจึงรีบถามเวลาฉันจังหัน ว่าทอดเรียบร้อยไปแล้ว ไม่มีปัญหา

ถ้าหากว่าบันดลบันดาลไม่มีจริง ๆ  วันนี้ก็จะบันดลบันดาลรับกันทันทีเลย หลังจากฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว พอทราบเรื่องแล้วสั่งด่วนเลย เอาเดี๋ยวนั้นผึงผัง ๆ เลย ให้ได้ตามที่เราสั่งทุกอย่าง ๆ เรียกว่าฟ้าแลบเลยไม่รอ ท่านเจ้าคุณท่านเป็นพระผู้มีนิสัยดี คุ้นกันมาตั้งแต่เป็นมหาเปรียญอยู่ด้วยกัน นิสัยท่านสุภาพมาตลอดอย่างนั้นนะ แต่นิสัยเรามันเหมือนลิงตลอดมา ก็มันเป็นอย่างนั้นจะให้ทำยังไง มันเป็นของมันเอง นิสัยวาสนาของใครของเรา ของท่านสุภาพเรียบมาตลอด แต่เราเป็นลิงมาตลอด เป็นอย่างนั้นเป็นตามนิสัย ทีนี้ต่างคนต่างก็ไม่ได้สงสัยในนิสัยของตัวเองนะ อย่างท่านสุภาพเรียบร้อยท่านก็เหมาะพอดีกับท่าน ท่านก็สบาย เราทั้งลิงทั้งแมวอยู่ในนี้เราก็สบาย ไปไหนเอาแมวไปด้วย เอาลิงไปด้วย เข้าใจหรือ ไม่เข้าใจก็อย่าพากันเข้าใจ สอนมาตั้งแต่สร้างวัด ขนาดนี้ยังไม่เข้าใจเอาไปฆ่าเสียให้หมดเลย มันเสียโอวาทคำสอน

นี่ละที่ว่ามหาสมบัติ บุญเรือง วัดนรนาถฯ ท่านพูดอะไรผู้กำกับจำได้ลองพูดซิ เรื่องท่านอ่านเราออกทุกอย่าง ท่านเรียนอะไร (ผู้กำกับ: ท่านทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทครับ ท่านว่าหลวงตาเทศน์ออกจากอรรถจากธรรมจริง ๆ เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศน์สมัยพุทธกาล ข้อสอง เวลาเทศน์มีอุปมาอุปมัยประกอบด้วย ข้อสาม มีตลกขบขันเข้าแทรกด้วยเวลาเทศน์ครับ) นี่ละอันนี้ที่มีลิงกับแมวไปด้วยเวลาไปไหน เป็นอย่างนั้น ส่วนนิสัยท่านเจ้าคุณท่านเรียบร้อยเรื่อยมา แต่ส่วนมากมีแต่เรามักจะบุกท่านเรื่อย แต่ท่านก็เรียบของท่านอยู่ บุกท่านเรื่อย ดุท่านเรื่อย แต่ท่านก็เรียบของท่านอยู่ตลอด

เอาใหญ่ก็ตอนเมรุวัดโพธิที่ได้ว่าท่าน เมรุวัดโพธิที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ แต่ก่อนกำหนดเพียง ๓ แสนนะ เวลาเสร็จแล้วฟาดไปตั้งห้าหกแสน ซ่อมเข้าไปอีก ทุกวันนี้ไม่ทราบเท่าไรนะ เรานะเป็นหัวหน้าหาเงิน เพราะฉะนั้นเราถึงว่าให้ท่านละซี เขาว่าอะไรมาก็ล้มตามเขา ๆ ถ้าเหตุผลแล้วไม่มีการล้ม มันไม่ควรล้ม ๆ หาอะไร เราว่าอย่างนั้นนะ ควรล้มไม่มีใครบอกก็ล้ม เช่น ล้มใส่หมอนเร็วปั๊บเลย เราเป็นฝ่ายว่าให้ท่านเรื่อย ท่านเป็นฝ่ายเรียบๆ วัดโพธินี่ช่วยมากนะ คือว่าอะไรว่าให้ ๆ จริง ๆ ปึ๋งเลย ๆ มาตั้งแต่ท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์เรื่อยมา ช่วยมาตลอดอย่างนั้น สำหรับเจ้าคุณอุปัชฌาย์นี้เราเคารพมาก เคารพจริง ๆ ก็เป็นพ่อของเราว่าไง แล้วรู้สึกท่านเมตตามากนะ ก็เข้ากันได้เลย ไปที่ไหนเอาเราไปเทศน์ทั้งนั้น

ท่านซ่อมโบสถ์วัดโพธิ แต่ก่อนมีชั้นเดียว เดี๋ยวนี้มีถึง ๓ ชั้นข้างบน..หลังคา ท่านไปกู้เงินจากมหามกุฏมา เรายังจำได้ว่าเงินแสนสองหมื่น เงินแสนสองหมื่นไม่ใช่เล่นนะแต่ก่อน เป็นล้าน ๆ ทุกวันนี้ ทีนี้คนนั้นเขามาทอดผ้าป่า คนนี้ทอดผ้าป่า เพื่อจะเอาเงินหนุนเข้าไปใช้หนี้เขา ทางไหนมาก็ตามไม่มีเว้นแม้จังหวัดเดียว รอบทั่วภาคอีสานนี่ เพราะท่านเป็นเจ้าคณะภาค เดี๋ยวจังหวัดนั้นมา จังหวัดนี้มา มาทอดผ้าป่า มาทีไรท่านไม่ให้พระมานะ ท่านมาเอง นี่ซิเราจะว่ายังไง ขึ้นรถมาเลยมาเอาไปเทศน์ทั้งนั้นแหละ บอกเรียบร้อยแล้วก็เทศน์ ท่านมาหาเราเลย อุปัชฌาย์มาหาเราตัวเท่าหนูนี่ เราไม่ได้ลืมนะ ไปเทศน์ให้ทุกรายเลย ภาคอีสานมาทอดผ้าป่าเราไปเทศน์ให้ทุกราย ๆ ไม่มีเว้นเลย ท่านมาเอาไปเทศน์ ๆ ก็ดีอันหนึ่งคือว่าเทศน์แล้วเขาถวายกัณฑ์เทศน์เท่าไร ๆ เราก็รวม ๆ ได้เยอะทุกครั้ง ๆ

สำหรับอุปัชฌาย์เรานี้เทศน์ที่ไหนก็ตามเราไม่เคยแตะ ไม่ว่าชิ้นใดวัตถุปัจจัยไทยทานมากน้อยเราถวายท่านหมดเลย ไม่เคยแตะแม้แต่ชิ้นเดียว เป็นอย่างนั้นตลอดมา แม้ที่สุดไปเทศน์วัดโพธินี่ไม่ใช่งานส่วนรวม งานผ้าป่าเป็นงานส่วนรวม เช่น เขานิมนต์เราไปเทศน์งานเผาศพ แต่ก่อนเมรุไม่มี มีแต่เมรุสำรอง ผู้ใหญ่ ๆ เขาตายแล้วเขามานิมนต์เราไปเทศน์ นิมนต์เราไปในงาน ครั้นไปแล้วเขาถวายเท่าไร ทั้งหมดเรามอบถวายท่านเจ้าคุณเลยเราไม่เอาสักชิ้นเดียว เป็นอย่างนั้นตลอดมา เราเคารพท่านมาก

พี่น้องทั้งหลายก็ให้พากันพินิจพิจารณาเรื่องอรรถเรื่องธรรมนะ นี้ได้เตือนเสมอ ๆ เตือนนี้เตือนด้วยความเป็นห่วงพี่น้องทั้งหลายระหว่างธรรมกับกิเลส ธรรมนี้ถูกกิเลสเหยียบย่ำทำลาย ชาวพุทธเรานั่นแหละทำลายกันโดยไม่มีเจตนา หากเป็นตามนิสัยของกิเลสที่มีอำนาจมากกว่าเรา จับหัวเราไสลงไป เหยียบหัวพระพุทธเจ้า เหยียบหัวพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เหยียบศาสนา ทุกหย่อมหญ้านะเวลานี้ชาติไทยของเรา ยังไม่รู้ตัวอยู่หรือ นี่มันสลดสังเวชนะ มันเห็นจริง ๆ จะให้ว่ายังไง เวลาไม่เห็นก็บอกไม่เห็น เวลาไม่รู้ก็บอกไม่รู้ ล้มลุกคลุกคลานไปน้ำตาร่วงอยู่บนภูเขาก็เคยมาให้ฟังแล้วใช่ไหมล่ะ ฟังซิน่ะ เวลาซัดกันไม่ถอย ๆ ทางนั้นจนกระทั่งแพ้อย่างหลุดลุ่ยเลย แบบว่าน็อกตายไม่ฟื้นว่างั้นเถอะ ฟาดกันถึงขนาดนั้นเอากับกิเลส

ตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลานน้ำตาร่วงบนภูเขาฟัดกับกิเลส สู้มันไม่ได้ เราบอกอะไรก็ไม่ถนัด ถ้าบอกว่าหงายหมานั่นถนัดกับความไม่เป็นท่าของเรา ต้องบอกว่าหงายหมาซิ หงายร้องแหง็ก ๆ หงายแมวมันตบได้ มันต่างกัน สู้ไม่ถอยต่อไปก็เป็นหงายแมว ตบได้ ต่อไปก็ซัดเข้าไปขึ้นเป็นเสือโคร่งเสือดาวเข้าละซี ต่อจากนั้นก็เป็นราชสีห์ฟัดกับกิเลสขาดสะบั้นลงไป สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็รู้ แต่ก่อนก็รู้แต่ไม่รู้เหมือนครั้งสุดท้ายของมันที่กิเลสม้วนเสื่อหมดแล้ว มันรู้เต็มหัวใจของภูมิหนูตัวหนึ่งนั่นแหละ แล้วทีนี้พระพุทธเจ้าสอนไว้ตรงไหนมันหาที่ค้านไม่ได้นั่นซิ แล้วก็เอาคำอันนั้นมาสอนพี่น้องทั้งหลาย แล้วว่ามาโกหกพี่น้องเหรอ

พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เอกไม่เคยโกหกโลก โลกตาบอดหูหนวกก็สอนด้วย โลกวิทู ๆ รู้แจ้งโลกเรื่อยมาทั้งดีทั้งชั่ว เป็นความจริงทุกสัดทุกส่วนไม่มีบกพร่อง ไม่ว่าดีว่าชั่ว ใครเอื้อมไปทางไหนโดนทั้งนั้น เพราะดีกับชั่วมีอยู่ จิตของเรานี้มีกิเลสกับธรรมที่อยู่ด้วยกัน ฟังให้ดี เราไม่ได้มาพูดเล่น ๆ นี่นะ คือธรรมดากิเลสมันจะหนาแน่นกว่า มันอยู่ในใจของเรานี่ มันมาเป็นเราเสียนี่ซีเข้าใจไหมล่ะ แล้วเป็นเจ้าอำนาจบาตรหลวงอะไรก็มีแต่ว่าเรา ๆ ไปหมด อยากทำก็เราอยากทำ เราไม่อยากทำก็บอกว่าเราไม่อยากทำ ทีนี้มันก็ไปแต่ทางความต่ำละซี กิเลสไม่พาไปความสูง เพราะมันเป็นข้าศึกของธรรม ธรรมนี้ฉุดลากขึ้นตลอดไม่มีคำว่าดึงลง มีมากมีน้อยดึงขึ้นตลอด กิเลสมีมากมีน้อยดึงลงตลอด จำคำนี้ให้ดี นี่ละข้าศึกอยู่ในหัวใจเรา เวลามีกำลังมากมันมีแต่ดึงลง ๆ จนกระทั่งสัตว์โลกลืมเนื้อลืมตัว ไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นกิเลส อะไรเป็นธรรม ไม่รู้

เวลาเรียนเข้า เรียนเฉย ๆ มันก็เดา ๆ ไปอย่างนั้น พูดตรง ๆ อย่างนี้ละนะ เวลาเรียน ท่านบอกว่าบาป บุญ นรก สวรรค์ มันก็เชื่อไปตามตำราเรา ตอนนั้นจิตก็ยังไม่มุ่งอะไรมากนัก เรียนไปฟังไปอ่านไป เรียนไปเท่าไรท่านว่ายังไงจำไป ๆ แต่ยังไม่ได้ถึงใจ พอออกจากเรียนทีนี้จะเอาให้ได้หลุดพ้นจากทุกข์ พูดง่าย ๆ ก็ดังที่เคยพูดแล้ว คราวนี้เป็นคราวเรียกว่าไม่มีข้อแม้ ขอให้เรียนจบตามคำอธิษฐาน คือเราอธิษฐานไว้ว่าจบเพียงประโยค ๓ เท่านั้นพอแล้ว เรียกว่าแบบแปลนแผนผังพุทธศาสนานี้สมบูรณ์แล้วตามภูมิของเรา นักธรรมตรี โท เอก พอแล้ว จนมหาเปรียญ ๓ ประโยค พอ นี่ละเราตั้งสัจอธิษฐานว่าให้ได้ ๓ ประโยค พอจบแล้วจะออกปฏิบัติทันที แล้วจะฆ่ากิเลสโดยถ่ายเดียว

ก็มีข้อสงสัยอยู่นิดหนึ่ง ความมุ่งมั่นต่ออรรถต่อธรรม ต่อแดนมรรคผลนิพพานก็มีเต็มหัวใจ แต่ยังมีอีกอันหนึ่งที่มันยังมียิบแย็บ ๆ มาเป็นข้าศึกบ้าง แย็บออกมาว่า เอ๊ เวลาเราตั้งใจปฏิบัติจริง ๆ เอาเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อมรรคผลนิพพานแล้ว แต่มรรคผลนิพพานจะมีอยู่จริงหรือไม่นา ก็มองเห็นแต่หลวงปู่มั่นเท่านั้น ออกจากนั้นก็บึ่งหาหลวงปู่มั่น พอไปท่านก็เปรี้ยง ๆ โอ๋ย สมเหตุสมผลทุกอย่าง นั่นละที่ได้ความจุใจเต็มเหนี่ยวมา ได้ฟังทุกอย่าง ๆ โอ๋ย ท่านไล่เอาใกล้ ๆ ที่เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตา ขึ้นมาเปรี้ยงเลยนะ เหมือนว่าท่านเอาเรดาร์จับไว้แล้ว กับความมุ่งมั่นของเราที่มาหาท่านเป็นยังไง

มาท่านก็ขึ้นทันทีเลย เหอ ท่านมาหาอะไร ขึ้นเลยนะ ท่านมาหามรรคผลนิพพานหรือ ขึ้นตรงนี้เลยนะ ชี้ไปเลยตามนี้ ต้นไม้ภูเขาไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป ดินฟ้าอากาศไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป ท้องฟ้ามหาสมุทรสุดสาครไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน สามแดนโลกธาตุนี้ไม่ใช่บาปไม่ใช่บุญ ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน เข้ามาเลยนะ บุญบาปจริง ๆ  มรรคผลนิพพานจริง ๆ อยู่ที่ใจ เพราะกิเลสอยู่ที่ใจ กิเลสตัวสร้างบาปสร้างกรรมสร้างทางไปนรกอยู่ที่ใจ ทีนี้ธรรมเป็นเครื่องพาสร้างคุณงามความดี บุญกุศลผลประโยชน์ตั้งแต่น้อยจนกระทั่งถึงสุดยอดนี้อยู่ที่ใจ นั่นไล่ลงนี้นะ รวมลงแล้วว่ากิเลสอยู่ที่ใจ ธรรมอยู่ที่ใจ กิเลสพาสร้างบาปหาบกรรมอยู่ที่ใจ ตกนรกหมกไหม้เกิดจากใจที่กิเลสลากไป นั่น ส่วนบุญส่วนกุศลคือธรรมอยู่ในใจนี้แหละ เป็นผู้ลากขึ้น ๆ สอนเต็มเหนี่ยว เปรี้ยง ๆ เปิดเผยออกหมดเลย

ท่านสงสัยหาอะไร พระพุทธเจ้าทุกพระองค์โกหกโลกเมื่อไร นั่นฟังซิน่ะ บาป บุญ นรก สวรรค์มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ก่อนพระพุทธเจ้าที่จะมาอุบัติ แล้วท่านสอนท่านก็สอนตามสิ่งที่มีอยู่ ๆ นี้ แล้วจะสงสัยไปไหน เอาตรงนี้นะ พระพุทธเจ้าเอาของจริงมาสอน แทบทุกพระองค์ไม่ได้สอนเหนือจากนี้ที่เป็นของจริงอยู่แล้ว แล้วท่านมาสงสัยหาอะไร ไล่เข้า ๆ เอาซิ ท่านก็เน้นลงไป อย่างไรจะได้เอาเลยนะอย่าถอย ท่านอย่าหมุนไปทางอื่น ธรรมอยู่ที่ใจ เอา หมุนลงที่ธรรมด้วยจิตตภาวนานะ ทีนี้ท่านลงในจิตตภาวนา จิตตภาวนานี้แหละท่านจะได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามทางของศาสดาที่ทรงรู้ทรงเห็นมาแล้วมาสอนโลก ท่านสอนด้วยธรรมแบบนี้แล เอาจับธรรมแบบนี้ให้ดีด้วยจิตตภาวนานะ ว่างี้เลยท่านสอน

พูดแล้วท่านก็ว่า อย่าว่าผมประมาทนะ นี่ท่านก็มีอนุโลมนิดหน่อย ท่านมหาก็เรียนมาได้มากพอสมควรถึงขั้นเป็นมหา แต่อย่าว่าผมประมาทนะ เวลานี้ปริยัติที่ท่านเรียนมามากน้อยยังไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ให้ท่านหมุนเข้าสู่ทางด้านปฏิบัติคือจิตตภาวนา เอาให้ดีตรงนี้ อย่าไปคิดถึงเรื่องปริยัติที่เรียนมามากน้อย มันจะเข้ามาคละเคล้าเตะถีบยันกัน แล้วจะไม่เกิดผลเท่าที่จะเป็นไปได้ ให้ท่านหมุนลงทางด้านจิตตภาวนา อย่างไรจิตจะสงบเป็นความสว่างไสวภายในใจ เอ้า เน้นลงตรงนี้นะ ๆ อยู่อย่างนั้นนะ ทีนี้ท่านไล่เข้าสู่มรรคผลนิพพาน ว่ามรรคผลนิพพานอยู่ที่ใจ ทีนี้ไล่เข้าการปฏิบัติ เข้าสู่ใจแล้วนะ ท่านก็ไล่ลงตรงนี้

เอ้า เวลานี้เป็นเวลาที่จะเอาจริงเอาจัง ปริยัติทั้งหมดที่ท่านเรียนมาให้ยกบูชาไว้ก่อน ให้ท่านหมุนทางด้านปฏิบัติให้จิตมีความสงบร่มเย็น แล้วท่านจะค่อยรู้ขึ้นมาเห็นขึ้นมาจากแผนดั้งเดิมที่ถูกต้องแม่นยำมาแล้วนี้แหละไม่เป็นอย่างอื่น พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ รู้อย่างนี้มาแล้ว เวลานี้ปริยัติไม่เกิดประโยชน์อะไร อย่าเอาเข้ามาคละเคล้ากัน ต่อเมื่อจิตได้หลักได้เกณฑ์ทางด้านปฏิบัติภายในใจแล้ว ระหว่างปริยัติกับปฏิบัตินี้เอาไว้ไม่อยู่ นี่ละเราจำไม่ลืมนะ คือมันจะวิ่งประสานกัน ท่านบอกอย่างนี้ ถึงขั้นปริยัติกับปฏิบัติ คือการปฏิบัติก็รู้ก็เห็นภายใน ปริยัติก็เรียนมาแล้ว มันจะวิ่งใส่กันแหละ ปริยัติกับปฏิบัติจะวิ่งมาประสานทดสอบกัน ความหมายว่างั้น เอาไว้ไม่อยู่ นี่เราจำไม่ลืมนะ

ทีนี้เวลามันเป็นมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ จะให้ว่ายังไง เวลาจิตไม่สงบก็หมุนลงให้สงบเต็มที่ ๆ จนกระทั่งจิตสงบแล้วท่านสอนทางด้านวิปัสสนา ปัญญามันก็ออกอย่างว่าแหละ ทีนี้พอออกมันก็เป็นอย่างว่าจริง ๆ ปริยัตินี้มันวิ่งใส่กันประสานกัน เอาไว้ไม่อยู่จริง ๆ ใครมาห้ามไม่ได้ เหตุผลกลไกที่รู้นี้กับปริยัติเอามายันกันซิ มันก็วิ่งใส่กันผึง ๆ เลย อู๊ย ท่านพูดไม่มีผิดนะ นี่เบิกกว้างออก ๆ นี่ค่อยสรุปให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เรื่องจิตใจนี้กิเลสตัวมืดมิดปิดตามันปิดหัวใจไว้ มันลบหมดสิ่งใดที่จะเป็นคุณมันก็ลบ สิ่งที่เป็นโทษมันก็ลบแบบหนึ่ง เช่นว่าบาปไม่มี นี่ก็ลบแบบหนึ่ง คนเรามันอยากทำความชั่วอยู่แล้ว ไม่ได้บอกว่าตัวเองทำความชั่วนะ หัวใจมันหากชอบตามกิเลสหลอกลวง ก็ทำแต่ความชั่ว แล้วดึงลง ๆ ความดีไม่อยากทำ นี่เรื่องของกิเลสมันลบอย่างนี้ ทำบาปไม่เป็นบาป ทำบุญไม่เป็นบุญ ใครจะอยากทำบุญเมื่อทำแล้วไม่เป็นบุญ ทำบาปไม่เป็นบาปก็ยิ่งหาญใหญ่เข้าใจไหมล่ะ เพราะไม่เป็นบาป ฟาดมันหมดเลย นี่ละกิเลส

ทีนี้เวลาธรรมะจากความสงบ ตั้งแต่เริ่มความสงบนี้ก็มีหลักมีเกณฑ์ขึ้นภายในใจแล้ว เราไม่พูดอะไรมากให้เสียเวลาไป ย่นย่อให้พี่น้องทั้งหลายฟังเท่านั้นเอง เวลาก้าวออกทางวิปัสสนาคือด้านปัญญานี้ มันเปิดจ้าออก ๆ สิ่งไม่เคยรู้มันรู้ ไม่เคยเห็นมันเห็น มันเห็นอยู่กับใจ เพราะอะไรจึงเห็นกับใจ แต่ก่อนถูกปิดไม่เห็น สิ่งใดที่มีอยู่มันก็มี ปฏิเสธได้ยังไงว่าไม่มี แต่มันไม่เห็นเพราะเราหลับตาอยู่ เหล่านี้ก็ลองดูซิ หลับตาแล้วไม่เห็น พอลืมตานี้มันก็เห็นหมด อันนี้จิตใจของเราเมื่อกิเลสมันปิดไว้ก็เหมือนคนหลับตา อะไรจะมี บาป บุญ นรก สวรรค์ เปรต พรหมโลก นิพพาน มีมันก็ไม่เห็น เพราะกิเลสปิดไว้หมด ทีนี้พอเปิดออก ๆ อะไรที่มีรอบตัวอยู่แล้วมันก็เห็นของมันไปเรื่อย ๆ ทีนี้ก็เปิดจ้าออก ๆ เปิดออก ๆ จนกระทั่งฟาดถึงเปิดหมดเลย มันจ้าหมดว่าไง นี่เอามาหลอกที่ไหน มาหลอกพี่น้องทั้งหลายเหรอ

พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เอกหลอกโลกที่ไหนไม่เคยมีนะ ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใดสอนแบบเดียวกัน รู้แบบเดียวกัน ศาสนาของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์จึงเป็นศาสนาคู่โลกคู่สงสารเรื่อยมา ไม่มีศาสนาใดจะเป็นคู่แข่งได้ เพราะศาสนานี้เป็นศาสนาของผู้สิ้นกิเลสโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ทุก ๆ พระองค์เป็นแบบเดียวกัน รู้ก็รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน สอนแบบเดียวกัน เรียกว่า สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว นี่แบบแปลนเพื่อมรรคผลนิพพานตรัสไว้ชอบแล้ว ให้เดินตามนี้ อย่าหลบหลีกปลีกตัวออกจากหลักธรรมหลักวินัย ให้ก้าวเดินไปตามร่องรอย ตามสายทาง สายทางคือธรรม วินัยเป็นสองฟากทางกั้นเอาไว้ อย่าออกนอกลู่นอกทาง ผิดพระวินัยก็เรียกว่าออกนอกทางแล้ว ลงนรกจกเปรตไปแล้วนั่น ให้รักษาพระวินัยให้ดี จะมีศาสดาประจำตัว ๆ เพราะธรรมวินัยนั้นแลเป็นศาสดาของสัตว์โลกแทนพระพุทธเจ้า ท่านก็สอนไว้แล้วว่า ขอให้เป็นผู้มีความรักธรรมรักวินัย มีความสำรวมระวัง มีหิริโอตตัปปะ แล้วไปที่ไหนจะมีศาสดาคุ้มครองรักษาตลอดไป

นี่ก็ได้พูดให้พี่น้องฟังเราปฏิบัติมา เวลามันมืดก็มืดอย่างนั้น น้ำตาร่วงอยู่บนภูเขาก็ได้พูดให้ฟัง จนถึงวาระน้ำตาร่วงที่กิเลสพังลงไปจากใจก็ได้พูดให้ฟังแล้ว น้ำตาร่วงมี ๒ ประเภท ประเภทแรก น้ำตาร่วงนี้เป็นน้ำตาที่ขาดทุนสูญดอก น้ำตาไม่มีความดิบความดี น้ำตาเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ ให้ตัวเองเกิดความเดือดร้อนเสียอกเสียใจว่าสู้กิเลสไม่ได้ หงายหมาลงไป ล้ม เข้าใจไหม น้ำตานี้ไม่เกิดประโยชน์อะไร น้ำตาที่เป็นโทษเพราะความแพ้กิเลส นี่น้ำตาครั้งแรก พอน้ำตาครั้งสุดท้าย ฟาดกิเลสพังลงไม่มีอะไรเหลือ จ้าขึ้นมานี้ ตัวนี้สะเทือนหมด

ฟังซิท่านทั้งหลายได้พูดให้ฟังกี่ครั้งแล้ว มาหลอกเหรอ ร่างกายนี้มันหมุนของมันเองผึงนี่เหมือนกับโลกธาตุนี้หวั่นไปหมดเลย นี่กิเลสพังออกจากใจเท่านั้นรุนแรงไหมอำนาจของกิเลส สามแดนโลกธาตุมันครอบไว้หมด เมื่อมันพังแล้วก็เหมือนสามแดนโลกธาตุไหวไปหมดละซี ทีนี้มีแต่ธรรมล้วน ๆ จ้าขึ้นมาเท่านั้น เป็นยังไงที่นี่ นี่น้ำตาที่เป็นมหามงคลอย่างยิ่ง นี่ก็ไม่ลืมจนกระทั่งวันตายเหมือนกัน น้ำตาประเภทที่กิเลสพังด้วย ได้ชัยชนะ น้ำตาร่วงออกมา นี่เป็นน้ำตาที่ได้ชัยชนะ

น้ำตาสำหรับเราเองมี ๒ ครั้ง ครั้งหนึ่งไปนั่งน้ำตาร่วงอยู่บนภูเขาสู้กิเลสไม่ได้ หงายหมาลงไป นั่นน้ำตาที่เป็นโทษเป็นกรรมของตัวเอง เพราะความแพ้กิเลสไม่เป็นท่า น้ำตาครั้งที่สองฟาดเสียกิเลสพังลงไปไม่มีอะไรเหลือเลย มันจ้าขึ้นมา สิ่งไม่เคยรู้เมื่อเปิดใจออกแล้วมันก็เห็นจะให้ว่ายังไง เราเห็นด้วยเราไม่สงสัยเราด้วย เมื่อเราเห็นเราไม่สงสัยเราด้วย เล็งถึงพระพุทธเจ้าท่านเห็นไว้แล้วตั้งแต่เมื่อไร เราพึ่งมาเห็นเดี๋ยวนี้จะมาอวดดิบอวดดีได้ยังไง หมอบราบกราบ นั่นเห็นไหมล่ะ นี่ละธรรมพระพุทธเจ้า ธรรมที่หมอบราบกราบ บรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายกราบอย่างราบเหมือนกันหมด ไม่ต้องเห็นองค์ศาสดาก็ตาม ธรรมธรรมชาติที่ประจักษ์อยู่หัวใจของท่าน ท่านแสดงไว้ว่า นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย บรรดาท่านผู้มีความบริสุทธิ์แล้วไม่มีใครยิ่งหย่อนต่างกัน เสมอกันหมด ธรรมชาตินี้แล ธรรมแท้คือนี้ พุทธะแท้คือนี้ ธรรมะแท้คือนี้ สังฆะแท้คืออันนี้ เป็นอันเดียวกันเลย ไม่ได้แยกนั้นแยกนี้ ถึงแล้ว แล้วไม่ถามใครอีกด้วยนะ จ้าขึ้นมานั้นแล้วถามหาอะไร

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าแม่นยำมาจากไหนถึงไหน แล้วจะแม่นยำตลอดไป ถ้าใครอุตส่าห์พยายามบึกบึน เอา ทุกข์ก็ทุกข์ ทุกข์เพื่อฟัดกับกิเลสให้มันหงายลงไป ทุกข์เป็นอะไรไป ทุกข์เพื่อความสุข บรมสุขนี่นะ ไอ้ทุกข์เพื่อความล่มจมเพราะความไม่เป็นท่าของตัวเองอย่าพากันฝืนแบบนั้น หมอบตามกิเลสเป็นทุกข์เรื่อยไป ตายจมทิ้งเปล่า ๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ให้พากันอุตส่าห์พยายามนะ เกิดมากี่กัปกี่กัลป์ตายกองกันยังไม่รู้ศพตัวเองตายทับตัวเอง เวลาพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาผาง จ้านี้มันเห็นหมดจะว่าไง ตายกองกันมาเท่าไร เจ้าของตายทับถมเจ้าของมาเท่าไร สัตว์โลกแต่ละตัว ๆ ตายกองกันอยู่แบบเดียวกันหมด ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากัน นี่จุตูปปาตาญาณ ทีแรกก็ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติย้อนหลังของพระองค์ได้มาแต่กัปไหนกัลป์ใด รู้มาหมด ตายกองกัน ๆ ศพเจ้าของนั้นแหละ เป็นภพต่าง ๆ ชาติต่าง ๆ ตายกองกันมาเรื่อย ประสมประเสไปด้วยความทุกข์ความทรมาน

ออกจากนี้เป็นยังไง สัตว์ก็มีเหมือนกันกับเรานี้หรือไม่มี พิจารณา จุตูปปาตญาณ บรรลุในมัชฌิมยาม มองดูสัตว์ทั้งหลายที่เกิดตาย ๆ กองกันอยู่นี้เหมือนกันกับเราไม่มีอะไรผิดกันเลย นี่ละอันดับที่สอง พอเห็นสัตว์ทั้งหลายกับเราตายแบบเดียวกันเลย นับไม่ได้คน ๆ หนึ่งนับศพไม่ได้ แบกกองทุกข์มาสักเท่าไรนับไม่ได้ เป็นเพราะอะไรเป็นสาเหตุ จึงต้องมาตายกองกันอยู่ทั้งเขาทั้งเรา พิจารณาหาสาเหตุ นั่นละท่านเรียกว่า ปัจจยาการ อริยสัจแหละที่นี่เข้าปัจจยาการ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา พิจารณาเข้าไป ๆ  เมื่อมีอวิชชาก็มีสังขาร มีวิญญาณรอบตัวของมันอยู่นั้น พิจารณาเข้าไปถอนรากแก้วมันคืออวิชชาพรวดขึ้นมาแล้วพวกนั้นก็ดับไปหมด สังขารดับ วิญญาณดับ นามรูปดับ ดับไปหมดเมื่อตัวใหญ่นี้ดับแล้วไม่มีอะไรเหลือ สว่างจ้าขึ้นมา นั่นละพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ พิจารณาปัจจยาการ ตัวที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดตายกองกันอยู่นี้คืออันนี้ เมื่อพิจารณาอันนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วหมด ทีนี้ไม่มีอะไรที่จะมาเกิดอีกแล้ว ความตายอีกแล้วก็ไม่มี ความเกิดอีกแล้วก็ไม่มี ธรรมชาตินี้ไม่ใช่ธรรมชาติที่ตาย ธรรมธาตุคือจิตดวงนี้เอง

ลงนรกหมกไหม้ที่ไหนก็ยอมรับว่าทุกข์แต่ไม่เคยฉิบหาย คือจิตดวงนี้ บัดนี้ได้สลัดปัดออกหมดแล้วขึ้นชื่อว่าสมมุติมีกิเลสเป็นสำคัญ เป็นต้นเค้าแห่งสมมุติคือกิเลส พอกิเลสดับลงไปแล้วไม่มีอะไรเหลือ นั่นละเป็นธรรมธาตุล้วน ๆ ท่านไม่ถามใคร นี่ละตรัสรู้ธรรม ทีนี้เวลาพิจารณาเข้าไป เมื่อถึงขั้นนี้แล้วก็ดังที่พูดเหมือนหนึ่งฟ้าดินถล่ม เขาก็อยู่ของเขานั่นแหละฟ้าดิน แต่มันเป็นอยู่ในตัวของเรานี่ กายหมุนติ้วเลยเทียว นั่นเป็นยังไง ระหว่างกิเลสกับใจที่ขาดสะบั้นจากกันนี้หมุนติ้วเลย นั่นละที่ว่าน้ำตาร่วง มันเป็นเองนะน้ำตาพังออกมา

โห ขึ้นอุทานนะ ไม่ใช่ธรรมดา ก็เราไม่เคยรู้เคยเห็นสิ่งที่เป็นประจักษ์อยู่ในหัวใจเวลานี้มันครอบโลกธาตุมันเห็นไปหมดจะว่าไง โถ เป็นอย่างนี้เชียวหรือ อัศจรรย์นี้แล้วก็ หือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอ ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตรัสรู้ยังไง ตรัสรู้อย่างที่เราเป็นนี่น่ะ แล้วธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละหรือ มันจ้าหมด อย่างนี้ละหรือธรรมแท้ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละหรือ ๆ รวมมาเป็นอันเดียวกันแล้วเป็นธรรมแท่งเดียว ธรรมธาตุแล้ว พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละหรือ จากนั้นก็ประมวลละที่นี่ เหอ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง นี่เราเคยคิดไว้เมื่อไรแล้วทำไมมันจึงขึ้นเวลานั้น มาเป็นอันเดียวกันแล้ว

ดังที่เคยเรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบว่า น้ำไหลมาจากที่ไหนลงมาหามหาสมุทรเป็นอันเดียวกันเท่านั้น อันนี้ก็เหมือนกัน ท่านผู้บำเพ็ญศีลธรรมด้วยบารมีของตนมาจากวงศ์สกุลใด ชาติใด วรรณะใดก็ตาม สร้างมาทำมาเมื่อแก่กล้าสามารถก้าวเข้าสู่ความหลุดพ้น ๆ ใกล้เข้าไปทุกที ๆ พอถึงความหลุดพ้นผึงเท่านั้น นี่ถึงน้ำมหาสมุทรแล้ว ผู้นี้พ้นทุกข์แล้ว เข้าเป็นอันเดียวกันแล้วกับมหาสมุทร เข้าเป็นอันเดียวกันแล้วกับมหาวิมุตติมหานิพพานเหมือนพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย นี่ท่านเป็นอย่างนั้น แล้วไม่ถามใครนี่นะพูดจริง ๆ จะว่าอวดหรือไม่อวด

สิ่งเหล่านี้เราก็ไม่เคยคิด พุทโธ ธัมโม สังโฆ คิดมาตั้งแต่วันอ้อนวันออก พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ระลึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ กราบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาตั้งกัปตั้งกัลป์ก็ว่าได้นี่นะ แต่วันนั้นมันเป็นยังไงมันจึงมาพลิกออกมา แล้วไม่สงสัยเสียด้วยที่ว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง นี่เราเคยคิดเมื่อไร มันเป็นแล้วนั่น ถึงพูดออกตามความเป็นแล้ว แล้วไม่สงสัยเสียด้วย นี่ละธรรมแท้ ท่านเรียกธรรมธาตุ ที่ว่า ธรรมธาตุ ๆ ครอบโลกธาตุคือธรรมธาตุ แล้วธรรมสูญหายไปไหน ก็เหมือนกิเลสไม่เคยสูญหาย มันมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าใครเอื้อมไปตามมันหรือให้มันฉุดลากแล้วก็ตายไปเลยจมไปเลย ลบบาปบุญนรกสวรรค์ แต่กองทุกข์ที่จะเผาหัวตัวเองมันไม่ยอมลบน่ะซี กิเลสมันไม่บอกให้ลบนะ ลบกองทุกข์อันนี้เสียด้วยการสร้างคุณงามความดี อย่าทำบาป มันไม่ได้บอกอย่างนี้ กลัวสัตว์โลกจะไม่ทำบาป พากันจำเอานะ วันนี้ก็เต็มเหนี่ยวแล้วสอน เอาละพอ

เรามีวาสนาทุกคนอย่าลืมเนื้อลืมตัวนะ กิเลสมันทำให้คนพองตัวให้ลืมตัวขึ้นเป็นลำดับ เรียนมามากน้อยเพียงไรก็ตามถ้าไม่มีธรรมเข้าแทรกแล้ว จะลืมเนื้อลืมตัวไปเรื่อย ๆ  กิเลสทำให้คนผยองพองตัวลืมตัวนะ ถ้าธรรมแทรกเข้า ๆ ไม่ลืม รถจะวิ่งเร็วขนาดไหนก็ตามเบรกมีอยู่ พวงมาลัยมีอยู่ ผู้ขับรถขับอยู่ เขาจะหมุนไปตามความต้องการแคล้วคลาดปลอดภัยตลอดไป นี้ความรู้วิชาเราได้มากน้อย ธรรมมีอยู่ สติธรรม ปัญญาธรรม มีอยู่ ก้าวเดินของตัวเราให้เป็นไปด้วยความราบรื่น ความประพฤติปฏิบัติ หน้าที่การงานทุกอย่างเป็นไปด้วยอรรถด้วยธรรม เรียบ คนมีธรรม เข้าใจไหม เอาละพอ

 

อ่านธรรมะหลวงตาวันต่อวัน ได้ที่ www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก