หลักใหญ่ของพระกรรมฐาน (ก่อนปาฏิโมกข์)
วันที่ 3 ธันวาคม 2527
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด

เทศน์อบรมพระก่อนปาฏิโมกข์ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๒๗

หลักใหญ่ของพระกรรมฐาน

วงกรรมฐานเราต้องเป็นวงงบเงียบสงัด หนักแน่นในข้อวัตรปฏิบัติในการประพฤติปฏิบัติศีลธรรมและจิตตภาวนา เป็นหลักใหญ่ของพระกรรมฐาน พระพุทธเจ้า พระสาวกทั้งหลายท่านดำเนินมาอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นวัตถุเครื่องอาศัย ทำไมจะให้เป็นใหญ่เป็นโตมาเหยียบย่ำหัวใจแหลกเหลวไปหมด อยู่ที่ไหนมีแต่เรื่องวัตถุเหยียบย่ำเข้าไป ๆ เลยตื่นกัน ตื่นวัตถุกัน วัดเรานี้ลองเปิดดูซิมันแหลกไปนานแล้วนะ ถ้ากุฏิก็คนนั้นจะเอาหลังคนนี้จะเอาหลัง ทั้งเป็นของส่วนตัว ทั้งจะมาปลูกให้พระ ใครจะเอากี่ชั้น มากต่อมากที่มาติดต่อเรา เราไม่ให้

ไม่มีใครเป็นใหญ่ยิ่งกว่าหลักธรรมหลักวินัยที่เป็นหลักปกครองโลก เราเอาตรงนั้นนะ จะเอาเรื่องของบุคคลเข้ามาทำลาย เห็นแก่หน้าโมกโขโลกนะอย่างนั้นไม่ได้ แหลกหมดส่วนใหญ่ เมื่อส่วนย่อยไปทำลายส่วนใหญ่ให้แหลกหมดแล้วจะอาศัยอะไร คนส่วนไหนก็ตามต้องพึ่งส่วนใหญ่ หลักใหญ่คือหลักปกครอง ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าทำให้โลกเสียหายที่ตรงไหนไม่เห็นมี มีแต่โลกทำความเสียหายแก่อรรถแก่ธรรมและแก่ตัวเองเท่านั้น หลักใหญ่อยู่ตรงนั้น จึงต้องได้ระมัดระวังเสมอ

ตื่นอะไรปัจจัย ๔ ฟังซิ ปัจจัยเพียงเครื่องอาศัยเครื่องสนับสนุนไปเท่านั้น ถ้าเราฉลาดก็เพียงเครื่องอยู่อาศัยให้เป็นความสะดวก ถ้าไม่ฉลาดก็นี่ละมันฆ่าคน สกฺกาโร ปุริสํ หนฺติ ลาภสักการะย่อมฆ่าบุรุษโง่ นั่นฟังซิ นี่แหละมันฆ่าคนไม่ฉลาด โง่ต่อมัน ก้มหัวให้มัน มันก็เหยียบเอา ๆ แหลก ต้องก้มต่อธรรมซิ หลักธรรมหลักวินัยมีอยู่ตรงไหนนั่นละศาสดาอยู่ตรงนั้น ให้ยึดตรงนั้น ท่านว่ายังไงนั่นละศาสดาอยู่ตรงนั้น ๆ ความเลิศความวิเศษจะอยู่ตรงนั้น

เดินเข้าไปก้าวเข้าไปทุกข์ยากลำบากไม่สำคัญ เป็นเรื่องของกิเลสกีดกั้นต่างหาก ความเห็นว่าทุกข์ยากลำบากอย่างนั้นอย่างนี้มีแต่เรื่องของกิเลส มันกีดมันกันไม่ให้ก้าวเข้าสู่ความดิบความดีซึ่งเป็นทางอันเลิศประเสริฐ ตลอดถึงผลอันเลิศประเสริฐที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ และพระองค์ก็เคยประสบพบเห็นมาแล้วอย่างประจักษ์พระทัย ด้วยความฝ่าฝืนกิเลสต่อสู้กิเลสนั่นแหละ จึงต้องเอาจริงเอาจังซินักปฏิบัติ

นี่มองไปไหนขวางตาอยู่ตลอดเวลา ฟังก็ขวางหู มันคึกมันคะนอง เดินมาก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ เป็นยังไง ตามองไปก็ขวางตา ไม่ใช่กิเลสขวางธรรมจะเป็นอะไรไป ถ้าธรรมแล้วไม่ขวาง ถ้ากิเลสแล้วขวาง ไม่ว่าจะผ่านมาทางหูทางตาทางไหนขวางทั้งนั้น ถ้าเป็นเรื่องของกิเลส ไม่เคยลงรอยกับธรรมเลย ให้ทราบทุกคนมาศึกษานั่นละ ที่ว่ามันขวางคืออะไร คือมันทำลายตนแล้ว คนอื่นอยู่ไกล ๆ ยังไปมองเห็น เจ้าของเองยังไม่รู้ มันเผาอยู่แล้วนั่น การปฏิบัติธรรมไม่สังเกตตัวเองจะสังเกตอะไร

ศาสดาอยู่ตรงไหน อยู่กับธรรม อย่าไปคิดกาลโน้นกาลนี้ คว้าน้ำเหลว ตื่นข่าวกัน ให้ดูอรรถดูธรรม ท่านสอนว่ายังไง ๆ นั่นละคือองค์ศาสดากำลังเสด็จต่อหน้าเราให้เห็น หรือประทับอยู่ต่อหน้าเราตรงนั้นละ มีอดีตอนาคตที่ไหน สัทธรรมเป็นความจริงอยู่ตลอดเวลามีอดีตอนาคตที่ตรงไหนไม่เห็นปรากฏ แล้วกิเลสมีอดีตอนาคตที่ตรงไหน มันเหยียบย่ำหัวใจของสัตวโลกมาตลอดไม่ทราบว่ากี่กัปกี่กัลป์มาแล้ว โลกมีมาตั้งแต่เมื่อไรนั่นแหละกิเลสครอบหัวโลกมาตั้งแต่นั้นละ มีสมัยมีกาลที่ไหน เวลาจะเอาธรรมไปแก้กิเลสทำไมศาสดาอยู่ตรงโน้น สาวกอยู่ตรงโน้น ธรรมอยู่ตรงโน้นคว้ามาแก้กิเลสแล้วคว้าไม่ทัน ว่าพระพุทธเจ้านิพพานไปนานแล้ว นั่นกิเลสมันหลอกเอา ๆ มันเหยียบหัวคนอยู่ใกล้ ๆ ทำไมไม่ดู กิเลสไม่เห็นมันไปไหน ธรรมจะมาแก้กิเลสทำไมอยู่ไกลนัก

ศาสนธรรมสอนว่ายังไง นั่นละเครื่องแก้กิเลสอยู่ตรงนั้น ศาสดาอยู่ตรงนั้น พระพุทธเจ้าสอนสด ๆ ร้อน ๆ ธรรมและวินัยนั้นแลจะเป็นศาสดาแทนเราตถาคตเมื่อเราผ่านไปแล้ว แน่ะ สด ๆ ร้อน ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เรายอมกราบราบเลย สอนตรงไหนดำเนินตามนั้นเห็นตรงนั้น ถ้าปลีกแวะจากนั้นตรงไหนกิเลสเหยียบย่ำตรงนั้น เอาไปกินตรงนั้นแหละ กิเลสหั่นหอมหั่นกระเทียมอยู่บนหัวเราทุกวัน ๆ เห็นไหม ให้เอาธรรมะเข้าไปหั่นหอมหั่นกระเทียมฟัดหัวกิเลสลงมายำกินดูสักทีซิอร่อยไหมกินกิเลส มีแต่กิเลสกินเรา

ยิ่งมามาก ๆ เหลว ๆ ไหล ๆ ไปหมด มันขวางหูขวางตา ไม่พูดเฉย ๆ นี่แหละ พอมองเห็นพับเห็นแล้วจะทำยังไง ไม่ได้ตั้งจิตตั้งใจที่จะเพ่งโทษเพ่งกรณ์หมู่เพื่อน แต่เราในฐานะสั่งสอนหมู่เพื่อน ในฐานะเป็นอาจารย์สอนด้วยความเมตตาสงสารทุกสิ่งทุกอย่าง มองดูด้วยความระแวดระวัง มองดูด้วยความรักความสงวน มองดูหมู่เพื่อนไม่ได้มองดูด้วยความเกลียดความชังนี่นะ มองดูด้วยความเมตตาสงสารจริง ๆ บกพร่องตรงไหนรีบบอก ๆ

มันเกินกว่าที่จะบอกทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะมากต่อมาก มีปากเดียวมีตาเดียวเท่านี้ มันไม่ไหวก็นิ่งเหมือนคนใบ้คนบ้าไปเสีย ผ่านไปเฉย ถ้าจะพูดก็ไม่ทราบว่าจะพูดว่ายังไง ถ้ามี ๑๐ ปาก โอ๋ย ไม่ได้หยุดปากแหละ คนนั้นเคลื่อนตรงนั้น คนนี้เคลื่อนตรงนี้ ปากนี้จะต้องว่าให้คนโน้น ปากนั้นว่าให้คนนั้นอยู่ตลอด มี ๓๐ คนเราต้อง ๓๐ ปาก จะต้องได้ว่าให้ทุกคน ปากนี้ว่าให้องค์นั้น ปากนั้นว่าให้องค์นี้ จะได้ตาย ตาก็เหมือนกันต้องมีหลาย ๆ ลูกตาไม่งั้นไม่ทัน มันรวดเร็วเรื่องของกิเลส มันรวดเร็วขนาดนั้นแหละธรรมจนมองไม่ทัน เรายังไม่รู้อีกเหรอว่ากิเลสรวดเร็ว ยังมาสบายอยู่เหรอ

สอนไว้หมดแล้วเรื่องกลมายาของกิเลสแหลมคมขนาดไหน สอนไว้หมดตามในเทปในอะไรก็ดี นั้นแหละความจริงเป็นอย่างนั้น ถ้าอยากจะทราบก็ เอ้า ฟิตเข้าไปซิสติปัญญา ไม่ต้องบอกไม่ต้องถามใครละ จะรู้ขึ้นภายในใจ กิเลสมาไม้ไหนธรรมะไปไม้ไหน แก้กันตรงไหน ๆ หลายสันหลายคมขนาดไหน ธรรมะหลายสันหลายคมขนาดไหน ทันกันยังไง ฆ่ากันยังไงบอกเอง นี้ละที่เรียกว่าปัญญาของธรรม ผิดกันกับปัญญาที่ศึกษาเล่าเรียนมาเป็นคนละโลกโน่นจะว่าอะไร

เราเรียนมาเป็นความจำ ปัญญาออกจากความจำเป็นธรรมดาคิดอ่านธรรมนี้ เป็นเรื่องของโลกไปธรรมดา แม้ธรรมก็ธรรมพื้น ๆ ธรรมกระพี้ ถ้าลงเป็นปัญญาของธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้ว ภาวนามยปัญญาเอาดูซิ นั่นละภาวนามยปัญญาแท้ นั่งอยู่ไหนก็หมุนติ้ว ๆ เป็นของตัวเอง ๆ ไม่ต้องไปหามาจากใคร เอ้า ข้าศึกขึ้นมาตรงไหน สติปัญญาเป็นของตัวเองจะขึ้นทันที ๆ ตามกันเลย ๆ จนกิเลสแหลกละเอียดไปหมดไม่มีอะไรเหลือ นั่นละปัญญาซึ่งเป็นของตัวเอง ปัญญาในธรรมะทางภาคปฏิบัติแท้เป็นอย่างนั้น เอามาฆ่ากิเลสด้วยภาคปฏิบัติ

ปัญญาภาคปฏิบัติพื้น ๆ ก็ต้องอาศัยสัญญานี้เสียก่อนเมื่อยังไม่เกิดนั้นก้าวไป เมื่อถึงแล้วเห็น ท่านพูดไว้นี้ท่านโกหกเมื่อไร ศาสดาเป็นองค์โกหกโลกเหรอ แล้วครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านเป็นครูบาอาจารย์โกหกโลกเหรอ มันถึงไม่ถึงใจเราเหมือนกิเลสย่ำหัวใจอยู่ตลอดเวลา

เอาละพอ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก