โลกกับธรรม (ก่อนปาฏิโมกข์)
วันที่ 5 กรกฎาคม. 2525
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด

เทศน์อบรมพระก่อนปาฏิโมกข์ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๕

โลกกับธรรม

พระครั้งพุทธกาลท่านเที่ยวตามรุกขมูลร่มไม้เป็นชั่วกาลที่ออกพรรษาแล้ว เมื่อเข้าพรรษาก็หาที่มุงที่บัง มุงบังก็พอมุงบังแดดฝนเพื่อได้บำเพ็ญสมณธรรมเท่านั้น ในครั้งพุทธกาลสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ พาสาวกทั้งหลายอยู่บำเพ็ญในที่เช่นนั้น สถานที่นั้นทางโลกถือว่าไม่หรูหรา แต่ทางด้านธรรมะแล้วสถานที่เช่นนั้นแลเป็นสถานที่หรูหราเพื่ออรรถเพื่อธรรม คือหรูหราในทางด้านอรรถธรรม เพราะธรรมกับโลกต่างกัน ถ้าธรรมเป็นแบบโลกแล้ว ธรรมก็ไม่ใช่ธรรม ต้องกลายเป็นโลกไปหมด นี่ธรรมคงเป็นธรรม โลกเป็นโลกเรื่อยมาก็เพราะความแปลกต่างกัน จึงได้ให้นามว่าโลกและธรรม

ฉะนั้นผู้บำเพ็ญปฏิบัติจงอย่าลืมคำว่าธรรมกับโลก แม้อาศัยกันอยู่ก็ไม่เหมือนกัน ความคิดของนักบวชกับความคิดของฆราวาสทั่ว ๆ ไปนั้นไม่เหมือนกัน กิริยาแสดงออกทุกอย่างจึงจะให้เหมือนกันไม่ได้ ต้องเป็นแบบธรรมอยู่เสมอ ความคิดเรื่องใดก็ตามซึ่งเคยคิดมาแต่ก่อนที่เป็นนิสัยของฆราวาสหรือของโลก เมื่อเข้ามาบวชในศาสนาแล้วความคิดต้องเปลี่ยนไปหมด กิริยาอาการต้องเป็นไปตามเรื่องของธรรมทั้งนั้น

เรื่องของธรรมก็คือเรื่องชำระสะสางสิ่งที่รกรุงรังอยู่ภายในจิตใจ ซึ่งฝังมาเป็นเวลานานนั่นแล ด้วยเหตุนี้ทุกอากัปกิริยาแห่งการเคลื่อนไหว จึงเป็นการชำระสะสางสิ่งไม่ดีทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา ผู้ปฏิบัติจะถือเอาความท้อถอยอ่อนแอมาใช้นั้น ย่อมเป็นการขัดต่อหลักธรรมของผู้บำเพ็ญเพื่อการชำระสะสาง อย่าลืมตัวในตอนนี้ซึ่งไม่ค่อยได้คิดกัน

สิ่งที่สกปรกทั้งหลายเป็นพื้นอยู่ภายในจิตใจแล้ว โดยไม่ต้องหากาลหาเวล่ำเวลาสถานที่อิริยาบถ มันก็เป็นสิ่งที่สกปรกอยู่ภายในใจประจำตัวอยู่แล้ว แต่การชำระสะสางเรานั้นมีมาได้เป็นบางกาลบางเวลา เพื่อจะให้ทันกันกับสิ่งที่เป็นพื้นฐานอยู่ภายในใจแล้ว จึงควรตั้งหลักลงภายในตัวเองเสมอ ด้วยอาการแห่งผู้ชำระ

สติเป็นพื้นอันสำคัญที่จะชะล้างสิ่งที่เป็นพื้นอยู่ภายในใจ ปัญญาเครื่องแผ้วถาง แผ้วถางไปเรื่อย ๆ นี่แหละที่ว่า พุทฺธํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราท่านดำเนินอย่างนั้น ท่านไม่ลืมเนื้อลืมตัว ความไม่ลืมเนื้อลืมตัวก็คือไม่ลืมธรรมนั่นเอง ความลืมตัวก็คือความลืมธรรมและทำลายตัวเองในขณะที่ลืมตัว

พระมีจำนวนมากย่อมไม่สะดวกต่อการบำเพ็ญ คือไม่คล่องตัว แต่จะทำอย่างไร ต่างองค์ก็มีจิตใจมีเจตนาเหมือนกัน เท่าที่ผมรับหมู่เพื่อนไว้ด้วยความขัดข้องในใจตามนิสัยวาสนาอาภัพไม่กว้างขวางนั้น ก็เพราะคิดเห็นเรื่องเจตนาของผู้มาศึกษาจึงทนรับไว้ และเราก็เคยเป็นผู้น้อยมาแล้ว เวลาเสาะแสวงหาครูหาอาจารย์แทบเลือดตากระเด็น เราก็เป็นผู้ไม่ดีไม่สามารถพึ่งตัวเองได้อยู่แล้ว ไปเสาะแสวงหาครูหาอาจารย์ที่ไม่สะดวกทางตาทางหู เวลาได้เห็นได้ยินได้ฟัง ไม่กลมกลืนกับหลักธรรมหลักวินัยเราก็ไม่สนิทใจ จึงต้องเสาะแสวงหาให้เป็นที่จุใจ ให้เป็นที่พอใจ เป็นที่ตายใจได้ เพื่อความหวังพึ่งท่าน นี่จึงเป็นการลำบากมาแล้ว เมื่อมาคิดเห็นหมู่เพื่อนซึ่งมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน แม้จะเห็นว่ามีมากก็จำเป็นต้องฝืนเอาบ้าง นี่ละเท่าที่หมู่เพื่อนมีจำนวนมากโดยลำดับขึ้นมา ก็เพราะความรู้สึกอย่างนี้ของผมเอง

ตามธรรมดาแล้วมีน้อยนั่นแหละสะดวกทุกสิ่งทุกอย่าง คล่องตัว นี่ก็เพราะหัวใจหลายดวงซึ่งมีเจตนาอย่างเดียวกันมารวมกัน จึงให้คิดเห็นใจแต่ละดวง ๆ เทียบสัดส่วนให้ได้ ท่านกับเราอย่าให้ขัดข้องกัน พระปฏิบัติขัดข้องกันแม้เพียงเล็กน้อยก็เหมือนผงเข้าตา น้อยก็ตามผง แต่ลงถ้าได้เข้าตาแล้วเป็นความขัดข้องมาก ฆราวาสเขามันชินชาเรื่องอย่างนั้น ก็เหมือนกับหลังหมีนั่นเอง มันดำไปหมดก็ไม่ทราบว่าอะไรสกปรก อะไรมาถูกมาเปื้อนไม่รู้ มันดำเหมือนหลังหมี

แต่ผู้ปฏิบัติเพื่อชำระสะสางสิ่งที่สกปรกนั้นย่อมเป็นเหมือนผ้าขาว ถูกอะไรแปดเปื้อนนิดก็เด่นมาก เห็นชัด ขัดหูขัดตาขึ้นทันที พระนักปฏิบัติเรามีความขัดข้องต่อกันซึ่งไม่ใช่เจตนาของผู้ปฏิบัติเลยนั้น จึงเป็นสิ่งที่ขัดข้องมาก แม้นิดหนึ่งก็ขัดข้องมาก กระเทือนไปทั่วทั้งวัด จึงพากันสำรวมระวัง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่หยาบโลนมาก ไม่สมควรที่จะให้เข้ามาเกี่ยวข้องในวงปฏิบัติ เฉพาะอย่างยิ่งแม้คิดขึ้นภายในจิตใจ ก็ให้รีบระงับดับมันทันที ว่านี้คือฟืนคือไฟ นอกจากเผาตัวเราที่ก่อขึ้นแล้ว ยังจะระบาดสาดกระจายไปเผาลนหมู่เพื่อนที่อยู่ร่วมกัน ให้ได้รับความเดือดร้อน กระทบกระเทือนไปไม่มีประมาณอีกด้วย จึงต้องระวังให้มาก

อยู่ด้วยกันด้วยความเป็นธรรม มีเหตุมีผล ในการคิดการพูดการแสดงออกทุกแง่ทุกมุมมีเหตุผลคือหลักธรรม และมองกันในแง่ดีเสมอ ในแง่เป็นธรรมนั้นแหละคือแง่ดี แง่เหตุผลและแง่แห่งความเมตตา ให้อภัยกันอยู่เสมอ ความถือคนนั้นผิดคนนี้ถูกจนเป็นอารมณ์ข้องใจนั้น ก็คือถือฟืนถือไฟสำหรับผู้ถือเช่นนั้น นั่นละความถือความคิดเช่นนั้นเป็นความผิดสำหรับผู้คิดผู้ถือนั่นแหละ แทนที่ผู้ที่ตนเข้าใจว่าผิดนั้นจะผิด กลับมาเป็นผู้คิดผู้ถือนั้นผิดเสียเอง จึงต้องระมัดระวัง

การแก้กิเลสอันเป็นเจ้าอำนาจของวัฏจิตวัฏวนภายในจิต ก็ทราบกันอยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่แก้ยากลำบาก ไม่แก้ยากไม่ลำบากพระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงทุ่มเทพระสติกำลังความสามารถเรื่อยมาจนได้ถึงขั้นแห่งความเป็นศาสดา แม้เช่นนั้นขณะที่สอนโลกก็ทรงลำบากลำบนไม่น้อย จนกระทั่งวันปรินิพพาน เพราะกิเลสเป็นสิ่งที่เหนียวแน่นมั่นคงมาก ดังที่เคยพูดอยู่เสมอมา

ไม่มีอะไรจะฉลาดแหลมคมและแยบคายในอุบายต่าง ๆ ที่จะหลอกลวงสัตวโลกให้เคลิบเคลิ้มและหลงตามไปได้เหมือนกิเลสเลย ถ้าหากไม่มีธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ก็เรียกว่ามีอันเดียวเท่านั้นเป็นเจ้าอำนาจครอบโลกธาตุ โดยที่โลกทั้งหลายซึ่งถูกมันครอบงำนั้นไม่รู้ตัวเลยว่ามันครอบงำ ละเอียดขนาดไหนฟังเอา ต่อเมื่อมีอรรถมีธรรมเข้าแทรก จึงจะรู้ได้ว่าสิ่งนั้นผิดสิ่งนี้ถูก หากไม่มีธรรมแล้วไม่มีทางจะรู้ ตลอดอนันตกาลก็เป็นอยู่อย่างนั้น นี่ซิการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงเป็นเรื่องอัศจรรย์ มหัศจรรย์ ไม่มีใครรู้ได้อย่างนั้นเลย พระองค์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นสามารถรู้ได้

นี่เราก็ได้รับโอวาทคำสั่งสอนของท่านมาเป็นประจำอยู่แล้ว เท่ากับล้างมือเปิบ ก็ยังจะไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร จะหาของดิบของดีสารคุณมาจากที่ไหน คำว่าสวากขาตธรรมนั้นใครกล่าวได้เหมือนพระพุทธเจ้า ว่าตรัสไว้ชอบแล้วนั่น เอาอะไรมาชอบ หัวใจมันผิดเต็มดวงแล้วจะเอาอะไรมาชอบ มากล่าวชอบทำชอบ พระพุทธเจ้าท่านทั้งรู้ทั้งเห็นทั้งละทั้งถอนในสิ่งไม่ดีทั้งหลายหมดโดยสิ้นเชิง มีแต่พระธรรมที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ ในพระทัย ที่ตรัสออกมาด้วยความรู้ความเห็นทั้งเหตุทั้งผลที่ชอบแล้วภายในพระทัย จึงเป็นความชอบไปหมดในบรรดาธรรมที่แสดงออก ผู้นำมาปฏิบัติก็จะถือเป็นความลำบากลำบนแล้วก็หมดหนทาง

ให้พากันพยายามตะเกียกตะกาย แม้ผู้มาบวชช่วงเวลาเพียงเล็กน้อยก็อย่าให้เสียเวล่ำเวลากำลังวังชา ที่เราประกอบการงานทั้งหลายก็เคยได้ประกอบมาแล้ว นี่งานทางด้านจิตใจซึ่งเป็นงานอัตสมบัติ สมบัติของตนโดยเฉพาะเป็นพื้นฐานแล้ว ต้องให้มีเวล่ำเวลาทำ ให้ได้ระลึกถึงเวลาจำเป็นจำใจกาลหน้ากาลหลัง ให้เป็นที่อบอุ่นภายในใจ สงสัยอะไรก็ถามหมู่เพื่อน หนังสือก็มีอยู่มากสำหรับวัดนี้ เทปก็มีอยู่มากที่แสดงไว้ แม้ผมไม่ได้แสดงให้ฟังด้วยปาก เทปก็ออกจากปาก ออกจากธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว นำเทปนั้นไปฟังก็เหมือนแทนองค์ศาสดานั่นเอง เพราะนั้นก็สวากขาตธรรมเหมือนกัน

การแสดงมาทั้งมวลผมเรียนหมู่เพื่อนโดยตรงว่าผมไม่ได้สงสัย ว่าจะผิดไปในการแสดงธรรมไม่ว่าธรรมในขั้นใดภูมิใด ได้แสดงออกด้วยความจริงใจทุกอย่าง ถึงแน่ใจในธรรมทั้งที่สอนหมู่เพื่อนเรื่อยมา เจ้าของเองก็ได้ดำเนินอย่างนั้น หากจะรู้จะเห็นก็เป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น เอ้า ลองดูซิ กิเลสกับธรรมให้แข่งกันดูซิอะไรจะเด่น เอาให้เห็นเหตุเห็นผลในดวงใจของเรานั่นแหละ กิเลสตัวดุร้ายโหดร้ายทารุณ เหยียบย่ำทำลายก็ทำลายที่ใจเรานั้น อยู่ที่ใจเรานั้นเห็นได้ชัด ๆ ธรรมที่จะแก้ก็แก้ที่ใจ สติปัญญาเป็นเครื่องบุกเบิกอันสำคัญ ความเพียรอุตส่าห์พยายามเป็นเครื่องสนับสนุน

เอาให้จริงให้จัง ให้ได้เห็นพิษภัยอยู่ในดวงใจมาเป็นเวลานาน ก็ให้เห็นด้วยธรรม ด้วยสติปัญญาของเรา ละก็ให้ได้ละได้เห็นอย่างชัด ๆ ในใจของเรา ว่าละกิเลสได้แต่ละประเภท ๆ หรือกิเลสแต่ละประเภทเบาบางลงไป ปรากฏความเด่นของจิต คุณค่าของจิต คุณค่าของธรรมอย่างไรบ้างภายในใจ ต่างกันไหมกับเรื่องของกิเลสครองใจ กับธรรมครองใจต่างกันไหม จะเห็นที่ดวงใจนั่นแหละ

อย่าไปคาดไปหมายที่อื่นเรื่องมรรคผลนิพพาน กาลสถานที่อย่าคาดหมายให้เสียเวล่ำเวลา จะเสียท่าให้กิเลสซึ่งไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาใด ๆ แต่เหยียบย่ำทำลายจิตใจของสัตวโลกอยู่ตลอดเวลา การประกอบความพากเพียรเพื่อจะชำระสิ่งเหล่านี้ จึงไม่ควรอ้างกาลสถานที่เวล่ำเวลา ไม่ใช่เป็นเรื่องชำระหรือฆ่ากิเลส แต่เป็นเรื่องส่งเสริมกิเลสโดยถ่ายเดียวเท่านั้น

เอาให้เห็นซิคำว่าประเสริฐ พระพุทธเจ้าประเสริฐ ประเสริฐที่ตรงไหน กิเลสไม่ได้พาคนประเสริฐ ธรรมต่างหากพาคนให้ประเสริฐ และความท้อถอยอ่อนแอไม่สามารถจะยังคนให้ดีได้ ต้องเป็นความขยันหมั่นเพียรอุตส่าห์พยายาม ความโง่ก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้โลกทั้งหลายโง่ แต่สอนให้ฉลาดทันกลมายาแห่งความโง่ของตนต่างหาก จึงทำความพยายาม

ผมจะให้การอบรมหมู่เพื่อนตามเวล่ำเวลาที่ต้องการเหมือนแต่ก่อน เป็นไปไม่ได้แล้วทุกวันนี้ เพราะภาระก็มาก สุขภาพก็ลดลง ๆ จึงจะให้เป็นไปอย่างที่เคยเป็นมาไม่ได้ แต่ก็ยังดีที่ได้มีเทปให้หมู่เพื่อนได้ยินได้ฟังเสมอ ตามแต่ความต้องการจะฟังมากน้อย ไม่ว่าประชาชนที่มาเกี่ยวข้องในวัดก็ได้อาศัยเทปฟังแทนผมเอง ซึ่งสุขภาพเรานี้ไม่อำนวยแล้ว ก็อยู่เสี่ยง ๆ กันไปอย่างนั้นวันหนึ่ง ๆ ไม่แน่ใจเลย ยิ่งโรคหัวใจนี้ตายได้ง่ายมาก คิดดูเมื่อวานนี้ปลงผมอยู่มันยังเป็นอยู่ภายใน นั่นเวลาจะเป็นมันเป็นอย่างนั้น ครู่เดียว

ข้อวัตรปฏิบัติให้ดูผู้อยู่ก่อน ผู้มาใหม่ให้ดูให้ศึกษาทุกแง่ทุกมุม ทางตาก็ให้สังเกตสอดรู้ หูให้ฟัง ใจให้คิด กิจการทุกอย่างที่ว่าเป็นข้อวัตรปฏิบัติแล้ว เป็นความจำเป็นของพระเราทุกองค์ ของทุกชิ้นในวัด สถานที่ในวัด เป็นสมบัติของเราแต่ละท่าน ๆ ที่จะต้องเก็บกวาดระมัดระวังรักษาด้วยกัน ความสามัคคีนั่นละคือธรรมมีกำลังมาก ธรรมเป็นเครื่องที่จะยังกันและกันให้มีความผาสุกร่มเย็นต่อกัน ให้ถือว่าเป็นภาระของเราแต่ละองค์ ๆ ที่จะจัดจะทำ อย่าเห็นว่านั้นเป็นกิจท่าน นี่เป็นกิจของเรา นั่นมันเรื่องนิสัยของโลก ว่าเอาตัวรอดเป็นยอดดี ดีน่ะดีทางกิเลสแต่ธรรมไม่ปรากฏ เอาตัวรอดนั้นก็หมายถึงการดำเนินตามธรรมต่างหากจะเอาตัวรอดได้ เอาตัวรอดได้แบบความคิดของโลกก็เป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวล จะเอาตัวรอดไปที่ไหน เขาทุกข์เราก็ทุกข์อยู่โดยดีเพราะอาศัยกันอยู่

การรับบาตรอย่าไปมองดูหน้าคน สำรวมระวัง ไม่ว่าบิณฑบาตในบ้านบิณฑบาตที่ไหน กิจวัตรแห่งการสำรวมเป็นสมบัติประจำตนอย่าได้ปล่อยวาง ดูในบาตร พิจารณาในบาตร ปฏิสงฺขาฯ หรือธาตุปัจจเวกขณะ ยถาปจฺจยํ กับ ปฏิสงฺขาฯ คล้าย ๆ กัน ถ้าจะพิจารณาเป็นธาตุมันก็ธาตุทั้งหมด ตัวเราก็ธาตุ บาตรที่ถืออยู่ก็ธาตุ ข้าวก็ธาตุ คนมาใส่บาตรก็ธาตุ ถ้าพิจารณาให้เป็นธาตุเป็นธาตุไปหมด พิจารณาอะไรให้เป็นก็เป็น เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นเพอยู่แล้วที่จะให้ตีแผ่ออกไปในแง่ต่าง ๆ เพื่ออรรถเพื่อธรรมไม่ได้มีอัดมีอั้น พิจารณาไปได้ตามแง่แห่งความฉลาดหนักเบาของผู้พิจารณา

หน้าที่คนละหน้าที่ เขามาใส่บาตรเขาก็เสาะแสวงหาบุญหากุศล เป็นความชอบธรรมและดีงามของเขาอย่างนั้น เราผู้บิณฑบาตเป็นวัตร ท่านหมายถึงอะไร ไม่ใช่ไปหาข้าวมากินเฉย ๆ นั่นไม่เรียกว่าวัตร มันก็ไม่ได้แปลกต่างจากโลกเขา ไปหากินฟังซิ คำว่าบิณฑบาตเป็นวัตรก็คือมีข้อวัตรปฏิบัติประจำตนอยู่ตลอดเวลาในเวลาบิณฑบาต ท่านจึงเรียกว่าบิณฑบาตเป็นวัตร สำรวมระวังพินิจพิจารณาเป็นความเพียรไปในการบิณฑบาต นั้นเรียกว่าบิณฑบาตเป็นวัตร บิณฑบาตแบบโลเลโลกเลกเที่ยวโลภอาหาร อันนั้นก็ไม่ผิดอะไรกับสัตว์ จะเรียกว่าบิณฑบาตโปรดสัตว์ได้ยังไง

เขาทำบุญให้ทานมากน้อยก็ได้บุญได้กุศลจริง ๆ เพราะเราเป็นธรรม บิณฑบาตก็ไม่ได้ไปด้วยความโลเลในอาหาร ไปด้วยกิจวัตร ไปด้วยความมีสติมีธรรมภายในใจ มีความเพียรประจำตน นั่นคือบิณฑบาตโดยแท้ เราจึงว่าโปรดสัตว์คือโปรดเรานั่นเอง สตฺต แปลว่าผู้ข้อง ผู้ยังติดข้องอยู่ในข่ายที่กิเลสครอบหัวใจอยู่นั้น บิณฑบาตโปรดสัตว์ก็คือ แก้จากสิ่งที่ขัดข้องภายในจิตใจโดยลำดับหนึ่ง ผลประโยชน์ที่จะให้เกิดแก่ประชาชนญาติโยมนั้นหนึ่ง ถ้าเราทำอย่างนี้แล้วผลประโยชน์ก็กระจายไปได้ ถ้าไม่อย่างนี้แล้วก็จะไปโปรดใคร แต่โปรดเจ้าของก็ยังไม่ได้ เจ้าของก็เป็น สตฺต แปลว่า ผู้ยังติดยังข้องเหมือนกัน และไม่สนใจจะแก้ตัวเองจะไปแก้ใครได้ล่ะ

พระพุทธเจ้าและพระสาวกท่านโปรดสัตว์ ท่านโปรดท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กลายเป็นเรื่องโปรดสัตว์ภายนอกไปล้วน ๆ ไปที่ไหนเป็นประโยชน์ไปหมด เขาได้เห็นได้ยินได้ฟังก็เป็น สมณานญฺจ ทสฺสนํ การเห็นสมณะผู้ระงับดับกิเลสบาปธรรมทั้งหลายภายในใจแล้วเป็นมงคลอันสูงสุด นั่นท่านกล่าวไว้ในมงคล ๓๘ ประการ

นี่เห็นสมณะแล้ววิ่งเข้าป่าเข้ารก มันสมณะอะไร สมณะแต่ผ้าเหลืองห่อร่างอยู่เฉย ๆ ในตลาดอดอยากเมื่อไรผ้าเหลือง สำคัญอยู่ที่ผู้ครองผ้าเหลืองนั่นซิ โปรดตัวเองให้ได้ โปรดตัวเองได้ก็โปรดคนอื่นได้มากน้อย ถ้าโปรดตัวเองไม่ได้ก็ไม่เกิดประโยชน์ สอนตัวเองไม่ได้สอนคนอื่นได้อะไร แน่ะ เพราะเราไม่มีอะไร แม้แต่ภายในตัวของเราก็ไม่มีที่จะได้เสวยความสุขความสบายความร่มเย็นเป็นสุข แล้วจะเอาความดีไปให้คนอื่นได้รับได้ยังไง จะไปโปรดใครได้ โปรดเจ้าของก็ไม่ได้ ถ้าโปรดเจ้าของได้แล้วการโปรดคนอื่นนั้นเป็นไปตาม ๆ กันนั่นแล แยกกันไม่ออกโลกกับธรรม เพราะธรรมไม่ใช่เรื่องใจดำน้ำขุ่น ผู้ปฏิบัติธรรมรู้ธรรมเห็นธรรมมีคุณธรรมภายในใจ ย่อมแผ่กระจายไปได้โดยหลักธรรมชาติโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบอกความเมตตาสงสารหากเป็นมาเอง ถ้าจิตมีธรรมแล้วเป็นอย่างนั้น

ถ้ามีกิเลสแล้วตรงกันข้าม กลับเป็นความเห็นแก่ตัว โลภมาก เอารัดเอาเปรียบ ฉ้อโกงรีดไถ แล้วแต่จะได้ท่าไหน กิเลสเป็นอย่างนั้น ถ้าธรรมแล้วตรงกันข้าม ๆ ไปเลย เห็นท่านกับเรามีน้ำหนักเท่ากัน มีคุณค่าเท่ากัน เบียดเบียนกันไม่ลง กระทำต่อผู้อื่นก็เท่ากับกระทำต่อตนเอง เพราะฉะนั้นคำว่า ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปทํ สมาทิยามิ ห้ามไม่ให้ฆ่าสัตว์ ก็เท่ากับห้ามไม่ให้ทำลายเรา ไม่ให้เบียดเบียนเรานั่นแล เพราะเป็นองค์อวัยวะที่รักสงวนเหมือนกัน จะฆ่าคนอื่นได้ลงคอ เบียดเบียนคนอื่นได้ลงคอยังไงเมื่อฆ่าหรือทำลายเบียดเบียนตนเองไม่ได้

ปาณาฯ นี้กระเทือนโลกมานานเท่าไร แต่โลกไม่มองเห็นนี่ เพราะกิเลสมันปิดไว้หมดไม่ให้มองเห็นคุณค่าของกันและกัน ทั้งสัตว์ทั้งบุคคลมีแต่มันเสกขึ้นมาว่าเรานี่มีคุณค่าคนเดียวเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่อาศัยสัตวโลกอยู่ ไล่ไปอยู่ในป่าคนเดียวในที่ไหนคนเดียวอยู่ไม่ได้ มนุษย์เราตัวขี้ขลาดมากที่สุด แต่เวลามาอยู่กับเพื่อนฝูงแล้วก็ไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งนั้น เหยียบย่ำทำลายไปได้แหลก เพราะกิเลสเป็นอย่างนั้น แต่ธรรมไม่เป็นอย่างนั้น กลับตรงกันข้าม ๆ สวนทางกันเลย จึงว่ากิเลสมันปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์ ธรรมะนี่จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ สวนทางกันไป


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก