วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘ (ก่อนปาฏิโมกข์)
วันที่ 17 กรกฎาคม. 2528 เวลา 4:00 น. ความยาว 12.35 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระก่อนปาฏิโมกข์ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

ผู้ที่ควรขยับขยายก็ขยับขยายซิมันแน่นจะทำไง จนจะหาที่พักที่อยู่ไม่ได้ ยั้วเยี้ย ๆ ภาวนาจะเอาความสงบมาจากไหน มีแต่พระแต่เณรเต็มอยู่ทั้งวัด สุดท้ายก็สั่งสมแต่ความขี้เกียจขี้คร้าน ก็คือสั่งสมกิเลสนั่นเอง ไม่ใช่มาสั่งสมธรรมกำจัดกิเลส มันกลับตรงกันข้าม สั่งสมกิเลสกำจัดธรรม หากจะมีอยู่บ้างก็กำจัด ถ้ายังไม่มีไม่เกิดก็ตปของกิเลสเผาธรรมแหลกหมด เราว่าแต่ตปธรรม ๆ ตปกิเลสก็มี ส่วนมากโลกทั้งโลกมีแต่ตปกิเลสนั่นละแผดเผาความจริงด้วยความจอมปลอม แสดงออกมาจากภายในแต่ละราย ๆ จะดูยากอะไรดูในหัวใจเจ้าของก็รู้ มันลี้ลับที่ไหนกับเจ้าของ ไม่ได้ลี้ลับ เพราะจิตเป็นผู้ถูกหมุนเอง นอกจากไม่ดู

ไม่ใช่พระเณร ๔๐ กว่าหรือเท่าไร ปีกลายนี้ก็ ๓๕ เวลาขึ้นมันดีดผึง ๆ นะ พอเปิดแย้มประตูรับบ้างเล็กน้อยเท่านี้ประตูพังเลย ปีก่อน ๒๙ ปีกลายนี้ ๓๕ ปีนี้ก็จะ ๔๐ กว่า ๕๐ เข้าไป เราน่ะมันอิดหนาระอาใจด้วยความเคยผ่านมากับเรื่องเหล่านี้ มันเข็ด เข็ดไม่ลืมเสียด้วยนะ เข็ดด้วยเหตุด้วยผลด้วยอรรถด้วยธรรมจะลืมได้ยังไง ถ้าเข็ดด้วยอำนาจของกิเลสนี้ก็ลืม แต่ส่วนมากมักจะลืมในสิ่งที่เป็นสารประโยชน์ ไม่ลืมในสิ่งที่หาสาระไม่ได้ ดังนั้นโลกเราจึงหาความสงบร่มเย็นไม่ได้ เพราะไม่หานี่ หาแต่เรื่องยุ่งเรื่องวุ่นวายแข่งขันกัน โอ้โห ปั้นยอขึ้น

ถ้าเป็นเรื่องของกิเลสแล้วชอบปั้นชอบยอ ชอบส่งเสริมตัวเอง เหยียบย่ำทำลายคนอื่น ชอบมองแต่เรื่องของคนอื่น ไม่มองย้อนลูกศรกลับมาดูตัวเองซึ่งเป็นตัวเหตุบ้างเลย มันก็หาสารคุณไม่ได้ ในใจแต่ละดวง ๆ มีแต่กิเลสมีแต่อธรรม ๆ ก็คือข้าศึกคือกิเลสนั่นเอง พวกจอมปลอมมีอำนาจบนหัวใจมันหลอกได้เหมือนตุ๊กตาหลอกมนุษย์หลอกสัตว์เรา เพลงของมันฉลาดมาก หมุนไปยังไงก็ไปตามหมด ให้ยินดีก็ยินดี ให้ยินร้ายก็ยินร้าย มันกล่อมไปได้ทั้งนั้น รักมันก็กล่อมให้รัก พอใจรักพอใจชัง พอใจเกลียดพอใจโกรธ พอใจหมด ไม่ใช่ด้วยความไม่พอใจด้วยความฝืน มันพอใจทั้งนั้น ทีนี้เวลาไปถึงตัวผลความทุกข์ทรมานแล้ว ไม่พอใจก็จำต้องเสวยซิ เพราะพอใจในเหตุมาแล้วนี่

ยิ่งผมไม่อยู่นี้ก็ได้วิตกวิจารณ์ แม้แต่ผมอยู่ก็ยังเป็นต่อหน้าต่อตา…พระเณรในวัดนี้ นี่ละที่จะทำให้อิดหนาระอาใจ เพราะเคยผ่านมาแล้วแทบล้มแทบตายเกี่ยวกับหมู่กับคณะ กิเลสมันไม่ชอบลงใคร มันชอบยอตัวเอง ถือตัวเองว่าเด่นตลอด ทั้ง ๆ ที่ยิ่งกว่าขี้ก็ถือว่าเป็นทองคำธรรมชาติ นั่นละมันเสกสรรปั้นยออย่างนั้น แล้วก็หลงมันอยู่ตลอดมา เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ให้มองตัวเองในสิ่งที่บกพร่อง ว่าอะไรบกพร่องบ้างในตัวของเรา มันไม่ให้มอง ให้มองแต่ความบกพร่องของคนอื่น

แม้เขาจะสมบูรณ์ในส่วนใดก็ตามมันก็ปิดไว้เสีย มันไม่สนใจกับคำว่าสมบูรณ์ในสิ่งที่เป็นสาระนั้นเลย มันจะเปิดในสิ่งที่ไม่ดีเพื่อทางตำหนิของมัน เป็นผลของมันกอบโกยเอามีแต่ความชั่วช้าลามกเท่านั้น นี่เราไม่ทัน ต่อเมื่อสติปัญญารวดเร็วคล่องตัวแล้ว มันไม่ทันก็รู้ในตัวเพราะอยู่ในที่เดียวกัน กิเลสก็อยู่ในใจนั้น สติปัญญาก็เกิดขึ้นที่ใจนั้น มีอยู่ในใจด้วยกัน พอกระดิกก็รู้ทันที ๆ แม้แต่ไม่กระดิกยังรู้ รู้อยู่เฉย ๆ ก็รู้ รู้ด้วยความเคลื่อนไหวไปทางสูงทางต่ำทางดีทางชั่วก็รู้ทันที ๆ เมื่อถึงขั้นรู้แล้วปิดไม่อยู่ ในขั้นงมงายขั้นหลับหูหลับตา อยู่ยังไงมันก็หลับ ตื่นอยู่ก็หลับ ดังที่เป็นอยู่นี้ทุกหัวใจรู้ด้วยกันหมดนั่นแหละ

ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าเสียอย่างเดียว พระพุทธเจ้าปรินิพพานที่ไหน ความจริงประกาศป้าง ๆ ด้วยคำสอนของพระองค์ทุกบททุกบาทโดยทางสวากขาตธรรม มีช่องว่างเมื่อไร นี่ศาสดา จะอยู่ในมืดในแจ้งปีเดือนที่ไหน ศาสดาไม่ใช่เป็นมืดเป็นแจ้งเป็นพระอาทิตย์พระจันทร์ เป็นดินน้ำลมไฟ เป็นสถานที่นั่นที่นี่อะไร คือความจริงประกาศสอนอยู่นี่ สวากขาตธรรม ๆ ตรัสไว้ชอบ ชอบอะไร ก็ชอบตามความเป็นจริง ไม่ใช่โกหกโลกนี่ มีแต่กิเลสมันเที่ยวโกหกลบล้างความจริงแห่งธรรมทั้งหลาย อยู่บนหัวใจเราทุกรูปทุกนามนี้ ไม่รู้มันเท่านั้นเอง ถ้ารู้จะสงสัยพระพุทธเจ้าที่ไหน เคารพธรรมซึ่งมีอยู่ในตนเองก็เท่ากับเคารพตนเอง เหยียบย่ำทำลายธรรมซึ่งมีอยู่ในตัวเองก็เท่ากับเหยียบย่ำทำลายตัวเองนั่นละ ถ้าเชื่อแน่ว่าความจริงคือศาสดาองค์เอกแล้วจะไปไหน ก็อยู่กับอกาลิกจิตอกาลิกธรรม อยู่ในใจนี่ตลอดเวลาจะไปหาที่ไหน ดูซิ

กิเลสมันอ่อนตัวเมื่อไร มันไม่เคยให้น้ำกิเลส การประกอบความเพียรคอยแต่จะล้มละลาย ว่าเป็นการให้น้ำ เป็นการพักผ่อน พักผ่อนอะไรมันล้มละลายต่างหาก เราไม่รู้ไม่ทันกลของมัน เมื่อถึงระยะที่ทันถึงจะรู้ว่าอะไรให้น้ำอะไรไม่ให้น้ำ ธรรมก็อกาลิโกมีการให้น้ำเมื่อไร มีอยู่ประจำตลอดเวลา จะให้น้ำที่ไหน พักที่ไหน หายสูญไปไหน กิเลสยังไม่เห็นหายสูญไปถ้าเราไม่ฆ่าไม่ชำระมันไม่ปราบมัน ไม่เห็นมันหายสูญไปไหน มันก็เป็นอกาลิกะอกาลิโกเหมือนกัน สิ่งที่ไม่มีเวลาต่อไม่มีเวลาด้วยกันต่อสู้กันทำไมจะสู้ไม่ได้ สู้ไม่ได้พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาได้ยังไง พระสาวกเป็นสาวกอรหัตอรหันต์ด้วยความบริสุทธิ์ใจเพราะการชำระได้ยังไง เราคิดดูซิ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก