วันที่ ๓๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑ (ก่อนปาฏิโมกข์)
วันที่ 30 พฤษภาคม 2530 เวลา 4:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด

เทศน์อบรมพระก่อนปาฏิโมกข์ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑

การดำเนินทุกสิ่งทุกอย่างเรื่องของพระต้องมีเหตุมีผลทุกอย่าง เหตุผลต้องไม่นอกเหนือไปจากหลักธรรมหลักวินัย หลักธรรมหลักวินัยต้องเป็นศาสดาตลอดเวลาถึงถูก เรื่องกิเลสเคยทำลายโลกทรมานโลกฉิบหายวายปวงมามากต่อมากแล้ว นอกจากนั้นยังมาทำลายเราอีกมากต่อมากแล้ว เราพิจารณาซิ พระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ตามจึงไม่ได้ยกกิเลสว่าเป็นศาสดา เอากิเลสมาสอนโลกแทนธรรมะของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้นเวลานี้เราถือศาสนาของผู้ใด ของพระพุทธเจ้าพระองค์ใด หรือถือกิเลสเป็นศาสดาแทน ต้องได้คิดเรื่องเหล่านี้ เรื่องกิเลสจะต้องออกทุกอย่าง ออกรวดเร็วที่สุดเลย เป็นศาสดาออกหน้าออกตาอย่างไม่มีอะไรทันละ

เห็นไหมวัดเราเป็นยังไงเดี๋ยวนี้ ผมสลดสังเวชมากนะ ที่ผมพูดมา ๆ พูดมาเหล่านั้นมันไปไหน มันมาสวมรอย ๆ เหยียบหน้าผากเหยียบหัวอกเข้ามาโดยลำดับลำดาแล้วเวลานี้ ไม่มีอะไรเกินกิเลสแล้ว ศาสดาไม่ได้เกินแล้วทุกวันนี้ในหัวใจของพระของเณรเรา มีกิเลสเท่านั้นเป็นศาสดาอยู่ในหัวใจ จะเป็นจะตายก็ตามถ้าได้กิเลสเป็นศาสดาแล้วเป็นที่พอใจ ไม่ได้มองดูหน้าใครทั้งนั้น แม้ที่สุดครูบาอาจารย์ที่เทศน์สอนมาแทบเป็นแทบตาย ซึ่งเราก็เคยได้พูดไว้ว่ามันจะซ้ำรอย มันเป็นไปแล้วเวลานี้ ทำไมจะไม่ให้สลดสังเวชล่ะ

พระที่มาใหม่นี้ผมไม่ได้ว่าจะรับ ก็ประกาศให้ออกไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ความแน่นก็แน่น ความขวางก็ขวางจะทำยังไง ถ้าเราเก่งจริง ๆ ก็ต้องอยู่ในวัดนี้ เหยียบหัวพระหัวเณร เหยียบครูบาอาจารย์ เหยียบทุกสิ่งทุกอย่างให้แหลกไปซิ เรายังว่าเราเก่ง เก่งชั้น ๑ เก่งชั้น ๒ เก่งชั้น ๓ เข้าไป เอาไม่ให้มีอะไรเหลือเพราะความเก่งของเรานี่ ถ้าเป็นเรื่องของกิเลสแล้วความดีเท่านี้ก็ต้องเอามาอวดให้เหนือบรมศาสดา ให้เหนือฟ้าเหนือแผ่นดินไปหมด ไอ้สิ่งที่ฉิบหายมันใหญ่ยิ่งกว่าภูเขาทั้งลูก ใหญ่ยิ่งกว่าดินฟ้าอากาศ มันมองไม่เห็น จะเห็นตั้งแต่ที่ว่าดี ๆ นั้นน่ะ เท่าเส้นผมเท่านั้น เอาเส้นผมเท่านี้ละมาเหยียบโลกเหยียบสงสาร เหยียบศาสนา เหยียบพระเหยียบเณร เหยียบครูบาอาจารย์เวลานี้

รู้ไหมกิเลสเป็นยังไงเวลานี้ ผมไม่อยากจะพูดอะไรมาก เพราะสอนมามากต่อมากแล้วสอนหมู่เพื่อน มันไม่เกิดประโยชน์อะไรแล้ว สู้ศาสดาองค์เอกคือกิเลสนั้นไม่ได้ ก็เคยพูดไม่รู้กี่ครั้งกี่หน มันจะต้องว่าเจ้าของดีตลอดเวลา ก็กิเลสไม่ได้ว่าเจ้าของต่ำเจ้าของชั่ว มันไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมทั้งนั้นเรื่องของกิเลสแล้ว ตัดคอพระพุทธเจ้าขาดลงไปแล้ว สมมุติว่าเอายาแดงหรือยาอะไรมาพอกเสียนิดหนึ่ง มันก็ประกาศลั่นเท่านั้นเองว่ายาเรานี้วิเศษ ใส่คอพระพุทธเจ้าได้ แต่หายหรือไม่หายไม่พูดนะ ใส่คอพระพุทธเจ้าก็ได้ ใส่หัวพระพุทธเจ้าก็ได้ยาเรานี้ ส่วนจะถูกหรือไม่ถูก หายหรือไม่หาย ดีหรือไม่ดีนั้นไม่พูดตรงนั้น เอาตรงได้นี่มายกเป็นข้อวิเศษยาแดง เวลานี้มันเป็นยังงั้น

พระในวัดนี่มีมากขนาดไหน ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย มีแต่พระหูหนวกตาบอดเต็มหมดทุก ๆ รูปทุกนาม พิจารณาซิ ถึงจะไม่รู้จักดีจักชั่ว รู้จักผิดจักถูก ของการแสดงออกทั้งของตัวและของผู้อื่นผู้ใดก็ตาม ในทางว่าผิดหรือถูกประการใด เรื่องเรามันเก่งกว่าโลกนั่นซีไปที่ไหนถึงคับโลกน่ะ มันคับอยู่ในหัวใจนี้ก็มองไม่เห็น มันคับอะไรอีกก็มองไม่เห็นเพราะไม่มอง ไม่สนใจจะมองจะเอาอะไรมาเห็น มีนัยน์ตาพันดวงเมื่อไม่มองก็ไม่มีความหมายอะไรในพันดวงนั้น หมื่นดวงก็เหมือนกัน

เคยพูดแล้วพูดเล่าตั้งแต่สมัยที่อยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มาผมเข็ดหลาบ อย่าให้ผมได้เจอนะ ผมเคยพูดเสมอ เรื่องกิเลสแล้วจะด้านเสมอ จะไม่ยอมฟัง ไม่ยอมสนใจคิดในเรื่องเหล่านี้ ที่เทศน์เหล่านี้ เพราะฉะนั้นกิเลสจึงเป็นข้าศึกต่อธรรมเสมอมาและจะเสมอไป ไม่มีคำว่ายอมรับ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก