ผ้ากาสาวพัสตร์ (ก่อนปาฏิโมกข์)
วันที่ 7 ตุลาคม 2530 เวลา 4:00 น. ความยาว 15.43 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระก่อนปาฏิโมกข์ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๓๐

ผ้ากาสาวพัสตร์

บิณฑบาตพระลืมตัว ไม่รู้ตัวเลย บางรายนะไม่ได้หมายถึงทั่วไป ตามันลักษณะอย่างไร ก็เคยสอนแล้วบิณฑบาตที่ว่าเป็นวัตรเป็นข้อปฏิบัติของพระนั้นบิณฑบาตยังไง ท่านก็บอกว่าสำรวม ๆ อยู่แล้ว คำว่า ปตฺตสญฺญี ไม่เพียงแต่ฉันในบาตรดูอยู่ในบาตรเท่านั้น บิณฑบาตก็ดูอยู่ในบาตร ปตฺตสญฺญี ปิณฺฑปาตํ เข้าได้ทั้งการบิณฑบาตด้วย เป็นการสำรวม อย่าให้เห็นนะกิริยาไม่น่าดู เถ่อ ๆ มอง ๆ เหมือนคนไม่มีสติ เหมือนพระคึกคะนอง

เรื่องความคึกคะนองก็ทราบแล้วว่าเป็นเรื่องอะไร เป็นมารของตัวเอง มารของศาสนา คือเรื่องของกิเลสลืมตัว ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเป็นผู้ไม่ลืมตัวเสมอ สติเป็นเครื่องกำกับความสวยงามของพระ การเคลื่อนไหวของพระทุกอาการไม่ว่าภายนอกภายในจะเต็มไปด้วยสติทั้งนั้น ดูบาตรเจ้าของ เคยพิจารณายังไง จะพิจารณาเป็นธาตุ หรือเคยภาวนายังไงก็ปฏิบัติตามหน้าที่ตามเรื่องของตัวเองไปอย่างนั้น ดูในบาตรอาหารเป็นอะไรบ้าง ตามที่ท่านสอนไว้ใน ปฏิสงฺขา อาจจะเป็นธาตุหรืออะไรก็แล้วแต่จะพิจารณาเอาซึ่งเป็นเรื่องของธรรม

อย่าให้เห็นกิริยาไม่ดี เถ่อ ๆ มอง ๆ มองโน้นมองนี้โลเลโลกเลกแล้วยิ่งไม่น่าดูเลย เพราะเพศนี่ผ้ากาสาวพัสตร์นี้เป็นผ้าที่เยี่ยมที่เอกที่สุด อำนาจมากอย่างลึกลับอยู่ภายในตัว เพราะพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ครองผ้ากาสาวพัสตร์สีนี้ทั้งนั้น ฟังซิว่าพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์และพระสาวกอรหัตอรหันต์ทุกพระองค์อีกเหมือนกันครองผ้ากาสาวพัสตร์นี้ และท่านเหล่านี้เป็นผู้สิ้นกิเลสเลิศเลอหมดทุก ๆ พระองค์แล้ว และผ้าอันนี้ก็ครองท่านผู้เลิศเลอ เพราะฉะนั้นผ้านี้จึงมีอำนาจอยู่อย่างลึกลับ

เช่นอย่างการตำหนิตีเตียนพระเจ้าพระสงฆ์ ประชาชนญาติโยมเขาเห็นอยู่ ตาเขามีหูเขามีเขาทำไมจะไม่รู้ว่าเป็นความดีหรือความไม่ดี เป็นความผิดหรือความถูกของกิริยาแห่งพระที่แสดงออก แต่เขาไม่กล้าตำหนิ นิ่งเฉย ๆ ก็เพราะเรื่องของผ้าเหลืองเป็นสำคัญมากทีเดียว อันนี้เราก็เคยได้ยินจนชินหูมาแล้ว เฉพาะอย่างยิ่งพวกเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาบอกว่าเล่นกับพระนี้ผมไม่อยากเล่น ถ้ามีเรื่องอะไร ๆ ถ้าหลีกได้ผมจะหลีกเอาผมไม่อยากเล่น ถึงท่านผิดก็ตามผ้าเหลืองนั่นน่ะสำคัญ เล่นกับพระนี้ซวย เขาว่างี้เลยนะ ผมได้ยิน

ก็จริงเรายอมรับทันที เพราะผ้าเหลืองนี่สำคัญมาก มีอำนาจมากลึกลับอยู่เพราะเป็นผ้าที่เคยครองพระพุทธเจ้า พระสาวกอรหัตอรหันต์ที่เป็นผู้วิเศษมานานแสนนานและทุกพระองค์ด้วยไม่ได้เว้นจะไม่ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ผ้ากาสาวพัสตร์แปลว่าผ้าย้อมฝาด เช่นอย่างย้อมแก่นขนุน ส่วนมากนิยมย้อมกันอันนั้นแหละ ต่อมาก็มีสีนี่(สีเคมี)ก็อนุโลมกันไป หลักธรรมชาติจริง ๆ ก็ย้อมแก่นขนุนย้อมกรัก ท่านถึงว่าผ้ากาสาวพัสตร์ แปลว่า ผ้าย้อมฝาด สีผ้าเป็นสำคัญมาก เขาจึงไม่กล้าตำหนิติเตียนสำหรับพระสำหรับศาสนา

คำว่าศาสนา ๆ เขาไม่อยากติเตียน ก็เพราะศาสนานี้เป็นพระโอวาทคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ สอนแบบเดียวกันหมดด้วย คือสอนด้วยความถูกต้องแม่นยำเหมือนกันหมดด้วย จึงมีอำนาจมาก คำว่าศาสนาหมายถึงศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ มีเป็นแบบเดียวกัน ในตำรับตำราก็บอกไว้อย่างนั้น ไม่มีองค์ใดที่จะสอนผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากกัน ในหลักความจริงทั้งหลายแห่งธรรมเป็นอย่างนั้น

เพราะท่านเอาธรรมเหล่านี้มาสอนโลก มารื้อขนสัตวโลกให้พ้นจากทุกข์และย่นวัฏวนเข้ามา คือความเกิดแก่เจ็บตาย ซึ่งเป็นของที่ยืดยาวหาประมาณไม่ได้เลย จึงไม่มีที่ตั้งต้นและไม่มีที่สุดของเงื่อนปลาย ถ้าไม่มีธรรมนี้เป็นเครื่องตัดให้สั้นเข้า ๆ จนกระทั่งตัดให้ขาด นี่เป็นหลักธรรมที่ตายตัวดังที่เคยพูดแล้ว เพราะฉะนั้นศาสนธรรมนี้จึงเป็นธรรมประจำโลกมานานแสนนาน เหมือนกับยาและหมอแก้โรคนั่นเอง

ถ้ามีแต่โรคอย่างเดียว คือความชั่ว ของแสลงกับโรคพันกันไปตลอดเวลา มันติดพันกันไปอย่างนั้น ที่จะทำให้กำเริบเสิบสานให้สร้างวัฏวนมากเข้า ๆ นี่โรคกับกิเลสมันอันเดียวกัน จึงต้องมีหมอมียาคอยกำกับ เพื่อให้ความบรรเทาและแก้โรค จนกระทั่งถึงโรคหายหมด ก็เท่ากับตัดวัฏวนทางฝ่ายกิเลสให้ขาด เช่น ผู้สำเร็จอรหัตภูมิแล้วเป็นผู้ตัดขาดจากโรค และนอกจากนั้นก็เบาบาง ๆ ลงมา นับแต่พระอนาคา พระสกิทาคา พระโสดา กัลยาณชนผู้มีบุญได้สร้างความดีเอาไว้ เพราะหลักศาสนธรรมเป็นเครื่องพร่ำสอนแนวทางให้ดำเนิน นี่เป็นหลักตายตัวมาดั้งเดิม

ผ้ากาสาวพัสตร์นี้จึงเป็นสำคัญ และศาสนธรรมจึงเป็นสำคัญ ที่จะดูถูกเอาเฉย ๆ นี้ก็เป็นบาปอย่างว่า นี่ละที่ญาติโยมประชาชนเขาเห็นพระเขาไม่อยากตำหนิ ทำหูหนวกตาบอดไปเสียบ้างอะไรอย่างนี้ ก็เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ พระเณรนั่นผิดจริง แต่ผ้าเหลืองท่านไม่ผิด ศาสนธรรมท่านไม่ผิด นั่นละไปกระเทือนตรงนั้น ขาดทุนหรือเป็นผลลบแก่ผู้ตำหนิก็ไปเป็นตรงนั้น ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเจตนาจะตำหนิผ้าเหลืองแหละ มันก็เป็นได้ ไม่ตั้งใจจะตำหนิศาสนธรรมแต่ก็เป็นไปได้ มันเกี่ยวโยงกัน

เราก็อย่าลืมเนื้อลืมตัว ตั้งแต่ประชาชนญาติโยมเขายังขยะแขยงในเรื่องที่จะทำความกระทบกระเทือนแก่ศาสนธรรมและผ้ากาสาวพัสตร์ แต่เราเองผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ไม่อายผ้ากาสาวพัสตร์จะอายอะไร สำคัญตรงนี้ จึงตั้งใจปฏิบัติให้ดี

ชีวิตจิตใจเรามาสัมผัสสัมพันธ์กับผ้ากาสาวพัสตร์กับวงศาสนา นับว่าเรามีอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารพอสมควรแล้ว จึงได้มาครองผ้าประเภทนี้ และได้รับอรรถธรรมของพระพุทธเจ้าไปประพฤติปฏิบัติ ก็เหมือนอย่างที่ว่าคนเป็นจำนวนหมื่น ๆ แสน ๆ กับคนจำนวนสองสามคน คนจำนวนหมื่น ๆ แสน ๆ มีแต่โรคเต็มตัวและไม่มีหมอไม่มียาเลย กับคนสองสามคนที่มีหมอและยาเป็นผู้ตามรักษา ใครมีคุณค่า ใครมีสาระต่างกัน ฟังซิ นี่ละเทียบกันได้อย่างนี้ไม่มีผิด

เวลาเราได้มาบวชในศาสนาจึงให้พยายามประพฤติปฏิบัติตัวให้ดี แล้วเชื้อของศาสนาที่เป็นความดีงามให้เข้าประดับใจหากจะได้เปลี่ยนแปลงจากเพศนี้ด้วยความจำเป็น เรื่องภายในสิ่งที่เราพึงประพฤติปฏิบัติ หรือภายนอกก็ตามที่อยู่ในวิสัยของเราที่จะพึงประพฤติปฏิบัติและบำเพ็ญได้ทำได้ ให้เราพึงพยายามอย่าปล่อยอย่าละ เพราะอันนี้เป็นพื้นอันสำคัญที่จะเป็นเครื่องบำรุงหรือสนับสนุนจิตใจให้ได้เกาะได้อาศัยพอเป็นที่ร่มเย็น

การบิณฑบาตไม่ว่าในหมู่บ้านในที่ไหนก็เหมือนกัน อย่าเดินเร็วจนเกินไป นี้เคยเตือนเคยสอนเสมอ

ออกพรรษาแล้วงานก็จะยุ่งอย่างทุกปี แล้วพระอย่าลืมเนื้อลืมตัวตลอดอิริยาบถตลอดเวลา เพราะกิเลสนี้ไม่มีคำว่าเผลอตัว ถ้าเราจะพูดถึงว่าเผลอไม่เผลอ กิเลสไม่มีการเผลอตัว เพราะเป็นหลักธรรมชาติซึ่งคล่องตัวมานานภายในหัวใจของสัตวโลกนานแสนนานแล้ว ท่านอธิบายในเรื่องอริยสัจ ๔ พูดถึงเรื่องของทุกข์นี้ แหม น่าสลดสังเวชมากนะ ท่านอธิบายไว้ในปริยัติ พูดถึงเรื่องความเกิดตายของสัตวโลก จนถ้าผู้ที่จะเหลือเชื่อก็เหลือเชื่อจริง ๆ ท่านว่า แต่ความจริงมันกลบความเหลือเชื่อไปเสียอีก ท่านว่ายังงั้นนะ

คือ เรื่องความทุกข์ความเป็นมาของสัตวโลก ที่มีกิเลสอันเป็นยาพิษเข้าเคลือบแฝงอยู่นี้เป็นมานานแสนนาน จนไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าตั้งต้นที่ตรงไหน นั่นฟังซิ แต่มีอีกข้อหนึ่งที่ว่า ถึงไม่ทราบว่ากองทุกข์ที่ตามภพชาติมานั้นตั้งต้นที่ตรงไหนก็ตาม ให้ทำเหมือนหนามยอกเท้า อย่าไปถามหาสกุลหนามว่ามาจากไหน ๆ ให้รีบถอดรีบถอนหัวหนามออกทันที แล้วใส่ยาเข้าไป ฝ่าเท้าจะได้หาย โดยไม่ต้องไปถามหาโคตรหาแซ่ของหนามแหละท่านว่า นี่ฟังซิเป็นข้อเปรียบเทียบ

อันนี้แม้ภพชาติของเราที่ว่านานแสนนาน จนไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าตั้งต้นมาแต่เมื่อไรนั่นก็ตาม หัวหนามคือกิเลสให้รีบถอดรีบถอน ยาคือความดีทั้งหลายให้ใส่เข้าไป ฟังซิ ข้อเทียบของท่านละเอียดลออไหม ซึ้งไหม ให้รีบใส่ยาเข้าไป แล้วภายในจิตใจของเราที่ถูกหนามได้แก่กิเลสเสียดแทงนั้น จะค่อยหายไป ๆ และตัดภพชาติเข้ามาโดยลำดับ ๆ จนกระทั่งภพชาติขาดไป ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนภพชาติไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าตั้งต้นที่ตรงไหน แต่ก็เพราะอำนาจแห่งความดีตัดภพชาติลงได้ สิ้นแล้ว สิ้นสุดแล้วในการเกิดตาย เพราะกิเลสสิ้นสูญไปด้วยอำนาจแห่งความดี ที่เทียบกับว่ายาพอกหรือใส่ลงไปในแผลที่ฝ่าเท้านั้น

นี่ละจริงขนาดไหน ลงพระพุทธเจ้าได้ตรัสแล้ว เอกนามกึ หนึ่งไม่มีสอง คือพระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้าไม่มีสอง พระวาจาของพระพุทธเจ้าที่ตรัสออกมาแต่ละคำแต่ละประโยคนี้หนึ่งไม่มีสอง พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลกนี้แต่ละพระองค์เท่านั้นนี่ก็ไม่มีสอง นี่เป็นคำแน่นอนตายตัวท่านแสดงไว้ ท่านแสดงถึงเรื่องอริยสัจที่ว่านี้ แหม น่าสลดสังเวชอยู่มากมายนะ คือความทุกข์มันเป็นมาถึงขนาดนั้น เพราะสมุทัยเป็นต้นเหตุ ทุกข์เป็นตัวผล ไม่ว่าจะเกิดในภพใดชาติใด ทุกข์นี้ก็ติดตาม เพราะสมุทัยเป็นเชื้ออยู่ภายในจิตใจให้ไปเกิดในภพชาตินั้น ๆ

ออกจากนั้นท่านก็อธิบายถึงเรื่องมรรคว่าเป็นเครื่องบั่นทอน เป็นเครื่องสังหาร ถ้าเราจะพูดทั่ว ๆ ไปก็คือความดี ความชั่วก็หมายถึงกิเลส ความดีก็หมายถึงมรรค หมายถึงธรรมอันนี้เป็นเครื่องแก้ แล้วทุกข์ก็ค่อยดับไป ๆ ที่เรียกว่านิโรธ ๆ ทุกข์ดับโดยสิ้นเชิง ก็เรียกว่านิโรธแสดงตัวเต็มที่ เพราะอำนาจของมรรคที่มีกำลังเต็มที่ ก็ดังที่เคยอธิบายไว้แล้ว ผิดที่ตรงไหน นี่เราพูดถึงท่านอธิบายอริยสัจในพระไตรปิฎก ท่านแปลออกมาน่าฟังมาก

ถ้าจะรู้สึกตัวก็ควรจะรู้สึกแล้ว จะไปเคยชินอะไรกับทุกข์ ความทุกข์ความลำบากเพราะอำนาจของกิเลสที่ทำพิษเรามานานแสนนานแล้ว เรารู้เรื่องรู้ราวยิ่งกว่าสัตว์ อันนี้ก็เป็นวาสนาของเราอย่างยิ่ง เรายังรู้เรื่องรู้ราว สัตว์เหล่านั้นตัวไหนที่จะไม่ถูกสิ่งเหล่านี้ทรมานหัวใจ ทรมานกาย เรื่องของกิเลสกองทุกข์เขาไม่รู้ ทนทุกข์ทรมานไปอย่างนั้น เรานี่รู้ด้วย นี่ต่างกันตรงนี้และสามารถที่จะแก้ไขถอดถอนและบรรเทากันไป


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก