ยึดแบบฉบับของผู้เห็นภัย
วันที่ 27 มิถุนายน 2522 เวลา 19:00 น. ความยาว 73.35 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๒๒

ยึดแบบฉบับของผู้เห็นภัย

 

ผู้ทรงประเพณี อันเป็นทางดำเนินเพื่อความพ้นทุกข์ของพระพุทธเจ้าไว้ได้คงเส้นคงวาไม่อ่อนข้อย่อหย่อน ต้องเป็นผู้เดินตามทางศาสดา ไม่ปลีกไม่แวะออกนอกลู่นอกทาง เฉพาะอย่างยิ่งงานจิตตภาวนาอันเป็นงานชั้นเอกของศาสดาและสาวกทั้งหลาย ต้องถือเป็นงานสำคัญมากยิ่งกว่างานอื่นใด นั่งก็ให้เห็นโทษของกิเลสภายในตัวอยู่เสมอ ยืน เดิน นอน ขบฉัน ตลอดอาการเคลื่อนไหวทุกสิ่งทุกอย่างให้มีความรู้สึกคือสติ อันเป็นลักษณะของผู้เห็นภัยอยู่เสมอ นั่นแหละเป็นความถูกต้อง เพราะฉะนั้นจึงได้พูดกับท่านสิงห์ทองว่า มันเป็นยังไงกันนี่ จึงพากันซดซ้ายซดขวาอย่างสนุกเพลิดเพลิน นี่ไม่ใช่พากันลืมครูอาจารย์และธรรมไปหมดแล้วหรือ มองดูถ้วยวางเป็นแถวกันอย่างนี้ นับแต่พระเถระเถโรลงมาจนถึงเณรหัวเท่ากำปั้น ไม่มีเว้นที่ไม่ซดกันน่ะ ไปเอาแบบไหนมาใช้ จึงวางไว้เป็นถ้วยๆ แล้วซดกันเป็นแถวๆ อย่างนี้ อร่อยดีไหม รสน้ำแกงพอจะกล่อมลิ้นให้เคลิ้มหลับในขณะกำลังนั่งฉันนั่งซดเพลินๆ ได้ไหม ลิ้นนับว่าเก่งมากธรรมตามไม่ทันเลย

เราเคยอยู่กับท่านอาจารย์มั่นมาแล้วด้วยกัน ทำไมจึงต้องให้เป็นอย่างนี้ เข้าใจว่าท่านอาจารย์มั่นโง่ไม่ฉลาดเหมือนเราอย่างนั้นหรือ นั่นมันโง่ต่อรสของตัณหา โง่ต่อลิ้นต่อปากต่อท้องต่างหากนี่ นั่นคือความเพลินในรส นั่นคือความไม่เห็นภัยตาม ปฏิสงฺขา โยนิโส ปิณฺฑปาตํ ปฏิเสวามิฯ ที่ท่านตีไว้ขนาบไว้นี่ นั่นคือความติดรสติดชาติ ความเห็นแก่ความเอร็ดอร่อยอันเป็นข้าศึกต่อธรรมต่างหาก เรื่องธรรมแล้วละเอียดสุขุมมากสุดจะกล่าวได้ถูกต้องกับความจริง นี่เราอย่าเข้าใจว่าเป็นธรรมดาของโลกนิยม นอกจากจะเป็นธรรมดาของผู้ดื้อด้านสันดานเลวไม่ยอมฟังครูอาจารย์ผู้มีธรรมนิยมเต็มหัวใจเท่านั้น อย่าพากันเอากิเลสมาแข่งธรรมอวดครูอาจารย์ จะเป็นพระสันดานดื้อแตกปลอกแหวกแนวแบบสัตว์ไม่มีเจ้าของและขึ้นเขียงได้อย่างง่ายๆ

อย่างท่านอาจารย์มั่นท่านแสดงออกมา เราซึ้งใจมากและฝังลึกไม่มีวันถอน ยิ่งซึ้งเข้าไปทุกวัน ท่านว่า ผมไม่ทราบเป็นยังไง พอเอาช้อนตักลงไปในบาตรมันขวางในจิตทันทีเลย นั่นฟังซิคำว่า “ขวางในจิต” จิตท่านอาจารย์มั่นกับจิตเรามันเป็นยังไงพิจารณาซิถ้าอยากทราบความจริง จิตท่านเป็นจิตไม่มีกิเลส สิ่งที่เป็นกิเลสกิริยาอันเป็นกิเลสแทรกเข้าไปท่านรู้ทันที การทำอย่างนั้นมันไม่ใช่ลักษณะของความเห็นภัย ท่านว่า มีอะไรก็ฟาดมันลงไปในบาตรใบเดียวนั้น มีมากมีน้อยไม่สนใจกับอาหารดีไม่ดี มีมากมีน้อยเท่าไรก็ฉันไปตามเรื่องของธาตุของขันธ์ พอยังชีวิตให้เป็นไปเท่านั้น ไม่ฉันเพราะอำนาจปากลิ้นฉุดลากไป นั่นจึงชื่อว่าผู้เห็นภัย

ระหว่างคำพูดของท่านผู้ไม่มีกิเลสพูด กับความรู้สึกของเราการกระทำของเราที่มีกิเลส มันขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลาดังที่รู้ๆ เห็นๆ อยู่นี่แล จงพากันฟังอย่างถึงใจ ถ้าเราจะเอา พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ เป็นหลักใจ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ พระสงฆ์ที่เป็นสรณะในวงปัจจุบันนี้ ก็มีท่านอาจารย์มั่นเป็นหลักสำคัญ เป็น สรณํ คจฺฉามิ ได้อย่างตายใจไม่มีสงสัย เราไปอยู่กับท่านแล้วหายสงสัย ไม่มีอะไรเลยภายในจิต จึงได้น้อมรับถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ ตายก็มอบถวายท่านเลย กิริยาอาการของท่านที่แสดงออกทุกอย่าง เป็นลักษณะของผู้เห็นภัยคือตื่นตัวอยู่เสมอ นั้นแลคือผู้เห็นภัยรู้ภัยและพ้นภัยแท้

การขบการฉันมีอะไรใช้สอยไปตามเรื่องตามราวที่เกิดที่มี เมื่อความมุ่งมั่นอยู่กับธรรมแล้วอะไรก็ไม่กังวล การขบการฉันอะไรฉันได้หมด อาหารประเภทใดไม่ขัดกับหลักธรรมวินัยกับธาตุขันธ์ ไม่แสลงกับโรคภัยแล้วฉันได้หมด นั่นคือผู้เห็นภัย ดังพระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวช จากความเป็นกษัตริย์ลงถึงขั้นเป็นคนขอทานธรรมดาทั่วๆ ไปเหมือนโลกเขาซึ่งเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยม เพราะแต่ก่อนไม่มีศาสนานี่ ทำไมพระองค์ทำได้คิดดูซิ เวลาจะฉันเหมือนกับว่าลำไส้จะทะลักออกมาเพราะมันฝืน ท่านก็มีอุบายวิธีแก้ด้วยความฉลาดแหลมคมของท่าน ก็สิ่งของลงในบาตรว่าเป็นของปฏิกูล แล้วอยู่ในท้องจะไม่เห็นว่าเป็นปฏิกูลหรือ มันร้ายยิ่งกว่านั้น นั่น ท่านแก้ปั๊บทันทีและเสวยได้ในอาหารทั่วๆ ไปไม่ทรงเลือก

อาหารของคนขอทาน เขาจะได้ของดิบของดีแต่ที่ไหนมาให้ทานท่าน เนื่องจากศาสนาที่สอนว่าทำบุญให้ทานมีอานิสงส์มากอย่างนั้นอย่างนี้ยังไม่มี นักบวชที่เป็นหลักเป็นเกณฑ์อย่างพุทธศาสนานี้ในระยะนั้นยังไม่มี มีเพียงเป็นนักบวชอย่างที่เห็นนั่นแหละ เดียรถีร์นิครนถ์บ้าง ฤาษีดาบสบ้าง อย่างนั้น หาขอทานกินธรรมดาๆ เขาก็ให้แบบธรรมดาๆ นั่นแหละ ไม่ได้ให้ด้วยศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใสความเคารพนับถืออะไร ไม่เหมือนคนให้ทานแก่พระเจ้าพระสงฆ์ที่อยู่ในพุทธศาสนาดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เลย แล้วท่านจะได้ของดีและเหลือเฟือมาจากไหน

เราอย่าให้กิเลสเหยียบย่ำทำลายจิตใจได้ เป็นนักปฏิบัติต้องเป็นนักค้นคว้า เป็นนักเหตุผล เป็นผู้มีความรู้สึกเร็วต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับตน ผู้ท่านพ้นจากทุกข์และเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราท่านดำเนินอย่างนั้น ในครั้งพุทธกาลพระสงฆ์สาวกที่ออกมาบวชจากสกุลใดบ้างเราก็เห็นกันทุกคนในตำรา เป็นพระมหากษัตริย์ก็เยอะ เชื้อพระวงศ์กษัตริย์ก็ไม่น้อย เศรษฐี มหาเศรษฐี กุฎุมพี รองกันลงมา จนกระทั่งพ่อค้าประชาชนคนธรรมดา เมื่อออกมาบวชแล้ว เข็มทิศทางเดินของท่านตรงแน่วต่อมรรคผลนิพพานเหมือนกันหมด ในเมื่อเข็มทิศทางเดินตรงแน่วอย่างนั้น ความพากเพียรทุกสิ่งทุกอย่าง อากัปกิริยาที่แสดงออกจะไม่ตรงแน่วได้ยังไง เพราะเข็มทิศคือความมุ่งมั่นนั้นเป็นเหมือนแม่เหล็กเครื่องดึงดูดให้เป็นไปตามนั้น เครื่องสนับสนุนคือความเพียร ความพออกพอใจ ความอดความทน เครื่องบุกเบิกคือสติกับปัญญาบุกเบิกไปเรื่อยฟาดฟันไปเรื่อย จนทะลุดงหนาป่ากิเลสทั้งมวลถึงแดนพ้นทุกข์ และกลายมาเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา นั้นแลครั้งพุทธกาลท่านดำเนินอย่างนั้น พวกเราไม่ยึดเอาท่านเป็นสรณะและดำเนินตามแล้ว จะหวังอะไรเป็นสาระภายในใจของพระ อันรสๆ ลิ้นๆ นั้นแม้ในสัตว์เดรัจฉานก็มีเกลื่อนไปไม่เป็นของแปลก อย่าเอามาอวดธรรม

แบบฉบับของท่านเราต้องคำนึงเสมอ อย่าส่งจิตออกไปคิดไปดู สิ่งที่จอมปลอมและอย่านำเข้ามาเป็นอารมณ์และเป็นแบบฉบับ เพราะสิ่งเหล่านั้นเคยมีเต็มโลก อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา มานาน ไม่เคยพาให้ใครพ้นทุกข์ถึงแดนวิเศษได้ นอกจากผู้ฉลาดนำมาเป็นหินลับปัญญา สิ่งเหล่านั้นจึงจะเกิดประโยชน์ตามคุณภาพของตนและกำลังสติปัญญาของผู้นำมาใช้ พระพุทธเจ้าไม่ใช่ศาสดาจอมปลอม ธรรมไม่ใช่ธรรมจอมปลอม พระสงฆ์ที่เรานับถือเป็นสรณะก็ไม่ใช่พระสงฆ์ที่จอมปลอม ท่านเป็นหลักใจได้อย่างแน่ใจแม่นยำไม่มีเคลื่อนคลาด ไม่มีสิ่งใดที่น่าสงสัย ท่านเหล่านี้เป็นท่านผู้วิเศษตามหลักธรรมชาติด้วย เป็นผู้วิเศษตามคำเล่าลือที่ท่านรู้จากหลักธรรมชาตินั้นด้วย เราจึงยึดท่านนั้นเป็นหลักใจไว้เสมอ อย่าหันเหเร่ร่อนจะตายเปล่าไม่มีหลักยึด

หลักธรรมวินัยนั้นแลคือหลักศาสดา หลักของพระสงฆ์สาวกหรือดวงพระทัยของพระพุทธเจ้าและดวงใจของสาวกอรหันต์ทั้งหลาย อยู่ที่พระธรรมพระวินัย ไม่อยู่กับกาลสถานที่หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด ให้ยึดนี้เป็นหลัก อ่านไปตรงไหนท่านบอกไว้ว่าควรหรือไม่ควร ให้ถือเหมือนพระพุทธเจ้าทรงชี้บอกอยู่ต่อหน้าต่อตานั้น หรือพระสงฆ์สาวกท่านชี้บอกอยู่ต่อหน้าต่อตา ว่าอันนี้ควรอันนั้นไม่ควร อันนั้นทำอันนั้นอย่าทำ เหมือนประทานด้วยพระโอษฐ์อยู่ต่อหน้าเราในขณะนั้น ท่านประทานไว้ว่า “ธรรมวินัยที่เราตถาคตบัญญัติไว้นี้แล จะเป็นศาสดาของท่านทั้งหลายแทนเราตถาคตเมื่อเวลาเราผ่านไปแล้ว” พระวาจานี้ไม่มีอะไรเคลื่อนคลาดแม้นิดหนึ่งเลย ซาบซึ้งมาก พระธรรมก็ดีพระวินัยก็ดีที่ประทานไว้ เหมือนองค์ศาสดาชี้บอกอยู่ต่อหน้าต่อตานั่นแล นี่คือทางดำเนินเพื่อความมั่นใจของพวกเรา จึงอย่าถือใครเป็นศาสดาเป็นเนติแบบฉบับ

ดังที่ท่านอาจารย์มั่นท่านสอนไว้ในมุตโตทัย ตอนนั้นท่านได้รับความกระทบกระเทือนทางโลกธรรม เพราะท่านอาจารย์มั่นเป็นผู้เริ่มบุกเบิก ไปที่ไหนจึงมักได้รับความกระทบกระเทือนเสมอ เพราะทีแรกเขาไม่เคยรู้เคยเห็น ก็ต้องคัดต้องค้านท่านต้องกีดต้องขวาง แต่ท่านเป็นจอมปราชญ์ ท่านมีอุบายสติปัญญาหลบหลีกจนได้ ท่านไม่ให้กระทบกระเทือนองค์ท่านเองและผู้หนึ่งผู้ใด บางทีจิตใจก็มีลักษณะแปลกๆ ขึ้นมาที่ถือว่าเป็นข้าศึกแก่ตัวเอง ท่านก็แก้ปุ๊บปั๊บไม่รั้งรอให้อารมณ์นั้นฝังจมในจิตไปนาน บางครั้งอุบายต่างๆ ก็แสดงขึ้นภายในจิตท่านว่า ให้ถือเราตถาคตผู้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสเป็นศาสดา อย่าไปถือปากสกปรกปากที่เต็มไปด้วยกิเลสโสมมเป็นศาสดา เรื่องเขาสรรเสริญนินทาเป็นเรื่องของโลกธรรมซึ่งมีมาแต่ดั้งเดิม

ตถาคตก็เกิดในท่ามกลางแห่งโลกธรรม แต่ตถาคตไม่ตื่นโลกธรรมไม่ติดโลกธรรมอันเป็นเหมือนก้อนเมฆที่พัดไปผ่านมาเท่านั้น เราเป็นลูกศิษย์ตถาคตต้องดำเนินแบบตถาคต อย่าตื่นอย่าลุ่มหลงกับสิ่งใดที่มาสัมผัสสัมพันธ์ สิ่งเหล่านั้นมันคือโลกธรรมนั่นแล นี่คืออุบายที่สอนท่านเวลาจำเป็น ซึ่งเป็นความถูกต้อง เพราะโลกหาประมาณไม่ได้ ธรรมวินัยนั้นแลคือประมาณอันเหมาะสมอย่างยิ่ง ให้ยึดเป็นหลัก อย่าไปยึดสิ่งสกปรกโสมมทั้งหลายเหล่านั้น

ที่เขียนไว้ในมุตโตทัยนั้นสั้นนิดเดียว ท่านพูดให้ฟังหลายเรื่องและยืดยาวน่าจับใจมากทุกๆ ตอน เพราะอยู่กับท่านมาเป็นเวลาหลายปี ทำไมจะไม่ได้ฟังเรื่องสำคัญๆ ธรรมอันสำคัญๆ เล่า นี่แหละหลักท่านดำเนินท่านดำเนินอย่างนี้ ขอให้พากันยึดหลักเหล่านี้ให้ดี อย่าไปสนใจกับสิ่งใดในโลกมาเป็นเครื่องกีดขวางถ่วงธรรมภายในใจให้เนิ่นช้า ให้มุ่งต่ออรรถต่อธรรมที่พระองค์ทรงแสดงไว้แล้วอย่างเดียว ยึดเป็นหลักเป็นเกณฑ์ อยู่คนเดียวเป็นความสุขรื่นเริง ต่างองค์ที่อยู่ด้วยกันมีจำนวนมากน้อย มีความรู้ความเห็นอย่างเดียวกัน มีความรื่นเริงในธรรมเป็นเครื่องประดับกันให้มีความสวยงาม และเป็นเครื่องค้ำชูหนุนกันให้มีความอบอุ่นต่อกัน สำคัญที่จิตใจเป็นอรรถเป็นธรรมแล้วอยู่ด้วยกันเป็นผาสุกทั้งนั้นแหละคนเรา

อยู่ที่ไหนก็คนอยู่ที่ไหนก็พระ เราเข้าใจเรื่องคนเรื่องพระด้วยดีแล้วย่อมอยู่ด้วยกันได้ เฉพาะเราไม่ใช่โลก เราเป็นลูกศิษย์ตถาคต เกิดที่ไหนก็คน เกิดในบ้านก็คน เกิดในป่าก็คน เกิดในเมืองก็คน เกิดในกรุงก็คน เกิดนอกกรุงก็คน เกิดในป่าในเขาก็คน เกิดประเทศเขตแดนใดก็คน หลักแห่งคำว่าคนนี้คือความสมบูรณ์เต็มที่แห่งความเป็นมนุษย์แล้ว ถือเอาตรงนี้ นี่แหละพระพุทธเจ้าพาดำเนินมาอย่างนั้น ไม่ได้ถือชาติชั้นวรรณะใดทั้งนั้น เพราะฉะนั้นลูกศิษย์ตถาคตจึงมีทุกชาติชั้นวรรณะ เป็นลูกตถาคตทั้งนั้น ผู้ใดมีความเชื่อความเลื่อมใสปฏิบัติตามพระองค์ท่านแล้ว ไม่ว่าจะเกิดในที่ใดชาติชั้นวรรณะใด สามารถที่จะบรรลุถึงจุดหมายปลายทางได้เช่นเดียวกันหมด และตถาคตก็ทรงโปรดเต็มที่เช่นเดียวกัน ไม่ทรงแยกเป็นสัดเป็นส่วนฝ่ายนั้นฝ่ายนี้แบบคนทะนงตัว แล้วเหยียบคนนั้นดูถูกคนนี้ เพื่อยกตัวขึ้นให้เหนือมนุษย์ตาดำๆ ด้วยกัน ราวกับตนเป็นเทวดามาจากแดนสวรรค์ชั้นพรหมไหนก็ไม่รู้

นั่นมันแบบอึ่งอ่างพองตัว แบบโลกที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโส ทั้งอยากเด่นอยากดัง อยากจะมีเกียรติยศชื่อเสียง อยากมีชาติชั้นวรรณะอันสูงส่ง แต่ธรรมชาติที่แท้ก็คือคนซึ่งต้องทำดีจึงจะเป็นคนดี ต้องทำชั่วจึงจะเป็นคนชั่วได้ มิได้เป็นได้เพราะความเสกสรรปั้นยอเอาเฉยๆ สิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องเสกสรรกันขึ้นมาต่างหาก ไม่ใช่เป็นเรื่องความจริง ความจริงตามสมมุติอันแท้จริงก็คือคน ย่อมมีความเสมอภาคแห่งความเป็นมนุษย์ด้วยกันหมด

คำว่าคนด้วยกันแล้ว ถึงจะเป็นภาษาใด ก็ตาม อยู่บ้านใดเมืองใดก็มีภาษาของตนเป็นเครื่องใช้ต่อกัน เข้าใจกันได้ก็เป็นอันใช้ได้ด้วยกัน แม้แต่นกและสัตว์ต่างๆ เขายังมีภาษาของเขาเอง เขาก็ใช้ต่อกันอย่างสะดวกสบายและเข้าใจซึ่งกันและกันได้ เหตุใดมนุษย์เราพูดรู้เรื่องของกันและกันดีอยู่แล้วจะไม่เข้าใจกันได้ ฉะนั้นมนุษย์เราจะเกิดมาจากสถานที่ใดๆ ก็ตาม เมื่อเข้าสู่หลักธรรมวินัยแล้ว ย่อมสนิทแนบเนียนต่อกันไปหมด เพราะธรรมวินัยเป็นสิ่งที่กลมกล่อมหล่อหลอมจิตใจให้มีความสนิทแนบเนียนต่อกัน

การปฏิบัติเคยพูดให้ฟังเสมอ นอกจากหลักการแห่งการปฏิบัติที่อธิบายมาแล้ว เบื้องต้นที่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกท่านพาดำเนิน ท่านดำเนินอย่างนั้น ถือจิตตภาวนาเป็นสำคัญยิ่งกว่างานใด สำหรับที่อยู่อาศัยพอบังแดดบังฝนพักผ่อนนอนหลับเท่านั้น แม้แต่สัตว์เขายังทำรวงทำรังเพื่ออยู่อาศัยตามสภาพของเขา มนุษย์เราที่มาบวชเป็นพระก็มาจากคน คนมีบ้านมีเรือนมีที่อยู่อาศัยมีเครื่องใช้ไม้สอย พระก็จำต้องมีตามสภาพของสมณะ อะไรขาดตกบกพร่องก็จำเป็นต้องขวนขวายในกิจที่สมควรแก่สมณะที่ควรจัดควรทำ แต่ไม่ถึงกับเป็นกิจการพร่ำเพรื่อวุ่นวาย จนถึงกับเป็นอารมณ์ขุ่นมัวมั่วสุมกับงานนั้นจริงๆ ซึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นการเหยียบย่ำทำลายจิตใจของตนลงไป เพราะความกังวลกับงานภายนอก จนกลายมาเป็นข้าศึกต่องานจิตตภาวนา ผู้ปฏิบัติต้องระวังให้มากไว้นั่นแลพอดี เพราะพระเราส่วนมากชอบเลยเถิด จนกลายเป็นเตลิดเปิดเปิงแหวกแนวซึ่งมีมากต่อมากในวงปฏิบัติ

นี่จึงได้พยายามระวังเสมอ ที่คิดไว้ก็แน่ใจว่าไม่ผิด เช่น มีท่านผู้ศรัทธาจะถวายเงินเพื่อสร้างโบสถ์ทั้งหลัง เรายังไม่อาจรับได้ นั่น เคยมีบ้างไหมในประเทศไทยและองค์ไหนที่มีผู้ถวายเงินสร้างโบสถ์ทั้งหลังแล้วไม่รับ นอกจากขรัวตาวาสนาน้อยนี้เท่านั้น จึงไม่อาจรับได้ ที่ไม่อาจรับได้นั้นก็มีเหตุผลเหมือนกัน แต่เวลาพูดกับวงภายนอก ก็พูดว่าไม่มีวาสนาจึงไม่อาจรับได้ พูดเลี่ยงไปเสียพอให้เรื่องผ่านไป ความจริงหลักธรรมที่เราเล็งอยู่ยึดถืออยู่ กราบไหว้บูชาเป็นขวัญใจและเทิดทูนสุดจิตสุดใจอยู่ตลอดเวลานั้น เป็นสิ่งที่ใหญ่โตมากยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกธาตุ

สิ่งเหล่านั้นเราไม่ได้เทิดทูนเหมือนธรรม เพราะเป็นเพียงปัจจัยเครื่องอาศัยไปเป็นวันๆ เท่านั้น ส่วนธรรมเป็นเรื่องใหญ่โตมากที่ต้องรักสงวน เรื่องการสร้างโบสถ์สำหรับวัดนี้ยังไม่มีความจำเป็น สิ่งใดที่จำเป็นก็ทำสิ่งนั้น เช่น จิตตภาวนาเป็นงานจำเป็นอย่างยิ่ง นี่ต้องทำ การทำอุโบสถสังฆกรรมทำที่ไหนก็ได้ ตามร่มไม้ชายเขาที่ไหนก็ได้ไม่ขัดข้องอะไร ตามหลักพระวินัยจริงๆ แล้ว ไม่มีอะไรขัดข้อง การสร้างโบสถ์สร้างวิหารควรให้เป็นที่เป็นฐานที่เหมาะที่ควร ไม่ใช่จะสร้างดะไปหมด

การสร้างโบสถ์หลังหนึ่งเป็นยังไง นับตั้งแต่เริ่มแรกตกลงกับช่างในการสร้างโบสถ์เป็นยังไง ถนนหนทางเข้าไปในวัดจนถึงบริเวณที่จะสร้างโบสถ์ จะต้องเปิดโล่งตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งถึงวันสร้างโบสถ์สำเร็จ ต้องบุกเบิกไปหมดยิ่งกว่าโรงงาน คนงานก็ต้องมีทั้งหญิงทั้งชายจำนวนมากมายที่จะเข้ามานอนกองกันอยู่นี้ ทั้งช่างทั้งคนงานไม่ทราบมาจากแห่งหนตำบลใด บางรายหรือส่วนมากก็ไม่เคยรู้เลยว่าศาสนาเป็นยังไง พระเณรในวัดท่านปฏิบัติยังไง แล้วเขาจะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย พอเป็นความสงบงามตาแก่พระเณรในวัดได้ยังไง มันต้องเหมือนกับเอายักษ์เอาเปรตเอาผีเข้ามาทำลายวัดนั่นเอง

ในขณะที่เปิดโอกาสตกลงกันเรียบร้อยแล้วนั้นน่ะ ไม่ว่าผู้คนหญิงชาย รถราต่างๆ ต้องเข้าต้องออกกันตลอดเวลา ประตูวัดปิดไม่ได้เลย และสถานที่ที่จะสร้างโบสถ์ขึ้นมาให้เป็นของสง่างามแก่วัดแก่พระสงฆ์ในวัด แต่พระกลับตายกันหมดจากจิตตภาวนา จากมรรคจากผลนิพพานที่ควรจะได้จะถึงจากสมณธรรมคือจิตตภาวนา แล้วจะเอาอะไรมาเป็นความสง่างามอร่ามตา ลองพิจารณาดูซิ นี่เราคิดอย่างนั้นและพูดอย่างนี้นะ จะเป็นความคิดผิดพูดผิดหรือถูกประการใดบ้าง

ธรรมเป็นสิ่งสำคัญมากมาตลอดอนันตกาล พระพุทธเจ้าก็ดีสาวกก็ดี ไม่ใช่นักสร้างโบสถ์สร้างวิหาร สร้างสิ่งรโหฐานสำราญตาอะไรเลย แต่เวลาท่านรู้อรรถรู้ธรรมภายในใจของท่านแล้ว เป็นยังไงบ้างการประกาศธรรมสอนโลกของท่านน่ะ ยกตัวอย่างสมัยปัจจุบัน ท่านอาจารย์มั่นท่านสร้างอะไร นอกจากท่านสร้างจิตสร้างใจท่านอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มสติกำลังความสามารถด้วยจิตตภาวนา จนเป็นผู้ฉลาดแหลมคมเต็มภูมิแล้วย้อนมาสั่งสอนโลกอย่างเต็มภูมิ เป็นยังไงเราดูเอา คนนับถือท่านอาจารย์มั่นทั่วประเทศไทยเราจนตลอดถึงเมืองนอก นั่นผลแห่งการปฏิบัติธรรม รู้ธรรมเห็นธรรม มีใจเป็นหลักเป็นเกณฑ์ด้วยอรรถด้วยธรรมแล้ว สั่งสอนโลกได้ลึกซึ้งกว้างขวางขนาดไหน พิจารณาดูซิ นี่ละธรรมภายในใจ สมบัติภายในใจแท้เป็นอย่างนี้ ผิดกับสมบัติกาฝากเป็นไหนๆ

ใจเป็นสิ่งสำคัญ มีอำนาจมาก สามารถทำประโยชน์ได้มากมายเมื่อมีคุณสมบัติอยู่ภายในใจแล้ว แล้วโบสถ์หลังไหนที่มีอำนาจวาสนามากไปเที่ยวประกาศศาสนาสอนโลกสงสารให้คนเข้าถึงธรรม ธรรมถึงใจซาบซึ้งเป็นคนดีขึ้นมาได้ เราเคยเห็นโบสถ์หลังไหนบ้าง ทั้งนี้เราไม่ได้ประมาท แต่แยกมาเทียบเคียงตามหลักเหตุผล เราไม่ได้ประมาทและไม่ได้ห้ามว่าไม่ให้สร้างโบสถ์ สถานที่ควรสร้างเราไม่ว่า แต่สถานที่ที่ไม่ควรสร้างก็ไม่ควรมาทำลาย สถานที่นี่เป็นสถานที่สร้างจิตใจ ด้วยจิตตภาวนาให้มีหลักฐานมั่นคง พระองค์หนึ่งๆ ได้ประโยชน์ทางด้านจิตใจแล้ว จะทำประโยชน์ให้โลกได้รับกว้างขวางมากมายเพียงไร เราคิดหมดแล้วเรื่องเหล่านี้

เพราะฉะนั้นบรรดาท่านทั้งหลายที่มาสู่สถานที่นี่ มาจากภาคต่างๆ กัน ผมจึงเห็นใจและอุตส่าห์พยายามอบรมสั่งสอนอยู่เสมอ ไม่ละไม่ปล่อยไม่วาง แม้จะสอนประชาชนไม่ได้ในบางกาลเพราะเกี่ยวแก่สุขภาพไม่อำนวย ผมก็พยายามหาเวล่ำเวลาอบรมพระ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของพระโดยตรง เวลาพระได้รับประโยชน์จากการได้ยินได้ฟังแล้วปฏิบัติตนเต็มเม็ดเต็มหน่วย จนเป็นหลักเป็นเกณฑ์ภายในจิตใจแล้ว การประกาศศาสนานั้นหากเป็นไปเองตามภูมินิสัยวาสนา เมื่อมีสมบัติแล้วย่อมแจกจ่ายได้อย่างไม่อัดไม่อั้น ตามแต่เหตุการณ์สถานที่จะอำนวย แต่แบบขายก่อนซื้อ แบบสุกก่อนห่ามนั้นมันจมทั้งนั้นแหละ ตนยังไม่รู้เรื่องอะไร สอนตนก็ยังไม่ได้ แต่อวดฉลาดแหวกแนวไปสอนคนอื่นนั้น ตนและธรรมเลยกลายเป็นโลก แล้วก็ร้ายยิ่งกว่าโลกไปอีก จะจัดว่าเป็นอุบายวิธีที่น่าชมเชยได้ยังไง นั้นไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ทางของสาวกท่านที่พาดำเนินมา

ท่านรู้เสียก่อน องค์ไหนๆ ก็เหมือนๆ กัน ก่อนที่จะนำธรรมไปสอนโลก รู้เห็นเสียก่อน ไม่อย่างนั้นเอาอะไรไปสอนเขา เอาแต่คำพูดเฉยๆ ไปสอนเขามีหลักมีเกณฑ์อะไร ก็ไม่มีที่ซึมซาบ ไม่มีที่ยึดที่เหนี่ยว ไม่เป็นเครื่องดึงดูดจิตใจของผู้ฟัง ไม่เหมือนผู้มีคุณธรรมเต็มหัวใจแล้วไปสอนคน นั่งอยู่เฉยๆ ก็เป็นคุณสมบัติอยู่ในตัว ผู้มีธรรมภายในใจอยู่ไหนก็มีธรรมอยู่นั้นแหละ การอบรมจิตใจมีคุณค่าอย่างนี้ ฉะนั้นขอให้พากันตั้งอกตั้งใจ เอาให้จริงให้จัง ฝังใจลงให้ถึงธรรม นับแต่สมาธิธรรมขึ้นไปโดยลำดับ

มรรคผลนิพพานอย่าไปคาดไปหมายที่ใด มีอยู่ในวงกายกับจิตนี้ อยู่ในวงขันธ์ห้านี้ เอาให้ดี สิ่งใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับใจก็พิจารณาไป เช่น รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส เพราะความสัมผัสความพัวพันความติด ทั้งรักทั้งชัง มันติดได้ทั้งนั้นแหละจิตใจ มันติดทั้งรักติดทั้งชัง ติดทั้งโกรธทั้งเกลียด ติดไปหมดติดไม่เลือก กินไม่เลือก เพราะฉะนั้นจึงต้องแยกแยะคลี่คลายออกให้รู้เรื่องของมันด้วยสติปัญญา จนจิตหายสงสัยแล้วถอนตัวเข้ามาที่เรียกว่าปล่อยวาง เพราะความเข้าใจแล้วด้วยการพิจารณา ผลสุดท้ายก็ไม่ไปที่ไหน ลงมารวมที่ใจ เมื่อใจไม่กังวลวุ่นวายเพราะปัญญาหว่านล้อมให้ทราบเรื่องราวหมดแล้ว ใจก็หายกังวล ทีนี้จะทำสมาธิภาวนาเมื่อไร ใจก็สงบสะดวกสบาย ใจมีแต่ความสงบร่มเย็นเป็นเรือนอยู่

เอ้า คลี่คลายทางด้านปัญญา อย่าอยู่เฉยๆ เมื่อถึงกาลเวลาที่ควรพิจารณาต้องพิจารณา ปัญญาเป็นสิ่งสำคัญอยู่มาก สติเป็นภาคพื้นเป็นเครื่องควบคุมงานให้เป็นไปด้วยความเจาะจง เป็นไปด้วยความรู้สึกตัว เป็นไปด้วยเจตนา ปัญญาก็ทำหน้าที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อเห็นผลแห่งการพิจารณามากน้อยแล้ว ปัญญาก็เขยิบไปเรื่อยๆ เพราะความมีแก่ใจ เหมือนกับเราค้าขายที่มีกำไรขึ้นมา นักการค้าก็มีความขยันหมั่นเพียร ถ้าค้าอะไรก็มีแต่ลักษณะซื้อสิบขายห้าๆ ขาดทุนๆ คนเราก็ขี้เกียจ เมื่อซื้อห้าขายสิบๆ ได้กำไรก็ขยันไปเอง

ใจก็เหมือนกัน เมื่อพยายามตั้งอกตั้งใจภาวนาแล้ว จะต้องเป็นลักษณะซื้อห้าขายสิบไม่สงสัย แต่การนั่งอยู่เฉยๆ เหมือนหัวตอ ไม่มีความรู้สึกอะไร ใจลอยไม่มีสติกับอรรถกับธรรม แต่ใจไปวุ่นวายอยู่กับโลกภายนอกซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสตัณหา ล้วนๆ นั้นแหละเป็นงานสั่งสมกิเลสมาทับถมจิตใจให้มีความอับเฉายิ่งขึ้นไป แถมยังมัวเมาเสียด้วยซ้ำ คือมัวคิดมัวอ่านกับอารมณ์อันเป็นพิษอยู่อย่างนั้น ไม่รู้อรรถรู้ธรรมว่าเป็นยังไง เดินจงกรมก็มีแต่ก้าวขาไป นั่งสมาธิก็สักแต่ว่ากิริยา มีแต่กิริยา ความทำจริงๆ คือจิต มันเป็นไปตามโลกตามสงสาร รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส อดีต อนาคตวุ่นไปหมดภายในใจ จะเอาอะไรมาเป็นกำไร ก็มีแต่ขาดทุนป่นปี้ละซิ

ทีนี้เจ้าของก็ขี้เกียจ เพราะเจ้าของหากทำทางขี้เกียจให้ตัวเองเจ้าของก็เดินเอง ผลแห่งความขี้เกียจคือกองทุกข์ถมหัวใจทุกภพทุกชาติไม่มีที่สิ้นสุด เพราะจิตที่ขี้เกียจทางหนึ่งย่อมขยันในอีกทางหนึ่ง เมื่อขี้เกียจทางความเพียรเพื่อการชำระกิเลส ก็ต้องขยันในการสั่งสมกิเลสไม่มีทางหยุดหย่อนเกียจคร้านเลย ผลคือกองทุกข์ทางใจจึงต้องพอกพูนหนาแน่น เพราะฉะนั้นจงเห็นความขี้เกียจเป็นโทษแก่เราเอง แล้วพยายามพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงสติปัญญา เพื่อลบล้างความขี้เกียจด้วยอุบายต่างๆ นั้นแหละจึงจะมีวันรู้เห็นธรรมไปโดยลำดับ

การสร้างตัวเราเองนี่แหละสำคัญมากยิ่งกว่าสร้างสิ่งอื่นใด จะหนักจะเบาก็ช่างเถอะ มันเท่าตัวของเรานี่แหละ ไม่สุดวิสัยกำลังของเราไปได้ พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ให้พอเหมาะพอสมกับเราอยู่แล้ว ปริมาณแห่งธรรมที่พอประมาณก็ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ สรุปลงแล้วก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ก็ไม่เห็นมากมายจนเกินความสามารถ และอยู่ในวงกายกับจิตของเรานี้ทั้งนั้น ทำไมเราจะทำไม่ได้รู้ไม่ได้เล่า

เดินจงกรมก็ให้สืบเนื่องไปโดยลำดับด้วยสติ นั่งสมาธิก็ให้สืบเนื่องไปโดยลำดับด้วยสติ การบังคับบัญชาตนอยู่เสมอนั้นแลคือผู้มีความเพียร ความเห็นว่าการบังคับบัญชาจิตใจเป็นเสี้ยนเป็นหนามแล้วไม่อยากทำ อยากอยู่เฉยๆ เหมือนคนสิ้นท่าและปล่อยตามอำเภอใจนั้นเป็นคุณงามความดี นั้นแหละคือกองทัพกองแทรกแซงของกิเลสมันเข้ากระซิบกระซาบภายในใจ จนหลงเคลิ้มไปตามมันและลืมเนื้อลืมตัวไปแล้ว กลับเห็นว่าความเพียรเป็นข้าศึกแก่ตน เห็นว่ากิเลสนั้นเป็นมิตรเป็นสหาย นั้นแหละคือหนทางเกิด-ตายไม่มีหยุดมียั้ง เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด วกไปเวียนมาเพราะถูกมนต์ขลังของกิเลสเข้าเต็มเปา เขลาไม่มีวันสร่าง ธรรมซึ่งเป็นยาแก้แต่กลับเห็นว่าเป็นยาพิษ สิ่งที่ผิดเห็นว่าเป็นคุณ นี่คือมนต์ขลังของกิเลสทำแก่สัตว์โลกเรื่อยมาอย่างได้ผลเกินคาด พากันทราบเสียถ้าไม่ต้องการให้มันกล่อมอยู่เรื่อยไป และนอนจมอยู่ในกองทุกข์ร่ำไป

สถานที่อยู่นี้ก็รู้สึกว่าพอเหมาะสม แม้ว่าจะไม่เป็นมหาวิทยาลัยดังครั้งพุทธกาลที่ท่านอยู่ตามป่าตามเขาอันเหมาะสมอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นป่าเป็นที่เหมาะสมพอประมาณ เราก็พยายามช่วยเหลือทุกด้านทุกทาง เพราะเห็นใจหมู่เพื่อนผู้มาบำเพ็ญ เราพอพูดได้ไม่ว่าชาติชั้นวรรณะใดที่เข้ามาเกี่ยวข้องที่นี่ เหตุผลที่ควรพูดมีอยู่เราพูดได้ เราไม่เกรงผู้ใดในโลกอันนี้ให้นอกเหนือธรรมไป เคารพธรรมมากยิ่งกว่าเคารพผู้ใดสิ่งใดในโลก เมื่อถึงกาลที่จะพูดโดยอรรถโดยธรรมแล้วเราพูดได้ เพื่อไม่ให้ใครไปรบกวน เวลานี้ท่านภาวนาอย่าไปกวนท่าน เวลานี้ท่านกำลังทำงานคือเดินจงกรมบ้างนั่งสมาธิภาวนาบ้าง เวลาแสดงเสียงเอ็ดตะโรโฮเฮไป ท่านได้ยินเสียงท่านก็หลบหลีกหนีเสีย นั่งภาวนาอยู่ก็หลีกหนีเสีย กำลังเดินจงกรมก็หลีกหนีไปเสีย ทำให้เสียงานเสียการของท่าน ไม่ควรไปรบกวนในเวลาเช่นนี้

เวลาไหนที่เหมาะสมเราก็บอกเขาให้เป็นที่เข้าใจ ใครจะโกรธจะเคียดเราไม่ติดใจ เพระถือว่าการพูดลงไปด้วยเหตุด้วยผลนั้นเป็นความถูกต้องดีงามแล้วทั้งฝ่ายเขาฝ่ายเรา ไม่มีอะไรเป็นความเสียหาย หากจะเกิดเป็นความเสียหายภายในใจเขา ก็เพราะเหตุของเขาคิดขึ้นในทางไม่ดีของเขาต่างหาก แต่ใครจะไปถือโกรธถือเคียดเล่า แน่ใจว่าไม่มี เพราะต่างก็มามุ่งอรรถมุ่งธรรมอยู่แล้ว การบอกเตือนก็บอกเตือนโดยธรรมย่อมเข้ากันได้สนิทไม่สงสัย

เวลานั่งถ้ารู้สึกร่างกายมันหนักให้เดินมากๆ ไม่ได้ทำงานก็ให้เดินมากๆ เป็นการทำงาน ตั้งสติให้ดี ความเพียรอยู่กับสติเป็นสำคัญ การพิจารณาก็ถือร่างกายของเราหรือร่างกายของสัตว์ของคนหญิงชายได้ทั้งสิ้น เป็นเป้าหมายแห่งการพิจารณา เวลาพิจารณาให้เห็นตามความจริงของสิ่งนั้นๆ จริงๆ ด้วยสติปัญญา มรรคมีได้ทั้งภายนอกภายใน เพราะสมุทัยคือตัวกิเลสมันมีได้เกิดได้ทั้งภายนอกภายใน เช่น ติดรูป ติดเสียง กลิ่น รส เป็นต้น ก็เป็นสมุทัยแล้ว รูป เสียง กลิ่น รส ทั้งหลายมันอยู่ข้างนอก จิตไปติดสิ่งนั้นไปติดสิ่งนี้ ไปติดคนนั้นไปติดคนนี้ แก้เหตุติดข้องนั้นด้วยปัญญาจนเป็นที่เข้าใจก็เป็นมรรค เพราะฉะนั้นการพิจารณาจะพิจารณารูปใด หญิงใด ชายใด สัตว์ตัวใดได้ทั้งนั้น พิจารณาให้เป็นธรรม เช่น พิจารณาให้เป็นอสุภะอสุภังปฏิกูลโสโครกป่าช้าผีดิบ หรือพิจารณาเป็นอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ซึ่งเป็นความจริงด้วยกันได้ทั้งนั้น ข้างนอกก็ได้ข้างในก็ได้ถ้าพิจารณาเป็นมรรค

การพิจารณาต้องขัดต้องขืนกันฟัดเหวี่ยงกันระหว่างกิเลสกับธรรม เพราะทั้งสองนี้เป็นข้าศึกกันมาแต่กาลไหนๆ อยู่ในใจดวงเดียวกันมันก็เป็นข้าศึกกันอยู่อย่างนั้น ส่วนมากมีแต่กิเลสเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่เสมอโดยเราไม่รู้สึกตัว ถ้ารู้สึกตัวอยู่บ้างว่า เออ..วันนี้เราแพ้กิเลสประเภทนั้นๆ ก็จะพอมีอุบายวิธีหรือมีแก่ใจฟิตสติปัญญา ศรัทธา ความเพียรขึ้นให้กล้าแข็งและต่อสู้กันจนได้ชัยชนะ ย่อมสมนามว่านักรบ

การขึ้นเวทีไม่รู้แพ้รู้ชนะ มีแต่ถูกน็อกลงไปๆ สลบลงไปไม่รู้เนื้อรู้ตัว มันดูได้หรืออย่างนั้น เอาให้เห็นความแพ้ความชนะบ้าง จึงชื่อว่าผู้มีสติปัญญาทดสอบตัวเอง วันไหนเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาเท่านั้นๆ แต่ไม่ได้เรื่องอะไรเป็นเครื่องสะดุดใจ ความสงบก็ไม่ปรากฏให้เป็นเครื่องสะดุดใจ อุบายสติปัญญาควรที่คิดขึ้นมาก็ไม่พอเป็นผลให้เป็นเครื่องสะดุดใจ จะเรียกว่าทำงานได้ผลอย่างไรกัน เพราะมีแต่ขาดทุนโดยถ่ายเดียว

ต้องฟิตสติปัญญาขึ้นมาใหม่ พลิกอุบายขึ้นมาใหม่และพิจารณาต่อไปใหม่จนเห็นผลประจักษ์ใจ ไม่มีคำว่าถอยหลังนั่งเซ่อตาเหม่อมองแบบถูกน็อกจากกิเลส เพราะไม่ใช่วิถีทางของนักรบเพื่อชัยชนะ ถึงกาลเวลาเด็ดก็ต้องเด็ด เวลาธรรมดาก็ธรรมดาบ้าง เมื่อกิเลสมันโผนออกมาเราก็โผนเข้าใส่กันและรบกัน เอ้า จะตายก็ตายอย่าเสียดายชีวิตธาตุขันธ์ยิ่งกว่าธรรมคือแดนพ้นทุกข์ ซึ่งรอรับนักรบผู้กล้าหาญชาญชัยอยู่แล้ว นี่เคยเป็นมาแล้ว ไม่ได้พูดแบบลมๆ แล้งๆ นะ ถึงเวลาควรจะเอากันอย่างเต็มที่สุดเหวี่ยงก็ทำอย่างนั้นจริงๆ ถ้าได้ทำอย่างนั้นแล้วมันแน่ใจจุใจทุกๆ ครั้งที่ทำ และพูดได้อย่างเต็มปากว่าได้ผลคุ้มค่า ไม่เสียทีของการพลีชีพแบบสู้ตาย พร้อมทั้งรู้หน้ากิเลสตัวผาดโผนได้อย่างเต็มตาเต็มใจ (สติปัญญา)

ฉะนั้นอุบายต่างๆ ที่สอนนี้จงนำไปแยกแยะไปพิจารณาเอาเอง ผู้ปฏิบัติมีจริตนิสัยไม่เหมือนกัน แต่พึงทราบว่ากิเลสมันชอบความอ่อนแอเสมอนะ ธรรมะชอบความเข้มแข็ง ความเข้มแข็งเครื่องชนะความอ่อนแอคืออุบายของกิเลส ความฉลาดเป็นเครื่องชนะความโง่ กิเลสพาคนให้โง่พาจิตใจให้โง่ ตัวกิเลสนั้นไม่ได้โง่ สติปัญญาจึงต้องนำไปใช้เพื่อปราบปรามความโง่อันเป็นตัวกิเลสฝังใจนั้นให้หมดไปๆ ความสง่างามของใจไม่ต้องถามไม่ต้องบอกละ จะค่อยปรากฏขึ้นมาเอง

ธรรมสมบัติเป็นสิ่งสำคัญมาก โลกขาดธรรมสมบัตินี้แลโลกถึงได้ร้อน สมบัติภายนอกไม่เป็นประโยชน์อะไรพอที่จะให้โลกได้รับความร่มเย็น ถ้าไม่มีธรรมสมบัติอยู่ภายในใจเป็นคู่เคียงกัน จะรักษาตัวรักษาโลกให้มีความสงบร่มเย็นไปไม่ได้มนุษย์เรา ด้วยเหตุนี้ศาสนาจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งต่อมนุษย์ทุกเพศทุกวัย

อย่างที่พวกทำลายโลกทำลายความเป็นมนุษย์ลงให้เป็นสัตว์เสมอกันหมด เขาโจมตีนั้น ชาวพุทธบางรายก็แก้เขาไม่ได้ ที่เขาหาว่าศาสนาเป็นยาเสพติด เหมือนกับศาสนามีความบกพร่อง ทั้งที่ไม่มีอะไรผู้ใดจะสมบูรณ์เทียมเท่าศาสนาเลย ถ้าคนไม่เคยอ่านไม่เคยปฏิบัติศาสนาไม่เคยรู้ศาสนา ก็ไม่ทราบความจริงของศาสนาและหาทางแก้เขาไม่ได้ ว่าพระกินแรงงานส่วนเกินของคนอย่างนั้นอย่างนี้ พระอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรแก่โลกเขาว่าอย่างนั้น หม้อแกงไปไถนาให้คนเหรอ แต่เวลาได้ข้าวได้อาหารมาก็มาหุงต้มที่หม้อแกง มันงานคนละหน้าที่ๆ เช่น ไฟฟ้าเครื่องชาร์จแบตเตอรี่มันไปทำงานให้ใคร กระแสไฟที่ส่องสว่างทั่วดินแดนนั้นมันออกจากไหนถ้าไม่ออกจากที่ชาร์จหรือโรงไฟฟ้าน่ะ การสั่งสอนอบรมคนให้มีหลักเกณฑ์ให้รู้ความผิดถูกชั่วดี และเพื่อเป็นกำลังใจในการประกอบกิจการต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นมาแต่ไหนแต่ไร โดยที่ผู้สั่งสอนไม่จำต้องไปประกอบกิจการต่าง ๆ  ดังผู้มาศึกษาอบรม การอบรมสั่งสอนเพื่อผลของงานอันถูกต้องดีงามไม่ผิดพลาดซึ่งเหมือนกับชาร์จแบตเตอรี่ ถ้าไม่ใช่เรื่องศาสนาจะเป็นเรื่องอะไร

คนไข้ไม่ติดยาไม่ติดหมอ ไม่เกี่ยวข้องกับยาไม่เกี่ยวข้องกับหมอ จะหายจากโรคกลับเป็นคนดีได้ยังไง ยิ่งกว่านั้นมันก็เป็นคนตายเท่านั้นเอง พิจารณาดูซิ คนไข้ต้องพัวพันกับยาพัวพันกับหมอ เพราะเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเกี่ยวข้องกัน ถ้าคนไข้ถือว่า การรับประทานยาจากหมอการติดต่อเกี่ยวข้องกับหมอเป็นยาเสพติดแล้ว คนไข้คนนั้นมันก็ต้องตาย คนมีกิเลสก็เป็นคนไข้แต่ละคนแต่ละประเภทๆ เพราะมีความผิดเต็มตัวมีโทษเต็มใจ ไม่มียาธรรมโอสถคือศาสนาช่วยบำบัดรักษา ไม่มีครูอาจารย์แนะนำสั่งสอนแล้ว มันจะหาความดีงามมาจากไหนคนเรา โรคคือความโลภมันก็รุนแรง โรคคือความโกรธก็รุนแรง โรคคือความหลงไม่มีขอบเขตเหตุผลก็รุนแรง จนทำโลกให้แตกได้ถ้าไม่มียาคือธรรมบำบัดรักษาเลย

เมื่อนำศาสนาเข้ามาแก้ไขดัดแปลง หรือชะล้างสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อความสงบสุขของโลกให้เบาบางลงพอมนุษย์อยู่ด้วยกันได้ด้วยความสงบสุข มันเป็นความเสียหายที่ตรงไหน คนดีขึ้นทุกวัน  อาการทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น โลกได้รับความร่มเย็น เพราะศาสนธรรมกล่อมเกลาขัดถู แล้วศาสนาเป็นยาเสพติดทำให้คนเสียคนที่ตรงไหน เหมือนอย่างคนไข้หายจากโรคด้วยยา หายจากโรคด้วยหมอ มันเป็นยาเสพติดทำให้คนเสียคนที่ตรงไหน หาที่ตำหนิว่าไม่ถูกไม่ดีที่ตรงไหน นอกจากคำกล่าวหาเหล่านั้นเป็นการอุตริหาเรื่องก่อกวน และทำลายความสงบสุขของโลกให้ฉิบหายโดยถ่ายเดียว ไม่มีสารคุณแม้แต่นิดเลย จะเป็นคำพูดวิเศษวิโสมาจากเทวดาตนใด จึงจะพอลงใจเชื่อถือได้

ยาเสพติดเป็นสิ่งที่ทำให้คนเสียคนต่างหาก ศาสนาไม่ได้ทำให้คนเสียคน นอกจากทำคนให้ดีและดีเยี่ยมโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ผู้ไม่ถืออะไรเลยนั่นแหละคือคนตายหมดสารคุณ ผู้ไม่ได้ติดอะไรไม่ได้เกี่ยวข้องกับอะไรเลยคือคนตายไร้คุณค่า เพราะคนตายไม่รู้สึกสนใจกับอะไรทั้งสิ้น เราเป็นคนดีๆ ยังมีชีวิตอยู่ ต้องมีความจำเป็นในสิ่งที่เห็นว่าจำเป็นอยู่ร่ำไปทั่วโลกดินแดน จนชีวิตหาไม่แล้วจึงไม่ถืออะไรไม่สนใจกับอะไรเพราะสุดวิสัย

ร่างกายมีความจำเป็นกับวัตถุ เช่น ข้าว อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยปัจจัยประเภทต่างๆ ส่วนใจมีความจำเป็นกับศาสนธรรมเป็นอย่างยิ่งทีเดียว เพราะธรรมเป็นเครื่องเสวยของใจโดยตรง วัตถุไม่ใช่วิสัยของใจ ธรรมเป็นทั้งเครื่องส่องทางเป็นทั้งเครื่องเสวย เป็นที่อบอุ่นของใจ ใจต้องพึ่งพิงธรรมตลอดไปจนถึงจุดที่หมายซึ่งไม่ต้องอาศัยอะไรมาส่งเสริมเพิ่มเติม เหมือนคนเดินทาง เมื่อยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางเมื่อไร ทางย่อมมีความจำเป็นตลอดไป หรือเช่นเดียวกับคนไข้เมื่อยังไม่หายจากโรค ยากับหมอต้องมีความจำเป็นที่คนไข้จะต้องเกี่ยวข้องอยู่ตลอดไป จะว่าติดหรือไม่ติดความจริงก็เป็นอย่างนี้ นั้นมันเป็นเรื่องใจสกปรก ปากสกปรก ใจมืดใจบอดใจไม้ไส้ระกำ ใจไม่มีความรู้ไม่มีความหมาย จึงไม่รู้จักคิดสนใจในสิ่งที่เป็นสารคุณ จึงพูดเพื่อทำลายมนุษย์ผู้มีจิตเป็นกุศลให้ขาดผลขาดประโยชน์ ยิ่งกว่านั้นก็ทำให้คนโง่หลงและเสียไปด้วยอย่างน่าเสียดาย

จิตคนเราเมื่อยังมีกิเลสตัณหาอาสวะครอบงำอยู่ เรากำลังดำเนินเพื่อการแก้ไขถอดถอนยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางตราบใด ธรรมต้องเป็นของจำเป็นอยู่ตราบนั้น  เพื่อเป็นเครื่องชี้แนวทางอยู่เรื่อยไป จนกระทั่งถึงที่สุดจุดหมายปลายทางแล้ว ปุญญปาป ปหินบุคคล นั่น ใจย่อมปล่อยเอง เพราะเป็นผู้มีบุญและบาปอันละเสียแล้ว เหมือนเราเดินขึ้นมาบนศาลานี้ เมื่อขึ้นถึงที่แล้วบันไดก็หมดปัญหาไปเอง ใครไปกอดบันไดไว้มีไหมเมื่อถึงที่แล้ว นี่ศาสนาก็ไม่ได้สอนให้คนกอดแบบนั้นนี่ คนที่หายจากโรคแล้วก็ไม่ใช่จะมากอดยากอดหมอไว้ เมื่อหายจากโรคแล้วก็ปล่อยวางกันไปเองกับยากับหมอ นี่เมื่อธรรมเข้าถึงใจอย่างเต็มภูมิแล้ว ก็เป็นเหมือนคนไข้กับยากับหมอนั่นเอง หากปล่อยวางกันเอง แล้วศาสนาเป็นยาเสพติดที่ตรงไหน

เวลานี้ศาสนธรรมกับใจเรา จงเอาให้เต็มที่ ให้ติดพันกันอยู่อย่างนั้นอย่าลดละ สติปัญญาเอาให้ติดพันกับกิเลสตัวแสบ ตัวเป็นยาเสพติดกันทั่วโลกธาตุ กิเลสพาให้สัตว์ทำชั่วมัวหมองถึงกับมืดบอดไม่มองเห็นบุญเห็นบาปอะไรเลย ไม่อายเด็กๆ ที่เขามีศาสนาประจำใจบ้างก็นับว่าเป็นโรคประเภทไอ.ซี.ยู. หมดหวังทั้งที่ลมหายใจยังฟอดๆ อยู่ กิเลสมันเป็นยาเสพติดทำคนให้เป็นสัตว์ไปมากต่อมากไม่เห็นพูดกัน ส่วนธรรมะที่นำมาแก้กิเลสจะกลับเป็นยาเสพติดที่ตรงไหน ตัวกิเลสมันเป็นยาเสพติดต่างหาก มันติดมาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้วจนนับภพนับชาติไม่ได้ ผู้หนึ่งมันกี่กัปกี่กัลป์ เรื่องเกิดเรื่องตาย เพราะอำนาจของกิเลสพาให้เป็นไป นั่นมันเป็นยาเสพติดหรือไม่ติด ใครปล่อยกิเลสได้สักคน เบื่อหน่ายในกิเลสได้สักคน หลุดพ้นจากกิเลสได้สักกี่คน ไม่เห็นมี กิเลสมันติดอยู่ในหัวใจนี่จนมองดูใจไม่เห็นเลย ทำไมไม่พูดตรงนี้ไม่ตำหนิตรงนี้ไม่แก้ตรงนี้ ถ้าเป็นนักกีฬาจริงต้องพูดต้องยอมรับความจริงกัน โลกเขาโลกเราจะได้มีวันสงบเย็นบ้างสมกับมีมนุษย์ครองโลก ไม่ปล่อยให้ความชั่วครอบหัวใจมนุษย์โดยถ่ายเดียวดังที่เป็นอยู่ทั่วดินแดน

สติเป็นของสำคัญ พูดเสมอสติ ปล่อยไม่ได้เพราะเป็นธรรมจำเป็นอย่างยิ่งกับตัวเราผู้ประกอบความเพียรเพื่อความหลุดพ้น ไม่ใช่เพียรเพื่ออยู่ในวัฏวน จงมีสติประจำตัว อุบายวิธีเปลี่ยนแปลงของการภาวนานั้น มันแล้วแต่จะปลุกใจตนเองด้วยอุบายวิธีใด ที่จิตจะมีความสนใจจดจ่อและสติจะสืบเนื่องกัน ต้องพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงหลายท่าหลายทาง แม้คำบริกรรมก็มิใช่จะเป็นคำเดียวแต่ต้นจนตลอดไป ผู้ฉลาดต้องหาอุบายเปลี่ยนแปลงไปตามที่เห็นควรในจังหวะนั้นๆ ทั้งนี้แล้วแต่อุบายของสติปัญญา นี่ก็เคยทำมาอย่างนั้นเหมือนกันไม่ใช่ไม่เคยทำ สิ่งที่นำมาสอนมีแต่สิ่งที่เคยปฏิบัติดำเนินและเห็นผลมาแล้วทั้งสิ้น จึงกล้าสอนตามความเป็นจริง ไม่คิดกลัวว่าจะผิดไป

การพิจารณาทางด้านปัญญาก็ไม่ว่าภายนอกภายในในสติปัฏฐานสี่ กาเยกายานุปสฺสี วิหรติ. อชฺฌตฺตา วา กาเยกายานุปสฺสี วิหรติ, พหิทฺธา วา กาเยกายานุปสฺสี วิหรติ. อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ. พิจารณาทั้งกายนอกกายใน พิจารณากายนอกบ้างกายในบ้าง พิจารณาทั้งกายนอกกายใน ย่อมเป็นมรรคทั้งนั้นถูกต้องทั้งนั้นแหละ เวทนาก็เหมือนกัน เวทนานอกเวทนาใน เวทนานอกที่เขาเป็นทุกข์กัน แต่เวทนานอกของคนอื่น เวลาเป็นทุกข์เป็นสุขถ้าเขา  ไม่แสดงอาการออกมาเราก็ไม่รู้ แต่สำหรับการปฏิบัติแล้วเราถือกายเวทนาเป็นเวทนานอก จิตเวทนาเป็นเวทนาใน สำหรับการปฏิบัติเรามีความรู้สึกแน่ใจอย่างนี้

ก็ไม่ปฏิเสธเรื่องเวทนานอก เช่น เขาร้องห่มร้องไห้แสดงทุกขเวทนาขึ้นมา แต่อันนั้นมันห่างไกลมากต่อสติปัฏฐาน ๔ ที่มีอยู่กับตัวของเราอย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว ถ้าเวทนาในเวทนานอกไม่มีอยู่ในกายในจิตนี้ จะมีอยู่ที่ไหน สติปัฏฐาน ๔ ก็ไม่สมบูรณ์ละซิ นี่สติปัฏฐาน ๔ มีสมบูรณ์แต่ละคนๆ นอกจากไม่ฟื้นขึ้นมาพิจารณาให้เห็นเด่นชัดเท่านั้น เช่น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ก็มีอยู่ในกายในจิตอันเดียวกันนี้มีสมบูรณ์อยู่แล้ว สติปัฏฐาน ๔ ก็มีอยู่ในกายในจิตสมบูรณ์อยู่แล้ว ถ้าลงเป็นที่แน่ใจว่าสมบูรณ์อยู่แล้วนี้ แม้จะพิจารณาเรื่องนอกเข้ามาประกอบกันดังที่เคยได้อธิบายไว้แล้วก็ไม่มีอะไรขัดข้อง แต่ให้เห็นอย่างนั้น อย่าไปเห็นขัดแย้งต่อธรรม ใครจะพิจารณาไปทางไหนได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความฉลาด พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนคนให้โง่

เอาให้จริงให้จังซิ ให้เห็นกิเลสหลุดลอยไปด้วยสติปัญญาของเราจริงๆ เพราะเป็นไปได้จริงๆ เช่น พิจารณาอสุภะก็เอาจริงๆ จนเกิดความสลดสังเวชน้ำตาร่วง อสุภะเป็นอย่างนี้เหรอๆ เห็นกายเห็นอย่างนี้เหรอ มันออกอุทานภายในใจขึ้นมาเอง เพราะมันเป็นจริงๆ รู้เห็นจริงๆ และสลดสังเวชขึ้นมาภายในใจ แล้วร่างกายก็เปื่อยพังทลายลงไปๆ สติปัญญาจ่อลงไปตรงไหนเหมือนกับเอาไฟเผาพร้อมๆ กันไป กระจายลงไปเปื่อยลงไปให้เห็นอย่างชัดเจน จากอสุภะก็แปรลงไปเป็นธาตุ มีแต่ธาตุกับจิตเท่านั้น เมื่อร่างกายสลายลงไปหมดแล้ว

แต่อย่าไปคิดคาดคิดหมายกับการอธิบายนี้นะไม่ถูก จะเป็นสัญญาอารมณ์ พิจารณาจนมันลงถึงที่สุดของมันในขั้นนี้แล้ว จิตจะเข้าใจได้อย่างชัดเจนพร้อมด้วยความอัศจรรย์เกินคาด ว่า.โธ่มีแต่ของปฏิกูลเต็มร่างกายทุกส่วน จากนั้นก็แปรเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ มันหลงอะไรเมื่อเป็นอย่างนี้ ไปเสกสรรปั้นยอมันหาอะไร ความจริงมันมิได้เป็นไปตามความเสกสรรนั่นเลย มันเป็นดังที่พิจารณารู้เห็นอยู่เดี๋ยวนี้ต่างหาก ความเสกสรรนั้นมันคือของปลอมจากกิเลสล้วนๆ เพราะกิเลสมีอำนาจมากแหลมคมมากทีเดียว ของไม่สวยไม่งามมันก็เสกสรรว่าสวยว่างาม เราก็เชื่อมัน ของ อนิจฺจํ เป็นของไม่เที่ยงแปรสภาพอยู่ตลอดเวลา มันก็เสกเป่าว่าเป็นของจีรังถาวร เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขาไปได้อย่างไม่อายความจริงคือธรรมบ้างเลย ทุกฺขํ อนตฺตา พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าเป็นทุกข์ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เขาไม่ใช่ของเขาไม่ใช่ของใคร กิเลสก็ไปลบล้างให้เป็นตามมันเสียสิ้น

เหมือนเทวทัตที่ลบล้างศาสดาลบล้างศาสนานั่นแล ทุกวันนี้มันกำลังลบล้างอย่างนั้นแหละ เช่น หาว่าศาสนาเป็นยาเสพติดเป็นต้น มันลบล้างแบบกิเลสลบล้างธรรมนั่นแล ปากว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แต่จิตไม่ได้รู้เห็นไปตามอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แต่มันไปตามแบบกิเลสกันทั้งนั้น และลบล้างธรรมของตัวเองให้งอกเงยขึ้นไม่ได้ อสุภะอสุภังความจริงก็เห็นกันอย่างชัดๆ ไม่ปิดบังเลย มีอยู่ทุกตัวสัตว์บุคคล แต่ใจก็ไม่เห็นว่าเป็นอสุภะอสุภัง มันเห็นเป็นของสวยของงามไปเสีย จึงเป็นเรื่องของกิเลสลบล้างธรรมทั้งนั้น ถ้าได้รู้ตามเรื่องของธรรมจริงๆ ที่ท่านสอนไว้ ใครจะมาฝืนแบกหามอุปาทานให้มันกดถ่วงจิตใจ ให้ทุกข์ร้อนแทบล้มแทบตายทั้งวันทั้งคืนอยู่อย่างนี้ล่ะ มันต้องสลัดปัดทิ้งด้วยกันทั้งนั้นแหละคนเรา ถ้าเห็นโทษเห็นภัยจากการพิจารณาจริงๆ ตามหลักธรรมไม่สงสัยแล้ว เมื่อไม่มีกิเลสตัวจอมปลอมร้ายแรงขัดแย้งหลักธรรมภายในใจแล้ว จะเห็นความจริงโดยลำดับๆ ใจจะปล่อยวางว่างเปล่าไปเรื่อยๆ มีความสบาย หวิว ปัญญาก็พุ่งตัวได้สะดวก เอ้า มันขัดที่ตรงไหน มันข้องที่ตรงไหน ตามแก้ตามปลดมันจนได้

รูป กายทั้งกายก็คือกองรูปอยู่แล้ว แยกแยะออกดูทั้งเรื่องอสุภะอสุภังตลอดเส้นเอ็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ต่อกันเป็นร่างกาย มันก็เห็นทุกชิ้นทุกอันน่ะซิ อวัยวะส่วนต่างๆ ที่ติดต่อกันเป็นก้อนเป็นกลุ่มจนเป็นร่างเป็นกายอยู่เวลานี้ ก็อาศัยเส้นเอ็นรัดรึงไว้ หนังหุ้มห่อไว้เท่านั้น มันเหมือนผ้าคลุมศพนั้นแล ผ้าคลุมศพมันเป็นของดิบของดีอะไรบ้าง ฟังว่าศพๆ อันนี้มันก็หนังหุ้มกระดูก หุ้มเนื้อ หุ้มของสกปรกโสโครกไว้ มันจึงเหมือนผ้าห่อศพไว้นั้นแหละ ผิดอะไรกับผ้าหุ้มห่อศพ พิจารณาหยั่งปัญญาลงให้ถึงความจริงให้เห็นความจริงอย่างนี้ซิ ใจก็ถอนของมันเอง อุปาทานจะหนาแน่นขนาดไหน มันก็เหมือนกับความมืดนี่แหละ จะมืดขนาดไหน มืดมานานกี่กัปกี่กัลป์ก็ตาม พอเปิดไฟจ้าขึ้นเท่านั้นความมืดแตกกระจายไปหมด นี่เมื่อปัญญาความสว่างได้หยั่งลงตรงไหนแล้ว ความมืดคือกิเลสมันแตกกระจายไปหมด นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา ท่านว่า แสงสว่างเสมอด้วยปัญญานี้ไม่มี ไม่มีอะไรสว่างเสมอด้วยปัญญา พระอาทิตย์ก็ส่องมาแต่ที่แจ้งเท่านั้น แต่ที่มืดพระอาทิตย์ไม่ตามส่องได้ ส่วนปัญญานี้ส่องได้ตลอดทะลุปรุโปร่งไปหมด จึงเรียกว่า โลกวิทู รู้แจ้งเห็นจริงโลกทั้งสาม

เราพิจารณารู้เห็นในขันธ์ในใจเราแจ้งชัดฉันใด สิ่งภายนอกเหล่านั้นก็ฉันนั้นเหมือนกันไปหมด แทงทะลุไปหมดด้วยปัญญาที่ซึ้งภายในใจ การพิจารณากายพิจารณาอย่างที่ว่านี้ กายในกายนอกเหมือนๆ กัน รู้ในรู้นอกทะลุถึงกันหมด เราถนัดทางไหน ถนัดทางอสุภะก็ฟาดลงไปให้เห็นเป็นกองอสุภะอสุภังปฏิกูลโสโครกเต็มเนื้อเต็มตัวไปหมด มีแต่กองอสุภะทั้งนั้น ถ้าเราไม่นอนใจถูกกล่อมจากกิเลสให้หลับอยู่ตลอดเวลาเท่านั้นมันต้องรู้ เวลาพิจารณาเข้าใจแล้วก็ปล่อย มันไม่ฝืนถือต่อไปได้หรอก ที่ยึดถือก็เพราะความไม่รู้ เพราะความสำคัญมั่นหมายไปตามกิเลสให้มันมัดแน่น โดยสำคัญว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเราเป็นของเราเสียทุกชิ้นทุกอัน อะไรก็เหมาว่าเป็นเราเป็นของเรา อุปาทานเข้าไปแทรกไปสิงอยู่หมดทุกสรรพางค์ร่างกาย ธรรมเลยหาที่แทรกไม่ได้ ใจทั้งดวงกายทั้งร่าง สิ่งเกี่ยวข้องทั้งมวลมีแต่กิเลสตัวเป็นเราเป็นของเราเข้ามัดไว้หมด ไม่มองเห็นของจริงแม้นิดบ้างเลย

เมื่อปัญญาสอดแทรกเข้าไปตามที่ท่านสอนไว้แล้ว สิ่งเหล่านั้นก็ค่อยกระจายออกไปๆ สุดท้ายก็เข้าใจได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รู้รอบขอบชิด สละคืน ปฏินิสฺสคฺโค ตามของเดิมเขาเสีย อนาลโย หมดความห่วงใยอาลัยเสียดาย เพียงขั้นนี้ก็เป็นความสุขมากแล้ว ใจเบาแล้ว ใจเบาแสนเบา ถ้าพูดถึงการค้าขายก็มีกำไรมาก ตั้งตนเป็นเศรษฐีได้แล้วในขั้นนี้

ที่นี่ขั้นมหาเศรษฐี เอ้า สติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร ฟาดลงไป ความสุขความทุกข์มันมีอยู่ในขันธ์ มันก็สักแต่เวทนา ฟังซิท่านพูด เวทนาคือความเสวย มันแสดงขึ้นมาให้เราผู้ยังหลงยังยึดเสวย สุขเกิดขึ้นก็ดับไป แน่ะ เอาสาระอะไรกับมัน ทุกข์เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป อุเบกขาเฉยๆ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ทั้งทางกายและจิตใจ เอาเป็นสัตว์เป็นบุคคล เอาเป็นเราเป็นของเราที่ไหนได้ ถ้าหยั่งลงด้วยปัญญาแล้ว มันต้องเห็นเป็นความจริงแต่ละอย่างๆ ไปโดยลำดับไม่สงสัย

สัญญา สัญญานี้เป็นของละเอียดมาก ในวงขันธ์ห้ารู้สึกสัญญาละเอียดมากทีเดียว ในวงผู้ปฏิบัติทั้งหลายต้องได้พิจารณาอย่างละเอียดลออกว่าจะเข้าใจและปล่อยวางได้ มันค่อยซึมซาบออกไปวาดภาพหลอกเจ้าของได้อย่างแยบยลมาก สังขารยังมีกระเพื่อม ขณะที่จะปรุงมันรู้สึกมีอะไรๆ ภายในจิต แล้วกระเพื่อมตัวออกมาเป็นความปรุง แต่สัญญานี้ไม่กระเพื่อมเลย ค่อยๆ ซึมซาบออกไปด้วยความละเอียด เวลากำหนดลงไปจะปรากฏเป็นภาพหลอกเจ้าของอยู่แล้ว

จิตใจก็อยู่กับขันธ์ห้านี้แหละ เอาขันธ์ห้านี่เป็นเครื่องหลอกตัวเอง หลอกเรื่องนั้นหลอกเรื่องนี้ หลอกเรื่องสัตว์เรื่องบุคคล เรื่องอะไรต่ออะไร สัญญานี่หมายวาดภาพไว้ สังขารก็คิดไปปรุงไปตามมัน โน่นเวลาถึงขั้นที่ควรรู้ได้มันรู้เองเพราะอำนาจของปัญญานั่นแล สัญญาจะวาดภาพไปไหน พอกำหนดรู้ทันด้วยปัญญามันก็ถอยตัวเข้ามา เข้ามาอยู่ที่จิตนี้ ภาพก็หายไป ภาพอะไรขึ้นมาปรากฏ เวลาตามกำหนดพิจารณาเข้าจริงๆ ภาพเหล่านั้นจะย่นเข้ามาๆ สู่จิต จึงเป็นความจริงว่าภาพเหล่านี้ออกไปจากจิต เห็นได้อย่างชัดเจน จะภาพอะไรๆ ก็ตามมันออกไปจากใจ ใจเป็นผู้ไปปรุงหลอกตัวเองต่างหาก ภาพอันแท้จริงนั้นไม่มี มันมีอยู่กับสัญญา สังขารที่ปรุงหลอกตัวเองต่างหาก ภาพที่เราวาดขึ้นนั้นมันเป็นขึ้นจากใจ แล้วก็หลงและตื่นเงาจากภาพที่เกิดขึ้นกับตนไม่มีวันเบื่อหน่ายอิ่มพอ ใจถือเอาอาการของขันธ์ห้าที่แสดงอยู่นี้มาเป็นเครื่องเพลิดเพลินลุ่มหลงเศร้าโศกเสียใจ เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดกัปตลอดกัลป์

วิญญาณก็รู้แย็บๆ ขณะที่สัมผัสกับสิ่งภายนอก พอรับรู้แล้วก็ดับไปขณะที่สิ่งภายนอกดับไป และดับไปพร้อมๆ เหมือนแสงหิ่งห้อยหรือแสงฟ้าแลบ คิดไปพิจารณาไปทวนไปทวนมา ทวนกระแส พลิกหน้าย้อนหลังด้วยอุบายของปัญญาเพราะความไม่ไว้ใจในสิ่งเหล่านี้ เพื่อทราบความจริงของสิ่งเหล่านี้ด้วยความสนใจ พิจารณาไม่หยุดก็รู้จนได้ เมื่อรู้แล้วก็เป็นขันธ์ห้าอยู่อย่างนั้นแหละ เราไม่รู้มันก็เป็นของมันอยู่นั้น แต่มันเป็นเรื่องของสมุทัยถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ เพราะมันออกมาจากใจสมุทัยโน่น สมุทัยแท้ๆ กิเลสแท้ๆ อยู่ที่ใจ

การพิจารณาธรรมขั้นนี้เป็นความเพียรอัตโนมัติ คือหมุนตัวไปเองไม่ต้องบังคับเหมือนขั้นเริ่มแรกที่กำลังล้มลุกคลุกคลาน เพราะกิเลสมีกำลังมากมันฉุดลากเอาไว้ไม่ให้พากเพียร พอมาถึงขั้นกิเลสตาย ที่ยังเหลือก็หมอบและซ่อนตัว สติปัญญามีกำลังมากจึงหมุนตัวไปเองโดยไม่มีกิเลสตัวใดมาคัดค้านต้านทาน สติปัญญาพิจารณาเข้าไปตีตะล่อมเข้าไป เข้มงวดกวดขันเข้าไปโดยลำดับๆ จนเข้าใจเป็นระยะๆ เป็นวรรคเป็นตอน กิเลสก็แคบ งานก็มีวงแคบเข้าไปตามๆ กันและแคบเข้าไปๆ สุดท้ายกิเลสที่เหลือก็รวมตัวเข้าไปกองอยู่ในหัวใจดวงเดียว แย็บออกมาก็รู้ว่ามันออกจากใจนั้นเสีย ออกไปทางด้านสัญญาก็ไปไม่ได้ ออกไปทางด้านสังขารเป็นเรื่องเป็นราวก็ไปไม่ได้ เพราะสติปัญญาทันอยู่ทุกระยะ พอปรุงแย็บออกมาเหมือนแสงหิ่งห้อยมันก็ดับไปพร้อม เมื่อสติทันแล้วเรื่องราวก็ไม่สืบต่อกันไปยืดยาว สติรู้ทันก็ดับของมันรู้ทันกับรู้เท่าพร้อมอยู่ด้วย สติปัญญาก็ฟาดฟันหั่นแหลกกันลงไปตรงนั้น สุดท้ายก็เหลือแต่อวิชชา

อวิชชากับจิตมันเป็นอันเดียวกัน ถ้าสงวนจิตก็สงวนอวิชชาด้วยนั่นแล เพราะกำลังกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน รักจิตสงวนจิตก็รักอวิชชาสงวนอวิชชา ติดจิตก็ติดอวิชชา หลงจิตก็หลงอวิชชาเพราะมันอยู่ด้วยกัน ถึงขั้นนี้แล้วสติปัญญาทำงานไม่ต้องบังคับ นอกจากรั้งเอาไว้ให้อยู่ในความพอดีและให้เข้าพักสงบในสมาธิตามเวลาที่ควรไม่ให้บุกงานจนเกินไป จิตขั้นนี้มีแต่จะไปท่าเดียว มีแต่จะเอาให้ทะลุท่าเดียว ที่จะถอยย้อนไปข้างหลังไม่มีเลย เป็น อกุปฺปฯๆ มาโดยลำดับ จนกระทั่งถึงจุดพอตัวแล้วก็ลงนิวเคลียร์หรือปรมาณูซิ ปัญญาขั้นนิวเคลียร์ขั้นปรมาณูตูมลงไปตรงนั้น อวิชชาก็แหลกแตกกระจายไปหมดราวกับโลกธาตุหวั่นไหว (ความจริงโลกธาตุภายในจิตถนัดกว่าที่อื่นๆ)

ทีนี้หมดละ เชื้อที่เคยเกิดเคยตายมากี่ภพกี่ชาติกี่กัปกี่กัลป์ ก็เห็นได้อย่างประจักษ์ ว่าบัดนี้ไม่มีอีกแล้วเรื่องความเกิดความตายต่อไป เพราะเชื้อที่จะพาให้เกิดให้ตายคือ อวิชชานี้ได้ถูกทำลายโดยสิ้นเชิงแล้ว  นั่นแลที่ท่านว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ, วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ, เสร็จงานที่แสนลำบากแสนตะเกียกตะกาย แทบจะไปจะอยู่ สิ้นเสร็จในขณะอวิชชาตกบัลลังก์จากใจ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ญาณความรู้แจ้งชัดว่า จิตหลุดพ้นแล้วย่อมปรากฏขึ้นในขณะนั้น นี่งานของพระเราสิ้นสุดลงที่ตรงนี้ ไม่สิ้นสุดที่ตรงไหน สิ้นสุดตรงนี้เอง อวิชชาแตกกระจายลงไปแล้วก็เรียกว่าข้าศึกที่รบกันนั้นหมดฤทธิ์และตายเกลี้ยงไม่มีเหลือแล้ว สติปัญญาที่หมุนตัวเป็นเกลียวก็หมดภาระไปเอง หมดปัญหาไปเองเพราะไม่ได้ฆ่ากิเลสตัวใดอีกแล้ว กิเลสตัวไหนจะมาให้ฆ่าอีก เพราะมันฉิบหายหมดแล้ว จอมวัฏจักรสิ้นสุดลงไปแล้วก็หมดเท่านั้น

ผลแห่งงานของเราที่ทำมามากน้อยหนักเบาขนาดไหนเป็นธรรมเกินค่า เมื่อมาถึงตรงนี้แล้วหมดอดีตอนาคตไม่สำคัญมั่นหมาย ปัจจุบันก็รู้เท่าชัดเจนทุกอย่างแล้ว หมดทั้งอดีตทั้งอนาคตทั้งปัจจุบัน ปัญหาไม่มี แม้ยังมีชีวิตอยู่ท่านก็ไม่มีปัญหา ตายท่านก็ไม่มีปัญหาสำหรับท่านที่รู้อย่างนั้นแล้ว จะตายด้วยเหตุผลกลไกอะไรก็ตามไม่มีปัญหา เมื่อถึงขั้นหมดปัญหาแล้วไม่มีปัญหาทั้งนั้นสำหรับพระอรหันต์ท่านตาย ด้วยเหตุนี้เองท่านจะยืนนิพพานก็ได้ เดินนิพพานก็ได้ นั่งนิพพานก็ได้ นอนนิพพานก็ได้ ตามอัธยาศัยแห่งความถนัดใจของท่านแต่ละองค์ๆ ที่ท่านจะทำในวาระสุดท้ายแห่งขันธ์จะแตกสลาย

ดังท่านอาจารย์มั่นท่านแสดงที่เราเขียนไว้ในประวัติท่านนั้น เพราะเหตุไร เพราะทุกขเวทนาอันเป็นสมมุติภายนอกนี้ ไม่สามารถเข้าไปเหยียบย่ำทำลายจิตใจของท่านให้กำเริบให้หวั่นไหวได้ แล้วทำไมท่านจะทำนิพพานตามอัธยาศัยของท่านไม่ได้ เพราะจิตท่านอยู่เหนือสมมุติแล้วนี่ เวทนาก็เป็นสมมุติ ทุกขเวทนามันมีอยู่เพียงร่างกายนี้เท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปทับถมจิตใจของท่านให้หวั่นไหวไปได้เลย ท่านทำไมจะทำตามอัธยาศัยของท่านไม่ได้ล่ะ นิพพานท่าไรก็เอาซิ ในวาระสุดท้ายกิเลสตัวใดจะมาขัดขวางท่านได้อีก เมื่อมันตายด้วย กุสลา ท่านปราบเรียบแล้ว พวกเรามันพวกตาบอดหูหนวก ใจห้องน้ำห้องส้วมที่แสนสกปรกโสมม ยังไปกล้าให้คะแนนท่านตัดคะแนนท่านว่าเป็นไปไม่ได้ ที่ถูกควรเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่อายตาบอดของตัวบ้างหรือที่กล้าไปจูงคนตาดีน่ะ

ที่ได้มาเป็นครูเป็นอาจารย์สอนหมู่เพื่อนนี้ ผมเคยเป็นมาแล้ว ตอนที่จิตมันยังไม่ได้เรื่องได้ราว มันฝืนเราอย่างหนักทั้งๆ ที่จิตเราตั้งอกตั้งใจขนาดนั้นยังเป็นได้ กิเลสมันถอยใครเมื่อไร พอจากท่านอาจารย์มั่นไปได้ ๒-๓ วัน จิตมันดีดมันดิ้นหาเขียงสับยำเพื่อเป็นอาหารกิเลสอย่างเห็นได้ชัด ถึงทราบได้ชัดว่า อ๋อ…นี่มันกาจับภูเขาทอง….ว่าเจ้าของ อยู่กับครูบาอาจารย์จิตสงบร่มเย็น พอออกจากท่านมาแล้วไม่ได้เรื่องได้ราว ทำความเพียรก็เดินไปเฉยๆ ไม่มีอุบายอะไรที่จะแก้กิเลสได้สักตัวเดียว มีแต่ความฟุ้งซ่านภายในใจ นับวันรุนแรงขึ้นทุกวันๆ อยู่ห่างท่านไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ เรารู้แล้ว นี่หนีจากครูบาอาจารย์ไม่ได้เมื่อเป็นแบบนี้ เรารีบกลับคืนไปหาท่านทันที แต่เดชะบุญเวลากลับคืนไป ท่านไม่เคยตำหนิติเตียน ท่านไม่เคยขับไล่ไสส่งเลย ความจริงเราก็ไปภาวนา คิดว่าประมาณเดือนนั้นเดือนนี้ก็จะกลับมา แต่มันไม่ทันถึงเดือนนั้นเดือนนี้นี่นา ไฟนรกในใจมันเผาขึ้นมาก่อนนี่ ก็ต้องรีบกลับมา นี่ก็ได้เอาเรื่องที่เคยผ่านมาแล้วนี้แหละมาสอนหมู่เพื่อน เพราะจิตใจเราเหมือนๆ กัน

เรื่องของกิเลสแล้วจะไม่เดินนอกลู่นอกทางของกิเลสไป จะต้องไปตามทางของกิเลสโดยตรง ใครอุบายทันก็ได้ ใครอุบายไม่ทันก็จมไปเพราะมัน อาจริโย เม ภนฺเต โหหิ, อายสฺมโต นิสฺสาย วจฺฉามิ. ท่านถึงได้ว่า…พึ่งตัวเองยังไม่ได้ต้องอาศัยครูบาอาจารย์เป็นที่พึ่งไปก่อน ๕ พรรษานั้นท่านพูดไว้พอประมาณ ถ้า ๕ พรรษา ล่วงแล้วยังเป็นไปไม่ได้ก็ต้องอยู่เพื่อศึกษาอบรมกับท่านผู้ดีกว่าตนต่อไป คิดดูซิ พระ ๖๐ พรรษาที่ยังไม่มีหลักเกณฑ์ก็ยังต้องมาขอนิสัยจากผู้ ๑๐ พรรษา แต่มีหลักจิตหลักธรรมวินัย ท่านบอกไว้แล้วในพระวินัยเพราะมันไม่สำคัญอยู่กับพรรษา แต่สำคัญที่ความทรงตัวได้หรือไม่ได้ สำคัญตรงนี้ต่างหาก

อย่าเชื่อมันง่ายๆ กิเลส เราเคยเชื่อมันมานานแล้วได้ผลอะไรจากการเชื่อกิเลส นี้เราตั้งใจจะมาเชื่อธรรม การเชื่อธรรมต้องฝืนกิเลสถึงจะจัดว่าเชื่อธรรมและปฏิบัติตามธรรมได้ ถ้ายังไม่ฝืนกิเลสก็แสดงว่าเราเชื่อกิเลส ยอมจำนนต่อกิเลสร่ำไป ทั้งๆ ที่ว่าเราปฏิบัติธรรมนั้นแล เมื่อจิตยังตั้งหลักไม่ได้ต้องเป็นอย่างนั้นด้วยกันนักปฏิบัติเรา แม้ตั้งหลักได้แล้วก็ยังมีความจำเป็นโดยลำดับเกี่ยวกับครูบาอาจารย์ที่ตนจะต้องศึกษาต่อไป ไม่ใช่ว่าตั้งหลักได้แล้วจะไม่มีความจำเป็นกับครูอาจารย์ มันจำเป็นตามขั้นของจิตของธรรมนั่นแล

เมื่อพูดตามความจริงแล้วมันหนีจากท่านไม่ได้ ยิ่งจำเป็นมากขึ้นตามขั้นของจิตของธรรมภายในใจ นี่ผมก็เคยเป็นมาแล้ว ในขั้นที่พอตั้งตัวได้ เช่น จิตมีความสงบเป็นสมาธิเป็นหลักเป็นเกณฑ์ในจิตใจ ไม่วุ่นวายส่ายแส่กับสิ่งภายนอก แต่เราหวังจะก้าวหน้าละซิจะทำยังไงจึงจะก้าวหน้า เพราะอุบายวิธีต่างๆ จะพิจารณามันไม่ค่อยได้ความอะไร ลำพังตนทำเองไม่มีผู้บอกแนะ มันต้องมาอาศัยท่านอีกนั่นแหละ บางทีพิจารณาทางด้านปัญญามันติดขัดอะไรต่ออะไร อุบายวิธีเจ้าของที่จะแก้ความติดขัดซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสนั้น มันไม่ทันมันไม่พอมันก็แก้ไม่ได้ เมื่อเวลามาเล่าถวายท่าน ท่านใส่ปุ๊บเดียวเท่านั่น ปัญหาข้อข้องใจนั้นๆ แตกกระจายไปในทันทีทันใดเลย นี่ก็กิเลสหลุดลอยไปเพราะท่าน เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เห็นคุณค่าในการอยู่กับท่านน่ะซิ จึงเป็นความจำเป็นไปเรื่อยๆ

ดังที่ว่ากิเลสมันมารวมตัวอยู่ในจิตดวงเดียวนั้นถึง ๘ เดือน นี่ถ้าสมมุติว่าพ่อแม่ครูจารย์ยังมีชีวิตอยู่มันจะไม่ติดอยู่นานขนาดนั้นเลย โน่น มันจะพังทลายลงตั้งแต่ขณะที่เริ่มปรากฏอยู่ที่วัดดอยฯ โน่น วันเดือนสามแรม พอถวายเพลิงท่านเรียบร้อยแล้วก็ขึ้น


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก