ตาข่ายของกิเลส
วันที่ 23 กันยายน 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๕

ตาข่ายของกิเลส

 

ก่อนจังหัน

         พระเท่าไร (๓๕ ครับผม) พระ ๓๕ ท่านไม่ฉัน ๑๗ องค์ ท่านภาวนาอยู่ในป่า ขาดวันละ ๑๐ กว่าทุกวัน ๆ วัดนี้ไม่เคยมีพระที่จะมาฉันครบ ขาดตลอด พระ ๕๒ องค์ วันนี้ขาด ๑๗ ท่านไม่ฉันท่านภาวนาอยู่ในป่า ท่านฉันก็ฉันพอประทัง ๆ เท่านั้น มาฉันจิ๊บ ๆ แจ๊บ ๆ แล้วหายเงียบ ๆ พอยังชีวิตให้เป็นไปเพื่อมุ่งธรรมเป็นสำคัญ ๆ สำหรับผู้มุ่งธรรมความสุขความเจริญรุ่งเรือง เป็นกาลเวลานานตั้งกัปตั้งกัลป์ในบรรดาความสุข ต้องได้ทน ไม่ทนไม่ได้ กิเลสนี้สุกเอาเผากินคือกิเลส เรื่องสุกเอาเผากิน ๆ เป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้น พวกเราทั้งหมดนี้ ไปปิดประตูไว้แล้วไล่พวกนี้ ใครที่ลอดตาข่ายแห่งการสุกเอาเผากินไปมีไหม ไปปิดประตูแล้วไล่ออกไป จะติดตาข่ายของสุกเอาเผากินทั้งนั้นแหละนะ จะเหลือสักรายน่ากลัวไม่เหลือ หลวงตาก็ติดด้วยติดตาข่าย ตาข่ายสุกเอาเผากิน เป็นอย่างนั้นนะ

กิเลสเร็วมากบอกตลอดเวลานะ เราพูดทุกอย่างถอดออกมาจากนี้ นี้ได้เห็น ดูหมดทุกอย่างแล้วก่อนจะฆ่ามันได้ ถึงขนาดนั้น เพราะฉะนั้นจึงได้มาประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบทั่ว ๆ ไป บอกให้ชัดเจน แหลมคมที่สุดไม่มีอะไรเกินกิเลส เว้นแต่ธรรมเท่านั้น กิเลสนี้กลัวธรรม อย่างอื่นไม่กลัวเลย เพราะฉะนั้นถึงครอบโลกธาตุได้ด้วยอำนาจของกิเลส มันทำให้ง่าย ๆ นะ ทำให้ง่ายนิดเดียว สุกเอาเผากิน ๆ กินให้สบายเสียก่อน นอนให้สบายเสียก่อน ทำความเพียรเมื่อไรก็ได้ไม่เห็นยาก มันอยู่กับเรา แต่เราไม่ทำซิ มันอยู่กับเราแต่เราไม่ทำ มันเป็นอย่างนั้นนะ พูดแล้วทุเรศนะพวกสุกเอาเผากิน เอาละที่นี่จะให้พร

หลังจังหัน

ผ้าป่าที่อำเภอบ้านผือวันที่ ๒๒ กันยา ๔๕ เมื่อวานนี้ ทองคำได้ ๑๑ กิโล ๑๑ บาท ๑๑ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๓,๖๐๒ ดอลล์ เงินสดได้ ๑,๖๑๑,๑๑๑ บาท รวมทองคำที่วัดทั้งวันวานนี้เป็นทองคำ ๑๑ กิโล ๓๔ บาท ๘๘ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๓,๗๓๗ ดอลล์ กฐินทองคำได้ ๑๓ กอง กฐินเงินสดได้ ๒๕ กอง รวมเป็น ๓๘ กอง ทองคำที่เราได้รวมทั้งหมด ๕,๒๗๙ กิโล กฐินทองคำ ๘๔,๐๐๐ กองนั้น ทองคำได้ ๘๗๕ กอง เท่ากับน้ำหนัก ๓ กิโล ๒๑ บาท ๓ สลึง เงินสดและเช็คได้ ๓,๗๙๗ กอง เท่ากับเงินสด ๖,๐๗๕,๒๐๐ บาท รวมกฐินทองคำทั้งหมดได้ ๔,๖๗๒ กอง ยังขาดอยู่อีก ๗๙,๓๒๘ กอง

ไปงานธนาคารชาติคราวนี้เราจะหลอมทอง เข้ามอบทองพร้อมเลย ยังไงก็แน่ใจแล้วเวลานี้ต้องได้ ๕๐๐ กิโลแน่ เราคิดว่าจะได้มากกว่านั้น ถ้าหากเป็นทองแท่งเรามอบเลย นอกจากเศษเหลือเล็กน้อยเราก็จะมอบเท่าที่กำหนดไว้ เช่น ๕๐๐ กิโล เศษเหลือถ้าเป็นทองแท่งก็ไปด้วยกันเลย ถ้าเป็นทองชิ้นเล็กชิ้นน้อยเก็บไว้ก่อน เราคิดว่าอย่างนั้นนะ คิดว่าจะได้ ๕๐๐ กิโลแน่คราวนี้ แล้วยังคาดไว้ว่าจะได้มากกว่านั้นอีก จะได้มากกว่า ๕๐๐ กิโล มากถ้าเป็นแท่ง ๆ แล้วก็เข้าเลย ๆ ถ้ามากแต่ไม่เป็นแท่งเราเก็บไว้ก่อน แท่งหมายถึงว่า ๑๒ กิโลครึ่ง ถ้าเป็นแท่งอย่างนั้นเข้าเลย จะมากกว่า ๕๐๐ ก็ไม่เป็นไร เราต้องการตั้ง ๑๐ ตันมาว่าอะไร ๕๐๐ นี่วะ

คราวนี้รู้สึกว่าสำหรับหลวงตานี้ไม่ได้หาอะไรแหละนะ แต่รู้สึกถ้าหากพูดแบบโลกแล้วเรียกว่าหนัก ถ่วงอยู่ภายในจิตใจไม่น้อย ด้วยความหวังที่จะให้ได้ตามจำนวนที่เราต้องการนี้ เพื่อเชิดชูชาติไทยของเราขึ้น ทั้งความอบอุ่นในคลังหลวง ทั้งความสง่าราศีแห่งชาติไทยของเรา ที่ได้ช่วยชาติคราวนี้มีอะไรเป็นเครื่องหมาย บอกว่าทอง ๑๐ ตัน สำคัญตรงนี้ เรามาเกาะอยู่จุดนี้ เราแน่ใจต้องได้ ๑๐ ตัน จะช้าหรือเร็วบ้างเป็นธรรมดา เดี๋ยวนี้ยังขาดอยู่เพียง ๔ ตันกว่าเท่านั้นนะ ที่เราได้ก็ ๕ ตันกว่าแล้ว

ดอลลาร์เราแน่ใจแล้วว่าได้ ๗ ล้านแล้ว ส่วนเข้าคลังหลวงไม่ถึง ๗ ล้าน แต่นับตามบัญชีของเรามัน ๗ ล้านกว่าแล้ว กว่าทองคำจะได้ถึง ๑๐ ตัน ดอลลาร์เราแน่ใจว่าต้องได้ ๑๐ ล้าน เวลานี้ได้ ๗ ล้านแล้วยังขาดอยู่ ๓ ล้าน กว่าทองคำจะถึง ๑๐ ตันอันนี้ก็จะเพิ่มขึ้นถึง ๑๐ ล้าน

วันที่ ๒๖ เราก็จะได้ลงไปกรุงเทพแล้ว กะว่าวันที่ ๒ กลับมา ก็นับได้ ๗ วันพอดี วันที่ ๒๖ ไปถึง วันที่ ๒๗ ก็ไปงานของเขา คือโรงหลอมเขาซื้อสถานที่ใหม่ที่ถนนวิทยุ เขาก็มานิมนต์เราให้ไป ทีนี้มันก็เกี่ยวโยงกับทองคำที่เราไปเกี่ยวข้องอาศัยเขาอยู่ตลอดมา มันก็เลยแยกกันไม่ออก เลยลากหลวงตาสัตตาหะไป ๗ วัน เป็นอย่างนี้นะเรื่องราวมัน เราจึงต้องได้ลงไป เพราะหลอมทอง ๆ นี้ก็ทางนี้หลอม ค่าหลอมก็ไม่คิด นั่นซิบุญคุณมันเกี่ยวโยงกันหมด ตกลงเราก็เลยต้องไปกรุงเทพวันที่ ๒๖

พากันเข้าใจไหมที่พูดเมื่อเช้านี้ คำว่าสุกเอาเผากิน มันสะเพร่าหรือมักง่ายที่สุดเลย พอผ่านมือ ๆ ก็เอาละ ๆ อย่างงั้น มันถึงไม่ค่อยเป็นท่าเป็นทางเป็นเรื่องเป็นราวอะไร ถ้ามีความจริงจังติดแนบอยู่ตรงไหน นั้นแหละจะเป็นสาระขึ้นมา เป็นชิ้นเป็นอัน ถ้าความจริงจังติดเข้าตรงไหน ๆ ผลประโยชน์จะเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา ถ้าแบบสุกเอาเผากิน ทำไปพอผ่านมือ ๆ แล้วไม่ได้เรื่องนะ ไม่ว่าจะอะไรก็ตามไม่ดีทั้งนั้น

ตะกี้นี้ก็ได้พูดถึงเรื่องพระที่อยู่ที่นี่ ไม่เคยเห็นพระที่มาฉันจังหันที่นี้ครบองค์เลย ไม่มี ต้องขาดอยู่ประจำตลอดเลย ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดมา หากขาดตามอัธยาศัยของท่านนะ ต้นเหตุที่ท่านจะทำอย่างนี้ก็เราเป็นครูเป็นอาจารย์ เป็นผู้แนะนำสั่งสอน อุบายวิธีการใดที่ได้ผลประโยชน์ในการบำเพ็ญมากน้อยเพียงไร เราก็สอนอุบายต่าง ๆ ให้ แล้วท่านก็จับเอาไปพิจารณาไปปฏิบัติ เช่นอย่างอดอาหารนี้ ไม่ได้อดอาหารเพื่อตรัสรู้ธรรม ไม่ได้อดอาหารเพื่อละกิเลสโดยตรงนะ แต่เป็นเครื่องมือเครื่องหนุนในการทำความเพียรเพื่อละกิเลส เพื่อฆ่ากิเลสได้โดยลำดับเท่านั้นเอง คือเครื่องมือเครื่องหนุนดี ไม่ใช่ละกิเลสด้วยการอดอาหาร

ถ้าหากว่าละกิเลสด้วยการอดอาหารได้แล้ว พระพุทธเจ้าอดพระกระยาหารถึง ๔๙ วัน ก็ควรจะได้ตรัสรู้ไปแล้ว แต่นี้ยังต้องมาบำเพ็ญ เสวยพระกระยาหารนางสุชาดา ๔๙ ก้อนนั้นแล้ว ค่ำวันนั้นก็เอาเลย พระสรีระก็อ่อนเปียกพอแล้ว ทีนี้การบำเพ็ญจิตตภาวนาซึ่งเข้าถูกทางแล้วปั๊บ เข้ากันได้เลย ตรัสรู้ในคืนวันนั้น เวลาอดพระกระยาหารมาตั้ง ๔๙ วันก็ไม่เห็นสำเร็จ ทีนี้พอมาเจริญอานาปานสติ เป็นทางเดินที่ถูกต้อง ที่อดพระกระยาหารมาเป็นเวลานานนี้ มันแผ่วเบาทุกอย่าง ช่วยทางด้านจิตใจในเรื่องจิตตภาวนาได้เป็นอย่างดี พอภาวนาปั๊บก็พุ่งเลย ก็เป็นเครื่องหนุนอย่างนั้น

ท่านไม่ได้แสดงเอาไว้ แต่ผู้ปฏิบัติรู้นี่ นี่ละดูซิพระทั้งหลายในวัดนี้ท่านไม่ค่อยฉันจังหันก็เพราะว่า วิธีการอันนี้ภาวนาดีกว่าอย่างอื่น ท่านบอกไว้วิธีการต่าง ๆ ในอุบายวิธีการที่เป็นเครื่องหนุนภาวนานี้ มีบอกไว้หลายด้านหลายทาง แล้วแต่จะถูกกับจริตนิสัยของใครก็ให้นำนั้นไปปฏิบัติ แต่เรื่องอดอาหารนี่ท่านไม่ได้บอกไว้ในธุดงค์ ๑๓ ไม่มี แต่ไปมีอยู่ในบุพพสิกขา มีอยู่หลายตอนบุพพสิกขา ที่จะทำให้เป็นธุดงควัตร ให้พระมายึดปฏิบัติดังธุดงค์ ๑๓ ข้อจริง ๆ ก็ไม่มี แต่ก็มีอยู่ในบุพพสิกขาซึ่งเป็นพระวาจาของพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวกันแสดงไว้ว่างั้นเถอะ มันก็เข้ากันได้สนิท

คืออดอาหารนี้ ท่านบอกว่า ถ้าอดเพื่อโอ้เพื่ออวดเป็นโลกเป็นสงสารนั้น ปรับปรับโทษทุกความเคลื่อนไหว ไม่ใช่ธรรมดานะ ปรับตลอดเวลาปรับโทษ คือห้ามไม่ให้อด ความหมายว่างั้นแหละ ถ้าอดปรับโทษทันทีอดเพื่อโอ้เพื่ออวด แต่อดเพื่อภาวนาละกิเลสแล้วอดเถิด เราตถาคตอนุญาต นั่นมีในบุพพสิกขา ถ้าอดเพื่อจิตตภาวนา เพื่อเป็นเครื่องสนับสนุนในการบำเพ็ญเพียรแล้วอดเถิด ตถาคตอนุญาต นี่ก็เป็นข้อหนึ่งที่อยู่ในบุพพสิกขา

ข้อที่สอง เวลาพระสาวกเข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้า ท่านแสดงวิธีการต่าง ๆ ในการประกอบความเพียร ก็มาลงที่ว่าผ่อนอาหาร ในตอนนี้บอกว่า ฉันแต่น้อย ว่างั้นนะ ไม่ได้บอกว่าอด พระองค์ก็บอก เออ ถูกต้องดีแล้ว เราตถาคตก็ทำอย่างนั้นเรื่อยมา ถ้าเวลาไหนมีว่าง ๆ หน่อยแล้วตถาคตจะทำอย่างนั้น แต่ไม่ได้หมายถึงเพื่อหนุนละกิเลสนะ คือเวลาฉันแต่น้อยนั้น รู้สึกว่าเบากายเบาทุกอย่าง ธาตุขันธ์พอดิบพอดี ถ้าฉันมากก็อืดอาด ท่านว่าอย่างนั้น จึงผ่อน ตถาคตผ่อนเสมอ นี่ก็มีในธรรมท่านแสดงเอาไว้ เวลาอยู่โดยลำพังแล้วตถาคตมักจะผ่อนอยู่เสมอให้พอดีกับธาตุขันธ์ ท่านว่าอย่างนั้นนะ เบา สบาย นี่เป็นข้อหนึ่งอยู่ในบุพพสิกขาด้วยกัน

แต่ทีนี้เวลาพระท่านมาบำเพ็ญเพียร มักจะถูกสายผ่อนอาหาร อดอาหารมากกว่าวิธีการอื่นนะ อย่างพระวัดนี้มา เราก็อธิบายให้ฟังตามแถวแนวของธรรม ซึ่งเป็นอุบายที่จะแก้กิเลสไปโดยลำดับลำดา ที่เห็นว่าถูกต้องกับจริตนิสัยของใครก็ให้ยึดเอา เราก็แสดงหลายวิธี อย่างอดอาหารมี ในธุดงค์ ๑๓ นี้อดนอนมี เนสัชชิ ไม่นอน นี่เราก็ลองดูแล้ว อดไปหลายวันเท่าไร แทนที่ร่างกายทุกอย่างจะเบาจะอะไร สติสตังความพากเพียรจะดีขึ้น ๆ กลับไม่ดี อดไปหลายวันเท่าไรทื่อไปหมด อ้าวทำไมเป็นอย่างนี้ มันไม่ถูกกับเราแล้วแหละ อดไปหลายวันเท่าไรมันทื่อไปหมดเลยนะอดนอน อ้าว ไม่ดี พลิกใหม่ ไม่เอา เอาวิธีอดอาหาร ผ่อนอาหาร เราเห็นหมู่เพื่อนทำบ้างแล้วเราก็เลยยึดเอามาปฏิบัติ มันก็ถูกทันทีเลย

พอมันถูกแล้วตั้งแต่นั้นมา ตั้งแต่พรรษาแรกเลยที่ออกปฏิบัติ เริ่มอดอาหารตั้งแต่นั้นมา แต่นิสัยเราเป็นนิสัยผาดโผนอย่างว่า ถ้าทำอะไรมันไม่พอดีแหละ มันมักจะผาดโผนทุกอย่าง อดอาหารนี้ก็เหมือนกัน เห็นว่าถูกต้องแล้ว  เอา จะยากลำบาก ทุกข์ขนาดไหนก็ทน เพราะจิตใจมันดี มุ่งแต่จิตใจ ทีนี้ธาตุขันธ์เวลาอดไป ๆ ทางแพทย์เขาว่าไม่มีอะไรย่อยหรือไง (น้ำย่อยมันออกตามปรกติของมัน เราไม่ฉันเข้าไปมันไม่มีเครื่องย่อย มันก็เลยย่อยเยื่อบุข้างในเจ้าค่ะ) นี่ละทางแพทย์ว่างั้น แต่เราไม่เป็นอย่างนั้น อันนั้นแพทย์ทางสกลกาย เรานี้เป็นแพทย์ทางจิตทางธรรม มุ่งแต่ธรรม ร่างกายจะเป็นอะไรก็ตาม

อดไป ๆ ตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๐ นี้ ๓ ปีเริ่มแสดงแล้ว ธาตุขันธ์ไม่ดี เมื่อเราอดไปแล้วพอมาฉันนี้ ท้องไม่ดี ท้องอืด แล้วกลางคืนมาถ่าย จากนั้นก็เรื่อย แต่จิตไม่ได้มาอยู่กับอาหารกับธาตุกับขันธ์นะ มันอยู่กับการภาวนา ด้วยการอดอาหารนี้ดีๆ มันก็เลยพุ่งนั้น ๑๒ พรรษารู้ชัด จากนั้นก็เอากันเรื่อย ไม่เคยถอยนี่การอดอาหาร ตั้งแต่พรรษา ๗ ไปแหละจนกระทั่งถึงพรรษา ๑๖ เป็นเวลา ๙ ปี นี่อดอาหารมากที่สุดเรา จนถึงขนาดว่าท้องเสียเสียจนใช้ไม่ได้เลย ถึงพรรษา ๑๖ แล้วก็หยุดละที่นี่นะ ฉันธรรมดาตั้งแต่บัดนั้นต่อไปเลย ไม่เคยอดอาหาร อดเพื่อความเพียรนี่นะไม่เคยอด แต่ไม่ฉันตามธรรมดาของธาตุขันธ์ที่ไม่สะดวกสบายนี้ แล้วแต่อัธยาศัยของเรา วันนี้ไม่สะดวกธาตุขันธ์ไม่ฉันเท่านั้นเอง ไม่ได้เกี่ยวกับจิตใจ

มันก็ถ่ายเรื่อยมาตั้งแต่พรรษา ๑๒ มาจนกระทั่งถึงขั้นมันจะเป็นจะตายจริง ๆ คือถ่ายมันไม่หยุด เราฉันจังหันเป็นปรกติ ท้องก็ไม่ปรกติ ถ่ายอยู่เรื่อย แต่ส่วนมากมักจะ ๗ วันถ่ายทีหนึ่ง ถ้าลงได้ถ่ายแล้วหมดเลยในท้อง ไม่มีอะไรเหลือเลย แล้วก็สั่งสมอาหารเอาไว้ประมาณ ๗ วันถ่ายเสียทีหนึ่ง หลายครั้งหลายหนจนกระทั่งถึงจะออกช่วยชาติมันก็หนักมาก จะตายตอนนั้น ได้ยาหมอเติ้งถึงได้ฟื้นขึ้นมา นี่ก็แปลกอยู่นะ ที่มันเป็นมาตั้ง ๕๐ กว่าปีท้องนี่นะ ก็มาหายขาดด้วยยาหมอเติ้ง หายขาดจริง ๆ จนกระทั่งทุกวันนี้ไม่ปรากฏเลย

จนกระทั่งเราสงสัยในตัวเอง ก็มันเป็นมาถ้าเป็นนักเลงก็เป็นนักเลงโต เสือก็เสือโคร่งใหญ่ ก่อนที่มันจะตายมันต้องฟัดกับคู่ต่อสู้เสียก่อนเต็มเหนี่ยวมันถึงจะยอมตาย อันนี้การที่เราท้องเสียนี้มันก็เป็นนักเลงโตแล้ว ก่อนที่มันจะหายด้วยยาประเภทใดนี้ มันจะต้องฟัดกันเสียก่อน นี่ไม่มีเลย หมอบไปเลยตายไปเลย ยาหมอเติ้งนี้เก่งมากนะ หายจากนั้นจึงได้ช่วยชาติบ้านเมืองมาจนกระทั่งทุกวันนี้ แล้วท้องนี้รู้สึกว่าหายขาด ไม่ปรากฏเลย หายเด็ดขาดจริง ๆ

นี่พูดถึงเรื่องการผ่อนอาหาร อดอาหาร มันไม่ดีทางธาตุขันธ์ ถ้าอดพอประมาณก็ดีอยู่นะ แต่เรามันนิสัยผาดโผนอย่างว่า ฟาดตั้งแต่ออกปฏิบัติ ซัดจนกระทั่งถึงเวลา ๙ ปี มันจะตายจริง ๆ ก็ฉันให้ ฉันให้แบบนั้นแหละ จิตมันอยู่กับธรรม ๆ ไม่มาอยู่กับธาตุขันธ์ เป็นอะไรช่างหัวมัน ไม่ได้สนใจกับมัน ทีนี้มันก็เป็นของมันเรื่อย จนกระทั่งพรรษา ๑๖ ผ่านไปแล้ว การไม่ฉันจังหันนั้นก็งดละที่นี่ ฉันปรกติ มันก็เลยเป็นของมันไปเรื่อย เป็นหนักเข้า ๆ จนกระทั่งจะตายนั่นแหละ

ทีนี้เวลามาแสดงให้หมู่เพื่อนฟังเราก็บอกกลาง ๆ คำนี้ไม่ใช่คำสั่งไม่ใช่คำสอน เป็นคำที่บอกเล่าแสดงไปธรรมดา ตามแต่จริตนิสัยของใครจะชอบอย่างไหนก็ให้ยึดเอา เช่นการอดอาหารนี้ ไม่ได้เป็นคำสั่งว่าต้องอด ไม่ได้เป็นคำสอนว่าควรจะอด เป็นคำเล่าให้ฟังว่าให้ยึดไปปฏิบัติต่อตัวเอง ถ้าถูกแล้วก็ถือไปปฏิบัติเท่านั้นเอง ก็ว่าอย่างนั้น ทีนี้พระส่วนมากมักจะถูกทางนี้จึงไม่ค่อยมีองค์ไหนฉันจังหัน แต่เราก็เตือนไว้แล้วว่า เวลาอดไปมาก ๆ มันเป็นอย่างนั้น ๆ ท่านก็คงจะไม่ผาดโผนอย่างเรา ก็เรื่อยมาอย่างนี้ วัดนี้จึงไม่ขาดพระที่อดอาหาร ไม่ค่อยมาฉันครบแหละ เป็นมาอย่างนี้ตลอด วันนี้ตั้งสิบกว่าองค์ ก็อย่างนั้นแหละ เป็นประจำนะวัดนี้ องค์นั้นฉันนิด ๆ อย่างมาฉันนี้ท่านก็ไม่ได้ฉันมากนะ ดูเอาก็รู้นี่มาฉันจิ๊บ ๆ แจ๊บ ๆ สักเดี๋ยว พอทนได้ท่านหยุดแล้ว

ท่านมุ่งต่อธรรม ธาตุขันธ์พอเยียวยาได้แล้วท่านก็เอาละแค่นี้พอ ท่านหยุดเสีย ฉันจิ๊บ ๆ แจ๊บ ๆ ๒-๓ คำ ทั้ง ๆ ที่ฉันทีหลังเรา เราจวนจะอิ่มแล้วท่านถึงมาฉัน แล้วท่านยังหยุดก่อนเรา แสดงว่าท่านฉันน้อยมาก บางองค์ฉันน้อยมาก ก็ตามอัธยาศัยของท่านไม่มีใครบังคับท่าน ท่านทำมาอย่างนั้นเรื่อย ๆ เพราะการอดอาหารนี้มักจะถูกกับผู้ปฏิบัติจำนวนมากกว่าอย่างอื่น เพราะการอดอาหารนี้มันเกี่ยวกับเรื่องร่างกายโดยเฉพาะทีเดียว เวลาฉันมาก ๆ ร่างกายสมบูรณ์บริบูรณ์ขึ้นแล้วความขี้เกียจขี้คร้าน ความนอนก็มาก ความขี้เกียจก็มาก ทีนี้กิเลสมันเสริมธาตุขันธ์ ธาตุขันธ์มีกำลังราคะตัณหาก็แสดง นี่ละพูดภาษาธรรมให้ท่านทั้งหลายฟังเอานะ

ราคะตัณหา มันจะกวน มีลักษณะอยู่ในจิตนั้นแหละ มันไม่ได้ออกมาร่างกาย ถ้ามากกว่านั้นมันก็ออก ถ้าไม่ดัดมันมันต้องออก ต้องพลิกเปลี่ยนใหม่ พอมันแย็บ ๆ ขึ้นก็รู้ อ๋อ นี่เป็นเพราะอันนั้น ๆ จับไว้แล้ว ทีนี้ท่านก็ปรับปรุงใหม่ให้พอเหมาะพอดีอย่างนั้น มันก็เสริมทางธรรมะขึ้นเรื่อย ๆ นี่ละพากันเข้าใจ การอดอาหารนี้เกี่ยวกับเรื่องราคะตัณหาหนักมากกว่าเพื่อนนะ อันนี้เร็วมาก กิเลสในสามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรที่โด่งดังที่ละเอียดแหลมคมหรือเด่นที่สุดยิ่งกว่าราคะตัณหา ดูในหัวใจของทุกคน นี้เอาธรรมมาชี้แจง ที่เราจะค่อยกำจัดดัดแปลงมันไปให้พออยู่พอดี พอดิบพอดี ไม่ให้มันเลยเถิด ถ้าอันนี้เลยเถิดเป็นกองไฟไปเลยนะ

ผัวกับเมียนี้แตกกัน ผัวไปหาเมียใหม่ เมียไปหาผัวใหม่เพราะกินไม่พอ ไม่พอปากพอท้อง นี่ละราคะตัณหาตัวนี้มันรุนแรง เพราะฉะนั้นจึงต้องได้บังคับอันนี้เอาไว้ ให้อยู่พอดีสำหรับคนที่มีครอบครัว ไม่ให้เลยเถิด สำหรับพระที่จะฆ่ามันอยู่แล้ว ยิ่งหมุนติ้ว ๆ ท่านจึงเร่งทางนี้มากที่สุด นี่พี่น้องทั้งหลายทราบเสีย นี้เอาออกมาจากบนเวทีเอามาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ไม่ได้ออกมาลูบ ๆ คลำ ๆ แบบสุ่มสี่สุ่มห้านะ ออกมาจริง ๆ กิเลสตัวไหนที่มันเด่น ๆ มันเด่นในทางไหนมาก เพราะอะไร ต้องตามหาเหตุหาผลมัน ไม่อย่างนั้นแก้ไม่ตกนะ ต้องได้ใช้การพินิจพิจารณา สำหรับเราเองนี้ความมุ่งต่อแดนพ้นทุกข์มันรุนแรง สิ่งเหล่านี้มันแสดงก็รู้ รู้ก็จับปุ๊บ ๆ เลยเชียว รู้ตลอด

ทีนี้เรื่องที่ว่าหนักมากก็คือ อันนี้อีกนะ การภาวนาอะไรก็ตาม ไม่ได้ยากยิ่งกว่าธรรมชาติอันนี้นะ อันนี้หนักมากเด่นมากอยู่ตลอด จะต้องออกหน้าหมู่เพื่อนอยู่เสมอ ตัวราคะตัณหา ไม่มากก็น้อยให้จับได้ ไม่ได้หมายถึงว่ามันจะมาต่อสู้เราจริง ๆ นะ คือเราจับเพื่อจะฆ่ามัน มันแย็บออกมาตรงไหน ๆ จับไว้ ๆ มันก็รู้ ๆ เพราะฉะนั้นจึงว่าอันนี้เด่นที่สุด ในบรรดากิเลสภายในหัวใจของสัตว์โลกไม่มีอะไรเกินราคะตัณหานะ อวิชชาเป็นกษัตริย์อยู่ในพระราชวัง อันนี้ออกสนาม ตัวราคะตัณหาออกสนาม ออกสู่แนวรบ ตัวนี้สำคัญมากนะ ทีนี้เวลาพิจารณาก็ตีตัวนี้ละเข้าไป ตีตัวนี้เข้าไป ตีตัวนี้นั้นพระพุทธเจ้าสอนว่า เกสา โลมา คือนี้ละรวงรังแห่งวัฏจักรที่มันหนุนจิตใจสัตว์ให้ตาฝ้าตาฟาง ไม่ให้มองเห็นลูกเห็นผัวเห็นเมียตัวเอง คือตัวนี้เอง มันตาบอดไปหมดเลยนะ

ทีนี้เวลาฝึกเข้าไปท่านจึงฟาดอันนี้ให้แหลก ให้หนักมาก เรียก อสุภะอสุภัง เอาอย่างหนักมากเป็นลำดับลำดาเพื่อแก้ตัวนี้ลง ตัวนี้มันรักสวยรักงาม ตัวราคะตัณหา ธรรมบอกว่าตัวรักสวยรักงามนี้แลตัวสร้างกองทุกข์ นั่น ต้องแก้ตรงนี้ ๆ พออันนี้เบาลงไปทุกสิ่งทุกอย่างจะเบาตาม ๆ กันไป ขอให้ราคะตัณหานี้เบาลง เรื่องอื่น ๆ จะค่อยเบาไป ๆ ทีนี้ตีเข้าไปตามต้อนเข้าไป สะกดรอยไม่ปล่อยวางเข้าไปเรื่อย ๆ อันนี้อ่อนลงเท่าไร ความสงบร่มเย็นทุกอย่างจะเบิกกว้างออก ๆ ในหัวใจของนักปฏิบัติที่ขึ้นสู่เวทีแล้วนะ อันนี้ตัวสำคัญมาก พอตัวนี้อ่อนลงเรื่องจิตใจนี่จะค่อยเบิกกว้างเป็นความสง่างาม สว่างไสวไปเรื่อย โลกกว้างไปเรื่อยแหละ เพราะจิตใจกว้างขวางด้วยความผาสุกเย็นใจ

ตีอันนี้เข้าไปมากเท่าไร มากเข้าไปเท่าไร โลกก็ยิ่งกว้างออก ๆ มันเห็นได้ชัดอย่างนี้ ใครจะว่าตัวไหนเก่ง ไม่ได้ขึ้นเวทีมันไม่รู้ ให้ขึ้นเวทีเสียก่อนมาพูดไม่ผิด ว่างั้นเลย อันนี้เอาลงกระทั่งถึงสุดขีดมันแล้วนะ ตัวนี้ม้วนเสื่อลงไปปึ๋งเท่านั้นละ ทีนี้โลกนี้ว่างไปหมดเลย อ๋อ มีตัวนี้เท่านั้นตัวสำคัญ ตัวนี้เองเป็นตัวกดถ่วงโลกให้ได้รับความทุกข์ความลำบากลำบน ไม่ว่าส่วนใหญ่ส่วนย่อยอยู่กับตัวนี้ทั้งนั้น ๆ มันประมวลเข้ามาหมด พอตัวนี้หมดจริง ๆ แล้วมันก็หมด ความห่วงใยในโลกนี้อะไรห่วงไม่เห็นมี อะไรจะมากดถ่วงดึงดูดลงมานี้ไม่เห็นมี มีแต่ดึงขึ้นเรื่อย ๆ นี่ละที่ว่าพระอนาคามีท่านไม่กลับมาเกิดอีก คือท่านไม่มีเครื่องดึงลงมา ได้แก่ราคะตัณหานี้เองเป็นเครื่องดึงลงมา พอตัวนี้เบาไป ๆ โลกก็กว้าง พอตัวนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วทีนี้มันก็ว่างไปหมด ไม่มีอะไรเหลือ มีแต่จิตที่จะหมุนตัวไปเอง เหมือนกับสำลีหมุนขึ้นสูงเรื่อย ๆ ไม่ได้หมุนลง สำลีเราโยนไปในอากาศมันจะหมุนของมันขึ้นไปเรื่อย ๆ

ทีนี้จิตเมื่อเข้าถึงขั้นอนาคามีแล้วก็เริ่มหมุนตัวแหละ หมุนเป็นเอง ๆ ไปเรื่อย ๆ ละเอียดลออ นี้พูดตามขั้นของธรรมของจิตนะ ถ้าท่านผู้เป็น ขิปปาภิญญาบรรลุได้เร็ว เราไม่ได้เอามาพูดกับวงนี้นะ วงนั้นรวดเร็วผ่านปึ๋ง ๆ ๆ ไปเลย แต่วงธรรมดาคนเราทั่ว ๆ ไปส่วนมากเป็นอย่างนี้ พออันนี้ขาดลงไปแล้ว จิตขาดลงไปได้ระดับ นั่นเป็นอีกขั้นหนึ่งนะ ไม่ใช่ธรรมดาสอบได้ ๕๐% เรียกว่าได้ ระดับอนาคามีขั้นต้น ที่ว่าอวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา นี่ท่านสอบได้ ขั้นกามราคะนี้เริ่มขาดลงไปแล้วพอได้ระดับ แต่ยังมีที่ละเอียดกว่านั้นอีก

เพราะฉะนั้นท่านถึงได้ชำระไปเรื่อย แล้วจิตใจก็เลื่อนขึ้นเรื่อย ถ้าตายก็ไปตามขั้นของจิตนั่นแหละ ชั้นนั้นชั้นนี้ของสุทธาวาส ๕ ชั้น คืออวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา ๕ ชั้น ลำดับของกามราคะ ที่หมดไปมากน้อยลำดับไป เบื้องต้นพอสอบได้ ๕๐% แต่เรื่องหมดนั้นยังไม่หมด ถึงไม่หมดก็ไม่กำเริบ นี่ก็รู้แล้วนะ เพียงแต่ว่ามันยังไม่หมดโดยสิ้นเชิง แน่ะ ท่านก็รู้ แต่ยังไงมันก็ไม่กำเริบอีกแล้ว นั่นรู้ มันหมดนี้มันหมดเพื่อจะหมดไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่หมดแล้วจะกำเริบขึ้นมา พระอนาคามีจึงไม่กลับมาเกิดอีก คือไม่มีอะไรดึงลงมา ก็มีแต่ดึงขึ้น ๆ ท่านชำระของท่านเรื่อยไป ขั้นภูมิของจิตก็ละเอียดลงไป ขั้นภูมิของท่านเวลาตายแล้วท่านจะไปอยู่ในขั้นใดก็ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี ขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามภูมิจิตของท่านเรื่อยไป ทีนี้เป็นจิตอัตโนมัติ จะไม่ลง ขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างนี้แหละ แล้วเป็นความเพียรอัตโนมัติอีก เวลาตายแล้วก็ไม่ลงจิตดวงนี้ จะเป็นอัตโนมัติของตัวเอง แต่เชื่องช้าเพราะเป็นไปตามธรรมชาติของตัวเอง ถ้าเจ้าของยังมีชีวิตอยู่จะเร่งเข้าไปให้เร็วกว่านี้ได้ นั่นเป็นอย่างนั้นนะ

เช่น สำเร็จเป็นอนาคามีขณะนี้แล้วผ่านปึ๋งไปพร้อมกันเลย ผู้รวดเร็วนะ ไป ๆ หมดเลย ถ้าผู้ไม่รวดเร็วก็ยัง แต่เป็นไปโดยลำดับอัตโนมัติถึงขั้นสุดเหมือนกัน เป็นแต่เพียงว่าช้าเพราะไม่มีผู้เร่ง ดูในหัวใจเจ้าของเป็นอย่างนั้น อันนี้ละเป็นเครื่องกดถ่วงจิตใจของสัตว์โลกลง มีมากเท่าไรนี้จมดิ่ง ๆ เลยนะ เวลาชำระลงค่อยดีขึ้น ๆ จนถึงขั้นว่า ๕๐% สอบได้แล้ว เอ้า อันนั้นยังมีก็ตาม แต่มีก็ไม่กำเริบ มีแต่ท่ามันจะดับไปโดยลำดับ ที่จะให้กำเริบขึ้นมาอีกไม่มีทาง อนาคา ท่านจึงบอกว่าท่านไม่กลับ พอถึงขั้นอนาคาแล้วก็ อวิหา อตัปปา ตีตราไว้แล้วขั้นเบื้องต้น แล้วก็ค่อยขยับไปเป็นอัตโนมัติ ๆ เวลาตายแล้วอันนี้ก็เป็นอัตโนมัติ จิตดวงนี้นะ จะค่อยเปลี่ยนตัวเองไปเรื่อยตามธรรมชาติของตัวเอง ไม่มีใครเร่งก็ช้า แต่ถ้ามีเจ้าของอยู่เร่งไปมันก็เร็วขึ้นเรื่อย แล้วถึงที่สุดในชาตินั้นเลย นี่ต่างกันอย่างนี้

อันนี้จะขึ้นเรื่อยๆ เลย เมื่อหมดโดยสิ้นเชิงแล้วก็ยังเหลือแต่อวิชชา อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ไม่ต้องมาฝึกมาซ้อมเรื่องราคะตัณหาเพื่อให้หมดไป ๆ อีกแล้ว เพราะมันสิ้นของมัน เรียกว่าถึงขั้น อกนิฏฐา เต็มเหนี่ยวแล้วนั่น พอจากนั้นก็ผึงเข้าพระนิพพาน อวิชชาดับพรึบเท่านั้นหมดเลย เป็นอย่างนี้ภาคปฏิบัติ ท่านทั้งหลายเคยได้ยินไหมคำพูดอย่างนี้ หลวงตาเอามาอวดท่านทั้งหลายเหรอ มาอวดมาโม้เหรอ หลวงตาบัวอยากได้อะไรเวลานี้ อยากได้ชื่อได้เสียง กิตติศัพท์กิตติคุณ ให้เขามายอว่าหลวงตานี้กำลังจะเป็นบ้าว่างั้นเหรอ เขามายอว่าหลวงตาจะเป็นบ้า ก็ยังจะเป็นบ้าหนักเข้าไปอีกเหรอพิจารณาซิ

นี้เอาเดนตายมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง จึงได้ทราบมันทุกระยะของจิตตภาวนา มันจะออกแง่ใดมุมใดมันจะจับของมันได้ตลอด ๆ จนกระทั่งขาดสะบั้นลงไป ที่อวิชชานั้น กษัตริย์วัฏจักร ได้แก่อวิชชาที่ว่าสว่างไสวจ้าครอบไปหมดนั้น ถึงขนาดที่ว่ามาหลงตัวเอง ว่าอัศจรรย์จิตดวงของเราเอง นั้นละคืออวิชชา มันรู้ได้เมื่อไร ทีนี้พออันนั้นผ่านไปปั๊บ อวิชชาที่สว่างไสวทำไมมันกลับกลายเป็นกองขี้ควายทั้งกองได้ ถ้าอันนั้นไม่เหนือกว่าเสียจนประมาณไม่ได้แล้ว จะไปตำหนิมันได้ยังไง ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนเราก็เคยชมมันอยู่แล้วว่าอัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย ก็คือเราอัศจรรย์เราเอง จิตดวงนี้เอง จิตดวงนี้คือดวงอวิชชากำลังครอบมันเต็มเหนี่ยว หลงเต็มเหนี่ยว ทั้ง ๆ ที่สติไม่ใช่สติธรรมดาปัญญาธรรมดานะ มหาสติมหาปัญญายังหลงมันได้ฟังซิ มันเก่งไหม กิเลสนี่เก่งขนาดนั้น ถึงขั้นมหาสติมหาปัญญายังหลงได้ แม้จะไปได้ก็ตาม มันหลงตอนไหนก็บอกว่าหลงซิ มันยังมีอยู่ก็ต้องบอกว่าหลง หลงเพลินในความสว่างไสวของตัวเอง

อยู่ที่ไหนมันสว่างจ้าไปหมด มันลืมเมื่อไร ไม่ลืมนะ อัศจรรย์ตัวเอง โถ จิตเรานี้ทำไมถึงเป็นขนาดนี้นา อยู่ที่ไหนมันจ้าไปหมดเลย ครอบไปหมด ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ นี่พระธรรมท่านกลัวหลง ท่านกลัวติด ท่านจึงมาแสดงขึ้นเป็นบทเป็นบาท เราก็ไม่ลืม นี่เรียกว่าพระธรรมเกิด ไอ้ที่เราอัศจรรย์จิตของเราเองนั้นเรียกว่าเสริมกิเลส จะว่ากิเลสเกิดหรือมันก็ไม่เชิง ถ้าว่าเสริมกิเลสตัวสว่างไสวก็ถูกแล้ว ทีนี้พระธรรมท่านก็เกิดละซิ เตือน ติดแล้วนี่ ความหมายว่างั้น ติดความอัศจรรย์อันนี้แล้ว นี่คือกษัตริย์วัฏจักร มันติดแล้วนะนี่นะ พระธรรมท่านก็ขึ้นมารับ มาเตือนว่า ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ ขึ้นมาเป็นคำ ๆ จุดกับต่อมเป็นไวพจน์ใช้แทนกันได้ แห่งผู้รู้คือจุดของผู้รู้นั้นแหละ

จุดที่สว่างไสวมันเหมือนตะเกียงเจ้าพายุ ไส้ตะเกียงนั้นเป็นจุดที่สว่าง จุดนั้นแหละจุดอวิชชา ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ งงไปอีกนะ แทนที่จะจับปุ๊บตรงนั้น ไม่ได้นะ ไม่จับ มันก็หลงไปอีก เอ๊ จุดที่ไหนต่อมที่ไหน มันยังว่าอีกนะ หลงกันอยู่อย่างนั้น นั่นฟังซิ นี่ละพระธรรมท่านมาเตือน ถ้าพ่อแม่ครูจารย์มั่นยังอยู่ พอไปกราบเรียนท่าน ท่านจะใส่ผางเดียวมันจะพ้นในเวลานั้นนะ ดีดผางในเวลานั้นเลย แต่นี้เสียดาย ท่านผ่านไปแล้วมันถึงมาเป็นทีหลัง เวลามันเป็นขึ้นมาแล้ว ทีนี้ที่ว่าสว่างไสวมันกลายเป็นกองขี้ควายได้เห็นไหมล่ะ ความสว่างไสวที่เลิศเลอสุดสมมุติทั้งหลายแล้วนั้นคืออะไร อันนั้นแหละที่เหนืออันนี้ จึงมาตำหนิความสว่างอันนี้ว่าเป็นเหมือนกองขี้ควาย นั่นเห็นไหม นีละเรื่องธรรมวิมุตติหรือธรรมธาตุ เหนือโลกขนาดไหน ถ้าว่าอัศจรรย์ก็เกินโลกเกินสงสาร เกินทุกสิ่งทุกอย่างในบรรดาสมมุติ ไม่มีสิ่งใดที่จะเทียบได้เลย

อันนั้นแหละที่เอามาเทียบ กับธรรมชาติที่เราว่าสว่างไสวเป็นแดนอัศจรรย์แต่ก่อนนั้นนะ แล้วมันกลายเป็นกองขี้ควายได้ คืออันนั้นเหนือกว่าขนาดนั้น มันถึงมาตำหนิอันนี้เป็นกองขี้ควายได้ ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนมันชมเสียจนจะเป็นบ้า ว่าอัศจรรย์ ๆ ทีนี้มันก็มาเป็นกองขี้ควายได้ คือเหนือกันขนาดนั้น แล้วใครมาบอก ที่ว่ากองขี้ควายก็ดี คือความอัศจรรย์ซึ่งเป็นกองขี้ควายก็ดีใครมาบอก มันก็อัศจรรย์ของมันได้ แต่เวลามันรู้มันลบกันได้แล้ว ก็ไม่มีใครบอกมันก็รู้ของมันได้ มันก็ตำหนิได้ชัดเจน มันถึงใจด้วยกันทั้งนั้นแหละ

นี่ละธรรมอัศจรรย์ มันยากอยู่นะ กิเลสนี้กล่อมได้ตลอด แหลมคมที่สุดไม่มีอะไรเกินกิเลส ถึงขั้นมหาสติมหาปัญญายังหลงได้อย่างว่านี่ซิ ความอัศจรรย์นี้คือกษัตริย์วัฏจักร ก็มหาสติมหาปัญญาเสียเองรักษาอยู่นั่น มันไม่ทำลายนะ มันสงวนรักษาไม่ให้ใครมาแตะต้องเลย นี่มหาสติมหาปัญญารักษา พอได้สติปั๊บนี่พลิกเดียวขาดสะบั้นไปเลย ก็มหาสติมหาปัญญานั้นแหละ ทำลายอันนี้ก็ดี แต่เวลานั้นมันหันปากกระบอกปืนไปโน้น ข้าศึกอยู่ทางนี้มันหันปากกระบอกปืนไปทางโน้น ยิงจนหมดกระสุน แล้วมาบรรจุใหม่ยิงใหม่อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งมันหันกลับมาปั๊บเท่านั้น มันจึงใส่เปรี้ยงขาดสะบั้นไปเลย โอ๋ย มหาภัยอยู่ตรงนี้ กองขี้ควายอยู่ตรงนี้ ความหมายว่างั้น นี่ละท่านทั้งหลายฟังเอานะ

ศาสนาพระพุทธเจ้าคงเส้นคงวาหนาแน่นด้วยมรรคผลนิพพาน ด้วยบาปด้วยบุญทุกอย่าง ไม่มีอะไรบกพร่อง เพราะฉะนั้นจึงต้องให้ระวังในสิ่งที่เป็นภัย เป็นภัยแท้ ๆ พระพุทธเจ้าสอนไม่ผิด อันใดเป็นคุณเป็นคุณแท้ สอนไว้ไม่ผิด เพราะฉะนั้นให้พยายามหาทางคุณ ให้ปัดทางภัยออกเรื่อย ๆ ให้เชื่อพระพุทธเจ้า ประหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ปรินิพพาน เป็นคำสอนออกมาในหัวใจเรานั้นแหละ เตือนเราอยู่ตลอดเวลา ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัตินะ คงเส้นคงวาหนาแน่น เรื่องกิเลสมีแต่เรื่องลบเรื่องล้าง ลบล้างมรรคผลนิพพาน บาปบุญทั้งนั้นแหละ เพราะมันเป็นข้าศึกกัน มันจะยอมรับบาปรับบุญไม่มีทาง กิเลสไม่ยอมรับ มีแต่ลบทั้งนั้น ลบถ่ายเดียว ๆ เรียกว่ากิเลส ส่วนธรรมนี้ชะล้าง ๆ ชะล้างไปเต็มเหนี่ยวแล้วก็อย่างที่ว่านี่

ทีนี้เมื่อถึงขั้นนั้นแล้วก็ไม่ต้องถามพระพุทธเจ้า สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศป้างขึ้นมา ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งถึง สนฺทิฏฺฐิโก อันสุดยอดแล้วก็ไม่ทูลถามพระพุทธเจ้า พูดแล้วสาธุทันที ถามท่านหาอะไร นั่นเห็นไหม มันชัดขนาดไหน สนฺทิฏฺฐิโก ท่านประกาศไว้แล้ว ก็พระพุทธเจ้าเองเป็นผู้ประกาศ เมื่อไปเจออันนั้นแล้วก็จะไปถามพระพุทธเจ้าหาอะไร มันก็กราบราบเท่านั้น นี่แหละสนฺทิฏฺฐิโก พระพุทธเจ้าสอนแม่นยำมากที่สุดนะ ไม่ว่าส่วนย่อยส่วนใหญ่ให้ระวังให้ดี ถ้าลงสอนตรงไหนแล้วไม่ผิด ว่าบาป บาปจริง ๆ บาปมากบาปน้อยจริง ๆ ถ้าว่าบุญ บุญมากบุญน้อยจริง ๆ ด้วยกัน ให้พากันฟังเสียงอันนี้ให้ดีนะ ฟังเสียงพระพุทธเจ้า

ตำหนิก็ฟังให้ถึงใจนะ ไม่ดีแล้วอย่ากล้าหาญ ถ้าว่าดีแล้ว เอ้า กล้าหาญ ตายก็ตายฟาดกันเลย เชื่อพระพุทธเจ้าไปได้ไม่สงสัยนะ ถ้าเชื่อกิเลสจมเลย ๆ ไม่มีใครไปได้ ถ้าลงเชื่อกิเลส มีเท่าไรก็ลงด้วยกันไปหมดนั่นแหละ ดังที่ว่าให้กางตาข่ายประตูวัด มันจะไล่ลงไปอยู่นั้นหมดแหละ ตาข่ายกิเลสทั้งหมด ไม่มีตัวไหนรอดไปได้แหละ พากันจำเอานะ

โฮ้ เราสงสารนะ การสอนโลกนี่สงสารจริง ๆ คือมันเปิดเผยอยู่ด้วยกัน กิเลสมันก็เปิดเผยเต็มตัวของมัน ธรรมก็เปิดเผยเต็มตัวของธรรม เมื่อต่างอันต่างเปิดเผยมันเห็นชัดเจนทุกอย่าง เรื่องกิเลสบาปกรรมที่จะทำสัตว์ให้ล่มจมนี้มันกระจ่างแจ้งอยู่ในจิต ทีนี้ธรรมชาติที่มองเห็นกิเลสที่สว่างกระจ่างแจ้ง โดยหลักธรรมชาติของตัวเองไม่มีอะไรเสมอเหมือนก็จ้าอยู่ในหัวใจแล้ว แล้วมันจะสงสัยอะไร มองดูกิเลสเห็นกิเลสแล้วสงสัยอะไร ธรรมก็อยู่กับตัวสงสัยหาอะไร มันก็ชัดอย่างนี้ พระพุทธเจ้าสอนธรรมสอนชัดอย่างนี้เอง ไม่ได้มาลูบ ๆ คลำ ๆ สอนนะ สอนชัดเจน กิเลสก็เห็นแล้วละได้แล้วถึงสอน แล้วธรรมก็รู้แล้วเห็นแล้วถึงสอน จึงไม่มีผิดทั้งสองด้านเลย ให้พากันจำให้ดี สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว นี้แลจำให้ดีนะ วันนี้พูดเพียงเท่านี้ก่อน

โยม หลวงพ่อเจ้าขา หลานถวายบูชากัณฑ์หลวงตา กฐินทองคำ ๒ กองเจ้าค่ะ

หลวงตา เอาเลย รับมาเลย กฐินทองคำกองที่ ๓ ตามกันมาซิ

โยม หลานจองกฐินทองคำไว้แล้ว ๑๐๐ กองเจ้าค่ะ

หลวงตา อันนี้เป็น ๑๐๓ เหรอ เออ เอาละต่อไปเรื่อย ๑๐๔ มา ๑๐๕ มา ยังไงต้องเอาให้ได้แหละเรา ไม่มีชาติใดใจเด็ดยิ่งกว่าชาติไทยของเราซึ่งเป็นชาติของลูกชาวพุทธ ถึงเวลาเด็ดต้องเด็ดเต็มเหนี่ยว เวลาธรรมดาก็ธรรมดา ถึงคราวที่จะเด็ดเด็ดเลย นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น ถึงคราวธรรมดา นิ่มนวลธรรมดาก็เอา ถึงคราวจะเด็ดเด็ดเลยเทียว นั่น เราเป็นลูกศิษย์ตถาคตไม่อ่อน ถึงคราวแข็งจะอ่อนไม่ได้เลย

 

อ่านธรรมะหลวงตาวันต่อวัน ได้ที่ www.luangta.com

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก