อยู่ด้วยศีลด้วยธรรมแล้วเย็น
วันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 เวลา 8:10 น. ความยาว 40.09 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)   วิดีโอแบบ(Real)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๕

อยู่ด้วยศีลด้วยธรรมแล้วเย็น

 

         นี่เขากำลังขุดร่อง เป็นคลองอีกคลองหนึ่งข้าง ๆ เคียงกันมากับห้วยหมากแข้งนี้ ขุดนี้ดูจะเอาออกทางโน้น เราก็ไปดูทางโน้น เขาว่าจะมีขุดคลองไปข้างในกำแพงนี้ ส่วนน้ำทะลุออกโน้น ท่านปัญญาท่านเป็นผู้กะโครงการอะไร ๆ เราเป็นแต่เพียงว่าไปคอยดู ๆ หากว่าขัดข้องอะไรจะปรึกษากัน เตือนหรือแก้ไข จึงต้องได้ออกไปอยู่เรื่อย ๆ  เวลานี้เขากำลังทำงานข้างนอก การขุดการอะไรต่ออะไรเวลานี้ยุ่งทั่วไปหมดแถวนี้ เราไปดูเสียตอนว่าง ๆ อันหนึ่งตอนเช้าแต่เช้า พอสว่างปั๊บรีบออกไปเที่ยวดูนั้นดูโน้น อย่างหนึ่งตอนเย็นถึงจะออกได้ เวลาอื่น ๆ ไม่ได้นะ กลางวี่กลางวันนี่ไม่ได้เลย เหมือนผู้ต้องหาแหละ เขารุมเอาหลงทิศไปเลย เป็นอย่างนั้นนะ ก็เวลานั้นเราไม่ได้ต้องการอะไร เราจะต้องการในจุดที่เราไปดู ๆ จึงต้องหาเวล่ำเวลา

บางคนก็จะไม่พอใจก็มี มันแยกยากนะแยกใส่หัวใจคน คิดไปทันทีแหละเป็นอกุศลแก่ตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ความคิดความรู้สึกของเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันหาเอาจนได้นั่นแหละเรื่องที่จะเป็นฟืนเป็นไฟเผาเจ้าของ ไปอะไร ๆ รุมใส่เลย ไม่ทราบอะไร ก็เห็นกันอยู่ทุกวัน แล้วรุมใส่ ๆ บางทีก็ดุเอาบ้างซิ นี่อันหนึ่ง เคียด โกรธ กิเลส มีหลายแบบเราพูดจริง ๆ นะ โห รักษาหัวใจคนไม่ทราบจะรักษาแบบไหน การรักษาแบบนี้กลายเป็นเรื่องทำลายแบบนั้นเข้าไปอีก มันแทรกกันอยู่นั้น จึงต้องได้ระวัง ๆ

นี่เขากำลังทำถนนใหญ่ออก เห็นไหมล่ะ ข้างคลองนั่น ต้นเสากำแพงไถขาดไปหมดเลย ทีแรกก็ว่าจะเอาให้เป็นแนวกำแพงไปนี้ ท่านปัญญาท่านก็ทำของท่าน ทีนี้ท่านไม่ทราบเรื่องเกี่ยวโยงกันยังไงบ้าง คือนาเขาอยู่ทางนั้น นี่มันลำบากนะ เราไปเห็นเสาตั้งอยู่นั้น อ้าว แล้วกัน มันยังไงกัน ดูแล้วรีบแก้ทันทีเรื่องราวมัน ไถต้นเสากำแพงออกหมดแล้วทำถนนผ่านดังที่เห็น ให้นาเขาออกทางนี้ได้ไปนี้ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกัน เขาก็เป็นอิสระของเขา สะดวกสบาย การปิดเปิดประตูของทางวัดเราก็สะดวกสบาย ไม่ต้องเป็นกังวลว่าใครจะมาเกี่ยวข้อง เมื่อมีทางให้เขาแล้ว เขาก็ออกเข้าของเขาสบาย สิ่งที่ต้องทำจึงต้องทำให้อย่างนั้น จากนั้นเขาก็จะเอาหินลูกรังเทข้างบนไว้ เมื่อเช้านี้ไปดูหมดสุดสายเลยแหละจึงเข้ามา

ขอให้พี่น้องทั้งหลายทำความอบอุ่นกับศีลกับธรรมนะ จิตใจอย่าให้พรากจากธรรมไป ท่านทั้งหลายจะมีความอบอุ่นอยู่ภายใน ๆ โดยเฉพาะ ๆ ไปที่ไหนจะอบอุ่นตามจิตเข้าไปสัมผัสกับธรรม ธรรมคืออารมณ์แห่งความอบอุ่น ต่อไปก็ขึ้นเรื่อย ๆ อบอุ่น แน่นหนามั่นคง หลายแบบที่จะแสดงขึ้นจากความดีของตนที่บำเพ็ญธรรมภายในใจ เพียงเราระลึกถึงพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ ก็พุทโธ ธัมโม สังโฆ ครอบโลกธาตุ พอแย็บปั๊บนี้ถึงกันหมดเลย อันนี้ละเข้าสู่หัวใจ ใจนี้เวลาบำเพ็ญเต็มที่แล้ว ใจนี้กับธรรมก็เข้าเป็นอันเดียวกัน ดังที่ว่าน้ำมหาสมุทรก็เคยพูดแล้ว เวลานี้ยังไม่เป็นอันเดียว ต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องอบรมให้เชื่อมเข้าหากัน เพียงแต่ระลึกถึงธรรมเท่านั้นเราก็สบาย ๆ นะ

ไปที่ไหนอย่าลืมอรรถลืมธรรม ให้มันมีในหัวใจเรา มีแต่กิเลสรุมล้อมบีบบี้สีไฟตลอดเวลา ใจดวงไหนก็ดวงนั้น แล้วจะหาความสุขมาจากไหน กิเลสเคยให้ใครได้รับความสุขมีที่ไหน ถ้ากิเลสพาโลกให้ได้รับความสุขแล้วศาสนาก็ไม่ควรจะมีหรือไม่มี พระพุทธเจ้าก็ไม่จำเป็น บำเพ็ญตะเกียกตะกายมาตรัสรู้ธรรมเพื่อสอนโลกหาอะไร กิเลสเขาก็พอตัวของเขาแล้ว เขาไม่จำเป็นจะต้องหาอะไรมาช่วยเหลือส่งเสริมให้เขามีความสุขยิ่งกว่านั้นไปอีก เพราะเขาสร้างความสุขให้แก่โลกเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว นี่ถ้าเป็นอย่างนั้นได้นะศาสนาจะไม่มี แต่นี้มันเป็นไม่ได้ คำว่ากิเลสคือตัวฟืนตัวไฟอยู่ในหัวใจ อย่าไปหาที่ไหนหากิเลส หาธรรมก็อย่าพากันไปหาที่ไหน หลงผิดทั้งนั้นว่างั้นเลย

ใจนี้เป็นตัวรับทราบ เป็นตัวมหาเหตุ แล้วความดีชั่วก็อยู่ที่ใจ ฝังอยู่ที่ใจ เกิดอยู่ที่ใจ ได้แก่กิเลสกับธรรม เกิดอยู่ที่นี่นะ ฝังอยู่ในนั้น แล้วแต่ทางไหนจะมีกำลังมากน้อยจะฉุดจะลากหัวใจซึ่งเป็นสมบัติของตนนั้นแหละ เพราะทั้งสองอย่างมันแย่งกันครองใจดวงเดียวกันทั้งธรรมทั้งกิเลส พอทางกิเลสมีโอกาสก็ลากไป ๆ เวลานี้กิเลสไม่เพียงแต่มีโอกาสนะ มันครอบโลกธาตุมานานแสนนาน จะสงบลงได้บ้างเป็นกาลเป็นเวลาที่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้เท่านั้น ธรรมมีอยู่ก็จริงแต่ไม่มีใครรื้อฟื้นขึ้นมาก็ไม่เกิดประโยชน์ เหมือนแร่ธาตุเต็มอยู่ในแผ่นดิน เดินเหยียบย่ำไปมาก็ไม่มีใครสามารถนำมาทำประโยชน์ มันก็กลายเป็นแร่ธาตุเหมือนธรรมดาไปหมดจะว่าไง เหมือนแผ่นดินเราเหยียบไปย่ำมานี่

ทีนี้เมื่อมีผู้ไปค้นคิดแล้วก็นำแร่ธาตุต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์เต็มโลกเห็นไหมล่ะ ถ้ามีความฉลาดไปเอามา นี่ธรรมพระพุทธเจ้าก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ธรรมธาตุ นั่นฟังซิ เลิศเลออยู่กับนี้ ไม่มีอะไรเสมอว่างั้นเลย ในโลกอันนี้ไม่มี สามแดนโลกธาตุเป็นแดนที่เกิดที่อยู่ที่เจ็บที่ตายของสัตว์โลกที่กิเลสครองหัวใจเท่านั้นเอง ไม่มีแดนใดจะหวังพึ่งเป็นพึ่งตายกับมันได้เหมือนธรรม ถ้าธรรมมีมากมีน้อยอบอุ่น ไม่มีเสี้ยนมีหนาม ไม่มีฉากหน้าฉากหลังอยู่ในนั้น กิเลสมีร้อยสันพันคม มีอะไรขึ้นมาความระแวงเคลือบแคลงสงสัยจะติดตามเข้ามา ๆ

แม้แต่เรามีเงินกองเท่าไรอะไรนี่ เราก็ยังต้องเคลือบแคลงสงสัยเป็นห่วงเป็นใยอยู่นั้นแหละ หาความสบายใจไม่ได้ ถ้าธรรมภายในใจไม่มี ท่านว่า อโจรหรโณ นิธิ ขุมทรัพย์คือธรรมภายในใจ โจรมารอะไรมาทำลายไม่ได้ น้ำก็ท่วมไม่ได้ อะไรทำลายไม่ได้ ท่านก็บอกไว้แล้ว ส่วนนอกจากนั้นหาความแน่นอนไม่ได้ นี่ท่านบอก เราฟังซิเราเป็นลูกชาวพุทธ หู ตา จมูก ลิ้น กาย เรามีแต่กิเลสเอาไปถลุงทั้งวันทั้งคืน ครั้นกลับมาก็มีแต่มาบ่นเพ้อละเมอเพื่อระบายทุกข์ต่อกันฟัง มันจะระบายทุกข์อะไร มันขนทุกข์เข้าหูเข้าตาเข้าใจกัน คนนั้นก็กองทุกข์ คนนี้ก็กองทุกข์ ใครระบายออกมามีความสุขความสบายพอจะได้ยึดมาเป็นสิริมงคลเป็นความอบอุ่นแก่ตน จากกิเลสที่สร้างกองทุกข์ให้บุคคลถึงกับมาระบายนั้นมันไม่มี จะให้พูดว่ายังไงอีก ก็ดีดดิ้นกันอยู่อย่างนี้เหรอ

กิเลสมันหน้าด้านขึ้นทุกวันนะ ให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้ เอาธรรมจับ เราพูดอย่างอาจหาญชาญชัย มันรู้อยู่จัง ๆ ในหัวใจนี่จะว่ายังไง ไปที่ไหนมันทิ่มมันแทงอยู่ตลอดเวลา แต่มันไม่ได้เหมือนเสี้ยนเหมือนหนามเหมือนหอกเหมือนหลาวแทง ไม่งั้นมันหงายไปหมดแล้วแหละ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็หงายเลย พระสาวกท่านได้บรรลุธรรมหรือไม่ได้บรรลุก็ไม่ทราบก็หงายเลย กิเลสฟาดเอาแหลก ๆ  แต่นี้รู้เหมือนไม่รู้ เห็นเหมือนไม่เห็น ไม่สามารถที่จะมาเสียดแทงอันนั้นได้ ธรรมชาตินั้นจึงเรียกว่าธรรมธาตุ หรือโลกุตรธรรม ธรรมเหนือโลกแล้ว อันนี้มันก็ดิ้นอยู่ในวงของมัน แต่มันก็ทนเห็นทนดูไม่ได้จะว่าไง เขาเอาไฟเผากันก็เห็นอยู่ แต่เราไม่ร้อนก็เห็นอยู่จะว่าไง

ความดีความชั่วมันเห็นกันอยู่ตลอดเวลาปิดได้ที่ไหน ท่านบอกว่าที่ลับไม่มีในโลก ยิ่งกับธรรมด้วยแล้วมีได้ยังไง ไม่มี เห็นหมด นี่ละพระพุทธเจ้าที่ว่าท่าน โลกวิทู ท่านรู้อย่างนั้น นำมาสอนโลกด้วยความรู้แจ้งจริง ๆ พวกเราให้มีความคัดค้านต้านทานเหนี่ยวรั้งกันบ้างนะจิตใจ ไม่งั้นกิเลสจะเอาไปถลุง ตั้งแต่วันนี้ถึงวันตายสร้างความชั่วได้มากขนาดไหน แล้วตกนรกนี้จะนานสักเท่าไรกว่าจะได้ฟื้นขึ้นมา จากผลแห่งความชั่วที่ตนทำในภพหนึ่ง ๆ นั้นคิดบ้างซิ ความดีเราทำนี้เพื่อความดีต่อเราจนกระทั่งถึงอนันตกาลถึงนิพพานเที่ยง คือความดี แน่ะมันก็รับกันอยู่นั้น

จะเอาทางไหนก็เอาซิ ถ้าจะเอาทางกองทุกข์ ตายกองกันอยู่นี้มันก็ตายกองกันเห็นอยู่ชัด ๆ อย่างนี้ เป็นยังไงปฏิเสธกันได้ไหมตายกองกัน ไปที่ไหนมีแต่ป่าช้าของสัตว์ เหล่านี้มันอดอยากที่ไหน ป่าช้าของสัตว์มีเต็มไปหมด แต่ไม่เรียกเขาว่าเป็นป่าช้า เช่น สัตว์ไก่นี้มันล้มมันตายที่ไหนก็เป็นป่าช้าของสัตว์ที่นั่น ๆ บนฟ้าบนอากาศ จิตวิญญาณอยู่ที่ไหน มันเกิดมันตายได้ทั้งนั้น ๆ ดูให้มันชัดอย่างนั้นซิ พระพุทธเจ้าสอนโลกท่านสอนอย่างนั้นนี่นะ ท่านไม่ได้มางู ๆ ปลา ๆ เหมือนเรา แล้วคำว่าป่าช้าก็คือว่า ความทุกข์มันฝังอยู่นั้น ทนไม่ไหวตายแล้วเกิด เกิดเอาอีกเป็นทุกข์อีกเพราะสร้างกรรมของตัวเอง ผลของกรรมยังไม่หมดมันไม่สิ้นไปได้ละซี อันนั้นมาอันนี้ต่อกันไปเรื่อย

เพียงเราจะอุตส่าห์บำเพ็ญธรรม บังคับหัวใจเจ้าของบ้างต่อความดีงามทั้งหลาย ทำไมจะไม่ได้ เราต้องคิดซิเราเป็นผู้รับผิดชอบเรา จะปล่อยเลยตามเลยเป็นซุงทั้งท่อนไหลไปตามแม่น้ำ ซุงมันไม่เจ็บไม่ปวดแสบร้อนนะ แต่ซุงของมนุษย์เรานี้มันมีหัวใจ ของสัตว์มีหัวใจ ไปที่ไหนกลิ้งไปที่ไหนทุกข์ไปที่นั่น มันไม่ได้เหมือนขอนซุงกลิ้งหรือลอยน้ำไปนะ หัวใจที่ถูกกิเลสมันเอาให้จม ๆ เหมือนไม่มีราค่ำราคาเลย เป็นขอนซุง กิเลสถลุง เราจะดีดจะดิ้นเจ้าของเพื่อสร้างความดีทำไมจะดีดไม่ได้ ก็เราเป็นคนรับผิดชอบเรา

เราพูดจริง ๆ เราไม่ได้มีอะไรมาหลอกพี่น้องทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงกราบพระพุทธเจ้าทุกพระองค์อย่างราบหาที่ค้านไม่ได้เลย รู้ตรงไหน ๆ ก็พระองค์สอนไว้หมดแล้ว แล้วค้านพระพุทธเจ้าได้ยังไง สิ่งที่เรารู้เราเห็นเราก็ค้านไม่ได้ แล้วสิ่งนี้พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้ว ๆ แล้วจะเอาอะไรมาค้านพระพุทธเจ้าล่ะ นี่ซิมันสลดสังเวชนะ ทุกวันนี้ยิ่งหนาขึ้นจนจะดูไม่ได้พูดจริง ๆ ไม่รู้นะ เราจะไปตำหนิใครก็ไม่ได้ มันเป็นหลักธรรมชาติอันหนึ่งที่กิเลสเหนือหัวใจสัตว์โลก มันบีบบี้สีไฟอยู่นั้นเราไม่รู้ เหมือนขอนซุง

แต่ขอนซุงอันนี้มันเป็นทุกข์นั่นซี ไม่มีท่าต่อสู้เรียกว่าขอนซุง เป็นความทุกข์ความเดือดร้อน วันหนึ่ง ๆ หาความหมายหาที่ยึดที่เกาะเป็นที่อบอุ่นแก่ตัวเองไม่ได้เลย ทั้ง ๆ ที่ยุ่งอยู่กับกิเลสอยู่ตลอดเวลา ก็ยุ่งเรียกว่าหาหลักเกณฑ์ไม่ได้นั่นเอง เป็นคนหลักลอยตลอดไปเรื่อย ตั้งแต่เกิดมานี้สร้างแต่บาปแต่กรรมตามอำนาจของกิเลส ตายไปแล้วนี้จะเสวยกรรมอันนี้ไปอีกนานสักเท่าไร ถ้าเราสร้างบุญเราจะเสวยความดีไปนานเท่าไร เราต้องคิดบ้างซิ เราเป็นผู้รับผิดชอบเรา จะปล่อยให้กิเลสถลุง ๆ เอาเลย เวลาเป็นทุกข์กิเลสไม่ได้เป็นทุกข์ มันบีบบี้สีไฟคนต่างหาก คนเป็นทุกข์ ไฟจี้คนไฟไม่ได้เป็นทุกข์ คนเป็นทุกข์ต่างหากนะ พิจารณาซิ

นี่ดูไปไหนมันจะดูไม่ได้นี่นะ โถ ทำไมหนาแน่นเอานักหนากิเลสนี่ เพราะฉะนั้นคนชั่วจึงมีมาก การสร้างบ้านสร้างเมืองคนดีมีจำนวนน้อย คนชั่วมีมาก ไปที่ไหนเตะถีบยันกัน มีแต่เรื่องความสกปรกเลอะเทอะเต็มบ้านเต็มเมือง ในวงราชการงานเมืองต่าง ๆ หาความสะอาดไม่ได้เลย มีแต่ความสกปรกที่กิเลสไปสร้างส้วมสร้างถานไว้ในวงงานต่าง ๆ สะสางจะหวาดจะไหวยังไง มันสร้างขึ้นมากยิ่งกว่าสะสางนี่ ไปที่ไหนมีแต่ความทุกข์ความร้อนเพราะกิเลสนี้ละสร้างขึ้น อู๊ย เราสลดสังเวชนะ นั่นละกิเลสที่มีอยู่ในหัวใจของเรา เราสะเราสางไม่ทันกับมันก่อเหตุการณ์ขึ้นมา นี่เวลามันหนา หนาอย่างนั้น เทียบเข้ามาหาเจ้าของซิ เราสร้างความดีนี้ไม่ทันมัน ๆ แต่ยังไงก็ตามเมื่อสร้างไม่ถอย ทัน แน่ะ ให้เอาจุดนี้นะ

ทำไมไม่ทัน กิเลสกับธรรมมีอำนาจเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วก็ธรรมมีอำนาจเหนือ แน่ะ ธรรมปราบกิเลสได้ ไม่มีอะไรเหลือเลยแหละกิเลสนี่ ดังพระพุทธเจ้า พระอรหันต์นี้ท่านผู้ปราบกิเลสได้ หาความทุกข์ในใจไม่มีเลย นี่คุณค่าแห่งการปฏิบัติตนด้วยความอุตส่าห์พยายาม เวลาได้ผลขึ้นมาเป็นที่พอใจแล้ว พระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์ก็ดี ท่านเหล่านี้ตั้งแต่วันที่ตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาเท่านั้น เรื่องกิเลสตัวสร้างทุกข์นี้พังลงไปจากจิตใจแล้วนั้น ทีนี้มีแต่ธรรมเป็นธรรมธาตุล้วน ๆ ตั้งแต่บัดนั้นไปตลอดอนันตกาลจะหาความทุกข์นิดหนึ่งเข้ามาในใจไม่ได้เลย ท่านจึงเรียกว่านิพพานเที่ยง นิพพานคือความดับทุกข์ ดับอย่างเที่ยงถาวร ดับไม่มีวรรคมีตอน ดับตลอด ที่ว่านิพพาน ๆ คือความดับแห่งสมมุติทั้งหลาย สมมุติก็คือกิเลสเป็นตัวสมมุติ ตัวสร้างเสี้ยนสร้างหนามสร้างฟืนสร้างไฟใส่หัวใจสัตว์โลกคือกิเลส เอาอันนี้แหลกลงไปแล้วไม่มีอะไรเหลือเลย

นั่นละ ท่านประกาศธรรมสอนโลกป้าง ๆ คือท่านไม่มีทุกข์เลย มีแต่บรมสุขเต็มพระทัย เต็มหัวใจของสาวกท่าน จากการอุตส่าห์พยายามบำเพ็ญมาหนักเบามากน้อยท่านไม่ถอย ผลเวลาได้ขึ้นมาก็อย่างเดียวกันกับกิเลสเผาสัตว์ เวลาผลได้ขึ้นมานี้ตั้งกัปตั้งกัลป์มันก็ถูกเผาอยู่อย่างนั้นตลอดเวลาเหมือนกัน ทีนี้ธรรมเมื่อได้สร้างขึ้นมาให้เต็มเม็ดเต็มเหนี่ยวแล้วก็หมด คำว่าทุกข์ในจิตใจของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ไม่มีเลย หมด หมดโดยสิ้นเชิง แล้วนอกจากคำว่าหมดทุกข์แล้ว บรมสุขยังทับกันไว้อีกอยู่อย่างนั้นตลอดไปฟังซิ มีอดีตอนาคตที่ไหน ว่ากาลนี้สุขกาลนั้นจะทุกข์ กาลนี้แปรปรวน กาลนั้นจะสงบร่มเย็น ไม่มี เรื่องสมมุติเหล่านี้ไม่มี เที่ยงตรงอันเดียวเลย นี่มันก็ชี้ได้ชัดเจนที่ว่า อ๋อ มีกิเลสเท่านั้นที่สร้างความทุกข์ให้แก่สัตว์โลก จนกระทั่งไม่มีวรรคมีตอน ไม่มีฝั่งมีฝา สามแดนโลกธาตุนี้เป็นที่อยู่แห่งกองทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายเพราะกิเลสบีบบี้สีไฟเท่านั้น หรือทั้งนั้นว่างั้นเลย ไม่มีเกาะใดดอนใด

พอพ้นจากเกาะกองทุกข์นี้แล้ว ถึงนิพพานก็แบบเดียวกันอีก แต่อันนั้นหาประมาณไม่ได้เลย อันนี้ยังบอกว่าสามแดนโลกธาตุ ยังมีขอบเขต กามโลก รูปโลก อรูปโลก กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เป็นแดนแห่งสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ด้วยความหมุนเวียน จากนี้ไปแล้วหมดไม่มีฝั่ง เลยไปทุกอย่างจึงเรียกว่าวิมุตติ พ้นไปหมดโดยประการทั้งปวง นี่ผลแห่งการปฏิบัติ มันจะทุกข์ยากขนาดไหนต้องสู้ซิ เราเป็นผู้รับผิดชอบในตัวของเรา จะปล่อยให้กิเลสเผาต่อหน้าต่อตานี้มันเกินไปนะ ต้องช่วยตัวเอง

เวลานี้กิเลสกำลังหนาแน่นทีเดียว ต่างคนต่างได้ความส่งเสริมเข้ามาหาเชื้อภายในคือใจที่มันดีดดิ้นมันเสาะแสวงหาอยู่แล้ว พออะไรผ่านหูผ่านตามันจะคว้า ๆ เข้ามาก็มาเผาตัวเอง เวลานี้โลกกำลังคละเคล้ากัน โลกนอกโลกในเมืองเขาเมืองเรา นั้นละเข้ามาคละเคล้ากัน สิ่งต่าง ๆ ก็ติดมากับคน ทีนี้เวลาเจอกันเข้าแล้วมันก็พัวพันกัน แล้วก็นำมาเป็นเรื่องเป็นราวในคนแต่ละคน ๆ ตลอดถึงสัตว์ก็เดือดร้อนไปด้วย เวลานี้จึงมีแต่เรื่องการส่งเสริมกิเลสนะ คนนั้นผลิตขึ้นที่นั่น คนนี้ผลิตขึ้นที่นี่ ประเทศนั้นผลิตธรรมขึ้นที่นั่น ๆ เขามีความร่มเย็นเป็นสุขอย่างนั้น ๆ ประเทศนั้นผลิตธรรมขึ้นมามีความร่มเย็นเป็นสุขอย่างนั้น ๆ อย่างนี้เราเห็นที่ไหน ไม่มีว่างั้น มีแต่กิเลสผลิตกองทุกข์ให้สัตว์โลกเผาตลอดเวลาเลย นี่ซิมันสำคัญ เอามาเทียบให้มันเห็นชัดเจนที่ว่า ถ้าธรรมอยู่ที่ไหน แม้ในบ้านนี้ผู้ใดมีธรรมผู้นั้นเป็นสุขกว่าเพื่อน อยู่อย่างนี้ละ

กว้างไปเท่าไรถ้ามีธรรมตรงไหน นั้นละมีที่ซุกหัวนอนคนเรา กับธรรมเท่านั้นนะ อันนั้นสิ่งให้นอนเป็นแต่เพียงอาศัยเท่านั้น อยู่กับมันก็อยู่ด้วยความไม่นอนใจ ต่างฝ่ายต่างจะพังต่อกันอยู่ตลอดเวลา หาความสุขที่ไหนได้ แต่ใจกับธรรมไม่พรากจากกันอยู่ที่ไหนอบอุ่นตลอดไปเลย เป็นอย่างนั้นนะ ท่านทั้งหลายจำเอาไว้ การสอนท่านทั้งหลายหลวงตาพูดจริง ๆ อาจหาญ ยกมาสามแดนโลกธาตุมาโจมตีหลวงตาบัวจะแบบไหนก็ตามเถอะ มันก็คือถังขยะ มันก็คือหมาเห่าฟ้าเข้าใจไหม อันนั้นไม่ได้มาเกี่ยวข้องเลย เลยไปหมดแล้ว เอา หัวใจอันนี้ก็ยกขึ้นอีกเป็นแบบเดียวกัน จึงกล้าพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง คำพูดเช่นนี้เราก็ไม่เคยพูด เพราะเราไม่เคยรู้เคยเห็นเคยเป็นแต่ก่อน เขาทุกข์เราทุกข์มันก็แบบเดียวกัน ถึงขนาดที่ว่าแข่งกันไม่ได้ เรื่องความมืดความบอด ความทุกข์ ความทรมาน มันเป็นเหมือนกันหมด

ทีนี้เวลาคุ้ยเขี่ยขุดค้น ตามธรรมที่เป็นเครื่องบุกเบิกเพิกถอนความชั่วช้าลามกทั้งหลายออก ความสุขก็ค่อยมีขึ้นมา ความสว่างไสวก็มีขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่นการปฏิบัติธรรม เอาตั้งแต่ต้นเลยละ ว่างั้นเลย พอบวชแล้วก็เข้าใจในตัวเอง ตัดสินใจตัวเองในวันบวชนั้นเลย บัดนี้เข้ามาสู่เพศของพระแล้วไม่ได้เหมือนโลก เป็นคนละฝั่งละฝาแล้ว เราต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของพระโดยถ่ายเดียวเท่านั้น จิตปักปุ๊บลงไปตั้งแต่บัดนั้นตลอด สุขทุกข์ก็ตามแนวทางของพระเท่านั้น จะไปแนวอื่นไม่ได้ต้องไปตามแนวทางของพระ บุกเบิกเพิกถอนไปเรื่อย ทุกข์สุขอะไร ลำบากลำบนขนาดไหน เราอุตส่าห์พยายามไปเรื่อย ๆ อย่างนั้น

ตั้งแต่บัดนั้นเรียกว่าคอยแก้คอยไขความชั่วที่มันมืดหนาสาโหดภายในใจ ออกด้วยศีลด้วยธรรมเรื่อย ๆ ๆ มา จนกระทั่งถึงบัดนี้ได้มาสอนพี่น้องทั้งหลาย นี่ผลได้มาเป็นลำดับ ๆ ตั้งแต่วันบวช ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนตั้งแต่บวชมา ว่าได้ทำความทุกข์ความเสียหาย ข้ามเกินสิกขาบทวินัยอะไร ๆ อย่างนี้ให้เกิดความเสียหายแก่ตนไม่มี มีแต่ความอบอุ่นเพราะศีลก็บริสุทธิ์แล้ว ธรรมก็บำเพ็ญทุกวัน หิริโอตตัปปะ มีประจำใจอยู่แล้ว คนเรามันก็เย็น ๆ ละซิ อยู่ด้วยศีลด้วยธรรมเย็น เอ้า ทีนี้พูดถึงเรื่องในป่า นี้อันหนึ่งที่ชัดเจนมากนะ ในขณะแรกที่เราไปบำเพ็ญนี้ ธรรมในใจของเราเรายังไม่มีหลักธรรม เช่น ความสงบของใจ สมาธิของใจก็ไม่มี แต่ศีลบริสุทธิ์อบอุ่น ไปคนเดียวนี้ระมัดระวังมากทีเดียว ถ้าผิดพลาดประการใดไม่มีที่จะประกาศโทษของตนที่ผิดพลาดต่อศีลข้อนั้น ๆ ให้เพื่อนฝูงฟัง โทษนั้นจะไม่ลดตามที่วินัยท่านว่า เมื่อต้องอาบัติแล้วต้องไปแสดงโทษตนเองให้เพื่อนฝูงฟัง องค์ใดองค์หนึ่งอย่างนั้นนะ บอกว่าได้ผิดพลาดทำอันนั้นอย่างนั้น ๆ มาแสดงโทษ ท่านว่าแสดงอาบัติ

ทีนี้ไปคนเดียวไม่มีที่แสดงอาบัติ ไม่มีที่แสดงโทษ ยิ่งระมัดระวังเต็มเหนี่ยวเลย สมมุติว่าเป็นโทษขึ้นมานี้ ยังไม่ได้พบพระเพื่อนฝูงหรือองค์ใดก็ตาม พอแสดงโทษให้ท่านรู้เรื่องรู้ราว โทษนั้นจะ ๑).ระงับ ๒).ลดลงไป จะไม่กำเริบท่านบอก เรื่องราวจะผ่านไปหมด เรื่องทุกข์ทั้งหลายจะระงับเพียงเท่านั้น ถ้าไม่ได้แสดงอาบัติต่อพระสงฆ์ที่อยู่ร่วมกันแล้ว เกิดว่าตายในเวลานั้นเป็นยังไง นี่ที่มันเดือดร้อนตรงนี้ซิ จึงต้องระมัดระวัง ยกตัวอย่างเช่น พระองค์หนึ่งในครั้งศาสนาพระพุทธเจ้ากัสสปะ ท่านก็นั่งเรือไป เรือพาไปริมฝั่ง แล้วมือคะนองยังไงไม่ทราบ ท่านก็ไม่ได้ตั้งใจ เอื้อมมือไปจับใบตะไคร้น้ำ พอไปจับเรือมันวิ่งปึ๊ดนี้ขาดติดมือ โอ๊ย.ตกใจที่นี่ แล้วกันจับอันนี้ขาดติดมือมาแล้วนี้ ท่านห้ามไม่ให้พรากของเขียว พรากของเขียว เช่น ตัดไม้ดายหญ้าอย่างนี้ห้าม ตามพระวินัยมีอย่างนั้น อันนี้ท่านทำอย่างนี้ท่านก็เดือดร้อน มิหนำซ้ำมันก็เสริมไปกับโรคภายใน จะเป็นโรคท้องหรือโรคอะไรเราก็จำไม่ได้ ป่วยหนัก เข้ามาหาผู้แสดงอาบัติไม่ได้ ตาย ตายไปเป็นพญานาคเห็นไหม นี่ละเรายกออกมาย่อ ๆ

นี่ละอำนาจแห่งจับกอตะไคร้น้ำ ใบตะไคร้น้ำขาด ไม่ได้แสดงอาบัติตายเสียเวลานั้น ทั้งที่กำลังเดือนร้อนด้วยโทษอันนี้อยู่ ไปเป็นพญานาคนี้ ก็พูดเพียงเท่านี้เอามาเป็นคติตัวอย่าง เพียงเท่านี้เป็นได้ เห็นไหม จึงต้องระมัดระวังเต็มเหนี่ยว ถ้าไปอยู่องค์เดียวระมัดระวังเต็มที่ เพราะเมื่อเป็นอาบัติแล้วจะแสดงต่อผู้ใดไม่ได้ เราต้องเป็นตัวของตัวเราเต็มตัวเลย นี่ก็รักษามา

ทีนี้ความชุ่มเย็นภายในจิตใจ อบอุ่นภายในใจ เพียงศีลเท่านั้นพอ ไปอยู่ในป่าเสียงกระหึ่ม ๆ เสียงเสือน่ะ เดินจงกรมนี่เสือกระหึ่ม เอ้า ตายก็ตายเถอะ หากว่าจำเป็นจริง ๆ ตายแล้วเราต้องไปสวรรค์ มันแน่อยู่ในหัวใจนะ มันอบอุ่น เอาแค่นี้ก่อนนะ เราเองดำเนินมาสอนพี่น้องทั้งหลายมาโกหกเหรอ ไปอยู่ในป่า ป่าแต่ก่อนไม่ได้เหมือนทุกวันนี้นะ พวกช้างพวกเสือพวกสัตว์พวกเนื้อเต็มไปหมดไม่ว่าป่าไหน ๆ มันไม่มีเฉพาะทุกวันนี้เท่านั้นแหละ เพราะถูกถากถางออกหมดคนมันมีมาก ต้นไม้ใบหญ้าฉิบหาย สัตว์ตายหมดนะ

แต่ก่อนก้าวเข้าไปตรงไหนเป็นป่าทั้งนั้น ป่านั้นมีสัตว์มีเสือมีเนื้อมีทุกอย่างอยู่ในนั้นหมด เพราะมันมีมาก คนไม่มีมากแต่ก่อน การซื้อการขายไม่มี ถนนหนทางไม่มี ทางแบบทางรถทางราไม่มี มีก็ทางคนเดินเป็นด่าน ๆ ไปเท่านั้น ไปที่ไหนสัตว์เต็มตามข้างทาง เป็นอย่างงั้นนะ เวลาไปอยู่ที่เช่นนั้นมันจะกลัวอะไร มันก็ตามนิสัย เรานี่กลัวเสือเป็นเบอร์หนึ่ง หมีเป็นที่สอง ส่วนงูนั้นกลัวไม่กลัวก็ไม่ค่อยเป็นอารมณ์ แต่เสือเป็นที่หนึ่ง หมีเป็นที่สองเพราะเห็นว่าสัตว์ร้าย แล้วไปอยู่ในที่เช่นนั้น ก็ไปหาที่อย่างงั้นละหาที่กลัว ๆ เพื่อรักษาสติรักษาจิต ภาวนาจะได้ดี มันไม่คึกคะนอง ถ้ามีศัตรูอยู่ข้างนอกมันกลัว มันให้ถอยเข้ามา แล้วอยู่ด้วยความอบอุ่นฟังซิน่ะ หากว่าตายเวลานั้นก็แน่ใจ ไปสวรรค์ไม่สงสัยเลย

เพียงขั้นศีลของเราเท่านั้นอบอุ่น เราก็เห็นชัดเจนในหัวใจของเราว่าอบอุ่น หากว่าตายก็ไปสวรรค์เลย จากนั้นก็บำเพ็ญธรรม ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ ธรรมมีในใจ สมาธิความสงบร่มเย็นภายในใจแน่นหนามั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ทีนี้ที่พึ่งของเรายิ่งอุ่นหนาฝาคั่งเข้าเรื่อยๆ ทีนี้เลยไม่ค่อยกลัวนะ หาดัดอยู่นั่นละ ดัดที่ให้มันกลัวแล้วจะได้เร่งจิตเข้า ความกลัวนี่หมายความว่าเป็นเครื่องบังคับให้สติกับจิตหมุนเข้าใกล้ชิดติดพันกัน เป็นความเพียรขึ้นมา เข้าใจไหม อาศัยสิ่งภายนอกที่น่ากลัวนี่ละ ดำเนินเข้าไป ๆ เวลาอยู่ในขั้นสมาธิกับปัญญานี้เรื่องความกลัวจะสงบลงมาก จากนั้นก้าวถึงขั้นปัญญาละที่นี่ ฟังให้ชัด นี่ละการดำเนิน

พอก้าวถึงขั้นปัญญาแยกธาตุแยกขันธ์ แยกสัตว์แยกบุคคล แยกสัตว์แยกเสือ ว่ากลัวมันกลัวที่ไหน ๆ ไล่เข้าไปหมด เลยไม่มีที่กลัว เสือตัวหนึ่ง ว่าขน ขนมันกับขนเราก็มีเหมือนกัน แน่ะมันไล่กันเข้าไปอย่างงั้นนะเรียกว่าปัญญา ว่าเล็บ เล็บมันกับเล็บเราก็มีเหมือนกันตื่นหาอะไร ว่าเขี้ยว เขี้ยวมันกับเขี้ยวเรามันก็มี ซัดกันไปซัดกันมา นี่เราพูดโดยตรงนะ ไปติดกันที่ตรงหางเข้าใจไหม ไล่ไป ถ้าว่ากลัวตารึ ตาเราก็มีไม่เห็นกลัว ไปกลัวตาเสือทำไม ถ้าว่าขน ขนมันก็มีขนเราก็มี ว่าเล็บ เล็บมันก็มีเล็บเราก็มีกลัวมันทำไม ไล่ไปๆ ไปถึงหางนี่ แล้วกลัวหางมันเหรอ มันจะออกทางไหนคอยดูนะ หือ กลัวหางมันเหรอ ถ้าจะอวดว่าหางเรามีก็ไม่เห็นมีใช่ไหม กลัวหางมันเหรอ ตั้งแต่มันยังไม่กลัวเราจะไปกลัวมันทำไม แน่ะ คือหางติดกับก้นมันอยู่กับเสือ ๆ มันยังไม่กลัวเราจะไปกลัวมันทำไม ตั้งแต่มันยังไม่กลัวหางมัน มันอยู่ไกลกับเรา เราไปกลัวมันทำไม มันก็แก้ออกช่องนี้จนได้เข้าใจไหม

นึกว่ามันจะติดหางเสือไม่ติดนะ กลัวมันไล่ไป ๆ ถึงหาง ถ้าว่าถึงฟันถึงเขี้ยวมัน กลัวเขี้ยวมัน เขี้ยวเราก็มี แน่ะอวดกันได้ สุดท้ายมาถึงหาง หางมันมีหางเราไม่มี ไม่มีที่อวดนะ ตั้งแต่ตัวมันเองมันยังไม่เห็นกลัว เรากลัวทำไม แน่ะมันยังแก้ออกไปนั้นได้นะ พอถึงขั้นวิปัสสนาแล้วจะไม่มีคำว่ากลัวนะ หมุนติ้ว อะไรแยกเป็นธาตุเป็นขันธ์ไปหมด ใจดวงนี้ฟังเอาซิ ในระยะนี้เป็นระยะแยกธาตุแยกขันธ์ แยกหนังเนื้อเอ็นกระดูกว่าเป็นสัตว์เป็นเสือเป็นอะไรมันไม่มี มันก็มีแต่ธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ กับเราทั่วโลกธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้วหายข้ามไปๆ ต่อจากนั้นฟาดนี้จนกระทั่งมันว่างหมดเลย พิจารณาแยกธาตุแยกสัตว์บุคคลไม่ทัน อำนาจแห่งความสว่างของจิตมันจ้า กำหนดปั๊บนี่ดับปุ๊บๆๆ ความสว่างมันเป็นสุญญากาศมันว่างเปล่าไปหมด ด้วยอำนาจแห่งจิตที่ได้ชำระอย่างคล่องแคล่วแกล้วกล้า รวดเร็วทันใจทุกอย่าง นี่เป็นอย่างงั้น ๆ จิตดวงนี้ จากนั้นมันก็ข้ามไปหมดเลย จากความว่างนั้น ว่างข้างนอกว่างข้างใน ปล่อยได้หมด พุ่งไปหมดเลย

การปฏิบัติความดี มันจะทุกข์ยากขนาดไหนเราต้องได้ความดีประจำตัวของเราจนได้นั่นแหละ เราไม่ได้ตามครูอาจารย์ทุกกระเบียดก็ตาม เราก็ได้แบบลูกศิษย์มีครูสอน ต้องเดินไปตามครูจนได้ ครูได้บรมสุขเราได้สุขก็ยังดี ครูเป็นเศรษฐีเรามีฐานะไม่ยากจนก็ดีใช่ไหมล่ะ ไม่เป็นเศรษฐีเหมือนครู แต่เราอยู่ในฐานะไม่ยากจนก็พอ มันก็ไล่กันไป ๆ จนถึงหางมันเหมือนเสือเป็นไรวะ ถึงหางก็ออกหางเสือไปเลย ไม่ติด ให้พากันปฏิบัตินะพี่น้องทั้งหลาย โอ๊ย เราทุเรศนะ ยิ่งจวนจะตายเท่าไรมันอดคิดไม่ได้นะ มันจ้าอยู่ตลอดเวลาให้เห็นอยู่นี่ จะทำไง ๆ จึงต้องอุตส่าห์พยายามกัน ให้ฝืนนะ

การประกอบคุณงามความดีไม่ไปไหน ที่ว่าเราทำความดีทำยาก ๆ คือกิเลสมันกีดมันขวางนะ ความดีไม่ได้ยากกับใครแหละ กิเลสต่างหากมันยาก มันกีดมันขวางไม่ให้ทำความดี ให้พากันทราบไว้นะ ถ้าเราจะทำความดีงามอะไรอย่างนี้มันจะกีดจะขวางขึ้นมาทันที นั่นคือกิเลสมากีดขวางแล้ว ฟาดหัวมันลงไป ความดีท่านไม่ได้กีดขวางใครนี่นะ เอา สร้างลงไป จำเอานะ วันนี้เทศน์เพียงเท่านี้ เมื่อวานนี้ทองคำได้ ๗๓ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๗๐๙ ดอลล์ ทองคำที่ได้ทั้งหมด ๕,๓๙๘ กิโล

 

อ่านธรรมะหลวงตาวันต่อวัน ได้ที่ www.luangta.com

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก