ศาสนา ทำคนให้วิเศษกว่าสัตว์
วันที่ 2 มกราคม 2519 ความยาว 30.56 นาที
สถานที่ : ศาลาโรงครัว วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(Real)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙

ศาสนา ทำคนให้วิเศษกว่าสัตว์

 

            โลกที่ไม่มีศาสนา ต้องเป็นโลกที่เดือดร้อนอย่างไม่มีปัญหาสิ้นสุด คนไม่มีศาสนาก็เป็นคนเดือดร้อนไม่มีขอบเขตเช่นเดียวกัน แยกออกเป็นโลก อันเป็นส่วนใหญ่ และแยกมาเป็นรายบุคคล เป็นราย ๆ

         การให้ความเป็นธรรม ไม่มีสิ่งใดที่จะให้ความเป็นธรรมยิ่งไปกว่าศาสนา เพราะศาสนาออกมาจากท่านผู้เป็นธรรม คือ พระพุทธเจ้า ผู้มีพระจิตเป็นธรรมทั้งดวงอยู่แล้ว ทรงนำธรรมมาแผ่กระจายทั่วโลกสงสาร ด้วยพระเมตตาอันหาประมาณมิได้ ราวท้องฟ้าอากาศ

         ผู้มุ่งต่อเหตุผล คือ ธรรมก็ยอมรับ ผู้มีสิ่งเป็นพิษเป็นภัยอยู่ภายในใจหนาแน่น ก็ไม่ยอมรับ นั้นนับว่าเป็นกรรมของสัตว์ที่มีความหนาบางต่างกัน ที่ไม่ยอมรับเลยนั่นก็สุดวิสัยที่ศาสนาจะช่วยได้ จัดเป็นโรคสุดวิสัย

         การให้ความเป็นธรรม จากผู้สิ้นกิเลส กับการให้ความเป็นธรรมของผู้ยังมีกิเลสนั้นต่างกันอยู่มาก แม้จะมีเจตนาดีด้วยกัน แต่ความสามารถ ฉลาดแหลมคม และความสะอาดของใจ ที่ทรงความเป็นธรรม มีหนักเบาต่างกันมาก การให้ความเป็นธรรมจึงเป็นไปตามภูมิแห่งความสามารถของผู้ให้ ที่มีภูมิจิตภูมิธรรมต่างกัน

         ใครจะพูดว่ากระไรก็ตามเถิด ถ้าจิตใจยังมีพิษภัยอยู่ภายใน สิ่งนั้นต้องแซงออกมาหรือระบายออกมาจนได้ไม่มากก็น้อย ผู้ที่ไม่มีสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยเลยนั้น จึงไม่มีอะไรที่จะแทรกออกมา หรือแฝงออกมา เพราะไม่มี มีแต่ธรรมล้วนๆ ธรรมล้วนๆ นี้ให้ความเสมอภาค ให้ความเป็นธรรมสม่ำเสมอแก่สัตว์และบุคคลทั่วหน้ากัน

         แม้แต้สัตว์เดรัจฉานตัวเล็กๆ ขนาดไหนก็ตาม ธรรมท่านสอนไม่ให้เบียดเบียนทำลายเลย ทั้งนี้ก็เพราะเห็นคุณค่า และความสำคัญของสัตว์ประเภทนั้นๆ เสมอกัน นั่นแล ดังที่บัญญัติห้ามไว้ไม่ให้ทำลายสัตว์ แม้แต่อยู่ในครรภ์ นี่ธรรมเคยให้ความเสมอภาคแก่โลกมาแล้วตั้งแต่กาลไหนๆ จนอาจพูดได้ว่า “แสนกัปแสนกัลป์อนันตกาล” ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายให้ความเป็นธรรมถ่ายทอดกันมา อย่าว่าแต่ที่ออกมาเป็นตนเป็นตัว และเป็นสัตว์เป็นบุคคล ให้เห็นกันชัดเจนเช่นนี้เลย แม้แต่อยู่ในครรภ์ พระพุทธเจ้าผู้ทรงธรรมบริสุทธิ์ก็ทรงเห็นความสำคัญเสมอกัน จึงสอนให้งดเว้นจากการทำลาย โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ฉะนั้น การให้ความเสมอภาคแก่ผู้คน และสัตว์ทั่วไป   จึงไม่มีสิ่งแซงศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าไปได้

         การที่มาชี้แจง และเปลี่ยนแปลงธรรมให้เป็นอื่นไป ด้วยอำนาจของ “ลิ้น” อันเป็นคารมแห่งน้ำลายของผู้มีกิเลสลามกเต็มหัวใจนั้น แม้ใครจะว่า “เยี่ยม” ว่า “ยอด” ว่าดี ขนาดไหน ก็ไม่พ้นจากความเลวร้าย ทำลายศาสนา และจิตใจคนเป็นจำนวนมากไปได้อยู่นั่นแล ความจอมปลอม กับความจริง มันตรงกันข้ามอย่างเห็นได้ชัดในสายตา และหัวใจคนด้วยกันอย่างหลีกไม่พ้น เพราะเสกสรรกันขึ้นมาเฉย ๆ ไม่ใช่เป็นขึ้นตามหลักธรรมชาติ

         หลักธรรมชาติที่เป็นเอง  กับสิ่งที่เสกสรรขึ้นมานั้นมันผิดกันมาก  และเคยผิดกันมากราวฟ้ากับดินมาประจำแผ่นดิน แต่กาลไหนๆ ไม่จำเป็นต้องหลงเชื่อให้เสียเวลาและขายตัวให้แมลงวันหัวเราะเยาะเย้ยเปล่า ๆ

         พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนธรรมไปตามหลักธรรมชาติ คือความจริงล้วนๆ จึงเข้ากันได้กับสัตว์โลกทุกภูมิ เช่น การไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียนทำลายสัตว์ เป็นต้น เป็นคำสอนที่สัตว์โลกยอมรับทั่วหน้ากัน เพราะใครก็ไม่อยากตายด้วยการฆ่าการทำลาย ไม่อยากเจ็บแค้นเพราะความถูกเบียดเบียน ไม่อยากให้สมบัติต่าง ๆ สูญหายไป เพราะถูกขโมย คดโกง รีดไถ ถูกล่วงล้ำสิ่งที่รักสงวน คือ สามี ภรรยา ลูกหลาน พูดโกหก หลอกลวง ต้มตุ๋น ดื่มของมึนเมาเข้าสู่สมองจนกลายเป็นคนบ้าคนบอไปอย่างสดๆ ร้อนๆ ที่น่าทุเรศเหลือประมาณ

         เคยมีปัญหาขัดแย้ง หรือลบล้างศาสนาเหมือนกันว่า การประมงเป็นเศรษฐกิจสำคัญที่ทำให้โลกเจริญ แต่พระพุทธเจ้าบัญญัติไม่ให้ฆ่าสัตว์ ซึ่งเป็นการกดถ่วงความเจริญของโลกในด้านเศรษฐกิจกับการประมง เมื่อเห็นเรานิ่งเฉย เขาจึงถามขึ้นว่า “ท่านจะเห็นอย่างไร?” คำตอบจึงเริ่มขึ้นตอนเขาพูดเป็นเชิงถามเรา “คุณเองก็เป็นมนุษย์เหมือนโลกทั่วๆ ไป คุณเห็นอย่างไร?” คุณต้องการความเจริญเพราะถูกเขาฆ่าตายอย่างนั้นหรือ?” จึงกล่าวชมเชยเศรษฐกิจประเภทนี้ เรื่องนี้แม้แต่สัตว์เขาไม่ฉลาด และไม่ได้ร่ำเรียนเหมือนมนุษย์เขายังรู้จักกลัวตาย แต่คนฉลาด ทั้งได้เรียนกันมากมาย กลับชอบและชมการฆ่าการตายว่าเป็นของดี ว่าเศรษฐกิจเจริญ ถ้าเช่นนั้นมนุษย์ก็ต้องโง่กว่าสัตว์ที่ไม่ได้ร่ำเรียนอยู่มาก โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ มาเป็นข้อลบล้างแก้ตัวเลย เพราะเรื่องนี้เป็นการขัดต่อหลักธรรมชาติของโลกที่รักสงวนชีวิตเสมอกัน จึงไม่มีใครยอมรับเป็น “หมู” ให้คนนำไปฆ่า ยกขึ้นเขียงสับยำเหมือนเนื้อ เพื่อเป็นอาหาร

         “เอาให้เห็นทันตาเดี๋ยวนี้ สมมุติให้คนทั้งหมดที่ชุมนุมกันอยู่นี้ มารุมฆ่าคุณคนเดียวเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจนี้คุณจะยอมรับไหม ? เขาตอบว่าไม่ยอมรับ “ถ้าเช่นนั้นคุณเอามือเขียนแล้วลบมันด้วยฝ่าเท้าทำไม? ไม่อายสัตว์ทั้งหลายที่กลัวตายกันทั้งโลกนั้นหรือ?

         ทีนี้ ย่นเข้ามาถึงตัวบุคคลผู้นับถือศาสนา ระยะใดที่จิตห่างจากธรรม ระยะนั้นกิเลสแซงขึ้นมาแทนที่ได้ ผลก็มีความเดือดร้อนขึ้นมา ให้เห็นอย่างชัดเจนภายในตัวเอง ยิ่งปล่อยสติสตังทั้งวันทั้งคืน คิดไปตามยถากรรมด้วยแล้ว ก็ยิ่งไปใหญ่ หาที่ยับยั้งไม่ได้เลย ถ้ายังมีสติปัญญาเครื่องใคร่ครวญต้านทานอยู่บ้างตามกำลังของตน สิ่งที่เสียไปเพราะความเผลอตัวก็พอมีเหลือ คือ พอให้มีความสุข ความสงบได้บ้าง

         ถ้ามีสติปัญญามาก และมีความเฉลียวฉลาดในด้านปฏิบัติต่อจิตใจ ภัยที่จะเกิดขึ้นมาในจิตใจก็น้อย ภัยทางจิตถูกธรรมประหัตประหารกันอยู่เรื่อยๆ จนไม่มีภัยภายในใจเลย ผู้นี้ชื่อว่า “เป็นผู้มีความสุขสมบูรณ์”

        การให้ความเสมอภาคจากธรรมต่อโลกและต่อบุคคลเป็นรายๆ ดังกล่าวมา ศาสนาเป็นเยี่ยมกว่าการให้ความเสมอภาคจากผู้ใดและจากสิ่งใด การให้ความเสมอภาคแก่ตัวเราเองนั้นสำคัญมาก อย่าให้ความโลภ ความโกรธ ความหลงเข้าย่ำยีจิตใจจนมองหัวตัวไม่เจอ จงแก้ไขชะล้างด้วยธรรมเป็นเครื่องบำราบปราบปราม ผู้นั้นจะมีความสุขอิสรเสรี หมดความหิวโหยในลัทธิ และอธิปไตยต่างๆ ดังที่วุ่นๆ กัน ไม่มีวันจบสิ้นนี้

         คนเรามีจริต นิสัย อำนาจ วาสนา ความโง่ ความฉลาดต่างกัน ท่านจึงสอนไม่ให้ประมาทกัน คำว่า “เป็นหญิง, เป็นชาย” เหมือนกันก็ตาม แต่ภูมิในความเป็นอยู่ภายในจิตใจนั้นผิดกัน ความรู้ความฉลาดมีลึกตื้น หนาบางต่างกัน ฐานะของจิตก็มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน ท่านจึงไม่ให้ประมาทวาสนาของกันและกัน

         แม้เขาเป็นสัตว์ก็ไม่ให้ประมาทวาสนาของเขา ว่าเขาเป็นสัตว์เราเป็นมนุษย์ ทั้งนี้มันเป็นไปตามกรรม หรือว่าเป็นไปตามกรรมของสัตว์โลก แต่ละราย ละราย มีเราคนหนึ่งที่เป็นเช่นเดียวกับสัตว์โลก ในระยะที่เรามาเสวยกรรมความเป็นมนุษย์อย่างนี้ ก็เหมือนเรานี้สูงกว่าเขา ในระยะที่เขาเป็นสัตว์ ก็เหมือนว่าเขานี้ต่ำต้อย ด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ หรือฐานะแตกต่างกว่าเรามาก ในความรู้สึกของมนุษย์ที่ชอบคิดกัน สำหรับเขา (สัตว์เอง) ไม่สนใจคิด เพราะเป็นสัตว์ ความจริงเขาก็มาเสวยกรรมของเขา

ตามคำที่ท่านว่า “กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตํ” กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้แตกต่างกันคือ ดี และ เลวทราม ประณีตต่างกันเป็นรายๆ ไป อันนี้เป็นไปตามอำนาจแห่งกรรมที่คนนั้นแหละทำไว้ เวลาแสดงผลออกมา ตนไม่ทราบว่าผลนี้เกิดมาจากอะไร จำเป็นที่จะต้องเสวยไปตามวิบากแห่งกรรมที่ปรากฏขึ้นกับตัว ดังนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงมีแตกต่างกัน ท่านไม่ให้ประมาท อำนาจ วาสนา ภพ ภูมิ ของกันและกัน เพราะกำลังท่องเที่ยวอยู่ใน “วัฏฏะ” ด้วยกัน มีความเปลี่ยนแปลงภพภูมิ สูงบ้างต่ำบ้าง ตามอำนาจแห่งกรรมนี้เอง ที่มีอยู่ในจิตของสัตว์โลกแต่ละรายๆ ไม่มีเว้น นอกจากพระอรหันต์ที่ตัดวิบากกรรมขาดภายในใจแล้วเท่านั้น ส่วนวิบากขันธ์ท่านยังยอมรับเหมือนชนทั่วไป เพราะได้เป็นมาแล้วแก้ไม่ได้สุดวิสัยที่จะแก้

         สัตว์บางตัวแม้จะเป็นสัตว์ก็ตาม แต่พื้นฐานแห่งจิตใจของเขาอาจดีกว่ามนุษย์เป็นบางรายก็มี แต่วาระนั้นเรียกว่า “เสวยกรรมตามวาระของตนก่อน” พอพ้นจากนั้นไปแล้วอาจสูงกว่ามนุษย์ก็ได้ บางภพกำเนิดของเราอาจต่ำกว่าเขาก็ได้ ซึ่งเป็นไปตามวาระ เว้นแต่พวกที่บำเพ็ญจิตใจให้มีรากฐานไปโดยลำดับๆ นั้น ระดับใจจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เฉพาะอย่างยิ่ง พระอริยะบุคคล ตั้งแต่ขั้นโสดาบันขึ้นไป นี่เป็นที่แน่นอนต่อความพ้นทุกข์ อย่างช้าไม่เลย ๗ ชาติ ซึ่งท่านได้บอกไว้แล้ว ผู้นี้เป็นที่แน่นอนว่าจะก้าวขึ้นสู่ภูมิสูงไปโดยลำดับ นอกนั้นก็ไม่รับรองว่าเป็นความแน่นอน จึงต้องมีสูงๆ ต่ำๆ เช่นเดียวกับสัตว์โลกทั่วๆ ไป

         เมื่อทราบความเป็นมาของสัตว์โลกตามธรรมที่ท่านสอนแล้ว เราจึงไม่ควรประมาทนอนใจ รีบเร่งตักตวงเสียแต่บัดนี้ ซึ่งเป็นกาลอันควร เพราะเราทุกคนอยู่ในข่ายแห่งความแก่ เจ็บ ตาย บีบบังคับอยู่ทุกอิริยาบถและตลอดเวลา รู้เห็นอยู่กับตัวเราเอง เฉพาะอย่างเรา เป็นนักปฏิบัติความเข้มแข็งทางด้านจิตใจ ความเฉลียวฉลาดทางด้านปัญญา เป็นสิ่งที่ควรจะผลิตขึ้นได้ในขณะนี้ ในเวลาที่มีชีวิตอยู่นี้ ไม่ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม คือปล่อยให้ชาตินั้น ชาตินี้ วันนั้น เดือนนั้น ปีนี้ มาตัดสินให้ นั้นเป็นความคิดผิด เพราะมื้อ วัน ปี เดือน หรือ กาล สถานที่ใดๆ นั้น ไม่ใช่เป็นผู้รับผิดชอบเรา เราเท่านั้นเป็นผู้รับผิดชอบตัวเองในอิริยาบถทั้งสี่ ความเป็นก็ดี ความตายไปในภพใดก็ดี ที่จะต้องรับสุขรับทุกข์ เป็นเรื่องของเราที่จะต้องรับโดยสิ้นเชิง ไม่มีผู้ใดจะมาแบ่งสู้แบ่งรับ หรือแบ่งสันปันส่วนให้ทุกข์มีความเบาบางจากเราไปบ้างได้

         เราจึงควรเข้มแข็ง พิจารณาแก้ไขตนตั้งแต่บัดนี้ จิตเป็นสิ่งที่ชำระได้ ชำระสะสางให้เป็นของสะอาดได้จากมลทินทั้งหลาย เพราะธรรมทั้งปวงนั้นเหมือนน้ำที่สะอาดสำหรับชำระสิ่งสกปรกโสโครกทั้งหลายให้สะอาดนั้นแล หากธรรมชำระสิ่งสกปรกโสโครก ภายในจิตใจสัตว์โลกทั้งหลายให้สะอาดไม่ได้แล้ว พระพุทธเจ้าก็ดี สาวกอรหัตอรหันต์ทั้งหลายก็ดี ไม่มีองค์ใดจะเป็นผู้สะอาดปราศจากมลทินถึงความบริสุทธิ์ได้เลย ต้องจมอยู่ในกองทุกข์เช่นเดียวกับสัตว์โลกทั่วไป แต่นี่ก็เพราะธรรมซึ่งเป็นธรรมชาติที่สะอาดสุดส่วนอยู่แล้ว ผู้นำมาประพฤติปฏิบัติก็เท่ากับนำมาซักฟอกจิตใจของตน ให้มีความสะอาดขึ้นโดยลำดับ จนสะอาดบริสุทธิ์เต็มที่

         เวลานี้จิตของเราเป็นอย่างไร สังเกต ทดสอบ บวกลบ ผลรายได้รายเสีย วานนี้มาถึงวันนี้ เช้านี้มาถึงตอนนี้ ทดสอบอยู่เสมอ พยายามผลิตสติปัญญาขึ้นเรื่อยๆ โดยแยกขันธ์ ธาตุ อย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นพิจารณาเสมอ ปกติร่างกายเป็นเรื่องของมันอย่างนั้น เวลามีกำลังวังชาก็เหมือนกับไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วย เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็เหมือนจะไม่มีกำลังวังชาต่อไปอีก หรือเหมือนกับจะล้มจะตายไปในขณะนั้น แล้วมันก็ฟื้นขึ้นมาได้ เรื่องของอนิจจังเป็นอย่างนี้ นอกจากสุดวิสัยแล้วก็ตายด้วยกันทุกคน ไม่เลือกหน้า ไม่เลือกกาล สถานที่ ทุกท่านจึงควรระลึกถึงความตายเสมอ จะเป็นธรรมเตือนตนให้รู้ตัวไม่ประมาทนอนใจในชีวิต ความไม่มีโรค ความมี ความจน ยศถาบรรดาศักดิ์ สมบัติ บริวาร ว่าเป็นของไม่แน่นอน นอกจากบุญอันเป็นที่พึ่งของใจโดยตรงตลอดไป ไม่สงสัย

         กำลังทางจิตเป็นสำคัญมาก ไม่ควรให้หลุดมือไป เวลานี้เราต้องการกำลังทางจิตใจ ให้มีความเข้มแข็ง รู้เท่าทันกับเหตุการณ์ที่มีอยู่รอบตัว ตลอดอิริยาบถ

         ร่างกาย ธาตุขันธ์ เราก็ได้อาศัยเขามานาน ต่อมาเมื่อหนักมากเข้า มากเข้า ก็มาทับเรา เจ็บเล็ก เจ็บน้อย ปวดเล็ก ปวดน้อย เจ็บปวดที่ตรงไหน ก็มาทับเรา ทับเรา ถ้าเรามีสติปัญญาทัน เราก็ต้านทานได้ กีดกันสิ่งนั้นด้วยอุบายวิธีต่างๆ ได้ หลีกเลี่ยงความทุกข์ทั้งหลายได้ด้วยสติปัญญา จิตใจก็ไม่ได้รับความกระทบกระเทือนมากจากสิ่งเหล่านี้ หรือไม่กระทบกระเทือนถึงใจเลย

         หากไม่ชำระสะสางให้พอกับความต้องการ หรือสติปัญญาไม่พอ ใจกับสิ่งเหล่านี้จะพัวพัน ผูกมัดกันอย่างแน่นหนาหาทางออกไม่ได้ กายทุกข์ ใจก็ทุกข์ ร่างกายส่วนไหนทุกข์ ใจก็ทุกข์ไปด้วย แม้ร่างกายจะไม่ทุกข์ไปทั้งตัวก็ตาม แต่ใจจะทุกข์ไปหมดทั้งดวง ไม่ได้เป็นแบบว่า ร่างกายเจ็บส่วนนั้น ใจก็ทุกข์ส่วนนั้น ร่างกายเจ็บน้อย ใจก็ทุกข์น้อยนิดเดียว แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น ร่างกายเจ็บมาก เจ็บน้อย แต่ใจก็เป็นทุกข์มากอยู่นั่นแล ไม่มีการแบ่งสู้แบ่งรับกันบ้างเลย

         จิตใจโง่ต่อขันธ์ ไม่รู้เท่าทันขันธ์ ย่อมได้รับความทุกข์ เพราะขันธ์กำเริบอย่างนี้แล จงเห็นโทษของใจที่โง่ และเห็นคุณของใจที่ฉลาดจากการฝึกอบรมมาอย่างเกรียงไกรแล้ว ไม่มีคำว่า “ทุกข์ทางใจ” แม้ขันธ์ทั้งขันธ์จะเป็นเหมือนเปลวเพลิงก็ตาม ใจก็เป็นอยู่อย่างอิสรเสรี

         ถ้าจิตไม่มีสติ ไม่มีปัญญา จะทุกข์มากน้อยเพียรไรในร่างกายส่วนต่างๆ ใจจะต้องสั่งสมทุกข์เข้าภายในตัวอย่างมากมายและรวดเร็วด้วย ส่วนจิตที่ได้รับการอบรมทางสติปัญญา ไม่เป็นเช่นนั้น อะไรเจ็บขึ้นที่ตรงไหนภายในร่างกายส่วนต่าง ๆ ก็ทราบตามเป็นจริงด้วยสติปัญญาที่พิจารณาไว้แล้ว ทุกข์ชนิดนี้แสดงขึ้นมา อาการนี้แสดงผิดปกติขึ้นมา มีความเจ็บ ความทุกข์เป็นอย่างนั้น ก็ทราบตามอาการของทุกข์ที่แสดงขึ้นในร่างกาย กายผิดปกติ เวทนาก็แสดงตัวขึ้นมา ใจก็รู้ตามเป็นจริง ไม่หลงใหลในกายและทุกขเวทนา ใจไม่ผิดปกติ เพราะใจมีปัญญาฉลาดรู้เท่าทันขันธ์

         นี่แหละท่านผู้รู้กับพวกเราจึงต่างกันอยู่มาก อย่าเข้าใจว่าท่านจะเป็นบ้า หลงสุขหลงทุกขเวทนาเหมือนพวกเราเลย แม้กายจะเจ็บหมดทั้งร่าง จิตใจของท่านก็ไม่หวั่นเพราะรู้ตามเป็นจริงทุกส่วนอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่ร่างกายยังไม่เจ็บป่วยขึ้นมาในระยะนั้นๆ เวลาร่างกายเจ็บป่วย ก็เท่ากับการแสดงสักขีพยานให้ท่านเห็นว่า ที่ปัญญาได้พิจารณาโดยลำดับนั้นถูกต้องดีแล้ว เวลานี้ทุกขเวทนาปรากฏขึ้นเช่นนี้ ตามหลักของปัญญาที่ได้รู้ไว้แล้วท่านจึงไม่หวั่น เพราะท่านทราบไว้ล่วงหน้าแล้วอย่างถึงใจ ถึงความจริงทุกส่วน ทั้งภายในภายนอกตลอดทั่วถึง กระทั่งร่างกายจะทนไม่ไหวจริงๆ ท่านก็ทราบว่าร่างกายนี้จะทนไม่ไหวแล้ว แต่จิตของท่านเป็นปกติ ไม่หวั่นต่อความตาย และไม่ต้องทนต่อทุกขเวทนา ท่านไม่ทุรนทุรายไปตาม

แต่ความคิดเห็นของโลกขัดตรงที่ว่า “ท่านทน” นี่เอง แต่จิตของท่านไม่ได้รับความกระทบกระเทือน จะว่าท่านทนทุกข์ ก็ขัดกับใจที่บริสุทธิ์ ไม่ซึมซาบกับทุกขเวทนาที่เป็นสมมุตินั้นเลย ถ้าว่าอย่างนั้นคิดว่าถูกต้อง เพราะว่าท่านไม่มีความหวั่นไหว ไปตามทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย จะมากจะน้อย จนร่างกายจะทนไม่ไหว ก็ทราบว่าทนไม่ไหว จะแตกก็ทราบว่าจะแตก แต่จิตท่านไม่แตกไปด้วยกับขันธ์ นั่น! จิตมีความสม่ำเสมออยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เวทนาเกิดขึ้นทั้งที่เวทนาตั้งอยู่ หรือเวทนาดับไป หรือเวทนาไม่เกิดขึ้น มีความเป็นปกติอยู่เช่นนั้น จึงชื่อว่า “รู้รอบด้วยปัญญาจริงๆ” ใจไม่มีสมมุติ เช่น ทุกขเวทนา ซึ่งเป็นสมมุติเข้าไปแทรกได้เลย ใจท่านจะกระทบกระเทือนกับอะไร?

         เรื่องเช่นนี้แหละเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญมาก ได้พิจารณา หรือได้ภาวนามานานแสนนานเพียงไร ก็ควรสังเกตดูความรู้ ความฉลาดของเรา กับทุกขเวทนาที่ปรากฏขึ้นมากน้อย จิตเป็นอย่างไรบ้าง เราทราบขณะนี้ ถ้าสติปัญญารอบแล้ว ทุกข์ไม่ทุกข์ เกิดไม่เกิด มันก็ทราบอยู่เป็นปกติ ไม่มีปัญหาใดๆ มาเป็นอุปสรรคได้ ถึงกาลจะไปก็ไปเลย พระอรหันต์ท่านจึงไม่ลำบากเวลาตายเหมือนปุถุชนทั้งหลาย ท่านตายได้อย่างสบายหายห่วงทุกอิริยาบถ

         เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านทำไมจะนิพพานในท่าอิริยาบถต่างๆ ที่ท่านต้องการไม่ได้ล่ะ เพราะท่านไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของสมมุติทั้งปวง มีทุกขเวทนาเป็นต้น เหมือนพวกเราที่ทุกขเวทนาพัวพันอยู่อย่างเต็มที่ในเวลาจะตาย พระอรหันต์ท่านมิใช่นักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ มีทุกขเวทนาเป็นผู้บีบบังคับ ท่านจึงนิพพานในอิริยาบถใดก็ได้ ตามความถนัดใจ เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน นิพพาน

         ปุถุชนคนสามัญเรานี้ “โอ๊ย! แสนลำบากมาก” เป็นทุกข์เป็นร้อนภายในร่างกายยังไม่แล้ว พาลไปทุกข์ร้อนภายในจิตอีกน่ะซี เรื่องจึงมากมายก่ายกอง เป็นไฟทั้งกองเผาอยู่ทั้งร่างกายและจิตใจ เวลาเกิดความทุกข์ภายในตัว ก็พาลให้เจ้าตัวเป็นบ้าไปด้วย โดยบ่นเพ้อละเมอไปว่า “คนนั้นไม่ดูแล คนนี้ไม่เอาใจใส่ คนนี้ไม่เห็นบุญคุณของเรา คนนั้นทิ้งเรา เวลาเราช่วยอะไรเขาไม่ได้” ว่าไปไม่มีขอบเขตเหตุผล “ลูกไม่ดี หลานไม่ดี เหลนไม่ดี คนใช้ไม่ดี เพื่อนฝูงที่เคยสนิทสนม เคยอุปการะเขามา เวลาเราเป็นอย่างนี้ไม่มีใครมาเหลียวแลเลย ผัวยิ่งไม่มามองหน้าบ้างเลย” เวลานี้ใครๆ ก็ไม่ดีไปหมด ทั้งที่ต่างคนต่าง “ตัวไหว ใจสั่น” กลัวล้มหายตายจากเขาไป และวิ่งเต้นช่วยเหลือเต็มความสามารถจนไม่ได้หลับนอน เวลานั้นใครก็กลายเป็นไฟต่อตัวเอง เห็นว่าไม่ดีไปหมด

         ทำไม่จึงไม่ดี? เพราะหัวใจเรามันร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ อะไรๆ ใครๆ ก็ไม่ดีโม้ด เป็นการระบายทุกข์ตามความเข้าใจของตัว ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ และเห็นใจจากคนอื่น แต่มันเลยความพอดีไป จนกลายเป็นไฟเผาคนทั้งบ้านให้ร้อนรนวุ่นวายไปตามๆ กัน นี่คือโทษแห่งความไม่สนใจในธรรม คือ ความพอดี

         ความจริงไม่ใช่ระบายทุกข์ แต่มันเพิ่มทุกข์ขึ้นภายในตัว และผู้เกี่ยวข้อง ให้เดือดร้อนวุ่นวายไปตามๆ กัน เรื่องของสามัญชนเรามักเป็นอย่างนี้ เพราะการไม่ได้อบรมธรรมเข้าสู่ใจบ้างพอประมาณนั่นเอง

         แต่สำหรับพระอรหันต์ ท่านไม่เป็นเลย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับใคร ไม่ได้สนใจคิดว่าคนนั้นอย่างนั้น คนนี้อย่างนี้ ดังสามัญเรา มีแต่รู้ตามความจริงของธาตุ ของขันธ์ ที่แสดงตัวออกมามากน้อยในเรื่องทุกขเวทนา ถึงคราวแตกคราวดับจริงๆ ท่านก็ทราบชัดๆ ไม่กังวล วุ่นวาย “เอ้า! เมื่อทนไม่ไหวละ แตกก็แตกไป!” แตก กับ อยู่ก็คือธาตุอันเดียวกัน แน่ะ! แตกไปแล้ว จะไปไหน ก็เป็นเรื่องของมัน “หมดความรับผิดชอบลงไปเสียทีเถอะ”

        ขึ้นชื่อว่า “ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา” นี้ มันยุ่งเสียจริงแต่วันเริ่มแรก แตกไปเสียก็หมดความรับผิดชอบกันเพียงเท่านี้ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปก็หมดห่วงกัน มันเพียงเท่านี้ “ต่อไปจิตไม่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งเหล่านี้อีกเลย”

         นั่นน่ะ ฟังซิ ผู้สิ้นกิเลส ท่านว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” หายกังวลไปโดยประการทั้งปวง! เวลาที่มีชีวิตอยู่ ต้องได้รับทราบ และรับผิดชอบกันอยู่ตลอดเวลา ตามที่ประสาทรับรู้อยู่ในร่างกายนี้ส่วนต่างๆ ทางหู ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ตลอดถึงทางใจก็ต้องมีคิด มีปรุง เวลาอาศัยกันอยู่ก็ต้องรับผิดชอบกันอย่างนี้ เหมือนคนทั่วไป เป็นแต่ไม่ยึด และไม่หวังอะไรจากขันธ์นี้ เท่านั้น

         ท่านว่า “สอุปาทิเสสนิพพาน” ใจถึงความบริสุทธิ์ “วิมุตติ” ไปแล้ว แต่ธาตุขันธ์ไม่บริสุทธิ์กับเรา เขาต้องก่อกวนอยู่อย่างนั้น ก่อกวนอยู่อย่างนี้ ให้ได้รับทราบ และรับผิดชอบกันอยู่ตลอดเวลา พาหลับ พานอน กินอยู่พูวายต่างๆ เป็นแต่ใจ ไม่ทุรนทุรายต่างๆ ไม่หลงมันเท่านั้นเอง ท่านปฏิบัติต่อขันธ์อันเป็นสมมุติ เหมือนผู้ใหญ่ปฏิบัติตามใจเด็กเล็กๆ นั่นแล เช่น พาเล่นตุ๊กตาบ้าง พาเล่นฟุตบอลบ้าง เป็นต้น ไม่งั้น เด็กมันกวน และร้องไห้

         ท่านนักปฏิบัติ จงมีความมั่นคงภายในใจ ให้เป็นที่แน่ใจตน อย่าให้เสียที ทุกข์ขนาดไหน ก็ให้ปลงลงในบทธรรมว่า “ทุกขเวทนา” เป็นสัจธรรมอันหนึ่ง หรือเป็นองค์แห่งไตรลักษณ์อันหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา และไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น ความเป็นไตรลักษณ์กับความที่รู้อยู่ภายในจิตนี้ เป็นคนละอย่างไม่ใช่อันเดียวกัน ร่างกายก็เป็นส่วนหนึ่ง ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะร่างกายผิดปกติ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง จิตที่รู้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง สติปัญญาที่นำมาใช้เพื่อรู้เท่า และถอดถอน หรือเพื่อกำจัดปัดเป่าสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นสัจธรรมอันหนึ่ง ซึ่งเป็นฝ่ายแก้ ฝ่ายถอดถอนกิเลสทั้งปวง ตัวหลงยึดมั่นถือมั่น สำคัญผิด

         ปัญญามีไว้สำหรับใช้แก้กิเลส แก้ความลุ่มหลงของตน ใช้ให้เพียงพอกับความต้องการ เรื่องตายนั้นมีอยู่กับทุกคน ไม่เป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลให้เกิดทุกข์ทางใจ ตายก่อนตายหลังก็คือความตายนั่นเอง ไม่เห็นมีอะไรแปลกกัน คนนี้ตายวันนี้ คนนั้นจะตายวันพรุ่งนี้ ก็คือความตายนั่นแล แปลกต่างกันที่ไหน พอจะได้เปรียบ และเสียเปรียบกัน? ความโง่ กับความฉลาดต่างหากที่ทำคนให้ได้เปรียบ และเสียเปรียบกิเลสน่ะ

         จิตล้วนๆ ไม่มีกาล ไม่มีเวลา เรื่องกาล เรื่องเวลานั้น เป็นความคาดความหมายของจิต ซึ่งก่อความหลง ความกังวลให้ตนต่างหาก ความตายจริงๆ เขาไม่มีกาล ไม่มีเวลาของเขา เขาไม่มีกฎมีเกณฑ์ตั้งไว้เหมือนมนุษย์เรา มนุษย์เราชอบตั้งกฎตั้งเกณฑ์ นั้นอย่างนั้น นี้อย่างนี้ และสิ่งที่ทำความสำคัญมั่นหมายถึงตั้งกฎตั้งเกณฑ์นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ก่อความกังวลให้แก่ตนทั้งนั้น ที่ถูกเขย่าก่อกวนอยู่ตลอดเวลาก็คือ ใจ จงทราบสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยสติปัญญา อย่าหลงใหลใฝ่ฝันไปกับสิ่งเหล่านี้แบบลม ๆ แล้ง ๆ ที่มาก่อกวน ก็ชื่อว่า “ฉลาดรอบตัว” ไม่กลัวเป็นกลัวตาย ตลอดสภาวะทั่วไปที่มาเกี่ยวข้องกับใจ ตายที่ไหน ตายกาลใด เวลาใด ตายโดยโรคอะไร มันก็คือ ความตาย ตายวันนี้ ตายวันหน้า ก็คือความตายนั่นแล ตื่นกันหาประโยชน์อะไร แบบไม่ได้เรื่องได้ราว ยิ่งกว่าเด็กอมมือ

         จิตจริงๆ ไม่มีตาย ไม่มีสถานที่ ไม่มีกาล ไม่มีโรค เพราะจิตไม่ได้เป็นโรคแบบนั้น เป็นโรคกิเลสต่างหาก ถ้าแก้กิเลสออกได้มากน้อย จิตก็มีความสุขสบาย โดยไม่ต้องมีกาลมีเวลามาให้ความสุข ยิ่งจิตบริสุทธิ์ด้วยแล้วเป็น “อกาลิโก” ไม่มีอะไรเข้ามาแทรกเลย เป็นสุขล้วนๆ คือ “ปรมํ สุขํ สุขโดยธรรมชาติแท้ ไม่แปรผันเหมือนสุขในวงสมมุติซึ่งคอยแต่จะหลุดมือไป”

         ถ้าคิดปลงตกในทุกสิ่งทุกอย่าง ชื่อว่า “ผู้ปฏิบัติธรรม” และชื่อว่า “ผู้ครองธรรมสมบัติอย่างภูมิใจ” สิ่งที่เกี่ยวข้องกับตน เช่น สมบัติ เงินทอง ข้าวของ คนนั้น คนนี้ ญาติมิตรสหาย อะไรเหล่านี้ มันอยู่ไกลจากตัวเรามาก สิ่งที่เกี่ยวพันกับตนอยู่เวลานี้ คือขันธ์ห้า ได้แก่ร่างกาย กับจิตที่อยู่ด้วยกัน นี่เป็นสิ่งสำคัญ ต้องเรียนให้รู้ทัน และปลงให้ตก ด้วยสติปัญญารู้ความจริงของมัน อย่าไปขัดขวางความจริง ถ้าไปขัดความจริงแล้วเป็นการคุ้ยกิเลสขึ้นมา เหมือนปลูกกิเลสให้เป็นต้นเป็นลำใหญ่โตขึ้นมา แล้วก็มาราวีเรานั่นแหละ คือราวีใจ ดวงโง่ต่อเขานั่นแล

         ขันธ์ห้าเป็นเช่นไร จิตเป็นอย่างไร? เราเคยเรียนรู้ และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้มาแล้ว จึงไม่ควรหลงการแสดงออกของขันธ์ ซึ่งเป็นกิริยาของจิตแทรกอยู่ด้วยแทบทุกขันธ์เว้นแต่ “รูปขันธ์” เท่านั้น

         รูป หมายถึงกายทั้งหมด นี่ก็เป็นขันธ์อันหนึ่ง เป็นหมวดอันหนึ่ง หรือเป็นกองอันหนึ่ง ก็กองทุกข์นั่นแลจะเป็นกองอะไร ขันธ์ห้า แปลว่า กองทุกข์นั่นแหละ ทุกข์มีอยู่ที่นี่ ทุกข์มันอยู่ที่นี่ ภูเขา ไม่ได้มาทำให้คนมีทุกข์ หรือภูเขาไม่ได้เป็นทุกข์ ดิน ฟ้า อากาศ ไม่ได้เป็นทุกข์ มันเป็นทุกข์ที่ขันธ์ห้านี้ ถ้าจิตเราหลง เราก็เป็นทุกข์ด้วย ถ้าจิตไม่หลง ก็เป็นทุกข์ที่ขันธ์ห้าเท่านั้น จิตไม่เป็นทุกข์ด้วยเลย แม้อยู่ด้วยกันก็ตาม เพราะเป็นคนละภาคละส่วน

         เวทนา คือ สุข ทุกข์ เฉยๆ ท่านเรียกว่า “เวทนาขันธ์” หมายถึงขันธ์ห้านั่นเอง “สัญญาขันธ์” คือ ความจดจำ “สังขารขันธ์” คือ ความคิดปรุง “วิญญาณขันธ์” คือความรับทราบจากสิ่งที่มาสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย รวมแล้วท่านเรียกว่า “ขันธ์ห้า” หรือ วิญญาณขันธ์” ก็กองทุกข์ทั้งมวลนั่นเอง จะเป็นกองเงินกองทองที่ไหนกัน พอให้หลง ให้เพลินไปตามเขา

         ถ้าเป็นทุกข์ ก็เป็นทุกข์อยู่ในวง “ขันธ์ห้า” นี้ เวทนา มันก็แสดงตัวของมัน ตามสภาพของมันอย่างนั้น จะเป็นสุข ก็เป็นเรื่องของสุขล้วน ๆ จะเป็นทุกข์ ก็ทุกข์ล้วน ๆ มันเป็นของมันอย่างนั้น รูปกาย ก็เป็นรูปกายของมันอย่างนั้น ทุกข์กับสุขมีมากน้อยรูปกายไม่รับทราบ รูปกายไม่มีความหมายในตัวเอง และไม่มีความหมายในทุกข์ ทุกข์ที่เกิดขึ้นก็ไม่มีความหมายในตัวเอง และไม่ทราบว่าตัวเองนั้นเป็นทุกข์ นี่! จึงเรียกว่าเป็นความจริงแต่ละอย่าง ละอย่าง ตามหลักความจริงแห่งขันธ์ห้า

         ทุกข์จริงๆ ที่มันเกิดขึ้นในร่างกายนี้ มันไม่ได้ทราบความหมายของมันว่ามันเป็นทุกข์ และมันก่อขึ้นให้แก่ผู้ใด มันเองก็ไม่มีความหมายในตัวมัน ไม่รู้สึก นอกจากใจของเราไปหมายมันเท่านั้น

         สัญญา สังขาร วิญญาณ ความจำก็เหมือนกัน มันสักแต่ว่าจำ สังขาร ความคิดปรุง ก็สักแต่ว่าปรุง ใครจะเป็นผู้รับช่วงจากความปรุง ใครจะเป็นผู้รับช่วงจากความจำ (สัญญา) ใครจะเป็นผู้รับช่วงจากความรับทราบ (วิญญาณ) นั้น ถ้าไม่ใช่จิต? ก็มีจิตดวงเดียวเท่านั้น เป็นผู้รับภาระทั้งรับรู้ ทั้งรับหลง

         จิต ถ้าเป็นจิตที่รู้รอบด้วยปัญญาก็มีเครื่องมือจับ เหมือนกับเราจับไฟด้วยเครื่องจับ เช่น คีมคีบถ่านไฟ มันก็ไม่ไหม้เรา ถ้ามือไปจับไฟก็ไหม้ จิตที่มีเครื่องมือ มีสติ มีปัญญารอบตัว ทุกข์ในขันธ์ก็ไม่เผาใจได้ ย่อมอยู่ด้วยกันด้วยความจริงเสมอไปตลอดอวสาน

         พิจารณาเวทนา ก็สักแต่เวทนาไม่ร้อนไม่ทุกข์ เพราะมีเครื่องป้องกัน จิตที่เป็นสุข ย่อมมีเครื่องป้องกันเต็มตัว ทุกขเวทนาจะเกิดขึ้นเหมือนกองไฟทั้งกองก็ตาม จิตก็เป็นจิตล้วนๆ เป็นความรู้ล้วนๆ สุขก็เป็นสุขล้วนๆ ไม่ได้คละเคล้ากันเลย “ต่างอันต่างจริง ตามหลักความจริงแท้” เป็นอย่างนี้แล กรุณาพิจารณาให้เห็นแจ้งกับตัวเอง จะยอมรับพระธรรม ตลอดครูอาจารย์ ด้วยใจจริงในตัวเองเพราะความจริงนั้นเหมือนกัน

         สิ่งที่ “ปีนเกลียว” ต่อหลักความจริงก็คือ อะไรเกิดขึ้น ก็เอื้อมไปจับ อะไรเกิดขึ้นก็เอื้อมไปจับ ไปยึดไปถือ จึงเหมือนเอื้อมมือไปจับไฟ ซึ่งต้องนำความร้อนเข้ามาสู่ใจอยู่ดี ร้อนมาก หรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความหลงมาก หลงน้อย ยึดมาก ยึดน้อย ถ้าไม่ยึดเสียเลย ด้วยอำนาจของปัญญาที่รู้รอบขอบชิดหมดแล้ว หรือจิตบริสุทธิ์ล้วน ๆ แล้ว สิ่งนั้น ๆ ก็สักแต่ว่าแสดงตัวตามเรื่องของมันอยู่เท่านั้น ไม่มีความหมายใด ๆเลย แม้ต่างอันต่างแสดง ก็ไม่มีความหมายในตัวเอง เพียงต่างอันต่างจริงอยู่ตามธรรมชาติของมันเท่านั้น จิตก็จริงไปตามธรรมชาติของจิต จึงไม่มีปัญหาอะไรในเรื่องความเจ็บปวดในธาตุในขันธ์ ไม่มีปัญหาอันใดในเรื่องความล้ม ความตาย ความสลายแห่งธาตุ มีเท่าไร ก็สลายไปตามเรื่องของมัน แม้ขณะที่มันสลายลงไปนั้น ก็ไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องจิตใจให้ยุ่งเหยิง วุ่นวายไปตามเลย

         นี่แหละ หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอน ผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมนี้แล้ว จะรู้ความจริง ดังที่กล่าวมานี้ เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ดังที่ท่านว่า “ความเป็น ความตาย มีน้ำหนักเท่ากัน” ไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน ในความรู้สึกของพระอรหันต์ท่าน เวลามีชีวิตอยู่ ก็ไม่ได้อะไรจากธาตุ จากขันธ์อันนี้ เพราะจิตพอตัวเสียทุกอย่างแล้ว ไม่ต้องการอะไรมาเพิ่มเติมจากธาตุ จากขันธ์ หรือจากสิ่งใด ๆ ในโลก เวลาขันธ์สลายตัวลงไป จิตก็พอตัวอยู่แล้ว จะไปล่มจมที่ไหนกัน! จึงหาความล่มจมไม่มี เพราะธรรมชาติ “ผู้รู้ที่บริสุทธิ์” นี้ไม่ใช่ผู้ล่มจม สิ่งต่างๆ จะเอาความล่มจมมายัดเยียดให้ธรรมชาตินี้ได้อย่างไร! เมื่อธรรมชาตินี้พอตัวอยู่แล้ว จะเอาอะไรมาแฝง มาเพิ่ม ก็ไม่ติด ท่านว่า “ความตายกับความเป็นอยู่มีน้ำหนักเท่ากัน” ไม่มีอะไรผิดแผกแตกต่างกัน ท่านถือว่าเป็นธรรมด๊าธรรมดา! เมื่อรู้เห็นตามเป็นจริงแล้ว เป็นอย่างนั้นด้วยกันทั้งสิ้น ความรู้จริงเต็มภูมิจิตภูมิธรรมด้วยกันแล้ว จึงไม่มีอะไรจะขัดแย้ง ถกเถียงกันเหมือนพวกเราคอยรับเหมากิเลสความขัดแย้ง แข่งดีกัน

         ถ้า “ปีนเกลียว” กับความจริงก็เป็นเรื่องใหญ่โต ขณะที่เกิดก็ใหญ่ ดีใจ “โอ้โฮ หนูดีใจมาก เพราะหนูต้องการลูกผู้หญิงอยู่แล้ว” ถ้าต้องการลูกผู้ชาย หลานผู้ชาย ก็ดีใจมาก โอ้โฮ ได้ลูกผู้ชายทั้งคน สมกับบนบานไว้จริงๆ แหม! “หลวงพ่อเก่งมากเชียวนี่นา!” มันเป็นเรื่องใหญ่โตไหมล่ะ เรื่องดีใจกับความเกิดนั่นน่ะ

         ทีนี้เวลามันตายละซิ ความดีใจอย่างใหญ่หลวง กับความเสียใจอย่างใหญ่โต มันรุมกันจนตั้งตัวไม่ติด แทบเป็นบ้าเป็นบอไปก็มี ทั้งนี้คือ โทษแห่งความหลงรัก หลงชัง ความยินดี ยินร้าย ในอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ นั้นแล เป็นตัวเหตุใหญ่ ปราชญ์จึงสอนให้รู้เท่าทันไว้แต่เนิ่นๆ ก่อนเหตุจะเกิดขึ้น จะได้ตั้งตัวได้ไม่รุนแรง เวลาเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่ต้องใจ จะมีสติยั้งคิดเพื่อหาทางผ่อนคลายได้บ้าง ไม่จมไปทั้งเป็น

         การพิจารณาไว้ก่อนเพื่อทราบไว้แต่ต้นทางที่เรื่องจะเกิดขึ้นก็ไม่เป็นทุกข์มาก พอมีที่ปลงวางได้บ้าง เช่น ความเกิด เมื่อคิดย้อนไปข้างหลังในเวลาเกิด มันก็ไม่ใหญ่โต การเกิด การตาย เป็นเรื่องทุกข์ของผู้เกิด ผู้ตายเท่ากัน การเรียนธรรม เรียนอย่างนี้จึงชื่อว่า “เรียนเพื่อรู้ความจริง ทั้งต้น ทั้งปลาย”

         การปฏิบัติธรรม ก็ปฏิบัติที่ตัวเรา เพราะเรื่องอยู่ที่ตัวเรา เรื่อง “ทุกข์” ก็อยู่ที่ตัวเรา “สมุทัย” คือ เหตุให้เกิดทุกข์ ก็อยู่ที่ตัวเรา “มรรค” คือ ข้อปฏิบัติ กำจัดความลุ่มหลง อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งมวลก็อยู่ที่ตัวเรา เมื่อกำจัดได้มากน้อย “นิโรธ” คือความดับทุกข์ ก็ดับลงไปเป็นลำดับๆ ตามอำนาจของ “มรรค” ที่มีกำลังมากน้อย เมื่อ “มรรค” ดับ“สมุทัย” ได้หมด ไม่มีสิ่งใดเหลือแล้ว “นิโรธ” อันเป็นกิริยาแห่งความดับทุกข์ ก็ดับทุกข์สิ้นเชิงในใจเรานี่เอง ไม่ดับที่ไหน เพราะกองทุกข์ทั้งมวลอยู่ที่ตรงนี้ ดับก็ดับลงที่ตรงนี้ ไม่มีอะไรเป็นกิเลส และบาปธรรม นอกจากใจเป็นผู้ผลิตแต่ผู้เดียวและดับได้แต่ผู้เดียว ตามอุบายแห่งธรรมว่า “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตนแต่ผู้เดียว” พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นแต่ผู้ชี้บอกอุบายวิธีแก้ หรือถอดถอนกิเลสทั้งปวงเท่านั้น

         ศาสนา เมื่อรวมลงแล้วแต่ละคน ละคน ที่ปฏิบัติ ต้องมารู้มาละกันที่ตรงนี้ทั้งนั้น ไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องให้ยุ่งเหยิงวุ่นวาย เพราะผู้นี้ไม่เป็นผู้วุ่นวายอีกแล้ว

         นี่แหละความมีศาสนาอยู่ภายในตน ย่อมมีหวังได้รับสิ่งพึงใจจากการปฏิบัติของตน ถ้าไม่มีศาสนาประจำตน ความหวังแม้มีอยู่เต็มใจด้วยกันก็เป็น “โมฆะ” ความเป็นอยู่ความเป็นไปของคตินั้น หาความแน่นอนไม่ได้เลย อยู่ในโลกมนุษย์ก็เหมือนสัตว์ที่หากินอยู่ตามวิสัยของตน เมื่อตายไปก็หมดความหมาย ไม่มีสิ่งอาศัยพึ่งพิงของใจ อันเป็นตัวการสำคัญในตัวคนและสัตว์ ฉะนั้นความไม่มีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวเกี่ยวเกาะของใจ จึงเป็นความล่มจมอย่างหาที่เปรียบเทียบไม่ได้ ราวกับตายทั้งเป็นนั่นแล

         มนุษย์ฉลาดกว่าสัตว์ เวลา “เป็น” อยู่ก็มีบ้านมีเรือน มีพ่อมีแม่ มีสมบัติเงินทอง มองดูอะไรก็ภูมิใจกับสมบัตินั้นๆ แต่สิ่งที่ให้เกิดความภูมิใจ คือศาสนธรรมภายในใจไม่มี ย่อมขาดที่พึ่งทางใจอันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ใจไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ คิดแล้วก็ว้าเหว่ มองไปเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ซึ่งเป็นสิ่งนอกกาย นอกใจ มองเข้ามาที่จิตไม่รู้จะอาศัยอะไรต่อไป ใจย่อมว้าวุ่นขุ่นมัวหนักเข้า ตายก็ตายแบบใจอนาถา หาที่ยึดไม่ได้และล่มจมไปตามยถากรรม ซึ่งน่าทุเรศมากมาย

         คนเราเวลาจะตาย ใจเกิดความว้าวุ่นขุ่นมัวมากมาย ก็เพราะจิตไม่มีหลักยึดภายในใจ ไปยึดแต่สิ่งภายนอก กลัวจะตาย จะพลัดพรากจากสิ่งที่รักเจริญใจ กลัวจะพลัดพรากจากสิ่งนั้น คนนี้ ยุ่งกันไปหมด ซึ่งเป็นการก่อความวุ่นวายให้แก่ตนในวาระสุดท้ายมาก ฉะนั้นศาสนาจึงเป็นเหมือนประทีปดวงไฟส่องทาง เพื่อความเป็น “สุคโต” ได้เป็นอย่างดี ทั้งปัจจุบันและอนาคต ไม่ปรากฏว่าผู้ปฏิบัติธรรม ถูกธรรมนั้นพาไปลงนรกตกเหว ให้ได้รับความทุกข์ความทรมาน นอกจากธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ไม่พึงปรารถนาโดยถ่ายเดียว ไม่เคยเห็น ธรรมเปรต ธรรมผี มาคอยกัดฉีกกินคนผู้รักษาธรรมปฏิบัติธรรมให้สิ้นเนื้อประดาตัวเลย นอกจากธรรมปลอม ศาสนาจอมปลอม ซึ่งกำลังแทรกออกจากความอุบาทว์ เที่ยวหลอกลวงคนโง่ให้เผลอตัว ลงไปเข้าหม้อแกงเขาเท่านั้น

         จิตที่มีศาสนา จิตมีธรรมเป็นเครื่องปกครองเป็นเครื่องสนับสนุน ย่อมเป็นจิตที่เยือกเย็นอ่อนโยน มีความอบอุ่นอยู่ภายในตัว ผิดกับจิตที่ไม่มีศาสนา ซึ่งมีแต่ความโหดร้ายทารุณเป็นเจ้าอำนาจครองใจเป็นไหนๆ เพราะภายในจิตมีธรรมเป็น “แกน” มีธรรมเป็น “หลักยึด” ของใจ แม้ยากดีมีจนก็มีความอบอุ่นอยู่ภายใน เวลานี้เราอาศัยกายนี้อยู่ ต่อไปเรายึดบุญ เราอาศัยบุญ เวลาที่สุดวิสัยที่จะยึดกายนั้นแล้ว สิ่งที่เป็นวิสัยของเรา เหมาะสมกับใจเราอย่างยิ่งก็คือความดี คือบุญ จำต้องยึดธรรมเป็นหลักใจ ตายก็ “สุคโต”ไปเลย คนมีศาสนาภายในจิตใจเป็นอย่างนี้ ไม่เสียท่าเสียที ทั้งในเวลามีชีวิตอยู่ ทั้งในเวลาตายไป

         การอาศัยธาตุขันธ์ สมบัติ บริษัทบริวาร เงินทอง ก็ได้อาศัยมาพอรู้รสชาติของสิ่งนั้นๆ ได้ดีพอควร ส่วนรสชาติของธรรม คือความดีงาม เวลานี้ยังไม่จุใจ จงพยายามบำเพ็ญให้เป็นที่แน่ใจ จะไม่เสียท่าเสียที สมกับความเป็นมนุษย์ที่ฉลาดกว่าบรรดาสัตว์ มนุษย์เราสูงกว่าสัตว์ สูงด้วยความประพฤติดี เชื่อบุญ เชื่อบาป นรก สวรรค์ ไม่ใช่สูงแบบขึ้นอวกาศ ดังที่เขาเคยขึ้นกันมาแล้ว ไม่เห็นเป็นสุขและวิเศษวิโสอะไร กลับมาถึงพื้นโลก ถูกเขาสรรเสริญเยินยอ เลยลืมตัวและเป็นบ้าไปก็มีให้เห็นประจักษ์อยู่แล้ว การยกย่องก็ทำให้คนลืมตัวเป็นบ้าได้ เช่นเดียวกับผู้ถูกนินทาว่าร้าย เกิดความเสียใจเป็นบ้าไปจนเสียคน

         คำว่า “สูง” ให้สูงด้วยจิตใจที่มีธรรมนำตัวไปสู่ที่สูง และปลดเปลื้องทุกข์ได้ตามส่วนแห่งคุณธรรมที่มีในใจมากน้อย และสูงสุด คือถึง “วิมุตติ พระนิพพาน” ชื่อว่า “ผู้สูงตามหลักธรรมของชาวพุทธแท้”

         กรุณาพากันทำใจ ยกใจ ให้สูงกว่าสิ่งลามกทั้งหลาย จะชื่อว่า “เป็นผู้มีจิตใจสูงโดยคุณธรรมแท้” เอาละ การแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควรฯ

 

ggggggg

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก