ธรรมพระพุทธเจ้าลากคนขึ้นจากภัย
วันที่ 5 พฤษภาคม 2545
สถานที่ : บ้านคุณนายรองผู้ว่าราชการจังหวัด ยโสธร

เทศน์อบรมฆราวาส
ณ บ้านคุณนายรองผู้ว่าราชการจังหวัด ยโสธร
วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ [บ่าย]

ธรรมพระพุทธเจ้าลากคนขึ้นจากภัย

ไหนแม่บ้าน เป็นยังไง ขยันทั้งคู่หรือขี้เกียจทั้งคู่ เรื่องภาวนานั่นนะ เวลาจะนอนได้กราบไหว้พระภาวนารึเปล่า หรือต่างคนต่างแข่งเสื่อแข่งหมอนกัน ไม่มีอะไรแข่ง มีแต่เสื่อแต่หมอนติดที่นอน ไปไหนหมอนมัดติดคอเอาเสื่อมัดติดหลังไปเรื่อย พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ไม่นึก ใช้ไม่ได้นะ บ้านนี้เป็นยังไง บ้านหอปราสาทสวยงาม ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความขี้ริ้วขี้เหล่ จากบาปจากกรรม เกิดขึ้นมาจากบุญจากวาสนา เราต้องรักษาบุญรักษาวาสนาของเราไว้ด้วยการสร้างคุณงามความดี เช่น วันนี้เป็นต้น นิมนต์หลวงตามา ทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองของเรา อุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกาย ทุกข์ยากลำบากก็มาได้มาเห็นปราสาทราชมณเฑียรของเมืองมนุษย์เราซึ่งเราไม่เคยคิดเลยจะเป็นแดนสวรรค์ในเมืองมนุษย์มีอย่างนี้

วันนี้มาเจอ มาเจอแล้วก็เที่ยวชม เพลินใจเพลินตา แล้วเวลามาเจอเจ้าของบ้านมองเห็นแต่เสื่อแต่หมอนมัดติดหลังติดคอ พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ไม่สนใจ ใช้ไม่ได้นะ นี่พูดให้ฟังทุกคน ไม่ใช่มีเสื่อมีหมอนสองคน มันอาจจะมีทุกคน ๆ เสื่อหมอนติดตัวติดคอ ไม่สนใจกับ พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆอาจมีเยอะในนี้ หรือหลวงตาบัวเป็นหัวหน้าก็ไม่ทราบนะ เสื่อหมอนติดอยู่นี้ก็ไม่ทราบแล้วไปเทศน์ดุนู้นดุนี้ แล้วเสื่อหมอนอยู่กับคอกับหลังเจ้าของ มันเกินไปนะหลวงตา มองไปข้างหลังเห็นเสื่อเห็นหมอนมัดติดคอมั้ย ถ้าหลวงตาไม่เห็นมันติดคอแต่มองดูลูกศิษย์มีหมอมมีเสื่อมัดติดคอ ก็ต้องว่าตัวขี้เกียจอยู่ตรงนี้หมด ขี้เกียจ พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ

บุญกุศลเป็นสิ่งสำคัญมาก โลกมองไม่ค่อยเห็นกัน เพราะฉะนั้น หลวงตาไปเทศน์ที่ไหนอดไม่ได้นะ เราพูดในฐานะเหมือนว่าลากกันขึ้นจากตมจากโคนจากฟืนจากไฟ ลากขึ้นสู่ที่ปลอดภัย เพราะฉะนั้น คำว่าพูดว่าหนักว่าดุว่าด่า อันนี้จึงไม่มีปัญหาอะไร เหมือนคนหนึ่งตกอยู่ในฟืนไฟ คนหนึ่งจับลากขึ้นอย่างรุนแรง อะไรโหดร้ายพิจารณาสิ ไฟที่กำลังเผาคนโหดร้ายที่สุดใช่มั้ย การฉุดลากขึ้นมาอย่างรุนแรงออกจากไฟไม่ใช่ความเลวร้าย ไม่ใช่ความดุด่า ลากกันออกจากภัย จะไปดุไปด่าไปโหดร้ายที่ไหน ไฟมันโหดร้ายขนาดไหน นี่แหละเรื่องบาปเรื่องกรรมเรื่องความชั่วช้าลามกมันเหมือนฟืนเหมือนไฟ มันติดใครเข้าไม่ได้มีชาติชั้นวรรณะฐานะสูงต่ำ เป็นไปได้ทั้งนั้น

คำว่าบาปไม่กลัวใคร ถ้าเจ้าของเป็นคนกล้าหาญทำแต่บาปแต่กรรม จะขนแต่บาปแต่กรรมและขนแต่ฟืนไฟมาเผาเจ้าของ ชาติชั้นวรรณะมาจากไหนก็ตามมันจับไสลงนรกได้ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียรในบุญในกุศลแล้วบุญกุศลนี้จะดึงขึ้นจากหล่มลึก ทุกข์มีตรงไหนดึงขึ้นดึงออก จะไม่อยู่สถานที่ใดนะบุญกุศลก็ดีบาปก็ดี เราอย่าไปหาแดนฟ้าอากาศที่ไหนต้นไม้ภูเขาที่ไหนไม่มี บาปก็ไม่มี บุญก็ไม่มี มันมีอยู่ที่หัวใจเรา หัวใจเป็นผู้บ่งการสั่งให้ทำความชั่วช้าลามกด้วยความพออกพอใจก็เท่ากับโกยเอาฟืนเอาไฟมาเผาเจ้าของด้วยความพอใจ

ทีนี้การสร้างความดี ถึงจะไม่อยากทำก็ตาม การทำลงไปเป็นการออกจากความทุกข์ความร้อนออกจากฟืนจากไฟ เวลาเราจำเป็นแล้วความขี้เกียจขี้คร้านสร้างบุญสร้างกุศลจะหมดปัญหาไปเลย มีแต่ความที่จะคว้าหาที่ยึดที่เกาะ ที่ยึดที่เกาะเราทำอะไรไว้ เราทำบุญกุศลไว้ บุญกุศลก็ดึงเราเลย เราทุกข์เราลำบาก เราฝืนทำความดีในเบื้องต้นแต่เวลาจำเป็นแล้วก็ไม่พ้นที่จะเกาะความดี ความดีลากเราขึ้น ความชั่วไม่ได้ลาก ลากลงตลอด เพราะงั้นให้พากันระมัดระวัง

หลวงตาเทศน์สอนพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทย ไม่ได้สอนด้วยความลูบ ๆ คลำ ๆ ขอให้พี่น้องทั้งหลายฟัง พูดออกมาถอดออกมาจากหัวใจจริง ๆ ว่าบาปบุญนรกสวรรค์พระพุทธเจ้าทรงพบทรงเห็นมาทุกพระองค์ ไม่มีองค์ใดปฏิเสธบาปบุญนรกสวรรค์พรหมโลกนิพพาน ตลอดเปรตผีต่าง ๆ ว่าไม่มี ยอมรับด้วยกันหมด ว่าสิ่งเหล่านี้มีสมบูรณ์แบบมาตั้งกัปตั้งกัลป์ พระพุทธเจ้าองค์ใดตรัสรู้ขึ้นมา สิ่งทั้งหลายมันมีอยู่ แต่คนตาบอดดูมันไม่เห็น เช่นอย่างคนนั่งอยู่ร่วมกัน ให้คนตาบอดมาดูสิจะเห็นมั้ย มีกี่ร้อยกี่พันคนมาดูไม่เห็นทั้งนั้น เอาคนตาดีมาเพียงคนเดียวเท่านั้น มาแล้วเปิดตาจ้า เป็นยังไงเห็นมั้ย ไม่มีการปฏิเสธกัน คนหนึ่งตาดีมาเห็นก็แบบเดียวกัน สองคนคนตาดีด้วยกันมาก็เห็นแบบเดียวกัน ไม่มีการคัดค้านกัน มีกี่ร้อยกี่พันคนมายอมรับด้วยกันหมด เพราะเห็นด้วยกัน

นี่พระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวมาดูบาปบุญนรกสวรรค์ดูสัตว์โลกทั้งหลาย ทั้งพวกเปรตพวกผีพวกสัตว์นรกทั้งเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมจนกระทั่งถึงนิพพาน จ้าขึ้นมาพระองค์เดียวเห็นหมด ไม่มีปฏิเสธ พระพุทธเจ้าองค์ที่สองตรัสรู้ขึ้นมาจ้าแบบเดียวกัน แล้วกี่ร้อยกี่พันพระองค์เห็นสิ่งที่มีอยู่ด้วยกันหมดด้วยความตาดีทั้ง ๆ ที่คนตาบอดทั้งหลายจมกันอยู่ในนี้ แต่จมด้วยความตาบอดมันมองไม่เห็น พวกเราก็จมอยู่ในกองทุกข์ มันมองไม่เห็นกองทุกข์ เพราะงั้นจึงเจอเอา เกิดมาไม่มี ใครอะไรจะมาช่วยเราได้นะ บาปช่วยดึงลง บุญช่วยฉุดขึ้นเท่านั้น

ตรงนี้เป็นสำคัญมาก หัวเลี้ยวหัวต่อยู่กับบาปกับบุญ ไม่ได้อยู่กับสิ่งใด ๆ ทั้งหมดอยู่กับบาปกับบุญที่เจ้าของสร้างไว้ ท่านบอกว่า กมฺมสฺสโกมฺหิ เรามีกรรมเป็นของตัวทั้งกรรมดีกรรมชั่วเป็นของเราทั้งนั้น จะแยกให้ใครไม่ได้ เป็นเรื่องของเราทั้งหมด ตะกี้นี้หลวงตาได้พูดถึงเรื่องว่า การสอนโลกหลวงตาไม่ได้สอนแบบลูบ ๆ คลำ ๆ คอขาดหลวงตาขาดไปเลย ไม่ได้ปลีกแวะออกจากความจริงที่ได้รู้ได้เห็นอย่างไรต้องเอาอันนั้นออกมาพูดตามหลักความจริง อย่างพระพุทธเจ้าท่านว่า เอกนามจํ พระพุทธเจ้าเป็นเอก ไม่มีใครเสมอ พระญาณหยั่งทราบก็เป็นเอก ไม่มีอะไรที่จะคัดค้านต้านทานได้ เมื่อมันรู้มันเห็นด้วยใจแล้วกี่หมื่นกี่แสนคนมาคัดค้านว่าสิ่งนี้ไม่มี ไม่ยอมเชื่อเหมือนตาของเราทั้งคนมองมาเห็น นี่ดูสินี่กระโถนมองเห็นปฏิเสธกันได้มั้ยว่านี้คืออะไร เห็นอยู่ด้วยตาของเราจะเปลี่ยนก็แต่ชื่อนามของมันเท่านั้นเอง คนหนึ่งว่าชื่อนี้แต่อันนี้ที่ประจักษ์อยู่กับตาปฏิเสธไม่ได้

นี่ก็เหมือนกันเรื่องบาปบุญนรกสวรรค์เจออย่างนี้พระพุทธเจ้าเจอ ทั้งสองอย่างคือดีและชั่วมีอยู่เต็มโลก พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นหมดแล้ว นำสิ่งนี้มาสอนโลก สอนที่ว่าสิ่งที่ดีคือบุญคือกุศลคุณงามความดีทั้งหลาย อันนี้ดีให้พากันอุตส่าห์พยายาม อันนั้นไม่ดีคือการทำความชั่วช้าลามกจะเป็นภัยต่อตัวเองผู้ทำ ท่านก็สอนวิธีละอันไม่ดี สอนให้ห่างไกลจากมันและสอนให้ใกล้ชิดติดพันกับสิ่งดีงามทั้งหลายเพื่อจะได้พึ่งอาศัยเวลาเป็นเวลาตายเวลาจนตรอกจนมุม อันนี้แลจะเป็นผู้ลากผู้เข็ญเราขึ้น นั่งอยู่ด้วยกันไม่มีใครจะสามารถช่วยกันได้นะ เราเห็นคนมาก ๆ เราเข้าใจว่าท่านเหล่านี้จะดึงเราลงนรกหรือดึงเราขึ้นสวรรค์นี้ดึงไม่ได้นะ เราเองเป็นผู้สร้างบาปนี้ล่ะเป็นที่ดึงเรา เราเองผู้สร้างบุญ บุญนี้จะดึงเราขึ้น มีเท่านี้นะ ให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้ ชี้นิ้วให้เห็นด้วยนะ

สอนโลกนี้ไม่ได้สอนเล่น ๆ สอนจริง ๆ จัง ๆ สอนด้วยความรู้ความเห็นในจิตใจตามพระพุทธเจ้าที่สอนไว้แล้วจริง ๆ เพราะธรรมพระพุทธเจ้าสอนให้รู้ให้เห็นตามสิ่งที่พระองค์รู้แล้วเห็นแล้วมาสอนโลกและให้ปฏิบัติตามนี้ ปฏิบัติตามนี้แล้วจะรู้จะเห็นอย่างนี้จะเป็นอื่นไปไม่ได้ เมื่อปฏิบัติตามแบบแปลนแผนผัง เช่น เรามาจากบ้าน มาตามแบบแปลน มาตามแผนผังของทาง ทางแยกนั้นแยกนี้มาจนกระทั่งถึงจุดหมายนี้เป็นยังไง นี่เรามาตามสายทาง ไม่ปลีกแวะก็ถึงจุดหมาย อันนี้ทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนก็ไม่ให้ปลีกแวะ สอนอย่างนี้แล้วก้าวเดินอย่างนี้ไม่ต้องถามหาสวรรค์ บุญกุศลพาไปเองและไม่ต้องถามหานรก บาปพาไปเอง

เพราะงั้น จึงได้สอนโลก จวนจะตายมาเท่าไหร่ ยิ่งมีความห่วงใยโลกมากทีเดียว ไปที่ไหนจึงได้แนะนำสั่งสอนเต็มเม็ดเต็มหน่วย คนทั้งหลาย โลกทั้งหลายเขาจะว่าดุด่าว่ากล่าวอะไรต่ออะไรก็ตาม ก็ลากคนขึ้นจากนรก ลากเบาหรือหนักขนาดไหนมันก็ลากคนขึ้นจากภัย มันเสียหายที่ตรงไหน ผู้ที่ถูกไฟเผาเป็นความเสียหายขนาดไหน ลากแบบนั้นธรรมพระพุทธเจ้าลากคน ขอให้ท่านทั้งหลายจำเอาและอุตส่าห์พยายาม อย่าปล่อยอย่าวาง ความดีนี้เท่านั้น?เวลาจนตรอกจนมุมจะไม่มีอะไรมีความหมายนะในโลกอันนี้ จะมีความหมายตั้งแต่บาปกับบุญ

บาปทำลงไปที่ไหนมันเป็นข้าศึกต่อเรา บุญทำที่ไหนเป็นผู้ฉุดผู้ลากเราให้พ้นจากทุกข์โดยลำดับลำดา ให้หนักแน่นในบุญกุศล ขี้เกียจขี้คร้านถูไถไป เรื่องความขี้เกียจขี้คร้านส่วนมากมันเป็นเรื่องของกิเลสลากลงจากทางดี มันจะลากลงทางเหวทางบ่อ ให้ระวังให้ดีตรงนี้ วันนี้ได้พูดถึงเรื่องการแนะนำสั่งสอน เราสั่งสอนโลก เราไม่ได้สั่งสอนด้วยความลูบ ๆ คลำ ๆ ไปดูคัมภีร์นั้นไปดูคัมภีร์นี้มา สาธุเราเรียนเป็นมหา แต่เวลาจริง ๆ จัง ๆ ในคัมภีร์นั้นเป็นแบบแปลนแผนผังเท่านั้น คัมภีร์นั้นไม่ใช่ตัวบาปไม่ใช่ตัวบุญ ไม่ใช่สวรรค์ ไม่ใช่นิพพาน ไม่ใช่นรก เป็นชื่อของบาปของบุญของนรก เป็นสายทางที่ชี้บอกว่านี่ทางนรกอย่าไป ชี้บอกว่านี้ทางสวรรค์ให้ดำเนินอย่างนี้ อย่างนั้นต่างหากนะคัมภีร์

เวลาเราปฏิบัติคัมภีร์ชี้เข้ามาในหัวใจของเรา เราปฏิบัติตามนั้น เข็มทิศทางเดินก้าวเดินตามนั้น ๆ นี่เรียกว่าแบบแปลนแผนผัง เหมือนเขาปลูกบ้านปลูกเรือน ลากแปลนออกมา ถ้ามีแต่แปลนเฉย ๆ เต็มห้องไม่เกิดประโยชน์นะ มองไปที่ไหนมีแต่แปลนไม่มีตึกรามบ้านช่องเพราะไม่ได้นำมาปลูกสร้าง พอลากเอาแปลนออกมาปลูกสร้าง จะเอาขนาดไหนตามแปลนนั้น สร้างตามแปลนก็สำเร็จเป็นบ้าน นี่พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้วตั้งแต่แดนนรกถึงแดนสวรรค์มีแต่แปลนทั้งนั้น ด้วยอรรถด้วยธรรมที่สอนไว้อย่างถูกต้องใครแยกแยะปฏิบัติตัวเองให้เป็นไปตามนั้นแล้ว บาปกรรมอย่าทำ ไม่อยากทำแล้วก็ไม่ไป นี้เป็นทางดีทางบุญทางกุศลให้พากันทำ แปลนนี้จะชี้บอกแดนสวรรค์นิพพาน ไม่ไปนะ ทำตามนี้

นี้ล่ะนำออกมาจากคัมภีร์มาปฏิบัติตัวเองแก้ไขตัวเองตามแปลนที่สอนนี้แล้ว คำว่าบาปว่าบุญใครเป็นคนสร้างบาป ผู้ใดจะไม่รู้ได้ยังไง ก็ปฏิบัติเพื่อให้รู้ บาปเกิดขึ้นที่ใจ แย็บขึ้นมามันก็รู้ บุญเกิดขึ้นที่หัวใจ แย็บขึ้นมาก็รู้ เกิดขึ้นมากน้อยรู้ทัน รู้ทุกอย่างทั้งบาปทั้งบุญ เกิดขึ้นมากน้อยมันรู้ทันทั้งบาปทั้งบุญ สุดท้ายกระจายไปแบบนรกสวรรค์ มันกระจายไปหมด พระพุทธเจ้าเห็นได้ฉันใด ธรรมะนี้สอนไว้ฉันนั้น แล้วผู้ปฏิบัติตามนั้นรู้ได้เห็นได้ ฉันนั้นแล้วจะค้านพระพุทธเจ้าได้ยังไง เมื่อค้านไม่ได้แล้วก็ยอมรับ เจ้าของรู้อย่างจัง ๆ แล้วจะไปค้านพระพุทธเจ้าที่ไหน ถ้าค้านพระพุทธเจ้าก็ให้ค้านเจ้าของเสียสิ ก็เห็นอย่างนี้ ๆ อย่างที่มาที่นี่แล้ว แต่ก่อนเห็นแต่แปลนมา บอกมา พอมาถึงบ้านนี้ค้านกันได้ยังไง มีหรือไม่มีบ้านหลังนี้ เห็นกันชัด ๆ

นี่ก็เหมือนกันแบบเดียวกันนะ บาปบุญนรกสวรรค์แบบเดียวกันนะ หลวงตาสอนพี่น้องทั้งหลาย สอนด้วยความสัตย์ความจริง สอนไม่มีทางสงสัย เรื่องบาปบุญนรกสวรรค์มีหรือไม่มี กราบพระพุทธเจ้าอย่างราบมาแล้วด้วยการปฏิบัติที่รู้ที่เห็นประจักษ์หัวใจจึงได้มาสอนโลก เพราะฉะนั้น การสอนโลกจึงไม่มีคำว่าสะทกสะท้าน ไม่มีคำว่าสูงว่าต่ำ สอนได้ตามอรรถตามธรรมที่เหนือโลกตลอดเวลา สอนได้หมด ถ้าโลกจะยอมรับขนาดไหนจะเป็นไปตามนั้น ก ไก่ ก กาก็สอนก ไก่ ก กา ข ไข่ก็สอน ประถมก็สอนประถม มัธยมก็สอนมัธยม ฟาดด็อกเตอร์ก็สอนด็อกเตอร์ ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น ไม่มีอัดมีอั้น ขอให้ปฏิบัติให้รู้ให้เห็นตามนั้น จะออกมาทุกแบบทุกฉบับ ต้อนรับสัตว์โลกที่มีแต่กองทุกข์เต็มหัวใจให้หลุดพ้นจากทุกข์ไปโดยลำดับลำดา

ให้พากันฟังเสียงอรรถเสียงธรรมนะ เราสอนโลกเราไม่มีสงสัยนะ หลวงตาพูดว่าสอนไม่ได้สงสัย บางคนก็จะสงสัยแล้วนะ บอกไม่ให้สงสัยขึ้นสงสัยแล้ว เห็นมั้ยล่ะสวนกันปั๊บเลย ไม่สงสัยยังไงก็มันสงสัยอยู่แล้วเดี๋ยวนี้ ยังจะไม่พูดออกมาเท่านั้น ถ้าทางอรรถทางธรรมไม่อยากเชื่อ กิเลสมันปิดไว้เลย ถ้าทางกิเลสเปิดโล่ง ว่าบาปไม่มีบุญไม่มีนี้กิเลสหลอกจะเชื่อทันที ว่าบาปมีบุญมีนรกสวรรค์มี พระพุทธเจ้าบอก กิเลสไม่เชื่อ มีอะไรฟาดมา แก้วเหล้ามีกี่ขวดเต็มอยู่รอบด้าน กินให้อิ่ม ตายแล้วตายสูญ ไม่เห็นไปสวรรค์นิพพานที่ไหน กินให้อิ่มเวลามีชีวิตอยู่ฟาดลงไป พอตายแล้วมันไม่สูญน่ะสิ แก้วเหล้าขวดเหล้าที่เต็มอยู่นี้ มันไปเป็นข้าศึกรออยู่แดนนรกแล้ว กลัวมั้ย ถ้าไม่กลัวให้ลากเอานะแก้วเหล้า

เมียก็ให้ได้คนเดียว อย่าไปหาสามคนสี่คนไม่ได้นะ นี่คือนรกใหญ่ที่สุด พอมาพูดอันนี้แล้ว มันอดไม่ได้นะ ธรรมท่านสอนไว้อย่างนั้น ท่านบอกว่าบาปกรรมที่หนักมากที่สุด ในกรรมทั่ว ๆ ไปธรรมดาของโลก กรรมที่หนักมากที่สุด ผัวนอกใจเมีย เมียนอกใจผัว ท่านแสดงในธรรม อันนี้มันเจ็บแสบมาก แทงเข้าไปในหัวอก จะเป็นฝ่ายชายผิดก็แทงฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงผิดแทงฝ่ายชาย เพราะฉะนั้น กรรมจึงหนักมาก เห็นมั้ยท่านทำไว้ต้นงิ้วต้นอะไร มันไปปีนป่ายอยู่ต้นงิ้ว ท่านเขียนแบบนรกคือเอาแบบหยาบ ๆ มาให้ดู ท่านแสดงไว้ในตำรามีจริง ๆ นะต้นอันนี้ แต่ท่านไม่ได้ทำเป็นรูปเป็นร่างเหมือนอย่างวัดไผ่โรงวัว ที่จังหวัดสุพรรณ เขามีต้นงิ้ว มีผู้หญิงขึ้นไป มันเก่งกว่าผัวมันอยากไปหาผัวใหม่ ไปหาผัวใหม่มาแข่งผัวเก่า ครั้นเวลาได้มาแล้ว ต้นงิ้วเป็นตัวพยานมัน ขึ้นต้นงิ้ว ผู้หญิงหน้าด้าน

ถ้าอย่างนี้แล้วเป็นบาปกรรมมากที่สุด อย่าพากันฝืนทำ เมียเราคนนี้เรารักแล้วเราถึงเอามาเป็นเมียเรา ผัวเราคนนี้เรายอมรับแล้วเราถึงเอามา เอามาต้นกับปลายให้ตรงกันจะสร้างคุณงามความดีไปด้วยกัน แล้วเกิดภพใดชาติใดจะพบจะเห็นกันตลอดไป ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจงรักภักดีต่อกัน นี่อำนาจแห่งคุณธรรมนี้จะกลมกลืนกันไปโดยลำดับไม่ต้องว่า ตายแล้วไปเกิดที่ไหนเป็นผัวเมีย ไม่ต้อง กรรมของเราดีติดกันแนบไปเลย ไม่มีอะไรมาแยกออกได้ กรรมของเราไม่พาแยก กรรมของเราไม่พาแยกยังไง กรรมของเราทำดี มันก็ติดพันกันไปเรื่อย ภพใดชาติใด

เห็นมั้ยอย่างพระนางพิมพากับพระพุทธเจ้า นั้นแหละมาตั้งกัปตั้งกัลป์ ปรารถนาเป็นพุทธภูมิเป็นศาสดาเอกของโลก พระนางพิมพาก็เป็นเงาเทียมตัวมาตลอด จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของพระพุทธเจ้ากับพระนางพิมพา วาระนี้พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตรัสรู้แล้ว พระเจ้าสุทโททนะทรงอาราธนานิมนต์พระองค์ไปเสวยพระกระยาหารในพระราชวัง วันถวายอาหารพระ พระสองหมื่นองค์ พอฉันเสร็จแล้ว พระเจ้าสุทโททนะซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระพุทธเจ้าเรา ทรงพรรณนาบุญพรรณานาคุณของพระนางพิมพา เท่าที่อยู่นี้เราก็ยังไม่เคยเห็นลูกคนใดจะเหมือนพิมพา เท่าที่ผ่านมานี้ดีแสนดี คือพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเสด็จออกผนวช พระนางพิมพาไม่มีคำว่าทรยศอดสูแบบไหนเลย มีแต่ความจงรักภักดี ทรงทราบว่าเสด็จออกไปอยู่ทางทิศใดแดนใด พระนางพิมพาจะก้มเศียรไปทางนู้นกราบไหว้ตลอด ถึงจะหลับนอนได้ พระพุทธเจ้าประทับอยู่ทิศใด พระนางพิมพาจะก้มเศียรไปกราบซะก่อน ทุกระยะที่จะบรรทมคือนอน

นี่ถึงขนาดนี้แล้ว เวลานี้ก็สมควรที่พระองค์จะไปโปรดพระนางพิมพาบ้าง เวลานี้พระนางพิมพารอที่ตำหนัก พระองค์รับสั่ง วาระสุดท้ายของพระพุทธเจ้ารับสั่งพระสาวกนะ บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายสองหมื่นองค์นั้นให้กลับกันหมด ที่ไปฉันในพระราชวังของพระเจ้าสุทโทนะ สั่งให้กลับกันหมดให้เหลือไว้สำหรับพระสารีบุตรกับพระโมคคัลลา พระสารีบุตรเป็นอัครสาวกข้างขวา พระโมคคัลลาเป็นอัครสาวกข้างซ้าย ให้ไปเพียงสองพระองค์นี้เท่านั้น เวลาจะไปให้กำชับ นี่เราจะไปเยี่ยมพิมพานะ กำชับพระสาวกทั้งสอง ว่าเวลาเราเข้าไปถึงตำหนักของพระนางพิมพาแล้ว เวลาพระนางพิมพามาเกี่ยวข้องกับเรา จะทำแบบใดจะมาผูกมาพันมากอดมารัดเราประการใดก็ตามให้ทำตัววางเฉย ไว้หมด ประหนึ่งว่าหูหนวกตาบอด พระนางจะทำยังไงกับเราให้ปล่อยให้หมด อย่าไปคัดค้านต้านทาน อย่าไปเตือนคำใดทั้งนั้น

เวลานี้พระนางพิมพามีวาสนาเต็มเปี่ยมแล้วพร้อมแล้วที่จะพ้นจากทุกข์ เพราะฉะนั้น ในวาระสุดท้ายซึ่งนางกำลังมีกิเลสและเป็นความผูกพันกันมาตั้งกัปตั้งกัลป์กับเราตถาคตพึ่งเป็นพึ่งตายกันมา นานขนาดไหน คราวนี้พระนางจะแสดงยังไงก็ตาม คือว่าแสดงให้เต็มหัวใจ อย่าไปยุ่ง อย่าไปเตือนคำใดทั้งนั้น ให้อยู่แบบหูหนวกตาบอด

พอทางนี้เข้าไปทูล พระลูกเจ้า ส่วนมากเรียกพระลูกเจ้า ไม่เรียกพระพุทธเจ้า พอทราบว่าพระลูกเจ้าเสด็จมาแล้ว ประทับอยู่ที่หน้าตำหนัก ทราบก็ปี่เข้ามา มากอดพันพระพุทธเจ้า สมมั้ยกับที่พระพุทธเจ้ารับสั่งพระสาวกไว้ ไม่ได้ว่าพระพุทธเจ้า คือว่าผู้พึ่งเป็นพึ่งตายกันฝังอยู่ในหัวใจอย่างลึกลับ พอมามองเห็นกันพันเลย พระพุทธเจ้าก็เฉย พระนางจะทำอะไรก็เฉย พระอัครสาวกข้างซ้ายข้างขวาเฉยปล่อยตามเรื่อง พระองค์เล็งญาณดูหัวใจของพระนางตลอด พอได้โอกาสแล้วพระองค์ก็ค่อยแย็บธรรมะเข้าไป ทางนั้นกอดพันตลอด พอแนะเข้าไปสอนเข้าไป ค่อยได้สติสตังแล้วถอยห่างออกไป ทั้งสองปฏิบัติต่อกันเอง ไม่มีใครไปยุ่ง

พระเจ้าสุทโทนะก็ประทับอยู่อย่างนั้นเหมือนไม่เห็น พระราชบิดาของพระพุทธเจ้าทรงประทับนิ่ง ต่างคนต่างนิ่ง ให้สองพระองค์ปฏิบัติต่อกันในวาระนั้น ตามที่รับสั่งไว้ว่าพระนางจะมาทำอะไรกับเราอย่าไปยุ่ง เวลานี้พระนางมีอุปนิสัยเต็มที่แล้วที่จะหลุดพ้นแล้ว หากว่าไปเตือนคำใดคำหนึ่ง พระนางจะเสีย ภาษาของเราเรียกว่าเสียใจแล้วจะสลบไปในเวลานั้น ดีไม่ดีตาย แล้วมรรคผลนิพพานที่มุ่งมาตั้งกัปตั้งกัลป์ สร้างบารมีมาเท่าไหร่จะมาคว่ำเอาตอนที่ถูกห้ามนี้ เพราะงั้นจึงให้นิ่งให้หมด เมื่อพระนางมาทำกับพระพุทธเจ้าด้วยความผูกพันในฐานะพึ่งเป็นพึ่งตายกันมากี่กัปกี่กัลป์ ในเวลานั้นพระองค์ทรงแนะคำนั้นคำนี้ พระนางก็ถอยห่างแล้วอธิบายอดีตกาลให้ฟังเรื่องที่บำเพ็ญบารมีมาด้วยกัน พระนางก็ได้สติ ถอยห่าง

เวลานี้ขอสรุปลงเลยว่า พอเทศน์จบแล้วพระนางสำเร็จพระอริยบุคคลขึ้นมาจนกระทั่งพระนางได้เป็นพระอรหันต์ขึ้นมา นี่เป็นวาระสุดท้ายสมเหตุสมผล นี่อำนาจแห่งความผูกพันซึ่งกันและกันด้วยความจงรักภักดี ไม่มีแง่มีงอน ไม่มีลับลมคมใน ไม่มีแบ่งจิตแบ่งใจไปสู่อันตรายทั้งหลายแล้ว ความพัวพันของกันเป็นมาเองอย่างนี้ อย่างพระนางกับพระพุทธเจ้าเป็นมาเองอย่างนี้ นี่ล่ะอำนาจแห่งบุญ ใครไปบอกพระองค์ทรงรู้หมด พระนางกับพระองค์มีความเกี่ยวพันกันมาเท่าไหร่ เพราะงั้นจึงสั่งไว้หมด พระนางจะทำอะไรกับเราให้ปล่อยเต็มที่ ทางนั้นก็หูหนวกตาบอด ไม่มีใครคัดค้านต้านทาน ทั้งสองพระองค์ก็แนะนำกันเอง พระนางได้สติสตัง แล้วถอยห่างไปนั่งพับเพียบเรียบร้อย ใครบอก เป็นเองนะจากธรรมพระพุทธเจ้าที่ทรงแนะนำสั่งสอน จากนั้นก็เทศน์สอนถึงเรื่องอดีตกาลที่เคยเป็นมาตั้งกัปตั้งกัลป์มาด้วยกันจนกระทั่งสำเร็จเป็นขั้น ๆ ขึ้นมา นี่อำนาจแห่งความดี ไม่มีใครแนะนำสั่งสอน นี่อย่าให้มีลับลมคมในอยู่ภายในจิตใจ รักกันให้รัก ตรงไปตรงมา เรื่องบุญเรื่องกรรมจะพัวพันกันเอง

วันนี้พูดเพียงเท่านี้ก่อนนะ

www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก