ไม่อยากสร้างนรกอเวจีแล้วอย่ามาทำอะไรเรา
วันที่ 12 พฤษภาคม 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด

ไม่อยากสร้างนรกอเวจีแล้วอย่ามาทำอะไรเรา

เมื่อวานนี้ทองคำได้ ๕ บาท ดอลลาร์ได้ ๒๐๓ ดอลล์ เดือนมิถุนา เราถูกนิมนต์จากกรุงเทพแต่ไม่ไป เราบอกไว้เลยว่ามิถุนา เราจะไม่ลงกรุงเทพ หากว่ามีงานอะไร ๆ ก็จะขยายไปหาเดือนกรกฎาก็ได้ เพราะเดือนกรกฎาเป็นเดือนที่เราจะลงกรุงเทพ บอกงั้น สำหรับเดือนมิถุนานี้ไม่ลง ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ไม่ลง เราบอก เพราะฉะนั้นงานต่าง ๆ จึงปัดออกจากมิถุนาทั้งหมดไม่เอา

เราสงสารพวกรถเมล์ตามสายทางต่าง ๆ นี้ไม่ค่อยมีคนนะ เพราะเวลานี้เขามีรถส่วนตัวเสียมาก ก็ไปรถส่วนตัว รถโดยสารเลยว่าง ๆ ตามสายทางไปที่ต่าง ๆ แต่ระยะทางไกล ๆ เช่น อุดร-กรุงเทพ นี้จะมีหรือไม่มีเราถึงถาม ถ้าสายทางธรรมดานี้ผู้โดยสารไม่ค่อยมีนะ เขาไปรถส่วนตัวเขาเลย รถโดยสารดีไม่ดีขาดทุน มองดูคันไหนว่าง ๆ เพราะเขามีรถส่วนตัวเสียมากเวลานี้ เขาไม่ค่อยไปรถโดยสารกัน ตามธรรมดาแต่ก่อนเราวิ่งรถไป จะเห็นเขายืนอยู่สองฟากทางคอยรถโดยสาร ๆ แต่นี้ไม่เห็นนะ เราไม่อยากพูดว่าไม่ค่อยเห็น ส่วนมากไม่เห็น คือธรรมดาเขาจะขึ้นรถเขาจะมายืนอยู่ข้างทาง เราวิ่งรถไปเราก็รู้ อันนี้ไม่ค่อยเห็นมี เพราะรถส่วนตัวมีมากเวลานี้ ไปไหนเต็มไปหมด

เราก็ดูดีสำหรับมารยาทคนขับรถ เราดูไปตามทางนะ คนขับรถรู้สึกว่าดีขึ้นมากระยะนี้ ประกอบกับทางกว้างขวางขึ้น คนขับรถก็รอบคอบขอบชิดและแสดงน้ำใจต่อกัน การแสดงน้ำใจต่อกันนี้มีคุณค่ามากนะ คือรถวิ่งไปนี้ ถ้ารถคันหนึ่งเขาจะแซงมาข้างหน้านี้ เมื่อเรายังว่างอยู่ทางซ้าย รถเล็กไม่มี เราก็แอบให้เขา เขาได้ช่องเขาก็มา เรียกว่าต่างคนต่างให้โอกาสซึ่งกันและกัน อย่างนี้เหมาะสมมาก สมกับเมืองไทยเราเป็นชาวพุทธ มีอะลุ้มอล่วย มีเมตตา มีแก่จิตแก่ใจต่อกัน นี้คือชาวพุทธของเรา ประหนึ่งว่าเป็นอวัยวะเดียวกัน เดียวกันยังไง ใจเขากับใจเรามันเหมือนกัน เขาแสดงความไม่ดีมาเราก็รู้ แสดงความดีมาเราก็รู้ เราแสดงความดีไปเขาก็รู้ เมื่อต่างคนต่างรู้อย่างนั้นแล้ว ปฏิบัติต่อกันด้วยความราบรื่นดีงาม

เราไปตามสายทางไม่ใช่ไปธรรมดานะ ดูละเอียดลออมาก เปรียบจิตใจกับธรรมไม่มีธรรม ความมีธรรม ความไม่มีธรรม แทรกอยู่ในใจ คนขับรถขับรากิริยามารยาทเป็นยังไง จะแสดงออกมากับรถ ขึ้นอยู่กับคนขับ ดูไปตลอดนะ ระยะนี้รู้สึกว่าดีจริง ๆ เราบอกว่าดีจริง ๆ ไปที่ไหนเหมือนกัน ออกไปตามอำเภอต่าง ๆ นี้มารยาทเหมือนกัน ให้อภัยกัน เฉพาะทางสายใหญ่เป็นสำคัญมากที่จะเห็นได้ชัดเจนว่าการมีน้ำใจต่อกันการขับรถ คือพอให้โอกาสกันให้ทันที ๆ พอมองเห็นรถคันหน้าเขาจำเป็นเขาจะแซง เช่น รถเล็กจะแซงรถใหญ่นี้ เพราะเป็นโอกาสที่ควรจะแซงได้ เราก็เบี่ยงรถของเราออกทางซ้าย เขามองเห็นปั๊บเขาก็พุ่งมาเลย อย่างนั้นละ ถ้าเรายังไม่เบี่ยงไปอย่างนี้เขาก็ไม่กล้า พอเราเบี่ยงไปนิดหนึ่งแสดงว่าให้ทางแล้วเขาก็ปุ๊บมาเลย ทีนี้เขาก็เหมือนกันกับเรา ใครก็อยากไปเหมือนกัน ๆ แต่ที่มันกีดมันขวางอยู่ พอจะเล็ดลอดไปได้แบบไหนก็ให้อภัยซึ่งกันและกัน อย่างนี้เหมาะสมมากนะ เหมาะสมกับเราเป็นชาวพุทธจริง ๆ ต่อกัน ไปไหนไม่มีเรื่องมีราว รถก็ไม่ค่อยชนกัน

เวลานี้ไปที่ไหนไม่เห็นรถชนกันนะ ไม่มี แต่ก่อนเกลื่อนตามข้างทาง ประกอบกับทางแคบ คนขับรถก็ไม่รอบคอบ เวลานี้เมื่อถูกสอนเสียบ้าง ๆ โดยการกระทบกระเทือน รถชนกันบ้างอะไรบ้างนี้ ก็เป็นครูเป็นอาจารย์สอนไปด้วย แล้วมีธรรมเพิ่มก็ยิ่งดีขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ เราดูจริง ๆ ไปที่ไหน เราพูดจริง ๆ จิตมันไม่ได้เป็นโลก มันเป็นธรรมล้วน ๆ ไปตลอด เพราะฉะนั้นใครจะมีอะไรกับเรา เราจึงบอกว่าไม่มี ถ้าไม่อยากสร้างนรกอเวจีต่อเราแล้วอย่ามาทำอะไรกับเรา ว่างั้นเลย ถ้าทำแล้วผึงเลยทันที บอกตรง ๆ อย่างนี้เลย ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่ตาย ธรรมเป็นธรรมล้วน ๆ มาดั้งเดิม ใครจะกีดกันไม่ได้เรื่องธรรม ใหญ่โตขนาดนั้นแหละ

เราไม่มีจริง ๆ กับโลกอันนี้ เรื่องแบบโลก ๆ เราไม่มี มีแต่ธรรมล้วน ๆ เช่นอย่างใครจะก่อกรรมก่อเวรต่อเรา ปองร้ายต่อเราด้วยวิธีการอะไรก็ตาม ก็เป็นกรรมของคนนั้นล้วน ๆ เราไม่มีอะไร เราสร้างแต่ความดีให้โลกทั้งนั้น เราไปที่ไหนมีแต่เรื่องสร้างความดี ผิดเราก็บอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก นี้เป็นสายของธรรมเดินอย่างนั้น ที่จะให้เรามีอะไรไปขัดข้องไปโกรธไปเคียดให้ใคร บอกว่าเราไม่มี ความโกรธความเคียดเป็นเรื่องของกิเลสมันพังลงไปแล้ว จึงบอกว่าไม่มี ถึงจะผาดโผนโจนทะยานอะไรก็มีแต่เรื่องพลังของธรรมออกเพื่อประโยชน์แก่โลก หนักเบามากน้อยเท่านั้น ที่จะให้กิเลสแฝงออกมานี้เราบอกตรง ๆ เราบอกเราไม่มี บอกตรง ๆ เลยว่าได้ ๕๓ ปีนี้ไม่เคยปรากฏกิเลสตัวไหนมาแฝงจิตมากีดขวางจิตเลย มีแต่ธรรมล้วน ๆ เพราะฉะนั้นจึงว่าอย่าทำนะ ถ้าไม่อยากจมทั้งเป็นและจมทั้งตายแล้วอย่ามาทำกับเรา เราบอกตรง ๆ อย่างนี้นะ

เราไม่มีอะไรกับใครจริง ๆ เรื่องเหล่านี้เราไม่มี ใครจะมาทำก็เป็นกรรมของคนนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ ส่วนเราจะแบ่งเบาเอากับเขา เพราะเราไปโกรธไปแค้นให้เขานี้ แสดงว่าแบ่งเบาไปให้เขา เราไม่มี เราไม่มีก็เป็นของเขาล้วน ๆ ล่ะซีจะว่าไง

โห กรรมนี้ใครอย่าอวดนะอวดกรรม กรรมดีก็ดี กรรมชั่วก็ดี อย่าไปอวด เหนือทุกอย่างเลย ไม่งั้นพระพุทธเจ้าก็จะไม่แสดงไว้ว่า นตฺถิ กมฺมสมํ พลํ ไม่มีอานุภาพใดในแดนโลกธาตุนี้จะเหนืออานุภาพแห่งกรรมไปได้ คือกรรมดีกรรมชั่วอยู่ในนั้นหมด อันนี้เหนือหมด นั่นท่านบอกไว้แล้ว นี่เป็นพุทธภาษิตพระพุทธเจ้าทรงตรัสเอง นตฺถิ กมฺมสมํ พลํ ไม่มีอานุภาพใดที่จะเหนืออานุภาพแห่งกรรมไปได้ กรรมดีกรรมชั่วอยู่นั้นหมด คือคำว่ากรรมมีทั้งดีทั้งชั่ว กรรมดีมีอานุภาพ กรรมชั่วมีอานุภาพเหมือนกันหมด ใครจะไปเก่งกว่านี้ไม่ได้ ถ้าเรายังมีรักสุขเกลียดทุกข์อยู่ นี้อยู่ใต้อำนาจของกรรมทั้งนั้น ให้เราระมัดระวังอย่าทำกรรมนะ เราถึงใจเราคราวนี้ว่าเราทำและฆ่าคนใดให้ถึงใจเราคราวนี้ กรรมอันนี้จะเอาเราให้ถึงใจเหมือนกัน เอาถึงขีดเหมือนกันนั่นแหละ กรรมชั่วถึงใจเรา เดือดร้อนจนกระทั่งถึงใจ พูดง่าย ๆ ว่างั้นทุกอย่าง

พระพุทธเจ้าศาสดาองค์เอกมีที่ไหน มาตรัสรู้แต่ละครั้งทีละองค์ ๆ ท่านแสดงไว้แล้วในตำรา พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ได้เพียงละองค์ ๆ เท่านั้น แสนยากที่สุด คิดดูซิพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากชั้นดาวดึงส์ลงมา บรรดาสัตว์ทั้งหลาย เวลานั้นท่านเปิดโลกธาตุให้สัตว์ทั้งหลายเห็น ตั้งแต่เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมลงมาจนกระทั่งนรกอเวจีเปรตผีประเภทต่าง ๆ เปิดให้เห็นหมดเลย ทั้งสัตว์ทั้งบุคคลเปิดให้เห็น สัตว์ทั้งหลายก็ได้เห็นทั่วหน้ากันไม่มีปิดบังลี้ลับ เวลาเปิดออกมาแล้วมันมีอยู่แต่เมื่อไร นั่น เปิดไปทางเทวดาอินทร์พรหมก็จ้าอยู่ เปิดทางนรกอเวจีก็จ้า เปิดทางสัตว์เปรตผีต่าง ๆ นี้ก็จ้าไปหมด ไม่บกพร่องในความมีอยู่ของเขา เมื่อสัตว์โลกทั้งหลายได้เห็นแล้วก็มีความอัศจรรย์พระพุทธเจ้าแล้วก็ปรารถนาพุทธภูมิ โหย เป็นจำนวนน้อยเมื่อไร คนปรารถนาพุทธภูมิในเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกจากชั้นดาวดึงส์ เพราะอัศจรรย์พระพุทธเจ้า ใครก็อยากเป็นพระพุทธเจ้า

ครั้นเวลาปรารถนาแล้วท่านก็ว่า ที่ปรารถนามาก ๆ นี้ จะได้อย่างมากคนหนึ่งหรือสองคน ฟังซิน่ะ ท่านว่าอย่างมากเสียด้วยนะ ได้คนหรือสองคน ที่ไม่มากคืออะไร หมด ปรารถนาก็เรี่ยราดสาดกระจายไปตามทาง เหมือนน้ำที่ไหลไป ๆ เดี๋ยวก็หมดชุดนี้ แล้วหมดชุดนั้น ไหลไปหมด ถ้าน้ำมากบ้างอะไรก็ไหลไปถึงนั้นหมด ถึงแค่นั้นหมด แต่มันไม่ถึงบึงเข้าใจไหม มันหมดเสียกลางทาง ๆ ความปรารถนามันลดลง ไปไม่ได้แล้วก็หยุดเสียมีเยอะ คิดดูตั้งแต่หลวงปู่มั่นเรานี่ท่านพูดเองนี่นะมันน่าฟัง ท่านพูดเวลาจิตจะเข้าด้ายเข้าเข็มทีไร เรื่องโพธิญาณผ่านมาแล้วท่านว่า ทีนี้ก็ถอยเพราะคิดถึงโพธิญาณ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า แต่เวลาเข้าด้ายเข้าเข็มที่จะสิ้นกิเลสแล้วก็หมดความเป็นพระพุทธเจ้าทันที เป็นพระอรหันต์ขึ้นมาทันทีเลย

หลายครั้งหลายหน ความอยากพ้นทุกข์มันก็มีกำลังมาก พอเข้าด้ายเข้าเข็มที่จะเข้าจุดสำคัญ นิสัยโพธิญาณผ่านเข้ามาแล้ว ถอยท่านว่า สุดท้ายหลายครั้งหลายหน โอ๊ย ยังไงกัน เป็นพระพุทธเจ้าท่านก็มีฤทธาศักดานุภาพ ช่วยโลกช่วยสงสารได้มากมาย เป็นวิสัยพระพุทธเจ้า แต่ความพ้นทุกข์ ความสิ้นกิเลสนี้มีความเลิศเลอเสมอกัน เอา เราไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เอาความเลิศเลอด้วยความสิ้นทุกข์นี้ก็พอแล้ว ท่านเลยหยุดคำอธิษฐานเป็นพระพุทธเจ้าแล้วหมุนเข้ามาสาวกภูมิ

พอหมุนเข้ามานี้มันก็จี๋เลย ท่านว่า นั่นเห็นไหมเพราะหายห่วงแล้ว นิสัยโพธิญาณไม่ผ่านละที่นี่ เพราะปล่อยแล้วเทิดทูนไว้แล้วก็ขอปล่อย ไปไม่ไหวแล้วขอไปทางสาวกภูมิ พอผ่านสาวกภูมิก็พุ่งเลย นั่นเห็นไหมล่ะ นี้ละก็ไปไม่ได้คิดดูซิ หลวงปู่มั่นท่านบอกตรง ๆ ก็แสดงว่าท่านไปไม่ได้ ท่านก็เลยปล่อยเสียแล้วกลับมาเอานี้ ท่านยังได้ความสิ้นทุกข์เหมือนกัน เป็นแต่เพียงไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น ผู้ปรารถนามาก ๆ มันก็แบบเดียวกันนี้นะ ไม่ได้ขั้นนี้มันก็ได้ขั้นนั้น ไม่ได้ขั้นนั้นก็ได้ขั้นนั้นอยู่โดยตรงแหละ ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ก็เอา แค่ไหนก็เอา หลวงปู่มั่นพูด โอ๋ย.ร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ ทุกอย่าง

นี่เราพูดเรื่องของกรรมนะ ใครอย่าอาจหาญถ้าไม่อยากคอขาด ว่างั้นเลย ใครอาจหาญต่อกรรมนี้คอขาดเลย คอขาดทั้งเป็นทั้งตาย ไม่สงสัยละ พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้เรียบร้อยสมบูรณ์แบบทุกอย่างแล้ว กรรมดีกรรมชั่วเจ้าของแหละทำ แต่เวลาทำแล้วเป็นผลขึ้นมาก็บังคับเจ้าของ อุ้มชูเจ้าของ ถ้าเป็นทางดีก็อุ้มขึ้นถึงความพ้นทุกข์ ถ้าเป็นทางชั่วก็บีบลงยันลงถึงมหันตทุกข์ นั่นเป็นอย่างนั้นกรรมดีกรรมชั่ว

คิดดูตั้งแต่ท่านจะเสด็จไปปรินิพพานก็เห็นชัด ๆ พระองค์ปฏิเสธได้เมื่อไร ตั้งหน้าเสด็จไปปรินิพพาน เพราะเป็นวันที่จะนิพพานแล้ว นั่นเห็นไหม แล้วอันนี้ก็เป็นหนึ่งไม่มีสอง จะนิพพานวันเดือนหกเพ็ญ พอวันนั้นก็เสด็จไปเลย ตั้งหน้าไปตาย พอไปถึงกลางทางหิวกระหายน้ำมาก เลยรับสั่งพระอานนท์ให้ไปตักน้ำมาให้เสวย เวลาพระอานนท์ไปตักน้ำ น้ำบึงกว้างไปตักขุ่นเป็นตมเป็นโคลนไปหมดเลย พระอานนท์ก็เอาบาตรกลับมา คือเอาบาตรไปตักน้ำ ท่านไม่มีบริขารอะไรดูซิ

พระพุทธเจ้าเสด็จไปขนาดนั้นไม่มีบริขารอะไรยั้วเยี้ย ๆ มีบาตรใบเดียว ไปตักน้ำมาเสวย นั่นฟังซิ ท่านพะรุงพะรังที่ไหนพระพุทธเจ้า นี้ก็เป็นแบบอันหนึ่งนะ ครั้นตักน้ำไม่ได้น้ำเลย น้ำขุ่นเป็นตมเป็นโคลนไปหมดเลย ทั้งบึงหาที่ตักไม่ได้เลย เออ.ใช่แล้วอานนท์ รับทันทีเลย แต่ก่อนเราเป็นนายโคต่าง นั่นรู้ทันทีเลย ย้อนหลังร่องรอยเดิมที่พระองค์เคยเสด็จผ่านมาแล้ว พระองค์ทรงย้อนหลังรู้ทันที เอ้อ. ใช่แล้วอานนท์ แต่ก่อนเราเป็นนายโคต่าง คือเอาพวกโคต่างบรรทุกสินค้าใส่หลังโค แล้วก็เอาไปขาย มีจำนวนมากทีเดียว โคต่างเป็นจำนวนร้อย ๆ ทีนี้เวลาลงกินน้ำ โคต่างตัวต่างก็หิวน้ำโดดลงในน้ำ ทีนี้โคมากต่อมากสุดท้ายน้ำขุ่นเป็นตมเป็นโคลน แม้โคเองก็ได้กินน้ำเป็นตมเป็นโคลนเหมือนกัน เพราะมากต่อมาก มันแย่งน้ำกันลงไป น้ำขุ่นเป็นตมเป็นโคลน

นั่นแหละกรรมนั้นแหละ ติดตามมาถึงเรา ก็ถึงแค่อัตภาพท่าน เสวยนี้ก็เป็นเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ น้ำขุ่นเป็นเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ เสวยไม่ได้ก็เป็นเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ มันติดตามมาทางธาตุทางขันธ์ แต่ไม่ได้ติดตามถึงพระทัยคือใจพระพุทธเจ้าได้ มันก็ติดตามมาถึงแค่นี้ เพราะวาระนี้เป็นวาระสุดท้ายแล้ว สมมุติไม่มีแล้วในพระทัย มีอยู่ประจำร่างกายซึ่งเป็นสมมุติด้วยกัน น้ำขุ่นก็เป็นสมมุติอันหนึ่ง ฉันไม่ได้ก็เป็นสมมุติอันหนึ่ง กลับคืนไปอีกอานนท์ กรรมมันไม่ได้เที่ยงแหละ กลับคืนไปอีกคราวนี้ได้น้ำใสแจ๋วมาเสวย ก็เป็นอย่างนั้น

นี่เรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์เชื่อพระพุทธเจ้าทุกแบบทุกฉบับทุกแง่ทุกมุม เราหาทางขัดแย้งไม่ได้เลย เราเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกอย่าง เหมือน เอ้า. พูดให้มันเต็มยศเลย เหมือนเชื่อกิเลสที่ตั้งแต่มันหนาแน่นเต็มเหนี่ยว จนกระทั่งบางไป ๆ ด้วยการชำระ ๆ ฟาดจนกระทั่งกิเลสพังไม่มีเหลือเลย ไม่มีกิเลสติดใจ เชื่อว่าสิ้นกิเลสแล้ว ธรรมเต็มดวงในหัวใจก็เชื่อเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ณ บัดนี้ธรรมเต็มดวงแล้ว ตัวนี้แหละอันสำคัญ เชื่ออันนี้แล้วกระจายหมด กิ่งก้านสาขาของธรรมชาตินี้มันออกจากต้นนี้ ๆ ทั้งนั้น กิ่งไหน ๆ เข้ามาหาต้นนี้ เชื่อต้นใหญ่นี้แล้วกระจายไปหมดเลย เชื่อไปหมด นั่นเป็นอย่างนั้น นี่หลักใหญ่อยู่ที่พระทัยบริสุทธิ์แล้ว ไม่มีอะไรเหลือก็ทราบชัด ๆ ในหัวใจ เมื่อเป็นอย่างนั้นกิ่งก้านสาขาที่ว่าบาปว่าบุญว่ากรรมอะไร ๆ นี้ ไม่ต้องถามกันเลย เชื่อเป็นอันเดียวกันไปหมด นี่แหละธรรม

ถึงว่าเราเกิดมานี้ ถ้าไม่มีวาสนาไม่ได้พบนะ พุทธศาสนานี้เป็นศาสนาที่เลิศเลอ ไม่ได้เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเหมือนศาสนาอื่น ๆ ใดนะ ศาสนาอื่นใดเหล่านั้นมีแต่คนผู้มีกิเลสเป็นเจ้าของศาสนา เป็นแต่เพียงว่าเสกสรรตัวขึ้นมาเป็นเจ้าของศาสนา ศาสนา ก. ศาสนา ข. ศาสนา ค. เจ้าของศาสนามีแต่คนมีกิเลสเต็มหัวใจ ไม่ได้บริสุทธิ์พุทโธเหมือนองค์ศาสดาทุก ๆ พระองค์ นี่ต่างกันตรงนี้

พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแต่ละพระองค์ ๆ เป็นผู้บริสุทธิ์เต็มส่วน ๆ นี่เรียกว่าพุทธศาสนา พุทธศาสนานี้เป็นศาสนาประจำโลกประจำสงสาร มาตั้งกัปตั้งกัลป์ตลอดมา องค์ไหนที่มาตรัสรู้ ต้องตรัสรู้แบบเดียวกัน ไปสายเดียวกันหมด รู้อย่างเดียวกันเห็นอย่างเดียวกัน เพราะการดำเนินแบบเดียวกัน ท่านได้ตรัสรู้แล้วก็มาสั่งสอนโลกด้วยความแม่นยำเหมือนกันหมด ส่วนศาสนาของคนมีกิเลสก็ด้น ๆ เดา ๆ เกาหมัดไป อะไรเห็นถ้าถูกใจก็อันนั้นถูก อะไรไม่ถูกใจอันนั้นก็ผิดไป เป็นการเข้าตัวเสมอ สำหรับธรรมของพระพุทธเจ้าผู้สิ้นกิเลสแล้วไม่มีการเข้าตัว เข้าธรรมคือความเสมอภาคเสมอไป นั่น ต่างกันอย่างนี้แหละ

คนมีกิเลสเป็นเจ้าของศาสนามันก็เหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ จะเรียกว่าไม่มีความหมายก็ไม่ผิด ไม่ได้ผิดอะไรเลยแหละ เพราะว่าคนมีกิเลสจะไปเป็นใหญ่เป็นโตก็ใหญ่โตแต่การเสกสรรปั้นยอ ความจริงไม่ได้ใหญ่โต มันก็คือคนมีกิเลสดี ๆ หัวใจมีกิเลสดี ๆ จะไปเสกสรรปั้นยอให้บริสุทธิ์ที่ไหน มันก็ไม่บริสุทธิ์ แน่ะ. เมื่อไม่บริสุทธิ์แล้วก็มัวหมองไปตามเรื่องของมัน แสดงออกมาอะไรความมัวหมองจะต้องเจือปนกันไป ไม่แม่นยำเหมือนจิตผู้บริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว ต่างกันอย่างนี้นะ

เพราะฉะนั้นศาสนาพระพุทธเจ้ากับศาสนาใด ๆ ก็ตามในโลกนี้ ไม่มี ไม่มีศาสนาใดเหมือน มีศาสนาเดียวนี้เท่านั้นเป็นศาสนาของผู้สิ้นกิเลส สอนโลกด้วยความถูกต้องแม่นยำ ไม่มีผิดมีเพี้ยนที่สอนไว้อย่างไรแล้ว ตรงแน่วตามนั้นเลย จึงว่าเป็นศาสนาเอก ใครเกิดมาพบแล้วก็ไม่เลื่อมใสก็หมดคุณค่าราคาของชีวิตภพหนึ่งชาติหนึ่งไป ถ้าพบแล้วมีความเคารพเลื่อมใสปฏิบัติตาม ก็มีคุณค่าขึ้นมาตามลำดับ ถ้าไม่เคารพเลื่อมใสไม่นับถือ ก็เหมือนไก่แจ้ไปพบพลอยนั่นเอง ดังที่เคยพูดให้ฟังแล้ว ไม่เกิดประโยชน์อะไร

วันนี้ก็คิดว่าบ่ายโมงถึงจะไป ไม่ไปอยู่นานแหละ โหย.รุม ๆ เรามันรำคาญนะ ถึงเวลาขึ้นเวทีแล้วต่อยเลยลงเลย ยั้วเยี้ย ๆ ยุ่งแหมรำคาญนะ ไปที่ไหนเหมือนกัน พอได้เวลาแล้วไปเลยขึ้นเลย ไม่อยากพูดให้เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไปที่ไหนก็เป็นอย่างนั้น นี่ได้เวลาแล้วก็ไปเพราะวัดโยธา(นิมิตร)ไม่ได้ไกล มันจะถึง ๒๐ นาทีอะไรแค่นี้ วัดโยธาพอไปปั๊บออกไปนี้ปั๊บไปนั้นก็แยกเข้าเลย แค่ ๑๕ นาทีก็ถึงแล้ว

วัดโยธานี้เป็นวัดที่หลวงตาบวชนะ บวชอยู่วัดโยธาอยู่นี้ได้ ๒ ปี แล้วก็ออกเลย จากนั้นไม่ได้เข้ามาอยู่เป็นเวลานาน ไม่ได้เข้ามาเลย มาพักเป็นคืนสองคืนเท่านั้น ตั้งแต่ท่านพระครูยังมีชีวิตอยู่ก็ไปพักกราบท่านคืนหนึ่งสองคืน นอกนั้นไม่ได้เข้าอีกเลยจนกระทั่งป่านนี้ ๖๐ กว่าปีแล้ว คราวนี้ก็จะไปงานนี้แหละ วันนี้ไม่พูดอะไรมาก ให้จำเอาแค่นี้แหละ

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก