เนื่องในวันอุปสมบทครบ ๖๘ ปีของหลวงตา
วันที่ 12 พฤษภาคม 2545 เวลา 14:00 น.
สถานที่ : วัดโยธานิมิต อ.เมือง จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมพระและฆราวาส
ณ วัดโยธานิมิต อ.เมือง จ.อุดรธานี
วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ [๑๔:๐๐ น.]

เนื่องในวันอุปสมบทครบ ๖๘ ปีของหลวงตา

 

[รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีกล่าวรายงาน]

ขอสารภาพพี่น้องทั้งหลาย ก่อนจะออกเดินทางมานี้ฉันยาแก้หวัด กำลังยาบุกใหญ่ จึงจะพักไว้อีก ๕ นาทีนะ เดี๋ยวนี้กำลังบุกใหญ่ ยาแก้หวัดบุกจมูกหลวงตาบัว แล้วเพลียไปหมดทั้งร่างเวลานี้ นี่คนแก่ผลลบเร็ว ผลบวกไม่ค่อยปรากฏนะ ถ้าพูดเวลานี้รู้สึกเหนื่อยมาก จึงพักสักครู่หนึ่งแล้วจะพูดธรรมะให้พี่น้องทั้งหลายฟังต่อไป ฉันยาเพื่อให้แก้หวัด ส่วนที่แก้มันก็แก้ ส่วนที่บีบบังคับธาตุขันธ์มันก็บีบ เป็นคนแก่ด้วยเพลีย

นั่นไปบัดกรีปากทางนี้ให้หน่อยนะ ได้ยินเสียงปากแว้ ๆ ขึ้นทางนี้ เอาสังกะสีไปบัดกรีปากให้สักหน่อย บัดกรีเรียบร้อยแล้วบอกให้เปิดหูฟัง ให้ปิดปากมันแว้ ๆ มันว่าให้พ่อบ้านมาแล้วมันยังไม่พอ นี่ไม่ใช่พ่อบ้านนะ ให้ระวังให้ดีนะปากคน เขาต้องการความสงบเราแว้ ๆ อะไรนี่

วันนี้เป็นวันมหามงคลของพี่น้องชาวอุดรฯ และแถวใกล้เคียงที่มารวมกันในงานนี้โดยมีท่านเผด็จ รองผู้ว่าราชการจังหวัด ในนามท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้เกียรติแก่พี่น้องทั้งหลายเราวันนี้ นับว่าเป็นมหามงคลอย่างยิ่ง ที่กล่าวมาสักครู่นี้คือท่านศึกษาธิการจังหวัดที่ให้ความรู้วิชาแก่ประชาชนทั่ว ๆ ไปก็ได้มาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่พี่น้องทั้งหลาย

วันนี้หลวงตาบัวก็ได้กลับย้อนเข้ามาเทศนาว่าการในวัดโยธานิมิต ซึ่งแต่ก่อนก็ดังที่ท่านทั้งหลายได้แสดงย่อ ๆ ว่าหลวงตาบัวมาบวชที่นี่ หลวงตาได้มาบวชที่นี่ตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๗๗ เป็นเวลา ๖๘ ปี อยู่ที่นี่ ๒ ปี จากนี้ไปเป็นเวลา ๖๖ ปีไปทั่วดินแดนแห่งประเทศไทยเรา วันนี้จึงได้ย้อนกลับมาสถานที่เดิมของตนที่อุปสมบทในสถานที่นี่

การออกไปจากวัดนี้ ออกไปเพื่อศึกษาเล่าเรียนธรรม ธรรมสมบัติเพื่อให้เข้าสู่ใจของตน ส่วนจะได้มากน้อยเพียงไรพี่น้องทั้งหลายกรุณาติดตามฟังตามเรื่องราวที่หลวงตาบัวได้ออกจากวัดโยธานิมิตไปจนกระทั่งบัดนี้กลับมาแล้ว ผลเป็นอย่างไรให้ท่านทั้งหลายทราบเอง หลวงตาบัวจะเรียนให้พี่น้องทั้งหลายตามความสัตย์ความจริงที่ได้ปฏิบัติมาหนักเบามากน้อยเพียงไร ตลอดผลที่ได้รู้ได้เห็นขึ้นจากการเสาะแสวงหาและปฏิบัติธรรมมาเป็นลำดับจนกระทั่งถึงบัดนี้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง เพราะธรรมของพระพุทธเจ้าวางเป้าหมายไว้สำหรับโลกทั้งหลายคือมรรคผลนิพพาน

พุทธศาสนาของเราเป็นศาสนาแห่งมรรคผลนิพพานล้วน ๆ ผู้ปฏิบัติต้องการมรรคผลนิพพานก็ให้ก้าวเดินตามแบบแปลนแผนผังคืออรรถธรรมที่ท่านแสดงไว้เรียบร้อยแล้วนั้น ผลจะปรากฏขึ้นมาตามกำลังของผู้ปฏิบัติมากน้อยนั่นแล นี่หลวงตาบัวก็ได้ศึกษาเล่าเรียนทางปริยัติอยู่เป็นเวลา ๗ ปี มีแต่ศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติล้วน ๆ ฝ่ายปฏิบัติจะมีแทรกบ้างเล็กน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่เรามีความสนใจภาคปฏิบัติอยู่เต็มหัวใจก็ตาม แต่เวลาที่จะมาปฏิบัติธรรมทางด้านปฏิบัติ คือจิตตภาวนานี้มีน้อยมากในระยะที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่นั้น จึงทำแฝง ๆ กันไปอย่างนั้น

จนกระทั่งเรียนจบตามความมุ่งหมายของตัวที่ได้ตั้งสัจจะอธิษฐานเอาไว้ว่า เมื่อเรียนจบประโยค ๓ แล้วก็เห็นว่าพอเป็นพอไปในเข็มทิศทางเดินคือความรู้วิชาที่จะเป็นแถวแนวดำเนินภาคปฏิบัติต่อไป จึงได้ออกในพรรษา ๗ ซึ่งเป็นพรรษาที่เรียนจบเรียบร้อยแล้ว ๓ ประโยค จบตามคำสัจจะอธิษฐานที่ตั้งไว้ว่า เปรียญ ๓ ประโยค จากนั้นก็ได้อุตส่าห์พยายามซอกซอนเสาะแสวงหาครูหาอาจารย์ จะเรียกว่าเป็นนักล่าอาจารย์ก็ไม่ผิด เพราะเข็มทิศตั้งไว้สูงมากทีเดียว ตั้งไว้ถึงมรรคผลนิพพาน ในชาตินี้จะขอเป็นพระอรหันต์เท่านั้น และจะขอหลุดพ้นจากทุกข์ไปโดยสิ้นเชิงในชาตินี้จะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

ด้วยเหตุอันนี้เกิดขึ้นจากความเลื่อมใส ความมุ่งมั่นต่อมรรคผลนิพพานอย่างแรงกล้า จึงต้องเสาะแสวงหาครูหาอาจารย์ตามที่ต่าง ๆ จนเรียกว่านักล่าอาจารย์ก็ว่าได้ ไปแล้วค่อยสังเกตสังกาข้อวัตรปฏิบัติของท่านทั้งภายนอกภายในเป็นลำดับลำดาไป จนกระทั่งวาระสุดท้ายก็มุ่งหน้าต่อหลวงปู่มั่นซึ่งมีชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณมาเป็นเวลานานตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก เมื่อเข้าไปถึงท่านแล้ว ธรรมะทั้งหมดที่เรามุ่งมั่นประหนึ่งว่า ท่านเปิดหัวอกท่านออกให้ฟังอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในคืนวันที่ไปถึงทีแรกนั้นแหละ

พอฟังจบลงแล้วเป็นที่ถึงใจทุกสิ่งทุกอย่าง อ๋อมรรคผลนิพพานที่เรามีความสงสัยอยู่ในเวลาที่เราเรียนหนังสือ ทั้ง ๆ ที่เราต้องการมรรคผลนิพพาน แต่ความสงสัยก็คืบคลานติดตามไปเป็นข้าศึกศัตรูต่อการปฏิบัติของเราอยู่นั้น บัดนี้ได้สิ้นซากไปหมดแล้ว หลังจากได้ฟังอรรถธรรมเรื่องมรรคผลนิพพานโดยตรงจากหลวงปู่มั่นของเรา ตั้งแต่บัดนั้นมา การประพฤติปฏิบัติจึงเอากันอย่างดุเดือดทีเดียว เรียกว่าควรเป็นก็เป็นควรตายก็ได้ ยังไงก็ให้ได้มรรคผลนิพพานในชาตินี้ ให้ได้เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้เท่านั้น ชาติอื่นชาติใดไม่สนใจ

จึงต้องเร่งความเพียรลงอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ประหนึ่งว่าตายทั้งเป็นก็มีในบางครั้ง เพราะความหนักแน่นในเรื่องความพากความเพียร แล้วสรุปความลงย่อ ๆ พอได้ใจความในขณะนี้ว่า การบำเพ็ญของหลวงตานี้เอาอย่างเด็ดเดียวอาจหาญ จริงจังหลังจากได้ฟังอรรถธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นเวลา ๙ ปี นั้นแหละเอา ๗ พรรษาเลย ออกปฏิบัติถึง ๑๖ พรรษาเป็นปี ๒๔๙๓ นี่เรียกว่าเอาอย่างหนัก ถ้าเป็นนักมวยก็ไม่ต้องให้น้ำกันเลย ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันบนหัวใจ ใครเก่งให้อยู่บนเวทีคือหัวใจ ใครไม่เก่งให้พังลงไป ซัดกันอย่างเต็มเหนี่ยว ๆ บางครั้งถึงขั้นจะสลบไสลก็มี เพราะการฝึกฝนทรมานตนแก้กิเลสอย่างหนักแน่นแห่งอรรถแห่งธรรมจริง ๆ ต่อสู้กัน

ขอสรุปความเพียรทั้งหลายลงตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ เวลาพรรษา ๑๖ นั้นเป็นวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ สถานที่ที่ธรรมปาฏิหาริย์ ธรรมอัศจรรย์เหนือโลกธาตุใด ๆ ซึ่งเราไม่เคยคิดเคยอ่านเคยรู้เคยเห็นเคยด้นเดามาแต่ก่อน ได้มากระจ่างขึ้นแล้วในขณะนั้น อยู่บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร เวลา ๕ ทุ่มเป๋งพอดี นั่นเป็นวันโลกธาตุหวั่นไหวบนหัวใจของหลวงตา จนกระทั่งถึงร่างกายนี้ไหวแต่ไม่ถึงล้ม กระเทือนเอาอย่างมาก ร่างกายไหว ระหว่างใจกับกิเลสที่ขาดสะบั้นลงจากกันนั้น ประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่ม

เรียนตามความสัตย์ความจริงให้พี่น้องทั้งหลายทราบ จิตที่เคยมืดมัวมาแต่ก่อนเป็นตามนิสัยปุถุชนคนหนาด้วยกิเลสย่อมมีความมืดมัวเป็นธรรมดา แต่พอมาถึงขนาดนั้นแล้วได้สว่างจ้าขึ้นมาในหัวใจ ประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่ม โลกธาตุไหวไปหมดเลย เจ้าของก็ตื่นเต้น ถ้าภาษาโลกเขาเรียกว่า จนลืมเนื้อลืมตัว น้ำตาไหลพราก ๆ ลงมา ถึงขั้นอุทานสามครั้งด้วยความถึงใจว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้และเหรอ ย้ำแล้วย้ำเล่าให้ถึงใจแห่งความอัศจรรย์ที่ใจปรากฏขึ้นในขณะนั้น และพระธรรมแท้เป็นอย่างนี้และเหรอ และพระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้และเหรอ แต่ก่อนเราก็ฝังใจแล้ว่า พระพุทธเจ้าเป็นอันหนึ่ง พระธรรมเป็นอันหนึ่ง พระสงฆ์เป็นอันหนึ่ง มาแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่รู้จักเดียงสาภาวะก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เรื่อยมา

จนกระทั่งบัดนี้คือก่อนหน้าที่ฟ้าดินจะถล่มในหัวใจนี้ คำว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ก็เป็นอย่างนั้นอยู่ภายในใจอย่างฝังลึก พอฟ้าดินถล่มที่กิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจเท่านั้น จิตดีดผึงขึ้นมาเป็นธรรมแท่งเดียวอันเลิศเลอ ครอบโลกธาตุไปหมด สว่างจ้าไปหมด สิ่งที่ไม่เคยรู้รู้ขึ้นมา ไม่เคยเห็นเห็นขึ้นมา กระจ่างรอบใจ ใจนี้เป็นดวงสว่างจ้าครอบโลกธาตุไปหมด ถึงได้เกิดอุทานขึ้นมาถึงแดนอัศจรรย์แห่งธรรม ความอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ทั้งหลาย รวมเป็นธรรมธาตุอันเดียวกัน ประจักษ์อยู่ในหัวใจเป็นธรรมแท่งเดียวเท่านั้น ไม่มีคำว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีธรรมชาติ ธรรมแท่งเดียวอันเลิศเลอสว่างกระจ่างแจ้งอยู่ในจิตนี้ประจักษ์ใจเท่านั้น

เพราะฉะนั้น จึงได้อุทานขึ้นมาว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร คือแต่ก่อนเราไม่เคยคาดเคยคิดว่าจะมาเป็นอันเดียวอย่างนี้ แต่เวลามันเป็นขึ้นมาแล้ว มันเป็นอย่างนั้นแหละ พระธรรมมีแท่งเดียว สว่างครอบโลกธาตุ สว่างไสว พูดอะไรไม่ถูก ถึงน้ำตาร่วง ไหลพราก ๆ ๆ อัศจรรย์ธรรมของพระพุทธเจ้า อัศจรรย์พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ได้ตรัสรู้สั่งสอนโลกมานาน แล้วพระธรรมก็เลิศโลกมากี่กัปกี่กัลป์ไม่มีใครรู้ใครเห็น พระสงฆ์ท่านอุตส่าห์ออกมาบำเพ็ญตรัสรู้ธรรมขึ้นมาเป็นธรรมแท่งเดียวกัน นี่เป็นธรรมที่เลิศเลอ ธรรมทั้งสามประเภท คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์กลมกลืนเป็นอันเดียวกัน คือธรรมอันเลิศเลอแท่งเดียว เรียกว่า ธรรมธาตุนี่เรียกได้สนิทปาก ว่าเป็นธรรมธาตุมีอันเดียว

เมื่อรู้ผางเข้าไปเท่านั้นจะไม่ต้องทูลถามพระพุทธเจ้า ไม่ต้องถามใคร สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศขึ้นในขณะที่จิตกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที มีแต่ความอัศจรรย์เกินโลกเกินสงสาร นั่งลำพึงและชมธรรมชาติอัศจรรย์อยู่บนหัวใจตัวเองแล้วกำหนดพิจารณาไปที่ไหนกระจ่างแจ้งไปหมด ที่เราไม่เคยคิดเคยคาดมาแต่ก่อน มาปัจจุบันนี้ไม่ต้องคาด เป็นขึ้นกับจิตที่สิ้นจากกิเลสโดยประการทั้งปวงแล้วแสดงความสว่าง ความเปิดเผยแห่งธรรมขึ้นมากับดวงใจอย่างรอบตัว สว่างกระจ่างแจ้งไปหมดครอบแดนโลกธาตุ วันนั้นถ้ามีผู้ใดผู้หนึ่งเขาเดินย่อง ๆ เข้ามา เขาจะต้องตำหนิหลวงตาว่า พระบ้าองค์นี้มันทำอะไรอยู่ นั่งอยู่สงบ ๆ แล้วก็กราบ กราบแล้วมานั่งสงบๆ แล้วกราบอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา เป็นยังไงพระองค์นี้เป็นบ้าแล้วเหรอ เขาอาจจะเข้าใจอย่างนั้นก็ได้ แต่ความจริงแล้วเรากราบธรรมอัศจรรย์ที่เราได้รู้ได้เห็นนับแต่วันปฏิบัติมาได้มาปรากฏในคืนวันนี้แล้วอย่างสมบูรณ์

เราจึงไม่สนใจกับเรื่องหลับเรื่องนอนนั้นไม่มีอารมณ์อะไร มีตั้งแต่การกราบไหว้พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์รวมเป็นอันเดียวกันด้วยความถึงใจตลอดรุ่งเลย พอเรื่องราวผ่านไปเรียบร้อยแล้ว และพิจารณาดูโลกดูสงสาร ท่านทั้งหลายฟังจุดนี้ให้ชัดเจนนะ พอจิตนี้สว่างจ้าขึ้นมารอบดวงใจแล้วครอบโลกธาตุแล้ว พิจารณาย้อนหลังถึงภพชาติของตัวเอง เคยเกิดเป็นอะไรต่ออะไรมา จนสยดสยองในภพชาติของตัวเองเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่ทราบว่าเกิดมากี่ภพกี่ชาติ นับไม่ได้เลย ถ้าเป็นศพ ร่างของเรานี้แหละเกิดไปในภพใดชาติใด เป็นสัตว์เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมนรกอเวจี และเอามากองกันไว้ ไม่ให้มันละลาย ไม่ให้เสื่อมอันตรธานไป ร่างใดตายก็เอามากองไว้ ๆ

เราพูดอย่างย่อม ๆ ว่าทั่วประเทศไทยของเรานี้ ไม่มีที่วางซึ่งศพของเราเพียงคนเดียวเลย เพราะตายมากี่กัปกี่กัลป์ ตายไม่เปื่อยตายไม่เน่า ตายแล้วตายกองกัน เอามากองกันไว้ นี่แหละเกิดความสยดสยอง ที่โลกทั้งหลายว่าตายแล้วสูญ โลกนี้เป็นโลกฉิบหายจริง ๆ ทำลายตัวเองอย่างป่นปี้ไม่มีเงื่อนต่ออะไรเลย ใครเป็นผู้สำคัญว่าตายแล้วสูญ มันสูญได้ยังไง มันเห็นประจักษ์อยู่ภายในใจ แต่ศพเราคนเดียวเท่านี้มันก็เกิดแล้วเกิดเล่า ตายแล้วตายเล่า เก็บศพเอาไว้ ตายเทินกันขึ้นไปจนกระทั่งทั่วประเทศไทยเรานี้ หาที่วางศพเพียงคนเดียวคือเรานี้ก็ไม่ได้ เพราะมันตายแล้วตายเล่ามากี่กัปกี่กัลป์ ไม่นับว่าเบื้องต้นเบื้องปลายอยู่ที่ไหน ได้ประจักษ์แล้วในบัดนี้ เกิดความขยักแขยงในการเกิดการตายซึ่งแบกหามกองทุกข์ไปด้วยทุกภพทุกชาติ

หากเป็นชาติที่มีความสุขบ้างด้วยอำนาจแห่งบุญแห่งกุศลก็มี แต่เรื่องความทุกข์เพราะการสร้างบาปสร้างกรรมด้วยความมืดบอดของตัวเองนั้นมันเหลือล้นพ้นประมาณ เลยไปกองอยู่ความทุกข์ทั้งหมดในบรรดาภพชาติต่าง ๆ ของเรา ความสุขที่มีมากน้อยเลยประหนึ่งว่าไม่ปรากฏ มีตั้งแต่ความทุกข์ความทรมานเป็นมหาภัยด้วยการเกิดตายเพราะแบกหามกองทุกข์มาเสียทั้งนั้น นี้เกิดความสลดสังเวชในภพชาติของตัวเอง เกิดความขยักแขยงเมื่อได้ประจักษ์กับจิตอย่างจัง ๆ แล้วเราจะไปถามผู้ใด สิ่งใดก็ตามเมื่อเราได้เห็นด้วยตาของเราอย่างชัดเจนแล้วไม่จำเป็นต้องถามผู้หนึ่งผู้ใด อันนี้ภพชาติของเราเอง ร่องรอยของเราที่เกิดตายติดแนบมาจนกระทั่งถึงจิตดวงปัจจุบันที่หลุดพ้นจากกิเลส ก็เท่ากับหลุดพ้นจากการเกิดตายมาแล้ว มองดูร่องรอยของตัวเองมีแต่ซากแต่ศพของตัวเอง ตายเกลื่อน นี่เป็นเหตุให้เกิดความขยะแขยงอย่างแรงกล้าทีเดียว

จากนั้นจิตก็ย้อนพิจารณาดูเรื่องโลกทั่ว ๆ ไป นี่เฉพาะร่างกายของเรา ตายแล้วก็เป็นอย่างนี้ นับไม่ได้แล้ว คือมากต่อมาก เกินกว่าที่จะมานับมาคาดคะเนด้นเดาได้ และ พิจารณาดูสัตว์ทั่วแดนโลกธาตุนี้เป็นอย่างเราหรือไม่ พอกำหนดกระจายไปเท่านั้น โอ้โห อันนี้ยิ่งแล้ว สัตว์โลกแต่ละราย ๆ มันก็เท่ากันกับเราคนเดียว แล้วทีนี้สัตว์โลกมีมากขนาดไหน ก็มีมากมายเท่ากัน ๆ ไม่มีใครที่จะวัดจะตวงเรื่องภพชาติ ว่าเกิดมากเกิดน้อยต่างกัน มันเหลือที่จะนับจะอ่านจะพรรณนาด้วยกันหมด จากศพแต่ละราย ๆ นี่แหละเกิดความสลดสังเวชมาก สัตว์ทั้งหลายตายกองกันมานี้กี่กัปกี่กัลป์ เพราะไม่มีเครื่องฉุดเครื่องลาก ปล่อยให้กิเลสมันฉุดลากไปหาความเกิดความแก่ความเจ็บความตาย ฉุดลากไปหาความทุกข์ความทรมานเสียทั้งนั้น มากกว่าธรรมที่จะได้ฉุดลากขึ้นสู่ความดีงามมีความสุขความเจริญ สวรรค์พรหมโลก

มันเกิดความสยดสยองถึงเรื่องโลกที่มีจำนวนมากซึ่งตายเกลื่อนกันอยู่นี้ นี่กำหนดด้วยความรู้ในขณะนั้น เกิดความสลดสังเวช แล้วอีกอันหนึ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือสัตว์โลกอันนี้เป็นยังไง พิจารณาดูใจดวงที่กระจ่างแจ้งอยู่เวลานี้ กับดูใจของสัตว์โลก มันต่างกันอย่างไรบ้าง มองดูแล้วสาธุไม่ได้ประมาท เราเอาหลักความจริงมาพูด เพื่อเป็นคติแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายให้ได้รู้เนื้อรู้ตัว อย่าให้กิเลสกล่อมตลอดไป เมื่อมองดูแล้วมันมืดตื้อไปหมดเลย ภูเขาทั้งลูกจะใหญ่โตขนาดไหนเป็นภูเขาที่ดำมืดตื้อไปหมด สัตว์โลกเหมือนกับภูเขาทั้งลูก มืดดำนั้นคือจิตใจมืดดำ จิตใจไม่มีอรรถมีธรรม มืดตื้ออยู่อย่างนั้นทั่วไปหมด จนเกิดความอิดหนาระอาใจ

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะสั่งสอนกันไปได้ยังไง ไม่เกิดประโยชน์อะไรก็เท่ากับสั่งสอนคนตาย สั่งสอนอิฐปูนหินทรายนั้นแหละ ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร เราจะสั่งสอนไปทำไม เราอยู่ไปกินไปวันหนึ่ง พอลมหายใจขาดแล้วเราก็ไปเสียเท่านั้น จะไม่ต้องเป็นกังวลกับสั่งสอนผู้ใดให้ลำบากเลย เพราะมันเหลือกำลังที่จะสอนเพราะความมืดตื้อไม่เอาไหนนี้เต็มอยู่ทั่วแดนโลกธาตุ ในบรรดาสัตว์มีอยู่ทั่ว ๆ ไปหมด แล้วพิจารณาย้อนหน้าย้อนหลังถึงความสลดสังเวช มีความท้อถอยน้อยใจ มีความขวนขวายน้อยที่จะสั่งสอนโลกต่อไป แล้วเหมือนจะว่าตัดช่องเบาไปแต่ผู้เดียวซะดีกว่า

ทีนี้ก็มีธรรมประเภทหนึ่งผุดขึ้นมาภายในใจนั้นว่า เมื่อเราเห็นว่าโลกนี้มืดบอด เราเป็นผู้สว่างไสว เราเป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริง แล้วเราเป็นเทวดามาจากไหน นี่ธรรมผุดขึ้นภายในใจ กระตุกเราเองนั้นแหละ เราเป็นเทวดามาจากไหน เราถึงมารู้คนเดียวและสัตว์โลกไม่มีทางที่จะรู้ได้ เรารู้ได้เพราะเหตุใด นี่คำว่าเหตุใดเป็นจุดสำคัญมากนะ ก็เราพิจารณาอยู่ มีสาเหตุมีทางเดินเข้ามาตั้งแต่การบำเพ็ญบารมีมาโดยลำดับ นี้คือสายทางที่จะก้าวเข้ามาถึงวิมุตติหลุดพ้นนี้ ออกมาจากสายทาง คือการให้ทาน ๑ การรักษาศีล ๑ การเจริญเมตตาภาวนา ๑ ของแต่ละบุคคล ๆ นี้คือเป็นสายทางเดินของผู้นั้นที่จะก้าวเดินให้ถึงความพ้นทุกข์ได้

อย่างที่เราเดินมาถึงจุดนี้ เราก็ดำเนินมาด้วยทานศีลภาวนาเช่นเดียวกัน จิตใจก็ยอมรับ ทีแรกจะไม่ยอมรับ จะไม่สั่งสอนใครเลย อยู่ไปกินไป พอถึงวันแล้วตายไปเสียเท่านั้น หายห่วงไม่ต้องยุ่งแล้วก็กลับมายอมรับ เมื่อโลกทั้งหลายมืดบอดไปเสียหมด เราจะวิเศษวิโสแต่เราคนเดียว เราเป็นเทวดามาจากไหน จึงมารู้ได้ รู้ได้เพราะเหตุใด คำว่าเหตุใดก็เหมือนเราจับบันไดดูว่า เนี่ยมาจากบันไดขึ้นถึงสถานที่นี่ มาจากบันได มาจากลิฟท์ สายทางมามีอยู่อย่างนี้ ทาน ศีล ภาวนาเป็นสายทางที่จะให้สัตว์โลกได้หลุดพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง มีอยู่ ท่านสอนอย่างนี้

เราดำเนินมาตามสายทางก็ถึงทางพ้นทุกข์ เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาดำเนินตามนี้เขาก็ถึงความพ้นทุกข์เช่นเดียวกันกับเรานี้แหละ พอว่าอย่างนั้นจิตใจก็อ่อนลงทันที ยอมรับ ว่าอ๋อได้ ถึงจะไม่มากก็ได้ ที่นี่ก็แยกเข้าไปอีกเป็นหลายประเภทของสัตว์โลกที่อยู่ในภูเขาดำมืดตื้อ มันมีทั้งแร่ธาตุชนิดต่าง ๆ ที่เป็นสาระประโยชน์เต็มอยู่ในภูเขาลูกนั้น ถ้าเป็นภูเขา มีหลายชนิด แร่ธาตุชนิดนั้นชนิดนี้ ที่เป็นสาระประโยชน์มีอยู่มาก นี่ก็เทียบกับสัตว์โลกทั้งหลาย แม้จะมืดมิดปิดตาก็ตาม ผู้มีอุปนิสัยปัจจัยซึ่งเป็นเหมือนกับแร่ธาตุที่มีคุณค่าต่าง ๆ กันนั้นแฝงกันอยู่ในสัตว์ในมนุษย์ จิตก็คลี่คลายออกดู อ๋อ ถึงจะมืดขนาดไหนก็ตาม ของดียังมีอยู่ในจุดนั้น ในที่มืดนั้น ผู้มีอุปนิสัยปัจจัยมี

ถ้าจะแยกก็แยกประเภทของบุคคลสี่เหล่าขึ้นมาในสัตว์ทั้งหลายที่มืดตื้อนั้นแหละ ประเภทที่หนึ่ง อุคฆฏิตัญญู เป็นผู้ที่จะรู้ธรรมได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเทียบเป็นสัตว์ก็เช่นวัวอยู่ปากคอกแล้ว พอธรรมะได้เปิดเผยขึ้นมา เช่น ท่านแสดงธรรมให้ฟัง นี่เรียกว่าเปิดปากคอกก็หลุดพ้นไปได้อย่างรวดเร็ว วิปจิตัญญู รองลำดับกันลงมา เพราะสัตว์ประเภทนั้นผ่านไปแล้ว ประเภทนี้ก็หนุนหลังกันไป ก็ออกกันไปเรื่อย ๆ นี่ประเภทที่สองอยู่ในโลกอันมืดดำในสัตว์ทั้งหลายนี้ ประเภทที่สามพอแนะนำสั่งสอนได้ ถ้าจะให้จมก็จมได้ในตัวเองนั้นแหละ ถ้าจะให้ฟื้นฟูตัวเองขึ้นไปด้วยความดีทั้งหลายก็ฟื้นฟูไปได้ ถ้าตัวอ่อนข้อย่อหย่อนลงเมื่อไหร่ กิเลสก็ดึงลงไปนรกได้

ถ้าตนมีความเข้มแข็งด้วยศีลด้วยธรรม อุตส่าห์พยายามบำเพ็ญกองการกุศลใส่ตนอยู่เสมอ ก็เรียกว่าฟื้นฟูตนขึ้นไปได้เป็นประเภทที่สาม ประเภทที่สามนี้เป็นประเภทที่ขึ้นก็ได้ลงก็ได้ ประเภทที่หนึ่งที่สองมีแต่ขึ้นโดยถ่ายเดียว จะหลุดพ้นโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ประเภทที่สามนี้ขึ้นก็ได้ลงก็ได้ให้หลุดพ้นก็ได้ให้จมก็ได้ มีสามประเภท ส่วนประเภทที่สี่นั้นเรียกว่ามืดตื้อเอาเลย หาสาระประโยชน์อะไรไม่ได้ทั้งนั้น เกิดมาเป็นมนุษย์ก็สักว่าแต่เป็นมนุษย์ มีรูปร่างกลางตัวเป็นมนุษย์ จิตใจไม่ได้ใฝ่ฝันในอรรถในธรรมในบุญในบาปในกองการกุศลใด ๆ เลย มีตั้งแต่เรื่องของกิเลสตัณหาฉุดลากไปทางป่าทางรกให้จมไปเรื่อย ๆ ด้วยการสร้างบาปสร้างกรรม ด้วยความพอใจในการสร้างบาปแต่กลับเป็นความแสลงใจในการสร้างบุญสร้างกุศล นี้เรียกว่าประเภทที่สี่ ท่านเรียกว่า ปทปรมะ

นี่เรียกว่าเกิดมาก็เสียชาติเปล่า ๆ ตายแล้วก็จมโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ทางฟื้นไม่มี ส่วนประเภทที่หนึ่งเยี่ยม ประเภทที่สองรองกันลงมา ประเภทที่สามพอแนะนำสั่งสอนฉุดลากกันไปได้ ประเภทที่สี่เป็นประเภทที่เหมือนคนไข้ ที่ไข้หนักแล้วก้าวเข้าสู่โรงพยาบาลก็เข้าสู่ห้องไอซียูไปเสีย ไม่ได้สนใจกับหมอกับหยูกกับยา คอยลมหายใจอยู่เท่านั้น พอลมหายใจขาดแล้วก็ตาย นี่บุคคลประเภทที่สี่นี้เป็นประเภทที่ไม่ฟังหยูกฟังยา คือเสียงอรรถเสียงธรรม เสียงพระพุทธเจ้า เสียงครูเสียงอาจารย์ไม่ยอมฟังทั้งนั้น มีแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำความชั่วช้าลามกอยู่ตลอดเวลา พอสิ้นลมหายใจแล้วก็จมลงนรกโดยไม่ต้องสงสัย นี่เป็นประเภทที่สี่

นี่สรุปความลงมาว่า เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว จิตใจก็มีการแยกการแยะ ว่าอ๋อพอสั่งสอนได้ ไม่ใช่จะมืดมิดมิดปิดตาไปเสียทั้งโลกธาตุนี้ ผู้ที่เยี่ยมยังมี ผู้ที่พอแนะนำสั่งสอนได้ยังมี พวกที่เป็นปทปรมะที่มืดบอด ไม่ฟังเสียงสิ่งใดนั้นก็ปล่อยไว้ตามกรรมของสัตว์โลกประเภทนั้น จึงมีแก่ใจที่จะแนะนำสั่งสอนสัตว์โลกหรือโลกเรื่อย ๆ มา ย่นเข้าก็คือหลวงตาบัวเอง ได้พิจารณาเต็มกำลังแล้วจากนั้นเพื่อนฝูงก็ติด เกาะ ๆ ๆ เรื่อย หลังจากหลวงปู่มั่นมรณภาพแล้ว ในเวลานั้นอยู่ในป่าในเขาไม่สนใจจะสั่งสอนผู้ใด แต่บรรดาพระเณรทั้งหลายก็ติดสอยห้อยตาม ถึงขนาดที่มาสร้างวัดป่าบ้านตาดนี้ แล้วแนะนำสั่งสอนกันมาเรื่อยทั้งพระทั้งเณรทั้งประชาชน แต่สั่งสอนเงียบ ๆ เรียบ ๆ ธรรมดา

สั่งสอนโลกมาเป็นเวลา ๕๓ ปีนี้แล้ว ตั้งแต่ปีกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจ หมด ภาระทุกสิ่งทุกอย่างที่จะให้มาแก้ไขดัดแปลงตนเอง เรียกว่าสมบูรณ์แบบ เรียกว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ ได้เสร็จกิจในการชำระสะสางหรือบำเพ็ญทุกอย่างแล้วในศาสนานี้ อยู่ด้วยความสมบูรณ์พูนผลในจิตใจที่บริสุทธิ์สุดส่วนแล้วเท่านั้น จากนั้นมาก็สั่งสอนบรรดาพระเณร สั่งสอนไปอย่างเงียบ ๆ เรียบ ๆ เรื่อยมา จนกระทั่งถึงวาระชาติบ้านเมืองของเราเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นมาจะล่มจะจมต่อหน้าคนทั้งชาติ แต่ไม่มีใครอาจหาญจะรื้อฟื้นขึ้นมาได้ รอแต่จะให้จม นี้แหละเป็นเรื่องที่สะดุดใจของหลวงตาเอาอย่างมากทีเดียว โดยเหตุที่ได้รับมาส่วนใหญ่ เขามาพูดให้ฟังถึงเรื่องการติดหนี้ติดสิน

เมืองไทยเรานี้ติดหนี้ติดสินเขาตั้งหลาย ๆ แสนล้านดอลลาร์ เขามากำเมื่อไหร่เราก็จมไปเมื่อนั้น เรียกว่า สงครามเศรษฐกิจ เขาเอาอำนาจแห่งความเป็นนายหนี้มากำเราเมื่อไหร่เราก็เสร็จ นี่แหละที่ร้องโก้ก หลวงตาสะเทือนเอามากมาย ทีนี้จัดให้ลูกศิษย์ลูกหาไปสืบทางภายใน ถึงเรื่องความล่มจมของเรามาจากสาเหตุอันใดบ้าง ก็ได้เรื่องราวมา นี้แหละเป็นเหตุที่ได้พาพี่น้องทั้งหลายออกช่วยชาติบ้านเมืองเพราะได้ร้องโก้กขึ้นมาด้วยความกระเทือนใจ เหตุที่กระเทือนใจก็เพราะว่า เราคิดถึงบรรพบุรุษของเราตั้งแต่ปู่ยาตายายมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ท่านประคับประคองชาติไทยของเรามาด้วยความราบรื่นดีงามและสงบร่มเย็น มีพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องเทิดทูนเรื่อยมา

แต่มาปัจจุบันนี้เป็นเวลาที่จะล่มจมคอยลมหายใจอยู่เท่านั้นโดยการติดหนี้ติดสินพะรุงพะรังของเมืองนอกเมืองนาเขา แล้วเราจะทำยังไง ปู่ย่าตายายเราประคับประคองมาได้ ทีนี้พวกเรามีจำนวนมากมาย พวกลูก ๆ หลาน ๆ มีจำนวนตั้ง ๖๒ ล้านคน จะไม่มีใครสามารถที่จะกอบกู้เอาชาติไทยของเราขึ้นมาให้คงเส้นคงวาหนาแน่นขึ้น อันเป็นการสืบทอดมรดกของพ่อแม่ปู่ย่าตายายได้บ้างเหรอ นี่แหละเหตุที่จะได้ออกเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลาย จึงได้ประกาศมาตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้เป็นเวลาร่วม ๕ ปีแล้ว ตั้งแต่หลวงตาร้องโก้กแล้วก็ประกาศเป็นผู้นำมาจนกระทั่งบัดนี้ เป็นเวลาร่วม ๕ ปีแล้ว การประกาศเป็นผู้นำก็รู้สึกว่าสมบูรณ์พูนผลเป็นที่น่าอนุโมทนากับบรรดาพี่น้องทั่วประเทศไทย

ไปที่ไหนบรรดาพี่น้องทั้งหลายหนาแน่นเต็ม ๆ ไปหมด ดังที่เห็นอยู่เวลานี้ นี่เต็มไปหมด บรรดาพี่น้องชาวไทยเราซึ่งมีความรักชาติความเสียสละด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน ไปเทศน์ที่ไหนแน่นหมด และถวายจตุปัจจัยไทยทานมามากน้อย หลวงตาก็ขนเข้าคลังหลวงด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างยิ่ง มีความเมตตาครอบไว้เสมอ จนกระทั่งบัดนี้เราได้ทองคำ ๕ ตันกับ ๑๐๘ กิโลแล้วเวลานี้ ทองคำเราได้แล้วเวลานี้เข้าสู่คลังหลวงเรียบร้อยแล้ว ได้ ๕ ตันกับ ๑๐๘ กิโล หรือ ๕,๑๐๘ กิโล นี่คือทองคำ

แล้วดอลลาร์เราได้แล้ว ๖,๘๗๐,๐๐๐ กว่าดอลล์ ส่วนเงินสดนั้นได้แยกไปซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวง ๙๓๑ ล้าน เหลือจากนั้น เงินสดหลวงตาได้กระจายช่วยชาติบ้านเมืองทั่วประเทศไทยตลอดมา เช่นสถานสงเคราะห์ที่ราชการต่าง ๆ โรงร่ำโรงเรียน โรงพยาบาลที่ไหน ๆ ช่วยไปหมด ไม่ว่าภาคใด ช่วยทุกภาค เป็นแต่เพียงว่า มากน้อยต่างกันเท่านั้น นี่จากเงินสดที่ได้รับบริจาคจากพี่น้องทั้งหลายเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ ไม่มีการรั่วไหลแตกซึมไปไหนเลย เพราะเรื่องการเงินนี้ทั้งหมด หลวงตาแต่ก่อนไม่เคยสนใจกับเงินกับทองใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เวลาเป็นผู้รับผิดชอบในการเงินของพี่น้องทั้งหลายแล้วต้องเป็นผู้เข้มงวดกวดขัน เพราะฉะนั้น ทะเบียนเงิน สมุดฝากทั้งทองคำ ดอลลาร์ เงินสด หลวงตาเป็นผู้ถือสมุดแต่ผู้เดียว เป็นผู้สั่งเก็บสั่งจ่ายแต่ผู้เดียว ไม่ให้ผู้อื่นผู้ใดมาทำแทนได้เลย

เพราะฉะนั้น สมบัติทุกชิ้นทุกอันจึงเป็นที่ภูมิใจว่า เราจ่ายไปด้วยความถูกต้องทุกสัดทุกส่วน ไม่เป็นที่ระแวงแคลงใจให้มัวหมองภายในจิตใจเลย หลวงตาช่วยโลกช่วยด้วยความเมตตาสงสารล้วน ๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างยิ่ง จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ภาคภูมิใจ สำหรับหลวงตาบัวนี้ได้ภาคภูมิใจในการดำเนินของตัวเองว่าไม่มีด่างพร้อยเลย เงินที่จะรั่วไหลแตกซึมไปที่ไหนนี้ไม่มี หลวงตาบัวเป็นผู้ควบคุมหมด ตามธรรมดาเงินส่วนรวมที่เข้ามาสู่จุดศูนย์กลางย่อมมีความรั่วไหลแตกซึมไปบ้างไม่มากก็น้อย แต่สำหรับของหลวงตาบัวพูดยันได้เลยว่าไม่มีเพราะหลวงตาเป็นผู้ควบคุมแต่ผู้เดียวเท่านั้น นี่ผลแห่งการปฏิบัติต่อชาติบ้านเมืองของเรา เวลานี้ก็ได้ขนาดนี้แล้ว และเป็นที่อนุโมทนาสาธุการและซาบซึ้งภายในใจเป็นอย่างมากกับบรรดาพี่น้องทั้งหลายที่หลวงตาไปที่ไหน ๆ ได้รับการนิมนต์ไปเทศนาว่าการที่ใด ๆ มีประชาชนเต็มหมดอัดแน่นไปหมดเลย ด้วยความรักชาติความเสียสละด้วยความสามัคคี เพราะฉะนั้น สมบัติเราจึงได้มากมูนขึ้นถึงขนาดนี้

ได้ทราบจากผู้ว่าการธนาคารชาติมาเล่าให้ฟังหรือประกาศแจ้งที่สวนแสงธรรม อันนี้เป็นที่ตายใจได้ ตะกี้ลืมเรียนให้ทราบเสีย คือว่าผู้ว่าการธนาคารชาติได้ประกาศขึ้นมาว่า แต่ก่อนเราติดหนี้เขาถึงหลายแสนล้านดอลลาร์ รอแต่จะจมลงโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ถ้าเขามายึดเมื่อใดด้วยอำนาจของความเป็นเจ้าหนี้ เราต้องจมลงทันที แล้วบัดนี้เงินที่ว่าหลายแสนล้านนั้นได้มาอย่างเป็นที่ภูมิใจมากที่สุดเลย เราสามารถที่จะนำเงินที่เราได้มาเวลานี้ ใช้หนี้ได้ถึงสองปี ไม่ใช่เพียงปีเดียว เราสามารถจะใช้หนี้ได้ถึงสองปีแต่เราจะไม่ใช้ เราจะใช้ไปตามระยะกฎเกณฑ์ที่มีต่อกัน ระหว่างนายหนี้กับลูกหนี้ จึงเป็นที่ภูมิใจเอาอย่างมาก

จากนั้นสมบัติเงินทองข้าวของไหลเข้าไปสู่คลังหลวง นับตั้งแต่วันสมบัติของพี่น้องทั้งหลายรวมตัวไปอออยู่ที่ปากประตูคลังหลวงแต่เข้าไม่ได้ เมื่อเข้าได้แล้วก็เปิดสมบัติเหล่านี้เข้าสู่คลังหลวง พอเข้าสู่คลังหลวงโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น สมบัติเงินทองไม่ทราบว่าไหลมาจากไหนเป็นบริษัทบริวารไหลตามสมบัติคลังหลวงนั้นเข้าสู่คลังหลวงด้วยกัน ไม่อัดไม่อั้น จนกระทั่งนักวิชาการเขาคาดไม่ถึง ถึงขนาดนั้น นี่ผู้ว่าการธนาคารชาติมาพูดเอง จึงเป็นอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารของพระพุทธศาสนาของเรา

พอสมบัติพี่น้องทั้งหลายที่ได้มาชอบธรรมนำเข้าสู่คลังหลวงเท่านั้น สมบัติที่เป็นบริษัทบริวารก็ไหลเข้ามาจนเป็นที่ภูมิใจเวลานี้ ว่าชาติไทยเราจะไม่ล่มจมดังที่คาดไว้แต่ก่อนแล้ว จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้เข้าอกเข้าใจตามนี้ นี่เป็นคำของผู้ว่าการธนาคารชาติประกาศให้ทราบที่สวนแสงธรรมตอนหลวงตาไปกรุงเทพฯ นี่แหละผลก็เป็นมาอย่างนี้ เพราะอำนาจแห่งความพร้อมเพรียงความรักชาติความสามัคคีของพี่น้องทั้งหลาย สามารถทำเมืองไทยให้ยืนยงและรักษามรดกของปู่ย่าตายายของเราได้คงเส้นคงวาหนาแน่นต่อไป

ต่อไปนี้ก็ขอให้ทุก ๆ ท่านได้อุตส่าห์พยายามปฏิบัติตนอย่างนี้ต่อชาติไทยของเรา ชาติอื่นชาติใดเขารับรองเขารับผิดชอบในชาติของเขา ชาติของเราก็เป็นชาติของเรา เราต้องรับผิดชอบในชาติของเราครอบครัวของเรา ใครมีวงบริษัทบริวารที่จะรับผิดชอบกว้างแคบต้องเป็นหน้าที่ของผู้นั้นรับผิดชอบเอง นี่เมืองไทยของเรากว้างขวางขนาดไหน ประชาชนมีถึง ๖๒ ล้านคน เราต่างคนต่างรับผิดชอบในบ้านเรือนของเรา สมบัติเงินทองข้าวของให้ต่างคนต่างระมัดระวังรักษา และการเป็นอยู่ก็ขอเตือนพี่น้องทั้งหลายอย่าให้เป็นไปตามนิสัยเกินไป คือบ้านเมืองเราชาติไทยนี้เกิดมาในอู่ข้าวอู่น้ำไม่ค่อยขาดตกบกพร่องแต่ไหนแต่ไรมา บ้านใดเมืองใดขาดแคลน บ้านเมืองของเราพอเป็นไปตลอดมา เรียกว่าเมืองไทยของเราเป็นเมืองอู่ข่าวอู่น้ำ

ทีนี้ประชาชนทั้งหลายเมื่อมีความสะดวกสบายก็จับจ่ายใช้สอยไปตามความต้องการ ตามอัธยาศัย ครั้นนานเข้า ๆ ก็เป็นความเคยชินต่อตัวเองเลยกลายเป็นความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมลืมเนื้อลืมตัวไปเสียแล้วทำให้เสียทางส่วนรวมได้ ชาติจะร่อยหรอหรือล่มจมลงไปเพราะคนไทยทั้งประเทศใช้จ่ายไม่รู้จักประมาณ มีความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไปเรื่อย ๆ นี่ก็เป็นเพชฌฆาตสังหารชาติไทยของเราได้โดยไม่ต้องสงสัย จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายระมัดระวังการอยู่การกินการใช้การสอยให้พอเหมาะพอดี มีการบังคับตนบ้างนั้นแหละดี ไม่งั้นมันจะเหลือเฟือจนเกินไป ให้อยู่ด้วยความพอดิบพอดี อย่าให้เหลือเฟือเกินไป ฝึกหัดนิสัยของเราเพื่อความแน่นหนามั่นคงแห่งชาติของเรา

เรามีแก่ใจได้ด้วยกันทุกคนที่จะฝึกหัดได้ ต้องได้ด้วยกันทุกคน ทุกคน คน ๖๒ ล้านคนต่างคนต่างฝึกหัดนิสัยให้อยู่ในความมัธยัสถ์ ความพอดิบพอดีแล้วบ้านเมืองเราจะพอดิบพอดีไปเรื่อย ๆ นี่เป็นของสำคัญนะ เรื่องศีลธรรมที่เป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตของเราทั้งโลกนี้และโลกหน้ายิ่งเป็นความจำเป็นมากยิ่งกว่าสมบัติที่อยู่กับตัวของเราเวลานี้เป็นไหน ๆ เพราะจิตใจดังที่กล่าวเมื่อสักครู่นี้ สัตว์โลกตายเกลื่อนมาตั้งกี่กัปกี่กัลป์ คือใจดวงนี้ไม่เคยฉิบหาย ใจดวงนี้ไม่เคยตาย ตายจากร่างนี้เข้าสู่ร่างนั้น เอาร่างนั้นเข้ามาสวมใส่เข้าไป เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเปรตเป็นผี เป็นเทวบุตรเทวดาจากใจดวงเดียวนี้แลซึ่งไม่เคยตาย แล้วมากต่อมากก็เลยเกลื่อนกล่นไปด้วยซากศพของสัตว์โลกทั่ว ๆ เพราะใจดวงนี้ไม่เคยตาย

ด้วยเหตุนี้เอง เราต้องคอยสนใจกับใจของเราบ้าง ให้เหลียวแลใจของเรา เราอย่ามัวดูตั้งแต่วัตถุสิ่งของ อันนั้นก็ดีอันนี้ก็ดีแล้วฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไปตามสิ่งภายนอกซึ่งเป็นด้านวัตถุ จนกระทั่งลืมเนื้อลืมตัว ไม่สนใจกับจิตใจที่เรียกร้องความช่วยเหลือจากเจ้าของเพราะความทุกข์ความลำบาก ไม่มีคุณธรรมประจำใจ เวลานี้เรารู้ไหม เราแน่ใจมั้ยตายแล้วเราจะไปเกิดในภพใดชาติใด จะไปสวรรค์ชั้นพรหมเทวโลกหรือจะไปนรกอเวจี ส่วนมากจิตใจมันลงฝ่ายต่ำเสมอนะ ลงฝ่ายต่ำแล้วมันก็แน่ใจที่จะลงความทุกข์ความทรมาน ใจดวงนี้ไม่มีที่พึ่ง ใจดวงนี้ตัดสินตัวเองไม่ได้ ไม่มีเครื่องประกันตัว จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายสร้างเครื่องประกันตัวขึ้นมาภายในตัวเอง

วันหนึ่ง ๆ ขอให้มีใจติดแนบกับธรรม อย่าปล่อยอย่าวางเท่ากับเรามองดูใจของเรา เสริมใส่อาหารเข้าสู่ใจของเราด้วยความดีทั้งหลายไปทุกวัน ๆ เช่นการให้ทาน วันหนึ่งเราอย่าปล่อยอย่าวาง ไม่ได้มากก็น้อย พระท่านมาบิณฑบาตก็ใส่บาตรท่านไปหรือเราจะบริจาคทานประเภทใด ผลทานเป็นของเราไม่ได้เป็นของผู้อื่นใด ให้เราทำ การรักษาศีลรักษาธรรมก็ให้พากันรักษา ศีลเป็นสมบัติของเราทุกคน ทำการเจริญเมตตาภาวนาก็เป็นสมบัติของเราทุกคน

เวลาจะหลับจะนอนไม่ได้มากที่ไหนก็ขอให้เอาเวลาหลับนอน แล้วไหว้พระซะก่อน อรหํ สฺวากฺขาโตฯ สุปฏิปนฺโนฯ ตามที่เราเรียนมาได้มากน้อยแล้วให้ทำความสงบใจด้วยบทภาวนา เช่น พุทฺโธก็ได้ ธมฺโมก็ได้ สงฺโฆก็ได้ หรืออานาปานสติก็ได้ มรณัสสติระลึกความตายถึงตัวเองก็ได้ และมากำกับใจของเราเป็นคำบริกรรม มรณัสสติ ๆ ๆ เรานี้จะตายแน่ ๆ จะตายวันไหนต้องตายแน่ ๆ กระตุกตัวเองไม่ให้ลืมเนื้อลืมตัว ประหนึ่งว่าไม่มีป่าช้าติดตัว ทั้ง ๆ ที่จะตายด้วยกันทุกคน ให้เราเตือนเราด้วยการตายแล้วจิตจะยับยั้งตัวเองแล้วสร้างคุณงามความดีเข้าสู่ใจ ใจเมื่อได้คุณงามความดีเข้าเป็นอาหารเครื่องหล่อเลี้ยงแล้วใจจะมีความสงบร่มเย็นเป็นสุข จะไม่เรียกร้องหาความช่วยเหลือจากเจ้าของผู้รอบคอบในจิตใจ รักษาจิตใจของตัวเอง

เราจะไม่เสียท่าเสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เวลานี้เราแน่ใจแล้วว่าเราเกิดเป็นมนุษย์ทุกคน ๆ แน่ใจ แต่ที่เราจะไปอุบัติข้างหน้าไม่ได้แน่ใจนะ เราจะไปเกิดเป็นอะไร มันส่ออยู่กับนิสัยของผู้ทำ ผู้ทำชอบทำบาปทำบุญ ถ้าชอบทำบาปนิสัยอันนี้ลงฝ่ายต่ำแล้ว พอตายแล้วก็ต้องลงทันที ไม่มีอะไรฉุดลากไว้ได้ ผู้ที่ทำคุณงามความดีก็เหมือนกัน ไม่มีอะไรหักห้ามได้ ความดีนี้มีพลังอย่างหนักมากทีเดียว ฉุดลากไปได้ให้ถึงมรรคผลนิพพานเมื่อมีความดีมาก ๆ ให้พากันอุตาส่าห์สนใจปฏิบัติ

อย่าลืม พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ชาวพุทธเรารู้สึกจะห่างเหินการอบรมจิตใจ คือการภาวนามากทีเดียว เห็นแต่สิ่งภายนอก เช่นว่าถือศาสนา เดินไปวัดเห็นพระยกมือไหว้แล้วก็ผ่านไป ไม่เห็นมีอะไรสำคัญ เห็นพระพุทธรูปก็ไหว้เสีย เห็นวัดก็ไหว้เสีย เห็นพระก็ไหว้เสีย จากนั้นก็เหลวไหลไป ให้มีพุทฺโธติดใจไป ธมฺโมหรือสงฺโฆติดใจ เรียกว่าเรามีธรรมคุ้มครองใจเรา เวลาสงบต้องนั่งทำจิตตภาวนาของเราให้เยือกเย็นเป็นสุขแล้วมีสติกำกับรักษาจิตใจของเราให้ดี ถ้าสติรักษาใจแล้ว ใจไม่ส่ายแส่ไม่คิดปรุงเรื่องอื่น คิดแต่คำบริกรรมอย่างเดียว จิตใจของเราจะสงบร่มเย็น พอกล่าวถึงเรื่องภาวนานี้แล้วก็ดังที่ได้เรียนพี่น้องทั้งหลายทราบตั้งแต่ต้น หลวงตาภาวนาล้วน ๆ เอาปัจจุบัน เอาหลวงตาเป็นตัวยืนยัน ตัดคอขาดเลย หลวงตาไม่มีคำว่าโกหกหลอกลวงพี่น้องทั้งหลาย เรียนให้ทราบตามความสัตย์ความจริง

จิตที่จะเป็นขนาดนี้ได้จากการภาวนาเท่านั้นนะ พอหยุดจากการเรียนแล้วขึ้นเวทีในป่าในเขาลำเนาไพร ในถ้ำเงื้อมผาไม่ว่า มีแต่การภาวนาโดยถ่ายเดียวเท่านั้น จิตเมื่อได้รับการอบรมบำรุงรักษาอยู่เสมอก็มีความเจริญยิ่งขึ้น จิตเคยว้าวุ่นขุ่นมัวก็กลายเป็นจิตสงบผ่องใส ก้าวขึ้นไปเรื่อย ๆ สติปัญญาก็แก่กล้าขึ้นไปเรื่อย ๆ จากการบำรุง รักษาอยู่เสมอ จากนั้นกิเลสซึ่งมีอยู่ในใจซึ่งมืดบอดแต่ก่อนมองหากิเลสไม่เห็น สติปัญญาสว่างจ้าขึ้นมาก็มองเห็นกิเลส ฟาดกิเลสขาดสะบั้นลงไปจนกระทั่งกิเลสขาดลงไปโดยสิ้นเชิง ความสว่างจ้านี้เกิดขึ้นมา นี้จากการภาวนาทั้งนั้นนะ

ท่านทั้งหลายขอให้ดำเนินตามนี้ ไม่มากขอให้ติดจิตติดใจตัวเอง ในนามของเราเป็นชาวพุทธ อย่าปล่อยวางเฉย ๆ แล้วเอาแต่คำพูดว่า พุทธ เวลามีคนถามถือศาสนาอะไร ศาสนาพุทธ ๆ แต่ไม่สนใจกับพุทธในหัวใจเลย ใช้ไม่ได้นะ พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ นี่แหละธรรมของพระพุทธเจ้าเลิศเลอมาแต่กาลไหน ๆ เป็นมัชฌิมา คือศูนย์กลางอยู่เสมอ สม่ำเสมอ เสมอต้นเสมอปลาย ใครมีความสนใจปฏิบัติธรรมมากน้อยเพียงไร ผลจะเป็นของคนนั้นตลอดไป ใครสนใจในความชั่ว ความชั่วบาปอกุศลก็ติดคนนั้นไปเรื่อย ๆ บาปกับบุญไม่ลำเอียง ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลามาตัดบาปบุญไม่ให้มีผลได้ มีผลตลอดไป ใครทำบาปเป็นบาป ใครทำบุญเป็นบุญตลอด ใครทำมากเท่าไหร่ในส่วนไหนก็เป็นผลในส่วนนั้น เป็นทุกข์ในส่วนนั้น เป็นสุขในส่วนนั้นมากขึ้นโดยลำดับลำดา พากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติตัว

เราเกิดมาเป็นมนุษย์นี้เราถือว่าเป็นอะไรล่ะ เวลานี้ก็รู้ว่าเป็นมนุษย์ ความตายของเรา ตายแล้วเราจะไปเกิดไหน เราไม่ได้แน่ใจนะ ไม่แน่ เมื่อบำเพ็ญจิตใจสร้างบุญกุศลเข้ามาก หากเป็นความแน่ใจในตัวเองนะ ค่อยแน่เข้าไป ยิ่งทำจิตตภาวนาด้วยแล้ว ชี้เลย จิตตภาวนาเป็นของที่แน่วแน่เพราะเป็นเรื่องของจิตเป็นผู้จะก้าวเดินไปเกิดไปตายที่ไหน เมื่อจิตได้รับการบำรุงส่งเสริมในทางที่ถูกที่ดีแล้วจิตมีความสว่างไสว รู้ทางเกิดทางตายของตัวเอง รู้ทางไปทางมาของตัวเอง แน่ใจตัวเองด้วยบุญด้วยกุศล เป็นแสงสว่างส่องทางให้เรา อย่างที่หลวงตาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังถึงเรื่องการเกิดการตาย เราเกิดมากี่กัปกี่กัลป์แล้ว

ในวันนี้ได้พูดขึ้นมาแล้วว่า เราจะไม่เกิดอีกแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ นั่นขณะตัดขาดจากกันระหว่างวัฏฏะวนคือความเกิดตาย กับวิวัฏฏะคือความไม่เกิดไม่ตาย ได้ตัดขาดสะบั้นลงในขณะนั้นแล้ว เราไม่ไปทูลถามพระพุทธเจ้า มีตั้งแต่ออกอุทานอย่างถึงใจว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้เหรอ คือประจักษ์ในหัวใจไม่ต้องไปทูลถาม ท่านประกาศไว้แล้วว่า สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นแลจะเป็นผู้รู้เองเห็นเองในตัวเอง นี่ก็ประจักษ์ในธรรมนั้นแล้ว ประจักษ์ตั้งแต่บัดนั้นมา นี่แหละเมื่อสร้างที่พึ่ง มันเต็มเหนี่ยวแล้วที่พึ่ง มองไปที่ไหนก็เห็นหมด แล้วผู้ที่กำลังเดือดร้อนหาที่พึ่งไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่เสาะแสวงหาที่พึ่ง พวกนี้จะจมนะ

ให้พากันเร่งรีบขวนขวายตั้งแต่มีชีวิตอยู่นี้ ตายแล้วนิมนต์พระมากุสลา ธมฺมา มันเกิดประโยชน์อะไร เวลายังมีชีวิตอยู่ ความฉลาดมีอยู่ ให้เสาะแสวงหาคุณงามความดีแก่ตนเองนะ อย่าลืมเนื้อลืมตัว ตื่นนั้นตื่นนี้ ตายแล้วตายกองกันไม่เกิดประโยชน์อะไร นี่แหละธรรมประจักษ์ใจอย่างนี้ อย่างที่พูดให้พี่น้องทั้งหลาย พูดอย่างอาจหาญเลย พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วพระองค์ไปถามใคร สั่งสอนโลกได้สามแดนโลกธาตุ ธรรมอันเดียวกัน เราตัวเท่าหนูก็ตาม รู้อย่างนั้นแล้วหายสงสัยทุกสิ่งทุกอย่างในการเกิดการตาย เพราะเชื้อแห่งการเกิดตายมีอยู่ในจิต ได้แก่กิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจแล้วความเกิดตายจะเอามาจากไหน ก็มีแต่ธรรมบริสุทธิ์ล้วน ๆ เรียกว่าธรรมธาตุเท่านั้น ประกาศตนออกมาได้อย่างโจ่งแจ้งอาจหาญชาญชัย ไม่สะทกสะท้านกับใคร ใครจะเชื่อไม่เชื่อเป็นเรื่องของเขา เราเป็นเรื่องของเรา ประจักษ์ในตัวเองแล้ว สมกับเราบำเพ็ญคุณงามความดีเพื่อเรา ผลประจักษ์กับเราแล้ว เราจะไปถามใคร นี่เป็นสิ่งที่เราตัดสินเองโดยไม่ต้องหาสักขีพยานมาจากที่ไหน เอาความดีของตัวเองตัดสินตัวเอง เราพอแล้ว ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้จดจำประพฤติปฏิบัติ

หลวงตาที่เป็นพระวัดโยธานิมิตได้จากพี่น้องทั้งหลายไปเป็นเวลา ๖๖ ปี แล้วย้อนกลับมาวันนี้ ได้ผลอันนี้มาแจกจ่ายพี่น้องทั้งหลาย คิดว่าไม่เสียเวล่ำเวลาที่อุตส่าห์พยายามไปเสาะแสวงหาธรรมมา ๖๖ ปี วันนี้ได้ย้อนกลับมา ได้ผลเป็นที่พึงพอใจมาสอนพี่น้องทั้งหลาย ดังที่ได้ยินได้ฟังมาสักครู่นี้

การแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควรกับธาตุกับขันธ์ของเรา แล้วพี่น้องทั้งหลายที่บริจาคในวันนี้เพื่อช่วยชาติบ้านเมืองของเรา หลวงตาก็ขอขอบคุณกับพี่น้องทั้งหลายเป็นอย่างมากทีเดียว และอุตส่าห์พยายาม ชาติไทยของเราจะเจริญรุ่งเรืองแน่นหนามั่นคงต้องไปจากเราทั้งหลายเป็นผู้รักชาติเสียสละด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน แล้ว จะมีความสงบร่มเย็นแน่นหนามั่นคงขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยลำดับลำดา การแสดงธรรมก็เห็นว่าเหมาะสมกับธาตุขันธ์และเวล่ำเวลา ขอความสวัสดีจงแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ

www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก