จิตพระอรหันต์ไม่มีคำว่าทุกข์
วันที่ 18 พฤษภาคม 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

จิตพระอรหันต์ไม่มีคำว่าทุกข์

เทศน์ที่บุรีรัมย์บ่ายโมงครึ่ง เขาจะถ่ายทอดสดทั่วประเทศวันนี้ช่อง ๑๑ ให้ฟังทั่วประเทศไทย วันนี้กะว่าจะออกจากนี้ประมาณ ๙ โมง ถึงร้อยเอ็ดกะว่า ๑๑ โมงครึ่งอยู่ในย่านนั้น วันนั้นไปดูว่าทาง ๑๖๐ ถ้าทางดีชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว บ่ายโมงครึ่งเทศน์ก็ต้องเร่งเครื่องบ้าง จากนี้ไปประมาณไม่เลย ๒ ชั่วโมง ๒๐ นาที ถึงร้อยเอ็ด จากนั้นพักไม่นานนะ เขานิมนต์ไปแวะที่โรงสีเขาจะเลี้ยงอาหารตอนกลางวัน ก็เรายังไม่ถึงกลางวันมันก็ยังไม่หิวแหละ เขาจะเลี้ยงอาหารกลางวันผู้ติดตาม พักไม่นานแล้วออกเลย เพราะเวลามันจำกัด ๆ วันนี้ใครอยากฟังเทศน์หลวงตาให้เปิดช่อง ๑๑ นะ เขาถ่ายทอดสดช่อง ๑๑ วันนี้บ่ายโมงครึ่ง ตามที่กำหนดไว้บ่ายโมงครึ่ง ถ้าหากว่าไม่แวะร้อยเอ็ดก็ไม่มีปัญหาอะไร พุ่งทีเดียวถึงโน้นก็ประมาณเที่ยงครึ่งเท่านั้น ถึงแล้ว

นี่จะไม่ให้เลย ๙ โมงเป็นอย่างช้า เพราะเราดูเวลานี้ถ้าเขาไม่ถ่ายทอดสดเราก็ไม่ว่าอะไร ถ้าถ่ายทอดสดก็ควรให้ตรงเวลาที่คนทั้งประเทศเขาจะจ้องฟัง เคลื่อนไม่ดีเลย จึงต้องมีรีบเร่งบ้าง ถ้าออกก่อน ๙ โมงได้ก็จะดีวันนี้นะ ไปก็จะไปติดอยู่ที่โรงสีใหญ่เสี่ยสมหมาย ติดอยู่นั้นเราก็จะจี้เลย เราก็จะไปของเรา โรงสีไม่ใช่ผู้เทศน์นะ หลวงตาเป็นผู้เทศน์ต่างหาก เราจะว่าอย่างนี้ คนคิดว่าจะมากนะงานท่านสุวัจน์ ท่านก็เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นประจำมานาน สม่ำเสมอไม่มีอะไร ๆ เลย นี้องค์หนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติสม่ำเสมอ ครูอาจารย์ก็ถูกต้องเหมาะสมด้วยคือท่านอาจารย์ฝั้น ท่านอาจารย์ฝั้นก็เกี่ยวโยงกับหลวงปู่มั่น ไปมาหาสู่กันเสมอ ท่านก็ติดตามมาเรื่อย แต่ท่านอยู่กับท่านอาจารย์ฝั้น คุ้นกันมานานแล้วแหละ

ท่านเคยไปสหรัฐ แต่เราไม่เคยไป ไปแค่อังกฤษนี้เข็ดเลยเทียว พอค่อนทางเท่านั้นมั้ง ค่อนทางจะไปสหรัฐนะ แค่นั้นเข็ดแล้ว เขามานิมนต์ไปอังกฤษเป็นประจำเบื้องต้น บอกไม่ไป ตัดขาด อย่ามานิมนต์อีกนะบอกตรง ๆ เราเข็ดยังไม่ถอย ยังเข็ดตลอด โอ๋ย นั่งหลังจะหัก นั่งมาจากอังกฤษกว่าจะถึงเมืองไทยเรา ๑๔ ชั่วโมง ชั้นที่หนึ่งแน่นหมดเลยเชียว จนขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้ เวลาไปมันว่างซิ ชั้นที่หนึ่งมีสองสามคน ชั้นสองเต็มไปหมด มันก็สนุกเอกเขนกละซี ไปชั้นหนึ่งไม่มีคน มีสองสามคน เขาก็อยู่มุมโน้น เรากับพระฝรั่งอยู่ทางด้านนี้ มันว่าง สบาย จากนั้นก็เข้าไปห้องเครื่องเขาไปคุยกับเขา ท่านปัญญาพาเข้าไป เรามันคนซุกซน ไปนี้ถามตรงนั้นแล้วถามตรงนี้ ถามซอกแซก เส้นนี้ไปไหน ๆ คือเขาไปตามเส้นใช่ไหม ว่าเวลานี้เราไปเส้นไหน ว่าไปเส้นนี้ ไปอังกฤษ ท่านปัญญาท่านก็เป็นวิศวปรมาณู ท่านทำเป็นหมดเครื่องยนต์กลไก เวลาถามไม่มีติดเลย

เออ เตรียม พอเรียบร้อยก็ไปเลย ไม่กำหนด ๙ โมงนักละ มันเกี่ยวกับถ่ายทอดสดวันนี้ ตอนบ่ายโมงครึ่งเทศน์ถ่ายทอดสด จะได้ฟังทั่วประเทศไทยแหละวันนี้ หลวงตาเป็นองค์เทศน์ มีถ่ายทอดสดเขาจะต้องจดจ่อต่อเวลา ไม่ควรจะให้เคลื่อนคลาด ที่เราเร่งก็เพราะเหตุนี้

เรื่องเทศนาว่าการนี้เราพูดจริง ๆ เราไม่มีปัญหาอะไรเลย พี่น้องทั้งหลายฟังเสีย มันเป็นปัญหาก็คือสถานที่บุคคลมีจำนวนยังไง คนประเภทไหน ๆ จะควรเอาธรรมออกแค่ไหน ๆ พอดิบพอดี นี้เป็นปัญหา ถ้าให้สะดวกจริง ๆ แล้วมีแต่นักปฏิบัติจิตตภาวนา เริ่มแต่สมถะ แล้วก็สมาธิ ปัญญาไปนู่น แล้วพุ่งเลยเทียว เราพูดจริง ๆ ไม่โอ้ไม่อวด เพราะธรรมนี้โล่งอยู่ตลอดเวลาแล้ว ที่จะแยกไปโน้นแล้วแยกไปนี้แหม มันแยกยากนะคนหลายขั้นหลายภูมิ มีเด็กมีผู้ใหญ่ มีคนชั่วสับสนปนเป ธรรมะจะแยกประเภทไหน ถ้าตีแรงก็จะถูกหัวเด็ก เข้าใจไหมล่ะ ถ้าตีเบาก็ไม่ถึงกิเลส ไอ้ตัวอันธพาลมันหลบอยู่ข้างหลัง ตีไม่ถูก เข้าใจเหรอ ถ้าเป็นเรื่องของสมาธิปัญญาแล้ว ตัวไหนมันเปิดเผย ๆ ฟาดเรื่อยทะลุไปเลย ตีไม่รั้ง พุ่ง ตีเลย ๆ นั่นเทศน์มันต่างกันนะ

ดังที่พูดวันที่ ๒ นั่นน่ะ ทรงธรรมประเภทนี้มาได้ ๕๓ ปีพึ่งมาออกวันที่ ๒ ก็บ้าตัวนี้ละเป็นคนมาแหย่ บ้าตัวไหนก็ดูเอาเถอะเราไม่บอกชื่อ แหย่มันก็ผึงเลย นั่นเห็นไหมล่ะ ๕๓ ปีเคยออกเมื่อไร เพราะธรรมนี้เป็นธรรมที่เหมาะสมตลอดเวลา สมควรจะออกมากน้อยจะออก ๆ ถ้าไม่สมควรจะออก ดึงก็ไม่ออก เป็นอย่างนั้นนะธรรม ถ้าควรจะออกแล้วผางเลยทันที นี่ละธรรมพระพุทธเจ้า ผู้รู้ธรรมประเภทนี้เท่านั้นไม่ถามกันเลย รู้ทันทีทุกคน ๆ ไม่ถาม ความเหมาะสมอยู่นั้นหมดเลยที่จะออกสงเคราะห์โลกหนักเบามากน้อย ธรรมดาเขาเรียกว่ามีแหห่างแหถี่ ปลาหลายขนาดชนิดปลา ขนาดละสำคัญ แหห่างแหถี่ แหปลาซิวแหปลาใหญ่แหปลาฉลาม มันหลายแหทอดลง ถ้าปลาฉลามครอบทีเดียวปึ๋งเลยเทียว ปลาซิว อู๊ย ไม่ทราบจะเก็บเอาตัวไหนต่อตัวไหน เก็บตัวนี้ตัวนั้นดีดออก ๆ อยู่อย่างนั้น ปลาฉลามตัวเดียวพอ ผางลงไปทีเดียวพอเลย

นี่ละธรรมะของพระพุทธเจ้าท้าทายโลกมานานเท่าไร นี่ก็พระพุทธเจ้ายกขึ้นมาท้าทายความจริงต่อโลกทั้งหลาย ให้เราฟังทุกคน ๆ มีแต่กิเลสเป็นเจ้าหน้าเจ้าตา เจ้าอำนาจบาตรหลวง ทั้ง ๆ ที่มันเป็นกองมูตรกองคูถ มันเสกสรรปั้นยอตัวเองขึ้นไปเป็นทองคำทั้งแท่ง ๆ อำนาจของกิเลสนี้แหม ไม่ใช่เล่นนะ เอาธรรมจับ ไม่ใช่ธรรมไม่มีอะไรจับกิเลสได้เลย กิเลสจึงหมอบยอมแต่ธรรม นอกนั้นกิเลสไม่เคยยอมอะไร ยอมแต่ธรรมเท่านั้น ถ้าเป็นธรรมจับได้หมด ฆ่าได้หมดเลย อย่างอื่นฆ่ากิเลสไม่ได้ มีแต่กิเลสฆ่าสัตว์โลกอยู่เวลานี้ ได้รับความทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส ตั้งแต่แสนสาหัสขึ้นมาเป็นลำดับลำดา มีแต่กิเลสฆ่ากิเลสทำลาย กิเลสทรมานทั้งนั้น ๆ พอกิเลสสิ้นซากผางลงไปเท่านั้น ไม่มีอะไรเลยมาทรมาน แม้เม็ดหินเม็ดทรายไม่มี

เพราะฉะนั้นจิตพระอรหันต์จึงไม่มีคำว่าทุกข์ มีแต่ความสง่า มีแต่ความอัศจรรย์ เรียกว่า ปรมํ สุขํ ความบริสุทธิ์พ้นโลกพ้นสงสารไม่มีใครจะคาดถูกเลย เจ้าของเองก็คาดไม่ได้แต่ไม่สงสัยภายในจิตใจ นั่นต่างกันนะ เป็นธรรมอย่างนั้นธรรมพระพุทธเจ้าที่มาสอนโลก ผู้หูหนวกตาบอดมันก็เอาหูหนวกตาบอดชนธรรม เผาอรรถเผาธรรมไป ผู้ดีก็ทะนุถนอมบำรุงรักษา ผู้ชั่วมันก็เอาหัวชนเข้าเลย เอาไฟเผาเข้าไปอย่างนั้น พี่น้องทั้งหลายดูเสีย นี่ละหัวใจเหมือนกัน หัวใจดวงมันหนามันหนาจริง ๆ มันไม่สนใจเลยว่าบุญว่าบาปว่านรกสวรรค์ผิดถูกดีชั่ว ไม่สนใจ จะสนใจตั้งแต่สิ่งที่เจ้าของต้องการ ก็คือความหนาแน่นของกิเลสนั้นเองที่มันต้องการ ก็กิเลสบังคับให้มันต้องการ มันไม่รู้ว่าใครบังคับล่ะซิ กิเลสก็มาเป็นตัวของตัวเสีย เราต้องการอย่างนี้ เราต้องการอย่างนั้น ทำไปมันก็มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้

ใครอยากเป็นทุกข์ในโลกนี้ ถ้าเราเก่งจริง ๆ ตามความคาดหมายของเราจริง ๆ ให้สมมักสมหมายตามที่เราคิดไว้ เกิดมานี้ใครต้องการทุกข์ไหม ไม่มีใครต้องการ ก็อย่าให้มันมีทุกข์ซิ แล้วทำไมมันมีอยู่ทุกข์ทุกหัวคน ผู้ที่ไม่เชื่อว่าบาปว่าบุญว่านรกสวรรค์นี้ ความทุกข์ก็บีบหัวใจมันอยู่ ความทุกข์กับนรกมันติดพันกันอยู่นี้ เหมือนไฟกับความร้อนมันก็ติดพันกันอยู่แยกกันได้ยังไง ความทุกข์กับนรกมันติดพันกันอยู่เหมือนไฟกับความร้อนนั่นแหละ เราจะไปแยกมันได้ยังไง เราไม่เชื่อพระพุทธเจ้านี่ละคนที่หนามากที่สุด เราเป็นคนประเภทไหนให้ไปวินิจฉัยตัวเองนะ อย่าไปหาวินิจฉัยคนนั้นคนนี้ ดูถูกคนนั้นยกยอคนนี้ ไม่ถูก เห็นเขาไม่ดีให้จับเอามาพิจารณาตัวเอง เห็นเขาดีก็มาพิจารณาตัวเองเอามาเป็นคติตัวอย่าง เห็นเขาไม่ดีแล้วปัดออก เราอย่าทำอย่างนั้น นั่นจึงเรียกว่า โอปนยิโก น้อมเข้ามาสู่ตัวของเราเอง

เวลาไปพบเห็นอะไร ๆ นี้ พอพูดอย่างนี้แล้วก็ให้ระลึกถึงเรื่องธรรมกับกิเลสนะ เวลาจิตเป็นกิเลสมันจะมองเห็นอะไรได้ยินอะไรนี้จะเป็นกิเลสล้วน ๆ ไปเลยนะ แต่เจ้าตัวไม่รู้ เพราะกิเลสออกหน้า ๆ สัมผัสอะไรกิเลสรับ ๆ รับไปหมด ดึงเราไปลากเราไปทั้งนั้น นี่เวลามันหนาหนาขนาดนั้น ไม่ได้คำนึงถึงผิดถูกดีชั่วแหละ ทีนี้เวลาบำเพ็ญธรรมเข้า ๆ ธรรมนี้คือเครื่องความสว่าง สว่าง ๆ เห็นอะไร เห็นที่มันมืด ที่มืดก็คือตัวกิเลส แน่ะ มันก็เห็นนั้น เห็นก็ละไป ๆ ต่อจากนั้นตา หู จมูก ลิ้น กาย ตลอดถึงจิตใจคิดไปเรื่องใดเป็นแต่ธรรมล้วน ๆ ไปเลย เพื่อแก้กิเลสฆ่ากิเลส

แต่ก่อนกิเลสฆ่าธรรม คิดเห็นอะไรมีแต่เรื่องของกิเลสฆ่าอรรถฆ่าธรรมแหลกไป เป็นทุกข์ไปตาม ๆ กัน ทีนี้เวลาธรรมมีอำนาจแล้วฆ่ากิเลส ความสุขเสริมขึ้นเรื่อย นี่ละไม่ผิดกันอย่างนี้ ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน เวลากิเลสมีอำนาจ ทุกอาการเคลื่อนไหวของใจ กาย วาจา ความประพฤติหน้าที่การงาน จะเป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้นเป็นผู้ชักผู้จูงไป ทีนี้เวลาจิตเป็นธรรมแล้วเป็นธรรมแก่กล้าขึ้นโดยลำดับแล้ว พลิกแบบตาลปัตรนะ กลับมาเป็นธรรมทั้งหมด ตามองเห็นพับเป็นธรรมแล้ว เอามาพิจารณาเป็นธรรม ๆ หูได้ยิน สัมผัสสัมพันธ์อะไรเป็นธรรม แม้ที่สุดความคิดเกิดขึ้นมาก็เป็นอรรถเป็นธรรม แก้กันเป็นลำดับลำดา

นั่นละถึงเวลาธรรมมีกำลังแล้วแก้กิเลสเป็นอัตโนมัติเหมือนกัน เหมือนกิเลสผูกมัดสัตว์ทั้งหลายเป็นอัตโนมัติของมัน เวลาธรรมมีกำลังกล้าแล้วก็ธรรมเป็นอัตโนมัติแก้กิเลสเป็นอัตโนมัติไปเลย จนกระทั่งสิ้นซาก มันเสมอกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นคำว่ากิเลสกับธรรมจึงเสมอกันตลอดไป เป็นคู่ขนานกันไปเลย กิเลสก็เป็น อกาลิโก ทำให้เกิดกิเลสมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับผู้ทำ ทำมากเท่าไรผลของกิเลสจะแสดงเป็นความทุกข์ขึ้นมา ๆ เรื่อย ๆ ๆ จนกระทั่งถึงทนไม่ไหว ทนไม่ไหวก็ให้ทน เพราะจิตตายไม่เป็น ต้องทน ทีนี้ทางด้านฝ่ายธรรมะก็เหมือนกัน สั่งสมขึ้น ๆ มากขึ้น ๆ ก็เป็นธรรมตลอด เป็นกุศลตลอดเข้าสู่หัวใจตลอด ๆ ก็เบิกใจออกกว้างออก ๆ ก็พุ่งเป็นอัตโนมัติไปเลย

นี่ละเรื่องของธรรมกับกิเลสจึงเสมอกันตลอดเป็นอกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา คิดให้เป็นกิเลสเป็นได้วันยังค่ำ คิดให้เป็นธรรมเป็นได้วันยังค่ำเสมอกันหมด ธรรมกับกับกิเลสจึงเป็นคู่เคียง เหมือนสองฝั่ง ฝั่งนี้เป็นกิเลสฝั่งนี้เป็นธรรม เป็นสองฝั่งไปด้วยกัน ผู้ที่จะฝืนกิเลสนี้มันลำบาก เบื้องต้นลำบากมากไม่ใช่ธรรมดา หนักมากที่สุดเลย เพราะกิเลสมีกำลังมาก เราจะกระดิกออกไปทางคุณงามความดีถูกมันมัดมันตีมันหาเรื่องหาราวผูกมัดเหมือนเรานี้เป็นผู้ต้องหา ถูกกิเลสมัดอยู่ตลอดเวลา ถ้าจะทำความดีอะไรมันต้องมัด ๆ ถ้าเป็นไปตามมันแล้วเปิดโล่งเลย ให้ไปได้สะดวกจมไปเลย นี่เรื่องกิเลสมันมัด

ทีนี้เวลาธรรมเข้าแย่ง แย่งกัน ๆ แย่งกันไปแย่งกันมาหลายครั้งหลายหนธรรมก็มีกำลัง ต่อไปก็ค่อยเบิกกว้าง ๆ ทีนี้ทางธรรมก็ราบรื่น ทางกิเลสก็อ่อนตัวลง ธรรมราบรื่นเข้าไปเรื่อย ๆ ทีนี้ไม่ได้ทำอยู่ไม่ได้ สุดท้ายเรื่องบำเพ็ญธรรมเพื่อละกิเลสเป็นอัตโนมัติไปเลย จนกระทั่งถึงความหลุดพ้น หยุดไม่ได้ นั่นเป็นอย่างนั้นนะ ให้พากันจำเอาไว้นี้คือหลักความจริงถอดออกมาจากหัวใจที่ได้ปฏิบัติมา ให้พี่น้องทั้งหลายฟัง สิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้เราไม่ได้ไปหามาจากโลกไหน ออกจากหัวใจพระพุทธเจ้า ออกจากหัวใจ กิเลสอยู่ที่ใจ ธรรมอยู่ที่ใจ หาได้ด้วยกันทั้งสองอย่าง ใครฉลาดก็หาเอาอรรถเอาธรรมแก้ตัวเองไปเรื่อย ใครโง่ก็หากิเลสหาฟืนหาไฟมาเผาตัวแล้วก็จมไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันคืนปีเดือน มีแต่มืดกับแจ้งมีความหมายอะไร มันแก้ทุกข์คนไม่ได้นะมืดกับแจ้งน่ะ ต้องธรรมแก้กิเลส

กิเลสไม่มีมืดมีแจ้ง เกิดได้ทุกเวลาเผาได้ทุกเวลา ธรรมไม่มีมืดมีแจ้งแก้ได้ทุกเวลา นั่น ต้องเอาธรรมมาแก้อย่าไปเอาวันคืนปีเดือน ตื่นขึ้นมาวันไหนก็วันนั้นวันนี้ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ ว่าไปอย่างนั้น มีแต่มืดกับแจ้ง ก็ไปใส่ชื่อเขาเฉย ๆ ความทุกข์อยู่กับเราไม่ได้อยู่กับมืดแจ้งนะ มันอยู่กับคน เพราะฉะนั้น วินิจฉัยคนคือเราให้ดี อย่าอยู่เปล่า ๆ นอนเปล่า ๆ ตายเปล่า ๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร โอ๊ย.พูดแล้วน่าสลดสังเวชนะ มันหนามันหนาจริง ๆ มนุษย์เรานะ ฟาดให้มันจ้าหมดแล้ว เรียกว่าเสาะแสวงหาที่พึ่ง ๆ นั่น ไม่มีหาทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนมันดิ้นมันดีดหาที่พึ่งที่เกาะที่ยึด เวลาได้เต็มเหนี่ยวเป็นที่พอใจแล้วเปิดโล่งหมด ไม่มีคำว่าหาที่พึ่ง หาอะไรพอแล้ว เรียกว่าพอ ไม่หาถ้าพอแล้ว นั่นละความไม่หาก็คือความไม่หิว ไม่ผาดโผนโจนทะยานดีดดิ้นอย่างนั้นอย่างนี้ ให้ได้รับความทุกข์ความทรมาน ก็มีแต่ความพอเหมาะพอดีไปเท่านั้น

พากันจำเอานะ วันนี้พูดไม่มากนักละ เดี๋ยวนี้โลกกำลังหนาแน่นขึ้นทุกวัน ๆ แหม พิลึกพิลั่นนะ เราจนทุเรศนะเวลานี้ มันกรรมอะไรก็ไม่รู้ละ อยู่ ๆ ก็ได้มาช่วยโลกช่วยสงสารแล้วออกมากระดานสนามรบเวทีเสียด้วยนะ สุดท้ายมีแต่หลวงตาบัวออกสนามรบนะ พิจารณา เราก็ทนเอาเพราะเพื่อประโยชน์แก่โลก เรานี้ตายเมื่อไรเราไม่เคยสนใจกับมันละ ไอ้เรื่องเป็นเรื่องตายมันติดกับเราแล้ว มันจะแสดงออกเมื่อไรก็เป็นเรื่องของมันที่มีอยู่แล้วแสดงออกแน่ะ ไม่ใช่ไปหาความตายมาจากไหน มันอยู่กับเราทุกคน

ความเป็นความตายไม่มีใครเหนือใครเลย เพราะฉะนั้นใครอย่าเหย่อหยิ่งจองหองอย่าโอ้อย่าอวด อย่าท้าทายธรรมทั้งหลายถ้าไม่อยากจม ให้ตั้งหน้าตั้งตากราบธรรมคือความเลิศเลอของพระพุทธเจ้าที่แสดงมา เราจะพอมีฝั่งมีฝามีที่เกาะที่ยึดนะคนเรา ถ้าไม่มีความจำเป็นมันไม่หาสิ่งป้องกันนะ ถ้ามีความจำเป็นมันหาสิ่งป้องกัน มีหิวก็ต้องหาอาหารมาบรรเทา มาเยียวยากัน ถ้ามันจำเป็นมันต้องหาที่ยึดที่เกาะ นี้เราหาได้อะไร เวลานี้เราหาแต่กิเลส เกาะตรงไหนมีแต่ฟืนแต่ไฟพังลง ๆ หาอรรถหาธรรมเกาะแล้วติดปุ๊บ ๆ นี่เราหาสิ่งที่สมหวังให้หาตั้งแต่บัดนี้เสียนะ ตายไปแล้วจึงนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา หาอะไร เอาละทีนี้จะให้พร ได้เวลาแล้ว

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก