สังเกตตลอดเวลาจึงเรียกว่านักปฏิบัติ
วันที่ 22 ธันวาคม 2545 เวลา 19:00 น. ความยาว 63.58 นาที
สถานที่ : กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ [ค่ำ]

“สังเกตตลอดเวลาจึงเรียกว่านักปฏิบัติ”

 

มาจากวัดไหน (จากเวียงจันทน์ครับ วัดสีสะเกด เรียนหนังสืออยู่วัดมหาธาตุ) เรียนหนังสือวัดมหาธาตุ เรียนหนังสืออะไร (เรียนปริญญาโท) ปริญญาโท ปริญญาเอกอีหยัง พระ เราฟังไม่ได้นะ ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก มีแต่เรื่องวิชาทางโลกทางสงสารเหยียบศาสนาแหลกไป ๆ เราได้พูดอยู่เสมอ จนกระทั่งถึงมหาวิทยาลัยสงฆ์ ฟาดลงตรงนั้นเลยนะ ไม่ได้สะทกสะท้าน ผิดถูกที่ไหนรู้ด้วยกันทุกคน เรียนมาทุกคน โถ เหยียบพุทธศาสนานี้แหลกลงด้วยวิชาเหล่านี้ไม่มีเหลือนะ เออ กราบเสีย กราบแล้วอยากจะกลับก็กลับไปได้แหละ ไม่มีธุระอะไร (อยากฟังเทศน์ครับ) ฟังอะไรเทศน์มาแล้ว เหนื่อยแล้ว ไปเทศน์ที่นู่นมาแล้ว ทองเนียม พึ่งกลับมา เทศน์กัณฑ์หนึ่งใหญ่ ๆ ตั้งชั่วโมงกว่า ชั่วโมง ๘ นาที เทศน์นานอยู่นะ

เราคิดว่าจะเทศน์ไม่ได้มากมาย พูดไป ๆ เรื่อยไปเลย ชั่วโมง ๘ นาที ทุกวันนี้เรียกว่านานนะ แต่ก่อนไม่ได้สำคัญอะไรแหละกับเวล่ำเวลา จบแล้วถึงดูนาฬิกาถ้าจะดู คือมันไม่เหนื่อยไม่เพลีย ทุกวันนี้เทศน์มันบอกไปโดยลำดับ เทศน์ธรรมะเรียบ ๆ ไปเรื่อย ๆ มันก็ไปได้นานเพราะลมออกสม่ำเสมอ มันก็ไม่กระแทกนัก ถ้าธรรมะเป็นขั้น ๆ ธรรมะขั้นสูงเท่าไรก็เด็ดเข้าเผ็ดร้อนเข้าเรื่อย ๆ พุ่งเลยที่นี่ นั่นแหละธรรมเป็นอย่างงั้น

            เราอยากให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหา พอได้ร่องได้รอยของศาสนาพุทธที่เลิศเลอบ้าง ไม่มากก็พอได้ร่องได้รอยก็ยังดี นี่ไม่ได้อะไรเลย ยังไงกัน โห นี่พระพุทธเจ้าท้อพระทัยล่ะซิ ไม่ท้อได้ยังไง รู้อย่างเดียวกันแล้วมันเห็นอย่างเดียวกัน จะไม่ท้อได้ยังไง เลิศเลอขนาดไหน แต่มันไม่สนใจ มีแต่กิเลสเหยียบ กิเลสลากไปไม่ให้ดูอรรถดูธรรม ถ้าจิตแย็บมาทางธรรมกิเลสตีไว้แล้วๆ ลากไปพร้อม ตีไว้แล้วลากไปพร้อม มันจึงมีแต่กองทุกข์เต็มหัวใจ ๆ ดูโลกอย่าไปดูสิ่งภายนอก ดูหัวใจโลก กิริยามันก็บอกอยู่แล้ว มันดีดมันดิ้นยังไงต่อยังไงบ้าง มาจากอะไร นั่น ต้นเหตุมันก็อยู่ที่หัวใจ ไม่มีธรรมเลย มีแต่กิเลสลากไป เหมือนฟุตบอลเตะไปทางนั้นเตะไปทางนี้ จะออกนอกเขตนอกแดนก็ไม่ให้ออก เตะอยู่ในวงนั้นน่ะ กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่งั้น

            นี่กิเลสเตะโลกเตะสงสารแบบเขาเตะฟุตบอล ไม่ให้ออกนอกเขตนอกแดน เตะอยู่ในวงนั้นกลิ้งไปกลิ้งมา แต่ฟุตบอลมันไม่มีความเจ็บปวดแสบร้อนยังไง ไม่เหมือนจิตของเราที่เป็นฟุตบอลให้กิเลสเตะ จิตที่เป็นฟุตบอลให้กิเลสเตะนี้มันแสบมันร้อน มันเจ็บมันปวด ทั้งหนักทั้งเบาเป็นไปด้วยกัน ต่างกันอย่างนี้นะ ธรรมพระพุทธเจ้าแทบจะพูดได้ว่าไม่ควรแก่สัตว์ตัวใดเลย ขนาดนู่นนะ ถ้านั่นผิวเผิน แต่พระพุทธเจ้าไม่ผิวเผิน ยังค้นแร่แปรธาตุเข้าหาอีก มันมืดมันบอด มันไร้สาระ มันไร้ที่ตรงไหน อันไหนไร้อันไหนไม่ไร้ มีมากมีน้อยเท่าไร สับสนปนเปอย่างนี้ ท่านคุ้ยเขี่ยขุดค้นหามา จึงได้ธรรมมาสอนโลก

ผู้ที่ควรแก่ธรรมประเภทเหล่านั้น ๆ ยังมีอยู่ ถึงไม่มากก็มี ปฏิเสธไม่ได้ ก็หย่อนลงไปตรงนั้นที่ว่ามี มีมากมีน้อยได้เท่านี้ก็ยังดีกว่าเขาได้ขี้ตมขี้โคลนกองเท่าตุ่มเท่าไหเป็นไหน ๆ ได้ทองคำแค่นี้ ขี้ตมขี้โคลนเต็มถังเต็มไห มีคุณค่าขนาดไหนกับทองคำเพียงเท่านี้มีคุณค่าต่างกันยังไงบ้าง นั่นละคนที่มีนิสัยปัจจัย มีธรรมฝังในใจเท่ากับทองทั้งแท่งฝังอยู่ในจิต ๆ ที่ไม่มีอะไรเลยนี้ก็เป็นตมเป็นโคลนไปหมดเลย ไม่มีความหมายอะไร มีมากมีน้อยก็นับแต่สัตว์หางด้วน สัตว์ไม่มีหางก็พวกเรา พอเข้ามาได้ยินเสียงโว้กเว้กนิดหน่อย ได้ยินกลัวจะเป็นจะตาย มันไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ไม่มีหางก็กลัวกับเขา ยังไงกัน

มันยิ่งหนาขึ้นทุกวัน ยิ่งอ่อนใจลงทุกวัน ๆ คือกิเลสมันเสริมตัวเรื่อย ๆ มันไม่ได้อ่อนลงนะ ธรรมยิ่งถูกเหยียบลง ๆ ยิ่งทำให้อ่อนใจลงนะ ธรรมที่จะพาให้เลิศเลอ พาให้หลุดให้พ้นจากฟืนจากไฟที่เผาไหม้มาตั้งกัปตั้งกัลป์ ยิ่งถูกเหยียบถูกย่ำลงทุกวัน ๆ นี่ถ้าไม่มีภาคปฏิบัติเลย ศาสนาพุทธนี้จะไม่มีความหมาย พูดตรง ๆ เลย เรียนแต่ตามตำรับตำรา อ่านนู้นอ่านนี้แล้วจำลอย ๆ ไป กิเลสมันไม่ได้ลอยนี่ซี มันลากลง มันยิ่งเป็นช่องทางให้กิเลสดึงได้อย่างถนัดตัวของมัน หัวถลำไปเลย ไม่ได้มีข้อนึกว่าผิดว่าถูก ชั่วดีอะไร มีแต่กิเลสลากไปตลอด ทีนี้ลากไปเท่าไรทุกข์มากไปตาม ๆ กัน

ถ้ามีธรรมฉุดลากออกมา ถึงจะลำบากในการต่อสู้กันนี้ ก็มีทางที่จะเล็ดลอดไปได้ นั่นเป็นอย่างงั้น ถ้าไม่มีการต่อสู้ปล่อยให้กิเลสลากไปโดยถ่ายเดียวไม่มีทาง เกิดมากี่กัปกี่กัลป์ก็คือคนๆ เก่า หัวใจดวงเก่า ถูกเตะถูกยันจากกิเลสอยู่ตลอดไป มันหนาขึ้นทุกวันนะ คนมีมากเท่าไรเรื่องยิ่งมาก อย่างอื่นมีมากเรื่องไม่ค่อยมากนะ ถ้าคนมีมากเรื่องมาก ยุ่งมาก ไม่มีอะไรเกินคนบรรดาสัตว์โลก สัตว์มนุษย์นี้ยุ่งมากทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ว่าฉลาด แต่ความฉลาดกิเลสเอาไปใช้เสียซิ เราเหลือตั้งแต่ความโง่มากๆ มันจึงสนุกลากไป ๆ นี่อันหนึ่งที่น่าอ่อนใจ

โถ ไม่ใช่ของเล่นนะ คิดดูเพียงเราตัวเท่าหนูนี่ก็เหมือนกัน ตัวเท่าหนูนี่เวลามันฟัดกันกับกิเลส โธ่ ๆ ความทุกข์มากน้อยเพียงไรไม่อาลัยเสียดายอะไรเลย อยู่ในป่าในเขาคนเดียว ข้าวก็ไม่ได้กิน แต่การฟัดกับกิเลสฟัดไม่ถอย ยิ่งอดข้าวไปหลายวันเท่าไร ยิ่งหมุนติ้วเลยจิต จะเอาให้มันอยู่ เห็นไหมล่ะ จะมากลัวแต่ทุกข์แต่ยาก มันตายกองกันอยู่นี่แหละ ยังไงก็ให้มีความอดความทน การต่อสู้ การขัดขวางกับกิเลสความชั่วช้าลามกทั้งหลายบ้าง ความโลภ ความทะเยอทะยาน ความดีดความดิ้นเป็นเรื่องของกิเลสออกจากหัวใจ เพราะมันเกิดอยู่ที่หัวใจเช่นเดียวกับธรรม มันมีอำนาจมาก มันแผลงฤทธิ์ของมันเต็มเหนี่ยว เอะอะกิเลสออกก่อนแล้ว ๆ ธรรมไม่ได้ออกง่าย นี่ละที่กิเลสได้เปรียบ จึงว่ามันยิ่งหนาแน่นขึ้นทุกวัน ๆ

ได้พูดให้ฟังเสมอว่าไม่มีอะไรแหลมคมเกินกิเลสในโลกธาตุอันนี้ ยกนิ้วให้เลย ถ้าไม่มีธรรมมาเป็นคู่แข่งกันแล้วจะไม่เห็น จนกระทั่งกี่กัปกี่กัลป์ก็ต้องจมกันอยู่อย่างนี้ตลอดไป เพราะความฉลาดมันครอบไว้ ๆ หลงตามมันตลอด ไม่รู้จักเข็ดหลาบอิ่มพอคือกิเลสหลอกสัตว์โลก หลอกไปอย่างงั้น อย่างมากก็มาบ่นกัน เช่น อย่างมนุษย์เราก็มาบ่นว่ามีความทุกข์ความเดือดร้อนเรื่องนั้นเรื่องนี้อะไร มาบ่นระบายกัน แทนที่ความระบายนั้นทุกข์จะเบาไป มันกลับเพิ่มทุกข์ทั้งเขาทั้งเรา มันไม่ได้เรื่องอะไร เพราะมันไม่ได้แก้ต้นเหตุให้มันเบาบาง เรื่องทุกข์ทั้งหลายจะได้เบาบางลงบ้าง มันไม่สนใจแก้ มีแต่วิ่งตามกิเลสซึ่งเป็นการเพิ่มทุกข์ไป มันก็เป็นอย่างงั้นซิ

ใครจะมาสอนแก้ไขกิเลสได้ถูกต้องยิ่งกว่าศาสดาองค์เอก คือพุทธศาสนาของเราไม่มี นี้ได้พิจารณาเต็มเหนี่ยวแล้วนะ ไม่มีบอกอย่างงี้ ชี้ขาดเลยเชียว มีพุทธศาสนาอย่างเดียวเท่านั้นที่แก้ถูกจุดของกิเลสมาเป็นลำดับลำดา เพราะพระองค์ได้ตรัสรู้ธรรม รู้เรื่องของกิเลส เอากิเลสขาดสะบั้นลงไปจากพระทัยแล้ว วิธีการอะไรรู้หมด ก็อย่างที่เทศน์วันนี้ถึงเรื่องสัตว์นรก สัตว์ตกนรก พระพุทธเจ้าทรงเห็นเต็มพระทัย ไม่มีอะไรที่จะมาลี้ลับในพระญาณของพระพุทธเจ้า พระญาณแปลว่าความหยั่งทราบของพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรจะมาปิดบังลี้ลับได้เลย จึงยกขึ้นมาพูดให้ฟังในวันนี้ตอนไปเทศน์อยู่ที่คลองเนียม เกี่ยวกับเรื่องพระปฏิบัติ

สัตว์นรกตกอยู่ในนรก พระองค์ไม่เห็นแต่สัตว์นรกและนรกเท่านั้นนะ บรรดาสาวกเห็นแต่สัตว์นรก เห็นแต่พวกเทวบุตรเทวดา ที่ละเอียดกว่านั้นไม่เห็น พระพุทธเจ้าเห็นทั้งสัตว์ที่ตกนรกอย่างประจักษ์พระทัยด้วย แล้วสัตว์แต่ละราย ๆ ที่ตกนรกนี้ทำกรรมอะไรมาถึงได้มาตกนรกอย่างนี้ นั่นล่ะทรงทราบตลอดไปหมด ไม่มีอะไรปิดบังให้ลี้ลับได้เลย คือพระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้า ถ้าลงตั้งใจจะทราบอะไรแล้วผึงทันที ถึงเลย ๆ จะไม่วิเศษได้ยังไง ฟังซิ พวกเรามันจะผึงเมื่อไร ตายเกิด ๆ ก็ไม่มีใครมาแสดงให้ฟังอย่างนี้ พระพุทธเจ้าทรงทราบตลอดทั่วถึง

ฟังซิว่าสัตว์นรกมีจำนวนมากเท่าไร ทรงนับได้หมด รู้ได้หมด แล้วสัตว์นรกแต่ละราย ๆ ที่มาตกนรกรวมกันอยู่ในนี้ จมอยู่ในกองทุกข์นี้ รายไหนทำบาปทำกรรมอะไร ทำกรรมมาแต่ไหนเมื่อไร ทรงทราบตลอด สาวกรองกันลงมา ท่านก็เห็นเรื่องเหล่านี้ ไม่ปฏิเสธ สาวกท่านผู้มีความเชี่ยวชาญนั้นก็เชี่ยวชาญของท่านเต็มเหนี่ยว แต่เป็นภูมิของสาวกไม่เต็มเหนี่ยวเหมือนศาสดา ศาสดานี้เต็มเหนี่ยวไม่มีอะไรปิดได้เลย ถ้าลงต้องการจะทรงทราบอะไรผึงเดียวถึงตลอด ๆ เลย นี่เรียกว่าพระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ มีความสามารถอย่างเดียวกันนี้หมด สัตว์นี้ตกนรกมันมาจากไหน ไปทำกรรมอะไรถึงได้มาตกนรกอันนี้ ก็ทำกรรมอันนั้นไว้ สัตว์ทั้งหลายทำกรรมอันนั้น

ท่านจึงบอกเรื่องกรรมไม่ให้สัตว์ทั้งหลายทำเป็นรวม ๆ เอาไว้ จะไปจาระไนรายบุคคลว่า สัตว์นรกตัวนั้นมันทำกรรมนั้นเป็นอย่างนั้น ๆ พรรณนาตั้งกัปตั้งกัลป์ก็ไม่จบ เรื่องกรรมของสัตว์นรกที่ทำความชั่วเอาไว้มากน้อยเพียงไร ถึงขนาดมาเป็นผลประจักษ์ได้ตกนรกนี้ให้พระองค์ทรงเห็น เล็งญาณดู เห็นทุกรายถ้าลงจะทรงพิจารณาสัตว์ตัวใดผางเดียวเท่านั้น พระญาณของพระพุทธเจ้าไม่ได้ยากอะไรเลย ทราบไปหมด ทำกรรมอะไรมาๆ กรรมไหนมีหนักมีเบาแค่ไหน จึงได้นำเรื่องของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นมาเหล่านั้นซึ่งประจักษ์พระทัยเรียบร้อยแล้วมาสอนโลก อย่าไปทำกรรม กรรมอันนั้นมีโทษอย่างนั้น กรรมนั้นมีโทษหนัก ๆ บอกเป็นลำดับ

มีตั้งแต่เรื่องราวที่ทรงทราบมาตลอดทั่วถึงแล้ว ไม่ใช่มาอุตริพูดให้เราฟังนะ เราจะมาฟังแบบหลับหูหลับตาไม่คิดไม่อ่านไม่ได้ จะไม่มีข้อคิดมีทางคิดเพื่อหาทางออกและเพื่อเบาบางในการทำความชั่วช้าลามก แล้วก็จะจมไปอย่างนี้เรื่อย ๆ นะ เรายอมเลยเชียว คิดดูซิ ไม่เห็นพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าพระองค์ใดเราก็ไม่เคยเห็น แต่เราไม่สงสัยเลย นั่นฟังซิน่ะ อะไรจะมากยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ในแดนโลกธาตุนี้ เท่านั้นพอ เต็มหัวใจเลย หาสงสัยไม่ได้ เพราะธรรมประเภทนี้กระจายถึงหมดเลย อยู่ในหัวใจ

ดังที่เราเคยพูดแล้ว แม่น้ำมหาสมุทร มือจ่อลงนี้ปั๊บกระเทือนทั่วมหาสมุทรแล้ว เวลาน้ำนี้เข้าถึงมหาสมุทรเท่านั้นเป็นมหาสมุทรด้วยกันหมดเลย กว้างแคบที่ไหนเป็นมหาสมุทร น้ำหยดนี้ ๆ อยู่ในมหาสมุทร ไหลมาจากคลองใด ๆ พูดไม่ได้นะ จะพูดได้แต่เวลาน้ำกำลังไหลมาจากคลองต่างๆ น้ำนี้มาจากคลองนั้น ๆ พอเข้าถึงมหาสมุทรแล้วหมดปัญหาทันที ว่าแม่น้ำนี้มาจากคลองไหนพูดไม่ได้ พูดได้แต่ว่าแม่น้ำมหาสมุทรอย่างเดียว จิตก็เหมือนกัน เมื่อได้บำเพ็ญ แม่น้ำสายต่าง ๆ คือผู้ที่บำเพ็ญคุณงามความดี บารมีแก่กล้ามาเป็นลำดับ ๆ ก็ไหลใกล้เข้ามา ใกล้มหาวิมุตติมหานิพพานเข้ามา มหาวิมุตติ มหานิพพานจึงเทียบกับมหาสมุทรทะเลหลวง พอใกล้เข้ามา ๆ ใครบำเพ็ญมาจากที่ไหน ๆ นานสักเท่าไร ๆ ใกล้เข้ามาก็รู้ ๆ ก็พูดได้ว่าน้ำนี้มาจากสายนั้น ๆ แม่น้ำนั้นแม่น้ำนี้ พอเข้าถึงมหาสมุทรกึ๊กเท่านั้นพูดไม่ได้เลย กลายเป็นแม่น้ำมหาสมุทรด้วยกันไปหมด

อันนี้จิตของผู้บำเพ็ญธรรมก็เหมือนกัน ผู้อยู่ใกล้อยู่ไกลมาโดยลำดับ สัตว์ทั้งหลายสร้างคุณงามความดี ซึ่งเป็นเหมือนกับแม่น้ำสายต่าง ๆ ไหลเข้าสู่มหาวิมุตติ มหานิพพานคือความพ้นทุกข์นั้นแล ค่อยไหลเข้ามาใกล้เข้ามา สร้างมากเท่าไรค่อยแก่กล้าสามารถเท่าไรก็ยิ่งไหลใกล้เข้ามา ๆ พอถึงนั้นปึ๋ง เช่น อย่างตรัสรู้ธรรมหรือบรรลุธรรมปึ๋งขั้นนั้นแล้ว นั่นคือถึงมหาสมุทรแล้ว พอถึงนั่นแล้วจึงเป็นอันเดียวกันเลยกับน้ำมหาสมุทร ไม่มีคำว่าสาวกองค์นั้น สาวกองค์นี้ อยู่สกุลนั้นสกุลนี้ หรือใครก็ตามทั้งหญิงทั้งชายเข้าถึงนั้นแล้วเป็นมหาสมุทรด้วยกันหมด ไม่ว่าหญิง ว่าชาย นักบวช ฆราวาส ขอให้จิตได้ถึงขั้นบริสุทธิ์นั้นเป็นอันเดียวกันหมด ผางขึ้นมาภายในใจเท่านั้นมันกระจ่างถึงกันหมดเลย แล้วไปถามหาพระพุทธเจ้าหาอะไร นั่นฟังซิ จ้าไปนี้ถึงกันหมดเลย มันเป็นอันเดียวกันแล้ว แม่น้ำเป็นอันเดียวกันหมดในมหาสมุทรนั้น แล้วจะไปถามไปแยกแยะกันได้ยังไงแม่น้ำในมหาสมุทร

นี่มันไม่ได้สงสัยเลย พูดนี้โลกตาบอดมันก็จะปฏิเสธดันเข้ามาอีก มันไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในโลกธาตุนี้มากขนาดไหน มันจะเชื่อได้ยังไง แล้วพูดยังไงพูดไม่เกิดประโยชน์ พูดไปหาอะไร แต่ความรู้นี้ใครมายุ่งไม่ได้ เป็นตัวของตัวร้อยเปอร์เซ็นต์ เต็มเหนี่ยว ๆ รู้เต็มเหนี่ยว อย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วไม่ต้องถามใคร ไม่ต้องเอาใครมาเป็นสักขีพยานที่จะแนะนำสั่งสอนสัตว์โลก พระองค์พอ สอนสัตว์โลกทั่วแดนโลกธาตุ ใครสมควรจะสอนหนักเบามากน้อยเพียงไรจะออกเองธรรมะ พอดิบพอดี ๆ

สาวกทั้งหลายก็เหมือนกัน ตรัสรู้ธรรมปึ๋งแล้วเป็นแม่น้ำมหาสมุทรทะเลด้วยกัน สอนสัตว์โลกท่านก็ไม่ไปทูลถามพระพุทธเจ้า และไปขอศึกษาธรรมจากพระพุทธเจ้ามาสั่งสอนสัตว์โลกอีก เพราะความรู้ของเราไม่พอ ไม่มีในสาวกทั้งหลาย สอนเต็มภูมิของสาวกตลอดนิพพาน แบบเดียวกันหมด ท่านจะถามอะไร ธรรมเต็มหัวใจเหมือนกัน จะเป็นหัวใจหนู หัวใจช้าง หัวใจราชสีห์ มันก็เป็นหัวใจที่เป็นนักรู้ด้วยกัน เมื่อถึงขั้นที่มันรู้ ถึงขั้นที่บริสุทธิ์ บริสุทธิ์เหมือนกันหมด เรื่องรู้ก็รู้เต็มภูมิของตัวเอง ถึงไม่เท่ากันก็เต็มภูมิ แล้วท่านจะไปถามหาอะไร นั่น ธรรมพระพุทธเจ้า

เหล่านี้พูดมันเป็นเงานะ หาว่าพูดป่า ๆ รก ๆ ไปนะ ทั้ง ๆ ที่ผู้ค้านมันเป็นป่า ๆ รก ๆ ร้อยทั้งร้อย ล้านเปอร์เซ็นต์ ท่านที่เป็นนั้นเปอร์เซ็นต์เดียวท่านก็ไม่มี มีความบริสุทธิ์ล้วน ๆ ด้วยความรู้ความเห็นที่ประจักษ์หาความสงสัยไม่ได้เลย นั่นละท่านผู้รู้ท่านรู้อย่างงั้น แต่ท่านไม่ได้หิวได้โหยเหมือนกิเลส ไม่ได้ยกตนยกตัวยอตัว รู้เหมือนไม่รู้ เพราะท่านพอหมดในหัวใจของท่านที่เป็นธรรม ธรรมเต็มหัวใจพอเต็มที่เลยตลอดไป ไม่มีคำว่าบกพร่องหิวโหย อยากยกยอตัวอย่างงั้นอย่างงี้ไม่มี สำหรับผู้มีธรรมเต็มหัวใจแล้ว รู้เหมือนไม่รู้ เห็นเหมือนไม่เห็น ประสบสิ่งใดเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงไร ท่านก็รู้ก็เห็น เพราะท่านไม่ได้กระเทือน ท่านเป็นแต่เพียงว่ารู้ว่าดู เหมือนไฟไหม้เขา ท่านไม่ได้ไหม้แต่ท่านเห็นผู้ที่ถูกไฟไหม้อยู่นั้นประจักษ์ตา ท่านไม่ได้ถูกไฟไหม้ แต่ถ้าเป็นคนสามัญเรา แม้ตัวไม่ถูกก็ตามก็ร้อนแทนเขาไปอีก แต่ท่านไม่ร้อนแทน มีแต่ความเมตตาสงสารเท่านั้น ต่างกันอย่างงั้น

ถึงว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมามากขนาดไหน โหย อย่ามาพูดเลย ว่าอย่างนั้นเลย ก็ตรัสรู้มากี่กัปกี่กัลป์ มันนานสักเท่าไรจนกระทั่งถึงบัดนี้ ตรัสรู้มาตลอด ถึงจะห่างกันก็มาตลอด ตั้งแต่หนึ่งแต่สอง วันนี้นับหนึ่ง วันสองนับสอง สามวัน สี่วัน มันก็เป็นสี่องค์ ห้าพระองค์ สามปี สี่ปี ปีหนึ่งมีกี่วัน แล้วก็มากเข้าอย่างงั้น แล้วมากเข้าไม่หยุดไม่ถอยตลอดเวลามานี้ แล้วยังจะมีต่อไปอีก จะไม่ให้ท่านเชื่อยังไง อย่างแม่น้ำมหาสมุทรมาก ๆ มาจากไหนใครได้คิดไหม ไม่เชื่อว่าน้ำมหาสมุทรว่ามากขนาดนี้ เพราะไม่มีที่ไหลมา พิจารณากันตรงนี้ซิ แม่น้ำมหาสมุทรที่ไปเห็นประจักษ์ตาของเรานี่มากขนาดนี้ มันมาจากที่ไหนบ้าง ใครก็ไม่เห็นทางมาของน้ำ แต่ก็เชื่อว่าน้ำมหาสมุทรมากยิ่งกว่าน้ำทั้งหลายในโลกอันนี้ แน่ะ มันก็เชื่อลงไปจุดนั้น

อันนี้จิตของท่านผู้บริสุทธิ์พุทโธ ไหลเข้ามาๆ  เป็นมหาวิมุตติ มหานิพพาน มาตั้งแต่เมื่อไรๆ มันก็เหมือนกันกับน้ำมหาสมุทรที่ไหลเข้ามา จนกลายเป็นมหาสมุทรได้นั่นแหละ ไหลมาจากคลองไหน ๆ ไม่หยุดไม่ถอย มันก็เป็นน้ำมหาสมุทรได้ อันนี้ตรัสรู้บรรลุธรรมมาเรื่อย ๆ จากผู้บำเพ็ญทั้งหลาย เหมือนกับน้ำไหลลงสู่มหาสมุทร ไหลเข้ามาเรื่อย ทีนี้ผู้บรรลุธรรม รู้ธรรม เห็นธรรมจากบารมีของตนมันก็มีมาเรื่อย ๆ มันก็เป็นมหาวิมุตติ มหานิพพาน เราจะไม่เชื่อได้ยังไง ไปดูซีน้ำมหาสมุทร เชื่อหรือไม่เชื่อมันมีมากน้อยเพียงไร แต่เราจะไปถามว่าน้ำนี่ไหลมาจากไหนบ้างไม่ได้ จะปฏิเสธน้ำมหาสมุทรนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเท่าที่เห็นอยู่นี่ มากน้อยเพียงไรปฏิเสธไม่ได้ ประจักษ์ตา นี่ความรู้ของท่านผู้ที่รู้กระจายถึงธรรมทั้งหลายเหล่านี้ก็แบบเดียวกัน ท่านจะถามหาอะไร ท่านรู้อยู่ ไอ้ผู้ที่ด้นเดาเกาหมัดมันก็ว่ามากเกินไป ๆ

ดังที่เราเห็นใน สมฺพุทฺเธ อฏฺฐวีสญฺจ ทฺวาทสญฺจ สหสฺสเก มาเขียนเราสลดสังเวชนะ อ่านไป ถึงขั้นขอนมัสการพระพุทธเจ้าทั้งหลายจำนวนเท่านั้นล้าน เท่านี้ล้าน คือตั้งแต่ สมฺพุทฺเธ อฏฺฐวีสญฺจ ทฺวาทสญฺจ สหสฺสเก ปญฺจสตสหสฺสานิ นมามิ สิรสา อหํ นมัสการพระพุทธเจ้าเท่านั้นร้อย เท่านี้พัน ไปเรื่อย ๆ เท่านี้หมื่น เท่านั้นแสน จากนั้นก็เท่านั้นล้าน พอไปถึงขั้นล้านนี้มันไปเขียนออกมาเป็นฟุตโน๊ทออกมาไว้ข้างล่างล่ะซี ผู้แต่งผู้เขียนมานั่นแหละ พอถึงขั้นที่ว่า  ปญฺจสตสหสฺสานิ นมามิ สิรสา อหํ สองล้านสามล้านพระพุทธเจ้า คือนมัสการพระพุทธเจ้าสองล้านสามล้าน แล้วก็มาเขียนฟุตโน๊ทไว้ เรียกว่าเหลือเชื่อ นั่นเห็นไหม ความเหลือเชื่อของตัวเองเอามาเป็นบทเป็นบาท เอาเป็นคติตัวอย่างได้ยังไง

ความเป็นของพระพุทธเจ้าทั้งหลายท่านเป็นมาอย่างนั้น นั่นใหญ่โต อันนี้เพียงความด้นความเดาว่าเหลือเชื่อนี้มีความหมายอะไร นี้เราไปอ่านเราสลดสังเวชเหมือนกัน เราก็ตัวเท่าหนูแต่มันสลดสังเวช โอ๋ย ถ้าไม่รู้ก็ไม่ควรจะมาขายโง่ของตัวเอง เขียนฟุตโน๊ทไว้อย่างนี้ ก็ให้เป็นไปตามความจริงนั้นเสียว่าพระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์ ๆ ถ้ากราบก็กราบ ถ้าไม่อยากกราบนอนตายอยู่ก็ให้นอนตายอยู่คนเดียวเสีย อย่าให้นิมนต์พระไปกุสลาเข้าใจไหม แต่เรื่องหลวงตาบัวอย่ามานิมนต์ไปกุสลานะตีหน้าผากทันทีเลย โคตรพ่อโคตรแม่มึงเคยได้เป็นพระพุทธเจ้าหรือจึงมาอวดนักว่างั้นเลย นี่บทหนัก

คำนี้เป็นคำหยาบเหรอ ธรรมะท่านไม่ถือเป็นความหยาบ ท่านเอาน้ำหนักมา คนเรามีความรักสงวนในโคตรในแซ่ อะไรไม่หนักยิ่งกว่าโคตรกว่าแซ่ อันนี้ตรัสรู้ธรรมมันไม่รู้ มันก็ยกเอาโคตรพ่อโคตรแม่หลาย ๆ คนมาเหล่านี้มันได้เคยตรัสรู้เหรอ หมดทั้งโคตรมันก็ไม่เคยตรัสรู้ แล้วมันมาอวดหาอะไร ความหมายว่างั้นเข้าใจไหม นี่เขาเรียกน้ำหนัก เราจึงไม่เคยสนใจ เพราะฉะนั้นจึงเทศน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่สนใจกับถังขยะ ถ้าเราจะเอาถังขยะมานี้ธรรมก้าวไม่ออก ต้องด้นต้องเดา ต้องมุดไปตามถังขยะ ถ้าเป็นธรรมแท้แล้วไม่มุด ความจริงมียังไงว่าไปตามหลักความจริง เป็นแบบเป็นฉบับ ผู้ที่จะรู้จะเห็น หรือผู้รู้ผู้เห็นอย่างนี้มีอยู่ ไม่ใช่พวกตาบอดไปรู้ไปเห็นเอามาสอนโลกนะ ผู้เป็นจอมปราชญ์ฉลาดแหลมคมรู้เห็นต่างหากเอาธรรมมาสอนโลก เอาอันนั้นเป็นประมาณ

พระพุทธเจ้าถ้าเป็นอย่างเรานี้เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ ความรู้อย่างเรา ความเฉลียวฉลาดอย่างเราเป็นพระพุทธเจ้าสอนโลกไม่ได้ โลกไม่ยอมเชื่อ เพราะนี้ก็คือเหนือโลกนั่นเอง ผู้มีอุปนิสัยปัจจัยที่จะรับธรรมพระพุทธเจ้ามีอยู่ เมื่อมีอยู่ก็สอนลงไปตามนั้นก็รับปึ๋ง ๆ เลย นี่เป็นอย่างงั้น เราพูดถึงเรื่องภูมิของศาสดาแต่ละพระองค์ ๆ ผิดกันขนาดไหน อย่างสาวกก็รู้มาด้วยกันอย่างนี้ อย่างว่าสัตว์นรก สาวกผู้มีความเชี่ยวชาญท่านรู้ ปิดท่านได้เหรอ แต่ท่านรู้แบบนักปราชญ์ ท่านไม่รู้แบบอันธพาลเหมือนเรา แล้วเที่ยวโอ้เที่ยวอวด ท่านไม่อวด อวดหาอะไร

อย่างเทวบุตรเทวดาไม่มาเกี่ยวกันท่านก็ไม่นำมาสอน ถ้าเป็นเรื่องเทวดาท่านก็ไม่เอาเรื่องของมนุษย์มาสอน จะสอนแต่เรื่องเทวดาล้วน ๆ มันคนละขั้นละตอนใช่ไหม สอนเปรต สอนผี สัตว์นรกเป็นอย่างหนึ่ง สอนคนนี้เป็นอย่างหนึ่ง แล้วคนนี้มีทั่วไปอีก แล้วผู้มีธรรมะขั้นสูงกว่านี้จะสอนแบบนี้อีกก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงมีธรรมะขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง ขั้นสูงสุดตามขั้นภูมิของจิตที่จะสามารถรับได้ขนาดไหน ท่านสอนตามขั้นตามภูมิ ประถมหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ดไป ฟาดจนกระทั่งถึงปริญญาเอก เป็นดอกเตอร์ดอกแต้ ความรู้นี้มันก็ยังต่างกัน มันไม่ได้เหมือนกันนี่ สอนตามขั้นตามภูมิไป

พระพุทธเจ้าท่านเป็นอย่างงั้น แล้วศาสนาจะหมด คือไม่มีใครได้ปฏิบัติ ไม่มีใครทรงไว้ซึ่งความรู้ความสามารถ ตามหลักธรรมชาติที่ปฏิบัติมาได้ประจักษ์ในใจของตัวเอง มีแต่ความจดความจำ เรียนไป ๆ มันลอย ๆ นะการเรียน เราก็เรียนมาแล้วนี่ปริยัติ เรียนมาทั้งนั้น ท่านว่าบาปอย่างงั้นบุญอย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายไปเกิดในภพนั้นภพนี้ ไปลงนรกอเวจี ไปสวรรค์ชั้นพรหม จนกระทั่งถึงนิพพาน อ่านไปเพราะท่านเขียนไว้หมด แต่ใจของกิเลสมันไม่ได้ถึงใจ ไม่ได้ถึงกิเลสแหละ กิเลสมันปัดตลอด แต่ที่เราเรียนจะปฏิเสธก็ไม่ใช่นะ จะเชื่อจริง ๆ ก็ไม่ใช่ จะไม่เชื่อก็ไม่ได้ มันมีด้วยกันทั้งสองอยู่ในนั้น แต่เวลาเรียนอยู่มันหากไม่ถือเป็นอารมณ์ ส่วนที่ระลึกได้คือท่านพูดอะไรมันสะกิดใจ ๆ ตลอดไป

นี่ละที่นำเข้ามาพิจารณาเพื่อจะตัดรากตัดโคนของความสงสัยมรรค ผล นิพพาน บาป บุญทั้งหลายนี้ จึงเข้าหาหลวงปู่มั่นล่ะซิ พอเข้าถึงท่าน เราไม่อยากพูดอย่างอื่นให้เต็มยศเสียว่า ท่านเอาเรดาร์จับไว้เลย ไปก็เปรี้ยงเลยพอไป นั่นเห็นไหม เปรี้ยง ๆ ๆ เลย ฟาดลงตรงไหนถึงใจทั้งนั้น เพราะท่านรู้ว่าเรามีความตั้งอกตั้งใจขนาดไหนไปถึงท่าน จึงลงเปรี้ยง ๆ เลยรับกันทันที พอเชื่ออย่างถึงใจทีนี้บาป บุญ นรก สวรรค์ หายสงสัยนะ ทั้ง ๆ ที่กิเลสมีอยู่ ตัวสงสัย ตัวปิดบังมรรค ผล นิพพาน มันก็เปิดขึ้นมาในความรู้สึกที่ได้รับฟังธรรมจากท่านมาแล้ว มันเปิด เอ้อ ทีนี้หายสงสัยแล้วเรื่อง บาป บุญ นรก สวรรค์ นิพพานมีอยู่โดยสมบูรณ์

จากนั้นมันก็พุ่งเลย อย่างเคยมาเล่าให้ฟัง นี่ละกำลังใจ ถ้าลงได้เชื่อมั่นในสิ่งใดแล้วมันไม่ถอยนะ จะเอามรรค ผล นิพพานให้ได้ ทีนี้หายสงสัยที่ว่ามรรค ผล นิพพานมีหรือไม่มีดังที่เราเรียนมานี้ มันหมดไปเลย เรียนมาก็เรียนมาอย่างงั้น ก็ไม่เห็นแก้กิเลสได้สักตัวเดียว บทเวลาฟังภาคปฏิบัติจากหลวงปู่มั่นมาแล้วมันเปิดโล่งไปหมดเลย เหมือนหนึ่งว่านิพพานอยู่ชั่วเอื้อม ๆ ไม่เช่นนั้นมันจะตะเกียกตะกายได้ยังไงคนเรา ลงความเชื่อมั่นได้ถึงใจแล้วไม่มีอ่อนนะใจ ร่างกายจะทุพพลภาพมันจะไปไม่ได้ เอาไปไม่ได้ก็ไม่ไป เดินจงกรมสองสามตลบหมดกำลัง คืออดข้าวไม่ทราบว่ากี่วัน ถึงจะมาฉันจังหันหนหนึ่ง แล้วเดินจงกรมมันเพลียนะ

เราอดข้าวมาก ๆ นี่เดินจงกรมไม่ค่อยได้ แต่อยู่ที่ไหนสติปัญญามันหากหมุนของมันอยู่อย่างงี้นะ มันเป็นความเพียรอยู่ในตัวเอง ไม่ได้ไปเกี่ยวกับอิริยาบถนั้นอิริยาบถนี้นะ เดินจงกรมจึงเป็นความเพียร นั่งสมาธิจึงเป็นความเพียร ไม่นะ สติปัญญาหมุนอยู่กับตัว รักษาตัวตลอดเวลาเป็นความเพียรทุกอิริยาบถ เว้นแต่หลับเท่านั้น นั่นมันเห็นประจักษ์อยู่งั้นในการปฏิบัติ ด้วยกำลังแห่งความเชื่อมั่นต่อมรรค ผล นิพพานในใจแล้ว เต็มที่แล้ว มันไม่ได้อ่อนนะ

ก็เคยพูดให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาฟังแล้วเพื่อเป็นคติเครื่องเตือนใจ อดอาหารต้องคำนวณ ถ้าเราไปวันนั้น นี่จะไปถึงบ้านเขาไหม คำนวณดูกำลังของเจ้าของ เดินบิณฑบาตจะถึงบ้านเขาไหม ถ้าระยะนั้นจะไม่ถึง เอ้าไปเสียระยะนี้ ไปก่อนนั้น ถึงอย่างนั้นมันยังไปไม่ถึง ไปถึงกลางทางหมดกำลัง พักนั่งอยู่กลางทางเสียก่อน แต่จิตมันไม่ได้เป็น จิตมันหมุนของมัน สติสตังสว่างไสวอยู่ภายในใจ ร่างกายมันอ่อนก็รู้ พอไปถึงกลางทางแล้วหมดกำลัง ไปไม่รอด นั่งเสียก่อนนั่งรำพึงดูจิต ดูด้วยสติสตัง จึงมีกิเลสมันโผล่ขึ้นมา นี่ไม่เรียกว่าธรรมเกิดนะ เรียกว่ากิเลสเกิด ขึ้นมาเป็นคำ ๆ นะ เพราะเกิดขึ้นอย่างนี้นะ ที่ว่าธรรมเกิดก็ตาม กิเลสเกิดก็ตาม ของนักปฏิบัติจะเกิดขึ้นที่ใจเป็นคำ ๆ ขึ้นมา บางทีก็หยั่งทราบไปเลย บางอย่างหยั่งทราบไปเลย บางอย่างบอกมาเป็นคำ ๆ

กำลังนั่งรำพึงอยู่ คือพักเสียก่อนแล้วจะก้าวเดินไปทีหลัง จะถึงบ้าน ตอนนั้นไปไม่ถึง พักเสียก่อน สักเดี๋ยวก็ขึ้นมาแล้ว นี่กิเลสเกิด ขึ้นมาเป็นคำ ๆ ในหัวใจเรานี้แหละขึ้นมา พูดเป็นคำ ๆ นะ แต่มันพูดอยู่ในหัวใจเป็นคำ ๆ ขึ้นมา เหมือนเราพูดแต่ไม่ได้ยินเสียง หากเป็นคำ ๆ ในหัวใจเรา นี่เห็นไหม ว่างั้นนะ “ท่านอดอาหารเพื่อจะฆ่ากิเลสให้ตาย แต่เวลานี้กิเลสยังไม่ตาย ท่านกำลังจะตายรู้ไหม” นี่แหละกิเลสเกิดเพื่อจะขวางทางเราไม่ให้เราก้าวเดิน ถ้าเราเชื่อกิเลสนี้ โอ๊ยตายจริง ๆ แล้ว ไม่เอาแล้วหยุดเสีย ฉันอิ่มหมีพีหมาไปเสีย มันก็เลยเป็นหมาทั้งตัวล่ะซี

พอทางนี้ขึ้นปั๊บออกมา ทางนี้ขึ้นรับกันเลย ทีนี้ธรรมเกิดคราวนี้ เรียกว่ากิเลสเกิด สร้างอุปสรรคให้เราดังที่ว่ามานี้ “นี่เห็นไหมท่านอดอาหารเพื่อจะฆ่ากิเลสให้ตายแต่เวลานี้กิเลสยังไม่ตายท่านกำลังจะตายรู้ไหม” นี่กิเลสมันตัดเอาอย่างขนาดหนักเหมือนกันนะ ทางนี้ก็ขึ้นทันทีเลย ทีนี้ธรรมเกิด ขึ้นเป็นคำเหมือนกัน ผึง ๆ ขึ้นมาเลย “การกินนี้ก็กินมาตั้งแต่วันเกิด ก็ไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร อดเพียงเท่านี้จะตายเหรอ เอาตายก็ตาย” นั่นเห็นไหม ทางนี้มันก็พุ่งเลย ไม่เห็นตาย ถ้าตายจะได้มาดุคนพวกบ้านี่ได้ยังไง ก็ดุพวกบ้าสด ๆ ร้อน ๆ พึ่งหยุดมานี่ เข้าใจไหมล่ะ นี่มันไม่ตาย

จิตมันก็มีกำลังของมัน มันแก้ตก นี่เรียกว่าปัญหาแก้กิเลสตก ผางออกเลย เป็นคำ ๆ ขึ้นมา เรียกว่าธรรมเกิด เป็นคำ ๆ ก็มี เป็นความซาบซึ้ง เป็นความรู้ขึ้นภายในใจก็มี หลายประเภทเรื่องธรรมเกิดจากผู้ปฏิบัติ ผู้ไม่ปฏิบัติไม่มีทางรู้ แต่ผู้ปฏิบัตินั้นท่านไม่สงสัย รู้ขึ้นเป็นระยะ ๆ วรรคใดตอนใด บางทีมีธรรมเตือน แล้วบางทีมีธรรมเสริม อะไรถูกต้องแล้วก็เสริมขึ้นมาว่าถูกต้องแล้ว อย่างนี้ก็มี เอา ๆ ก้าวไปถูกต้องแล้ว อย่างหนึ่งก็ซาบซึ้งไปเลยว่าถูกต้องแล้ว เป็นอย่างนั้นนะ คือซาบซึ้งไปเลยด้วยความถูกต้องไม่สงสัย นี่เป็นอย่างหนึ่งความรู้ มันหลายอย่างนะจากภาคปฏิบัติภายในจิตใจของผู้ภาวนา

ไอ้ผู้ไม่ภาวนานี้พูดว่าธรรมเกิดเขาไม่เชื่อนะ เขาจะเชื่อยังไงเขาไม่เคยทำ นอกจากมาดูถูกเหยียดหยามเหยียบย่ำทำลายมรรคผลของผู้ปฏิบัติธรรม ให้ฉิบหายวายปวงไปด้วยอำนาจแห่งฝ่าเท้าของกิเลสที่หยาบโลนสุดยอดนี้เท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น การปฏิบัตินี้ โถ เรื่องจิตใจเวลาได้รู้ของเล่นเมื่อไรวะ ไม่มีขอบมีเขต ไม่ว่าสูงว่าต่ำ มันรู้ไปได้หมดนี่ว่าไง นี่ละถึงยอมรับพระพุทธเจ้าและเป็นภูมิของศาสดาด้วย ท่านจะไม่ได้รู้กว้างขวางลึกซึ้งได้ไง หมอบเลย ตั้งแต่เพียงตัวเท่าหนูมันก็เป็นของมัน รู้ของมัน แต่ก่อนเกิดมามันเคยรู้เมื่อไร

เกิดมาอายุนี่ก็เคยพูดให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังแล้ว ได้ ๒๐ ปีกับ ๙ เดือนเป็นวันบวช เพราะเราเกิดวันที่ ๑๒ สิงหาคม เวลาเราบวชก็บวชวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๗๗ เราเกิดนั้นวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๕๖ นับแล้วอายุของเรานั้นได้ ๒๐ ปีกับ ๙ เดือน คือพฤษภา มิถุนา กรกฎา สิงหา มันก็ครบ ๒๑ ปีใช่ไหม ยังขาดอยู่อีก ๓ เดือนเราก็บวช บวชมาปฏิบัติมามันก็ไม่เห็นรู้ เรียนหนังสือฟาดจนเป็นมหาเปรียญ นักธรรมตรี โท เอก ก็เรียนมาหมด มันก็ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ปรากฏและไม่คาดไม่ฝันว่ามันจะรู้อย่างนั้นนะ นี่การเรียนเฉย ๆ เรียนพอจำได้ ๆ ไปเท่านั้น มันไม่ซึ้งถึงใจ ประจักษ์ใจเหมือนภาคปฏิบัติ เพราะฉะนั้นจึงพูดได้ว่าความจริงกับความจำนั้นต่างกันมาก

ความจำเรียนเท่าไร ๆ ก็จำได้ เด็ก ผู้ใหญ่เรียนจำได้ ผู้หญิง ผู้ชาย นักบวช หรือฆราวาสเรียนจำได้ด้วยกันเพราะมันเพียงความจำ มันไม่ใช่ภาคถอนกิเลส ภาคถอนกิเลสเป็นภาคปฏิบัติ เอาผู้หญิงผู้ชายปฏิบัติ ใครปฏิบัติมันก็มีทางที่จะรู้ตามกำลังของตนเหมือนกัน นี่ภาคปฏิบัติ ทีนี้เวลาปฏิบัติไปมันค่อยรู้ค่อยเห็น ทีแรกก็เป็นจิตสงบเสียก่อน จิตเราไม่เคยสงบ ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยเห็นแปลกประหลาดอัศจรรย์ เพราะความสงบของจิตอย่างนั้นเลย เห็นแต่ร่องความทุกข์เจือปนกันไปทั้งวันทั้งคืน สนุกสนานชั่วครู่เดียว แล้วความทุกข์แทรกเข้ามาแล้ว เป็นแหลมเป็นหลาวทิ่มแทงข้างหลัง ๆ ฟาดมาจนอกจะแตกก็มี เพราะความทุกข์มาก มันมีแต่อย่างงั้น

อารมณ์ของโลกคืออารมณ์ของกิเลส หลอกลวงไว้นิดหน่อย ๆ พอให้เราดีดเราดิ้นไปตาม แล้วสร้างความผิดหวังไว้ข้างหลัง และเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้มาตลอดทั้งเขาทั้งเราทั่วโลกดินแดน เรื่องของกิเลสร้อยสันพันคม ทั้งหลอก หลอกแล้วก็เอาหอกเอาหลาวทิ่มไปตามหลัง ๆ ไปเรื่อย หลอกเสียก่อนไม่งั้นมันไม่ติด เช่นเขาตกเบ็ดเขาเอาเหยื่อล่อให้ปลาติด ปลาตัวโง่คาบปั๊บเข้าไป เขาตวัดทีเดียวเลือดสาด ลากขึ้นมาหัวเรือทุบตายเป็นอาหารเขาเงียบไป ถ้าไม่มีเหยื่อล่อมีแต่เบ็ดมันไม่กิน ปลา มันต้องมีเหยื่อล่อ กิเลสต้องเป็นเหยื่อล่อสำคัญสำหรับสัตว์ ให้สัตว์หลงงมงายอยู่ตลอดเวลา ไม่มีวันจืดจางหรือเข็ดหลาบอิ่มพอนี้เพราะมันมีเหยื่อล่อนั่นเอง

เวลาเรียนไป ปฏิบัติไปมันรู้ไป นี่ละเรื่องธรรมเป็นอย่างงั้น พอปฏิบัติมานี้ไม่เคยรู้สิ่งใด รู้มันแปลกประหลาดทุกอย่างประจักษ์ขึ้นในใจ รู้ขึ้นในใจ รู้ปริยัติรู้เป็นภาพเป็นทางแถวแนว คาดไปตามที่ท่านว่าอย่างงั้น ๆ คาดไปตาม แต่รู้ภายในจิตใจมันรู้จริง ๆ ประจักษ์ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งกิเลสตัวใดมันผาดโผนโจนทะยาน มันก็รู้ชัด เอาซัดกัน มันลดราวาศอกลงเท่าไรมันก็รู้ประจักษ์ ๆ นั่นมันเห็นอยู่อย่างงั้นนะภาคปฏิบัติ กิเลสลดลงมากน้อยรู้ อะไรมาผิดปกติ แม้แต่การขบการฉันมันยังอดรู้ไม่ได้นะ การขบการฉัน วันนี้ฉันอาหารอะไร ภาวนาทำไมเป็นอย่างนี้ แน่ะ รู้สึกว่าร่างกายก็เป็นอย่างหนึ่ง แล้วจิตใจดีดดิ้น อาหารวันนี้เป็นยังไง ระวังทีนี้ อาหารชนิดนี้ งด แน่ะ ต้องระวังถึงขนาดอาหาร ท่านถึงเรียก อาหารสัปปายะ คืออาหารเป็นที่สบายหรือเป็นข้าศึกมีสองอย่าง

นี่เรายกเรื่องอาหาร ต้องได้ระวังเรื่องอาหาร ฉันลงไปมากน้อย เพราะจิตมันดูตัวเองตลอดเวลา เคลื่อนอะไรนี้มันจะไปจากจิต ฉันอาหารลงไปนี้ไปเสริมร่างกายให้ร่างกายมีกำลัง มันก็เข้าไปกวนจิต ถ้ามันมีกำลังกวนจิต พูดให้เต็มยศเลยว่า เฉพาะเรื่องจิตที่เป็นกิเลสมันแสดงได้ง่าย ไม่มีอะไรเกินราคะว่างี้เลย มันเสริมให้มีกำลังแล้วมันก็ไปปลุกราคะให้แสดง มันไม่ได้แสดงมาภายนอกนะ มันเป็นอยู่ในจิตยิบ ๆ แย็บ ๆ อ๋อวันนี้เป็นอย่างงี้ นั่นจับได้แล้ว ถือเป็นข้าศึกแล้วฟัดกัน ทีนี้แก้ไข อันใดที่มันจะทำอันนั้นให้กำเริบขึ้นไปก็ตัดออก ๆ นี้จึงเรียกว่าการรักษาตัว นี่ภาคปฏิบัติ ท่านทั้งหลายฟังเอานะ ปฏิบัติตัวมาอย่างนี้

ท่านถึงเรียกว่าอาหารสัปปายะ คืออาหารเป็นที่สบาย เวลาฉันลงไปแล้วธาตุขันธ์ก็ไม่ลำพอง ถึงกับส่งเสริมให้กิเลสพองตัว ธาตุขันธ์ก็สบาย การภาวนาก็สงบร่มเย็นธรรมดา นี่เรียกว่าอาหารสัปปายะ ถ้าพลิกจากนี้แล้วอาหารเป็นภัย ไม่เรียกอาหารเป็นที่สบาย อุตุสัปปายะ ดินฟ้าอากาศเป็นที่สบาย เสนาสนะ หรืออาวาสสัปปายะ ที่อยู่ที่พักเป็นที่สบาย ท่านบอกไว้เป็นลำดับลำดา นี่การปฏิบัติตัวเอง สังเกตตลอดเวลาจึงเรียกว่านักปฏิบัติ นี่หมายถึงท่านผู้เป็นนักบวช ไม่มีหน้าที่การงานอะไร มีแต่หน้าที่ถอดถอนกิเลสอย่างเดียว จึงได้ทำเต็มเม็ดเต็มหน่วยตลอด ตั้งแต่ตื่นนอนฟัดกันอยู่ตลอด

งานของพระ การรักษาใจเป็นงานหนักมากนะ ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ งานเขาแบกไม้หามเสาอะไรนี้ก็ว่าหนัก ๆ แต่จิตใจของเขาเพลินได้สบายใช่ไหม เพราะไม่ได้รักษาใจ ใจอยากคิดอยากคะนองไปไหนก็ได้ ร้องเพลงไปในเวลาแบกหามเสาหนัก ๆ ก็ได้นี่นะ พระนี่ไปร้องเพลงมันตายเลย คือบังคับอยู่ตลอดเวลา งานอะไรที่จะหนักยิ่งกว่างานรักษาจิตใจ บังคับจิตใจ งานนี้หนักมากนะ เช่น อย่างที่ว่านั่งตลอดรุ่ง นี้งานหนักมาก เราจึงได้พูดแล้วว่าในพรรษาที่ ๑๐ บอกตรง ๆ เลยนะ ตั้งแต่เราเป็นนักบวชมา พรรษาที่ ๑๐ นี้หนักมากที่สุดจนกระทั่งลืมไม่ได้เลย เพราะพรรษานี้เป็นพรรษาที่หนักทั้งร่างกายและจิตใจ

ร่างกายในพรรษานั้นนั่งตลอดรุ่ง ๆ เป็นยังไง ร่างกายของเรานี้เป็นเหมือนทุกขเวทนามันเผาร่างกายนี้ มันเหมือนร่างกายนี้เป็นซุงทั้งท่อน ทุกขเวทนาเป็นไฟเผาร่างกายของเราสด ๆ ร้อน ๆ ที่ยังไม่ตาย แหม มันฟาดจนตัวสั่นเลยนะ โห หนักมากจริง ๆ ตัวสั่น สั่นก็ไม่ถอย จิตไม่มีถอย ถ้าลงได้ปักลงไปแล้วเป็นถอยไม่ได้ นิสัยเรามันเป็นอย่างงั้น ขาด ๆ ไปเลย ตายไม่เสียดาย เสียดายที่ความสัตย์ความจริงจะเคลื่อนไปไม่ได้ มันก็ซัดกันลง เวลามันทุกข์มาก ๆ นี้ โถ เหมือนกับไฟเผาร่างกายนี้เหมือนกันกับไฟเผาซุงน่ะแหละ แต่ซุงมันไม่มีจิตล่ะซิ อันนี้ทุกขเวทนาเผาร่างกาย ร่างกายมันมีจิต มันเผาเข้าไป ทีนี้ก็ฟัดกันเลย นี่จึงทุกข์มากที่สุด

วันไหนที่จิตฝึกทรมาน จิตไม่รอบง่าย ไม่ลงได้ง่าย วันนั้นทุกข์มากที่สุด ถึงเวลาเท่ากันก็ตาม นั่งแต่ยังไม่มืดก็มีบางที จนกระทั่งสว่างเป็นวันใหม่ขึ้นมาแล้วค่อยลุก ๑๒ ชั่วโมง ๑๓ ชั่วโมง ไม่ให้พลิกให้เปลี่ยนไปทางไหนเลย ท่าสมาธิต้องเป็นสมาธิ อย่างอื่นอย่างใดไม่เอา ไม่เปลี่ยน ข้อยกเว้นไม่มี มีเฉพาะข้อยกเว้นที่ว่า เว้นแต่ครูบาอาจารย์เจ็บไข้ได้ป่วย หรือเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นภายในวัด จะเป็นพระเป็นเณรเป็นองค์ใดก็ตาม เราจะลุกขึ้นไปช่วยเหตุการณ์นั้น ยกเว้นข้อเดียว นอกจากนั้นมาหาตัวของเราแล้วไม่มียกเว้น เอาปวดหนักออกเลย ปวดเบาออกเลย ตั้งแต่เป็นเด็กมันขี้ใส่ตักแม่มันมาเท่าไรแล้ว นี้เป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้ ขี้ใส่สบงจีวรเอาไปซักไม่ได้ เอาไปฆ่าเสีย มันหนักศาสนา

นั่นน่ะดัดเจ้าของ ดัดอย่างงั้น นี่เด็ดอย่างนี้ ดัดอย่างนี้มันไม่ใช่ความเสียหาย นี้เป็นความเป็นธรรม เด็ดขนาดไหนก็เด็ดเถอะน่ะ เด็ดเพื่ออรรถเพื่อธรรมเป็นธรรมขึ้นมาเรื่อย ๆ ถ้าวันไหนจิตมันลงได้ง่ายนี้ วันนั้นไม่บอบช้ำมากนะ ถึงจะนั่งเวลาเท่ากันก็ตาม มันขึ้นอยู่กับจิต ถ้าจิตพิจารณาเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่รอบตัวมันก็ไม่ลง ไม่ลงวันนั้นบอบช้ำมากทีเดียว ลุกขึ้นนี่ล้มทั้งหงายเลย ขาเรานี้ตายหมด ถ้าวันไหนมันลงได้ง่าย วันนั้นถึงเวลาลุกแล้วไปเลย ไม่ได้ระวัง ถ้าวันไหนมันเอาเสียจนกระทั่งถึงสลบไป แต่มันไม่สลบนะ ความทุกข์มันถึงขนาดจะเทียบกันได้กับสลบไป อย่างนั้นเวลาจิตลงมันก็ไม่มีอะไร

พอจิตถอนขึ้นมาแล้วพิจารณาอีกมันก็ลง แต่ร่างกายนี้มันตายหมดแล้วนะ ก่อนที่จิตจะลงสู่ความแปลกประหลาดอัศจรรย์นี้ ร่างกายนี้บอบช้ำเต็มที่ พอถึงเวลาแล้วจะลุกนี้ มันตายหมดแล้ว นั่นแหละที่นี่ต้องได้จับขาเจ้าของ นั่งขัดสมาธิจับขาดึงออกทางนี้ ๆ คือมันตายหมดแล้ว เราจะลุกไม่ได้ล้มเลย ต้องจับขา ทีแรกเราไม่รู้เราล้มตูมเลย เราลุก นี่เป็นคืนแรกนะ มันตายหมดแล้ว ฟัดกันจนเต็มเหนี่ยว ทีนี้เวลาจะลุกมันไม่เจ็บไม่ปวด ก็มันจะเจ็บอะไรมันตายหมดแล้วนี่ พอลุกนี่ล้มทั้งหงาย หงายลุกไม่ขึ้น อ้าวทำไมเป็นอย่างงี้ ไม่รู้เรื่องนะ ที่ไหนได้แข้งขานี่มันเป็นท่อนไม้ท่อนฟืน ตั้งแต่ส่วนนี้ลงไป จากนี้ขึ้นมาดี ทางนี้ลงไปมันเป็นท่อนไม้ท่อนฟืน ทำยังไงมันก็ลุกไม่ได้ที่นี่ มีแต่แขน ขาตายหมด

ทีนี้ก็ทิ้งไว้นั้นก่อน คอยดู คราวนี้เลือดลม เวลาจับขาเราเหยียดออกไป เอามือนะจับ ขามันทำงานไม่เป็นแล้วแหละ มันเป็นท่อนไม้ท่อนฟืน เอาขานี้เหยียดออกไปวางไว้ เราก็เอามือเท้าไว้ยันไว้ ดูคอยสังเกต แล้วเลือดลมค่อยเดินไปๆ ต่อไปแข้งขาค่อยรู้เรื่องรู้ราว แล้วกำหนดกระดิกดู ถ้ามันกระดิกไม่ได้เฉยนี่อย่าลุกนะ ลุกล้มเลย ถ้ามัน กระดิกได้ๆ กำหนดดูกระดิกดูกระดิกได้ คู้มาลองทดลองดู คู้ได้เหยียดออกได้ นี่เป็นการทดลองนะ เอาลุกได้ ถ้ามันเฉย ๆ อยู่ กำหนดคู้เข้ามาก็ไม่ได้  กำหนดเหยียดออกไปก็เฉย กำหนดกระดิกนิ้วเท้าก็เฉย อย่าลุก ลุกล้มทันที มันเคยแล้วมันก็สอนตัวเอง

พอวันไหนเอากันถึงพริกถึงขิงอย่างนั้น จิตกว่าจะได้ลงมันบอบช้ำมาก พอถึงเวลาลุกขึ้นมาจากที่ต้องจับขาดึงออก จนกระทั่งเลือดลมเดินสะดวก กำหนดว่าคู้ได้เหยียดได้ ลุกได้แล้วถึงลุก ทุกข์มากไหม แล้วในขณะที่นั่งภาวนาอยู่ ที่ว่ามันทุกข์จนกระทั่งถึงว่าลืมไม่ลงเลย ในชีวิตของพระเรามีพรรษา ๑๐ เป็นพรรษาที่ ๑๐ นั่งตลอดรุ่ง ๆ แล้วเวลาได้กำหนดตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะนั่งตลอดรุ่งนี้ การบังคับจิตใจนี้จิตจะคิดออกไปไหนไม่ได้ นี่อันหนึ่งนะ แหมบังคับหนักมากนะ ไม่ให้จิตนี้คิดออกไปนอกลู่นอกทาง แย็บ ๆ ใส่อะไรไม่ให้ไป ให้อยู่ในวงนี้ เป็นสติอยู่ในนี้ รักษาอยู่ในนี้ พิจารณาในร่างกายซึ่งเป็นองค์อริยสัจ เป็นทางพ้นทุกข์ เรียกว่าทางภาวนาถูกต้องโดยถ่ายเดียว

ทีนี้บังคับจิตไม่ให้ออก ไม่ให้มันออกไปไหน แล้วร่างกายก็เป็นทุกข์ ทุกข์ขนาดไหนก็ให้มันหมุนกันอยู่กับร่างกายนี้ไม่ให้มันออก จิตก็บังคับอย่างหนัก ไม่ยอมให้ออกยิบ ๆ แย็บ ๆ ไปไหนเลย นี่หนักอันหนึ่ง แล้วก็ร่างกายทุกข์ก็ทนเอา อันนี้ก็เป็นหนักอันหนึ่ง ในพรรษา ๑๐ นั้นหนักทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งร่างกายก็เป็นไฟเผาขอนซุง ทางจิตใจก็บีบบังคับไม่ให้มันส่งออกนอกลู่นอกทาง อย่างนั้นจึงเป็นทุกข์มากที่สุดในพรรษา ๑๐ จากนั้นมาแล้วไม่เสมอกัน บางทีก็หนักทางร่างกาย จิตไม่ได้หนัก บางทีจิตทำงานอย่างหนัก ร่างกายไม่หนักก็มี ไม่เสมอกันเหมือนพรรษาที่ ๑๐

พอได้กำลังวังชาขึ้นไปแล้ว ต่อจากนั้นไปแล้วร่างกายกับจิตนี้ไม่ค่อยสนใจว่า อะไรทำงานหนัก มันไม่ได้ตั้งใจจดจ่อเหมือนพรรษา ๑๐ เรื่องจิตที่มันหมุนตัวเป็นธรรมจักร ๆ ที่แก้กิเลสด้วยความเพลิน มันก็ลืมตัวไปเสีย ไม่ทราบว่ายากลำบากขนาดไหน มันหมุนของมันเป็นธรรมชาติไป เมื่อถึงขั้นธรรมฆ่ากิเลสมันฆ่าเองของมันนะ จึงเรียกว่าธรรมอัตโนมัติ สติปัญญาอัตโนมัติ เวลาพิจารณาเข้าไปนี้มันคล่องตัวๆ เป็นธรรมล้วน ๆ แล้วมีแต่ธรรมออก ไม่ว่าจะเดินจะเหินไปไหน แม้ที่สุดฉันจังหันนี้ จิตก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับอาหารการกิน มันหมุนตัวของมันเพื่อแก้กิเลสฆ่ากิเลส เหมือนกับแต่ก่อนที่มันคิดอะไรมันเป็นกิเลสทั้งนั้น

อันนี้ธรรมก็เป็นธรรมทั้งนั้น แก้กิเลสไปโดยลำดับลำดา มันจึงไม่มีเสมอกัน ว่าร่างกายทุกข์มากเหมือนปีนั้น ปีนั้นร่างกายทุกข์มาก จิตก็บังคับ ทีนี้หลังจากนั้นมาแล้วจิตมันไม่ได้บังคับ มันเป็นอัตโนมัติของมัน ดำเนินไปตามแถวธรรมแก้กิเลสเรื่อย ๆ ๆ นี่ธรรมเมื่อมีกำลังกล้าแก้กิเลสเป็นอัตโนมัติเหมือนกัน เราอย่าเข้าใจว่ากิเลสที่มาบีบบี้สีไฟหัวใจของสัตว์โลกจะเป็นอย่างอื่นอย่างใดไป มันเป็นอัตโนมัติของมัน ตาเห็นปั๊บเกิดกิเลสแล้ว กิเลสทำงานแล้ว ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิต สัมผัสสัมพันธ์อะไรเกิดกิเลส เป็นกิเลสโดยอัตโนมัติในตัวของมัน แต่ทีนี้เวลาสติปัญญามีกำลังแล้ว กิเลสเหล่านั้นอ่อนตัวลงไป พอตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสัมพันธ์อะไรเป็นธรรมแล้วๆ แก้กิเลสไปในตัวๆ นี่มันเห็นชัด ๆ อย่างงั้น

บทเวลาถึงขั้นธรรมะแก้กิเลสนี้เป็นอัตโนมัติ เป็นอัตโนมัติตั้งแต่สติปัญญาอัตโนมัตินี้ไปหามหาสติมหาปัญญา ไม่มีความพลั้งเผลอ ตั้งแต่สติปัญญาอัตโนมัติก็ไม่เผลอแล้ว ยิ่งมหาสติมหาปัญญามันซึมไปเลยๆ เราจะไปหาที่ไหนธรรมเหล่านี้น่ะ หาจากผู้ปฏิบัติ เป็นขึ้นมาในตัวของเราเอง รู้ในตัวของเราเอง ไม่มีใครรู้ เรารู้คนเดียวหายสงสัยๆ ใครไม่รู้ก็เป็นเรื่องของเขาซี เรารู้ของเรา กิเลสเขาละไม่ได้ เราละได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาแบกด้วยฟืนด้วยไฟ เราสลัดทิ้งหมดๆ มีแต่ความสุขล้วน ๆ ขึ้นมาเรื่อย นั่นเห็นไหมล่ะ การปฏิบัติธรรม

ศาสนาคงเส้นคงวาหนาแน่นไปด้วยมรรค ผล นิพพานมาตลอด แต่นี้เรามันไม่ได้สนใจปฏิบัติศาสนาล่ะซี มีตั้งแ่คำว่าเรียน เรียนก็เรียนแต่ตัวหนังสือ เป็นนกขุนทอง แก้วเจ้าขา เป็นหนอนแทะกระดาษ ไม่สนใจปฏิบัติ ศีลก็ไม่ทราบว่าบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ไม่สนใจรักษา ไม่มีหิริโอตตัปปะ สมาธิ ปัญญา ไม่สนใจภาวนา แล้วจะเอาอรรถเอาธรรมขึ้นมาปรากฏในเพศของเราได้ยังไง เช่นอย่างเราเป็นพระ ก็ไม่มีความสุข มีแต่กิเลสตัณหาครอบหัวใจตลอดเวลา แล้วก็ผ้าเหลืองครอบเอาไว้ ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ไม่ปฏิบัติ แล้วออกไปก็เอาเรื่องของกิเลส ความไม่เป็นท่าของตัวเอง ไปพูดโอ้พูดอวด ว่ามรรค ผล นิพพานหมดเขตหมดสมัยแล้ว มรรค ผล นิพพานไม่มี ใครปฏิบัติไปเท่าไร ๆ ก็มรรค ผล นิพพานไม่มี ก็มันไม่ปฏิบัติ มันพูดด้วยความโอ้อวด เรียกว่าด้วยความตาบอดของมัน

ผู้ท่านปฏิบัติท่านปฏิบัติ ผู้รู้ท่านรู้อยู่ ผู้ท่านทรงมรรคทรงผล ท่านทรงตลอดมาอย่างทุกวันนี้ อย่างในวัดป่าวัดเขานี่ ท่านอยู่ในป่าเงียบ ๆ ว่าท่านไม่ทรงเหรอ ท่านเหล่านี้เองเป็นผู้มีความสุขความสงบเย็นใจ ตั้งแต่ขั้นสมาธิถึงขั้นปัญญาและขั้นวิมุตติหลุดพ้นมีน้อยเมื่อไร ในพระกรรมฐานที่อยู่ในป่าในเขา แต่ท่านไม่ได้มาแสดง ก็เหมือนหนึ่งว่าไม่มี ท่านเหล่านั้นแหละเป็นผู้ทรงไว้ ทั้ง ๆ ที่โลกเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้หัวใจด้วยกิเลสทั้งหลาย ท่านจะมีมากมีน้อยเผาท่านก็ดับมันเรื่อย ๆ อันไหนที่ยังมีท่านก็เผา ธรรมมีก็เป็นเครื่องแก้กันๆ ไปอย่างนี้ เป็นอย่างงั้นนะ

ท่านผู้ที่จะทรงมรรคทรงผลก็คือผู้ตั้งใจปฏิบัติตามศาสนา ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เพราะธรรมวินัยทางเดินนี้เพื่อมรรค ผล นิพพาน รักษาอยู่ก็ต้องเป็นอย่างงั้นเรื่อยมา ถ้ามีผู้ปฏิบัติอยู่มันก็รู้ก็เห็นอย่างนี้จะให้ว่าไง นี้มันหมดสงสัยเรื่องศาสนธรรมพระพุทธเจ้า บอกได้เต็มเหนี่ยวเลยว่า คือตลาดแห่งมรรค ผล นิพพาน มาตลอด ท่านเรียกว่า อกาลิโก ๆ ไม่มีต้นมีปลาย ไม่มีเรียวมีแหลม ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย ธรรมมีอยู่ตลอดไป ใครคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาธรรมเจอขึ้นมาๆ คุ้ยเขี่ยหากิเลสเป็นกิเลสขึ้นมาเผาตัวเองตลอดไปเหมือนกัน มีอะไรบกพร่อง นอกจากผู้เสาะแสวงหา เสาะแสวงทางไหนมันก็ได้ ดีมี ชั่วมี กิเลสมี ธรรมมี คว้าหากิเลสเป็นกิเลสขึ้นมา เป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา คว้าหาธรรมเป็นธรรมขึ้นมา ร่มเย็นขึ้นมา

นี่ละการปฏิบัติ จึงว่าโอ๊ยเป็นทุกข์มากจริง ๆ นะ วันนี้เปิดให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายฟัง เพราะฉะนั้นเวลามาเห็นอะไรมันขวางตาขวางใจมันก็อดไม่ได้ล่ะซี ถ้าไม่อดนะ มันก็อดไม่ได้ ถ้าอดก็เฉยไว้เสีย เหมือนหมาปล่อยหำ มันอดไม่ได้ก็ใส่เปรี้ยงเสียบ้าง มันขวางตา ขวางใจ ขวางธรรม นั่น นี่ละที่นี่อำนาจแห่งการปฏิบัติตัวเอง ตั้งแต่ความทุกข์เริ่มต้นมาจนกระทั่งทุกข์แสนสาหัสถึงจะเป็นจะตายนี้ มีแต่ความทุกข์เพราะความพากเพียร ผลที่ได้มาเป็นลำดับ ๆ จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายมีความทุกข์มาเป็นลำดับ

ผลขั้นสุดท้ายฟาดกิเลสพังลงไปหมด ไม่มีอะไรมาก่อให้เป็นกองทุกข์อีกเลย เพราะกิเลสเป็นตัวสร้างทุกข์ เมื่อกิเลสสิ้นลงไปแล้วทุกข์จะมีมาจากไหน ไม่มี จิตของพระอรหันต์ท่านไม่มีทุกข์ ตั้งแต่ขณะกิเลสตัวสร้างทุกข์ม้วนเสื่อลงไปแล้ว หมด นั่นละบรมสุข จ้าขึ้นมาในเวลานั้น เป็นอนันตกาล เรียกว่านิพพานเที่ยง สุขประเภทนั้นไม่เหมือนอะไรเลยในโลกนี้คืออันนั้นเอง ที่ว่านิพพาน ๆ คืออันนั้น ถ้าว่าสุข บรมสุข ยังคาดไม่ได้ บรมสุขว่าสุขอย่างยิ่งเราแปล แต่สุขอย่างที่ธรรมชาติอันนั้นไม่ได้เหมือนสุขอย่างยิ่งที่โลกทั้งหลายคาดกัน เลยนั้นอีกๆ เป็นอย่างงั้น บรมสุข ๆ นี่ปฏิบัติธรรม

ศาสนารอรับอยู่แล้วเรื่องความดีความงาม มรรค ผล นิพพาน บุญ บาป มีอยู่ รับรองอยู่ตลอดเวลาแล้ว แต่มันไม่สนใจปฏิบัตินี่ซี พูดแล้วเอาตั้งแต่กิเลสมาโปะธรรม ๆ เหยียบย่ำทำลายธรรม ถ้าทำความดีแล้วถูกกิเลสดูถูกเหยียดหยาม ถ้าทำความชั่วแล้วเป็นบ้ากันทั้งโลก มันก็มีแต่บ้าเต็มโลกเป็นฟืนเป็นไฟล่ะซิ เพราะหลงตามกิเลสก็เป็นอย่างงั้น ถ้าไม่หลงตามกิเลสจะเป็นอะไร ไฟไหม้หัวเขาเรามีธรรม มันไม่ไหม้เรา มันต่างกันอย่างงั้นนะ เวลาทำลงไปแล้ว เหตุที่หนักขนาดไหน กับผลที่ได้รับมันเข้ากันได้สนิทเลย เป็นที่ภูมิใจในเหตุของตัวเองที่สร้างมาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถึงขั้นสละเป็นสละตาย ผลเป็นที่พอใจ

เมื่อได้ถึงผลที่พึงใจแล้วทีนี้ไม่ตายอีก ทุกฺขํ นตฺถิ อชาตสฺส ทุกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่เกิด กิเลสพาให้เกิดหาบหามกองทุกข์ เมื่อไม่เกิดแล้วทุกข์ก็ไม่มีในหัวใจที่บริสุทธิ์เต็มที่แล้วนั้น เรียกว่าธรรมธาตุ พระอรหันต์ทั้งหลายท่านเป็นธรรมธาตุ พระพุทธเจ้าเป็นธรรมธาตุ โลกอันนี้อะไรจะมาก ครอบโลกธาตุนี้คือธรรมธาตุทั้งหลายนี้แหละ อย่ามาว่ามหาสมุทรยังแคบอยู่นะ มันอยู่เพียงโลกอันนี้เท่ากำปั้น แต่ธรรมอันนี้ครอบโลกธาตุ กว้างขวางกว่านั้น

นี่ว่าพระพุทธเจ้ามีหรือไม่มี มันจ้าเข้าไปนี้แล้วมันหายสงสัยไปหมด มีมากมีน้อยเท่าไรมันประจักษ์อยู่ในหัวใจ น้ำมหาสมุทรมากขนาดไหนมันก็ประจักษ์ใจของผู้ไปเห็นไปเจอ แล้วธรรมชาตินี้ก็ประจักษ์ในหัวใจของผู้รู้ผู้เห็นแบบเดียวกันแล้วสงสัยหาอะไร หากว่ามีความอุตส่าห์พยายามดัดแปลงแก้ไขตน ถึงเราไม่ได้แบบของครูบาอาจารย์ไปทุกกระเบียด ก็ขอให้ได้อย่างลูกศิษย์มีครู ให้เดินตามเยี่ยงอย่างของครูไปแล้ว เราจะเป็นคนดีมีความสงบร่มเย็นในตัวของเรา หน้าที่การงานครอบครัวเหย้าเรือนจนกระทั่งถึงส่วนรวม ต่างคนต่างมีธรรมแล้วจะสงบไปด้วยกัน

เวลานี้โลกเป็นฟืนเป็นไฟเพราะกิเลสเท่านั้น ไม่ใช่เพราะอะไรนะ เราอย่าเข้าใจว่าอะไรมาทำให้โลกเดือดร้อน ที่โลกทั้งหลายหลงกันว่าโลกเจริญ ๆ นั้นละคือฟืนคือไฟ มันก็มาเผาเจ้าของ มันเจริญด้วยฟืนด้วยไฟ มันไม่ได้เจริญด้วยความสุขเย็นใจภายในใจ เหมือนธรรมเจริญนะ เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้

 

อ่านและฟังพระธรรมเทศนาวันต่อวัน ได้ที่

www.Luangta.or.th or www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก