การพิจารณาถอนอุปาทาน
วันที่ 18 พฤษภาคม 2545
สถานที่ : วัดป่าเขาน้อย อ.เมือง จ.บุรีรัมย์
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมพระและฆราวาส ณ วัดป่าเขาน้อย อ.เมือง จ.บุรีรัมย์
เนื่องในงานวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่สุวัจน์
วันเสาร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕

การพิจารณาถอนอุปาทาน

วันนี้ทั้งเป็นวันมหามงคลและเป็นวันวิโยคพลัดพรากจากกัน ระหว่างความเป็นกับความตาย วันนี้พี่น้องทั้งหลายได้รวมกันมาเพื่อได้มาปลงธรรมสังเวช คือความเกิดแก่เจ็บตาย ไม่ใช่เป็นความสุขความเจริญรื่นเริงพอที่จะให้ใคร ๆ ก็ตามดีอกดีใจไปตามความเกิดแก่เจ็บตาย มีตั้งแต่ความกระวนกระวายระส่ำระสาย วันนี้พี่น้องทั้งหลายก็ได้มาปลงธรรมสังเวชแล้วจะได้ปลงศพหรือเผาศพท่านอาจารย์สุวัจน์ ซึ่งเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบองค์หนึ่ง สมควรจะเป็นเจดีย์ของพี่น้องชาวไทยเราได้โดยไม่ต้องสงสัย เพราะท่านผู้นี้เป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ฝั้น ท่านอาจารย์ฝั้นก็เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ได้ติดสอยห้อยตามหลวงปู่ฝั้นมาตลอด เวลาหลวงปู่ฝั้นเข้ากราบฟังธรรมจากหลวงปู่มั่น ท่านก็ติดตามมาด้วยโดยสม่ำเสมอ

การปฏิบัติองค์ท่านเป็นที่น่ายินดีตลอดมา ไม่มีความด่างพร้อยในเรื่องต่าง ๆ ที่เคยมีเสมอในแดนแห่งพุทธศาสนาของชาติไทยเรา อยากจะพูดว่ามีอยู่ทั่วไป บวชมาเพื่อความสงบสงัด อบรมศีลธรรมเข้าสู่ใจให้ได้รับความชุ่มเย็นแก่ตนเองและประโยชน์ส่วนรวม กลับกลายเป็นเรื่องบวชเข้ามาส่งเสริมความชั่วช้าลามก หาความสงบไม่ได้ กวนจิตกวนใจประชาชนญาติโยมเพราะเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากพระ หาความหิริโอตตัปปะ ความสะดุ้งกลัวต่อบาปไม่ได้ แต่สำหรับอาจารย์สุวัจน์นี้นั้น ท่านเป็นพระที่สงบเสงี่ยมเจียมตัว สมกับชื่อนามของท่านว่า สุวัจน์ แปลว่าผู้บอกนอนสอนง่าย เป็นภาษาบาลี ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตลอดมา ทั้งภายนอกคือการปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยก็ไม่มีความคลาดเคลื่อน เป็นที่อบอุ่นในองค์ของท่านว่ามีศีลเต็มองค์

ทางด้านจิตใจท่านก็อบรมตลอดมากับครูบาอาจารย์ทั้งหลาย จนปรากฏเด่นขึ้นภายในจิตท่าน ถึงกับท่านได้พูดออกมาด้วยความพอใจในการตะเกียกตะกายเสาะแสวงหาคุณงามความดี มีมรรคผลนิพพานเป็นสำคัญ ท่านก็เป็นที่แน่ใจในการปฏิบัติองค์ของท่าน เหตุกับผลเข้ากลมกลืนเป็นอันเดียวกัน ความปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ดังที่ท่านแสดงไว้ในบทสังฆคุณว่า สุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติดี อุชุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติตรงต่ออรรถต่อธรรมต่อวินัย สามีจิปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติที่น่ากราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาของชาวพุทธเราได้ อญฺชลิกรณีโย เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้ตลอดถวายทักษิณาทาน ไม่เกิดความเดือดร้อนว่าถวายพระผู้ทุศีล ศีลขาดศีลทะลุ ไม่มีศีลติดตัว แต่ท่านสมบูรณ์แบบในเรื่องธรรมที่กล่าวเหล่านี้ อญฺชลิกรณีโย

ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ แปลออกแล้วว่า ธรรมทั้งหลายที่ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะเป็นผู้รู้เองเห็นเอง ทรงไว้ซึ่งธรรมอันเลิศเลอเป็นลำดับขึ้นไป จากการปฏิบัติและรู้เห็นโดยลำพังตนเอง ผู้ไม่ปฏิบัติก็ไม่มีทางรู้ไม่มีทางเห็น ถึงศาสนาเราจะมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองตลอดมาอย่างนี้ ถ้ามีตั้งแต่การศึกษาเล่าเรียนเฉย ๆ ไม่สนใจประพฤติปฏิบัติตนเพื่ออรรถเพื่อธรรม มรรคผลนิพพานที่พระพุทธเจ้าประกาศมาตั้งแต่วันประทานพระโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นโมฆะไปหมดสำหรับผู้เช่นนั้น แต่สำหรับผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้นก็เป็น ปุญญักเขต ของตนด้วย เป็น ปุญญักเขต ของโลกทั้งหลาย ท่านจึงเรียกว่า ปุญฺญกฺเขตตํ โลกสฺส แปลว่าพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ปฏิบัติที่น่ากราบไหว้บูชา ควรแก่ทักษิณาทานของพี่น้องทั้งหลายเหล่านั้น เรียกว่าเป็น ปุญญักเขต คือเนื้อนาบุญของโลก ด้วยความอบอุ่นในน้ำใจของท่านผู้บริจาคทานมากน้อย ท่านเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งธรรมประเภทนี้โดยไม่อาจสงสัย เพราะท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเรื่อยมา

ด้วยเหตุนี้บรรดาพระสงฆ์เราซึ่งมารวมอยู่ในที่นี้เป็นจำนวนมากมาย ก็กรุณาพิจารณาเรื่อง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แล้วสวด อนิจฺจา วต สงฺขารา สังขารของท่านผู้ตายนั้นเป็นของไม่เที่ยงไม่ยั่งยืนถาวร ท่านตายในวันนี้เราอาจตายในวันหน้าก็ได้ ดังที่ท่านทั้งหลายได้สวดในเวลาบังสุกุลว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมแตกดับไป อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เกิดแล้วต้องตาย ท่านแสดงไว้อย่างนี้ ผู้ที่มาถวายบังสุกุลไม่อาจทราบได้ วันนี้จึงแปลให้พี่น้องทั้งหลายฟังด้วยย่อ ๆ เตสํ วูปสโม สุโข การระงับดับเสียซึ่งสังขารคือความเกิดตายนี้ได้แล้วก็เป็นสุข

สังขารความเกิดตายนี้ออกมาจากสังขารภายใน คือสมุทัย ได้แก่ความคิดความปรุงทางด้านจิตใจที่มีสมุทัยกิเลสตัวสำคัญผลักดันออกมาให้ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ลืมเนื้อลืมตัว ลืมป่าช้าที่ติดอยู่กับตัวด้วยกันทุกคน แต่ต่างคนก็ต่างลืมป่าช้าของตัวไปเสีย จึงทำให้คนลืมเนื้อลืมตัว ไม่มีหิริโอตตัปปะติดเนื้อติดตัว คือการละอายบาป การสงวนรักษาสั่งสมซึ่งบุญให้เกิดขึ้นมีในตนนั้นมีน้อย นี่เพราะความลืมเนื้อลืมตัว ท่านเรียกว่า สมุทัย คือกิเลส

เมื่อกิเลสตัวนี้ได้ดับลงไปจากใจแล้ว สังขารก็เป็นขันธ์ล้วน ๆ ความคิดความปรุงอะไรที่สมุทัยถือไปเป็นเครื่องมือฟาดฟันหั่นแหลกตัวเองตลอดมานั้น ก็ดับพินาศฉิบหายลงไปโดยสิ้นเชิง ทุกข์จึงไม่มีแก่ท่านผู้ทรงสังขารล้วน ๆ ไว้เท่านั้น ไม่มีสมุทัยเป็นยาพิษ เป็นเจ้าของใช้สอยสังขารประเภทนี้ ท่านเรียกว่า เตสํ วูปสโม สุโข ความระงับดับเสียซึ่งสังขารภายในคือสมุทัยเป็นตัวเหตุนั้นโดยสิ้นเชิงแล้ว ย่อมเป็นผู้สิ้นเรื่องความเกิดความตาย ไม่มีอีกต่อไป ดังท่านแสดงไว้ว่า ทุกฺขํ นตฺถิ อชาตสฺส ทุกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่เกิด ผู้ไม่เกิดก็คือไม่มีสมุทัยเป็นแดนเกิด ท่านจึงไม่เกิดขึ้นมาเป็นรูปเป็นกายเป็นหญิงเป็นชาย เป็นสัตว์เป็นบุคคล ตายเกลื่อนกันอยู่ในโลกนี้ล้วนแล้วแต่หญิงชาย สัตว์โลกทั้งนั้นที่มาตายอยู่นี้

ท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วท่านไม่มาเกิดรับเอากองทุกข์ทั้งหลายนี้ต่อไปอีก เรียกว่า ผู้สงบระงับสังขารภายในอันเป็นตัวสมุทัยเรียบร้อยแล้ว จึงกลายเป็นขันธ์ล้วน ๆ ขึ้นมา ขันธ์ก็สักแต่ว่าคิดว่าปรุง กิเลสตัวเสนียดจัญไรเป็นพิษเป็นภัยไม่มาบังคับบัญชาให้ทำหน้าที่ประหัตประหารผู้คิดผู้ปรุง แล้วก็สงบระงับดับลงไปโดยสิ้นเชิง นี่คือความไม่เกิด พระพุทธเจ้าท่านไม่เกิด ทุก ๆ พระองค์ท่านไม่เกิด จึงไม่มีคำว่าทุกข์แฝงตามท่านไปได้เลย บรรดาพระอรหันต์ก็เช่นเดียวกัน ท่านผู้สิ้นกิเลสตัวพาให้เกิดให้ตายคือสมุทัยนี้เรียบร้อยแล้ว ท่านจึงไม่มีคำว่าเกิดว่าตายอีกเหมือนสัตว์โลกทั่ว ๆ ไปซึ่งไปที่ไหนมีแต่ป่าช้าของสัตว์เกลื่อนไปหมด แม้ที่สุดที่เรานั่งอยู่เหล่านี้ก็คือนั่งอยู่ในกองป่าช้า

ป่าช้าที่หนึ่ง คือเรานั่งทับตัวเองอยู่นี้แล เป็นป่าช้าของเราที่จะตายในวันหนึ่งแน่นอน ป่าช้าอันดับที่สอง สัตว์ตายเกลื่อนอยู่ตามดินตามหญ้าในน้ำบนบก ตายเกลื่อนไปหมด แต่เราไม่เรียกว่าที่นั้นเป็นป่าช้าที่นี้เป็นป่าช้า แม้ที่สุดหม้อข้าวหม้อแกงของเราที่มาหุงต้มแกงสัตว์กินกันอยู่ทุกวัน ๆ เราก็ไม่เรียกว่าป่าช้า เราเรียกว่าหม้อแกงไปเสีย ความจริงก็คือป่าช้าต้มสัตว์เผาสัตว์ในเตาไฟของเรานั้นแล ในเตาไฟเราเต็มไปด้วยป่าช้า เราก็ไม่เคยมอง ไม่เคยเห็น มีแต่เห็นอาหารอร่อยจากชีวิตของสัตว์เอามาต้มมาตุ๋นมาลาบมาแกงแล้วกินกัน ก็ว่าเอร็ดอร่อยจนลืมเนื้อลืมตัวว่าตัวจะไม่ตายเหมือนสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ กลายมาเป็นป่าช้าของเราดังที่เห็นอยู่นี้ ลืมคิดกันไปเสียหมด

นี่แหละความมืดบอดของจิตใจ ดังที่ท่านทั้งหลายแสดงอาราธนาขึ้นตะกี้นี้ว่า พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ, กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ, สนฺตีธ สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา, เทเสตุ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ. นี้เกิดขึ้นจากความท้อพระทัยของพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้แล้วมองโลกนี่กระจ่างไปหมด ไม่ว่าที่ใดที่จะเป็นที่ลี้ลับในพระญาณหยั่งทราบของพระองค์นั้นไม่มี สว่างกระจ่างแจ้งไปหมดทั่วแดนโลกธาตุ เห็นเรื่องความเกิดความตาย ความทุกข์ความทรมานของสัตว์ ซึ่งตายแล้วไปเกิดในสถานที่ต่าง ๆ กัน

บางรายก็ไปเกิดเป็นพวกเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหม บางรายที่สร้างคุณงามความดีไว้แก่ตนย่อมเป็นสายทางให้ไปเกิดในสถานที่เหล่านี้ ผู้ที่มีอุปนิสัยสามารถฉลาดแหลมคมเต็มที่แล้วตัดกิเลสขาดจากจิตใจไปถึงขั้นนิพพาน สัตว์โลกทั้งหลายไปในที่ต่าง ๆ กันอย่างนี้ ผู้มีอุปนิสัยปัจจัยสร้างบุญสร้างกุศลอย่างน้อยก็มาเป็นมนุษย์ จากมนุษย์แล้วก็ไปเป็นเทวบุตรเทวดาเป็นชั้น ๆ ตามอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารของตนที่ได้สร้างมาหนักเบามากน้อย ก็ไปเกิดในสวรรค์ชั้นนั้น ๆ ตามภูมิแห่งบุญกรรมของตน ผู้มีมากกว่านั้นก็ขึ้นพรหมโลก ๑๖ ชั้น นี่ก็ตามภูมิแห่งบุญแห่งกรรมของตน สัตว์โลกทั้งหลายเกิดกันอยู่อย่างนี้ตลอดมา

ทีนี้ฝ่ายต่ำ ผู้ที่ชอบทำแต่บาปแต่กรรม ไม่ได้สนใจกับศีลกับธรรมกับการภาวนาให้ทานประการใดเลย ตื่นขึ้นมาแต่เช้าจนกระทั่งยันค่ำหาแต่อยู่แต่กินแต่ฆ่าแต่เบียดเบียน หาฉกหาลัก หาปล้นหาสะดม ซึ่งเป็นเรื่องฟืนเรื่องไฟเผาตัวทั้งนั้น สำหรับตัวเองก็ว่าเป็นคนดี ไปขโมยเขาเขาไม่รู้ก็ว่าตัวฉลาด ไอ้ตัวฉลาดนั้นแหละตัวที่จะเหมาตัวเองลงนรก แล้วสัตว์ประเภทเหล่านี้ก็ตกนรกไปเรื่อย ๆ

คำว่า นรกมีจำนวนมากมายก่ายกองสำหรับบรรจุสัตว์ที่มีประเภทมากยิ่งกว่าผู้ขึ้นแดนสวรรค์เสียอีก บางประเภทก็ไปเป็นเปรตเป็นผีเป็นสัตว์เป็นหมูเป็นปลา เหล่านี้ก็ไม่หนักมากนัก แต่ประเภทที่เกิดไปเป็นเปรตเป็นผีแล้วตกนรกอเวจีอยู่ตั้งกัปตั้งกัลป์กว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาได้จากนรกหลุมหนึ่ง ๆ นั้นพ้นขึ้นมา นี่เป็นประเภทที่หนักมากที่สุด กรรมจำแนกแจกสัตว์ให้เกิดต่าง ๆ กันอย่างนี้ ไม่มีที่หยุดหย่อน กลางวันก็ดีกลางคืนก็ดี มีแต่มืดกับแจ้ง แต่สัตว์นั้นมีการเกิดการตายอยู่ทุกแห่งทุกหนตำบลหมู่บ้าน ในน้ำบนบก ไม่ว่าดินฟ้าอากาศที่ไหน สัตว์เกิดได้ตายได้ อยู่ที่ไหนตายได้ทั้งนั้น นี่คือป่าช้าของสัตว์เต็มท้องฟ้ามหาสมุทร สุดไตรภพของเราล้วนแล้วตั้งแต่ป่าช้าของสัตว์

นี้แลเวลาพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วมองเห็นกระจ่างแจ้งไปหมด ไม่มีสิ่งใดปิดบังลี้ลับเลย แล้วมองดูสัตว์ทั้งหลายที่จะเกิดจะตายจะไปดีไปชั่วในวาระต่อไป ก็มีเต็มโลกธาตุอีกเหมือนกัน ความมืดบอดนั้นมีมาก สัตว์ผู้มืดบอดไม่รู้จักบุญจักบาป หาบแต่กรรมคือความชั่วช้าลามกใส่ตนตลอดไป ผู้นี้เตรียมตัวที่จะไปนรก มีชีวิตลมหายใจเที่ยวขับร้องรำทำเพลงอยู่ก็ตาม ผู้นี้ก็สักว่าร้องรำทำเพลงเพลินในขณะที่ยังไม่ตาย ทั้ง ๆ ที่ยมบาลเขาจดทะเบียนบัญชีแห่งความชั่วช้าลามกของคนประเภทนั้นไว้แล้วอย่างสมบูรณ์ ผู้นั้นก็ร้องเพลงสบาย พอขาดลมหายใจก็ตูมลงนรกนั้นแล้ว ทีนี้นรกนั้นกับเสียงเพลงมันไม่ได้เหมือนกัน เสียงเพลงกับเสียงสัตว์ทั้งหลายครวญครางอยู่ในนรกนั้นต่างกันเอามากทีเดียว

สัตว์ทั้งหลายตายเกิดตายเกิดทั้งวันทั้งคืน ไม่มีเวล่ำเวลา ไม่มีเวลาสงบก็คือสัตว์เกิดสัตว์ตาย ท่านทั้งหลายให้พิจารณาตามนี้ เวลามาเผาศพอาจารย์สุวัจน์ก็ให้พิจารณาถึงว่า เราเป็นมนุษย์นี้อาจจะถูกเผาถูกฝังในวันใดวันหนึ่งก็ได้ ให้พิจารณาเสียตั้งแต่บัดนี้ที่ยังไม่ตาย ถึงวาระแล้วจึงค่อยมาพิจารณาไม่ทันเหตุทันการณ์แล้วจะล่าช้า ล้าหลังเขา สุดท้ายก็ไปอยู่ในสถานที่โลกไม่พึงปรารถนาคือความทุกข์ความทรมานนั้นแล

นี่ละพระพุทธเจ้าที่ท่านทรงท้อพระทัย พฺรหฺมา จ โลกาฯ เวลาตรัสรู้ขึ้นมาทีแรก ดูพระทัยสว่างกระจ่างแจ้งครอบโลกธาตุ เห็นหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ๆ ไม่ปิดบังพระญาณหยั่งทราบนี้ได้เลย แล้วมองดูสัตว์ผู้หูหนาตาเถื่อนมืดบอดก็สนุกทำบาปทำกรรม ไม่สนใจกับศีลกับทานการภาวนา พระองค์จึงทรงท้อพระทัย ไม่อยากจะสั่งสอนสัตว์โลก ทั้ง ๆ ที่ทรงปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้ามานี้มี ๓ ประเภทด้วยกันในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ประเภทที่หนึ่ง สร้างพระบารมีเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมานั้น ๑๖ อสงไขย แสนมหากัป จึงสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาแต่ละพระองค์ ๆ อันดับที่สอง สร้าง ๘ อสงไขย แสนมหากัป จึงได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา ประเภทที่สาม สร้าง ๔ อสงไขย แสนมหากัป จึงได้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา

เมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาแล้วมองดูสัตว์โลกนี้อิดหนาระอาใจ ท้อพระทัยในการที่จะสั่งสอนสัตว์โลก ถ้าเทียบแล้วก็เหมือนภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง ภูเขาลูกนี้เต็มไปด้วยสิ่งมืดดำกำตาเสียทั้งหมด ประหนึ่งว่าแสงสว่างจะไม่ปรากฏเลย พระองค์ทรงท้อพระทัยในการที่จะสั่งสอนสัตว์โลก เพราะธรรมที่ทรงรู้ทรงเห็นนั้นเป็นธรรมที่เลิศเลออัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย แต่สำหรับสัตว์โลกผู้ที่จะรับจากพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าที่ฉุดลากขึ้นมานั้น ประหนึ่งว่าแทบไม่มีในพื้นแห่งไตรภพนี้เลย มีแต่ความหนาแน่นแก่นความทุกข์ความทรมาน มีแต่ความมืดความบอดเต็มสัตว์ทั่วไปหมด

นี่ละพระองค์แม้ปรารถนาจะมาตรัสรู้เป็นศาสดาสั่งสอนโลกแล้ว เวลาได้เข้ามาเจอกันจริง ๆ แล้วมันไม่เป็นเหมือนอย่างที่คาดไว้คิดไว้ ว่าจะสอนกันได้อย่างง่ายดาย แล้วขนไปสวรรค์ไปนิพพานได้อย่างง่ายดาย กลับขนยากยิ่งกว่าลากภูเขาทั้งลูกเสียอีก ภูเขาใครจะลากได้ล่ะ หนาแน่นขนาดไหน แล้วภูเขาภูเราที่เต็มอยู่ในสัตว์ซึ่งมืดบอดหนาแน่นยิ่งกว่าภูขาทั้งลูกนี้อีกด้วยแล้ว ใครจะขนได้ ใครจะฉุดจะลากไปได้ นี้แลที่ทำให้พระองค์ทรงท้อพระทัยในการที่จะสั่งสอนสัตว์โลก

ทีนี้ท้าวมหาพรหมก็เล็งญาณลงมา เห็นพระองค์กำลังทรงท้อพระทัยในการสั่งสอนสัตว์โลก จะฉุดจะลากสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ทั้งหลาย ให้เข้าสู่สุคติโลกสวรรค์จนถึงพระนิพพานนั้น ปรากฏว่าจะไม่มีอะไรติดพระทัยเลย มีแต่ความมืดบอด ที่หนักมากที่สุดคือความมืดบอดของสัตว์ ไม่ยอมที่จะรับความฉุดลากจากธรรมนั้นเลย เมื่อท้าวมหาพรหมพิจารณาลงมาเห็นพระพุทธเจ้าซึ่งกำลังท้อพระทัยอยู่นั้น จึงมาอาราธนาทูลพระพุทธเจ้าว่า ขอพระองค์จงโปรดปรานสัตว์โลกซึ่งผู้มีธุลีเบาบางก็ยังมีอยู่มาก ไม่ใช่จะมืดหนาตาบอดไปตาม ๆ กันเสียหมด ผู้ที่ตาดียังมี ประเภทที่จะเยี่ยมก็ยังมี ลดกันลงมาก็ยังมี ประเภทที่มืดบอดก็มืดบอดไป ขอพระองค์อย่าทรงทอดธุระทอดพระทัย ถอนความเมตตาออกจากสัตว์โลกผู้กำลังมุ่งหวังต่อธรรมที่พระองค์จะประทานอยู่เวลานี้มีอยู่จำนวนมากมาย

ท้าวมหาพรหมมาทูลอาราธนาพระบรมศาสดา ให้ทรงแนะนำสั่งสอนสัตว์โลกด้วยพระเมตตา อย่าด่วนทอดธุระไปเสีย ก็พร้อมกับที่พระองค์ทรงเล็งญาณดูสัตวโลก ทรงเล็งญาณอยู่ในขณะนั้นพอดีว่า สัตว์โลกนี่มีหลายประเภท ประเภทที่หนึ่งเรียกว่า อุคฆฏิตัญญู เป็นประเภทที่พร้อมแล้วที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ ในเมื่อมีอรรถธรรมเข้ามาชโลมเพียงเท่านั้นก็จะหลุดพ้นจากทุกข์ได้ ประหนึ่งว่าสัตว์อยู่ในคอก พอเปิดปากคอกเท่านั้น สัตว์ผู้รอที่จะออกปากคอกอยู่แล้วก็หลุดพ้นไปได้อย่างง่ายดาย อย่างสมัยปัจจุบันนี้ที่ท่านตรัสรู้ทีแรกก็มีเบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ นี้เป็นประเภท อุคฆฏิตัญญู ผู้เห็นภัยในวัฏสงสารเต็มประดาแล้ว เป็นแต่หาทางออกไม่ได้ กำลังเสาะแสวงหาทางออกอยู่ เวลาพระองค์ออกทรงผนวชก็ติดสอยห้อยตามไปอุปถัมภ์อุปัฏฐากดูแลและรับโอวาทคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วก็มาโปรดเบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ นี้ เพียงขึ้นเทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา และขึ้น มชฺฌิมา ปฏิปทา เท่านั้น ท่านเหล่านี้ก็หลุดพ้นจากทุกข์ไปอย่างรวดเร็ว นี่ประเภทที่หนึ่ง

ประเภทที่สอง เมื่อได้รับฟังพร้อมด้วยเหตุด้วยผลเทียบเคียงกันได้ทุกสัดทุกส่วนแล้วก็ถอดถอนตัวเองให้หลุดพ้นไปตามเป็นประเภทที่สอง ประเภทที่สาม เนยยะ เนยยะนี้อยู่กึ่งกลาง คนคนเดียวนี้ละ นิสัยใจคอของเรามันอยู่กึ่งกลางที่จะลงนรกก็ได้ จะไปสวรรค์ก็ได้ เช่นเราอยู่เวลานี้ เราอยากไปทำบุญให้ทานก็มีในจิตใจวาระหนึ่ง วาระหนึ่งการไปทำบุญให้ทานนี้ไม่เกิดประโยชน์อะไร เราเอาไว้สำหรับกินดีกว่า อันนี้กิเลสมันขัดมันแย้งเราไม่ให้เราไปทำบุญให้ทาน คนผู้ที่หลงกลของกิเลสก็เลยไม่ไปให้ทานเอามากินเสียหมด ก็เรียกว่ากิเลสกลืนกินเสียไม่มีเหลือ อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้เสียเปรียบให้กิเลส

อีกวาระจิตอันหนึ่ง เมื่อจิตคิดว่าจะทำบุญให้ทาน กิเลสมาขัดมาแย้งมาแย่งชิงเอาสมบัตินี้ออกไป ดังที่กล่าวแล้วสักครู่นี้ว่าเอาไปกินดีกว่าเอาไปให้ทาน ไม่ยอมฟังเสียงกิเลสนั้น สละออกไปทำบุญให้ทานจนได้ ผู้นี้ก็เรียกว่าได้เปรียบกับกิเลส นี่แหละเนยยะ ขณะหนึ่งจิตคิดลงทางนรก ขณะหนึ่งจิตคิดทำบุญให้ทานเพื่อจะไปสวรรค์ ถ้าเราเชื่อทางกิเลสเราก็ขาดทุน ถ้าเราเชื่อทางอรรถทางธรรม ไปทำบุญให้ทานเราก็มีกำไร สุคติเป็นที่หวังได้แก่ผู้ทำบุญให้ทาน แต่ทุคตินั้นเป็นที่หวังได้แก่คนที่มีแต่ความตระหนี่ถี่เหนียวไม่อยากทำบุญให้ทาน นี่คนประเภทนี้ แยกได้เป็นสอง ถ้าเราอ่อนแต้มต่อกิเลส เราก็ไม่สนใจกับการทำบุญให้ทานสร้างคุณงามความดีอะไรเลย กิเลสก็ตักตวงเอาตั้งแต่ความเหนียวความแน่นใส่ในหัวอกของเรา เวลาตายไปแล้วไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งที่อาศัยจมไป ๆ นี่คือผู้เชื่อกิเลสแล้วจมก็ได้อย่างนี้

ผู้เชื่ออรรถเชื่อธรรม ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรม การทำบุญให้ทานมีมากมีน้อยท่านไม่ได้สั่งสอนหรือไม่บังคับบัญชาว่าให้ทานทั้งหมด เรามีมากมีน้อยแบ่งสันปันส่วนทั้งแบ่งกินทั้งแบ่งทาน ให้ประโยชน์ได้ทั้งฝ่ายร่างกาย ให้ได้ประโยชน์ทั้งฝ่ายจิตใจ ทำบุญให้ทานเป็นประโยชน์ทางด้านจิตใจ การเลี้ยงตัวเอง สังขารร่างกายของตัวเราเวลามีชีวิตอยู่นี้ ได้ผลได้ประโยชน์สำหรับร่างกาย คนที่มีความเฉลียวฉลาดย่อมแบ่งแยกให้ส่วนทางร่างกายด้วย แบ่งแยกให้ทางด้านศีลด้านธรรมเพื่อเป็นอาหารโอชารสพึ่งเป็นพึ่งตายสำหรับทางใจด้วย ผู้นี้ก็เรียกว่าไปสวรรค์ได้ไม่สงสัย นี่เป็นประเภทที่สาม

เราคัดเราเลือกแย่งชิงกันระหว่าง ปทปรมะกับเนยยะ มันแย่งตำแหน่งกันอยู่ ตำแหน่งเนยยะอยากไปสวรรค์นิพพาน ตำแหน่งของกิเลสก็ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่อยากให้ทานแล้วก็ลงทางต่ำ เรื่องของเนยยะก็พยายามที่จะฉุดจะลากทำบุญให้ทานตามกำลังความสามารถของตน ผู้นี้มีทางหลุดพ้นไปได้จนกระทั่งถึงพระนิพพานก็ได้จากเนยยะอันนี้ ผู้นี้แลเปลี่ยนชั้นขึ้นไป ๆ จนกระทั่งนิสัยวาสนาบารมีแก่กล้าแล้วหลุดพ้นไปจากกองทุกข์ก็ได้

ส่วนปทปรมะนั้น เรียกว่ามืดบอด ตโมตมปรายโน เวลาเกิดมาก็เกิดมาด้วยความมืดความบอดภายในจิตใจ ไม่สนใจกับอรรถกับธรรม แต่สนใจในความชั่วช้าลามกเป็นนิสัยสันดาน ใครจะชวนไปวัดไปวา ไม่ยอมจะไป ดีไม่ดีโกรธให้เขาก็มี จะตามฆ่าเขาก็มี เขาชวนไปวัดเพียงเท่านั้นก็เป็นเดือดเป็นแค้นมากมาย ผู้นี้เป็นผู้ปทปรมะ ไม่สนใจกับศีลกับทานตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงวันตาย ตั้งแต่เล็กจนโตถึงวันตายมีแต่ความมืดบอดสร้างแต่บาปแต่กรรม หาบแต่กรรมแต่เวรใส่ตัวเอง ตายแล้วก็จมเลย ๆ จะนิมนต์พระทั่วประเทศไทยของเรามามีกี่แสนองค์ ตามบัญชีท่านแสดงไว้ว่า พระในประเทศไทยเรานี้มีหลายแสนองค์ นิมนต์มาทั้งแสนองค์มา กุสลา ธมฺมาให้บุญของคนที่มืดบอดที่สุด ตโมตมปรายโน ทั้งมืดมาทั้งมืดไปนี้ไม่มีความหมายเลย พระเหล่านั้นไม่มีอะไรติดมือกลับไป นอกจากได้กล้วยหอมบ้างกล้วยไข่บ้างเท่านั้นติดมือไป ส่วนที่จะมีบุญมีกุศลติดใจของผู้มาให้บุญเขาให้เขาไปสู่สวรรค์ชั้นพรหม ไม่มีทางเลย คนนี้จมโดยถ่ายเดียว นี่เรียกว่า ปทปรมะ

ในปทปรมะนี้อยู่ในใจของเราได้ด้วยกันทุกคน ขอให้ท่านทั้งหลายนำปทปรมะ ความมืดความบอดนี้ไปแยกแยะพิจารณาหา โชติปรายโน ขึ้นมาภายในตัวของเรา มันไม่ได้โง่ตลอดตั้งแต่วันเกิดถึงวันตาย ถ้าเราใช้สติปัญญาพินิจพิจารณาแล้ว โง่มันก็ฉลาดขึ้นมาได้ คนมีจิตใจอันมืดหนาสาโหด มันพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงมาเป็นบัณฑิตนักปราชญ์ฉลาดแหลมคม มีความเมตตาสงสารได้ ให้เราแยกในจิตใจของเราคนเดียวนี้ออกเป็นขั้นเป็นตอนไป

นี่วันนี้ได้กล่าวถึงธรรมะ ๔ ประเภทที่พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัย แล้วทรงเล็งญาณดูสัตวโลก ว่ามันจะหนาแน่นหนักอึ้งไปเสียทั้งโลกธาตุนี้เหรอ หรือยังจะมีพอยกพอยอพอฉุดพอลากไปได้บ้าง จึงทรงพิจารณาสัตว์โลกเป็น ๔ ประเภท ประเภทที่หนึ่ง ยอดเยี่ยมพร้อมที่จะไป ประเภทที่สองตามหลังกันไป ประเภทที่สามเรียกว่ารบกันระหว่างความชั่วกับความดีแล้วมีทางไปได้ ประเภทที่สี่นี้ตายทิ้งเปล่า ๆ เกิดมาก็เกิดมาเปล่า ๆ ตายไปเปล่า ๆ เรียกว่า ตโมตมปรายโน มืดบอดทั้งมามืดบอดทั้งไป มืดบอดทั้งโลกนี้มืดบอดทั้งโลกหน้า คนนี้หมดหวังแล้ว พระองค์ทรงพิจารณาอย่างนี้จึงได้ทรงแนะนำสั่งสอนสัตว์โลกเรื่อยมา

ดังที่พี่น้องทั้งหลายได้ยินได้ฟังมาที่ท่านประกาศธรรมสอนโลกอยู่ ๔๕ ปีจึงปรินิพพาน แม้ปรินิพพานแล้วก็ยังพาดบันไดเอาไว้หรือสายทางเดินเป็นอรรถเป็นธรรมไว้ให้พวกเราทั้งหลายได้ยินได้ฟังได้ปฏิบัติตาม เรียกว่าธรรมที่ประกาศไว้ ๕,๐๐๐ ปี ถึง ๕,๐๐๐ ปีแล้วก็ยุติไปเองด้วยอำนาจความหนาแน่นของกิเลสมันปิดมันบังเรื่องบาปเรื่องบุญเรื่องนรกสวรรค์ไม่มีเลย มีแต่ความดีดความดิ้นความทะเยอทะยาน เห็นกันนี้เหมือนเสือเห็นสัตว์นั่นแหละ เห็นมีแต่จะกัดกันจะฉีกกัน สัตว์ประเภท ๕๐๐ ปีผ่านไปแล้ว เวลานี้เรายังเป็นสัตว์เป็นคนอยู่เป็นธรรมดา เวลาโมโหก็อยากฆ่าอยากแกงเขา ครั้นเวลาใจดีแล้วก็หยุดไม่อยากฆ่าอยากแกงเขา ประเภทนี้ยังพอเป็นพอไป พระพุทธเจ้าทรงเล็งญาณเห็นอย่างนี้แล้ว จึงแนะนำสั่งสอนสัตว์โลกตลอดมา

เวลานี้เราอยู่ในท่ามกลางแห่งโอวาทคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ผู้ใดจะปฏิบัติตนแก้ไขตนก็ให้แก้ไขเสียเวลามีชีวิตอยู่นี้ อย่าถึงกับขั้นที่ว่าตายแล้วค่อยนิมนต์พระมาตั้งสองแสนสามแสนองค์มา กุสลา ธมฺมาไม่เกิดประโยชน์อะไร ให้โปรดตัวเองเสียตั้งแต่บัดนี้ กุสลา แปลว่า ความฉลาด คนฉลาดย่อมสร้างคุณงามความดีได้ นี่แหละเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนสัตว์โลก ดังที่ได้เรียนให้ทราบเมื่อสักครู่นี้ พระองค์เล็งญาณดูแล้วจึงสั่งสอนสัตว์โลก ส่วนท้าวมหาพรหมที่มาอาราธนาก็เป็นปฐมเหตุเท่านั้นเอง เรื่องอันใดที่จะใหญ่โตละเอียดลออสุขุมคัมภีรภาพนี้ยกให้พระพุทธเจ้าทั้งหมด แม้แต่ท้าวมหาพรหมก็ยังเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า มหาพรหมองค์ไหนที่จะเลิศเลอยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าว่าพระองค์ไม่รู้ ถึงกับท้าวมหาพรหมมาอาราธนาให้สอนจึงสอนตามคำของท้าวมหาพรหมอย่างนี้ไม่มี มีอยู่ในพระทัยของพระพุทธเจ้าทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว เป็นแต่เวลานั้นกำลังพิจารณาแยกแยะดูประเภทของสัตว์โลก จะควรแนะนำสั่งสอนได้ประการใดหรือไม่

เมื่อท้าวมหาพรหมเห็นอย่างนั้นแล้ว ก็กลัวพระพุทธเจ้าท่านจะปล่อยวางสัตว์โลกให้จมไปเสีย ไม่แนะนำสั่งสอนต่อไป จึงมาขออาราธนาท่านให้แนะนำสั่งสอนสัตว์โลก ความเป็นจริงแล้วไม่มีใครเกินศาสดาที่มีพระเมตตาสงสารพร้อมด้วยปรีชาญาณหยั่งทราบในอุปนิสัยของสัตว์จะดีจะชั่วประการใด ไม่มีใครเกินศาสดาไปได้ นี่แหละท่านจึงสอนพวกเราให้ประพฤติปฏิบัติตาม

วันนี้พวกเราทั้งหลายมากันจำนวนมากมายทีเดียว หลวงตาก็มีความปลาบปลื้มปีติกับพี่น้องทั้งหลายมีใจใสศรัทธา มีความเคารพต่อพระพุทธศาสนา เคารพต่อการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญเมตตาภาวนาของตนเต็มเม็ดเต็มหน่วยในหัวใจของทุกคน หลวงตาก็มีความเมตตาสงสาร นอกจากนี้ก็มีพระเจ้าพระสงฆ์ เวลานี้มาจำนวนมากมาย นั่งอยู่ด้านหลังนี้เต็มไปหมด มีแต่พระเจ้าพระสงฆ์ จึงขอเตือนลูกเตือนหลาน พระลูกพระหลานเหล่านี้ เพราะเกิดมานี่หลวงตาบัวบวชเรียบร้อยแล้ว ท่านเหล่านี้ถึงจะเกิด เราจึงเรียกว่าสอนพระลูกพระหลาน ให้พากันตั้งอกตั้งใจ รักษาศีลของตนให้ดี

เราบวชมาในพุทธศาสนาแล้วเรียกว่าเปลื้องหมด เรื่องภาระการงานอะไรที่ฆราวาสโลกเขาทำกัน ปลดทิ้งทั้งหมด มีตั้งแต่ชีวิตอันเดียวที่อาศัยประชาชนญาติโยม ไปบิณฑบาต ขอทานเขาตอนเช้าได้ข้าวเต็มบาตรมา ๆ สถานที่อยู่อาศัยเขาก็มาจัดมาทำให้ กระต๊อบกระแต๊บเป็นกุฏิศาลาจนกลายเป็นวิหารใหญ่ ยิ่งกว่าภูเขาทั้งลูกไปเสียอีก ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นภาระของประชาชนญาติโยมทั้งหมด เรามีแต่ภาระของเราคือการบำเพ็ญสมณธรรม ศีลรักษาให้ดี อย่าให้ด่างพร้อยขาดทะลุ ถ้าศีลด่างพร้อยขาดทะลุเราก็เป็นคนไม่เต็มบาทเต็มเต็ง เป็นคนสองสลึงหรือนอกจากนั้นลดลงอีก สลึงเดียวเข้าไปอีก กลายเป็นมีแต่หัวโล้น ๆ ก็ได้เพราะศีลขาดอย่างนี้ก็มี อย่าให้เป็นไปอย่างนั้น ให้รักศีลของตนยิ่งกว่าชีวิตจิตใจของเรา

จากนั้นฉันจังหันแล้วไม่มีธุระการงานอะไร พระเราไม่ยุ่ง พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้พระยุ่งนะ แต่ทุกวันนี้ไม่มีใครยุ่งเกินกว่าพระ เกินทุกแบบทุกฉบับสมัยนี้ แข่งพระพุทธเจ้าได้ พระพุทธเจ้าไม่ให้ยุ่งกับหน้าที่การงาน ยิ่งเป็นเรื่องงานของโลกของสงสารอย่าไปแย่งไปชิงเขา ให้เป็นหน้าที่ของประชาชน โลกเขาทำกัน งานของเราคือเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา มีสติปัญญารักษาจิตใจโดยตลอด นับตั้งแต่ตื่นนอน เดินจงกรมก็มีสติ นั่งก็มีสติ ภาวนาในธรรมบทใดก็มีสติสตัง ระมัดระวังจิตใจของตนซึ่งเป็นตัวคึกคะนองมากให้อยู่ในเงื้อมมือของธรรม คือสติธรรมเป็นสำคัญ บังคับเอาไว้ จิตใจเรามันจะดีดจะดิ้นจะเหาะเหินเดินฟ้าไปไหน มันก็ไม่เหนือศีลเหนือธรรม เหนือสติปัญญาของเราไปได้แหละ ต้องอยู่ในเงื้อมมือของเราจนได้ จงให้พากันอุตส่าห์พยายามเคารพเลื่อมใสในธรรมพระพุทธเจ้า

เราบวชมาว่า พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ เราถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นองค์พึ่งเป็นพึ่งตายตั้งแต่วันบวชมา เพราะฉะนั้น เราอย่าไปถือเรื่องกิเลส สรณํ คจฺฉามิ ความโลภ สรณํ คจฺฉามิ ความโกรธ สรณํ คจฺฉามิ ราคะตัณหา สรณํ คจฺฉามิ ผิดกับผู้ที่บวชมาถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ เราต้องถืออันนี้เป็นที่หนักมากกว่าทุกแห่งทุกหน อยู่ที่ไหนอย่าลืมการภาวนา การภาวนาของพระนี้ คือพระบวชออกมาในครั้งพุทธกาล ท่านบวชเพื่อมรรคผลนิพพานจริง ๆ บวชมาเพื่อมรรคเพื่อผล อรหัตอรหันต์สิ้นจากทุกข์ เป็นพระอรหันต์ครองจิตใจอยู่จนกระทั่งถึงขั้นจะนิพพานได้ด้วยอำนาจแห่งการปฏิบัติศีลธรรมด้วยดี เราก็ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

เรื่องมรรคผลนิพพานนั้นคงเส้นคงวาหนาแน่นตลอดมา เช่นเดียวกับกิเลส กิเลสก็คงเส้นคงวาหนาแน่น ไม่มีกาลใดสมัยใดกิเลสจะเหือดแห้งขาดไปโดยที่เราไม่ได้ชำระสะสางมัน แล้วธรรมก็จะมีขึ้นมาโดยที่เราไม่ได้บำเพ็ญอย่างนี้เป็นไปไม่ได้ เราต้องบำเพ็ญธรรม ธรรมถึงจะเกิด เกิดได้ทุกเวล่ำเวลา การบำเพ็ญของเรา เรื่องของพระแล้วไม่มีหน้าที่การงานอันใดเลย มีตั้งแต่การเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา วินิจฉัยจิตใจตัวเป็นมหาเหตุ นี่ตัวก่อกรรมก่อเวรตัวคึกตัวคะนองตัวโหดร้ายที่สุดคือจิตใจของคนเรานี้แหละ นี่เป็นจิตใจของพระซึ่งอยู่ในความอารักขาของเราด้วยสติปัญญา ศรัทธา ความเพียร อย่าปล่อยอย่าวาง ให้ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติ

จิตไม่สงบทำให้สงบด้วยบทบริกรรมภาวนา คำนี้ลูกหลานจำให้ดีนะ หลวงตาได้เดินผ่านมาเรียบร้อยแล้วจึงมาสอนด้วยความแน่ใจและแม่นยำ ไม่คลาดเคลื่อนจากหลักความจริงที่ได้ปฏิบัติมา ถ้าจิตมันดีดมันดิ้นมาก วิชาที่จะฝึกทรมานจิตใจนี้มีหลายประเภท ท่านสอนไว้ในธุดงค์ ๑๓ ข้อ ล้วนแล้วแต่อุบายวิธีการที่จะฝึกทรมานจิตใจให้หายพยศลงเป็นลำดับ อันนี้วิธีการที่เราจะทำความพากเพียรก็เป็นหน้าที่ของเราโดยตรง อุบายวิธีที่จะหนุนความพากเพียรของเราให้ได้ผลเป็นที่พอใจ มันแล้วแต่ผู้จะฝึกหัดตนเองอย่างไร บางคนนอนน้อยก็มี อยู่รุกขมูลร่มไม้ในป่าในเขา ที่แจ้งลอมฟาง แล้วแต่จะเป็นความสะดวกในการบำเพ็ญซึ่งเป็นสถานที่มีเสือร้าย แต่ก่อนมีเยอะนะ พวกอันตรายพวกเสือร้ายเป็นต้น ถ้าอยู่ในที่เช่นนั้นมันกลัว เมื่อมันกลัวมาก ๆ ให้นึกคำบริกรรมติดกับใจไม่ให้ไปคิดถึงเสือถึงยักษ์ถึงผีถึงเปรตถึงมารอะไรแหละ ให้คิดอยู่กับคำบริกรรม เช่นเรานึก พุทโธ เป็นต้น อันนี้แล้วแต่ท่านผู้ใดจะชอบ

เรานึกพุทโธก็ให้มีพุทโธติดกับใจอยู่นั้น ให้รู้อยู่กับพุทโธ ไม่ให้รู้อยู่กับภาพเสือภาพสางภาพอันตรายใด ๆ ทั้งหมด จิตจะสงบตัวลงไปในขณะที่เราบังคับไว้อย่างแน่นหนามั่นคง เมื่อจิตมีความสงบแล้วสัตว์ตัวใดก็ตามในอันตรายทั่วโลกนี้จะไม่มีหวาดเสียวเลย จิตได้ธรรมเป็นที่พึ่งเพราะอำนาจแห่งพุทโธ สั่งสมตลอดเวลาด้วยความมีสติ พุทโธ ๆ ติดใจ ใจมีความเหนียวแน่นเพราะได้รับการบำรุงจากสติ แล้วพุทโธก็แน่นหนาขึ้นมา จิตใจของเราสงบเย็น เอานี่ให้ได้นะพระลูกพระหลาน อย่าอยู่ลอย ๆ เล่อ ๆ เลอ ๆ ใช้ไม่ได้นะ ดูแล้วมันดูไม่ได้ ให้พากันตั้งอกตั้งใจ ถ้าเราได้ฝึกอย่างนี้แล้ว เราแน่ใจเลยว่าจิตจะต้องสงบได้

เอ้า วิธีการสงบ การภาวนา เราเดินจงกรมมากหรือนั่งมาก นอนภาวนามาก อันไหนมีผลดีกว่ากัน เราเดินจงกรมมากทั้ง ๆ ที่ตั้งสติด้วยกัน นั่งภาวนามากตั้งสติด้วยกัน ผลทางไหนเกิดมากกว่ากัน เราหาอุบายวิธีการ อย่างหนึ่งผ่อนอาหาร อย่างหนึ่งผ่อนการหลับนอน ท่านจึงสอนไว้ เนสัชชิ การอดนอนก็เพื่อจะฝึกจิตใจของเรา ให้เราฝึกจิตใจแบบนี้ ผ่อนอาหารเป็นยังไง อาหารเป็นของสำคัญมาก ในครั้งพุทธกาลพระพุทธเจ้าทรงอดพระกระยาหารได้ ๔๙ วัน แต่พระองค์อดอาหาร ๔๙ วันนั้น พระองค์เพื่อตรัสรู้ด้วยการอดอาหารโดยถ่ายเดียว ไม่มีทางด้านจิตใจ คือจิตตภาวนาเข้าเคลือบแฝงเลยจึงผิดพลาดไป เป็นการผิด ถ้าอดอาหารเพื่อตรัสรู้อย่างเดียวเป็นความผิดพลาด

นี้เราอดอาหารเรามีการภาวนาเป็นหลักเป็นเกณฑ์ในหัวใจของเรา การอดอาหารนี้เป็นเครื่องบำรุงทางหนึ่งในทางความพากความเพียรของเรา ฉันมากเป็นยังไง สังเกตดูก็รู้ ดูตัวเอง ถ้าฉันมากแล้วเป็นยังไง ยิ่งอาหารดี ๆ ยิ่งชอบให้ฉันมาก ฉันแล้วความขี้เกียจก็มาก รู้แล้วว่ากิเลสเกิดขึ้นแล้วจากการฉันมาก ความขี้เกียจขี้คร้านก็มาก การนอนก็มาก ทุกอย่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสแล้วมากไปตาม ๆ กันหมด เราต้องลดลง เราฝึกเราเราต้องสังเกตการพิจารณาของเรา เราฝึกเราเราต้องมีสติมีปัญญา ไม่ใช่ว่าฝึกไปเฉย ๆ เช่น ตั้งสติ สำหรับผู้ที่การขบ การฉัน การหลับ การนอนเป็นธรรมอยู่ ตั้งสตินี้ไม่ค่อยได้ผลดีเหมือนผู้ที่มีวิธีการสังเกตตัวเอง เช่น นอนน้อยเป็นยังไงดีไหม แล้วฉันน้อยเป็นยังไง การตั้งสติเป็นยังไงบ้าง จนกระทั่งว่าหยุดไม่ฉันอาหารเลย มีแต่การภาวนาถ่ายเดียว เป็นยังไง

ถ้าเราเห็นผลเด่นทางไหนให้เรายึดนั้นเป็นหลักเกณฑ์ และก้าวเดินต่อไปด้วยวิธีการอันนั้น เช่น ผ่อนอาหาร เราก็ผ่อนไปเรื่อย ๆ ภาวนาไปเรื่อย สติสตังเราจะดีขึ้นเรื่อย แน่นหนามั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ หรืออดอาหาร เราอดไปเท่าไร จิตยิ่งมีความแผ่วเบา มีความสว่างกระจ่างแจ้ง อดไปหลายวันเท่าไร จิตยิ่งสว่างจ้าขึ้นมา นี่ก็แสดงว่าถูกแล้วกับนิสัยของเรา ถึงจะอดจะอิ่มจะเป็นจะตายบ้างเราก็ทนเอาเพื่อผลประโยชน์อันใหญ่หลวง คือจิตของเราได้รับผลจากอุบายวิธีที่ทำอย่างนี้ เราก็ต้องทนเอา ท่านผู้ใดมีนิสัยหนักไปในทางไหน เป็นประโยชน์ทางใดในการประกอบความพากเพียร ก็ขอให้ถือนิสัยนั้นเป็นหลักเกณฑ์ ก้าวเดินต่อไป อย่าปล่อยอย่าวาง

นี่เป็นวิธีการที่สอนพระลูกพระหลานให้ตั้งหน้าตั้งตาต่อมรรคผลนิพพาน พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เอก ทำไมเอาธรรมมาสอนพวกเรามันเท่ากับสอนหมาตัวหนึ่ง ไม่ได้เหมือนสอนคน ถ้าว่าสอนพระมันก็เป็นแพะไปหมดเสีย มันไม่ได้เอาไหน กลายเป็นแพะเป็นหมูเป็นหมาไปเสียหมด มันก็รับธรรมไม่ได้ซิ ถ้าเป็นคน ท่านสอนธรรม เรารับธรรมมาปฏิบัติดังที่สอนอยู่เวลานี้ วิธีการใดที่เราจะนำมาปฏิบัติ จิตใจพร้อมอยู่เสมอที่จะรับฟังเรา ขอให้เราฝึกให้ดีเถอะ เรื่องกิเลสมันฉุดลากไปไหน ความรักใคร่ใฝ่ธรรมของเรายังมี เราเอาสติปัญญาเข้าติดสนิทแนบกับใจของเราแล้ววันหนึ่งจะสงบไปได้ ทีนี้เมื่อจิตมีความสงบในวันนี้แล้ว เราจะรู้สึกตื่นเต้นภายในจิตใจของเรา

จิตสงบเป็นได้หลายอย่างตามจริตนิสัยของผู้เป็น บางรายสงบพรึบลงไปเหมือนคนตกเหวตกบ่อก็มี บางรายค่อยสงบละเอียดลงไป ๆ แล้วละเอียดซึ้งลงไป นั่นก็มี สว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมาเป็นตามนิสัยของคนไปเรื่อย ๆ ส่วนสว่างน่ะสว่างแน่แหละ แต่นิสัยของใครจะสว่างหนักไปทางไหนมันจะรู้ บางทีสว่างขึ้นมามองเห็นเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมไปหมด มี สว่างเฉย ๆ ไม่เห็นก็มี มีหลายแบบหลายฉบับเพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่ในโลก พวกเปรตพวกผีพวกเทวดาอินทร์พรหมมีอยู่ในโลก พระพุทธเจ้าเห็นแล้วรู้แล้วจึงมาสั่งสอนโลก มาโกหกโลกได้ยังไง เมื่อผู้ปฏิบัติเป็นไปตามแนวทางที่ท่านทรงสอนแล้วต้องเห็นได้ด้วยกันนั้นแหละ ไม่มากก็น้อยตามภูมินิสัยของตน พวกเปรตพวกผีมันเต็มอยู่ทุกแห่งทุกหนไม่ว่าในน้ำบนบก มีอยู่หมดแต่เราไม่เห็น เป็นคนตาบอดก็ลบล้างสิ่งเหล่านั้นเสียว่าไม่มี ๆ แล้วก็ลบล้างพระพุทธเจ้าศาสดาองค์เอกไปด้วยกัน พระพุทธเจ้าก็เลยหมดความหมาย สอนโลกไม่เชื่อถือ ก็เสียไปอีก เสียเรานั้นแหละจะเสียใคร

เมื่อเราปฏิบัติตามอย่างนี้แล้ว ความสว่างกระจ่างแจ้งจะเกิดขึ้นภายในจิตใจ เทวบุตรเทวดาไม่ต้องบอก มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ทำไมจะไม่เห็นถ้าเรามีตาญาณของเรา ใจสงบแล้วมันต้องเห็น เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมตลอดพวกเปรตพวกผีจนกระทั่งถึงนรกอเวจี พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นแล้วมาสอนโลกให้ปฏิบัติตามแล้วจะได้รู้ได้เห็นไปตามกำลังความสามารถของตน ทำไมจะไม่เห็น ต้องเห็น นี่เป็นผลอีกทางหนึ่ง เป็นผลภายนอก ผลภายในจริง ๆ ที่จะเอาตัวจริงจริง ๆ คือใจของเราให้มีความสงบผ่องใสภายในตัวเอง อันนั้นเป็นสิ่งภายนอก มันควรจะรู้ได้สิ่งใดก็ไม่ปฏิเสธ ยอมรับว่ารู้ ๆ แต่ไม่ถือเป็นหลักเป็นเกณฑ์เหมือนการฆ่ากิเลส การฆ่ากิเลสสงบลงไปมากน้อยเพียงไรกิเลสสงบตัวแล้วใช้สติปัญญาพิจารณาสอดส่องแยกธาตุแยกขันธ์ ว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขา เป็นหญิงเป็นชาย มันเป็นที่ตรงไหน พิจารณานี้เรียกว่า ปัญญา

เมื่อจิตสงบแล้วจิตอิ่มตัว จิตไม่หิวโหยในอาหาร คือการได้เห็นรูปฟังเสียงกลิ่นรส ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นอาหารโอชาของจิต มันชอบคิดในสิ่งเหล่านี้แหละ ทีนี้เวลาจิตอิ่มตัวแล้วไม่ชอบคิด ไม่อยากรู้ ไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยินได้ฟังเพราะจิตอิ่มตัว นั้นแหละพาจิตที่อิ่มตัวนี้ออกไปพิจารณาทางด้านปัญญาแยกธาตุแยกขันธ์ ดูตั้งแต่ผิวหนังขึ้นไป พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ตั้งแต่เราบวชว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ แปลว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี้มันมีอยู่ด้วยกันทุกคนแล้วทำไมจึงติดเอานักหนา ติดเขาติดเรา มันติดอะไร ผมก็เป็นเส้น ๆ ขนก็เป็นเส้น ๆ หนังเราก็เห็นหนังห่อกระดูกเรานี่ อยู่ข้างนอกผิวเผินเหมือนสวยเหมือนงามเปล่งปลั่ง ผู้หญิงผู้ชายมันรักกัน ไม่ว่าสัตว์ว่าบุคคลหลงกันที่ผิวหนังนี่แหละ

เวลาพิจารณาผิวหนังให้เห็นตามความจริง ตั้งแต่ผิวหนังมันก็มีขี้เหงื่อขี้ไคล พิจารณาเข้าไปมีแต่เลือดแต่เนื้อเต็มตัวแดงโร่ไปหมด พวกเส้น พวกเอ็น พวกกระดูก ตับ ไต ไส้ พุง อาหารเก่า อาหารใหม่ ขึ้นชื่อว่าของสกปรกแล้วเต็มอยู่ภายในตัวของเรานี้หมด แล้วมันสวยมันงามที่ไหน นี่คือแยกธาตุแยกขันธ์ พิจารณาเรื่องของปัญญา พิจารณาแล้วพิจารณาเล่าหลายครั้งหลายหนมันก็ค่อยกระจ่างขึ้นมา เพราะมันมีอยู่ในตัวของเราโดยสมบูรณ์แล้ว จะไม่รู้ได้ยังไง เมื่อพิจารณาแยกแยะนี้จิตมันก็รู้ก็เห็น แล้วก็เกิดความเบื่อหน่าย เบื่อหน่ายความยึดถือ ความดิ้นรนกระวนกระวาย กระเสือกกระสนไปด้วยราคะตัณหา มันก็สงบตัวลงไป ๆ ความทุกข์ก็ไม่กำเริบ ท่านให้พิจารณาอย่างนี้เรียกว่าปัญญา

ถึงกาลเวลาจะพิจารณาทางด้านปัญญาก็ให้พิจารณาอย่างนี้ เมื่อพิจารณาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วเข้าสู่สมาธิให้สงบใจ ไม่ต้องยุ่งเหยิงวุ่นวายกับการแยกธาตุแยกขันธ์ทางปัญญาเหมือนแต่ก่อน ให้พักสงบจิตเพื่อเอากำลัง มีความสงบเย็นใจแล้วออกก้าวเดินพิจารณาเรื่องธาตุเรื่องขันธ์อีกต่อไป จนกระทั่งมีความแจ่มแจ้ง รู้ชัดเจนแล้ว จิตมันจะปล่อยวางเอง ปล่อยธาตุปล่อยขันธ์ มันอยู่กับเรานี้แหละ อุปาทานยึดไว้ถือไว้ เวลาปัญญาเพิกถอนออกมาแล้ว อุปาทานก็ถอนตัวเข้ามา มันก็เห็นตั้งแต่พวกหนังพวกกระดูก

เวลานี้ก็เรียกว่าผีเป็น ซากผีเป็นอยู่กับเรา ซากผีดิบอยู่กับเรา อยู่กับเขาทุกคน อยู่กับสัตว์กับบุคคลเต็มไปหมดเป็นซากผีดิบ เวลาตายแล้วก็เน่าเฟะ เช่น อย่างเรานั่งอยู่เวลานี้เป็นคนเป็น มันก็มีสง่าราศีมีคุณค่ามีราคาไปด้วยกันนั้นแหละ ใครนั่งอยู่ตามร่มไม้ชายคาก็เป็นหญิงเป็นชายเป็นพระเป็นเณรเต็มตัว ๆ แต่พอลมหายใจขาดลงไปเท่านั้น ในป่าวัดเขาน้อยนี้เต็มไปด้วยคนตาย เป็นยังไงพิจารณาแยกกันซิ คนตายทั้งหมด แม้ผู้เทศน์ก็ตาย แล้วเป็นยังไงมีคุณค่าอะไรบ้าง แยกแยะอย่างนี้ การพิจารณาเพื่อจะถอนถอนอุปาทานความมีราค่ำราคาออก เป็นโมฆะ ไม่เกิดประโยชน์อะไร สิ่งเหล่านั้นมีแต่ดินน้ำลมไฟเท่านั้น แยกอย่างนี้เรียกว่าปัญญา

จากนั้นปัญญาจะละเอียดเข้าไป ๆ จนกระทั่งถึงอาการของจิต เช่น สังขาร สัญญา มันคิดมันปรุง หมายเรื่องอะไร มันจะรู้กันทันกัน ๆ ละเอียดลออเข้าไป จิตมีความสว่างจ้าขึ้นไปตั้งแต่พิจารณาธาตุขันธ์ร่างกายเรานี้ละเอียดลออ ปล่อยวางไปได้แล้ว จิตเป็นอัตโนมัติของตัวเอง ทีนี้การก้าวเดินเพื่อมรรคผลนิพพานราบรื่น ๆ มรรคผลนิพพานอยู่ชั่วเอื้อม ๆ แล้วที่นี่ แต่ก่อนอยู่เหนือวิสัยของเราที่จะรู้ได้เห็นได้ อ่อนกำลังวังชา ท้อถอย แต่พอเวลาก้าวเข้าไป ๆ ถึงปัญญาขั้นนี้แล้ว มรรคผลนิพพานอยู่ชั่วเอื้อม ยิ่งขยับใหญ่เลย นี่ผู้ปฏิบัติเพื่อเอามรรคผลนิพพาน มรรคผลนิพพานอยู่ที่ไหน ไม่อยู่ที่ดินฟ้าอากาศ ไม่อยู่กับมืดกับแจ้ง ไม่อยู่กับต้นไม้ภูเขา มันอยู่ที่หัวใจของเรา เราพิจารณาเบิกออก ๆ กิเลสปิดบังเหมือนกับจอกแหนมันหุ้มห่อ มันปิดบังบึงน้ำที่ใสสะอาดทั้งบึงเอาไว้อย่างมิดตัว มองลงไปเห็นแต่จอกแต่แหนเต็มอยู่หมด น้ำที่อยู่ใต้จอกใต้แหนมองไม่เห็น ทีนี้เวลาเรารื้อจอกรื้อแหนออกแล้ว น้ำมีอยู่ในนั้นแล้วมันก็เห็นเอง

อันนี้มรรคผลนิพพานถูกจอกถูกแหนคือกิเลสมันปิดบังเอาไว้ เราเปิดจอกเปิดแหนออกด้วยสมถธรรม ด้วยวิปัสสนาธรรม คือสติปัญญาละเอียดเข้าไป จอกแหนคือกิเลสมันจะจางไป ๆ ก็เริ่มเห็นมรรคผลนิพพาน ทีนี้มรรคผลนิพพานกลายเป็นอยู่ชั่วเอื้อม ๆ ไป พิจารณาไม่หยุดไม่ถอย สุดท้ายก็ขนจอกขนแหนขึ้นบนบกหมด ไม่ให้มีเหลือ เหลือแต่น้ำที่ใสสะอาดอาบดื่มใช้สอยได้อย่างสะดวกสบาย เหลือแต่ธรรมทั้งแท่งอยู่ภายในจิตใจ สว่างจ้าไปหมด นี่ผลแห่งการรื้อจอกรื้อแหนคือกิเลสออกด้วยสมถธรรม วิปัสสนาธรรมของเรา เราจะได้ผลเป็นที่พอใจในการปฏิบัติของเรานี้แหละ เราอย่าไปคาดไปหมายดินฟ้าอากาศ สมัยนั้นสมัยนี้มรรคผลนิพพานมี สมัยนี้มรรคผลนิพพานไม่มี มันมีแต่กิเลสหลอกสัตว์โลกให้ดิ้นตายไปกับมันนั่นแหละ ให้ลูกหลานตั้งหน้าตั้งตาพิจารณา ให้มันเห็นอย่างนี้ซิ

เวลาธรรมได้ปรากฏขึ้นในใจแล้วไม่ไปถามใคร ใครเชื่อก็ตามไม่เชื่อก็ตาม เราประจักษ์ใจเต็มหัวใจเราแล้วพอใจ ๆ ไม่สนใจกับใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม มรรคผลนิพพานเป็นสมบัติของผู้บำเพ็ญ ใครบำเพ็ญก็เป็นสมบัติ บุญกุศลเป็นของผู้บำเพ็ญ ผู้ตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญก็เกิดผลเกิดประโยชน์แก่ตนด้วยกันนั่นแหละ วันนี้ได้พูดถึงเรื่องอรรถเรื่องธรรม สมถวิปัสสนาให้พระลูกพระหลานได้ยินได้ฟังบ้าง เพราะนาน ๆ หลวงตาจะได้เทศน์เรื่องอรรถเรื่องธรรมอย่างนี้ ส่วนมากเทศน์แต่แกงหม้อใหญ่ พระเณรมานั่งฟังก็ไม่ได้ฟัง มีแต่เทศน์สุ่มสี่สุ่มห้าแกงหม้อใหญ่ ตีนู้นตีนี้ไปเรื่อย ๆ

วันนี้แจกกระจายไปให้เห็นทั่วหน้ากันหมด โดยถือเอาท่านอาจารย์สุวัจน์เป็นต้นเหตุแห่งความเป็นความตาย ให้เราต่างคนต่างพิจารณาน้อมเข้ามาสู่ตัวของเราว่าวันหนึ่งแน่นอนจะต้องตายอย่างท่าน ท่านตายอย่างหายห่วง ท่านตายอย่างสง่าผ่าเผย เราจะตายแบบไหน เราต้องตั้งปัญหาถามเรา ถ้าเรายังบกพร่องอยู่ที่ตรงไหน นั้นแหละเราจะตายด้วยความบกพร่องตรงนั้น ให้เสาะแสวงหาคุณงามความดี เมื่อมีอยู่ในใจแล้ว คิดถึงเรื่องความเป็นความตายไม่ค่อยกลัวนะคนเรา เวลามีตั้งแต่บาปแต่กรรม คิดถึงความตายไม่ได้ กระวนกระวายเหมือนจะตายสด ๆ ร้อน ๆ ในเดี๋ยวนั้นเอง แต่เวลามีบุญมีกุศลเพราะเราสร้างไว้เตรียมพร้อมไว้ ๆ เรามีที่ยึดที่เกาะ ระลึกถึงความตายเราก็ไม่มีสะทกสะท้าน ตายเมื่อไรเราก็ไปทางดีทุกเวล่ำเวลา จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ

ศาสนาพุทธของเราเป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว อกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาใดจะมาทำลายมรรคผลนิพพานที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้นี้ ให้ฉิบหายวายปวงไปได้เลย ก็มีแต่พวกเราทำลายเสียเอง ท่านสอนให้ไปทำทานก็ตระหนี่ถี่เหนียวเสีย สอนให้ไปรักษาศีลก็เป็นรักษาสูญไปเสีย สอนให้ภาวนาก็เอาหมอนมากล่อมเสีย อย่างนี้แหละมันลบมรรคผลนิพพานตัวของตัวเราไปเอง ๆ ก็มีแต่กิเลส มีแต่เสื่อแต่หมอนมัดเต็มหลัง ถ้าเป็นพระเป็นเณรก็เอาเสื่อเอาหมอนมัดเต็มหลังไปเลย ไม่สนใจการภาวนา ยิ่งเป็นฆราวาสญาติโยมแล้วยิ่งไม่สนใจอะไรเลย ล้มที่ไหนหลับที่นั่น เสื่อหมอนไม่สนใจ นี่คือมันเพลินในโลกในสงสารจนเกินเนื้อเกินตัว เหมือนว่าจะไม่ตาย ให้ทราบเสียนะ

วันนี้เป็นวันจะเผาศพท่านอาจารย์สุวัจน์ ให้น้อมเข้ามาสู่ตัวของเราให้ได้สัดได้ส่วนได้สติปัญญาขึ้นมาภายในตัว แล้วแบ่งสันปันส่วนคุณงามความดี เราอย่าทำแต่ความชั่วโดยถ่ายเดียว แบ่งสันคุณงามความดีเข้ามาสู่ใจของเราด้วยการบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา เวลาจะหลับจะนอนก็ขอให้ท่านทั้งหลายระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อรหํ สฺวากฺขาโต สุปฏิปนฺโน เสร็จเรียบร้อยแล้วให้ทำความสงบใจ ให้นึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ ที่ใจของเรานี้ เรียกว่า ภาวนา ระลึกอยู่นั้นไม่ต้องคิดไปไหนเวลานั้น ตั้งแต่ตื่นนอนมาจนกระทั่งเรานั่งภาวนานี้ มันคิดมามากแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร ทีนี้เราจะคิดให้เกิดประโยชน์ เอาตั้งแต่ พุทโธ หรือ ธัมโม ตามแต่เราชอบธรรมบทใด แล้วมากำกับไว้ด้วยความมีสติ อยู่ ๆ จะมีความสงบเย็นขึ้นมา แปลกประหลาดอัศจรรย์จริง ๆ ก็คือใจนี้

เวลานี้ไม่ได้รับความเหลียวแล ใครก็ไม่รู้ว่าใจเป็นยังไง คนทั้งคนก็ถือเอาคนทั้งคนนั้นแหละเป็นใจ หมาทั้งตัวก็ถือเอาหมานั้นละเป็นใจ ความจริงไม่ใช่ หมาก็เป็นร่างของหมา ใจที่ครองหมาอยู่นั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง คนเราก็เป็นร่างของคน นี่เป็นเรือนร่าง ใจจริง ๆ ก็อยู่ในเรือนร่างนี้แหละ แต่มันเป็นคนละอัน ๆ จิตใจเมื่อเราได้ชำระแล้วมันจะแยกตัวออก ๆ จากส่วนร่างกายทั้งหลายนี้มาเป็นตัวของตัวโดยเฉพาะ มองดูสังขารร่างกายเห็นทั่วไปหมด ก็รู้ว่าเป็นสังขารร่างกาย มองเข้าไปสู่จิตใจของเราเห็นแต่ความสว่างกระจ่างแจ้ง นี้คือใจ มันก็แยกตัวได้เองถ้าเราบำเพ็ญภาวนา ให้ท่านทั้งหลายบำเพ็ญภาวนา

อย่าลืมนะพุทธศาสนาอยู่ที่จุด คือภาวนา อย่าปล่อยอย่าวาง ความสุขความเจริญ ความสมหวังจะเป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากท่านทั้งหลาย อุตส่าห์บำเพ็ญพยายาม ใครขี้เกียจตายแล้วก็จม ไปชาติหน้าก็จม ชาตินี้ก็จม ไปที่ไหนมีแต่จมทั้งนั้นคนขี้เกียจ คนไม่สร้างความดี เราอย่าหวังคนไม่สร้างความดีจะมีความสุขความเจริญสมหวังได้ ไม่มีทาง นอกจากคนที่สร้างคุณงามความดีจะเป็นที่แก้กันได้ เรามีความดีแล้ว มีสิ่งที่แก้มีสิ่งที่พึ่งพิงอิงอาศัยได้ ฝากเป็นฝากตายได้ ถ้าคนไม่สร้างความดี สร้างแต่บาป ๆ แล้วมีแต่ความหวัง ๆ ตายแล้วจม ความหวังไม่มีความหมายอะไรเลย

วันนี้ขอให้ท่านทั้งหลายได้ฟังนะ หลวงตาได้มาเทศน์ที่นี่ได้สองครั้งแล้ว ขอให้นำไปพินิจพิจารณา อย่าอยู่เฉย ๆ ตายแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร จิตใจดวงนี้ไม่เคยตาย ตายจากนี้แล้วก็ไปเกิดภพนั้นภพนี้ตลอดมาอย่างนี้แหละ ขอให้สั่งสมคุณงามความดีเป็นอาหารหล่อเลี้ยงใจ ใจจะมีที่ยึดที่เกาะแล้วตายไปสู่สุคติ สวรรค์มีไว้สำหรับคนบุญ ทุกชั้นของสวรรค์มีไว้สำหรับคนบุญ พรหมโลกมีไว้สำหรับคนบุญ นิพพานมีไว้สำหรับคนผู้สิ้นกิเลส นรกอเวจีมีไว้สำหรับคนสร้างบาปสร้างกรรม ไม่เชื่อผู้ใดเชื่อแต่ความอยากของเจ้าของอย่างเดียว คนนี้แหละเป็นผู้ที่จะไป ถึงจะบอกว่านรกไม่มีเท่าไรก็มีแต่ลมปาก ตายแล้วไม่เห็นมีความหมายอะไร อำนาจไม่มี ความหวังไม่มีความหมายอะไรเลย บาปกรรมที่ตนสร้างเอาไว้นั้นแหละจะเป็นสิ่งที่บังคับตัวเองให้จมลงในนรก ทั้ง ๆ ที่ว่านรกไม่มี เวลาไปจมแล้วสายเกินไปแล้วแก้ไม่ตก ให้รีบแก้เสียตั้งแต่บัดนี้ที่ยังไม่ตายนะ

วันนี้การเทศนาว่าการธาตุขันธ์ก็อ่อนลง ๆ เทศนาว่าการนี้ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้นำไปคิดไปอ่าน สมเราว่าเป็นลูกชาวพุทธด้วยกัน ชาวพุทธไม่ใช่ชาวผี ให้อบรมศีลธรรมให้มีความดีแก่ตนเอง อยู่บ้านอยู่เรือนคนมีบุญมีกุศลมีธรรมในใจแล้วอยู่สะดวกสบาย ผัวเมียก็ไม่ทะเลาะกัน อยู่ด้วยกันเป็นผาสุก ผัวก็ใจเป็นศีลเมียก็ใจเป็นธรรม อยู่ด้วยกันจนกระทั่งถึงวันตายก็ไม่มีความเบื่อหน่ายอิ่มพอกัน ถ้ากิเลสเข้าไปแทรกแล้วผัวก็ไปหาเมียใหม่ เมียก็ไปหาผัวใหม่ นั่นเอาหมามากัดกันในครอบครัว อย่าพากันเสาะแสวงหาวิชาหมาเอามากัดกันในครัวเรือน ตั้งแต่เราเลี้ยงหมาไว้ในบ้าน มันกัดกันเราก็รำคาญ ทำไมเราผัวเมียจะมากัดกันเสียเองมีอย่างเหรอ มันเลวกว่าหมา ให้จำเอาไว้นะข้อนี้

เอาละ การแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควรแก่ธาตุแก่ขันธ์แก่กำลังวังชาและเวล่ำเวลา ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ

อ่านธรรมะหลวงตา วันต่อวัน ทางอินเตอร์เน็ต www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก