สุดท้ายก็ได้ครองธรรม
วันที่ 13 ธันวาคม 2545
สถานที่ : วัดสันติธรรมาราม ราชบุรี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

 

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ วัดสันติธรรมาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ [บ่าย]

สุดท้ายก็ได้ครองธรรม

 

        วันที่มอบทองวันนั้นทราบว่าเขาถ่ายทอดสดไม่ใช่เหรอ (ถ่ายครับ) เขาถ่ายทอดสดนะ ทางนี้จะเห็นกันรึเปล่าไม่รู้ วันที่ ๑๐ ที่ผ่านมานี้ มอบทองคำธนาคารชาติ เขาถ่ายทอดสด ทางนี้ได้เห็นไหม เห็นอยู่เหรอ วันนั้นมีแต่ถ่ายทอดสดพิธีการต่าง ๆ การเทศนาว่าการหลวงตาไม่ได้เทศน์อะไรเลย วันนั้นนะ ไม่มีเวลาเทศน์ด้วย ทั้งงานยุ่งมากเหนื่อยมากด้วย ตั้งแต่การสวดการอะไรก็มอบให้พระทำทั้งหมด ท่านสวดเราไม่สวด แต่เวลากินเรากินก่อนใครนะ เวลาสวดเราไม่สวด หัวหน้าเป็นอย่างงั้นนะ

         พูดถึงเรื่องการฉัน หัวหน้าทางฝ่ายกรรมฐานนี้ ขอบเขตมันก็ต่างกัน คือทางปริยัติมีอยู่ทั่ว ๆ ไป ไม่ค่อยมาฉันรวมกัน ฝ่ายกรรมฐานนี้ส่วนมากฉันรวมกัน เวลาฉันนี้ก็มารวมกันฉัน เช่นมารวมที่ศาลา มาฉัน เพราะฉะนั้นกฎระเบียบของส่วนรวมจึงต่างกัน ปริยัติมันต่างคนต่างอยู่ แม้จะอยู่ในวงเดียวกันนี้ ใครฉันก็ฉันได้เลย พอนั่งรวมกันพร้อมแล้วฉันไปได้เลย ไม่มีอะไรถือสีถือสากัน เพราะไม่ถือว่าเป็นความเสียความเคารพหรือไม่เสีย ไม่ถือ นี่ทางฝ่ายปริยัติ แต่ทางฝ่ายปฏิบัติแล้ว โอ๊ย จิตใจทั้งหมดรวมอยู่กับหัวหน้า คอยดูหัวหน้า ทุกอย่างถ้าหัวหน้ายังไม่เคลื่อน บรรดาลูกวัดนี้สงบเงียบ จดจ่อด้วยความเคารพ เป็นอย่างงั้นนะต่างกัน

         เฉพาะเรื่องการฉันนี่เคารพมากทีเดียว ถ้าหัวหน้ายังไม่ได้ฉัน ยังไงลูกวัดจะไม่ฉันเป็นอันขาด ว่างั้นเถอะ ด้วยความเคารพมีน้ำหนักมากกว่าการฉันก่อนหรือฉันภายหลัง นี่เป็นขนบประเพณีของพระกรรมฐาน สำหรับหลวงตามันเคยทั้งสองฝ่ายแล้ว เรียกว่าเข้านอกออกในได้หมด คือหลวงตาบัว เข้าใจไหม ทางปริยัตินี่ก็เข้าได้หมด ไม่ว่าวัดนอกวัดใน วัดราษฎร์วัดหลวง เราเข้าหมดเลย เข้าสมาคมได้หมด ทีนี้ทางกรรมฐานก็เหมือนกัน กรรมฐานเราก็เข้าได้หมดเหมือนกัน ที่ไหน ๆ ยิ่งปรากฏว่ามีชื่อเสียงโด่งดัง องค์นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างนั้น ๆ เราจะจดจ่อองค์นั้นละสำคัญ เข้าเลย ๆ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าเข้านอกออกในได้หมดละหลวงตา

ทีนี้ขนบประเพณีของวัดทางฝ่ายปริยัติกับทางฝ่ายปฏิบัติต่างกันยังไงบ้าง นี่ก็รู้ได้หมด เพราะเราเคยแล้ว ปริยัติท่านปฏิบัติอย่างนั้น ๆ ฝ่ายปฏิบัติท่านปฏิบัติอย่างนี้ ๆ แต่การกล่าวทั้งสองนี้หมายถึงอยู่ในกรอบของธรรมวินัยด้วยกัน ไม่มีฝ่ายใดที่จะข้ามเกินพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้น คำว่าต่างจึงต่างอยู่ในวงของธรรมวินัยเท่านั้นเอง ไม่ได้ต่างไปเพื่อการทำลายธรรมวินัยแต่อย่างใด เรียกว่าต่างเป็นฝ่ายธรรมไปเลย ถ้าเป็นฝ่ายพระวินัยนี้ข้ามไม่ได้

คราวนี้ก็ได้มากรุงเทพฯ เกี่ยวกับเรื่องการมอบทอง ๕๐๐ กิโลเต็ม มาคราวนี้ได้ทองคำ ๕๐๐ กิโลเต็มตามที่กำหนดไว้ และดอลลาร์ได้ ๓๐๐,๐๐๐ ดอลล์ เรียกว่าพอดี ในช่วงนี้กะว่าพอดี ได้ดอลลาร์ถึง ๓๐๐,๐๐๐ นี้ก็พอใจเต็มที่แหละ เราคิดทีแรกกลัวว่าจะไม่ได้ ๓๐๐,๐๐๐ เพราะมันขาดอยู่มาก ก่อนเรามากรุงเทพฯ ดูเหมือนขาดตั้งหลายแสนหลายหมื่นนะ ดูเหมือนได้ ๒๓๘,๐๐๐ หรือไง นั่นละที่เราได้มารวมแล้วได้ ๒๓๘,๐๐๐ จากนั้นก็มาได้ใหม่ทั้งหมดเป็นจำนวน ๓๐๐,๐๐๐

นี่ละเงินจำนวนที่ขาด มันไม่ได้ขาดน้อย ๆ ขาดมาก จนถึงกับเราวิตก เสี่ยงได้เสี่ยงเสียว่าจะได้ ๓๐๐,๐๐๐ หรือไม่ได้ ว่างั้นนะ ถ้าไม่ได้เราก็ไม่เสียใจ ได้เราก็พอใจ เพราะเงินดอลลาร์นี้ขาดอยู่มาก ขาดอยู่ร่วม ๔๐,๐๐๐–๕๐,๐๐๐ นะ แล้วมากรุงเทพฯนี้มาถึงวันที่ ๗ วันที่ ๘ วันที่ ๙ ตอนเช้าท่วมปึ๊บเลยเชียว เต็มเอี๊ยด ๓๐๐,๐๐๐ พอดี ได้เข้าทั้งทองคำและดอลลาร์ ได้นำเข้าสู่คลังหลวงด้วยความภาคภูมิใจทุกอย่างไม่บกพร่องแต่อย่างใด แล้วเป็นไปตามกำหนดโดยแท้ก็คือทองคำ จะขาด ๕๐๐ กิโลไม่ได้ นี่เราสั่งขาดมาเลยทีเดียว ขาด ๕๐๐ กิโลไม่ได้ ต้องให้ได้ ๕๐๐ กิโล

ส่วนดอลลาร์ความมุ่งหวังเราก็อยากได้ ๓๐๐,๐๐๐ ให้เข้าพร้อมกัน แต่นี้เงินเรายังขาดอยู่มากดอลลาร์ ได้แค่ไหนก็บุกกันไปนี้แหละ ก็บุกไปเรื่อย พอมาถึงวันที่ ๗ ตอนเย็น  วันที่ ๘ ก็เอากัน  พอถึงวันที่ ๙  ฉันจังหันเสร็จเอากันใหญ่เลยครบปุ๊บ  ๓๐๐,๐๐๐ นั่นแหละจึงได้เข้าทั้งสอง คือดอลลาร์และทองคำด้วยความภูมิใจทั้งสองอย่างเลย และต่อจากนี้ไปเราก็จะได้พยายามหาอย่างเดิมนี้แหละ คือจะเข้าเป็นพัก ๆ เวลานี้ได้ประกาศให้บรรดาพี่น้องทั่วประเทศไทยได้ทราบทั่วกันแล้วว่า เราเข้าแต่ละครั้ง ๆ นี้สำหรับทองคำต้องให้ได้ ๕๐๐ กิโล คือ ๕๐๐ กิโลเข้าที ๆ แต่ก่อนไม่ได้ประกาศ ได้แค่ไหนหรือสมควรที่จะเข้าก็เข้าเลย มาระยะหลังนี้เมื่อมันแน่นอนดี เราเลยบอกว่าให้ ๕๐๐ กิโลแล้วค่อยเข้า พอได้ ๕๐๐ กิโลแล้วเข้าที

เวลานี้เราได้เข้าโดยสมบูรณ์แล้วสำหรับทองคำเรา เข้าสู่คลังหลวงเป็นจำนวน ๕,๕๕๙ กิโลครึ่ง ที่เข้าคลังหลวงเรียบร้อยแล้ว ส่วนดอลลาร์เข้า ๗ ล้านกับ ๑ แสนเศษ ที่เข้าแล้วนะ เข้าอย่างตายตัว ไม่มีขึ้นมีลง เวลามันอยู่นอกคลังหลวงมันขึ้นลงเรื่อยนะ ลูกศิษย์ลูกหาเขามาพูดกวนหูด้วย เวลานี้ทองกำลังขึ้นอย่างงั้น ขึ้นไหนก็ขึ้นเถอะน่ะ เราโมโห เอาจับมันเข้ามาคลังหลวง ขังไว้ในคลังหลวงนี่นะ มันไม่มีขึ้นมีลงได้ละ ไป ไปหาจับมา เราว่าอย่างงี้ จับเข้าสู่คลังหลวง มันขึ้นมันลงไม่ได้ละ มันติดคุกแล้วนี่นะ เวลานี้มันดีดได้ ไปหาจับมันมา มันดื้อนัก เราว่างั้น

นี้มันก็ได้ถึง ถ้าเป็นตันก็เรียกว่า ๕ ตัน น้ำหนักทองคำได้ ๕ ตันกับ ๕๕๙ กิโล ครึ่งแล้วเวลานี้ เข้าคลังหลวงเราโดยสมบูรณ์แล้วทุกอย่าง ขาดอีก ๔ ตันกว่า นี่ละที่พี่น้องชาวไทยเราทั้งประเทศ เราจะได้รวมกันในจำนวนที่ยังขาดนี้ ๔ ตันกว่าหรือ ๔,๐๐๐ กิโลกว่านี้ ให้เข้าถึงจุด รวมแล้วให้เป็น ๑๐ ตัน หรือ ๑๐,๐๐๐ กิโล ว่างั้น พอได้ตามนี้แล้วหลวงตาก็พอใจทุกอย่าง หมด เรียกว่าความเป็นห่วงเป็นใยกับความยากจนข้นแค้นของพี่น้องชาวไทยเราเรียกว่า หมด พอได้ตามจุดที่เรามุ่งหมาย ซึ่งจุดที่มุ่งหมายนั้นเราได้พิจารณาแล้ว อะไรจะพอดิบพอดี พอฟัดพอเหวี่ยงกันไปได้ก็คือว่า ต้องให้ได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน

ถ้าได้นี้แล้วพอฟัดพอเหวี่ยง เมืองไทยเป็นเมืองไทย หายใจโล่ง ไม่อึดอัด ถึงจะยังไม่หายใจเต็มปอด แต่ก็หายใจโล่ง นี่แหละที่ว่าพอได้ถึงจุดนี้แล้ว เราก็เรียกว่า ไม่อยากรบกวนพี่น้องทั้งหลายอีก กวนกันหาอะไรนักหนา ตั้งแต่กวนมานี้ก็มากต่อมาก หนักต่อหนักด้วยกันอยู่แล้ว เมื่อพอหายใจได้บ้าง เอาต่างคนต่างหายใจไปเถอะ ว่างั้นเลยนะ เราจึงว่าปล่อย ทีนี้ปล่อย พอได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน สำหรับดอลลาร์นั้นค่อนข้างแน่แล้วตั้งแต่บัดนี้ว่า เมื่อทองคำได้น้ำหนัก ๑๐ ตันแล้ว ดอลลาร์จะต้องได้ ๑๐ ล้าน แน่นอน เป็นความแน่ใจได้แล้ว หากว่ายังขาดเท่าไรก็นี่แหละจะไปหาออดอ้อนเอาจากพี่น้องทั้งหลายในบรรดาดอลลาร์นี่ให้ได้ ๑๐ ล้าน อันนี้จะออดอ้อนอยู่เพื่อให้ได้ ๑๐ ล้าน

ส่วนทองคำเมื่อได้ ๑๐ ตันแล้วตัดเลยทีนี้ สมบูรณ์แบบ พอใจ เพื่อจะให้มันสมดุลกันคือว่า ดอลลาร์เราก็เข้าไปให้ได้ ๑๐ ล้าน หากยังไม่พอก็ออดอ้อนกับพี่น้องทั้งหลายอีกจนพอ ๑๐ ล้านนะ จุดใหญ่ของหลวงตาที่ได้ช่วยพี่น้องทั้งหลายนี้ หลวงตาได้ช่วยจริงๆ นะ ก็เคยได้พูดหรือได้เรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบแล้วว่า ข้าศึกอันใหญ่หลวงของเรานี้ ในชีวิตของเราตั้งแต่เกิดมา ว่างั้นเลยนะ เป็นฆราวาสมาก็เป็นเวลา ๒๐ ปีกับ ๙ เดือน เราเริ่มบวชในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๗๗ คำนวณดูอายุของเราได้ ๒๐ ปีกับ ๙ เดือน นี้เราบวชมา

ชีวิตของเราในคราวเป็นมนุษย์ที่ยังไม่ได้บวช ก็หนักเหมือนโลกเขาทั่ว ๆ ไป แต่ไม่ได้หนักหนาถึงกับการสละชีพด้วยงานนั้น ๆ นะ แต่เราบวชในศาสนานี้ การเรียนก็ไม่ได้สละ เรียนหนักเรียนเบามากน้อยเพียงไร ยากก็ทราบว่ายากเหมือนทั่ว ๆ ไปที่ศึกษาเล่าเรียนกัน ก็ไม่มีอะไรปักใจให้สะเทือนมาก จนถึงขนาดที่ว่าลืมไม่ลงจนกระทั่งบัดนี้เหมือนออกปฏิบัติ คราวนี้เป็นคราวสำคัญมาก พอหยุดจากการเรียนก้าวขึ้นสู่ภูเขา โดยได้รับโอวาทจากหลวงปู่มั่นเต็มหัวใจแล้ว นั่นแหละตั้งแต่บัดนั้นมา เรียกว่าขึ้นเวทีแล้ว จะฟัดกับกิเลสซึ่งเป็นตัวมหาภัย ย่ำยีตีแหลกหัวใจเรามา ให้เกิดให้ตาย แบกหามไปด้วยกองทุกข์ไม่มีเวลาจบสิ้นเลย คราวนี้จะเอาให้กิเลสพัง จึงตั้งลง เรียกว่าสอง จะเป็นคู่แข่งกันต่อไปไม่ได้

หนึ่ง ถ้ากิเลสเก่งกว่าเรา ให้กิเลสอยู่บนเวที เราต้องตกเวทีตายไปเลย ไม่ได้ฟื้น ถ้าฟื้นขึ้นมายังจะขึ้นฟัดกับกิเลสอีก ว่างั้นเลยนะ ต้องตายไปเลยไม่ฟื้น สอง ถ้าธรรมมีอำนาจฟัดกิเลสขาดสะบั้นลงตกเวทีลงไป กิเลสไม่มีวันฟื้น เราอยู่คนเดียว ธรรมกับใจครองกันครอบโลกธาตุอยู่บนเวที อยู่บนไตรโลกธาตุด้วยความสง่างามจ้าภายในจิตใจ มีสองอย่างเท่านี้ที่ได้ตั้งกัน มันเก่งกว่าแชมเปี้ยน คือแชมเปี้ยนเขาชนะแบบไหนเขาก็ไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ ชนะคะนงคะแนน แพ้คะแนนไปธรรมดา ๆ หากว่าจะตายก็ด้วยเหตุบังเอิญเท่านั้น เขาไม่ได้ตั้งใจว่าจะต่อยกันให้ตาย เขาต่อยเอาความแพ้ความชนะ เอาชื่อเอาเสียงตามสมมุตินิยม ที่เรียกว่า กีฬา ๆ เท่านั้นเอง

แต่เราขึ้นต่อยกับกิเลสนี้นั้น เอาหนักเลยเชียว คือเอาชีวิตเข้าแลกเลย ถ้ากิเลสเก่งให้กิเลสอยู่บนเวที เราตายไปแบบไม่ฟื้น ถ้าฟื้นกลับมาแล้วมันจะขึ้นเวทีฟัดกับกิเลสอีก กิเลสต้องเอาไม่ให้เราฟื้น เราถึงจะตายไปเลย นี่ข้อหนึ่ง อีกข้อหนึ่ง ถ้าเราเก่งกว่ากิเลส กิเลสต้องพังฟื้นขึ้นมาไม่ได้ เอาให้กิเลสพัง ม้วนเสื่อไปเลย ครองอมตะมหานิพพานเต็มหัวใจโดยถ่ายเดียวเท่านั้น นี่ฟัดกันตั้งแต่บัดนั้น เมื่อได้รับโอวาทจากหลวงปู่มั่นว่ามรรค ผล นิพพานเต็มเปี่ยมเหมือนน้ำมหาสมุทร เป็นแต่เพียงว่า พวกจอกพวกแหนมันปกคลุมหุ้มห่อ น้ำมหาสมุทรกว้างแสนกว้าง จอกแหนมันครอบไปหมด

จอกแหนคืออะไร คือกิเลส น้ำมหาสมุทรได้แก่ธรรมอยู่บนหัวใจเรา น้ำมหาสมุทรมันครอบธรรมนี้ไว้บนหัวใจเราอีกเหมือนกัน ไม่ให้มองเห็นบาป เห็นบุญ เห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นนิพพานอะไรเลย จนกระทั่งที่ว่า เกิดมาทั้งคนเสียชาติเป็นมนุษย์มาตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งวันตายนี้มีมาก เฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทยเรา ย่นเข้ามาคือชาวพุทธเรา มีความรู้สึกที่จะสังหารตนให้ฉิบหายป่นปี้ อย่างนี้มีเยอะนะ ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วกลายเป็นธรรมธาตุนี้ คือพระพุทธเจ้าตรัสรู้แต่ละพระองค์ ๆ นี้ พอตรัสรู้ปึ๋งนี้ จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันครอบโลกธาตุ เรียกว่า ธรรมธาตุ

พระพุทธเจ้าตรัสรู้มากี่หมื่นกี่แสนกี่ล้าน ๆ ๆ ๆ พระองค์เป็นธรรมธาตุเหมือนน้ำมหาสมุทรครอบโลกธาตุไปหมดเลย นี่ธรรมประเภทนี้ที่มีอยู่ในโลกให้สัตว์ทั้งหลายกราบไหว้บูชาตลอดมาเวลานี้ แต่สัตว์โลกมองไม่เห็น เพราะกิเลสมันยังปิดใจเราที่จะเปิดรับธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ไม่มีอะไรจะรู้ยิ่งกว่าใจที่จะเปิดรับธรรมของจริงของเลิศเลอทั้งหลาย ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ผ่านมาแล้ว ๆ ได้เหมือนใจดวงนี้ คือปรับตัวให้เข้าเต็มที่แล้วจะรับกันได้โดยสมบูรณ์แบบ โดยไม่ต้องทูลถามพระพุทธเจ้าพระองค์ใด เหมือนกันหมด

กิเลสมันครอบเอาไว้ ธรรมเต็มหัวใจแสดงตัวออกไม่ได้ กิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะตัณหา เรียกว่ากิเลส ซึ่งเป็นเหมือนจอกเหมือนแหนทั้งนั้นปกคลุมไว้หมด ความโลภมันแตกแขนงไปเท่านั้นก็ลืมเป็นลืมตายคนเรานะ คนเราถ้าโลภมากๆ ไม่มีป่าช้านะ มีแต่หวังจะร่ำจะรวย จะสวยจะงาม จะดีจะเด่น จะเหยียบหัวคนทั้งโลกไป แม้เทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหมก็ยังจะเหยียบให้สูงกว่าเขาไปอีก นี่คือความโลภ ในหัวใจมันพองตัว มันทำให้ลืมบุญ ลืมบาป ลืมดี ลืมชั่ว ลืมเป็น ลืมตายไปหมด นี่คือกิเลส

ให้ท่านทั้งหลายเข้าใจเอานะ อันนี้แหละที่มันครอบในหัวใจเรา ทำให้เราลืมเนื้อลืมตัวอยู่ตลอดมา ความโกรธ ไม่พอใจในสิ่งใดย่อมแสดงฟืนไฟขึ้นมาในหัวใจดวงกิเลสนี้แหละ กิเลสมันฝังอยู่ในนี้ พอฆ่า ฆ่า แก้กันแบบไหนเอาทั้งนั้น ผูกโกรธผูกแค้น ผูกกรรมผูกเวรจากความเคียดแค้นของกิเลสที่มันตัวโกรธ ๆ ก็กิเลสในหัวใจนี้แหละ นี่ก็เหมือนจอกแหนอันหนึ่งมันปิดเอาไว้ จึงไม่เห็นบุญเห็นบาป ไม่เห็นผิดเห็นถูกประการใด ไม่มีการยับยั้งชั่งตัวที่ผ่อนคลายต่อกันเลย จะเอาให้ได้อย่างใจ นี่เรียกว่ากิเลส ตัวเป็นมหาภัยต่อตัวนั้นเอง และกระจายไปเป็นไฟต่อผู้อื่น ท่านเรียกว่ากิเลส

กิเลสนี้แลที่เทียบว่าจอกแหน นี่เป็นประเภทที่สอง ประเภทที่หนึ่ง คือความโลภก็ได้ชี้แจงให้ทราบแล้ว ประเภทที่สองก็เป็นจอกเหมือนกันครอบไว้ ประเภทที่สาม ราคะตัณหา ตัวนี้ตัวรุนแรงมากนะ ราคะตัณหานี้อยู่ใต้ของความโลภ อยู่ใต้ของความโกรธ หนุนความโลภ หนุนความโกรธ ให้แผลงฤทธิ์ขึ้นมา สุดสายตาเรา ถ้าว่าเราว่าตาดูก็สุดสายตา มองไม่เห็นเลย ทุกอย่างสุดไปหมด เพราะอำนาจของราคะตัณหา ความไม่อิ่มพอในหญิงในชาย เมื่อไม่อิ่มพอแล้ว อันนี้ซึ่งเป็นรากใหญ่แล้ว ก็อยากได้อันนั้น อยากได้อันนี้มาพอกพูนตัวราคะตัณหาให้เด่นดวงขึ้นไป นี้ละตัวสำคัญมาก

นี่เราพูดย่อ ๆ นะ ให้ท่านทั้งหลายขยายออกไปเองก็แล้วกัน นี่ก็คือจอกแหนที่ปกคลุม เพียงสามกองทัพกิเลสเท่านี้เป็นจอกเป็นแหนปกคลุมจิตใจ สัตว์โลกเคลิ้มหลับไปไม่มีวันตื่นนอน บางคนตั้งแต่เกิดมาไม่ระลึกถึงบุญถึงบาปอะไรเลย มีแต่จะเอาให้ได้อย่างใจๆ ตายทิ้งเปล่า ๆ ยิ่งกว่าขอนซุงทั้งท่อนนี้มากต่อมาก นี่ละมันน่าสลดสังเวชสัตว์โลกเรา ซึ่งเป็นผู้มีคุณค่ายิ่งกว่าบรรดาสัตว์ทั้งหลาย แล้วก็มาไร้ค่ายิ่งกว่าสัตว์ไปอีกนี้มันเลวที่สุด ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้นะ

นี่เราพูดถึงเรื่องตัวมหาภัยอยู่ในใจ มันฝัง ทั้งท่านทั้งเราจะตำหนิใครไม่ได้นะ มันหากมีอยู่ในหัวใจของทุกคน ทั้งสัตว์ก็มี ขึ้นชื่อว่าจิตดวงนี้มีอยู่ที่ไหน ตัวกิเลสทั้งสามประเภทนี้มันจะครอบไว้หมดทุกดวง ไม่ว่าสัตว์ ไม่ว่าบุคคล แม้แต่เปรตผีก็ยังมี แต่มีหนักเบามากน้อยต่างกันเท่านั้น นี่ละท่านเรียกว่า มหาภัย มันปกคลุมน้ำอมตะมหานิพพานที่มีอยู่ในดวงใจของเรา เรียกว่าเลิศเลอที่สุดอยู่ในหัวใจของเรา มันปิดไว้หมด ให้เห็นสิ่งเหล่านี้เป็นของเลิศเลอแทนกันกับธรรมไปเสีย มันก็เหยียบย่ำทำลายธรรมลงไป

ธรรมก็เลยมีคุณค่าสู้ความโลภไม่ได้ ความโกรธไม่ได้ ราคะตัณหาไม่ได้ มันก็สนุกเหยียบล่ะทีนี้ ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา สนุกเหยียบหัวใจสัตว์ ไม่มีวันลืมหูลืมตา เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด ตั้งแต่เกิดมาแล้วก็ตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาวันหนึ่งๆ  จนกระทั่งถึงหลับ บางรายหลับไม่ได้ หลับไม่ลง เพราะอารมณ์ของกิเลสมันพาฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมดีดดิ้นด้วยความเสียใจ นี่สำคัญมาก นอนไม่หลับ บางรายเป็นบ้าไปก็มี นี่แหละมันบีบบี้สีไฟอยู่ในหัวใจดวงนี้ นี่เราสรุปถึงเรื่องภัยนะ ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า มันมีอยู่ในหัวใจทุกคน ขอแต่มีสิ่งมากระทบมันนะ มันเหมือนไฟอยู่ในเตา อยู่ในเตามันไม่มีเชื้อเข้าไปเสริมมัน มันก็อยู่ในเตา ร้อนระอุอยู่ในเตา มันไม่แสดงเปลวออกมา พอมีเชื้อไฟไสเข้าไปนี้ มันจะแสดงเปลวขึ้นมา

อันนี้หัวใจของเราทุกคน กิเลสตัวนี้เหมือนไฟอยู่ในเตา เมื่อไม่ได้รับเชื้อความกระทบกระเทือนมันก็ไม่แสดงตัว ถ้าได้รับความกระทบกระเทือนรุนแรงขึ้นมา เฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายชั่ว นี้มันจะเป็นไฟขึ้นมาในหัวอกเรานะ ทีนี้ดูอะไรดูไม่ได้ มีแต่จะเอาจะสังหารอย่างเดียว เอาให้แหลก ให้เป็นผุยผงไปโดยถ่ายเดียวเท่านั้น นี่แหละกิเลสตัวนี้มันรุนแรง เราเรียกว่า มหาภัย ให้พี่น้องทั้งหลายทราบนะ นี่ก็มาย่นเข้าถึงวิธีการสังหารกัน เกี่ยวกับเรื่องเราช่วยโลก เราบวชมาเป็นฆราวาส หนักเราก็ยอมรับว่าหนัก แต่เราไม่เคยสละชีวิตจิตใจกับงานนั้น ๆ ทำไม่เสร็จทิ้งไว้วันหลังทำต่อไป ไม่เป็นข้อหนักใจถึงขนาดที่จะสละชีวิตต่องานการนั้น ๆ ที่ทำยังไม่สำเร็จนั้นเลยนะ

แต่งานฆ่ากิเลสนี้เอาจริงเอาจังมาก เรียกว่า สละหมดเลย การบวชมาก็รักษาศีลรักษาธรรมมาธรรมดา การเรียนหนังสือก็เรียนมาเป็นธรรมดา มีหนักเบามากน้อยยอมรับว่าหนักเป็นธรรมดา มาถึงจุดที่จะฆ่ากิเลส เพราะได้ฟังอรรถฟังธรรมจากหลวงปู่มั่นแล้ว ธรรมะนี่เหมือนท้องฟ้ามหาสมุทร เต็มอยู่ในหัวใจเรานี่แหละ เป็นแต่เพียงว่า ถูกกิเลสที่เป็นเหมือนจอกเหมือนแหนนี้มันปกคลุมหุ้มห่อ “เอา ให้ท่านเร่งนะ”นั่นเวลาท่านเอานะ ให้ท่านเร่งนะ มืดไม่มืดที่ไหน ดิน ฟ้า อากาศ วันนี้มืด วันหลังสว่างมาได้ แต่มันมืดในหัวใจเพราะกิเลสปิดบังนี้ไม่มีวันสว่างนะ ให้เปิดอันนี้ออก สิ่งนี้จะเปิดออกได้ด้วยเครื่องมืออันใด ด้วยวิธีใด มีธรรมเท่านั้นเปิด เอาธรรมเปิดออก

ความโลภมันโลภมาก ๆ ลากมันออกมาสู่ความเสียสละ ทำบุญให้ทาน สงเคราะห์สงหาเพื่อนบ้านร้านตลาด สัตว์ทั้งหลาย พอสงเคราะห์กันได้แค่ไหน เอาสละกัน ช่วยกันไป มนุษย์เราเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน ให้เห็นอกเห็นใจกัน เสียสละไป เพื่อชนะความเห็นแก่ตัว ความโลภ ความตระหนี่ถี่เหนียว ความเอารัดเอาเปรียบนี้ลงไป แล้วเราก็จะอยู่เป็นสุข เรายื่นอะไรให้ผู้ใด แม้แต่ยื่นขนมให้เด็ก เด็กก็ดีใจ และยื่นเงินให้เด็ก เป็นยังไง ทำไมเด็กถึงดีใจได้ นั่นแหละความดี เข้าไปที่ไหนไม่ครึไม่ล้าสมัย

ความเสียสละ ของเรานี่ควรจะได้กินเต็มปากเต็มท้องเรา แต่เราไม่กิน เงินทองนี้เราไปใช้ที่ไหนก็ได้เต็มกำลังของเราที่มีอยู่ สมบัติของเราที่มีอยู่ แต่เราไม่กิน อันนี้เราจะเสียสละ ยื่นไปให้เด็ก พอเด็กได้รับเงินเท่านั้นแหละ เด็กยิ้มให้เห็นแล้วใช่ไหม นี่แหละคือความดี ยื่นไปถึงไหน คือยื่นน้ำใจให้กัน มีความรื่นเริงบันเทิง เด็กก็รักผู้ใหญ่ขึ้นมาทันทีทันใด ยื่นอาหารให้หมาก็เหมือนกัน โยนอาหารให้หมา หมาทั้งกินทั้งมองดูเราผู้ให้เขานะ ทั้งกินทั้งมองดูเรา เห็นวันหลังติดปั๊บเลย นั่นเห็นไหม อำนาจแห่งความดี ติดได้ถึงใจสัตว์ เราเป็นผู้เสียสละได้อานิสงส์มากเป็นคุณค่าตอบแทนเรา ไปที่ไหนไม่อดอยากขาดแคลน

คนที่มีความเสียสละไม่ตีบตันอั้นตู้ ไปที่ไหนเปิดเผยไปด้วยอำนาจแห่งทานของตน เป็นแม่เหล็ก หากมาดลบันดาลเกิดมีมาจนได้ จะเป็นจะตายไม่ตาย อำนาจแห่งบุญแห่งกุศลที่เราเสียสละลงไป ส่วนความตระหนี่ถี่เหนียว เราอย่าไปหวังพึ่งมันนะ มีเท่าไรจะเอาเราให้จม ๆ เศรษฐีมีเงินกองเท่าภูเขา ตายแล้วจมได้เหมือนคนทั่วๆ ไป ที่ไปเผาศพมันก็มีแต่ประชาชนของเราไปเผาศพ เอาฟืนไปเผา เงินกองเท่าภูเขาไม่เห็นมาช่วยเหลืออะไรเลย จะพาไปสวรรค์ก็ไม่ไป ไปนิพพานก็ไม่ไป ถ้าลงนรกเป็นได้เพราะความเป็นห่วงเงินมาก เป็นได้ กองเงินกองทอง

นี่ละสิ่งสำคัญมันอยู่กับความเสียสละ ให้พี่น้องทั้งหลายจำไว้นะ นี่การเทศน์ไปต้องขออภัย เทศน์ไปหลงลืมไปนะ เงื่อนไม่ต่อกัน นี่ก็พูดถึงเรื่อง ความเสียสละกับความตระหนี่ต่างกัน คนตระหนี่ถี่เหนียวไม่มีใครอยากคบค้าสมาคม นอกจากนั้นเขายังระเวียงระวัง คนตระหนี่ย่อมเป็นคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ เอารัดเอาเปรียบ พอได้แง่ไหนมันจะเอา เพราะฉะนั้นคนที่มีหัวใจด้วยกันเขายิ่งต้องระวังกัน ระวังคนตระหนี่ถี่เหนียว คนเสียสละเขาไม่ระวัง ไปที่ไหนยิ้มแย้มแจ่มใสอยากกราบไหว้บูชา คนมีจิตใจกว้างขวางเต็มไปด้วยเมตตา นี่เป็นอย่างงั้นนะ

นี่แหละธรรมพระพุทธเจ้า คือความเมตตาสงสารเฉลี่ยเผื่อแผ่ แต่กิเลสที่เป็นภัยของธรรมนั้นไปที่ไหนก็มีแต่ความตระหนี่ถี่เหนียว นี้คือภัยของธรรม ภัยของเรา ภัยของส่วนรวมให้พากันปัดออก ๆ ให้อยู่ด้วยกันด้วยความเสียสละ ด้วยความเมตตาสงสาร เฉลี่ยเผื่อแผ่กันตามเกิดตามมีของเรา นี้เหมาะสมทุกคน นี้เรียกว่ากิเลส

เราก็เลยลืมเราว่าจะฟัดกับกิเลสทีไรก็ยังไม่ได้ฟัด ไปนี้ตีนั้นไปนั้นตีนี้ จะขึ้นเวทีฟัดกับกิเลสทีไรก็ยังไม่ได้ตี มันยังไม่แล้ว บริษัทบริวารของกิเลสมันก็เยอะ ต้องหาตีบริษัทบริวารมันเสียก่อน

ทีนี้เข้ามาอันใหญ่ล่ะที่นี่นะ พอได้รับธรรมจากหลวงปู่มั่นเต็มเหนี่ยว หายสงสัยถึงเรื่องมรรค ผล นิพพาน เหมือนว่ามรรค ผล นิพพาน อยู่ชั่วเอื้อม ๆ เพราะอำนาจแห่งธรรมเปิดเผยให้เห็นอย่างเต็มที่ถึงเรื่องมรรค ผล นิพพาน ฟังอย่างถึงใจ นี่ขอสรุปเอาเลยว่า ฟังอย่างถึงใจ เมื่อลงมาจากท่านแล้ว ทีนี้มันภาคภูมิทุกอย่าง เหมือนว่าตัวของเรานี้พองขึ้นหมดทั้งตัวนะ มันพอใจในธรรมท่าน ลงไปแล้วก็ถามปัญหาตัวเอง ทีนี้มาหาครูบาอาจารย์องค์ที่ปรากฏชื่อลือนามสมใจเราแล้ววันนี้ ฟังธรรมะก็สมใจแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องติ ภูมิใจเต็มที่แล้ว

ทีนี้เราเป็นยังไง กลับมาถามตัวเอง ธรรมะเป็นของจริงสุดยอดแล้ววันนี้ หาที่สงสัยไม่ได้ ทีนี้ตัวของเราเป็นยังไง เราจะจริงเหมือนธรรมท่านไหม ทางนี้ก็ตอบขึ้นมาอย่างทันทีทันใด ถ้าเป็นนักมวยไม่ต้องยกครู ตอบทันทีเลย ต้องจริง ไม่จริงตายเท่านั้น นั่นละตั้งแต่บัดนั้นมาหลวงตาบัวนี่ทุกข์ลำบากแสนสาหัส ในการประกอบความพากเพียรชำระกิเลสตัวเป็นมหาภัยดังที่กล่าวนี้ละ นี่ละฟาดตรงนี้ ต้องเอาอย่างหนัก ๆ เพราะเราหวังจะม้วนเสื่อมันให้หมดไม่ให้เหลือซากอยู่เลย มันจะเป็นเชื้อเป็นโคตรอันลุกลามต่อไปอีก ฟัดกันเต็มเหนี่ยว

นี่ละการบวชมาในศาสนา คราวนี้เป็นคราวที่หนักมาก จนกระทั่งลืมไม่ได้นะหลวงตา ไม่ลืม พอถึงคราวจะเป็นจะตายจริงๆ  มีเป็นระยะ ๆ การนั่งนี้พี่น้องทั้งหลายจะเชื่อไหม อย่างหลวงตานั่งภาวนา นั่งนี่ฟาดตั้งแต่หัวค่ำจนกระทั่งสว่าง นั่งขัดสมาธิท่าเดียว ไม่มีคำว่าพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงที่ไหน เอา เป็นก็เป็น ตายก็ตาย ปวดหนักก็ปวดไป ปวดเบาก็ปวดไป ไม่มีข้อยกเว้นว่าจะลุกไปถ่ายหนักถ่ายเบาไม่มี เว้นข้อเดียว คือในเวลานั้นเราอยู่กับครูบาอาจารย์กับพระเณรที่สำนักหลวงปู่มั่น เว้นตั้งแต่เวลามีความจำเป็นเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินขึ้นมาภายในวัด จะเกิดกับพระกับเณร กับครูบาอาจารย์องค์ใดก็ตาม เราจะลุกให้ไปช่วยเหตุการณ์อันนั้น นอกจากนั้นเราจะไม่มีข้อยกเว้นว่าจะลุกเลย

ตั้งสัจจะอธิษฐาน ไม่ว่าปวดหนักปวดเบาปวดอะไร ไม่เว้นทั้งนั้น เว้นข้อเดียวที่ไปช่วยเหตุการณ์นั้นเท่านั้น เป็นยังไงเป็นกัน ต้องสว่างเป็นวันใหม่ขึ้นมา เราถึงจะยอมลุก ถ้ายังไม่สว่างถึงวันใหม่ ตายก็ตายไปเลย ไม่ยอมลุก เอากันอย่างนั้น ๆ ไม่ใช่คืนหนึ่งคืนเดียว รวมแล้วมันตั้ง ๙ คืน ๑๐ คืนนะ นั่งตลอดรุ่งๆ แต่ไม่ติดกันทุกคืน เว้นสองคืนบ้าง สามคืนบ้าง นั่งตลอดรุ่ง ๆ จนกระทั่งก้นแตกเลอะหมดเลย นั่งทีแรกออกร้อนเป็นไฟเผาที่ก้น ที่สองต่อมามันออกร้อนมากมันก็พอง แต่เราไม่เคยสนใจ ก้นพองก็ตาม ก้นแตกก็ตาม ไม่ใช่จุดที่หมายของเรา จุดที่หมายของเราคือให้กิเลสแตก หมุนติ้วเลย ไม่เคยสนใจกับอันนี้ ฟาดเสียจนกระทั่งก้นพอง ก้นแตก ก้นเลอะ กี่คืน

นี่ละจิตมันหมุนกับธรรม ฆ่ากับกิเลส ไม่เคยสนใจกับตัวเองเลย เป็น ๙ คืน ๑๐ คืน จนถึงกับหลวงปู่มั่นมาหักห้าม นี่พูดเสียวันนี้ ส่วนมากเราไม่เคยพูด ท่านมาหักห้าม มันจะเลยเถิดเกินไป ความหมายว่างั้น เราก็พักตั้งแต่บัดนั้นมา เราจึงไม่นั่งตลอดรุ่ง แต่ความเพียรนี้ไม่มีถอย ซัดกันเต็มเหนี่ยวกับกิเลสตัณหา นี่ละความเอาจริงเอาจังในธรรมทั้งหลาย มีอำนาจมากในความตั้งอกตั้งใจของตัวเอง ผู้มาประกอบความพากเพียร เอาฟัดกันลงไป กิเลสมันเหนียวแน่นขนาดไหน มันทำความทุกข์ความทรมานให้แก่เรามากน้อยเพียงไร เราทุกข์ทรมานนี้เพื่อจะสังหารกิเลสต่างหาก ไม่ใช่เพื่อให้เราล่มจม เราจะเสียหายตรงไหน เอาซัดกันลงไป

นี่จึงว่าฟัดกันลงตรงนี้ ๆ เอาไม่หยุดไม่ถอย จิตใจที่ถูกจอกถูกแหนคือกิเลสทั้งหลายปกคลุมหุ้มห่อมืดมิดปิดตาอยู่นี้ค่อยเบิกกว้างออก ๆ สว่างไสวออกมาๆ  นี่เรียกว่าจอกแหนบางไป ธรรมะส่องแสงขึ้นมา เห็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็น เกิดมาแต่โคตรพ่อโคตรแม่หลวงตาบัวก็ไม่เคยเห็น ว่าบาป ว่าบุญ ว่านรก สวรรค์ ว่าเปรต ว่าผี นรกอเวจีที่ไหน เราก็ไม่เคยเห็น แต่เวลาภาวนาเข้าไป ถึงขั้นที่มันจะรู้ปิดไม่อยู่ เอาละนะ เพราะสิ่งเหล่านี้เคยมีมาดั้งเดิมตั้งแต่เรายังไม่เกิด ยังไม่ภาวนา มันมีอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงว่าเราไม่เห็นเท่านั้นเอง เราจึงสนุกลบล้างได้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มี ๆ ด้วยความตาบอดของเรา

ทีนี้เวลาจิตใจมันสว่างขึ้นมาก็เหมือนตาเราลืมขึ้นมานี้ มองไปที่ไหนมันก็เห็นคนลืมตา คนตาบอดตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งวันตายมันก็บอดไปทั้งเกิดทั้งตาย มันไม่เห็นอะไรแหละ นี่คนตาบอด คนใจบอด เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์ใดมาประกาศลั่นโลกว่า บาป บุญ นรก สวรรค์ นิพพานมีมันก็ไม่ยอมเชื่อ นี่คือคนตาบอด บอดตั้งแต่เกิดจนกระทั่งวันตาย คนผู้ต้องการหวังจะรู้จะเห็นอยู่ ปฏิบัติตามวิธีการท่าน มันก็ค่อยรู้ค่อยไป

ทีนี้มันก็รู้ก็เห็นเรื่องเหล่านี้นะ พูดอย่างเปิดหัวอกเลย เราหายสงสัยในเรื่องบาปเรื่องบุญ นรก สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน เปรตผีประเภทต่าง ๆ ที่เต็มอยู่ทั่วแดนโลกธาตุนี้หายสงสัยหมด เพราะธรรมนั้นเปิดจ้าไปให้เห็น แต่ก่อนก็ไม่เห็น แต่มันไม่ได้ถึงกับว่าไม่เชื่อนะ มันไม่เห็นก็บอกไม่เห็นเฉย ๆ ความมุ่งมั่นอันหนักก็คือว่า จะมุ่งมั่นเอามรรค ผล นิพพาน สิ่งเหล่านั้นจึงไม่ค่อยหนักหนา แต่เวลามันเปิดเข้ามา ๆ มันรู้เข้ามา รู้ตรงไหนหาที่ค้านไม่ได้นี่ เช่นอย่างเราไม่เคยเห็นหมาไปเห็นหมาเราค้านได้ยังไง หมาตัวนี้เราไม่เคยเห็น เห็นอย่างนี้เราไม่เชื่อได้เหรอ หมาไม่เคยเห็นก็ตาม ไปเห็นแค่นี้เราก็เชื่อว่าหมา อย่างหมาดำสองตัวนั่น เห็นไหมล่ะ ไปดู

นี่ละไม่เห็นก็ตาม ไปเห็นแล้วก็รู้ว่าหมาเป็นยังไง เปรต สัตว์นรกอะไร แบบเดียวกัน มันมียังไง ๆ ก็ตาของเราจับตาใจนี่ เห็นไปแล้วเจ้าของไม่สงสัยเจ้าของ แล้วไปสงสัยพระพุทธเจ้าหาอะไร ก็พระพุทธเจ้าทั้งนั้นสอนไว้สิ่งเหล่านี้ เราถึงมาปฏิบัติ ถึงได้รู้ได้เห็น นี่ละทีนี้เราก็หายสงสัยทุกอย่าง เอาสรุปเลยนะ ฟาดกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากจิตใจ ใจนี้สว่างจ้าครอบโลกธาตุขึ้นมา นี่ก็เคยได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้ว ไม่ได้พูดด้วยความโอ้อวดอะไร ธรรมไม่มีคำว่าโอ้อวด เอาแต่ของจริงมาพูดล้วน ๆ ส่วนกิเลส โอ้อวดได้ไม่สงสัยนะ ส่วนธรรมนี้ไม่มี ความจริงมียังไง พูดไปอย่างงั้น

อันนี้ก็เหมือนกัน เวลามันเปิดออกมาแล้วปิดได้ยังไง ใครจะว่าไม่เห็น ๆ ก็เหมือนอย่างเราตาดีคนเดียว คนตาบอดหมดทั้งศาลานี้ เขาปฏิเสธว่าเขาไม่เห็น ๆ  ก็เขาตาบอด แน่ะ ไอ้เราตาดีเราจะไปเชื่อคนตาบอดได้ยังไง คนตาดีต้องเชื่อตาตัวเองซิ นี่ความรู้อันนี้อยู่กับตัว มันก็รู้มันก็เห็นได้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพียงองค์เดียว ไม่ต้องหาใครมาเป็นศาสดาสอน ไม่มีใครมาเป็นพยาน สอนโลกได้ตลอดมา ก็เพราะความรู้อันเดียวเต็มเหนี่ยวแล้ว พระสาวกทั้งหลายรู้แล้วเต็มเหนี่ยวด้วยกัน ๆ เต็มกำลังวาสนาของตัวเอง นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่างนี้

นี่เราก็ได้ปฏิบัติมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถึงขนาดชีวิตจะขาด เอา ขาดไป เมื่อถึงขั้นมันจะตาย เอาตาย ไม่เคยสลบ ถึงขั้นตายแล้ว เอาตายเลย คำว่าถอยนี้ไม่มี ฟัดเสียจนกระทั่งกิเลสม้วนเสื่อไม่มีอะไรเหลือ จิตใจกระเทือนโลกธาตุขึ้นมา ดังที่เคยได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้ว พูดถอดออกมาจากหัวใจ และวิธีการปฏิบัติทั้งหนักทั้งเบาทุกด้านมาให้พี่น้องทั้งหลายทราบ เราจึงสอนโลกด้วยความไม่สะทกสะท้าน ว่าจะผิดไปที่ตรงไหน ไม่มี ในหัวใจเรามันแน่ทุกอย่าง ๆ แล้ว เป็นแต่เพียงว่า ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อมากน้อยเพียงไรนั้นก็เป็นเรื่องกรรมของสัตว์ จะช่วยไม่ได้เมื่อเราช่วยอย่างนี้เขาไม่ยอมรับแล้วก็เป็นกรรมของเขาเอง มันก็มีเท่านั้น เราไม่มีได้มีเสียกับใคร ฉุดลากคนขึ้นจากความตกน้ำ จากจมน้ำ ลากขึ้นมาเขาไม่ยอมขึ้นก็เป็นเรื่องของเขา จมไปก็เป็นเรื่องของเขา เราก็ปล่อยมือเสียก็เท่านั้นเอง

นี่ละอันหนึ่ง เป็นที่หนักมาก กระเทือนถึงใจจนกระทั่งวันตายเราไม่มีวันลืม ในการต่อสู้กับกิเลส เอาถึงขั้นเป็นขั้นตาย ไม่ให้เป็นสอง ให้อันเดียว ถ้ากิเลสมันเก่งก็ให้มันครองโลกธาตุ เราจมไป ถ้าเราเก่งให้กิเลสพัง เราครองธรรมของพระพุทธเจ้าตลอดไป สุดท้ายก็ได้ครองธรรม ได้มาสอนพี่น้องทั้งหลายอยู่เวลานี้ นี่เรียกว่า หมดภาระ ภาระที่เราสละเป็นสละตายนั้นก็เพราะกิเลสเท่านั้น พอกิเลสพังลงไปแล้ว สละหาอะไร ไม่มีอะไรที่จะสละ ไม่มีอะไรจะต่อสู้กัน ที่เป็นข้าศึกก็คือกิเลส กิเลสพังไปหมดแล้วต่อสู้กับอะไร หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง

แล้วความสุขในสามแดนโลกธาตุนี้มารวมที่หัวใจนี้หมด ท่านทั้งหลายจะไปหาความสุขว่าจะอยู่ในภูเขาลูกนั้น ป่านี้ ทุ่งนั้น ดงนี้ หรือท้องฟ้ามหาสมุทร อย่าไปหานะ อยู่ที่ใจของเรานี้แหละ ความทุกข์ก็เหมือนกัน อย่าไปหาข้างนอกข้างใน มันอยู่ที่หัวใจ หัวใจนี้ได้รับความทุกข์เพราะสาเหตุอันใด ให้แก้สาเหตุอันนั้น เพราะความชั่วช้าลามก ให้รีบแก้ความไม่ดี ความไม่ดีนั้นแหละทำให้เราเกิดความทุกข์ ถ้าเราทำดีลงไปก็เป็นการแก้ทุกข์ ๆ ความสุขก็เกิดขึ้นมา

อันนี้เราแก้หัวใจของเราหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว การที่จะประกอบความพากเพียรให้เป็นทุกข์ลำบากเหมือนแต่ก่อนไม่มี เราบอกจริง ๆ เราไม่เคยมี ตั้งแต่กิเลสพังลงไปแล้วเราไม่เคยได้แก้กิเลสตัวใดอีกเลย หมดโดยสิ้นเชิงจนกระทั่งบัดนี้ นี่นับเป็นเวลาก็ ๕๔ ปีนี้แล้ว ตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ ฟังซิ พี่น้องทั้งหลายฟังเอา วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เป็นวันที่กิเลสพังลงจากหัวใจ เวลา ๕ ทุ่มพอดี หลังภูเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร นั้นน่ะเป็นวันตัดสินกันระหว่างกิเลสกับตัวของเราที่พัวพันกันมา ได้ล่มจมเพราะกิเลสไสลงนรกอเวจีนั้นได้ขาดสะบั้นลงไปแล้ว

ตั้งแต่บัดนั้นมาข้าศึกคือกิเลสจึงไม่เคยปรากฏมีในหัวใจ อยู่ที่ไหนเป็นความบรมสุข ภายในจิตใจไม่เคยมีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง มาเป็นคดีเรื่องราวอะไรต่าง ๆ ไม่เคยมีในจิตใจเลย ก็มีแต่เรื่องธาตุเรื่องขันธ์ เจ็บไข้ได้ป่วย ปวดหัว ตัวร้อน เหมือนโลกทั่ว ๆ ไป เพราะอันนี้เป็นสมมุติ โลกเขาเป็นเราก็เป็นได้ แต่มันไม่เข้าไปถึงหัวใจ มันก็เป็นอยู่ตามธาตุตามขันธ์ ตัวหัวใจจริง ๆ ไม่มีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องได้เลย นั่นท่านเรียกว่าบรมสุข หรือว่าธรรมธาตุ นี้ละธรรมชาติที่เลิศเลอสุดยอด อมตธรรม อมตธาตุ อมตจิต คือจิตดวงที่พ้นกิเลสแล้วก็ไม่สูญ ครองธรรมธาตุไว้โดยสมบูรณ์

เหมือนกับกิเลส ยังมีชีวิตอยู่มันก็ไม่สูญ ตกนรกหมกไหม้กี่กัปกี่กัลป์มันก็ไม่สูญ ทนทุกข์ก็ยอมทน ทรมานมากน้อยยอมทน แต่ไม่ยอมสูญ ไม่ยอมสูญก็คือจิตดวงนี้ เวลาพ้นจากสิ่งที่เป็นข้าศึกศัตรูมาแล้ว มาเป็นธรรมธาตุแล้วจึงไม่สูญเต็มเหนี่ยวเลย พี่น้องทั้งหลายแน่ใจว่า นี่เป็นวาระหนึ่งที่เราได้ช่วยพี่น้องทั้งหลาย อันนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะได้มาช่วยพี่น้องทั้งหลาย พอช่วยตัวเองได้เต็มกำลังความสามารถแล้ว จากนั้นก็มาช่วยพี่น้องทั้งหลายเป็นเวลา ๔-๕ ปีนี้แล้ว นี้ก็เอาเป็นอันดับสอง เพราะอันดับสองนี้ไม่เด็ดเหมือนอันดับหนึ่ง อันดับหนึ่งเราคนเดียว จะเป็นก็เป็นได้ ตาย ตายไปได้เลย ไม่ต้องห่วงใคร แต่นี้เรากับพี่น้องทั้งหลายมันเป็นเรือพ่วง ถึงจะเด็ดจะหนักอะไรมันก็เป็นเรือพ่วง จะให้มันคล่องตัวเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แหละ

เพราะฉะนั้นจึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบทั่วหน้ากันว่า หลวงตาช่วยพี่น้องทั้งหลายคราวนี้ ช่วยด้วยความบริสุทธิ์ใจเต็มเหนี่ยว ไม่หวังอะไรเป็นสิ่งตอบแทนเลย แม้แต่เงินบาทเดียวที่พี่น้องทั้งหลายบริจาค นับแต่ทองคำ ดอลลาร์ เงินสดลงมา เงินหนึ่งบาทที่หลวงตาที่จะไปหยิบออกจากของพี่น้องทั้งหลายที่มาถวายเป็นส่วนรวม มาเป็นของตนนี้เราไม่เคยมี เราพิถีพิถันมากที่สุดในสมบัติเหล่านี้ เพราะทำต่อโลกด้วยความเมตตา เราไม่ได้ทำด้วยความหิวโหย เราพอทุกอย่างแล้ว เราไม่เอาอะไร นอกจากช่วยโลกให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงเชื่อในความบริสุทธิ์ของตนว่าสุดส่วน ไม่มีอะไรเป็นมลทินด้วยเจตนาลามกนะ ไม่มี กับสมบัติพี่น้องทั้งหลายนี้ไม่มีเลย กรุณาทราบตามนี้

นี่เราก็ได้เร่งมาถึงขนาดนี้แล้ว ผลแห่งความดีงามของพี่น้องทั้งหลาย แสดงอย่างไรบ้าง เวลานี้ได้ ๕ ตัน กับ ๕๕๙ กิโลครึ่งแล้ว แต่ก่อนใครเอามาให้ ไม่เคยมี เวลานี้ก็ปรากฏอยู่แล้วในคลังหลวงของเรา ทองคำตั้ง ๕,๕๕๙ กิโลครึ่ง เต็มอย่างชัดเจน ไม่มีสงสัยแล้ว แล้วดอลลาร์ตั้ง ๗ ล้าน ๒ แสน นี่เข้าแล้วเวลานี้ แต่ก่อนใครเอามาให้ มีแต่พวกพี่น้องชาวไทยเรา ตะเกียกตะกายด้วยความรักชาติ ด้วยความเสียสละพร้อมกันด้วยความสามัคคี ตะเกียกตะกายหามา ก็ได้ทองคำมาถึงขนาดนี้ แล้วดอลลาร์ก็ได้ถึงขนาดนี้

เราจะพยายามให้ถึงจุดที่หมายเพื่อจะอุ้มชาติไทยของเรา ให้ขึ้นเต็มสัดเต็มส่วนด้วยทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน แล้วดอลลาร์อย่างน้อยก็คงไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านแหละ เมื่อถึงนี้แล้วเราก็สมบูรณ์แบบตามกำลังความสามารถของเรา ประเทศไหนมาดูถูกเราไม่ได้นะ ประเทศไทยเราสมบูรณ์แบบแล้ว นี่ก่อนที่หลวงตาที่จะออกมาประกาศ คือได้พิจารณาแล้ว ได้เข้าไปดูทองคำในคลังหลวง หัวหน้าคลังหลวงเขานิมนต์หลวงตาไปดูเอง ตอนที่หลวงตาไปมอบคลังหลวงครั้งแรก เขาก็ต้องมีหวังแหละว่า เขาจะมีส่วนได้กับเราเมื่อเราไปดูนั้นมาแล้วนี่นะ

แล้วเขาก็นิมนต์เราเข้าไปดูทองคำในคลังหลวงวางไว้เป็นตับ ๆ ๆ เราก็เดินซอกแซกซิกแซ็ก ดูอย่างละเอียดลออนะ ออกมาแล้ว ทีนี้สรุปเลย ทราบว่าทองคำในคลังหลวงของเรารู้สึกมีน้อยมาก นี่ละที่มันกระเทือนใจมากนะ มีน้อยมาก ไม่คู่ควรกับคนไทยทั้งประเทศ ๖๒ ล้านคนเลย เพราะฉะนั้น จึงได้ออกประกาศตั้งแต่บัดนั้นเพื่อได้หนุนสมบัติเงินทองข้าวของซึ่งเป็นลมหายใจพี่น้องชาวไทยเรา ให้อิ่มในหัวใจของเรา หายใจโล่ง เราเป็นที่พอใจ จึงได้ประกาศทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตันขึ้นมา กรุณาทราบตามนี้

เราทำอย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช่มาย่วมย่าม ๆ นะ ไปดูแล้วทองคำในคลังหลวงเป็นยังไง จะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับชาติไทยของเราทั้งชาติ ๖๒ ล้านคน เมื่อได้ทองคำมานี้แล้ว พอหายใจโล่งแหละ ถึงไม่เต็มปอดก็หายใจโล่ง นี่ละเราเอาจุดนี้ ไม่รบกวนพี่น้องทั้งหลายมากกว่านั้นแหละ เอาแค่นั้นพอใจ ด้วยการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว นี่เป็นครั้งที่สองที่ช่วยพี่น้องทั้งหลาย ช่วยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่มันเป็นเรือพ่วง เอื่อย ๆ ไปอย่างงั้นแหละ ไม่เหมือนตัวคนเดียว คนเดียวนี้ฟัดเลย อยากกินก็กิน กินข้าว ไม่อยากกินกี่วันช่าง

นี่เราทำมาแล้วนะที่พูดนี่นะ กี่วันก็ตาม ฉันจังหัน ไม่อยากฉันไม่ฉัน ไปคนเดียว ๆ ภาวนา นั่งก็อย่างว่า หามรุ่งหามค่ำ ครั้นเวลาฉันก็เหมือนกัน อยากฉันก็ฉัน ไม่อยากฉันกี่วันก็ตามไม่ฉัน เพราะเราไปคนเดียว เป็นก็เรา ตายคนเดียว เราไม่เห็นยากอะไรนี่นะ นี่เคยฝึกทรมานตนจนได้ผลเป็นที่พอใจ ด้วยอำนาจแห่งความเอาจริงเอาจัง ความขยันหมั่นเพียร ขอให้พี่น้องทั้งหลายยึดนี้ไปเป็นหลักเป็นเกณฑ์เอาไว้ ถึงจะไม่ได้ตามครูตามอาจารย์ตามพระพุทธเจ้าทุกกระเบียดก็ตาม ก็ขอให้ได้แบบลูกศิษย์ที่มีครูสอน ค่อย ๆ เดินตามครู

เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านี้ล่ะ เทศน์ไปเทศน์มาก็จะตาย เหนื่อยแล้ว

มาทีไร พอได้โอกาสก็มาเยี่ยมพี่น้องทั้งหลายทุกครั้งนะ อาศัยที่ว่าท่านสงบนี้เป็นพระวัดป่าบ้านตาด เคยอยู่กับหลวงตาบัว เป็นลูกศิษย์หลวงตาบัวมาแล้วก็มาสร้างวัดที่นี่ หลวงตาก็เป็นอาจารย์ ทางนี้ก็เป็นลูกศิษย์ พ่อกับลูกมันก็ต้องติดตามกันมา ดูเหตุดูผลตลอด เพราะฉะนั้นจึงมาเยี่ยมพี่น้องทั้งหลายให้เป็นผลรายได้ด้วยกันไปอย่างนี้แหละ

คราวนี้พวกทองคำ ดอลลาร์เราจะได้เร่งกว่าปกตินะ เพราะจวนเข้ามา ๆ เรียวเข้ามา ใกล้เข้ามาพุ่งเรื่อย ต่อไปจะรวดเร็วขึ้น คือส่วนได้มากกว่าส่วนที่ขาด ขาดมีน้อยกว่า แล้วก็เป็นที่แน่ใจเป็นกำลังใจของพี่น้องชาวไทยเราทั่วประเทศแล้วว่า ทองคำเรา ดอลลาร์เราเป็นยังไงได้เห็นชัดเจนแล้ว

เวลาหลวงตามาเมื่อไร ถ้ามีเวลาว่างหลวงตาก็มาทุกครั้ง อันดับหนึ่งก็คือลูกศิษย์ท่านสงบ ท่านเป็นพระวัดป่าบ้านตาด จากนั้นแล้วมาอยู่ที่นี่ แล้วก็ติดตามดูลูกศิษย์ลูกหาเป็นยังไง พ่อแม่กับลูก ลูกไปที่ไหนพ่อแม่ต้องติดตามใช่ไหม คอยดูเหตุดูผลดีชั่วประการใดนี้อันดับหนึ่ง อันดับสองพี่น้องทั้งหลายก็เป็นลูกศิษย์ของท่านหยี ก็แสดงว่าท่านหยีนี้จะพอมีศีลธรรมอยู่บ้าง หรือขาดไปสักกี่ตัวศีลน่ะ (หัวเราะกัน) ถ้าไม่ขาดก็เรียกว่าพอมีศีลธรรมให้เป็นความสงบร่มเย็นแก่พี่น้องทั้งหลาย ได้มาบำเพ็ญคุณงามความดีต่อกัน นี่เป็นอันดับที่สองที่เป็นเหตุให้เชื่อมโยง และดูดดื่มไปถึงกันหมด

เวลามาเห็นลูกศิษย์พระนี้แล้ว ประชาชนก็ลูกศิษย์พระ ต่อมาก็กลายเป็นลูกศิษย์หลวงตาบัวเข้าไป มันก็สนิทกันเข้าล่ะซิ อยากว่าอะไรก็ว่าล่ะซิทีนี้ ถึงได้มาบ่อย เวลาว่างมาล่ะ

(เขาถวายทองคำ ๕ บาท ๕๐ สตางค์ เช็ค ๑๐๐,๐๐๐ บาทครับ) ขออนุโมทนาอย่างถึงใจนะ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ ของนี้มีแต่ของรักของสงวน ออกมาจากตับจากปอดของพี่น้องเราทุก ๆ คน ทำไมจึงเสียสละได้ ถ้าหัวใจความเสียสละ ความรักชาติไม่มีน้ำหนักมากกว่าทองหรือเงินเราที่อยู่ในกระเป๋านี้ เราจะสละไม่ได้ อันนั้นมีน้ำหนักมากกว่านี้ ดึงออกมาจนได้ และเป็นเครื่องประดับชาติของเราให้สง่างามแน่นหนามั่นคงขึ้นได้เพราะความเสียสละ กรุณาทราบตามนี้นะ

ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะ เวลากลางค่ำกลางคืนเวลาจะหลับจะนอนเป็นเวลาที่ว่างที่สุด ฟัง ไม่มีงานการอะไร ให้เอาธรรม พุทโธ ธัมโม สังโฆ เข้ามากล่อมใจให้สงบเย็นไปด้วยการหลับก็ได้ หรือจะนั่งภาวนาเอาจนจิตสงบแล้วค่อยนอนก็ได้ ให้อยู่กับคำบริกรรมพุทโธ ให้สงบให้หลับไปกับพุทโธก็ได้ เป็นมงคลยิ่งกว่าการคิดยุ่งเหยิงวุ่นวายเป็นไหน ๆ ฝากคำภาวนานี้ไว้กับหัวใจ เพราะธรรมนี้เป็นธรรมเลิศเลอ ซึ่งถูกจอกแหนปกปิดไว้เวลานี้ ให้เปิดออก ให้ได้เห็นความสุขความเจริญภายในใจของเราบ้าง

ธรรมพระพุทธเจ้าประกาศลงมาที่ใจ ให้เปิดสิ่งที่เป็นข้าศึกดังที่กล่าวแล้วสักครู่นี้ออกวันละเล็กละน้อย เปิดไปเปิดมาหลายครั้งหลายหน มันจะเปิดแจ้งออก แล้วมันจะกระจ่างเห็นหมด ดังที่สอนพี่น้องทั้งหลายนี้ หลวงตาพูดแล้วพูดเล่า คือพูดออกด้วยความอาจหาญชาญชัย เป็นที่แน่ใจ ที่ถอดออกมาพูดนี้ออกมาจากของจริงล้วน ๆ ไม่ได้มีคำว่าแฝงว่าแปลงอะไรเลยนะ ปลอมไม่มี เป็นของจริง ๆ ล้วน ๆ

สอนพี่น้องทั้งหลายด้วยความเน้นหนัก เช่นกิริยาท่าทางบางทีเน้นหนัก เหมือนจะฉีกจะกัดกันกินแล้วนะ แต่ความจริงคือพลังของธรรมออกมา ไม่ใช่พลังของกิเลส ถ้าพลังของกิเลสมันออกมานี้ โกรธ โกรธแค้นจริง ฆ่าได้จริง ๆ เอาให้แหลกไปได้เลย นี่พลังแห่งความโกรธ คือกิเลส แต่พลังของธรรมนี้เป็นน้ำดับไฟ มันจะออกรุนแรงขนาดไหน เหมือนกับน้ำดับไฟเทลงจ้าก ๆ แล้วไฟดับ นี้คือพลังของธรรมออกจากใจที่บริสุทธิ์ดวงเดียวนั้นแหละ

ต่อไปนี้จะให้พร จากนี้ก็กลับ พากันผาสุกเย็นใจ อย่าลืมพุทโธเวลาจะหลับจะนอน ทุกคนให้มีพุทโธติดตัวนะ

 

อ่านและฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตาวันต่อวัน ได้ที่

www.Luangta.or.th or www.Luangta.com

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก