มรรคผลนิพพานอยู่กับเรา
วันที่ 8 มกราคม 2546 เวลา 8:30 น. ความยาว 43.28 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

มรรคผลนิพพานอยู่กับเรา

 

         เราไม่ได้ลืมนะพ่อแม่ครูจารย์มั่นเอาผ้าห่มท่านห่มอยู่เป็นประจำ ก็เราปฏิบัติรักษาอยู่ตลอด ท่านเอาผ้าห่มของท่านไปบังสุกุลให้เรา เราลืมเมื่อไร โอ๋ย ทำดีมากทีเดียวนะ พับเรียบร้อย แล้วก็มีเทียน ๒ เล่ม มีดอกไม้วางพาดไว้บนผ้า ดอกไม้กับเทียนมัดติดกันแล้ววางไว้บนผ้า เอาอะไรมามัด เราไปกุฏิ กุฏิเราไม่ได้สูง เตี้ย ๆ ท่านเอาไปบังสุกุลเวลาเราไม่อยู่นั่นแหละ พอไปกุฏิมองเห็น เอ๊ ใครเอาผ้ามาบังสุกุลนะ ขึ้นไปดู อู๊ย ผ้าผืนนี้ก็เราพับเราเก็บอยู่ตลอดทุกวันเวลา มันผ้าพ่อแม่ครูจารย์นี่นา เราดูละเอียดลออ ดูจริง ๆ ชัดเจนแล้วเราก็กราบผ้านั้นแล้วเอามาดู โอ๊ย ท่านเรียบร้อยมากนะ คือท่านไม่ได้เอาผ้าใหม่จริง ๆ เพราะท่านก็รู้อยู่ว่าผ้าใหม่เราจะไม่ใช้ ท่านเอาผ้าของท่านห่มทุกวันอย่างนี้ เป็นบังคับในตัวละนะ ผ้าของท่านห่มอยู่ทุกวันเอาไปบังสุกุลให้เรา เราก็ต้องใช้ซี ท่านบังคับในตัว เราลืมเมื่อไร อู๊ย ประทับใจฝังลึกมากทีเดียว เราก็เลยห่มจริง ๆ

เพราะหน้าหนาวนี้เราไม่เคยได้ห่มผ้าผวย ท่านรู้ได้ยังไงเราก็ไม่เคยพูด ท่านรู้ได้ ทีนี้เวลาท่านเอาผ้าห่มไปบังสุกุลนั้นเราก็ต้องได้ห่ม แน่ะ เราไม่ห่มผ้าห่ม หนาวขนาดไหนให้มันเท่านั้น นั่นเห็นไหมล่ะดัดสันดานเจ้าของ ท่านคงจะคิดสงสารละท่า ท่านเลยเอาผ้าห่มท่าน ท่านห่มอยู่ทุกวันด้วยนะเอาไปบังสุกุลให้เรา ถ้าเอาผ้าใหม่กลัวเราไม่เอาเราไม่ห่มน่ะซี เพราะผ้าก็มีอยู่นี่ทำไมเราจึงไม่ห่ม ท่านก็รู้อยู่แล้ว เลยเอาผ้าของท่านมา เราไม่ลืมนะ พ่อแม่ครูจารย์ทำกับเรานี้แหม ลึกทุกอย่างเลยนะ เราเคยได้พูดให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง แล้วเราสืบเรื่องครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านได้ทำอย่างนี้หรือไม่อะไร ไม่มี มันยิ่งฝังลึกนะ ไปบิณฑบาตกลับมามีผ้าห่มอยู่นั้นท่านเอาไปบังสุกุล เราก็ได้ใช้ให้ท่าน

เวลาบิณฑบาตกลับมาเราไม่ได้พูดว่าเรารับเฉพาะของในบาตร บิณฑบาตได้มาอะไรเราเอาเฉพาะ ๆ เท่านั้น เสร็จแล้วเอาบาตรไปวางไว้ติดกับฝา เอาฝาบาตรปิดไว้แล้วเอาผ้าอาบน้ำพับทับอีกทีหนึ่ง ใครจะไปแตะของเราได้ล่ะ พระเณรเหล่านั้นก็เรียกว่ากลัวเราเป็นองค์ที่สองของท่านนั่นแหละ พระในวัดกลัวท่านเป็นที่หนึ่ง กลัวเราเป็นที่สอง แล้วใครจะไปแตะได้ล่ะลงเราทำอย่างนั้นแล้ว เราก็ไม่ได้บอกว่าเราสมาทานรับอาหารเฉพาะบิณฑบาตได้มา ใครมาถวายทีหลังไม่เอาทั้งนั้น แล้วท่านทราบได้ไง แต่อาจจะทราบได้เพราะเห็นบาตรผิดปรกติละนะ วางไว้ข้างฝาติดต้นเสาแอบไว้ เจ้าของก็ไปจัดบาตรให้ท่าน เจ้าของบิณฑบาตได้มาอะไรจัดปุ๊บปั๊บ ๆ ใส่เท่านั้นพอ แล้วเอาไปวางแอบไว้นั้น เจ้าของก็ไปปฏิบัติต่อท่านตลอดไม่ได้มาสนใจกับบาตรเรา

จัดอะไร ๆ ถวายท่าน อะไรควรแก่ธาตุแก่ขันธ์ของท่านเราเข้าใจ ๆ ฝังลึกจริง ๆ นะเราไม่ลืม พ่อแม่ครูจารย์ทำกับเราอันไหนแหม มันฝังลึกมาก บาตรเราอยู่ข้างใน พอเสร็จเรียบร้อยเราไปเราก็เอาบาตรออกมาฉัน ท่านก็รู้อีก ฉันก็ไม่ได้ฉันมาก คือเวลาอยู่กับหมู่กับเพื่อนอย่างนั้นเราฉันเป็นประจำ หมู่เพื่อนฉันเราก็ฉัน อยู่กับหมู่กับเพื่อนแต่ไม่ฉันให้อิ่ม ท่านก็สังเกตเอาบทเวลาหยุดการฉันล่ะซิ ท่านก็รู้นี่ พอฉันสักประเดี๋ยวประด๋าวหยุดแล้ว ท่านก็ดูมาเป็นประจำ นั่นละที่ท่านเอาใส่บาตรเรา อยู่ดี ๆ นี้บทเวลาท่านใส่บาตร ท่านนั่งอยู่นั้นเรานั่งอยู่นี้ ปุ๊บปั๊บมาเลยนะ  เอา ๆ ใส่บาตรสาย ๆ ศรัทธามาสาย ถึงแล้วนะนั่น แล้วจะทำยังไง ครูบาอาจารย์ที่เราเคารพสุดยอดแล้ว ของเราอะไร ๆ มันก็ไม่มีความหมายทั้งนั้นถ้าลงท่านได้ผ่านเข้ามาแล้ว ยกให้ท่านทั้งหมดเลย

ท่านทำหลายแบบ ศรัทธามาสายบ้าง สมณบริโภคบ้าง อะไรท่านว่าของท่าน นาน ๆ ท่านใส่ทีหนึ่ง โห ใครจะไปรู้จักความพอเหมาะพอดียิ่งกว่าท่าน ไม่ใส่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ นะ นาน ๆ ใส่ทีเพื่อเป็นข้อระลึก พระเณรจะไม่ดูได้ยังไงใช่ไหม นั่งฉันจังหันเต็มอยู่นี้ท่านใส่บาตรเรานี่ พระก็เห็นทั้งวัด เป็นเครื่องสอนหมดเลย อย่างนี้ละท่านใส่บาตรเรา แล้วก็ไปทอดผ้าบังสุกุลผ้าห่มให้เรา มีแต่อย่างถนัดนะ ฝังลึก ทีนี้ก็มีบทสำคัญอีกนะ ท่านพูดถึงเปลือกน่องเอามาตีย่นเป็นอาสนะนั่ง ท่านชอบนั่งอย่างนั้น  พูดถึงเรื่องเปลือกน่อง เราก็กราบเรียนท่าน แถวนี้ไม่มีต้นน่อง ท่านว่างั้น เราก็กราบเรียนท่านบอกว่ามีทางสกลนคร ถ้าพ่อแม่ครูจารย์ต้องการ ก็เรียกว่าเราจะหามาถวายท่าน เราก็กราบเรียนว่าจะขอไปย่นเอาเปลือกน่องมาถวายท่าน ท่านก็นิ่ง ๆ กราบเรียนย่นเข้า ๆ จนเป็นที่ยอมรับว่าท่านรับแล้ว ให้เราไปเอาได้แล้วความหมาย นั่นละที่นี่เราก็กราบเรียนท่าน จะไปย่นเปลือกน่องมาถวายท่าน

นี่ละอีกสำคัญอันหนึ่ง เรากราบเรียนว่า พรุ่งนี้เช้าผมจะออกเดินทางตั้งแต่เช้า จะไปฉันจังหันนู่น คือออกจากหนองผือไปสายอุดร-สกล ไปฉันบ้านวังยาง ตะวันออกพรรณาไป ๓-๔ กิโล ๕ กิโล ไปฉันที่นั่น เราก็จัดบริขารที่ไม่เอาใส่ย่าม ๆ เรียบร้อย เพราะหนูมันชุม ถ้าคนไม่อยู่มันกัดแหลก ถ้าคนอยู่นั้นมันก็ไม่ทำไม เพราะมันกลัวคน พอกราบเรียนท่านเรียบร้อยแล้วว่า เช้าจะออกเดินทางแต่เช้าแล้วก็ไป แล้วเราก็สั่งเสียหมู่เพื่อนไว้ด้วย ย่ามเราที่จัดอะไร ๆ ใส่ไว้เรียบร้อยแล้วนั้น เราวางไว้ที่นอนของเรา เวลาเราไปแล้ว ฉันจังหันเสร็จแล้วพากันไปเก็บเอามาเสีย เราสั่งพระเอาไว้ ถ้าเอาไว้นี้หนูมันจะไปกัดแหลกเราก็สั่งแล้วเราก็ไป พระท่านรับทราบเรียบร้อยแล้วเราก็ไป

พอตอนเช้าฉันจังหันเสร็จแล้ว พระมาเล่าให้ฟังนะ เล่าละเอียดหมด เรื่องท่านเกี่ยวกับเรานี้ท่านเล่าละเอียดหมดแหละพระ พอฉันเสร็จแล้วไม่พูดอะไรเลย ท่านลงจากนี้ปั๊บไปกุฏิเราเลย พระก็ค่อยด้อมตามไปเดินตามไป ท่านขึ้นกุฏิเรา ไปก็สะพายเอาย่ามที่เราวางไว้นั้นน่ะ เราจัดอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ววางไว้ที่นอนของเรา เผื่อพระท่านจะได้เอาไปเก็บไว้ไม่งั้นหนูกัด ฉันจังหันเสร็จเรียบร้อยแล้วพระท่านถึงจะไปเอา เพราะได้สั่งเสียกันเรียบร้อยแล้ว ท่านฉันเสร็จแล้วท่านก็ไปคว้าเอาย่ามเราสะพายลงมาเลย โอ๋ย ประทับใจมากนะ สะพายเอาย่ามเราลงมา ทีนี้ใครจะทำยังไงที่นี่ พระรุมอยู่ข้างนอก ก็มีองค์หนึ่งเข้าไปเอาย่ามกับท่าน พอเดินเข้าไป อย่ามายุ่งท่านว่างี้นะ โอ๋ย มันหดตัวสั่นไปเลย อย่ามายุ่ง เท่านั้นท่านก็สะพายย่ามของเราไปเลยไปกุฏิท่าน พระท่านก็เดินตามไป

พอขึ้นไปนั่งเรียบร้อยแล้วเวลาท่านจะขึ้น คนหนึ่งไปทำประโยชน์ ว่างั้นนะ ท่านมหาท่านไปทำประโยชน์ สิ่งของอะไร ๆ ในกุฏิกุฏังท่าน น่าจะมีผู้ไปดูแลรักษา ไม่เห็นดูแลกันท่านว่า ท่านสะพายย่ามเรามาแล้วท่านมานั่งที่นั่งของท่าน เอาย่ามเราวางไว้ข้าง ๆ บอกว่า ท่านมหาท่านไปทำประโยชน์ เราที่อยู่นี่ใครไม่เห็นไปดูแล สิ่งของบริขารของท่านทิ้งไว้อย่างนั้นหนูมันก็กัดแหลกละซี ท่านก็ทราบหนูเก่ง พอท่านพูดจบลงเรียบร้อยแล้วพระก็กราบเรียนขึ้น ท่านอาจารย์ท่านก็ได้สั่งกับพวกกระผมไว้เรียบร้อยแล้วว่า เวลาท่านไปแล้วให้เอาของที่ท่านจัดไว้นั้นมาเก็บไว้เสีย ไม่งั้นหนูมันจะกัด ท่านสั่งไว้เรียบร้อยแล้วก่อนที่ท่านจะไป ก็คิดว่าฉันจังหันเสร็จจัดอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงจะไปเอาบริขารของท่านมาเก็บไว้ พอดีพ่อแม่ครูจารย์ขึ้นไปเอาลงมาก่อน

พอว่าอย่างนั้นท่านนิ่งท่านไม่ว่าอะไร เลยยังไม่ทันได้ไปเอา พอพูดจบลงเรียบร้อยแล้วมีพระองค์หนึ่งสละชีพคลานเข้าไปหาย่ามเรา ท่านเอาวางไว้ข้าง ๆ  คลานเข้าไปเอาย่ามออกไป ท่านก็ไม่ว่าอะไรนะ คือเหตุผลรับกันแล้วว่า พระเหล่านี้ไม่ได้ทอดธุระเกี่ยวกับเรื่องบริขารของเราอะไร ๆ ท่านทราบแล้วตามที่พระกราบเรียนให้ท่านทราบ ท่านนิ่งนะ แล้วพระคลานมาเอาท่านก็ไม่ว่าอะไร อย่างนั้นนะไม่ว่าอะไรนะ เพราะเหตุผลลงกันแล้วใช่ไหม พระไม่ได้ทอดธุระกับเรา มิหนำซ้ำเรายังสั่งไว้ พระก็เตรียมที่จะไปเอามาเก็บไว้ ตอนจังหันเสร็จเรียบร้อยแล้วจะไปเอา พอดีท่านไปเอามาก่อน ท่านเข้าใจแล้วท่านก็ไม่ว่าอะไร นั่นเห็นไหมพ่อแม่ครูจารย์มั่นทำกับเรา

ที่ท่านเด็ด ๆ นั้นก็ ๓ หน ๓ อย่าง หนึ่ง ทอดผ้าบังสุกุลผ้าห่มของท่านห่มเอง ห่มอยู่ตลอด เอาไปเผื่อว่าผ้าท่านห่มอยู่แล้ว ยังไงเราต้องห่มแหละ ท่านคิดไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าเป็นผ้าใหม่ผ้าอื่น ๆ ท่านไม่เอา เพราะในวัดก็มีอยู่แล้วเราก็ไม่เอา นี่อันหนึ่ง กับใส่บาตรสาย ๆ ท่านรู้ได้ยังไง ชักบังสุกุลหนึ่ง แล้วก็ย่ามอีกหนึ่ง นี้เราไม่ลืมนะ อู๋ย ฝังลึกมาก เราไปสืบถามดูบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เคยอยู่กับท่าน หรือพระเณรใดก็ตามเคยอยู่กับท่านมาก่อน ท่านเคยปฏิบัติอย่างนี้มีองค์ไหนบ้าง ถาม บอกไม่มี ถามใครก็บอกว่าไม่มี ทำให้เราคิดมากหนักเข้าเหมือนกัน นี่ละเรื่องพ่อแม่ครูจารย์มั่น อู๊ย ประทับใจมากนะ

พูดถึงเรื่องการโต้กันก็เอาอีกนะ เรากับท่านเหมือนกับแชมเปี้ยนฟัดกันก็มี เวลาคุยธรรมะกัน ถามปัญหาตอบปัญหาเพื่อเอาผลประโยชน์จากท่าน ใส่กันเปรี้ยงป้าง ๆ ไม่ลงตรงไหนทางนี้ก็ซัดละซิ เข้าใจไหม ท่านก็เปรี้ยง ๆ ทางนี้ก็เอาแหละ คือเราข้องใจตรงไหนเราจะเอาให้เข้าใจ ถ้ายังไม่ลงใจตรงไหนก็ซัดกันตรงนั้น เสียงลั่น นี่อันหนึ่งนะ บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายไม่มีองค์ไหน ก็มีอาจารย์องค์เดียวนี่แหละ พูดง่าย ๆ ก็ว่าตัวหัวดื้อ พูดง่าย ๆ บางทีเหมือนแชมเปี้ยนซัดกัน อยู่เงียบ ๆ ฟาดกันเลย ปัญหาถ้ายังไม่ลงใจตรงไหนมันก็ข้องใจ ถ้าลงใจปั๊บนี่วูบเลยหมด นั่นละเข้าใจแล้วลงเลย อันไหนที่ยังข้อง เอาอีกเวลาศึกษาไต่ถามกันอยู่นั้น ถ้าอันไหนถ้ายังไม่ลงกันก็เอากันอีกอยู่อย่างนั้นนะ อย่างนี้ก็เอาอีกนะ ก็ไม่มีใครเกินพระขี้ดื้อองค์นี้

เพราะฉะนั้นเราจึงประทับใจมากทีเดียวกับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ตาจับจ้องเรานี้เหมือนเราเป็นผู้ต้องหาคนหนึ่ง ตาจับตาจ้องสังเกตตลอดเวลา เคลื่อนไหวไปไหนรู้หมดเลย เราพูดเรื่องอะไรเรื่องหนาวหรือเรื่องอะไรถึงได้มาผ้าห่ม (วันนี้หนาวกว่าเมื่อวานเจ้าค่ะ) เออ ๆ เหตุที่จะมาอันนี้นะ คือเราไม่ห่มผ้าห่มจริง ๆ ก็เราไม่เคยพูด ท่านยังทราบได้ว่าไง ถึงกับเอาผ้าไปบังสุกุลให้เรา อะไรของเรานี้ท่านทราบหมด ผ้าห่มเราก็ไม่ห่ม บางคืนนี้นอนไม่หลับตลอดรุ่งเลย คือมันหนาวขนาดนอนไม่หลับ ถ้าเวลามันหนาวมาก ๆ เข้านั่งสมาธิ พอจิตเข้าสมาธินี้มันก็เข้าภายในมันก็ไม่หนาว นั่งอยู่กี่ชั่วโมงก็ไม่หนาว เวลาออกจากสมาธิจิตถอยออกมานี้มันก็เริ่มหนาว ทีนี้เราจะนอนให้หลับไม่หลับ มันยิ่งหนาวเข้า ๆ มันก็ไม่หลับตลอดรุ่ง ๆ เป็นอย่างนั้นนะ คือหนาวขนาดนอนไม่หลับเลย จึงต้องได้บังคับเจ้าของไว้ กำหนดให้พอเหมาะพอดีกับธาตุขันธ์ กลางคืนนอนไม่หลับมีแต่นั่งสมาธิ นอนก็ไม่หลับเสียก็ขึ้นมานั่งสมาธิจนกระทั่งสว่างเป็นวันใหม่

ทีนี้พอตกกลางวันมานี้ กลางวันต้องเดินมาก ๆ เปลี่ยนอิริยาบถ เดินจนเหนื่อย เผื่อกลางคืนมันจะออกมาเดินไม่ได้ คือหนาวขนาดที่ว่าตัวแข็ง เพียง ๒ ทุ่มพอแล้วนะ ก็คนหนุ่ม ๆ เดินจงกรมจนตัวแข็ง น้ำค้างเริ่มแล้วนะ เปียก ๆ พอ ๓ ทุ่ม น้ำค้างมันมาเกาะตามใบไม้มันก็ตกลงมาปุบปับ ๆ ๓ ทุ่มเริ่มแล้วนะ พอตี ๔ ตี ๕ โอ๊ย.เหมือนห่าฝน น้ำค้างตกลงมาจากใบไม้ แล้วจะให้มันนอนหลับได้ยังไงขนาดนั้น อยู่ในป่าในเขาแต่ก่อนป่าสมบูรณ์แบบ ๆ ไม่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้ ทุกวันนี้ไม่มีป่าแล้วหมดเลย ความหมายก็ว่างั้น ความฝึกทรมานตัวเองเอาถึงขนาดนั้น ไม่งั้นมันไม่ยอมแหละกิเลส ตอนกลางวันเดินจงกรม พอฉันเสร็จแล้วล้างบาตรล้างอะไร ๆ แล้ว เอาไปวางปั๊บเข้าทางจงกรมเลย

เอาละที่นี่เดินจนเพลีย ประมาณ ๑๑ โมง คน ๆ เดียวฉันเสร็จจะไปฉันมากน้อยอะไรนักหนา ถ้าได้ฉันนะ ถ้าไม่ฉันก็ไม่ฉันเลย แต่หน้าหนาวมักจะมีฉันอยู่บ้างพอประมาณ ทีนี้กลางวันเดิน พอกลางวันเข้ามามาพัก เพราะกลางคืนไม่ได้หลับเลย กลางวันมาก็พักพอตื่นนอนแล้ว จากพักแล้วก็นั่งภาวนากำหนดบังคับเอาไว้ไม่ให้เลยชั่วโมง ประมาณชั่วโมงหนึ่งลุก นั่งกลางวันอย่างมากไม่ให้เลยชั่วโมง ออกจากนั้นปั๊บก็ลงทางจงกรมเลย จนกระทั่งพัก นี่ละเรียกว่าเปลี่ยนอิริยาบถคือการเดินไว้ให้พอกันกับตอนกลางคืน มันเดินไม่ได้มีแต่นั่ง กลางวันต้องเดินให้มาก เจ้าของต้องกำหนดเจ้าของไว้เรียบร้อยแล้ว ต้องเป็นอย่างนั้นด้วยนะ เราก็ไม่มีงานอะไรนี่ มีแต่เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาเท่านั้น จะมีงานอะไรเกี่ยวกับเรา ประชาชนญาติโยมใครจะไปเกี่ยว มีแต่เราคนเดียวมีเท่านั้น

การฝึกเราพูดถึงเรื่องผ้าห่มพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านเอาไปให้นั้น โอ๊ ท่านเมตตาท่านคงจะสงสาร ก็หนาวแทบเป็นแทบตายใครก็รู้ด้วยกันทุกคน ใครก็มีผ้าผวยจนจะแบกไปไม่ไหว เราไม่มีท่านก็รู้ เราไม่ใช้ผ้าห่ม มีผ้าจีวร สังฆาฏิ พับครึ่งด้วยกันเท่านั้นพอ เอ้า นอนได้ก็นอนนอนไม่ได้ไม่นอน ดัดกันอยู่อย่างนั้น เรื่องพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น แหม ทุกกระเบียดเลยนะ ไม่มีเคลื่อนคลาดจากหลักธรรมหลักวินัยตำรับตำรา เราก็เรียนมาแล้วนี่ ตรงไหน ๆ มันก็เห็นหมด ท่านปฏิบัติยังไง เข้ากับหลักธรรมหลักวินัยข้อไหน ๆ เรียนมาแล้วมันก็เห็นหมด ไม่มีเคลื่อนคลาดเลยนะ เก็บหอมรอมริบ ไม่ให้มีคำว่าเรี่ยราดสาดกระจาย ไม่มี สำหรับพ่อแม่ครูจารย์มั่นตรงเป๋ง ๆ เลยทุกอย่าง ถึงได้ลงละซิเรา

สุดยอดเลยกับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นนี่ ไม่มีเหลือแม้เม็ดหินเม็ดทรายหนึ่ง ที่ว่ายังไม่ลงกับท่าน ยังมีเหลือเท่านั้นไม่มีเลย หมดเราเพราะได้ดูตลอด อย่างถึงใจตั้งแต่ไปถึงทีแรก ชี้นิ้วเลยนะ หือ ท่านมาหาอะไรขึ้นนี่ ก็สมกับเจตนาของเราที่จะไปปลดเปลื้องความสงสัยในมรรคผลนิพพานกับท่านเอง พอไปท่านก็ป๋างออกมาเลย ใส่เปรี้ยง ๆ ๆ มีตั้งแต่ธรรมล้วน ๆ ๆ ฟังอย่างถึงใจ ๆ โอ๊ย.จนปรากฏว่าเหมือนตัวพองขึ้นมามันพอใจ นั่นละเป็นเหตุที่จะเด็ดตลอดมานะ เพราะฟังเพื่อมรรคเพื่อผล มุ่งต่อมรรคผลนิพพานตลอด แต่มันข้องใจ นั่นเห็นไหมเรียนถึงขั้นมหามันยังสงสัยมรรคผลนิพพานได้

นี่เวลาเราจะเอาจริงเอาจังเพื่อมรรคผลนิพพาน แล้วมรรคผลนิพพานจะมีอยู่หรือไม่นาทุกวันนี้ นั่นเห็นไหมล่ะ ถ้าไม่มีเราปฏิบัติแทบล้มแทบตาย ผลไม่ได้สมเหตุที่เราปฏิบัติอย่างนี้มันก็ไม่ถูก แล้วใครจะปลดเปลื้องความสงสัยมรรคผลนิพพานให้แก่เรา มองเห็นแต่หลวงปู่มั่นองค์เดียว นั่นแหละเรื่องราวมุ่งใส่ท่านอย่างนั้น เพื่อจะให้ท่านปลดเปลื้อง ไปท่านก็ใส่เปรี้ยงเลย ก็ดังเคยพูดให้ฟัง ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอ ขึ้นเลยนะ ชี้ไปเลย ต้นไม้ภูเขา ดิน ฟ้า อากาศ ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่กิเลส นั่น แล้วฟาดครอบโลกธาตุ ทั้งสามแดนโลกธาตุนี้ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่กิเลส กิเลสจริง ๆ มรรคผลนิพพานจริงๆ อยู่ที่หัวใจ นั่น ชี้เข้ามานี้เลย กิเลสอยู่ในหัวใจ มรรคผลนิพพานอยู่ในใจ

เอา เปิดออก เวลานี้กิเลสนั้นแหละมันปิดไม่ให้เห็นมรรคผลนิพพาน มันปิดไว้ที่หัวใจ ปิดธรรมที่หัวใจไว้ไม่ให้เห็น ท่านว่าอย่างนั้น เอ้า เปิดออก อย่างเด็ดเสียด้วยนะคำพูด มันก็ถึงใจกับผู้ที่จริงจังไปซี  เอาเลยนะ ว่าอย่างนั้นนะ เอาจิตตภาวนาอย่าถอย มรรคผลนิพพานอยู่ที่หัวใจ เอ้า เปิดออก มรรคผลนิพพานที่ไหนมี กิเลสที่ไหนมีนอกจากที่หัวใจเท่านั้น มีทั้งกิเลสมีทั้งธรรมอยู่ในนั้น แต่เวลานี้ธรรมถูกกิเลสปิดเอาไว้มิดตัวจนมองไม่เห็น เอ้า เปิดออกด้วยจิตตภาวนานะ ใส่ลงจิตตภาวนา อย่าถอยนะ ทางนี้ก็เหมือนว่าใจนี้พองขึ้นเลยมันถึงใจ ๆ คราวนี้จะเอาจริง ก็หายสงสัยแล้วมรรคผลนิพพาน จะสงสัยไปไหนอีก นั่น ใส่เปรี้ยง ๆ ๆ

จากนั้นท่านก็พูดอนุโลมว่า พูดแล้วอย่าว่าผมประมาทธรรมะของพระพุทธเจ้านะ ท่านมหาก็เรียนมามากพอสมควร จนถึงขั้นเป็นมหา อย่าว่าผมประมาทมรรคผลนิพพานนะ เวลานี้ตำรับตำราที่ท่านเรียนมามากน้อยนั้น ให้ยกบูชาไว้ก่อน ท่านอย่าเอาเข้ามายุ่ง เรียนมามากมาน้อยอย่าเอาเข้ามายุ่งเอาไว้นั้นก่อน ให้ท่านหมุนทางด้านจิตตภาวนาให้มาก อย่าไปสนใจกับทางตำรา มันจะเข้ามาคละเคล้าถีบเตะยันกัน แล้วผลจะจะไม่ได้เท่าที่ควร จะเกิดความข้องใจสงสัยระหว่างการปฏิบัติกับปริยัติเข้ามาตะลุมบอนกัน ท่านว่าอย่างนั้น เราก็จับ ๆ ให้เร่งนะ จิตยังไงจะมีความสงบ เอ้า เอาให้มันได้ตรงนี้นะ ยังไงมันจะสงบลงได้อย่างใจหมายเอาตรงนั้นนะ อย่าไปสนใจกับการศึกษาเล่าเรียนมา เวลานี้ยังไม่จำเป็น ถึงเวลาปริยัติที่ศึกษาเล่าเรียนมากับปฏิบัติ ผลแห่งการปฏิบัตินี้จะออกรับกันแล้วเอาไม่อยู่ นี่เราก็ไม่ลืม มันจะวิ่งถึงกันเลย แหมท่านบอกอย่างชัดเจนมากทีเดียว

ทีนี้ภาคปฏิบัติเราก็เดินตามนั้นมันก็เป็นอย่างที่ว่าจริง ๆ ตอนที่ท่านว่าไม่ให้เกี่ยวกับเรื่องปริยัติเราก็ไม่เกี่ยว เอาตั้งแต่จิตให้สงบเท่าไรก็ยิ่งดี ๆ เอาอันนี้นะ เวลามันจะก้าวออกทางปัญญา พูดง่าย ๆ ก็ว่าอย่างนั้นแหละ แล้วปริยัติกับปฏิบัติจะวิ่งประสานกันนี้เอาไว้ไม่อยู่ นี่ท่านบอก เอาไว้ยังไงมันวิ่งจริง ๆ นี่ พอถึงขั้นมันออกมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เวลาหมุนเข้ามาทางด้านความสงบก็เอาให้มันแน่ว พอสงบแล้วก้าวออกทางด้านปัญญา ปัญญานี้มันเบิกกว้างออก ๆ ๆ ทั้งรู้ทั้งเห็นทั้งสงสัย มันก็วิ่งใส่ปริยัติ วิ่งประสานกันตลอดนะ นี่เอาไว้ไม่อยู่เห็นไหมล่ะ มันเป็นในหัวใจเรา ถึงขั้นปริยัติกับปฏิบัติ ผลปฏิบัติเกิดขึ้นอย่างนี้ ปริยัติว่าไงเอาเข้ามาเทียบกัน หรือสงสัยตรงนี้ปริยัติท่านว่ายังไง นั่นมันวิ่งใส่กัน มันเป็นเองนะ หมุนติ้ว ๆ นี่ละที่ว่าเอาไว้ไม่อยู่ มันถูกหมดที่ท่านพูดเอาไว้

มันถึงขั้นนี้ละขั้นที่ว่าเอาไว้ไม่อยู่ จะอยู่ได้ยังไงมันเหมือนเป็นธรรมจักรทั้งวันทั้งคืนดังที่เคยพูด ถึงขั้นนี้แล้วปริยัติกับปฏิบัติจะวิ่งประสานกัน จนกระทั่งมันเบิกกว้างเอาเสียจนหายสงสัยหมดแล้วก็หมดเลย เวลาฟังมาจากท่านแล้วตัวพองลงมานะ มันพอใจทุกอย่าง พอใจประหนึ่งว่าร่างกายนี้พองขึ้นนะ มันพอใจ ถามเจ้าของ เอ้า ทีนี้เรามาหามรรคผลนิพพาน มาถามครูบาอาจารย์เป็นที่หายสงสัยทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว หายสงสัยแล้วเรื่องมรรคผลนิพพาน ก็มีปัญหาอยู่แต่กับเราว่าทีนี้เราจะจริงไหม ทางนี้ขึ้นทันทีเลย ต้องจริง ไม่จริงตายเท่านั้น นั่นเห็นไหม บอกว่าต้องจริงทีนี้ไม่จริงตายเท่านั้น นั่นแหละความเพียรมันถึงได้หนัก มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หัวใจนี้ไม่เหมือนใครนะ ถ้าลงได้ออกตรงไหนแล้วพุ่งเลยเชียว

พอว่าไม่จริงตายเท่านั้นมันก็ฟัดกันเลย มันก็เป็นอย่างนั้น ทุกข์ยากลำบากขนาดไหน ๆ นั่นคือเหตุ การบำเพ็ญ ผลก็ปรากฏขึ้นมา ๆ ตามขั้นตอนความเด็ดความเดี่ยว เฉียบขาดขนาดไหนผลก็แสดงออกมาประจักษ์ ๆ เรื่อย ๆ นั่นละจนถึงขั้นประจักษ์ หายสงสัย พูดแล้วสาธุลงเลย ไม่ทูลถามพระพุทธเจ้า นั่นเห็นไหม สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศป้างขึ้นในหัวใจ รู้เองเห็นเองจากผู้ปฏิบัติ ลงถึงนี้แล้วไปถามพระพุทธเจ้าหาอะไร

นี่เราพูดถึงเรื่องพ่อแม่ครูจารย์มั่น เปิดทางให้เราทุกด้าน ๆ ไม่มีผิดเลยนะ ท่านพูดตรงไหนวิ่งใส่กันอย่างที่ว่า เวลาปริยัติกับปฏิบัติจะวิ่งเข้าประสานกันนี้เอาไว้ไม่อยู่นี่อันหนึ่ง ไม่อยู่จริง ๆ พุ่ง ๆ เลยถึงขั้นปัญญา เวลาสงบก็ให้สงบอย่าไปยุ่งกับปริยัติ นี่ท่านบอกอย่างนั้น ท่านบอกว่าให้ยกบูชาไว้ก่อน ไม่ให้ยุ่งเวลานี้ เพราะเห็นเราเรียนท่านก็บอกว่า ท่านมหาก็เรียนมามากพอสมควรจนถึงได้เป็นมหา แต่อย่าว่าผมประมาทธรรมะพระพุทธเจ้านะ ธรรมะที่ท่านเรียนมามากน้อยเวลานี้ยังไม่เกิดประโยชน์ให้ยกบูชาไว้ก่อน เอ้า หมุนทางจิตใจจิตตภาวนามันจะสงบขนาดไหนเอาให้ได้ตรงนี้แหละ นี่แหละที่จะบุกเบิกธรรมะทั้งหลายออกจุดนี้ ท่านว่าอย่างนั้นแหม ไม่ผิดเลยนะ พอเบิกออกทางด้านปัญญานี้ก็เวิ้งว้าง ๆ เรื่อย ๆ พุ่ง ๆ ทีนี้ก็หมุนติ้วเลยขั้นปัญญา นี่ละที่ว่าเอาไว้ไม่อยู่วิ่งประสานกับปริยัติ ท่านพูดผิดที่ตรงไหน ไม่มีผิดเลยนะ

การปฏิบัติมีครูมีอาจารย์เป็นแบบเป็นฉบับที่ถูกต้องดีงามแล้ว มันเป็นที่แน่ใจในการปฏิบัตินะ ไม่สงสัย อย่างพ่อแม่ครูจารย์อธิบายให้ฟังเท่านั้นหายสงสัยเลย เรื่องมรรคผลนิพพานอยู่กับเราเท่านั้นแหละ ไม่อยู่กับใคร ท่านก็เน้นหนักทาง เวลานี้ เอ้า จิตจะสงบมากเท่าไรเอาให้สงบเต็มที่ถึงเวลาออกทางด้านปัญญาแล้ว ปริยัติกับปฏิบัตินี้จะวิ่งประสานกันเอาไม่อยู่ นี้มันก็เป็นแบบเดียวกันหมดเลย นี่ละเราถึงได้กราบท่านไม่มีอะไรเหลือแม้เปอร์เซ็นต์หนึ่ง ที่เหลืออยู่ว่าไม่ได้เคารพท่าน มอบหมดเลย จนกระทั่งทุกวันนี้สด ๆ ร้อน ๆ ตลอดเวลา ไม่มีคำว่าจืดว่าจางกับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ถึงขีดถึงแดนจริง ๆ นะ ว่าตรงไหนถูกหมด ๆ เลย

นี่ละมรรคผลนิพพานมีอยู่อย่างนี้เองจะเป็นยังไงไปที่ไหนวะ นอกจากถูกปิดเอาไว้ มีแต่กิเลสเต็มโลกเต็มสงสารเต็มบ้านเต็มเมือง เต็มหัวใจสัตว์โลก ใคร ๆ ไปที่ไหนก็หาแต่ความเจริญ ๆ ความเจริญกับความสุขมันก็เป็นเงาเทียมตัว หาความเจริญ แล้วความเจริญมันเจริญที่ไหนมันไม่มี มีแต่เรื่องกิเลสเจริญ การก่อการสร้าง การวิ่งการเต้นอันนี้ทั่วโลกดินแดน ใครต่างคนต่างแข่งดีแข่งเด่นกัน มันมีแต่แข่งฟืนแข่งไฟกันซิมันไม่มีธรรม มันก็ร้อนทั่วโลก ใครว่าที่ไหนที่เย็นทุกวันนี้เอามาอวดธรรมบ้างซิวะ มันไม่มีนี่จะให้ว่ายังไง ธรรมมีเพียงองค์เดียวนี้จ้ามองไปเห็นหมดเลย แล้วใครจะมาโกหกได้ มันจ้าอยู่ที่หัวใจ ใครเชื่อไม่เชื่อมันก็ไม่สนใจยิ่งกว่าเจ้าของรู้เองเห็นเองประจักษ์อยู่ในหัวใจเจ้าของ นั่น มันก็อยู่ตรงนั้นนี่นะ จำพวกตาบอดหูหนวกมาพูดเท่าไรจะเชื่อได้ยังไงเชื่อคนตาบอด ตาดีเห็นอยู่นี่นะ นั่น มันก็ชัดเจนอย่างนั้นซิ ลงปฏิบัติอย่างนั้น มรรคผลนิพพานสมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับกิเลสสมบูรณ์แบบอยู่ตลอด เพราะต่างคนต่างส่งเสริมกิเลส ก็ยิ่งหนาแน่นขึ้นทุกวัน ๆ กองทุกข์ทั้งหลายยิ่งจะหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ นะ กับความเพลิดความเพลิน ความดีดความดิ้นที่กิเลสลากไปนี้ หาความสุขไม่ได้ แต่ต่างคนต่างหาอย่างนั้นแหละ

หากับกิเลสนี้หาเท่าไรยิ่งจม หาความสุขไม่มี ถ้าหาด้วยธรรมมีมากมีน้อยคนนั้นจะมีความสุขพอซุกหัวนอนได้นะ เวลามันจะเป็นมันจะตายจริง ๆ เข้าสู่จิตบังคับจิต มันจะคิดวุ่นวายไปตามกิเลส ลากคอมันมา บังคับไว้กับธรรมตีหัวมันเข้าไป เช่น คำบริกรรมภาวนา เอ้า มันอยากคิดมาก ก็ซัดกันให้เต็มเหี่ยว สุดท้ายอันนี้ก็สงบลง นี้น้ำอรรถธรรมชำระหรือน้ำดับไฟเป็นยังไง ไฟคือกิเลสมันพุ่ง ๆ ออกคิดเพื่อฟืนเพื่อไฟเผาเจ้าของ น้ำดับไฟก็คือเอาคำบริกรรมเข้าไป เวลามันหยาบต้องเอาอย่างหยาบ คำบริกรรมเอาให้หนัก มันอยากคิดมากเท่าไรไม่ให้มันคิด บังคับกัน ไม่นานบังคับเอาเดี๋ยวนี้ค่อยสงบลง สงบเงียบ คราวนี้เห็นโทษ โอ๋ ความยุ่งเหยิงวุ่นวายเป็นกิเลสเป็นฟืนเป็นไฟทั้งนั้น อันนี้เป็นน้ำดับไฟเย็นสบาย นี่เห็นแล้ว

ทีนี้เวลามันยุ่งยากเข้ามาก ๆ มันก็คิดถึงสักขีพยานที่เจ้าของเคยรู้เคยเห็นมันก็ย้อนเข้ามาอีกซัดกันอีก หลายครั้งหลายหนก็ผ่านไปได้ นั่นเป็นอย่างนั้นนะ เราจะปล่อยตามใจ วันนี้จิตสงบไม่สงบ ก็ปล่อยให้กิเลสมันจะสงบได้ยังไง มันก็ยิ่งไปใหญ่ละซิ วันนี้จิตไม่สงบไม่สงบเหรอ ฟาดกันลง นั่นมันถึงแก้กันได้ถ้ามีธรรมแก้ๆ เพราะธรรมเป็นน้ำดับไฟตลอดมาเหมือนกัน ถ้าปล่อยให้กิเลสมันก็เป็นกิเลสไปตลอด หมุนมาทางด้านธรรมะ ธรรมะก็แก้กิเลสไปตลอดเหมือนกัน เอาจนกระทั่งมุดมอดไม่มีเหลือ ตั้งแต่กิเลสดับลงไปแล้วอะไรมากวนใจท่านไม่มี บรรดาพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านไม่มีทุกข์ในใจเลย เพราะไม่มีกิเลสตัวก่อกวนในใจ หมด ทุกข์ก็ไม่มี กิเลสเป็นตัวสร้างทุกข์นี่นะ พอกิเลสดับลงไปแล้วทุกข์มากน้อยดับไปหมด ในจิตใจท่านไม่มีตั้งแต่ขณะท่านบรรลุธรรมปึ๋งขึ้นมาเท่านั้น กิเลสดับพรึบ แล้วทุกข์ดับพร้อมกันเลย ก็มีแต่เรื่องทุกข์ ๆ ในธาตุในขันธ์เหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ นี่

ทุกข์ของพระอรหันต์ท่านก็มี แต่มีอยู่ในธาตุขันธ์ไม่สามารถเข้าถึงใจ มันเป็นคนละฝั่งแล้ว ถึงจะบังคับให้เข้าหาเข้าไม่ได้ มันเป็นอฐานะเป็นไปไม่ได้แล้ว มันเจ็บนั้นปวดนี้ก็รู้อยู่ว่าเจ็บนั้นปวดนี้ ธรรมชาติอันนั้นก็รู้ ดูอันนี้อยู่นี่ อันธรรมชาติที่เลยสมมุติไปแล้ว อันนี้เป็นสมมุติความทุกข์ทั้งหลาย อันนั้นเป็นวิมุตติจะเข้ากันได้ยังไงเพียงรับทราบกันเฉย ๆ นี่ละที่ว่าทุกข์ขนาดไหนก็ไม่เข้าถึงใจท่าน ท่านจึงไม่มีทุกข์ตั้งแต่วันท่านตรัสรู้แล้ว ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระอรหันต์เหมือนกันหมดเลย จนกระทั่งนิพพานก็เที่ยงเลยตลอดเลย นี่ละผลแห่งการปฏิบัติทุกข์ยากลำบากขนาดไหน เวลาได้มันเป็นที่พอใจ เราจะเอาถึงขั้นถึงเป็นถึงตาย เอ้า เป็นตาย เวลารบก็ต้องรบกัน พอได้ชัยชนะแล้วไม่มีข้าศึกศัตรูมาแตะต้องเลย เงียบตั้งแต่นั้น นั่น

นี่ละเหตุกับผลมันลงกันแล้ว มันได้ทั้งนั้นแหละ ธรรมเป็นธรรม กิเลสเป็นกิเลส ต่างตัวต่างใหญ่ว่างั้นเถอะ กิเลสก็ใหญ่ทางกิเลสสร้างทุกข์ให้สัตว์ ธรรมก็เป็นใหญ่ในธรรมสร้างความสุขให้สัตว์โลกเหมือนกัน เอ้า ใครหนักไปทางไหน เอ้า เราเป็นผู้รับผิดชอบตัวของเราเองจะให้ใครรับผิดชอบ อ่อนแอท้อแท้ไปตามกิเลส ให้กิเลสรับผิดชอบมันเอาไปถลุงละซิ ธรรมรับผิดชอบก็ลากคอกิเลสออกมามัดคอ หยั่งมันลงด้วยบทธรรมเข้าไป นั่น มันก็สงบแน่วลงไป นี่ละให้เข้าใจอย่างถึงใจนะว่า กิเลสกับธรรมมีเสมอกันในหัวใจดวงเดียวกันนี้ อยู่ในใจอย่างที่พ่อแม่ครูอาจารย์ว่านั่นละ ไม่อยู่ที่ไหนเลย เราจะว่าอันนั้นเป็นนั้น ๆ มันสำคัญไปเฉย ๆ ตัวจริง ๆ อยู่ที่ใจ

พอตัวนี้ดับแล้วไม่มีอะไร ท่านจึงเรียกว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ คือโลกมันว่างไปหมด ว่างที่หัวใจมันวางหมดแล้ว จะเอาอะไรมาปิดมาตันล่ะ หัวใจมันวางหมด มันวางหมดแล้วมันก็ว่างไปหมดเลย ท่านจึงว่าโลกว่างจิตใจว่าง เป็น  สุญฺญต หมายถึงว่าโลกสูญหมดไม่มีในหัวใจ อะไรมียังว่ามีอยู่อย่างนั้น แต่จิตไม่ออกไปหมายมันก็เหมือนไม่มีซิ ก็มีแต่ธรรมชาติที่ว่างอยู่ตลอดเวลา นี่ละการปฏิบัติธรรมะ เราอย่าให้กิเลสมาหลอก ปฏิบัติบำเพ็ญมรรคผลนิพพานไม่มี บุญไม่มี บาปไม่มี นรกสวรรค์ไม่มี มีแต่กลมายาของกิเลสหลอกทั้งนั้น ให้พากันจำเอานะ ธรรมพระพุทธเจ้าตรัสรู้องค์ไหนตีหน้าผากกิเลส ๆ ตัวนี้แหละตัวเป็นภัย ๆ กิเลสนี้ตัวเป็นภัย สร้างบาปสร้างกรรมอะไรก็มีแต่กิเลสพาสร้าง นรกอเวจี กิเลสพาสร้างทั้งนั้น นั่นเห็นไหม ธรรมตีเข้าไป ๆ แก้กิเลสออกด้วยการบำเพ็ญธรรมแล้วก็จ้าขึ้น ๆ

จิตดวงนี้พอกิเลสตัวมืดมิดปิดตาปิดบังหัวใจ กระจายออกไปหมดแล้วจ้าขึ้นเลย ไม่ต้องบอก ไม่มีขอบเขต จิตนี้ไม่มีขอบเขต มหาสมุทรยังมีฝั่งนะ เรื่องใจนี้ไม่มี                                                                                                     ครอบโลกธาตุเลยนู่น ใหญ่โตขนาดไหน ควรที่จะได้ปฏิบัติตัวให้ดีสมที่เรามาเป็นมนุษย์นะ อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนเกินไป วิ่งตามกิเลสมันก็วิ่งมาแล้วใครได้ความดีมาอวดกันบ้าง พอที่จะมีกำลังใจวิ่งไปตามเขาอีก ให้ไฟเผาหัวอีกไฟกิเลสนั่น ไม่มี ถ้าวิ่งตามธรรมได้ไม่สงสัย ไม่มากก็น้อย ๆ ได้ทั้งนั้นนะ ให้พากันจำเอานะ นี่ละเรื่องมรรคผลนิพพานกับเรื่องกิเลสมีอยู่หัวใจดวงเดียวกันไม่มีอะไรบกบาง เสมอกันหมด เป็นแต่ว่าเพียงเราจะเอียงไปทางไหน เอียงไปทางธรรมเป็นธรรมขึ้นมา เอียงไปทางกิเลสเป็นกิเลสขึ้นมามีเท่านั้น ไม่มีใครจะมาตัดสินใจได้นอกจากเราตัดสินใจเราเอง เพราะเราเป็นผู้ถูกกิเลสเหยียบทำลาย เราก็แก้ตัวของเราด้วยอรรถด้วยธรรมละซิ เอาละพอ

 

อ่านและฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตาวันต่อวัน ได้ที่

www.Luangta.or.th or www.Luangta.com

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก