พูดแล้วผิดที่ไหน
วันที่ 16 มกราคม 2546 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระและฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๖ [เช้า]

พูดแล้วผิดที่ไหน

 

[ก่อนจังหัน]

            (โยม : หลวงปู่ฟักไปที่บ้าน ไปดูพระธาตุก่อนจัดงาน อัฐิของแม่แก้วเป็นพระธาตุไปหมดแล้วนับจำนวนไม่ถ้วน ของคุณแม่แก้วเป็นสีทอง) ก็พูดแล้วผิดที่ไหน พูดแล้วตั้งแต่ยังไม่ตาย จะให้พูดยังไงอีก มันก็ของเก่า แกยังไม่ตายก็พูดบอกไว้แล้ว เป็นได้ทุกอย่างแหละ แกผ่านตั้งแต่ปี ๒๔๙๕ นู่นน่ะ ๒๔๙๓ เราย้อนกลับมาจำพรรษาหนองผือ ๒๔๙๔ เราก็ไปห้วยทราย จำได้ ๒๔๙๔–๒๕๙๕ เอากันอย่างชุลมุนเลย ไล่แกลงภูเขาร้องไห้แง ๆ เคยเล่าให้ฟังรึเปล่าล่ะ (โยม : ในเทปมีเจ้าค่ะ) แกเก่งกว่าครูละซิ ไม่ยอมฟังเสียง คือความรู้ความเห็นมันดิ่งมากเข้าใจไหม เข้าใจว่าจะไม่มีอะไรเหมือนของเรา

ครูบาอาจารย์สอนยังไงก็ไม่ยอมฟัง หมายความว่าสู้ของเราไม่ได้นั่นเอง พอสู้ไม่ได้เราก็งัดหมัดเด็ดออกมา ไล่ลงภูเขาร้องไห้แง ๆ แกจึงไปเห็นโทษนะ ร้องไห้เราก็เฉย น้ำตานี้ไม่เกิดประโยชน์ เราหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่างหาก ร้องไห้เเง ๆ ไม่เอา ร้องไห้ลงไปเราก็เฉย พอไปแล้วจึงได้ย้อนคิดพิจารณาเจ้าของละซิ เออ วันที่ท่านขับไล่ลงภูเขาจนร้องห่มร้องไห้แล้ว มาก็ได้มอบกายถวายตัวต่อท่าน ก็สมควรแล้ว ท่านเทศน์ยังไง ท่านบอกยังไงก็ไม่ฟัง สมควรแล้วที่ท่านไล่ลงจากภูเขา นั่น แกมาเห็นโทษของแกนะ ก็เราถือว่าท่านเป็นครูเป็นอาจารย์แล้วทำไมจึงไม่ฟังเสียงท่าน ท่านก็สอนมานานแล้ว

วันนี้ท่านไล่ลงภูเขาสมควรแล้ว ถ้าเราจะถือท่านเป็นครูเป็นอาจารย์ ท่านสอนมายังไง อันนี้เรารู้มายังไง เรารู้มานานเท่าไร ที่ท่านสอนให้เป็นอย่างงั้น ๆ ทำไมไม่ฟังเสียงท่าน เป็นยังไง ถ้าถือว่าเป็นครูเป็นอาจารย์ เอาฟังซิ เป็นยังไง ฟังตามปฏิบัติตามดูซิ นี่เรียกว่าย้อนกลับมาหาธรรมะที่เราสอน เพราะธรรมะแกไปก็ได้แค่ไล่ลงภูเขา มันไม่ได้ขึ้นมรรค ผล นิพพานที่ไหน ไล่ลงภูเขา แกก็พิจารณาทอดธุระความรู้ของแก เอาตามท่านสอนดูซิเป็นยังไง เวลาพิจารณา ๆ ไป มันก็ลงผางเท่านั้นซิ ก็ไล่ลงมันไม่ยอมลง ไม่ยอมลงทีนี้ก็ไล่ลงภูเขาเท่านั้น

นั่นเห็นไหมธรรมะ เรื่องทิฐิมานะของคน มันเป็นอย่างงั้นนะ คือมันติด มันไม่คิดว่าอะไรจะเหนือนี้ ๆ ก็อย่างหลวงตากับหลวงปู่มั่น ท่านก็ขนาบใหญ่เหมือนกัน เถียงท่านตาดำตาแดง นี่มันก็เข้ากันได้นั่นแหละ คือความเราสำคัญว่านี่ของเราแม่นยำ ท่านว่าไงมันก็สู้กันกับท่าน แต่สู้ท่านไม่ได้หน้าแตก กลับลงมาแบบเดียวกันนะ ลงมาจากกุฏิท่านแล้ว นี่มันไปได้ความรู้วิชาอะไรมาเหนือครูเหนืออาจารย์ ว่างั้น ไปซัดกับครูกับอาจารย์เสียจนกระทั่งเหมือนนักมวยแชมเปี้ยนสู้ไม่ได้ อย่างงั้นนะ มาว่าตัวเอง เราก็มอบกายถวายตัวต่อท่านแล้ว แล้วเป็นยังไงจึงได้ถกเถียงท่านขนาดนั้น อย่างงั้นเราก็เก่งกว่าท่านละซิ นั่นเอาละนะ

ถ้าเก่งก็ไม่เห็นไปถึงไหน ท่านสอนยังไงฟังให้มันชัดเจนซิ นั่นน่ะเถียงกัน ก็จับเอามาพิจารณาตามที่ท่านสอน ทั้งฝืนใจไม่อยากพิจารณานะ บังคับด้วยเหตุผลลงไป มันก็เป็นอย่างท่านว่า จึงได้หมอบ ผู้เฒ่าแม่แก้วก็แบบเดียวกันนั่นแหละ ฝังลึก ของเล่นเมื่อไรวะ ไม่มีอะไรดีกว่าของเจ้าของ แกจึงได้ร้องห่มร้องไห้ลงมาจากภูเขา มาพิจารณาตามที่เราสอน ถือว่าท่านเป็นครูเป็นอาจารย์จริง เอาท่านสอนว่าไง เอาปฏิบัติตามซิ เป็นยังไงก็ให้รู้กันว่างั้นนะ แกจึงปล่อยเรื่องของแก แล้วก็เข้าพิจารณาตามนั้นก็ลงผึง ได้สี่วันเท่านั้นนะ ไม่นาน เราไม่ลืมนะ

สี่วัน คือไล่ลงจากภูเขาไปแล้วได้สี่วัน กลับขึ้นมา พอดีเรากำลังปัดกวาดอยู่บนภูเขา บ่ายสี่โมงแกขึ้นมา มาก็เอาอีกนะ พอมองเห็นโผล่ขึ้นมาบนเขา “มาอะไรอีก” “เดี๋ยว ๆ พูดเสียก่อน” ขนาบอีกนะ แกจึงเล่าเรื่องให้ฟัง พอเล่าเรื่องให้ฟังก็ลงถึงจุดที่เราสอนมันก็ลงตูมแล้ว มีทางแล้วที่นี่ ทีนี้พิจารณาอย่างนั้น ๆ อีก ลงเลย ทีนี้ลงเลย ของเล่นเหรอจิตใจ มันไม่ลงมูตรคูถมันก็ว่าทองคำ ปี ๒๔๙๔ เอากันอย่างหนัก เริ่ม ๒๔๙๕ คือแกลงล่ะ จวนออกพรรษา ๒๔๙๔ แกก็เริ่มลง ปี ๒๔๙๕ หมุนเป็นไฟไปเลย

จากกันไปแล้ว เราหนีไปที่ไหนไม่รู้นะ เรามาพักที่อำเภอกุสินาราย แม่ชีที่อยู่สำนักเดียวกัน แกไปที่อำเภอกุฉินารายน์ “เออไปนี้ให้เสาะนะ ให้เสาะหาอาจารย์มหาบัวนะ ถ้าท่านอยู่  ขอนิมนต์ท่านเอาท่านกลับมาให้ได้ เวลานี้จะตายแล้ว” แกบอกอย่างงั้นนะ มันหมุนทั้งวันทั้งคืน มันจะตาย เราก็รู้แล้ว คือมันหมุน มันหมุนจะไป เราก็รู้แล้ว แกว่ากำลังจะตายเดี๋ยวนี้ ไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืน นั่นเวลามันได้ลงแล้วเห็นไหม อยู่ที่ไหนให้ไปตามเรามา พอดีบันดลบันดาล บุญของแกเก่งอยู่นะ เราก็ไม่ได้คิดว่าจะไปที่ไหนมาที่ไหนละ บันดลบันดาลให้กลับมาห้วยทรายอีกนะ โดยที่เขานิมนต์เราก็ไม่สนใจ เฉย ไม่ตอบรับ

บทเวลาจะมาก็มาเอง พอทราบว่ามาถึงแล้ว เขาก็วิ่งไปบอก โอ๊ย ออกมาเดี๋ยวนั้นเลย มากราบปั๊บ ๆ แล้ว “นี่มันกำลังจะตาย” คือเวลามันแข็ง มันแข็งเกินไป เวลาอ่อนก็จะตาย แข็งก็จะตาย เราก็ไล่ลงอย่างเดียวกันเลย มันจะตายก็ตายไปเถอะ แกก็เลยเล่าให้ฟังอีก เป็นอย่างงั้น ๆ พิจารณา “เอาละไม่มีอะไรพิจารณามากละ ทีนี้ให้พิจารณาตามธรรมชาตินี้แหละ มันจะไปขัดข้องตรงไหนค่อยถามก็แล้วกัน” ………….ช่วงไฟดับ………..

เมื่อวันที่ ๑๕ เมื่อวาน ได้ทองคำ ๔๖ กิโลกับ ๒๕ บาท ๕๐ สตางค์แล้วนะ ก็ยังอีก ๔ กิโลถึง ๕๐ นะ

พอขึ้นไปกราบแล้วทีนี้หายสงสัยหมดแล้ว นั่นเห็นไหม ไม่ต้องถามใครอีก พอจิตมันเป็นอย่างงั้น อย่างงั้นปั๊บ ๆ แกเล่าให้ฟัง เท่านั้นแหละ ทีนี้ผ่านได้แล้ว แกไม่เห็นว่าใช่ไหมไม่เห็นมาถามเรา เราฟังแล้วเราก็เฉย ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ได้พูดกันอีกเลย เป็นอย่างงั้นแล้วถามกันหาอะไร นี่ละธรรมท่านว่า สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองเห็นเองจากผู้ปฏิบัติ ไม่ต้องไปถามใคร แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม ถามอะไรก็ของอันเดียวกัน เข้าใจเหรอ สนฺทิฏฺฐิโก จะรู้เองด้วยตัวเอง เพราะการสอนสอนลงไปเพื่อให้รู้ พระพุทธเจ้าสอนเพื่อให้รู้ เป็น สนฺทิฏฺฐิโก  เมื่อถึงขั้นรู้แล้วถามพระพุทธเจ้าหาอะไรอีก นั่น อย่างนั้นละเรื่องราว

นี่แกก็ผ่านมาได้ปี ๒๔๙๕ เราไม่ได้ลืม ๒๔๙๔ เราไป ชุลมุนกันปี ๒๔๙๔ พอปี ๒๔๙๕ แกก็ผ่านได้ มันก็นานอยู่นะ ตั้งแต่ปี ๒๔๙๕ จนกระทั่งปีแกมรณะไป มันนานอยู่นะ แกเสียไป พ.. ๒๕๓๔ แกก็ผ่านไปนาน เพราะฉะนั้นธาตุขันธ์มันจึงสมควรที่จะเป็นพระธาตุได้อย่างรวดเร็ว คือธาตุขันธ์นี่ถ้าฝึกผ่านแล้วนะ ผ่านแล้วก็พอดีตายอย่างรวดเร็ว นี้ อัฐิจะกลายเป็นพระธาตุช้า เพราะไม่ได้อยู่ซักฟอกโดยหลักธรรมชาติ คือจิตที่บริสุทธิ์จะซักฟอกธาตุขันธ์โดยหลักธรรมชาติ ถ้ายังไม่นานตายเสียก่อนนี้ มันก็ต้องนานหน่อยกว่าจะเป็นพระธาตุ ถ้าจิตใจที่บริสุทธิ์ครองขันธ์มานาน ตายแล้วเป็นพระธาตุเร็ว มันต่างกันอย่างนี้นะ

แม่ชีแก้วนี่แกพิสดารมากนะ แม่ชีแก้วพิสดารมากทางด้านจิตใจ พูดให้ตรงไปเราไม่ได้ยกยอ อาจารย์ธรรมดานี้ไม่ลง บอกงั้นเลย คิดดูตั้งแต่หลวงปู่มั่นจะจากไปตอนแกยังไม่ได้บวชนะ หลวงปู่มั่นจะจากไป บอกว่าให้หยุดภาวนา แต่นี้ต่อไปอย่าภาวนา พอแกไปเล่าให้ฟัง เราก็สะดุดใจกึ๊ก ต้องมีอะไรท่านถึงได้ว่าอย่างงั้น พอแกแย้มเข้ามาจับได้ปั๊บ อ๋อ อันนี้เอง นี่ละอันที่ถูกไล่ลงภูเขา ท่านไม่ให้ภาวนา ถ้าหากว่าไม่รอบคอบขั้นเป็นบ้าได้เลย คือมันโผนขนาดนั้น ถ้าไปทางผิดเป็นบ้าได้ ถ้ามีสติสตังก็ประคองได้ มันไปทางนี้มันก็ติดบ้าอีกแบบหนึ่ง เข้าใจไหม เพราะฉะนั้นจึงไปไล่บ้านี่ลงภูเขา

แกบอกว่า หลวงปู่มั่นท่านไม่ให้ภาวนา เวลาท่านจะจากไปท่านไม่ให้ภาวนา ให้หยุด ทีแรกก็หยุด ครั้นต่อไปอยากภาวนาเป็นกำลัง ๆ ฝืนไม่ได้ก็เลยต้องภาวนา แต่ระวังเอา นี่แกพูดคำว่าระวังเอา มีอันหนึ่ง เราจับได้หมดนะ แต่ระวังเอาก็คือว่า ีสติ มีปัญญา คอยรอบคอบกับความเป็นของตัวเอง ถ้าไม่มีสติปัญญาเป็นทางผิด แกผาดโผนมากที่สุด พอดีกับไล่ลงภูเขา แกก็ทิ้งท้ายอันหนึ่งที่พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นสั่งไว้ เราไม่ลืม ท่านพูดทิ้งท้ายไว้ตอนนั้น “หยุดก็หยุดเสียก่อนนะ ต่อไปจะมีผู้มาสอนแหละ” นี่อันหนึ่งนะ เราก็จับปุ๊บเลยทันที ต่อไปจะมีผู้มาสอน แต่ใครไม่รู้ นั่นท่านพูดผิดเมื่อไร

เอาละให้พรนะ

[หลังจังหัน]

เงินสดรวมทั้งหมดตั้งแต่วันมาจนกระทั่งเมื่อวานนี้ได้ ๖,๐๘๒,๐๑๔.๗๕ รวมแล้วนะ ทองคำก็ได้ถึง ๔๖ กว่าจะถึงวันกลับได้สัก ๕๐ กิโลก็ยังดี ยังอีก ๔ กิโล อย่างน้อยให้ได้ประมาณสัก ๕๐ กิโลก็ยังดี เพราะเวลานี้เป็นเวลากำลังเร่งเครื่อง ทองคำอันดับหนึ่งจะต้องให้ได้ถึงจุดหมายทีเดียว คือน้ำหนัก ๑๐ ตัน อันนี้ได้ปักขาดไว้แล้ว พอดีสมเกียรติกับเมืองไทยเราที่ช่วยชาติคราวนี้ ได้ทองคำเป็นเครื่องหมายแห่งการช่วยชาติ ๑๐ ตัน เราพอใจเพราะเรากำหนดเอง พิจารณาทบทวนทุกสิ่งทุกอย่าง รวมแล้วอยู่ใน ๑๐ ตัน พอใจ

ส่วนดอลลาร์ก็แล้วแต่จะมี ที่สำคัญก็คือว่าทองคำขอให้ได้น้ำหนัก ๑๐ ตัน เราพอใจ เพราะเป็นจุดที่พิจารณาเรียบร้อยแล้วลงตัว ลงที่น้ำหนักทองคำ ๑๐ ตัน เราพอใจ เวลานี้ก็ได้ถึง ๕,๖๐๐ กิโล ๕ ตันกับ ๖๐๐ กิโลแล้วเวลานี้ ยังอีก ๔,๔๐๐ กิโล ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้พยายามทุกคน ๆ นะ ขอให้ได้ตามจุดนี้ เป็นจุดที่ชาติของเราต้องการอย่างยิ่ง น้ำหนักทองคำ ๑๐ ตัน เหมาะสมกับการช่วยชาติคราวนี้อย่างไม่มีที่ต้องติ ถ้าขาดนี้เท่าไรเหมือนว่าขาดวูบไปหมดในเมืองไทยเรา พออันนี้เต็มปุ๊บนี้เต็มหมดเลย เราได้พิจารณาเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะออกมาประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบว่าให้พอดี กำหนดแล้วก็ลงอยู่ในจุดขอให้ได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน

ส่วนดอลลาร์เราค่อนข้างแน่ใจไปแล้วแหละว่าจะไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้าน เพราะเวลานี้ก็ได้ ๗ ล้านกว่า ก้าวไปไม่นานก็ถึง ส่วนทองคำนี่น้ำหนักหนักกว่ากันมากนะ ต้องช้ากว่ากัน แต่เอาทองคำเป็นจุดไว้เลย ขอให้ทองคำได้ ๑๐ ตัน อันนี้จะได้แค่ไหนเราไม่ว่า แต่เราคิดว่ากว่าทองคำจะได้ ๑๐ ตันนี้ ดอลลาร์นี้จะต้องเลย ๑๐ ล้านไป เรากะไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนเงินสด พี่น้องทั้งหลายก็พาทราบกันทั่วหน้าแล้วเวลานี้ เงินสดนี้เอาแน่ไม่ได้ เราก็ได้เรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ต้นจริง ๆ แล้ว เราประกาศออกมาในท่ามกลางชุมชนเราทั้งประเทศ ………………..ช่วงไฟดับ…………………….. ส่วนเงินสดนี้เราไม่เข้า เราว่าอย่างงี้นะ เราจำได้ตลอด เราจะเอากระจายทั่วประเทศไทย ช่วยคนไทยทั้งชาติจากเงินสดเหล่านี้

ส่วนดอลลาร์กับทองคำให้เข้าไปสู่หัวใจของชาติเรา นี้เราประกาศไว้เรียบร้อยแล้ว เราเป็นผู้ทำเอง เป็นผู้คิด ผู้อ่านเอง ความห่วงใยในทองคำมีน้ำหนักมาก น้ำหนักมากไม่ลดเลย พยายามเจียดเงินสดเอาไว้ จึงได้แยกเงินสดลงมาซื้อทองคำ รวมแล้วเรียกว่า ๙๔๑ ล้าน นี่ทองคำเข้าคลังหลวงแล้วที่ว่าเงินสด ทั้ง ๆ ที่เราว่าเราจะไม่เอาเข้าคลังหลวง เรายังเอาเข้า อันนี้ก็เหมือนกัน เราคิดอยู่ตลอดเวลา แต่ความจำเป็นของเงินสดที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องทั้งหลาย มันมาทุกด้านทุกทาง วันหนึ่ง ๆ นี้รอบตัวในวัดป่าบ้านตาดนะ ประหนึ่งว่าวัดป่าบ้านตาดเป็นสำนักงบประมาณย่อย ๆ จากพี่น้องทั้งหลายที่มีความจำเป็นขอให้ช่วยเหลือ มาทางนี้ ๆ

เพราะฉะนั้นเงินที่เราต้องการเอาเข้าคลังหลวงมันจึงเข้าไม่ได้ ทั้งต้นทั้งลำทั้งกิ่งก้านสาขานี้ ดอกใบมันมีความจำเป็นเท่ากัน ประชาชนทั้งประเทศก็มีความจำเป็นทั่วหน้ากัน แล้วคลังหลวงก็มีความจำเป็น เราจึงลำบากอยู่นะการแยกการแยะ จะพยายาม สำหรับเงินของเราที่จะได้ซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวงเวลานี้ เป็นความแน่นอนแล้วนั้น เงินสดเราตั้งแต่กองกฐิน ๘๔,๐๐๐ กองนั้น เราแยกออกมาซื้อทองคำเพียงเล็กน้อย เวลานี้ยังเหลืออยู่อีกเงินสด ๗๖ ล้าน ที่จะซื้อทองคำเวลานี้ รวมทั้งโครงการต่าง ๆ เข้ามานี้ก็คิดว่า นอกจาก ๗๖ ล้านนี้ เข้าใจว่ามีอยู่ประมาณสัก ๕๐ ล้าน มันก็มีอยู่ในบัญชีนั้นแหละ ก็เราไม่ได้อ่านมันก็ไม่ได้เรื่อง อ่านแล้วมาก็ลืมเสีย ก็เอาแต่คำโกหกมาหลอกพี่น้อง ความจริงไม่ได้เอามา ลืมหมด

ที่แน่นอนแล้วก็คือว่า เงินสด ๗๖ ล้าน เป็นกองกฐิน ๘๔,๐๐๐ กอง อันนี้สงวนไว้โดยเฉพาะ โดยแท้นะ เราจะเอาเข้าซื้อทองคำทั้งหมด คือเงินจำนวนเหล่านี้ในโครงการอันนั้นเราคิดไว้ค่อนข้างแน่ใจแล้วว่า จะไม่ออกช่วยพี่น้องชาวไทย เงินทั้งโครงการช่วยชาติ และเงินกฐินทองคำที่เราเตรียมไว้นั้น ก็คิดว่าจะมีประมาณสัก ๑๐๐ กว่าล้าน ถ้าได้มีโอกาสจะตรวจดูบัญชี คัดลอกดูบัญชีอีกทีหนึ่ง คิดว่าจะได้ถึง ยังมีอยู่เวลานี้ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ล้าน เรากะไว้นะ เงินที่ในบัญชีโครงการช่วยชาติกับโครงการกฐิน ๘๔,๐๐๐ กอง รวมทั้งสองโครงการนี้จะไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ล้าน อันนี้จะเข้าทองคำ

ปกติเงินโครงการช่วยชาติก็ดี เงินกฐินนี่ก็ดี เราไม่เคยแยกออกมาช่วยพี่น้องชาวไทยทั้งหลายนะ เราจะเอาแต่เงินที่ยังไม่ได้เข้าบัญชีจำนวนนี้ ช่วยตลอดมาๆ  อย่างนี้ ส่วนที่เข้าบัญชีแล้วเราก็ไม่เคยไปถอนออกมา เราจะเก็บไว้เฉพาะเพื่อจะซื้อทองคำ เข้าสู่จุดรวม เวลานี้ คิดว่าไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ล้านแหละ เราก็ได้พยายามสุดขีดแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๐ มาจนกระทั่งถึงวันนี้ หนักมากนะหลวงตา หนักอื่นใดก็ไม่เหมือนหนักการเทศน์นะ เทศน์ลงแล้วเหนื่อย ไม่อยากลืมหูลืมตานะ เวลาขึ้นเวทีมันก็ต้องต่อย อย่างนักมวยใช่ไหมล่ะ ลงจากเวทีมาแล้วมันสลบไสล นักมวยสลบไสล เวลาต่อยก็ไม่รู้จักเป็นจักตาย

เวลาทำประโยชน์ให้โลก เช่น ขณะที่ขึ้นเทศน์ก็ต้องได้ว่าไป เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า พอจบลงแล้วอ่อนไปเลย ไปคราวนี้มาเทศน์สักกี่กัณฑ์ก็ไม่รู้นะ (สภาแมว ๘ กัณฑ์ สภาหนูเยอะแยะครับ) ยั้วเยี้ยว่างั้นเลย อย่าว่าเยอะแยะ ว่ายั้วเยี้ยเหมาะดี ไปอย่างนี้ไม่ได้หยุด นี่ตอนบ่ายสองโมงก็จะเทศน์ที่องครักษ์ จ.นครนายก กะว่าประมาณเที่ยงครึ่งออกพอดี ไปคราวก่อนชั่วโมงกับ ๑๐ นาทีไปถึง

ตั้งแต่นี้ต่อไปพวกเรากำลังเร่งเครื่อง พี่น้องทั้งหลายกรุณาทราบทั่วหน้ากัน ทองคำเป็นจุดที่เราต้องการ หัวใจต่างมุ่งใส่จุดทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน คราวนี้จะไม่เป็นอื่น พุ่งเข้าตรงนั้นแหละ ให้ได้น้ำหนัก ๑๐ ตันในทองคำ เราจะเป็นที่สะดวกสบายหายห่วง ทุกอย่างเมื่อได้ตามความมุ่งหมายที่ได้นำพี่น้องทั้งหลายในคราวนี้แล้ว หลวงตาสบายมากเลย ปล่อยได้เลย เวลานี้กำลังฉุกละหุกวุ่นวายทุกด้านทุกทาง จึงต้องหมุนติ้วทางนู้นทางนี้

ทางฝ่ายพระสงฆ์เราก็น่าอนุโมทนา ช่วยกันมาทุกแห่งทุกหน ทุกภาค พระสงฆ์เรา พระเจ้าพระสงฆ์ ที่ไปคราวนี้ก็ได้รับการสนับสนุนเต็มกำลังจากพระสงฆ์เหมือนกัน ไปจันท์คราวนี้ เกี่ยวกับพระสงฆ์มาก ทั้งจากวัดต่างๆ รวมกันพากันญาติโยมมาถวาย วัดต่าง ๆ ตั้งแต่ไปจันท์นี้ปั๊บ ตั้งแต่นู้นมาเรื่อย พระสนับสนุนตลอดมา

พี่น้องทั้งหลายอย่าให้เสียชาติของเราในคราวนี้ เอาทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตันเป็นตัวประกันชาติ ศักดิ์ศรีดีงามแห่งชาติไทยของเราในคราวนี้ เอาให้ได้นะ หลวงตาปักลงจุดนี้แล้ว ถ้าเป็นหลวงตาเองโดยลำพังแล้วต้องคอขาดไปเลย ไม่เป็นอื่นเลย อันนี้เป็นแกงหม้อใหญ่ จึงต้องตีเข้ามา ๆ เพื่อจุดใหญ่นี้ ให้ได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน แล้วจะเป็นที่พอใจหายห่วง ตลอดถึงวันตายเราเลยละ แล้วพี่น้องทั้งหลายก็จะอบอุ่นตลอดไป เราก็เย็นใจหายห่วง ตายอย่างสบาย ไม่ต้องห่วงอะไร ทุกอย่างก็ช่วยเต็มกำลังแล้ว ทางด้านวัตถุได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน

ทางด้านธรรมะก็เทศน์ทั่วไปหมดแล้วเวลานี้ ยังออกทั่วโลกอีกนะ เช่นอย่างเทศน์ที่นี่หรือเทศน์ที่ไหน ก็ออกทางวิทยุที่จังหวัดอุดรธานี ๑๒ สถานี ออกทุกสถานีเป็นแต่เพียงว่าไม่ซ้ำเวลากันทุกวัน ไปเทศน์ที่ไหนพอเทศน์จบ ส่งไปที่อุดร ๑๒ สถานี กรุงเทพฯดูว่ามี ๔ สถานี ที่อุดร ๑๒ สถานี ที่กรุงเทพฯก็ ๔ สถานี จากนั้นก็มีอินเตอร์เน็ตนะ ที่ออกไปประเทศไหนก็ตามทั่วโลกนี้ก็ตามนะ หลวงตาได้เคยพูดกับพี่น้องทั้งหลายด้วยความสัตย์ความจริงของตัวเองที่ปฏิบัติและได้ผลมาอย่างไร เปิดอย่างเต็มเหนี่ยวคราวนี้ เพราะหลวงตาจวนตายแล้ว จะไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวในเมืองไทย เฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งห่วงทองคำเพื่อจะให้เป็นสารประโยชน์อันสำคัญยืนยงคงถาวรแห่งเมืองไทยของเราตลอดไปนี้ด้วย และมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าเรื่องพระพุทธศาสนา ซึ่งเวลานี้เมืองไทยเรากำลังเหลวไหลมากทีเดียว

ขอติหรือขอชมอย่างถึงใจซึ่งเป็นภาษาของธรรมเถอะน่ะ เราไม่เอาภาษาของโลก ที่มีแง่งอนร้อยแปดพันประการต้มตุ๋นเก่งนั้นมาใช้ในวงธรรม ว่าอะไรเราพูดตามตรงๆ ไม่มีโกหกใคร ธรรมนี่ตรงไปตรงมา ไม่ได้ผ่าหัวใครนะ แต่คำพูดขวานไม่ผ่าซากมันผ่ากบาลคน นี้คือภาษากิเลสหลอกลวงต้มตุ๋น เห็นกันทั่วหน้าอย่างนี้ พูดกันฟังกันนี้ไม่ไว้ใจกันได้เลย มีแต่ความนิ่มนวลอ่อนหวานซึ่งเป็นกลมายาของกิเลส ความจริงเป็นอย่างนี้ หลอกไปอย่างนี้ ต้มกันไปแบบนี้ทั่วโลก นี่แหละกิเลสออกทำงาน ท่านทั้งหลายดูเสีย เราจึงสลดสังเวช ตาเดียวนี้ละมองดูทั่วโลก มันอดคิดไม่ได้ ก็มันรู้นี่ให้ว่าไง

นี่ละพระพุทธเจ้าตรัสรู้เพียงองค์เดียว ไม่ต้องไปหาใครมาเป็นพยาน จ้าออกแล้วเห็นหมด อันนี้เพียงตัวเท่าหนู เมื่อมันเป็นก็ต้องบอกว่าเป็นซิ ปฏิบัติมาแทบล้มแทบตาย เอาชีวิตเข้าแลก จนบางครั้งถึงกับว่าจะไม่มีชีวิตเหลืออยู่เลย เพราะการฟัดกับกิเลส ไม่มีใครถอยใคร นี่ละอำนาจแห่งความเอาจริงเอาจัง สละชีวิต ผลก็ปรากฏมาเป็นลำดับลำดา เหตุเด็ดเท่าไรผลก็เด็ดขึ้นมา เพิ่มขึ้นมา เหตุเด็ดเท่าไรผลก็เพิ่มขึ้นมา เด็ดขึ้นมาพร้อม ๆ กัน จนกระทั่งเป็นที่พอใจ

จึงได้มาสอนพี่น้องทั้งหลายโดยไม่มีความห่วงใยในเจ้าของ แม้เม็ดหินเม็ดทรายเลย มีแต่ห่วงพี่น้องทั้งหลายเท่านั้นแหละ มองไปไหนคนทั้งคนมันมองจะไม่เห็นคน มีแต่กิเลสล้อมหน้าล้อมหลัง  คือกิเลสมันหลอก  ขนาดนั้นเรายังไม่รู้ตัวว่าไง  แล้วจะหวังความสุขมาจากไหน กิเลสเคยสร้างหอวิมานให้คนที่ไหน นอกจากธรรมเท่านั้น ถ้าธรรมแล้ว วิมานทิพย์มี ท่านว่าขวานผ่าซาก มันไม่ได้ผ่าหัวคน ผ่ากิเลสในหัวใจคนต่างหาก นี่ก็พูดอย่างเป็นความสัตย์ความจริงกับพี่น้องทั้งหลาย เปิดเผยทีเดียว เพราะเราจวนตายแล้ว

ใครจะมาโจมตีแบบไหน ๆ เราไม่เคยสนใจ ประสาถังขยะว่างั้นเลย ธรรมะเลิศเลอครอบโลกธาตุ ภาษาถังขยะมันก็จมอยู่ในส้วมในถานนั่นแหละ มีตั้งแต่เรื่องของถังขยะทั้งนั้น ธรรมะท่านไม่ได้ติได้ชม ติตรงไหนเป็นความผิดตรงนั้น ชมตรงไหนเป็นความถูกตรงนั้น เพื่อจะให้ละ เพื่อจะให้เพิ่มพูนการบำเพ็ญเข้า อย่างนั้นเรื่องธรรม ถ้าว่าอันนี้ดีนะ เอาเพิ่ม ท่านบอกอย่างนี้นะ ให้ส่งเสริมกำลังเข้าอีก ให้ดีมากกว่านี้ อันนี้ผิดแล้วนะให้แก้ จะว่าขวานผ่าซากไม่ผ่าซากก็ฟังเอา เราต้องการความจริง ไม่เอาความจริงจากธรรม เราจะเอาจากใคร เอาจากกิเลสแหลกกันทั้งนั้น ทั้งโลก

นี่เราสลดสังเวชนะ พูดบางทีมีเด็ดบ้างเหมือนกัน เพราะมันทนดูไม่ไหว ทนรู้ไม่ไหว มันรู้จริง ๆ จะว่าไง ธรรมพระพุทธเจ้าเลิศเลอขนาดไหน นี่ละท้าทายโลกตาบอดอยู่เวลานี้ แต่มันก็ท้าทายธรรมพระพุทธเจ้า มันก็ตาบอดตลอดไป ไม่ยอมฟังเสียง จะดูอะไร ๆ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเลย ไอ้โลกตาบอด ธรรมตาดีท่านก็ท้าทายของท่านอยู่งั้น ใครจะไปทางไหนก็ให้ไปนะ ให้พินิจพิจารณาทุกคนนะ เรานี้เหมาะสมแล้วเกิดมาเจอพุทธศาสนาซึ่งเป็นของเลิศเลอสุดยอดแล้ว ถ้าไม่เอาคราวนี้จมนะ จะไม่มีที่หวังใดอีกแล้ว คราวนี้หวังเท่าไรก็ได้ตามความหวัง เพราะเราเจอของดีแล้ว พุทธศาสนาเป็นของเลิศเลอ

พากันตั้งอกตั้งใจนะ นี่สุดหัวใจแล้วละ ไม่มีอะไรที่จะต้องติพระพุทธเจ้าได้เลย ไม่มี มีแต่หมอบราบ พิจารณาไปตรงไหนพระองค์รู้แล้วเห็นแล้ว เราค้านท่านได้ยังไง ก็มีแต่หมอบราบเท่านั้นซิ นี่ธรรมะของพระพุทธเจ้า ธรรมะสั่งสอนสัตว์โลกผู้มุ่งต่ออรรถต่อธรรมจึงให้หมอบราบยอมรับ ว่างั้นเลย ให้พากันอุตส่าห์พยายามนะ ยังไงก็ตามชาติไทยของเราอย่าให้เสียศักดิ์ศรีดีงามของชาติไทยเราซึ่งเป็นเมืองพุทธ พระพุทธเจ้าเป็นพ่อของพวกเรา ไม่เคยอ่อนแอ และไม่เคยสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาให้อ่อนแอ

พวกเราเป็นลูกศิษย์ตถาคตอย่าอ่อนแอนะ ว่ายังไงให้มีความสัตย์ความจริง มีความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน ความคิดคิดใจเดียวกันให้ถูกเหมือนกันหมด เช่นว่าทองคำเป็นหัวใจของชาติ นี่คิดดูซิถูกหรือผิด หัวใจของชาติอยู่ที่คลังหลวง ให้คิดอย่างนี้ด้วยกัน เมื่อคิดอย่างนี้แล้วต่างคนต่างอุตส่าห์พยายามด้วยกัน เพื่อหามาสนับสนุนให้แน่นหนามั่นคงขึ้น แล้วจะอยู่เย็นเป็นสุขทั่วประเทศไทยของเรา ให้เข้าถึงใจทุกคน ๆ มีมากมีน้อยเราบริจาคตามกำลังของเรา อย่าอยู่แบบจืด ๆ ชืด ๆ อวดดี อวดเด่น เย่อหยิ่งจองหอง ว่าตัวมั่งตัวมีเอากิเลสมาเหยียบหัวธรรม แล้วเอากิเลสมาให้คะแนนธรรม มาตัดคะแนนธรรมนี้ยิ่งเลวลงไปมากนะคนประเภทนั้นนะ อย่าให้มีในหัวใจชาวพุทธเรานะ

วันนี้พูดเพียงเท่านี้ ต่อไปนี้จะให้พร

 

อ่านและฟังเสียงพระธรรมเทศนาประจำวัน ได้ที่

www.Luangta.or.th or www.Luangta.com

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก