ไม่มีใครเสมอครูคือศาสดาองค์เอก
วันที่ 16 มกราคม 2546 เวลา 14:00 น.
สถานที่ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ นครนายก
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตองครักษ์ จ.นครนายก

เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

ไม่มีใครเสมอครูคือศาสดาองค์เอก

วันนี้เป็นวันมหามงคลแก่พี่น้องลูกหลานชาวจังหวัดนครนายกเรา โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก คือคุณเชิดวิทย์ ฤทธิ์ประสาท และอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คือดร.สุมณฑา พรหมบุญ มาเป็นประธาน มาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่พี่น้องทั้งหลายในงานนี้ หลวงตารู้สึกมีความซาบซึ้งกับบรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายเป็นอย่างมาก เพราะดูประชาชนทั้งหลายที่เข้ามาในงานนี้ รู้สึกว่าหนาหน้าหนาตา มีมาก ตามธรรมดาไปเทศนาว่าการที่ไหน ประชาชนมีมากๆ กันทั้งนั้น แต่ที่นี่รู้สึกจะมากเป็นพิเศษขึ้นมาอีก จึงขอขอบคุณและซาบซึ้งในเจตนาที่เป็นกุศลของพี่น้องทั้งหลายเป็นอย่างมากในวันนี้

         วันนี้เป็นวันที่เราทั้งหลายถือเป็นมหามงคล พร้อมเป็นวันของผู้ใหญ่ เป็นวันพ่อวันแม่ วันครูวันอาจารย์ของเรา ซึ่งเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร และให้คติอันดีงามแก่พวกเรา ซึ่งเป็นลูกเป็นหลาน เป็นลูกศิษย์ลูกหาเป็นไหนๆ ด้วยเหตุนั้นวันนี้จึงเป็นวันมหามงคลแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลาย เช่นเด็กก็มีพี่เลี้ยง ส่งเข้าโรงเรียนก็มีครูมีอาจารย์เป็นผู้แนะนำสั่งสอน อยู่ในบ้านก็มีพ่อมีแม่เป็นผู้ควบคุมแนะนำสั่งสอน บอกในแง่ต่างๆ ที่เป็นความผิดและความถูกตลอดมาจากผู้ใหญ่

เช่นวันนี้เป็นวันครู คำว่าครูนี้ก็คือว่า เป็นผู้แนะนำสั่งสอนทุกสิ่งทุกอย่าง แก่ผู้เข้ามาเกี่ยวข้องอบรมหรือศึกษาด้วย ท่านเรียกว่าวันครู คือวันของอาจารย์ อาจาระ แปลว่า ผู้ฝึกฝนอบรมแนะนำสั่งสอนในกิจการต่างๆ ให้ผู้น้อยที่มาศึกษาอบรมได้เข้าอกเข้าใจ แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติตัว จึงเป็นของสำคัญสำหรับหัวหน้า

         เริ่มต้นมาตั้งแต่เราเป็นชาวพุทธ เราถือพระพุทธเจ้าเพราะเหตุผลกลไกอะไร ถือพระธรรม ถือพระสงฆ์ เพราะเหตุผลกลไกอะไร นี่ก็เรียกว่าเราถือครูเอก ไม่มีใครเสมอครูคือศาสดาองค์เอก และพระธรรมพระสงฆ์นี้ไปได้เลย เราจึงได้กล่าวหรือระลึกถึงท่าน กราบไหว้บูชาเป็นขวัญใจอยู่ทุกวี่ทุกวันตลอดมาว่าพุทฺธํ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ นี่แหละคือครูเอกของพวกเรา ศาสนาเป็นมาจากธรรมที่เลิศเลอ ธรรมที่เลิศเลอนั้นได้ปรากฏขึ้นมาสู่โลกสู่สงสาร จากพระพุทธเจ้าผู้คุ้ยเขี่ยขุดค้นแทบเป็นแทบตาย ถึงขั้นสลบไสลไปมีหลายหน

         ตามตำรับตำราท่านแสดงไว้ว่า พระพุทธเจ้าทรงสลบถึง ๓ หน เพราะฝึกหัดตัวเองเพื่อเป็นครูเอกคือเป็นศาสดาของโลก จนกระทั่งได้รับผลกระทบกระเทือนจากการฝึกทรมานนั้น ถึงสลบ ๓ หน นอกจากนั้นความลำบากลำบนแห่งศาสดาของเรา ควรที่จะเอาเป็นคติตัวอย่างได้เป็นอย่างดีมากทีเดียว เพราะความเป็นศาสดามาจากพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้น แล้วเสด็จออกทรงผนวชฝึกหัดดัดแปลงทรมานพระองค์ตลอด ได้รับความทุกข์ความลำบากยากเย็นเข็ญใจ มาตลอดจนกระทั่งถึง ๖ ปี จึงได้ตรัสรู้ธรรมขึ้นมา สมความมุ่งมาดเป็นศาสดาของโลกอย่างลือนาม

จากนั้นธรรมที่ทรงขุดค้นพบก็คือธรรมชั้นเอก นำธรรมชั้นเอกที่เลิศเลอนี้มาสั่งสอนบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ผู้รับธรรมในเบื้องต้นนั้นก็คือสาวกของพระพุทธเจ้า ในสมัยปัจจุบันศาสนาของพระพุทธเจ้าทุกวันนี้ก็คือเบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิ ๕ องค์นี้ เป็นผู้รับถ่ายทอดธรรมจากพระพุทธเจ้ามา จนกลายเป็นอรหัตบุคคล เป็นผู้วิเศษวิโส กลายเป็นสรณะของโลกองค์ที่ ๓ คือ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ให้โลกได้กราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจ ท่านเหล่านี้ท่านทรงบำเพ็ญพระองค์เป็นประโยชน์ เป็นคติเครื่องเตือนพระองค์ ในความผิดถูกดีชั่วต่างๆ ด้วยความระมัดระวัง เรียกว่าฝึกหัดพระองค์ เอาแนวความถูกต้องเป็นครูเป็นอาจารย์ ดัดแปลงแก้ไขไปตาม

เฉพาะสำหรับพระพุทธเจ้านั้นรู้สึกว่าจะลำบากกว่าบรรดาสาวกทั้งหลาย เพราะเป็นการเริ่มต้นบุกเบิกทางเดิน เพื่อธรรมจะได้โผล่ขึ้นมาให้โลกทั้งหลายกราบไหว้บูชา และพระองค์ก็ไม่ทรงเคยพบเคยเห็นในธรรมประเภทนี้ ทั้งการฝึกฝนอบรมคุ้ยเขี่ยขุดค้นธรรมทั้งหลายพระองค์ก็ไม่เคยมา จึงต้องตะเกียกตะกายผิดบ้างถูกบ้างเป็นธรรมดา แต่สุดท้ายก็ถูกทางได้ตรัสรู้ธรรมขึ้นมา ด้วยการบำเพ็ญอานาปานสติ  คือ กำหนดลมหายใจเข้าออก สติเป็นสำคัญ ลมหายใจเข้าก็ให้รู้ว่าลมเข้า ลมออกให้รู้ว่าลมออก มีสติจดจ่ออยู่กับลมหายใจ อย่างนั้นต่อเนื่องกันเป็นลำดับ

จนได้ปรากฏผลขึ้นมาในเบื้องต้นว่า ปฐมยามทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติย้อนหลังได้กี่ภพกี่ชาติของพระองค์เอง ได้เกิดได้ตายท่องเที่ยวในวัฏสงสาร ทั้งภพน้อยภพใหญ่ทั้งสูงทั้งต่ำ  คือขึ้นถึงขั้นพรหมโลกก็ถึง ลงจนถึงนรกอเวจีก็ลง เป็นอย่างนี้เหมือนสัตว์ทั้งหลายทั่วๆ ไปนั้นแล เมื่อพระองค์บำเพ็ญสมณธรรมคือ อานาปานสติถูกทางแล้วได้บรรลุธรรมนี้ขึ้นมา

ทรงพิจารณารู้เรื่องปุพเพนิวาสชาติหนหลังของพระองค์ได้ไม่มีประมาณ การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย การไปตกนรกหมกไหม้หรือขึ้นสวรรค์ชั้นพรหม เพราะความชั่วความดีของพระองค์เอง ซึ่งเป็นเหมือนสามัญชนทั่วๆ ไป ทำด้วยความอยากความทะเยอทะยาน ผิดบ้างถูกบ้าง พระองค์จึงได้ผลแห่งความดีความชั่วนั้นติดภพติดชาติมาตลอด จนกระทั่งถึงคืนวันเดือนหกเพ็ญ ในปฐมยามทรงบรรลุย้อนหลัง เห็นร่องรอยแห่งความเป็นมาของพระองค์เอง คือไปเกิดในภพใดชาติใด เป็นสัตว์ประเภทไหนๆ พรรณนาไม่ได้เพราะมากต่อมาก เนื่องจากเกิดแล้วเกิดเล่า ตายแล้วตายเล่า ไม่มีหยุดมีถอย เนื่องจากกิเลสซึ่งมีอยู่ภายในจิตใจนั้นปิดบังหัวใจ แล้วก็จูงสัตว์ทั้งหลายให้ทำตามความมืดบอดของตน จึงมีผิดมีพลาดมากกว่าถูก ด้วยเหตุนี้จึงได้รับความทุกข์ความทรมานในภพชาตินั้นๆ ตลอดมา

จนกระทั่งถึงคืนวันเดือนหกเพ็ญ เมื่อได้ผลจากการบำเพ็ญอานาปานสติในปฐมยามนั้นแล้ว ก็ทรงทราบย้อนหลังถึงความเป็นมาของพระองค์ ว่าเคยเกิดเคยตายในภพในชาติเป็นสัตว์เป็นเปรตเป็นผี หรือเป็นสัตว์นรก ตลอดถึงเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมประเภทใด พระองค์เคยเป็นมาหมด แล้วนับย้อนหลังได้หมด ตามร่องรอยแห่งความเป็นมาของพระพุทธเจ้า นี่พระองค์ก็ทรงทราบได้อย่างชัดเจน เป็นผลประจักษ์ในคืนวันนั้น

พอมัชฌิมยามนั้นก็บรรลุจุตูปปาตญาณ ทรงพิจารณาเรื่องความเกิดความตายของสัตว์โลกทั่วๆ ไปไม่มีประมาณ ก็ทรงทราบตลอดทั่วถึง เช่นเดียวกับพิจารณาความเป็นมาของพระองค์ จนถึงกับท้อพระทัย ในการที่เกิดตายแบกหามทุกข์ตลอดมา ไม่มีสถานที่ใดที่จะปลงวางแห่งความทุกข์ เมื่อมีความเกิดผิดๆ พลาดๆ อยู่อย่างนี้แล้ว พระองค์จึงทรงย้อนพระทัยเข้ามาสู่ต้นเหตุอันใหญ่หลวง คือ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เป็นต้น อวิชชาคือความมืดบอดปิดในหัวใจของสัตว์ สังขารก็ผลักดันให้คิดให้ปรุงในเรื่องในราวต่างๆ ซึ่งเป็นทางเดินของกิเลสอวิชชานั้นไปเรื่อยๆ จึงพาสัตว์ให้เกิดให้ตายเรื่อยๆ

พระองค์ทรงพิจารณาย้อนหน้าย้อนหลัง ถึงต้นเหตุแห่งพาสัตว์ให้เกิดตายคืออะไร ก็มาได้ความที่ อวิชฺชาปจฺจยา ทรงพิจารณาลงที่จุดนั้น เข้าสู่ต้นตอแห่งภพแห่งชาติ แห่งความทุกข์ความทรมานทั้งหลาย ได้ทราบอย่างประจักษ์พระทัย แล้วถอนขึ้นมาบรรดาอวิชชาที่ครอบงำในพระทัยของพระพุทธเจ้า ได้ถูกถอดถอนขึ้นมาโดยสิ้นเชิง เรียกว่าตรัสรู้ขึ้นมาในขณะนั้น ตัดภพตัดชาติความเกิดแก่เจ็บตายที่เป็นมาแล้วก็จะนับจำนวนไม่ได้ ที่จะเป็นต่อไปนั้นก็เป็นอันว่าสุดสิ้นลงแล้ว ในขณะที่อวิชชาตัวพาให้เกิดให้ตาย ได้ตรัสรู้ธรรมขึ้นมา

นี่คือพระพุทธเจ้าทรงฝึกฝนอบรมพระองค์ คอยสังเกตสังกาการประพฤติปฏิบัติของพระองค์ เพราะไม่มีครูใดอาจารย์ใดจะมาสอนได้ เป็นลำพังของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะพระวิสัยของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์นั้น เวลาตรัสรู้ จะตรัสรู้โดยลำพังพระองค์เองทุกๆ พระองค์ ไม่มีใครแนะนำสั่งสอนเลย จึงเป็นการยากการลำบาก นี่ละการฝึกฝนอบรมพระองค์จนได้เป็นศาสดาขึ้นมาแล้ว ก็ประกาศธรรมที่เป็นความถูกต้องดีงามทั้งฝ่ายเหตุคือการดำเนิน

การดำเนินมีสองประเภท คือ การทำชั่วกับการทำดี ซึ่งให้ผลไม่เหมือนกัน การทำชั่วให้ผลเป็นทุกข์ การทำดีให้ผลเป็นสุข พระองค์เมื่อได้ธรรมที่เลิศเลอนั้นมาแล้ว ก็ทรงนำมาแสดงสั่งสอนสัตว์ทั้งหลายเรื่อยมา นี่เริ่มเป็นครูของโลกแล้ว เป็นครูของมนุษย์และเทวดาอินทร์พรหมทั้งหลายในสามแดนโลกธาตุนี้ พระองค์เป็นครูสอนทั้งหมด นี่เรียกว่าครู

         วันครูนั้นคือวันวิสาขบูชา ที่เราทั้งหลายได้กราบไหว้ระลึกถึงท่านเป็นพิธีการถึงขนาดที่ว่าวงราชการก็หยุดราชการให้ เปิดโอกาสให้ระลึกถึงบุญถึงคุณของศาสดาซึ่งเป็นวันครูอันเลิศเลอ ให้ได้กราบไหว้บูชาเรื่อยมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ นี่เรียกว่าวันครู วันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น คือเป็นวันครูพระองค์หนึ่ง ครูอันเลิศเลอพระองค์ที่สอง ก็ทรงค้นพบขึ้นมาในขณะตรัสรู้นั่นแหละ นี่ก็เป็นวันครู คือธรรมซึ่งเป็นแนวทางเดินอันเลิศเลอแก่บรรดาสัตว์ทั้งหลาย จะได้เดินตามทางแห่งธรรมที่ทรงสั่งสอนไว้แล้วโดยถูกต้องที่เรียกว่า สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วด้วยธรรมที่ชอบ ไม่มีอะไรที่จะต้องติได้แล้ว คือธรรมอันเลิศเลอนั้นแล จากนั้นก็ประกาศธรรมสอนโลกต่อไป

บรรดาผู้ที่จะได้รับธรรมในอันดับแรกก็คือสาวกทั้งหลาย ในปัจจุบันนี้ก็มีเด่นอยู่ที่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ มีพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นต้น ได้บรรลุธรรมเป็นองค์แรกในขณะที่พระองค์ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรจบลงแล้ว พระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม อายสฺมโต โกณฺฑญฺญสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขÿ อุทปาทิ ท่านอัญญาโกณฑัญญะผู้มีอายุผู้เจริญ ได้ดวงตาเห็นธรรมที่ประเสริฐเลิศเลอปราศจากมลทินขึ้นมาแล้ว ในขณะที่ฟังธรรม ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรของพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าก็ทรงประทานพระโอวาทอนุโมทนาแก่ พระอัญญาโกณฑัญญะว่า อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ พระอัญญาโกณฑัญญะผู้เจริญได้รู้แล้วหนอๆ นี้คือสักขีพยานแห่งบรรดาสาวกทั้งหลาย ที่ได้รับธรรมอันเลิศเลอจากครูผู้ล้นโลกล้นสงสาร คือศาสดาของเรา

นั่นละวันครูอันดับแรกคือนั้น อันดับต่อมาก็คือวันครูได้แก่พระสงฆ์สาวก นี้ท่านก็เป็นครูของโลกทั่วๆ ไป ใครได้กล่าวถึงท่านเป็นสรณะ ระลึกนึกน้อมถึงท่านและปฏิบัติตนให้เป็นไปตามท่านแล้ว ก็เป็นคนดีเป็นลำดับลำดา ตั้งแต่เป็นกัลยาณปุถุชนเป็นคนดี สมบัติผู้ดี แม้กิเลสมีอยู่ภายในใจ ก็มีธรรมเป็นเครื่องประดับรักษาใจ กิริยามารยาทการแสดงออกทุกแง่ทุกมุม ไม่ขวางหูขวางตาผู้มีศีลมีธรรมทั้งหลาย เป็นความสงบเสงี่ยมเรียบร้อย จากนั้นก็สำเร็จผลขึ้นเป็นพระอริยบุคคล เป็นพระโสดาบ้าง เป็นพระสกิทาคาบ้าง เป็นพระอนาคาบ้าง เป็นพระอรหันต์บ้าง เป็นลำดับลำดา นี่คือความสำเร็จของบรรดาบริษัทบริวารสัตว์โลกทั้งหลาย ที่ได้รับการแนะนำพร่ำสอนจากครูใหญ่ของเราคือศาสดาองค์เอก และพระสงฆ์สาวกที่เป็นสรณะพวกเรา นำมาปฏิบัติ

         เพราะฉะนั้นวันครู จึงเป็นวันสำคัญมากของพี่น้องชาวไทยเราทั่วหน้ากัน ยึดวันครูเอกมาตั้งแต่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ สมกับว่าเราเป็นลูกชาวพุทธถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจ สละชีวิตได้ไม่เสียดาย นี่เรียกว่าเป็นลูกศิษย์ที่มีครู ฟังเสียงครู ท่านแนะนำสั่งสอนอย่างไร เพราะครูนั้นไม่มีความอิจฉาพยาบาท ชิงดีชิงเด่นอะไรกับลูกศิษย์ลูกหา เหมือนพ่อแม่กับบุตรทั้งหลาย บุตรของพ่อแม่แต่ละคนๆ จะมีความรู้สูงต่ำประการใด มียศถาบรรดาศักดิ์ศฤงคารบริวารมากน้อยเพียงไร พ่อแม่จะมีความยินดีอนุโมทนาสาธุการไปตลอด ไม่มีคำว่าอิจฉาตาร้อน ชิงดีชิงเด่นกันระหว่างพ่อแม่กับลูก มีแต่อนุโมทนาโดยลำดับลำดาไปอย่างนั้น

ทีนี้ลูกศิษย์กับครูเรา ก็ขอให้ปฏิบัติตามนั้น ให้ฟังเสียงครูเรา อย่าทำแบบไม่มีแบบมีฉบับ ไม่มีครูมีอาจารย์ ไม่มีหลักเกณฑ์เป็นเครื่องยึดเครื่องเกาะเครื่องดำเนิน จะทำให้เสียคน ตามธรรมดาของฝ่ายชั่วนั้น จะมีครูสอนไม่มีครูสอนไม่สำคัญ มันมีอยู่กับใจของหัวใจสัตว์โลกทุกดวงใจไปแล้ว อันนั้นคืออะไร ท่านให้ชื่อว่ากิเลส คำว่ากิเลสคือความเศร้าหมองมืดตื้อ ติดอยู่กับหัวใจ ทำจิตใจให้เศร้าหมองมืดตื้อ ระลึกถึงบุญถึงบาป ถึงดีถึงชั่วอะไรไม่ได้เลย นอกจากมีแต่ความทะเยอทะยานอยาก

ทางตาอยากดู ทางหูอยากฟัง ทางปากทางลิ้นก็อยากดูอยากกินอยากใช้อยากสอย ไม่มีอะไรพอ ดูๆ ทั้งวันก็ดูได้ ฟังทั้งวันฟังได้ ดมกลิ่นที่หอมๆ ซึ่งเป็นที่ชอบอกชอบใจ ดมทั้งวันก็ได้ เดินไปยังเอามาดมที่จมูกก็ได้ ทุกอย่างขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้ว จะไม่มีคำว่าอิ่มพอ ดึงลากสัตว์โลกไปตลอดเวลา อย่างนี้ท่านให้ชื่อว่ากิเลส กิเลสนี้เป็นอารมณ์ผลักดันจิตใจของสัตว์โลก เพราะกิเลสก็ดี ธรรมก็ดี เกิดและอยู่ที่หัวใจของโลกของสัตว์ทั่วๆ ไปด้วยกัน ไม่มีที่เกิดของกิเลสและธรรม นอกจากใจของสัตว์โลกอย่างเดียว ที่อยู่ก็อยู่ที่นั่น ส่วนภายนอกนั้น ไม่ใช่สถานที่เกิดที่อยู่ของกิเลสและธรรม

กิเลสและธรรมแท้เกิดที่ใจ อยู่ที่ใจ แสดงตัวออกมาจากใจ แต่อารมณ์ของกิเลสนั้น แสดงอารมณ์เป็นความต่ำทรามลงไปเป็นลำดับลำดา ที่จะแสดงตัวให้สูงขึ้น ไม่มีในสกุลกิเลส ผิดกับธรรมเป็นไหนๆ ธรรมก็เกิดที่ใจนั้นแล แต่เป็นอารมณ์ที่ชักชวนจิตใจให้คิดให้อ่าน ให้มีความดูดดื่มในทางด้านศีลด้านธรรม ประกอบบำเพ็ญคุณงามความดีในแง่ต่างๆ เป็นความรู้สึกนึกคิดออกมาจากใจ นี่เรียกว่าธรรม แสดงตัวออกมาจากหัวใจของผู้นั้น

เมื่อเราเดินไปตามธรรม ธรรมก็จะพาก้าวเดินในความดีทั้งหลาย ความดีก็จะเพิ่มพูนขึ้นไปโดยลำดับ จนปรากฏอย่างเด่นชัดจากตัวเองไปแล้วก็สัมผัสสัมพันธ์กับตากับหูกับใจผู้อื่นว่า คนนั้นหญิงนั้นเป็นคนดี หญิงคนนั้นเป็นคนดี คนนั้นน่าเคารพนับถือ น่ากราบไหว้บูชา มองเห็นกันเป็นความดีซาบซึ้งถึงใจแล้ว จากความดีของผู้มีธรรมบำเพ็ญภายในจิตใจ ผิดกันกับกิเลสเป็นไหนๆ กิเลสนี้เมื่อแสดงออกมา ก็เป็นที่ไม่พึงใจแล้วสำหรับคนอื่น แต่พอใจสำหรับผู้แสดง เช่น ความโลภ ใครโลภได้ด้วยกัน แต่คนอื่นจะมาโลภเอาของเรา เราไม่ชอบ ให้เราโลภเอาของคนอื่นนั้นชอบ นี้เป็นอารมณ์ของกิเลส แสดงอารมณ์ออกเป็นความโลภ ความอยาก ความทะเยอทะยาน ได้ไม่พอกินไม่พอ ใช้ไม่พอ อยู่ไม่พอ

ไม่มีอะไรพอสำหรับกิเลส นี้เป็นอารมณ์ของกิเลส  ผลักดันจิตใจของสัตว์โลก ให้ดีดให้ดิ้นไปตามมัน ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องยับยั้งไว้แล้ว โลกนี้เสียคนได้ทั้งนั้น เท่าที่มีพอเป็นพอไปกันอยู่นี้ ก็เพราะมีธรรมแทรกอยู่ภายในตัว เรียกว่า มีเบรกห้ามล้อ ไม่ให้กิเลสทำอย่างผาดโผนโจนทะยานจนเป็นฟืนเป็นไฟ เผาทั้งตัวเองและผู้อื่นอย่างเปิดเผยเกินไป ธรรมยับยั้งเอาไว้ คนเราจึงอยู่ด้วยกันได้ พอสงบบ้าง ถึงไม่ไว้ใจกันนักก็พอมีที่หลบซ่อนเพราะความดีคนดียังมี เราหลีกจากคนไม่ดี มาหาคนดียังได้

นี่ละเรื่องอารมณ์ของกิเลส มันไม่พอ กรุณาทราบตามนี้ คำว่ากิเลสและธรรม อย่าไปหาทางอื่นทางใดไม่มี ธรรมก็ดี กิเลสก็ดี ต้นไม้ ภูเขา ดิน ฟ้า อากาศ ท้องฟ้ามหาสมุทร ไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ธรรม กิเลสแท้เกิดขึ้นภายในใจอย่างที่อธิบายมานี้เอง ธรรมแท้ก็เกิดที่ภายในใจ ผลที่จะได้รับจากกิเลสกับธรรมแสดงตัวขึ้นมาหรือทำงานของมันนั้น เป็นผลแห่งความทุกข์ เป็นผลแห่งความสุข เป็นผลแห่งความทุกข์นั้น เกิดจากกิเลสสร้างแต่กองทุกข์หลอกโลก ให้มีความรื่นเริงบันเทิงเพียงประเดี๋ยวประด๋าว เหมือนกับเหยื่อล่อปลาที่ปลายเบ็ดนั่นเอง

หากมีแต่เบ็ดล้วนๆ ปลาก็ไม่ติดเบ็ด จึงต้องมีเหยื่อล่อเอาไว้เล็กๆ น้อยๆ พอปลาตัวไหนลืมตัวเซ่อซ่าเข้าไปงับเบ็ดงับเหยื่อในปลายเบ็ดนั้น ก็ถูกเบ็ดตวัดเลือดสาด ทีนี้ความอร่อยหรือเหยื่อล่อที่ว่ามีความดิบความดี หมดความหมายทันที มีตั้งแต่ความทุกข์ความเดือดร้อนเลือดเต็มปาก นี่เพราะความลืมตัว หลงไปตามเหยื่อล่อของเขา

ทีนี้กิเลสก็เหมือนกันมีล่อตลอดเวลาล่อสัตว์โลกนั้นแหละ ทางตาก็เพลินดูไม่หยุดไม่ยั้ง ไม่คำนึงถึงว่าการดูนี้มีความได้ความเสียประการใดบ้าง การเห็นการได้ยินได้ฟัง การประพฤติตัวทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่คำนึงถึงความผิดถูกชั่วดีประการใดเลย เป็นเรื่องของกิเลสล้วนๆ แล้วมีแต่ผลักไสให้บืนไปข้างหน้า นี่เรียกเหยื่อล่อ เอาความหวังตั้งเอาไว้ เราหวังอย่างนั้น เราหวังอย่างนี้ หวังไปตรงไหนก็มีเหยื่อล่อไปเพียงเล็กน้อยๆ ผลที่ได้มาก็คือความผิดหวังๆ นี่เรียกว่าติดปลายเบ็ดของกิเลสแล้ว โลกเป็นอย่างนี้ นี่ละท่านว่ากิเลส ให้ท่านทั้งหลายทราบเสีย อย่าพากันไปหากิเลสที่ไหนๆ

เราเป็นชาวพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ใจ สอนโลกสอนลงที่ใจ เราเป็นผู้ได้ยินได้ฟัง ก็ให้เข้าถึงใจ การปฏิบัติตัวเองเพื่อแก้ไขดัดแปลงก็ให้ปฏิบัติที่ใจเป็นสำคัญ ที่เข้าใจแล้วว่าผิดว่าถูกประการใด ให้แก้ไขดัดแปลงไปตามนั้น ดำเนินตัวเองในทางที่ถูกที่ดีไป นี่เรียกว่าอารมณ์ของกิเลส ความโกรธก็เป็นเรื่องของกิเลส เขามาโกรธเราไม่ได้

เรื่องกิเลสต้องเข้าตัวเสมอ แต่เราโกรธเขา โกรธได้วันยังค่ำ ฆ่าเขาให้พินาศฉิบหาย ก็ฆ่าได้ตลอดไปเลย นี้คืออารมณ์ของกิเลส แต่เขาจะมาฆ่าเราไม่ได้ มาดุมาด่าติฉินนินทาไม่ได้กิเลสมีแต่ความชอบยอปอปั้นอย่างเดียว ความจริงไม่มี ท่านเรียกว่ากิเลส มีความมืดดำอยู่ภายในจิตใจ หลอกสัตว์โลกด้วยความฉลาดแหลมคมของมันเอง โลกผู้โง่เขลาเบาปัญญา จึงติดเบ็ดของกิเลสไปเรื่อยๆ นี่คืออารมณ์ของกิเลสเกิดที่ใจ แสดงตัวออกไป ก็เพื่อเป็นผลแห่งทุกข์ขึ้นมาสู่เราผู้หลงตามมัน ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็ยิ่งครอบงำไว้แล้วเป็นพื้นฐานประจำเลย

ราคะตัณหาก็เหมือนกัน นี่คือกิเลส ราคะตัณหาๆ คือความอยากความทะเยอทะยาน ความรักความใคร่ ใกล้ชิดติดพันกันระหว่างหญิงกับชาย ทั้งสัตว์ทั้งบุคคลไม่เว้น มีอยู่กับหัวใจของทุกสัตว์ทุกบุคคล แต่สัตว์โลกเขาไม่มีธรรม คือสัตว์เดรัจฉานเขาไม่มีธรรม ไม่มีศาสนา จึงปล่อยให้เป็นตามสภาพของสัตว์โลก ส่วนมนุษย์เรานี้มีศาสนาเป็นเครื่องดำเนิน เราจึงควรระลึกเสมอว่า อารมณ์ประเภทนี้เป็นกิเลส

กิเลสนี้เมื่อเราละมันไม่ได้ ก็ให้อยู่ในกรอบแห่งศีลแห่งธรรม เอาศีลธรรมเข้ามาบังคับเอาไว้ อย่าให้มันเลยเถิดแห่งศีลแห่งธรรมออกไป จะสร้างฟืนสร้างไฟเผาไหม้ทั้งตัวเองและครอบครัว ผัวเมียลูกเต้าหลานเหลนเผากันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะราคะตัณหานี้เหมือนไฟได้เชื้อ เสาะแสวงหาเชื้อตลอดเวลา ได้มาเท่าไรไม่พอๆ มีแต่ความรักใคร่ใกล้ชิด อยู่ด้วยกันไม่กี่วันกี่คืน ก็เบื่อหน่ายแล้วกับหญิงคนนี้ กับเมียคนนี้ เบื่อหน่ายแล้วกับผัวคนนี้ แล้วไปหาไอ้หนูมาใหม่ หาอีหนูมาใหม่ มาสองสามวัน เบื่อหน่ายแล้วๆ นี่คืออารมณ์ของกิเลส กินไม่หยุดไม่ถอย หิวไม่หยุดไม่ถอย

จะหามาให้บำรุงบำเรอสักกี่ร้อยกี่พันคน ก็ยิ่งแสดงความรุนแรงแห่งความหิวโหยมากขึ้น เหมือนไฟได้เชื้อๆ ไฟไสเข้าไป ไฟจะดับลงด้วยเชื้อไม่มีเลย ต้องแสดงเปลวขึ้นเต็มที่ จากเชื้อของไฟที่มีมากน้อยนั้นแล แต่จะให้ไฟนี้ดับเพราะเชื้อมีมาก ไม่มี นี่จะให้กิเลสเหล่านี้ดับหรือสงบลงหรือดับลงไป เพราะการส่งเสริมมันด้วยการมีผัวมากๆ มีเมียมากๆ มีความรื่นเริงบันเทิงมากๆ ชมหญิงชมชายไปมากๆ นี่ก็เท่ากับเสาะแสวงหาเชื้อไฟ ได้มามากน้อยก็มาเผาตัวเอง แล้วก็มาเผาหัวอกของกันและกันคือสามีก็ดี ภรรยาก็ดี นี่ต่างคนต่างมีหัวใจ โลกถือกันเป็นอย่างมาก

ไม่มีอะไรจะถือยิ่งกว่าระหว่างสามีภรรยาถือกัน รักกันฝากเป็นฝากตายต่อกัน เพราะฉะนั้นความระแวงแคลงใจจึงมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าต่างฝ่ายต่างมีความเป็นธรรม เรียนธรรมปฏิบัติธรรมตามที่ท่านสอนไว้เรียบร้อยแล้ว ต้องเป็นผู้มีขอบเขตมีหลักมีเกณฑ์ มีศีลธรรมเป็นเครื่องบังคับ เช่นเรามีครอบครัวแล้ว  ถือว่านี้คือขอบเขตของเรา ไม่ให้เลยขอบเขตอันนี้ไปเป็นผัวสองเมียสามไป นี้เรียกว่าเลยขอบเขต ให้อยู่ในกรอบแห่งเขตของศีลธรรมนี้ ดังที่ท่านแสดงไว้ว่า กาเมสุ มิจฉาจาร ไม่ให้ล่วงล้ำเขตแดนของชายอื่นหญิงอื่น ลูกหลานของใครก็ตาม ซึ่งเขาเป็นเจ้าของหรือเขามีเจ้าของ ให้ยินดีในสิ่งที่มีอยู่ของตนนี้เท่านั้น

ต่างคนให้ปฏิบัติอย่างนี้ สำหรับผู้มีศีลมีธรรม จะได้มีความสงบร่มเย็น ตัวเองก็ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย เพราะไม่ไปก่อความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ให้คนใกล้เคียงของตนเช่น คู่เคียงของเรานั้นแหละที่จะได้รับความเดือดร้อนก่อนคนอื่นใด เช่น สามีไปประพฤติตัวเหลวแหลกแหวกแนว หรือขโมยไปนิดๆ หน่อยๆ นั้นแหละคือเริ่มก่อไฟขึ้นมาแล้ว ที้นี้อีกฝ่ายหนึ่งคือภรรยาที่อยู่ในบ้านนั้น จะเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายไปขนาดไหน

สมบัติเงินทองข้าวของเรือกสวนไร่นา ตึกรามบ้านช่องมีกี่หลัง ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ไฟอันนี้เผาขาดสะบั้นพังไปเป็นเถ้าเป็นถ่านไปหมด ไฟแห่งการทำลายจิตใจกัน โดยฝ่ายหนึ่งไปเสาะแสวงหาผู้หญิงคนหนึ่งคนใดก็ตาม ไปหาผู้ชายคนใดก็ตาม นี้คือเสาะแสวงหาเชื้อไฟมาเผาหัวอกของกันและกัน ทีนี้สิ่งทั้งหลายที่อุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกายหามา ได้มากได้น้อยถูกไฟตัวนี้เผาแหลกหมด ครอบครัวนั้นจะหาความสุขไม่ได้เลย มีตั้งแต่ไฟเผาหัวอก จะเป็นฝ่ายหญิงก็ตาม ฝ่ายชายก็ตาม มีแต่ไปเผาหัวอก หาความสุขที่ไหน

นี่ละการดิ้นรนกระวนกระวายไปตามกิเลสมันย้อนหลังคืนมาเผาเรา โดยผลของมันนั้นแล ธรรมท่านจึงสอนให้มีหลักมีเกณฑ์ อย่าง กาเมสุ มิจฉาจาร นี้ก็คือธรรมเอกของพระพุทธเจ้าที่มาสอนพวกเราทั้งหลาย ที่ละยังไม่ได้ ให้อยู่ในกรอบแห่งความพอดิบพอดี สามีก็เป็นสุข ภรรยาก็อบอุ่น ว่าเราได้ที่พึ่งที่ฝากเป็นฝากตายแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างคนต่างทำมาหาเลี้ยงชีพโดยความไม่ระแวงแคลงใจซึ่งกันและกัน สมบัติได้มากน้อยเพียงไร มาเป็นอวัยวะเดียวกัน เชื่อมโยงเฉลี่ยเผื่อแผ่ถึงกันหมด เป็นความสุขมากยิ่งกว่ามหาเศรษฐีที่มีเมียเป็นร้อยๆ มากมายเป็นไหนๆ

นี่ละให้พากันจำ ความสุขจริงๆ นั้น ขอให้มีศีลธรรมเป็นพื้นฐาน ถ้าไม่มีศีลธรรมเป็นพื้นฐาน คือความพอดิบพอดี ความผิดถูกประการใด ผู้มีศีลธรรมต้องรับทราบตัวเองเสมอ ปัดเป่าออกไปอันใดที่ไม่ดี จะเป็นไฟเผาตัวเองแก้ไป นี่ละผู้นี้แล เป็นผู้ทรงความสุข เราอย่าเข้าใจว่า การมีเงินมีทองข้าวของมากมาย บริษัทบริวารมาก ถ้าเราไม่มีศีลธรรมแล้ว เป็นไฟได้ทั้งนั้น แต่ถ้ามีศีลมีธรรมแล้ว ภายนอกก็เย็นใจ ภายในก็ดีด้วยกัน เรียกว่าข้างนอกก็สมบูรณ์ ภายในก็สมบูรณ์ด้วยศีลด้วยธรรม ผู้นี้มีความสุขทั้งอาศัยสมบัติภายนอก ทั้งอาศัยสมบัติภายใน คือบุญกุศลหล่อเลี้ยงจิตใจของตน นี่เรียกว่าเป็นผู้มีความสุข ความสุขแท้อย่าไปหาที่ไหน ให้ถือรากฐานอันใหญ่หลวงภายในใจของเรา

ใจนี้เป็นสถานที่รับรองทั้งความสุขและความทุกข์ เต็มสัตว์ทั้งหลายทุกถ้วนหน้ากัน แต่โลกไม่ได้มองดูความสุขความทุกข์ที่บีบบี้สีไฟในหัวใจของตนนี้เลย ดีดตั้งแต่ภายนอก เพราะกิเลสมันไม่ให้มาดูภายใน ที่มันก่อไฟเผาโลกมันให้ส่งไปข้างนอก หลอกลวงไปข้างนอกให้ดีดให้ดิ้น ไฟที่เผาในหัวอกมันไม่ให้ดู เราจึงหลงไปตามมัน ตื่นแต่เงา ตะครุบตามเงา ตัวจริงที่เผาในหัวอกมันไม่ให้มอง ไม่ให้ดู โลกทั้งหลายจึงไม่มีทางย้อนหลังมาดูตัวเอง ให้รู้ความผิดถูกชั่วดีและความทุกข์ความชั่วของตัวเองได้ เพราะเรื่องกิเลสมันแหลมคม

จึงต้องมีธรรม เป็นเครื่องกำกับรักษา กิเลสมีอยู่ในหัวใจเรา ธรรมเครื่องกำกับรักษา ชำระกิเลสให้สงบตัวลงไป และให้มุดมอดลงไป ให้พออยู่ได้ก็มีอยู่ด้วยกันภายในใจของเรา จึงขอให้นำธรรมนี้เข้าไปปฏิบัติตนเอง เวลานี้ชาวพุทธเรารู้สึกว่า เหินห่างศาสนามากทีเดียว หลวงตาขอพูดเป็นคำสัตย์คำจริง จะว่าเป็นภาษาขวานผ่าซาก หรือดุด่าว่ากล่าวอะไร ก็แล้วแต่ใครจะพิจารณา แต่หลวงตาไม่มีเจตนาอย่างนั้น การปฏิบัติตัวเองก็มีเจตนาต่อธรรมล้วนๆ ผลได้มาก็ได้มาตามความสัตย์ความจริง เอาจริงเอาจัง เวลามาสอนโลกก็ต้องสอนตามความสัตย์ความจริง

สิ่งหลอกลวงต้มตุ๋นประจบประแจงเลียแข้งเลียขานั้น ไม่ใช่ภาษาของธรรม ภาษาของกิเลสทั้งนั้น เห็นกันประจบประแจงเลียแข้งเลียขา ควรจะแสดงยังไง ให้อีกฝ่ายหนึ่งพอใจๆ แสดงได้ทั้งนั้น ง่ายนิดเดียว แต่ไว้ใจกันไม่ได้คือภาษาของกิเลส แต่ภาษาของธรรม เราจะเรียกว่าขวานผ่าซากก็ไม่ผิด แต่ไม่ได้ผ่าหัวใจของผู้ใด ให้ล่มจมเสียหายไป เพราะขวานผ่าซากแห่งธรรมเลย สอนตามความสัตย์ความจริง ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว ผู้ฟังเพื่อความเป็นธรรมก็ยึดเอาไปเป็นข้อปฏิบัติ ก็เป็นอรรถเป็นธรรมเรื่อยๆ ไป นี่เรียกว่าธรรม การปฏิบัติก็เพื่อธรรมล้วนๆ รู้เห็นขึ้นมาก็เป็นธรรมล้วนๆ การแนะนำสั่งสอนคนอื่น เราปฏิบัติมาอย่างไร ก็สั่งสอนแบบที่เราปฏิบัติ และได้ผลเป็นที่พอใจมาแล้วอย่างนั้น นี่เรียกว่าธรรม วันนี้ได้พูดถึงเรื่องครูเรื่องอาจารย์ ให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ แต่การเทศน์นี้มีหลงหน้าหลงหลัง วกวนไปมา ก็ขออภัยจากท่านผู้ฟังทั้งหลายด้วย

เพราะเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนเทศน์สะดวกสบาย เวลานี้วกวนความจำเสื่อมมากทีเดียว เทศน์วกวนไปมา นี่ก็หลงทิศหลงแดนไปแล้ว ไม่ทราบว่าเทศน์เรื่องอะไร แล้วก็หลงแล้วตั้งใหม่ หลงไปตั้งใหม่ นี่เป็นอย่างนั้นล่ะ แต่ก็ทนเอา เมื่อพอเทศน์ได้ก็เทศน์ ให้บรรดาลูกหลานทั้งหลายได้ฟัง เพื่อเป็นคติเครื่องเตือนใจ

วันนี้เป็นวันมหามงคลแก่ท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นครูเป็นลำดับลำดามา พ่อแม่ก็เป็นพ่อเป็นแม่เป็นครูของเด็กแล้ว เข้าไปสู่โรงร่ำโรงเรียน ก็มีครูมีอาจารย์เป็นชั้นๆ จนถึงขั้นดอกเตอร์สูงสุดในสมมุติของโลก ก็มีครูมีอาจารย์แนะนำสั่งสอน เมื่อได้มาแล้ว ก็ให้มาปฏิบัติตนตามหลักวิชาที่เรียนมา ให้เป็นคติตัวอย่างแก่ผู้น้อยด้วยดี อย่าทำให้เป็นที่ระแวงแคลงใจ เมื่อผู้ใหญ่คือตัวแบบพิมพ์ได้แก่ครูแก่อาจารย์ทำตัวไม่ดี เป็นที่ดูถูกเหยียดหยามของเด็กของผู้มาศึกษา เขาไม่เคารพนับถือนี่แสดงว่า เสียดีไปมากขนาดไหน เราเป็นขนาดอาจารย์ของลูกศิษย์ลูกหา เขายังไม่กราบไหว้บูชา แสดงว่าเขาดีกว่าเรา เขาไม่ทำในสิ่งที่ครูอาจารย์ทำที่น่าตำหนินั้น แต่อาจารย์ทำได้ อย่าให้มี ในหลักเกณฑ์อันใหญ่หลวง เพื่อความเจริญรุ่งเรืองตามระบอบแห่งธรรมแล้ว ขอให้ปฏิบัติตนให้เป็นคนดี

เป็นครูเป็นอาจารย์ไปสอนในสถานที่ใด ต้องดูตัวเสมอ เราต้องเป็นอาจารย์สอนเราดิบดีเรียบร้อยแล้วไปสอนลูกศิษย์ลูกหา ก็ไม่ระแวงแคลงใจ ย่อมสอนถูกทางไปเช่นเดียวกับเราเรียนมา และปฏิบัติตัวถูกทาง เป็นคนดี เป็นครูเป็นอาจารย์ที่ดี แล้วไปสอนลูกศิษย์ลูกหา เขาเคารพ คนเราเมื่อเคารพ เมื่อลงใจเชื่อถือกันแล้ว ยอมรับหมดนะ จะสอนอะไรๆ ยอมรับทั้งนั้น ด้วยความลงใจ ถ้าไม่ลงใจนี้ เอาวิชานอกโลกไหนมาสอนก็ไม่ยอมรับ มันอยู่ที่ใจ ใจเป็นของสำคัญ ที่จะยอมรับได้หรือไม่ได้

นี่เราเป็นครูเป็นอาจารย์ สอนลูกศิษย์ลูกหาทั้งวิชาความรู้ ทั้งการประพฤติเนื้อประพฤติตัวทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องเป็นครูเขาตลอดไป เป็นคติตัวอย่างอันดีงาม การประพฤติเนื้อประพฤติตัวของเราก็เป็นแบบพิมพ์หนึ่ง ความรู้วิชาที่เรียนมาก็เป็นแบบพิมพ์แต่ละอย่างๆ ให้เขาได้รับของดิบของดีจากครูจากอาจารย์ไป จนกระทั่งเขาตั้งเนื้อตั้งตัวได้ เขาจะไม่ลืมบุญลืมคุณของครูของอาจารย์นี้เลย จะระลึกถึงบุญถึงคุณกราบไหว้บูชาถึงวันตาย นี่เพราะความลงกันด้วยจิตด้วยใจ จากความดีทั้งหลายที่มาประสานกัน แต่ความชั่วนั้นไม่ว่าใคร ไม่เข้าใกล้ชิดสนิทสนม

จึงขอให้พากันนำธรรมนี้ไปปฏิบัติเป็นคติตัวอย่าง พร่ำสอนตนเอง ก่อนที่จะไปพร่ำสอนผู้อื่น หรือลูกศิษย์ลูกหาให้พร่ำสอนตนเอง ให้เป็นความดีงามเสียก่อน แล้วก็แนะนำสั่งสอนผู้ใด วิชาความรู้นี้ก็เบิกกว้างออกไปๆ เพราะมีคนยอมรับนับถือ แล้วปฏิบัติตามผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากความดีของเราที่เป็นแบบพิมพ์ ก็ดีไปเรื่อยๆ นี่ละคำว่าดี ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของเรา ไม่ใช่ดีแต่เราเรียนวิชามา เรียนอะไรมาก็ตาม ถ้าความประพฤติของเราไม่รับกันแล้ว ไม่เป็นท่าทั้งนั้น แม้ที่สุดเราเรียนธรรมของพระพุทธเจ้า เรียนจบพระไตรปิฎก ก็มีตั้งแต่ความจำ การประพฤติตัวดีเพื่ออรรถเพื่อธรรมที่เราเรียนมาไม่มี ก็เลยกลายเป็นนกขุนทองไป กิเลสตัวเดียวไม่ถลอกปอกเปิก

เรียนความรู้มากเพียงไรทั้งๆ ที่ธรรมท่านสอนเพื่อให้ละให้ถอน ในสิ่งไม่ดีงามทั้งหลาย เราฟังเราเรียนมาแล้วไม่สนใจปฏิบัติตาม มาเย่อหยิ่งจองหอง ว่าเราเรียนรู้มีความรู้ชั้นสูงสอบได้ชั้นนั้นชั้นนี้ เสกสรรตัวเป็นบัณฑิตนักปราชญ์ป่าๆ เถื่อนๆ ขึ้นมา กิเลสตัวเดียวไม่ได้ถลอกปอกเปิก ดีไม่ดีสั่งสมความมีทิฐิมานะ ความเย่อหยิ่งจองหองขึ้นเต็มหัวใจ ความรู้ประเภทนั้นเป็นขุยไม้ไผ่ เกิดขึ้นมาแล้วฆ่าตัวเอง ขุยไม้ไผ่เกิดขึ้นมาแล้ว ฆ่าแม่ของตัว ความรู้ของคนพาลสันดานหยาบไม่สนใจในความจริงคือธรรมแล้ว เรียนมามากน้อยเพียงไร ก็เป็นการฆ่าตัวเองไปโดยลำดับ เรียกว่าความรู้ขุยไม้ไผ่ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ความจำก็กลายเป็นนกขุนทอง ไม่เกิดประโยชน์อีกเช่นเดียวกัน แล้วเป็นหนอนแทะกระดาษไม่เกิดประโยชน์ ตามเจตนาที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนธรรมแก่โลกเลย

พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนธรรมแก่โลก สั่งสอนด้วยพระเมตตาล้วนๆ เอาความสัตย์ความจริงมาสั่งสอน จากที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญ และรู้เห็นมาอย่างเต็มพระทัยแล้วมาสอนโลก แต่โลกไม่ยอมรับ อ่านพอเป็นพิธี มิหนำซ้ำยังเอาความรู้วิชาจากทางศาสนาไปประดับตัวเอง ประดับสถานที่ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นเรื่องเขาเป็นบัณฑิตนักปราชญ์เรียนได้ชั้นนั้นชั้นนี้ แต่ความเหลวแหวกแนว ไม่มีใครเกินเจ้าคัมภีร์ใบลานเปล่านั้นเลย อย่างนี้ไม่ถูกไม่ดี เรียนมาเฉยๆ ไม่ปฏิบัติตาม ยิ่งหลักพุทธศาสนา เรียนมาแล้วปฏิบัติให้เป็นคติตัวอย่าง อย่างสนิทใจของตัวเอง และให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่น โดยที่ความพอใจจับใจจากเราเป็นสำคัญ นี่ละที่เรียกว่าวิชา

วิชาทางโลกก็เหมือนกัน การเรียนเรียนได้ทุกคน ไปเรียนที่ไหนๆ ก็เรียนเพื่อจำ มันจำได้ทั้งนั้นละ เรียนมามากน้อยตั้งชื่อตั้งนามขึ้นไป ขั้นไหนขึ้นได้ฟากจรวดดาวเทียมก็ได้ เพราะคนตั้งขึ้นมาเอง แต่ความประพฤติรับกันหรือไม่ ถ้าความประพฤติไม่ดี เหลวแหลกแหวกแนว ความรู้วิชาเหนือโลกก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ไม่มีใครยอมรับ ตัวเองก็จมอยู่ในความชั่วของตัวเอง ที่ฝ่าฝืนและแก้ไขดัดแปลงความชั่วของตัวเองไม่ได้ ความชั่วก็เหยียบย่ำทำลายนักวิชาการนั้นแหละ ให้แหลกเหลวไปหมด ไปที่ไหนเขาดูถูกเหยียดหยามอย่างน้อยก็ซิบๆ ซับๆ เป็นยังไงคนนี้ เรียนมาไม่สมภูมิของตัวเอง เรียนมาก็คือหลักวิชาที่จะบุกเบิกในสิ่งที่ตีบตันทั้งหลายที่เราไม่รู้ ให้มีหน้าที่การงานซึ่งเราเรียนมานี้ เปิดเผยออก เปิดออก เรามีการมีงาน เรียนมามากมาน้อย เอามาประกอบหน้าที่การงานในบ้านในเรือนของเรา ก็เป็นผลเป็นประโยชน์

ตัวของเราถือเป็นหลักโดยธรรม มีธรรมเป็นเครื่องกำกับรักษา เรียนมามากเท่าไหร่ยิ่งเป็นที่เคารพนับถือของผู้น้อย ไม่ใช่เรียนมามากแล้วมาเย่อหยิ่งจองหองพองตัว อย่างนี้ไม่มีใครเคารพนับถือ ยิ่งผู้ดีทั้งหลายแล้วท่านเอือมระอามากทีเดียว ที่คนมีแต่ความจำเป็นนกขุนทอง เรียนมาแล้วมาโอ้มาอวด ลมๆ แล้งๆ ไม่มีใครเคารพนับถือ บ้านเมืองจะเจริญก็เจริญด้วยภาคปฏิบัติ ไม่ใช่ภาคที่เรียนมาแล้ว อยู่เฉยๆ แล้วก็ยกยอปอปั้นตัวเองขึ้นมาเป็นคนดิบคนดีอย่างนี้ไม่ได้ ต้องมีความประพฤติติดแนบกันมา เฉพาะอย่างยิ่งคือศีลธรรม

ศีลธรรมจะปราศจากไม่ได้ ไม่ว่าวิชาความรู้แขนงใดที่ใด ต้องมีศีลธรรมเข้าประจำ สติธรรมความระลึกรู้ตัวเสมอ ว่าเราเป็นคนขั้นใดภูมิใด ฐานะอย่างไรบ้าง วิชาความรู้เรามีมากน้อยเพียงไร สติจับเข้าไปให้รู้ตัวเสมอ อย่าลืมตัว ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญเหตุผลต้นปลายที่จะนำวิชาความรู้ และการปฏิบัติตัวออกแสดงต่อส่วนรวม เราก็นำออกมาด้วยปัญญาธรรม เราก็เป็นคนดี วิชาความรู้ที่เรียนมาก็มาประดับโลกสงสาร ให้มีความอุ่นหนาฝาคั่งขึ้นมา ได้จากความรู้ของเราที่นำมาทำประโยชน์ได้สมมักสมหมาย นี่เรื่องผลจริงๆ จะอยู่กับธรรมเป็นเครื่องแทรกนะ ถ้าไม่มีธรรมแล้วจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

ขอให้พี่น้องทั้งหลายทราบเอาไว้ มีตั้งแต่ความรู้ทางโลกล้วนๆ มันเป็นความรู้ของกิเลส เราเรียนมามากมาน้อย กิเลสไม่ได้เบาบางนะ ถ้าไม่มีธรรมเข้ากำจัดคัดค้านเอาไว้แล้ว กิเลสยิ่งพาให้พองตัวมากขึ้น ทำคนให้เสียจนกระทั่งถึงหมดค่าหมดราคาได้ เพราะกิเลสเข้าเหยียบย่ำทำลาย โดยที่เราไม่รู้ว่าเรามีกิเลส หรือกิเลสเข้าไปช่วยเหยียบย่ำทำลาย เราไม่รู้ เพราะเราลืมตัว ถ้ามีธรรมแทรกเข้ามาแล้ว การคิดอย่างนั้น การทำอย่างนี้ ผิดหรือถูก เมื่อว่าผิดแล้วแก้ไขทันที ทำตัวให้เป็นคนดี ด้วยศีลด้วยธรรม ด้วยความถูกต้องดีงาม เราก็เป็นคนดี จนกลายเป็นนิสัยขึ้นมา อยู่ที่ไหนก็ระมัดระวังความชั่วทั้งหลาย แล้วสั่งสมความดีขึ้นมาภายในจิตใจของเรา เราก็เป็นคนดี เป็นคนดีจนติดนิสัย คนใดเข้ามาเกี่ยวข้องคนดี ย่อมมีความซึมซาบกันทันทีทันใด เป็นลำดับลำดา

คนดีไปไหนไม่จืดจาง คนดีไปไหนไม่ครึไม่ล้าสมัย แต่คนชั่วนี้เรียนวิชามาจรดเมฆนี้เป็นไฟทั้งนั้นไม่มีใครเคารพ แต่คนดีนี้มีความรู้มากน้อยเขาเคารพนับถือ ทางฆราวาสทางโลกเป็นอย่างนั้น ทางพระก็เหมือนกัน พระจะเป็นอายุพรรษามากขนาดไหน เรียนวิชาความรู้ได้มากขนาดไหน เป็นสมภารเจ้าวัดเป็นถึงขั้นพระครูใบฎีกา ถึงพระครู ถึงเจ้าฟ้าเจ้าคุณ ถึงสมเด็จ สมเด็จมันก็เป็นสมเด็จป่าๆ ลมๆ แล้งๆ ความดีไม่มี แล้วใครจะไปเคารพ ไม่มีใครเคารพ ถ้าการปฏิบัตินอกเหนือหรือข้ามเกินจากธรรมจากวินัยของตัวไปเสีย ไม่มีใครเคารพ เพราะฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ

เช่นอย่างวัดหนึ่งๆ นี่ ก็เรียกว่าวันครูของวัดเป็นประจำ สำหรับประชาชนยังมีวันครูเป็นวันๆ อย่างนี้ สำหรับพระแล้ววัดแล้ว เป็นวันครูตลอดระหว่างลูกศิษย์ลูกหาจะต้องได้รับการอบรมแนะนำสั่งสอนกันตลอดไป สมชื่อสมนามว่าเป็นหัวหน้าหัวตา เป็นครูเป็นอาจารย์อยู่ในวัดนั้น นี่เรียกว่าเป็นวันครู แล้วอาจารย์ที่เป็นหัวหน้าปฏิบัติตัวอย่างไร มีความสำรวมระวังในธรรมในวินัยอย่างไรหรือไม่ ถ้ามีความสำรวมระวังมีหิริโอตตัปปะ ความสะดุ้งกลัวต่อบาปต่อกรรม มีความกระหยิ่มยิ้มย่องต่อการประพฤติตัวในศีลในธรรม ให้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ใจมีความสงบร่มเย็นแล้ว นี่ก็เป็นครูที่ดี เรียกว่าเป็นวันครูตลอด ไปที่ไหนมีศาสดาติดหัวใจ

ศาสดาคืออะไร ดังท่านแสดงเอาไว้ว่า อานนท์ พระธรรมและพระวินัยนั้นแล จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย แทนเราตถาคต เมื่อเราตายไปแล้ว นั่น เมื่อเรามีความหิริโอตตัปปะ ระมัดระวังตัว รักใคร่ใกล้ชิดต่อศีลต่อธรรมตนอยู่เสมอ ก็เท่ากับมีศาสดาติดแนบกับหัวใจเรา ไปที่ไหนมีศาสดาติดแนบนั้นสวยงามตลอดเวลา พระที่มีศีลมีธรรมมีหิริโอตตัปปะ ไปที่ไหนมีศาสดาติดจิตติดใจ โลกเคารพนับถือ ตัวเองก็ร่มเย็น คนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องก็มีความสงบร่มเย็น เห็นแล้วมีความยิ้มแย้มแจ่มใสซึมซาบเข้าถึงใจ ระลึกไว้ไม่ลืม เพราะเป็นผู้มีศาสดาประจำใจ ด้วยความสำรวมระวัง

นอกจากนั้นที่หนักกว่านั้นเข้าไป สำรวมตนจนได้ผลปรากฏแน่ชัดว่า ศีลก็บริสุทธิ์อบอุ่นเต็มที่ สมาธิก็ได้บำเพ็ญตามทางเดินของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนแล้วจิตใจเยือกเย็น มีความสว่างไสวแปลกประหลาดอัศจรรย์ จากนั้นก้าวเข้าสู่ปัญญา ปัญญาก็มีความรอบคอบขอบชิด ฆ่ากิเลสตลอดเวลา ในสติปัญญาของผู้บำเพ็ญธรรม จนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งความมีศาสดา คือมีสติธรรม ปัญญาธรรม มีธรรมทั้งหลายเป็นศาสดาอยู่ในหัวใจ ปราบปรามกิเลสทั้งหลายให้ขาดสะบั้นลงไป นั่นก็เรียกว่าเป็นลูกศิษย์ตถาคตอันดับหนึ่งโดยแท้ นี่ละความมีศาสดา จากการปฏิบัติจากความรักใคร่ใกล้ชิดต่ออรรถต่อธรรม ซึ่งเป็นศาสดาของพระหรือของเราทั้งหลาย เป็นมหามงคลอย่างนี้

จึงขอให้ทุกๆ ท่านได้นำอรรถนำธรรมไปปฏิบัติตน เวลานี้รู้สึกว่าศาสนานี้ พี่น้องชาวไทยเราห่างเหินกันมากทีเดียว มีตั้งแต่กิเลสตัณหาเป็นส้วมเป็นถาน ครอบอยู่ในกิริยาวาจาการแสดงออก ตัวเองไม่เห็น มีแต่ความเพลิดเพลินรื่นเริงบันเทิง หลับหูหลับตาเพลินไปตามกิเลส กิเลสมันลืมตา มันฉลาดกว่าเรา เราหลับตากิเลสจูงจมูกขาด นอกจากจมูกขาดแล้วยังเอาหูให้มันจูงอีกๆ หูขาด จูงแขนๆ ขาด จูงคอๆ ขาด จูงขาๆ ขาด สุดท้ายก็มีแต่ตัว เอ้า กลิ้งไปตามกิเลสเลย ไม่รู้ตัวเลย นี่โง่หรือฉลาดมนุษย์เราชาวพุทธ เราอยากพูดว่าอย่างนี้

ท่านทั้งหลายถือว่าเป็นขวานผ่าซากไหม นี่คือความจริง ที่เราโง่ชะมัดกับกิเลสทั้งหลาย ไม่มีกิริยาอาการที่เป็นศีลเป็นธรรม คือระลึกตัวได้เลย ว่าการแสดงอย่างนี้มันเป็นผิดหรือถูก ควรจะรู้เนื้อรู้ตัวเห็นโทษแห่งกิเลส คือความไม่ดีทั้งหลายนั้นเสียบ้าง แล้วยับยั้งตัวไว้ด้วยศีลด้วยธรรม เราก็จะเป็นคนดี ถึงเวลาที่เราจะบำเพ็ญธรรม เอ้าทานนั้นเป็นรากฐานแห่งชาวพุทธอยู่แล้ว ไปที่ไหนไม่อดอยากขาดแคลน พระท่านไปบิณฑบาตที่ไหน เต็มบาตรมาๆ ไม่มีคนให้ทานบาตรจะเต็มได้ยังไง การมีคนให้ทานก็แสดงว่า ทานนี้เป็นพื้นฐานของชาวพุทธเราทั่วไปทุกภาคสำหรับเมืองไทย

แต่ศีลนี้รู้สึกว่ามีน้อยมากทีเดียว แทบจะไม่มี ยิ่งการภาวนาด้วยแล้ว พอให้ระลึกถึงพุทโธ ธัมโม สังโฆ เหมือนกันกับว่าจะจูงไปเข้าตะแลงแกง ไปสู่ที่ฆ่าไม่อยากไป กลัว เหมือนกับกลัวเสือโคร่งๆ ใหญ่ๆ น่ะ กลัวมาก จะจูงเข้าไปสู่ห้องพระให้กราบพระสวดมนต์  ประหนึ่งว่าเสือโคร่งตัวหนึ่งอยู่ในห้องพระ ครั้นออกมาหาหมอนนี้เป็นเสน่ห์อันสำคัญมาก ยังไม่ถึงหมอนล้มลงหลับครอกๆ แล้ว นี่คือสิ่งที่กิเลสชอบมาก สิ่งที่ธรรมชอบนั้นกลายเป็นเสือโคร่งเสือเหลืองเสือดาวขึ้นมา ไม่อยากเข้าใกล้ชิด นี่ละให้การภาวนาเลยกลายเป็นเสือโคร่งสังหารตัวเองไปเสีย ถ้าปล่อยนั้นปั๊บเข้าหาหมอนแล้วก็ เรียกว่ากลายเป็นหวานเข้าในจิตใจ ได้ยินแต่เสียงหลับครอกๆ

นี่ละชาวพุทธเรา ทางด้านอบรมจิตใจนี้รู้สึกว่า แทบจะว่าไม่มี หลวงตาจึงวิตกวิจารณ์มาก เพราะการมาสั่งสอนโลกนี้ หลวงตาได้ปฏิบัติทางด้านจิตตภาวนามา ตั้งแต่เรียนหนังสือจบตามความปรารถนาแล้วเป็นเวลา ๗ ปี ฟังอรรถฟังธรรมถึงใจจากหลวงปู่มั่นแล้ว ก้าวขึ้นสู่เวที ฟัดกันเลย เอาจนกระทั่งว่า กิเลสขาดสะบั้นไปหมด ด้วยความรุนแรงของความเพียร ผาดโผนของความเพียร เป็นก็เป็น ตายก็ตาย หมายมั่นปั้นมืออยู่กับอรหันตบุคคล ขอให้เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้เท่านั้น จึงเอาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ธรรมก็เสริม เพราะธรรมท่านก็ถูกต้องอยู่แล้ว เมื่อเรานำธรรมมาแก้กิเลส ทำไมจะไม่แก้ ต้องแก้ไปโดยลำดับ ดุดันซัดเข้าไปกิเลส เอาจนกระทั่งกิเลสพังลงจากหัวใจ นี่คือตัวข้าศึก มหาภัยที่บีบบี้สีไฟสัตว์โลกเต็มหัวใจตลอดเวลาในภพชาติต่างๆ มา มีอยู่ที่กิเลสนี่เท่านั้น พอกิเลสนี้พังลงไปจากใจแล้ว ไม่มีความทุกข์แม้เม็ดหินเม็ดทรายจะเข้าไปเฉียดในจิตใจบ้างเลย นี่อำนาจของกิเลส โทษร้ายของกิเลส เห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อปัดกิเลสออกจากใจ จนกลายเป็นใจที่บริสุทธิ์แล้ว เห็นหน้ากิเลสเหมือนเสือโคร่ง เหมือนยักษ์เหมือนผี มันเป็นภัยมาขนาดไหน นานเท่าไร พึ่งมาเห็นเอาตอนปัดมันออกจากหัวใจแล้ว มหาคุณก็ขึ้นภายในใจสุดขีดสุดแดน หาที่ต้องติไม่ได้แล้ว

ธรรมที่นำมาสั่งสอนพี่น้องทั้งหลาย เรานำมาด้วยการประพฤติปฏิบัติในตัวของเราเอง จากธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสไว้แล้วด้วยความชอบธรรม นำมาปฏิบัติ ธรรมเป็นอกาลิโก เป็นสวากขาตธรรม สวากขาตธรรมคือ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชอบแล้ว ถ้าเป็นแปลนก็เป็นแปลนที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว แล้วเรานำมาปฏิบัติเอาจริงเอาจัง พุทธศาสนาของเราคือตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย ขอให้เอื้อมมือเอื้อมใจเข้าไปสู่อรรถสู่ธรรม อรรถธรรมจะปรากฏขึ้นที่ใจ ผลจะแสดงเป็นความสงบร่มเย็น เป็นความผาสุกเย็นใจขึ้นมา ภายในใจของเรา

ผิดกับที่เราวิ่งกับกิเลส มีแต่ฟืนแต่ไฟ เผาหัวอกตลอดเวลาเป็นไหนๆ การปฏิบัติมาๆ อย่างนั้น เวลารู้มันก็รู้จริงๆ ตามธรรมที่พระองค์ทรงสอนไว้เรียบร้อยแล้ว เวลารู้จริงๆ การสอนโลกจะสงสัยที่ตรงไหน ก็เรารู้เราเห็นประจักษ์หัวใจ ดังพระพุทธเจ้า ตรัสรู้เพียงองค์เดียวเท่านั้น พระองค์ไปหาใครมาเป็นสักขีพยานในการแนะนำสั่งสอนสัตว์โลกให้เขายอมรับ ถ้าไม่มีพยาน เขาไม่ยอมรับอย่างนี้ ไม่มี พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น โลกทั้งหลายได้หลุดพ้นจากธรรมพระพุทธเจ้า เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหม สามแดนโลกธาตุได้หลุดพ้นจากธรรมของพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ผ่านไปได้ทั้งนั้นๆ

ธรรมอันนี้พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงไว้แล้วว่า สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก ธรรมไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา บำเพ็ญเมื่อไรเป็นธรรมทั้งนั้น เป็นบุญทั้งนั้น นี่ท่านเรียกว่าธรรม อกาลิโก ไม่มีครึไม่มีล้าสมัย ทำเป็นบุญเมื่อไรเป็น ทำบาปเมื่อไรเป็นบาป ทำบุญเมื่อไรเป็นบุญ เกิดขึ้นจากหัวใจของเราที่หลงกลของกิเลส ไปทำบาปก็เป็นบาปขึ้นมา ที่รู้กลของกิเลส ใฝ่ใจใส่ธรรม บำเพ็ญธรรม บุญกุศลศีลธรรมก็เกิดขึ้นมาภายในใจของเรา นี่ก็ทำอย่างสุดเหวี่ยง เต็มเม็ดเต็มหน่วย จนกระทั่งกิเลสได้ขาดสะบั้นลงไปจากใจหมด ไม่มีอะไรเหลือภายในจิตใจเลย แม้เม็ดหินเม็ดทราย

ตั้งแต่วันนั้นมาแล้ว มันก็สนุกดีถ้าจะพูดถึงเรื่องสนุกนะ แต่เราไม่สนุก ดูโลกผู้เดือดร้อนวุ่นวายทั่วแดนโลกธาตุ ดูด้วยความสนุกมีอย่างเหรอ เช่นอย่างเราดูคนตกน้ำ เราจะดูด้วยความสนุกได้หรือ เห็นเขาตกน้ำป๋อมแป๋มๆ มีแต่จมๆ ไปเห็นเขาแล้ว เราสนุกดูได้หรือ นอกจากโดดลงไปลากขึ้นมาๆ เท่านั้น อันนี้ก็เหมือนกันดูโลกทั้งหลาย เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ด้วยอำนาจของกิเลส แต่โลกไม่เห็น ดีดดิ้นกับมันไปเรื่อยๆ ทั่วแดนโลกธาตุ เฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องชาวไทยเรา ซึ่งเป็นชาวพุทธ ไม่สนใจบำเพ็ญศีลธรรม คือการภาวนาเพื่อความสงบใจบ้างเลย นี่ละเป็นที่สลดสังเวช เป็นลำดับลำดา

จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้นำธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ปราบความทุกข์ความทรมานคือปราบกิเลสลงไปได้มากน้อยเท่าไร ก็ปราบความทุกข์ที่กิเลสสร้างขึ้นมา ได้มากน้อยเพียงนั้น ขอให้บำเพ็ญให้มีติดใจบ้างเถอะ เราจะมีเขตมีแดนมีฝั่งมีฝาขึ้นที่จิตใจของเรา จะมีความสุขความเจริญเย็นอกเย็นใจขึ้นที่ใจ เพราะการปฏิบัติธรรม แต่จะให้เรามีความสงบหรือเย็นใจ มีความรื่นเริงบันเทิงเพราะอำนาจของกิเลส ท่านทั้งหลายอย่าหวัง ว่าอย่างนี้เลย ขอพูดยันเลย อย่าไปหวัง ใครหวังมาเต็มโลกแล้วจมกันเต็มทั่วโลกทั่วสงสาร ถ้าหากว่าหวังมันสมหวังแล้ว โลกจะเป็นทุกข์ด้วยกันได้ยังไง ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นทุกข์เพราะอำนาจของกิเลสทั้งนั้น

ส่วนธรรมได้บำเพ็ญมาแล้ว ผู้บำเพ็ญธรรมได้อรรถได้ธรรมเข้าครองใจ ท่านเป็นทุกข์ ไปจมอยู่ในนรกหลุมนั้นหลุมนี้ ไม่เคยมี มีแต่กิเลสลากสัตว์โลกลงไปลงนรกทั้งนั้น ส่วนธรรมลากขึ้นๆ สวรรค์นิพพานตลอดมา ควรจะรู้เนื้อรู้ตัวเรา เวลานี้เป็นเวลาที่แน่นอนที่สุด ชีวิตลมหายใจก็มีอยู่ การตายตายเมื่อไรก็ได้ อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺญา มรณํ สุเว ท่านแสดงไว้แล้ว ความดีงามทั้งหลายควรทำให้ทำเสียในวันนี้ ไม่มีใครที่จะทราบได้ว่า การตายจะมาเมื่อไร ให้ทำเสียเวลาปัจจุบันนี้ นี่เป็นของดี เป็นที่แน่ใจ เราก็แน่ใจแล้วเวลานี้เราเป็นมนุษย์ เกิดมาก็เป็นมนุษย์ อำนาจแห่งกรรมดีที่พอเป็นมนุษย์พาเราให้มาเกิด

เกิดแล้วอย่าลืมเนื้อลืมตัว อย่าเย่อหยิ่งจองหองในตัวเอง ด้วยอำนาจของกิเลสพาให้พองตัว แล้วจะเสียคนต่อไปอีกจะจมต่อไป ให้ระลึกรู้ในอรรถในธรรมทั้งหลาย เราจะมีความอยู่เย็นเป็นสุข ตายแล้วไม่ต้องถาม คนมีคุณงามความดี มีอรรถมีธรรมอยู่ในใจ ไม่ต้องไปถามหาทาง บุญพาไป บาปพาไป คนทำชั่วก็ไม่ต้องหาทางบาป ไปเองลงเอง เพราะอำนาจแห่งความชั่วผลักดันทันที คนทำดีก็ความดีนั้นแหละหนุนขึ้นทันที ยิ่งสิ้นกิเลสแล้ว ไม่ต้องถาม รู้ในขณะนั้นเลยว่า ทุกข์สิ้นแล้วโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือเลย เช่นพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ตั้งแต่ท่านบรรลุธรรม ฟาดกิเลสขาดสะบั้นไปจากจิตใจแล้ว ไม่เคยมีทุกข์ในจิตใจของท่านเลย จนกระทั่งวันท่านนิพพาน นิพพานก็เป็นนิพพานเที่ยง

นี่แหละผลแห่งการปฏิบัติธรรม ให้เราได้รับความสุขความเย็นใจ ไว้อกไว้ใจได้ตลอดไป จนกระทั่งถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง คือสิ้นสุดวิมุตติหลุดพ้นไปแล้ว หมดทุกข์โดยประการทั้งปวง นี่คือผลแห่งการปฏิบัติธรรม ผลแห่งการวิ่งตามกิเลสก็มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ทั่วโลกดินแดนเห็นอยู่อย่างชัดๆ นี้ ถ้าเราไม่เชื่อธรรมพระพุทธเจ้าเราจะไปเชื่อใคร ถ้าเชื่อกิเลสเราก็จะจมไปเรื่อยๆ อย่างนี้แหละ ให้พากันจดกันจำเอา

วันนี้พูดถึงวันครูนะ ให้ต่างคนต่างเป็นครูสอนตน แล้วก็เป็นครูสอนคนอื่น เพื่อความเป็นคนดิบคนดี วิชาก็ได้ คุณงามความดีกิริยามารยาทการประพฤติเนื้อประพฤติตัว ก็ได้จากครูที่เป็นแบบพิมพ์ที่ดี ลูกเต้าหรือว่านักศึกษาหรือนักเรียนผู้น้อยนั้นแหละ จะได้รับจากเรา เพราะเราเป็นแบบเป็นฉบับที่ดีงาม บ้านเมืองของเรานี้ก็จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับลำดา เพราะเป็นผู้มีศีลมีธรรม

ประกอบกับความรู้วิชาที่เรียนมา หน้าที่การงานก็กว้างขวางออกไป ผลประโยชน์เพื่อความอุ่นหนาฝาคั่งแห่งชาติไทยของเรา ก็จะมีแน่นหนามั่นคงขึ้นเป็นความอบอุ่น และศีลธรรมก็มีประจำใจเราแล้ว ทั้งเป็นคนดีด้วย ครองบ้านครองเมืองด้วยความอุ่นหนาฝาคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ แล้วอุ่นหนาฝาคั่งด้วยความเป็นคนดี มองเห็นกันประสับประสานกันทันที ด้วยความเป็นธรรมด้วยกัน ไม่ระแคะระคาย ไม่ระเวียงระวังเหมือนกับคนที่มีแต่กิเลสความชั่วเต็มตัว ให้พากันอุตส่าห์พยายาม

วันนี้ก็ได้มาแสดงธรรมให้บรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายฟัง ให้นำไปประพฤติปฏิบัติ ให้ศาสนาพระพุทธเจ้าเข้ามาเฉียดหัวใจบ้างนะ อย่าให้มีแต่อยู่ตามตู้ตามหีบตามคัมภีร์ใบลาน ตามห้องพระ แต่เราไม่สนใจกับห้องพระ ไม่สนใจกับคัมภีร์ใบลาน ที่จะนำมาปฏิบัติก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ให้นำธรรมนั้นละเข้ามาปฏิบัติดัดกายวาจาใจของตน ไม่มีใครมีเมตตาสงสารมากยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า ตามที่ท่านแสดงไว้ว่า มหาการุณิโก นาโถ หิตาย สพฺพปาณินํ... พระพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงเมตตามหากรุณาธิคุณแก่โลกมากมาย และเป็นผู้ทำประโยชน์แก่โลกไม่มีใครเสมอเหมือน

ท่านสอนโลกด้วยความเมตตา เราฟังท่านด้วยวิธีใด วิธีขี้เกียจขี้คร้าน ท้อแท้อ่อนแอ เหลวไหล หรือเห็นว่าธรรมท่านไม่มีสารประโยชน์ ยิ่งกว่ากิเลสที่เป็นตัวภัยนั้นเหรอ ให้เอาไปถามตัวเอง ถ้าถามตัวเองแล้วเราจะมีข้อคิด แก้ไขดัดแปลงตนเองแล้วจะเป็นคนดีขึ้นเป็นลำดับลำดา

วันนี้เทศนาว่าการเทศน์ไปเทศน์มาก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า การแสดงธรรมนี้ก็คงจะไม่กว้างขวางทั่วถึงพี่น้องทั้งหลาย จึงขออภัยทุกๆ ท่าน และได้ฟังธรรมของหลวงตานี้แล้ว ก็กรุณาเอาเป็นข้อคิดให้ถึงใจ แล้วทำตัวให้เป็นคนดี พระพุทธเจ้าสอนโลกให้ทำตัวเป็นคนดี โลกทั้งหลายเป็นคนดีจำนวนมากมาย หลุดพ้นจากความชั่วช้าลามก ถึงนิพพานก็จำนวนมาก เราจะเป็นคนประเภทไหน ในบรรดาที่เป็นลูกตถาคต ให้นำมาถามตัวเองแล้วตัดสินใจแก้ไขตั้งแต่บัดนี้ ตายแล้วจึงนิมนต์พระมากุสลา ธมฺมา กุสลา ธมฺมา มีความหมายอะไร กุสลา ธมฺมา ใครก็ว่าได้ เราเองก็ว่าได้ พูดก่อนที่เราไม่ตาย กุสลา ธมฺมา กุสลา ธมฺมา มันไม่สนใจกับอรรถกับธรรม ว่าแต่ปากก็เป็นลมปาก เป็นเหมือนนกขุนทอง ให้สั่งสมความดีเสียตั้งแต่บัดนี้ ตายแล้วบุญกุศลนั้นแหละเป็นกุสลา กุสลา ธมฺมา แปลว่าธรรมยังบุคคลให้ฉลาด เราทำตัวของเราให้ฉลาดด้วยอรรถด้วยธรรมแล้ว ตายก็ฉลาด

การแสดงธรรม นี่ก็เห็นว่าสมควรแก่ธาตุขันธ์กำลังวังชา และเวล่ำเวลา จึงขอความสวัสดี จงมีแก่บรรดาท่านทั้งหลาย มีท่านหัวหน้าเป็นต้นโดยทั่วกันเทอญ (สาธุ)

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก