ประชุมใหญ่
วันที่ 20 มกราคม 2546 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๖ [เช้า]

ประชุมใหญ่”

 

นี่ก็จะไปมหาวิทยาลัยขอนแก่น ไปที่ไหนเราเป็นห่วงบรรดาพี่น้องชาวไทยชาวพุทธเราอย่างมากทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงได้เน้นหนักเรื่องอรรถเรื่องธรรมเข้าสู่ใจๆ ไม่อย่างนั้นกิเลสก็จะเอาไปถลุงหมด เรียนความรู้มามากน้อยเป็นเครื่องมือของกิเลสได้เป็นอย่างดี ๆ และคล่องตัว เพราะไม่มีอะไรคัดค้านต้านทาน ทำความเสียหายแก่ผู้เรียนมาและผู้อื่นเป็นอันมากทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงต้องสอนเรื่องอรรถเรื่องธรรมเข้าเป็นเครื่องคัดค้านต้านทาน ชี้แนวทางให้ แนะทางให้ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีอะไรเหลือ

            ไปที่ไหนมีแต่ความรู้จรดฟ้า ๆ แต่ความจมจรดนรกอเวจีมันไม่ได้พูดถึงกัน มันหมุนติ้ว ๆ อยู่ภายในเลย นี่ละที่น่าวิตกวิจารณ์ ทำไมเมืองพุทธเราแท้ ๆ เมืองไทยเรานี้ มันถึงได้หนาเอานักหนาอยากว่างั้นนะ เราก็มาพิจารณาถึงต้นเหตุ หนาเพราะอะไร ๆ มันก็ไม่พ้นจากพระเรานี่แหละ พระผู้นำ สำคัญมากนะ พระพุทธเจ้าผู้นำ สาวกผู้นำเป็นลำดับลำดามา ครูบาอาจารย์ที่มีรากมีฐานสำคัญทางภาคปฏิบัติมาด้วยดีแล้ว ๆ สอนที่ไหนเป็นผล ๆ โลกชุ่มเย็น ๆ ประชาชนชุ่มเย็น ไปที่ไหนชุ่มเย็น นั่นละธรรมไปไหน             ไปที่ไหนเพียงมองเห็นพับเท่านั้น มันประสานกันแล้ว ธรรมของท่านกับหัวใจของเรา มันมองไม่เห็นที่ตานั่นนะ ธรรมของท่านกับหัวใจของเรา กิเลสตัวร้ายแรง ตัวร้ายกาจนี่ก็เหมือนกัน โอ้ มันของเล่นเมื่อไร

เราจึงได้พยายามแนะนำอรรถธรรมให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายทราบ อย่าได้มีแต่ความรู้ทางฝ่ายกิเลสล้วน ๆ ที่เรียกว่าความรู้ของโลกนี้ คือความรู้นี้ผลิตมาจากกิเลส แล้วก็กิเลสเป็นเจ้าอำนาจครอบครอง ทีนี้กิเลสมันเคยทำความดีงามให้แก่ใคร มันเป็นข้าศึกของธรรม เพราะฉะนั้นมันจึงได้สนุกถลุงสัตว์โลกที่อยู่ใต้อำนาจของมัน เพราะไม่มีอะไรคัดค้านต้านทาน นี่ละวิตกวิจารณ์มากนะ

            ถ้ามีธรรมอยู่ที่ไหน ค่อยชุ่มค่อยเย็น ๆ เราคิดดูตั้งแต่เรานั่งภาวนา วันไหนซัดกับกิเลสแล้วสู้กิเลสไม่ได้ แหม นอนไม่หลับ เป็นอย่างนั้นนะ หลวงตาบัวเป็นนิสัยอย่างนี้ด้วยนะจึงพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง นิสัยของหลวงตาบัวรู้สึกจะผิดแปลกจากพระทั้งหลายอยู่ไม่น้อย มันหากมีของมันอยู่นั้นแหละ มีนิสัยแปลก เราพูดถึงเรื่องว่ากิเลสมีอำนาจมาก บีบบี้สีไฟหัวใจเรา ทีนี้เราทำความเพียรเพื่อจะปราบปรามกิเลสหรือชำระล้างกิเลสนี้ กำลังของความเพียรเราไม่พอ กิเลสเหยียบเรานี้ วันนั้นนอนด้วยความทุกข์ความลำบาก เคียดแค้นให้กิเลส คือไม่ได้หมายถึงว่าจะเอาให้มันคว่ำลงทีเดียวนะ เอาให้ได้เป็นพัก ๆ ๆ ไป พอพักนี้มาอีก หลุดลุ่ยสู้มันไม่ได้ นี่ละเจ็บใจพักนี้เข้าใจไหม พอได้แล้ว ทีนี้ภูมิใจ เอาอีก ๆ  ไปแพ้มันตรงไหนเป็นแบบนั้นแหละ นอนไม่หลับสนิทเลย อะไรไม่สบาย มองดูอะไรไม่เจริญหูเจริญตา เพราะความแพ้อย่างหลุดลุ่ยมันมีอยู่กับหัวใจเรา เรียกว่ากิเลสมันยืนครอบหัวเราอยู่นี้

ไม่ว่ากินอยู่ปูวายอะไร กิเลสอยู่บนหัวเราด้วยความชนะ ๆ ของมัน เราเป็นบ๋อยของมัน แพ้อย่างหลุดลุ่ย นั่นละเรียกว่าหาความสบายไม่ได้ นี่เราเรียนพี่น้องทั้งหลายทราบว่า นิสัยของหลวงตาเป็นอย่างนั้น การชนะกิเลสจะให้ชนะเป็นระยะ เป็นเปลาะ ๆ เหมือนอย่างเวลาที่นำพี่น้องทั้งหลายเวลานี้ ได้ระยะนี้แล้วค่อยเอาให้ได้ระยะนั้น ให้เป็นเปลาะ ๆ ไปอย่างนี้ นี่ก็รู้สึกจะเป็นนิสัยฝังมา แล้วเวลามานำพี่น้องทั้งหลายมันจึงมีลักษณะอย่างนั้น นี่ถ้าแพ้ละแหม ว่างั้นเลยนะ

ทีนี้เวลาปฏิบัติ มันก็ชนะจนได้ ความเคียดแค้นนี้เป็นความเคียดแค้นของธรรม  เป็นเครื่องชนะกิเลสได้เป็นอย่างดี ไม่เหมือนความเคียดแค้นของกิเลส ถ้าความเคียดแค้นของกิเลสนี้โลกพินาศ เคียดแค้นมากเท่าไรยิ่งสร้างฟืนสร้างไฟเผากันได้มาก แต่ความเคียดแค้นของธรรมให้กิเลสเพื่อจะปราบกิเลสซึ่งเป็นตัวข้าศึกนี้ เวลาชนะไปมากน้อยเท่าไร ภูมิใจ ๆ ชนะไปโดยลำดับ ภูมิใจไปโดยลำดับ ถ้าวันไหนแพ้แล้ว วันนั้นนอนไม่หลับเลยนะ นี่เป็นอย่างนั้น นี่ก็ปฏิบัติเป็นอย่างนั้นนะ

พูดถึงเรื่องเวลากิเลสมันหนา เราเรียงลำดับดูเรื่องจิตใจของเราเองแหละ ปฏิบัติธรรม เวลามันหนามันแน่น กิเลสอะไรนี้แหม แม่นยำหมดเรื่องกิเลส ต่อยทีไรเราหงายหมา ๆ เลย ไอ้หงายธรรมดาเราไม่อยากพูด ถ้าว่าหงายหมามันถึงใจ ไม่ใช่เป็นเรื่องหยาบโลน พี่น้องทั้งหลายอย่ามาคิดเรื่องนี้นะ ธรรมจะไม่คิดแบบโลก ๆ ถึงจะพูดกิริยาเป็นเหมือนโลกก็ตาม แต่ธรรมจะไม่เป็นอย่างนั้น ต่างกัน เช่นอย่างว่าหงายหมานี่ คือแบบว่าหงายไม่เป็นท่า เข้าใจไหม ไม่มีท่าต่อสู้ใด ๆ บ้าง หงายหมาพอเหมาะกัน ความหมายว่าอย่างนั้น ไม่ได้ไปหมายหรือว่าต่ำทรามอะไรนะ ถ้าวันไหนมันแพ้กิเลสแล้ว ภาวนาเราสู้เป็นพัก ๆ ๆ ไป ถ้าวันไหนชนะกิเลสแล้วภูมิใจ ตั้งท่าต่อไปอีก เอาอีกเรื่อย ๆ นะ

คิดดูอย่างที่พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังว่า ไปนั่งน้ำตาร่วงอยู่บนภูเขา ตั้งใจจะไปฟัดกับกิเลสให้มันหงายตกภูเขาไปเลย มันฟาดเราหงายหมาตกภูเขาแล้วยังกลิ้งอีกโน่น มันก็ดีอันหนึ่ง นี่ละที่จับได้ คือออกอุทานเชียวนะ เคียดแค้นให้มันเต็มหัวใจ เคียดแค้นให้กิเลส ถึงขนาดออกอุทาน เหอ มึงเอากูขนาดนี้เชียวเหรอ เป็นอยู่ในใจนะ มันไม่ได้ออกมาเป็นคำพูด มึงเอากูถึงขนาดนี้เชียวเหรอ คือมันเอาเราจนน้ำตาร่วง สู้มันไม่ได้ พอตั้งสติปั๊บล้มผล็อย ๆ ไม่มีอะไรติดอยู่เลยนะ ตั้งเพื่อล้ม ๆ แพ้ตลอด ๆ เลย ทำยังไงก็สู้มันไม่ได้ เหมือนสู้เสือด้วยกำปั้นนั่นเองพูดง่าย ๆ ยังเหลือแต่หัวใจ เคียดแค้นเต็มกำลังถึงขนาดว่า เหอ มึงเอากูขนาดนี้เชียวเหรอ เอาละ นั่นตรงที่จะตัดสินกันนะ มึงจะเก่งขนาดไหนก็ตาม ยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอย เอา เวลานี้มึงเอากูได้อย่างนี้ยอมรับ แต่หัวใจไม่ยอมรับ มันจะฟัดกัน

นี่เราไม่ลืมนะ มันเป็นอยู่ในหัวใจเรา เราทำมาอย่างนั้นนี่นะ ไปก็ไม่มีที่ไหนละที่ลับมีด ลับศัสตราวุธ ก็คือหลวงปู่มั่น เป็นหินลับปัญญา ลับอุบายต่าง ๆ ไปศึกษาอบรมจากท่านมาแล้ว ได้แล้ว ไปอีก เอาไปอีก หงายหมาอีก ยังไม่ลืมนะ โถ มึงยิ่งเก่งถึงขนาดนี้เชียวหรือ  เอานะ เอาอีก ถอยกลับอีก เอาอีกอยู่อย่างนั้นนะ มันดีอยู่อย่างหนึ่งที่ว่ามันไม่ถอยแบบถอยกรูด ยอมแพ้ไปเลย อันนี้ไม่มี มีแต่ขยับเรื่อย ถึงแพ้ขนาดไหนก็เคียดแค้นเพื่อจะสู้ให้ชนะ นี่มันก็เป็นนิสัยอันหนึ่งเหมือนกัน ชนะไปโดยลำดับ นี่ผลแห่งการเอาจริงเอาจัง มีชัยชนะไปเป็นลำดับ ๆ  ถ้าแพ้แล้วถอยกรูดนี้ล้มลงไปเลย ไม่มีอะไรเหลือ

นี่ละ เป็นของสำคัญนะเรื่องน้ำใจ กำลังใจเป็นสำคัญมาก อะไรก็ตามถ้าไม่มีกำลังใจผลไม่ค่อยมีเท่าที่ควร เป็นฝ่ายดี ไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร นั่นละที่ท่านว่าโกรธว่าแค้น เราอย่าเข้าใจว่าความโกรธเป็นกิเลสอย่างเดียวนะ ความโกรธของฝ่ายกิเลสก็มี ความโกรธของฝ่ายธรรมก็มีได้เหมือนกัน คือธรรมนั้นโกรธให้กิเลสตัวข้าศึก เอาจนชนะ ๆ เมื่อความโกรธหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว ท่านว่า โกธํ ฆตฺวา สุข เสติ ฆ่าความโกรธได้แล้วอยู่เป็นสุข นั่น ผลแห่งความโกรธ  ถ้าเราโกรธ ความโกรธนั้นก็เป็นตัวกิเลส เอ้าเราก็โกรธ ฟาดกันนี้ ฆ่าความโกรธได้แล้วอยู่เป็นสุข โกธํ ฆตฺวา สุข เสติ ฆ่าความโกรธได้แล้วอยู่เป็นสุข ท่านว่าอย่างนั้น

ไอ้เรื่องที่ว่าอะไรก็เป็นแต่เรื่องกิเลสทั้งหมด ธรรมไม่มี ไม่ได้ มีด้วยกันทั้งกิเลสทั้งธรรม ความโกรธของกิเลสก็มี ความโกรธของธรรมก็มี แต่ความโกรธของธรรมเพื่อฆ่ากิเลส เป็นอย่างนั้นนะ ความอุตส่าห์พยายามของธรรมเพื่อฆ่ากิเลส ความอุตส่าห์ของกิเลสเพื่อฆ่าตัวเอง และฆ่าธรรม มันเป็นคู่ ๆ กันอยู่ แต่ผู้ไม่ปฏิบัติหรือผู้ไม่พิจารณามันก็ไม่เห็นในแง่ของธรรมของกิเลสที่มันมีต่างกันอย่างไรบ้าง เช่นอย่างความโกรธอย่างนี้ ใครจะไปว่าความโกรธเป็นธรรม ไม่ว่าใครจะว่าโกรธแล้วเป็นกิเลสทั้งนั้น ๆ แต่เวลามาปฏิบัตินี้ มันจะเห็นขึ้นในตัวเอง โกรธมันเห็นขึ้นในตัวของเราเอง โกรธแค้นให้กิเลสนี้ โถ ถึงขนาดกูมึงเลยนะ แล้วก็ชนะมันได้ด้วยอำนาจของความโกรธความแค้น มุมานะทุกอย่างรวมอยู่ตรงนั้นกันหมด ฟาดจนกิเลสพังเป็นระยะ ๆ ไป นี่ความโกรธนี้เป็นธรรม จำเอานะ

            ไม่ว่าอะไรคือแยกไปทางกิเลส แยกมาทางธรรมได้ทั้งนั้น ๆ ถ้าเราพิจารณาเอานำมาทำประโยชน์ ถ้าไม่มอบให้กิเลสเอาไปถลุงเสียอย่างเดียว นี่ให้พากันพยายามทุกคน ๆ

แล้วนี่ทองคำเราก็ได้เป็นระยะ ๆ ไป มาคราวนี้ก็คิดว่าจะได้ทองคำสัก ๕๐ กิโล ระยะนี้ก็ดูได้ ๔๘ กิโลแล้ว ก่อนจะถึงวันกลับ ควรจะได้ ๕๐ กิโล ให้ได้เป็นระยะ ๆ ไป ดูเหมือนว่า ๔๘ กิโลแล้ว ตั้งแต่ออกจากอุดรไปจันท์มาถึงที่นี่ นี้ดูเหมือน ๔๘ กิโล ยังอีก ๒ กิโล แล้ววันที่ ๒๓ เป็นวันกลับ ใน ๓ วันนี้เป็นวันตัดสินทองคำ ๒ กิโล กับการกลับของหลวงตาบัว กลับด้วยความแพ้หรือกลับด้วยความชนะ จะมอบให้พี่น้องทั้งหลายตัดสินให้หลวงตาเองนะ หลวงตาตัดสินตัวเองไม่ได้ เพราะเป็นผู้ต้องหา ต้องเป็นผู้เหนือนั้นมาตัดสิน เข้าใจเหรอ นี่ได้ ๔๘ กิโลแล้ว ต่อไปก็ ๕๐  แล้วต่อเข้าไปอีก

พูดไปตามความหวังของเราที่จะได้แค่ไหนก็เอาให้เต็มกำลังของเราก็แล้วกันนะ  นี่หากว่าเดือนเมษาฯ นี้ ถ้าพอที่จะได้ทองคำน้ำหนัก ๕๐๐ กิโล มอบคลังหลวง เราก็อยากมอบในเวลานั้น เพราะเป็นรอบที่เหมาะสมด้วย คือเป็นรอบที่เราเริ่มนำออกช่วยชาติเดือนเมษาฯ  ครบรอบนี้ ถ้าได้ทองคำมาอีก ๕๐๐ กิโล เหมาะสมมากทีเดียว อย่างนี้แล้วไม่ปรารถนามากนักละ เวลานี้กำลังปรารถนาอยู่ใน ๔๘ กิโลเพื่อ ๕๐ กิโล เอาแค่นี้ก่อนนะ ต่อไปค่อยขยับไปอีก ๆ

ทองคำเราเป็นหัวใจของโลก หัวใจของพี่น้องชาวไทยเราอยู่ที่ทองคำทั้งหมด หลวงตาได้พิจารณาเต็มสัดเต็มส่วนแล้ว จึงได้ประกาศออกมาให้พี่น้องทั้งหลายทราบ อันนี้เป็นจุดสำคัญมาก  ทั้งความบกพร่องและความสมบูรณ์ ความบกพร่องเสียมาก นี่ละเราหนุนเข้าไปให้เป็นความสมบูรณ์ เป็นมงคลมาก จึงต้องพยายามให้ได้ในจุดนี้ ได้เป็นพัก ๆ ไป พอถึง ๑๐ ตันแล้ว เราพอใจละในทองคำ

การช่วยชาติคราวนี้เป็นคราวที่ยิ่งใหญ่มาก เมืองนอกเมืองนาทั่วโลกเขาทราบกันหมดว่าเมืองไทยเรากำลังช่วยตัวเอง มิหนำซ้ำเขายังทราบอีกว่า มีพระเป็นหัวหน้าอยู่ด้วย ประชาชนก็คือวงรัฐบาล วงรัฐบาลเคยนำมาแล้ว ถึงจะได้มากดีมากขนาดไหนก็ตาม เขาก็เคยชินมาแล้ว ไม่เคยได้ยินเหมือนพระนำหน้า พระนำหน้าเขาเพิ่งได้ยินหนเดียวนี้ เขาก็มาจ้อหลวงตาบัวอยู่นี่ ความขายหน้าขายตาก็จะมาอยู่กับหลวงตาบัว หลวงตาบัวพาพี่น้องทั้งหลายนำเพื่อให้ได้ทอง ๑๐ ตัน ฟาดนี้หงายหมาไปเลย อู๊ย อย่าให้ได้ยินนะ อย่าให้หลวงตาบัวได้ยิน ให้ตายเสียก่อนถึงได้ยินเถอะ เพราะอยู่ขั้นพอดิบพอดีจริง ๆ  กับกำลังของพี่น้องชาวไทยเรา ๖๒–๖๓ ล้านคน

เวลานี้ทองคำก็เรียกว่าขาดอยู่ คือได้ทองคำมาตั้ง ๕,๖๐๐ กิโลแล้วนะ  ที่เราจะให้ได้ ๑๐ ตัน ยังขาดอยู่อีก ๔,๔๐๐ กิโล เอาพยายามบึกบึนกันให้ได้ เป็นน้ำใจพี่น้องชาวไทยเราแสดงออกเป็นความรักชาติเต็มจุดที่หมายที่เราต้องการไว้ ส่วนดอลลาร์เรารู้สึกว่าจะเบาใจอยู่แล้วว่าจะได้ถึง ๑๐ ล้านแหละ กว่าทองคำจะได้ถึง ๑๐ ตัน คิดว่าดอลลาร์จะได้ ๑๐ ล้าน ไม่ต่ำกว่านั้น เพราะดอลลาร์ ๑๐ ล้านมันเบากว่าทองคำ ยกง่ายกว่ากัน คล่องตัวกว่ากัน แต่ทองคำหนัก กว่าจะถึง ๑๐ ตัน คิดว่าดอลลาร์นี้ต้องได้ถึง ๑๐ ล้าน เวลานี้ก็ ๗ ล้าน แสนกว่าแล้ว ดอลลาร์ที่ได้รับเพิ่มหลังจากการมอบเข้าคลังหลวงเรียบร้อยแล้วนั้น เวลานี้ได้ ๙๒,๖๐๑ เหรียญ ต่อไปก็เข้าเป็นแสน นี่มัน ๗ ล้าน ๒ แสนกว่า เดี๋ยวนี้มันคงเข้าไป ๓ แสนแล้วละ ดีไม่ดี ๓ แสนกว่า

นี่พระเจ้าพระสงฆ์ ท่านก็รู้สึกว่าท่านเป็นทุกข์เป็นลำบากเหมือนกัน พระสงฆ์ทั่วประเทศไทยหลั่งไหลกันมาด้วยความลำบากลำบน เพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่คอยทำลาย ชาติศาสนาของเมืองไทยเราให้ล่มจม เป็นมาตลอดอย่างนั้น ไม่รุนแรงอะไรมากนัก ก็เป็นมาพอให้รำคาญดี ๆ นี่แหละ มาคราวนี้รู้สึกจะหนักขึ้นกว่าทุกคราว จนถึงขนาดว่าพระทั่วประเทศไทยผู้มีความจงรักภักดี กราบไหว้ต่อศาสดา พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์อย่างสนิทใจนั้น ต่างองค์ก็เคลื่อนไหวมาแล้ว

วันที่ ๒๒ ก็จะประชุมที่วัดอโศการาม เรื่องราวอะไรท่านจะแสดงออกจากน้ำใจของท่าน โดยถือธรรมเป็นหลักเกณฑ์ ท่านจะไม่แยกแยะ หรือเหยียบย่ำทำลายธรรมวินัยแต่ข้อใดข้อหนึ่งในการแสดงออกในเวลาประชุมนั้น ท่านจะแสดงนี้ออกให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายผู้จะฟัง ๆ นี้อาจจะออกทางวิทยุในเวลาไหนก็ได้นะ เวลาท่านมาอ่านนะ อาจจะออกทางวิทยุ เพราะพระนี้จะจำนวนไม่น้อย ทั้งเรียกว่าทั่วประเทศไทย ไม่ได้นิยมถึงธรรมยุต มหานิกายนะ ลูกของพระพุทธเจ้าอันเดียวกันหมดนั้นแหละ เวลานี้มารวมกัน ทั้งสองนิกายมารวมกัน เพราะเรื่องนี้จะถูกทำลาย อย่างที่ท่านทั้งหลายเห็นแล้วน่ะ อ่านมีกี่ข้อซึ่งเป็นตัวทำลายเป็นเพชฌฆาต ๆ นี้ กี่ข้อที่เขามาอ่านที่มีคัดค้านอะไรกันมา อันนี้จะออกสนามเลยล่ะ คราวนี้ออกเลย คอยฟังก็แล้วกัน

อันที่อ่านมาแล้วมันมีกี่ข้อของ พ.. . ..แบ พ.. บีบ น่ะ  มีกี่ข้อ นั่นน่ะเขาจะยกขึ้นสภา จะเหยียบลงไปทั้งชาติ ทั้งศาสนาในระยะเดียวกัน เพราะทำให้เกี่ยวโยงกัน  แล้วลากลงให้จมด้วยกัน ผู้ที่มารื้อฟื้นนี่ก็จับเข้ามาด้วยกัน เอาอีกเหมือนกัน ทั้งสองเข้าด้วยกัน ที่มาประชุมใหญ่ของพระคราวนี้ แสดงน้ำใจของท่านเองออกมา เราไม่ไปเที่ยวบีบบังคับองค์ไหนทำอะไร ๆ องค์ไหน ๆ มีแต่การปรารภ หรือแสดงเรื่องราวสู่กันฟังในความผิดถูกชั่วดีของทั้งสองอย่าง ฝ่ายที่จะทำลายกับฝ่ายที่จะต่อต้านหรือส่งเสริมรักษาออกมาพิจารณา บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายที่ได้ทราบเรื่องราวแล้ว ต่างองค์ก็ต่างได้เรียนหลักธรรมหลักวินัยมาถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาด้วยกัน นัดกันประชุม ออกมาแสดงความเห็นเต็มหัวใจตามหลักพุทธศาสนา เรียกว่าออกมาอย่างเต็มที่ละ คราวนี้จะออก วันที่ ๒๒ ท่านจะออกมาแสดงให้เห็น

นี่คือกำลังของน้ำใจแห่งลูกศิษย์ตถาคตเรา มาแสดงความจงรักภักดีต่อองค์ศาสดาที่ประทานพระโอวาทไว้นี้สมบูรณ์แบบทุกอย่างแล้ว ไม่มีอะไรบกพร่องแล้ว เมื่อได้ทราบว่ามีเหตุการณ์อะไร ๆ ที่จะมาเกี่ยวข้อง ด้วยอำนาจบาตรหลวงอะไรก็แล้วแต่เถอะ ทางนี้จะออกต้านทานกันเลย ว่างั้น พูดตรง ๆ อย่างนี้ ควรจะหนัก ๆ ควรเบา ๆ ควรขาดไป คอขาดไปทั้งประเทศ ก็ขาดไปเลย ทำเหยาะ ๆ แหยะ ๆ ไม่ได้ ชาติไทยจะจมจริง ๆ ศาสนาจะจมจริง ๆ ถ้าต่างคนต่างอยู่เงียบ ๆ ๆ ทางนั้นบืนเข้ามา ๆ กลืนเข้ามานี้เรื่อย มันหมดไป ๆ เจ้าของสมบัติเหล่านั้นหลับครอก ๆ ใช้ไม่ได้ว่างั้นเลย

นี่ละเหตุการณ์ที่มันจะรับกันตามนี้ กระเทือนไปทางรัฐบาลทางไหนก็เอา พระสงฆ์เราเป็นประธานอันใหญ่หลวงทั่วประเทศไทย จะมารวมกันแสดงออก เท่านั้นละเรื่องราว ท่านทั้งหลายก็จะทราบ นี่เป็นเจตนาที่บริสุทธิ์ของพระทั้งหลายที่มาคราวนี้ เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา และชาติไทยเราในงานอันเดียวกันนี้ เพราะเรื่องอันนี้มันเกี่ยวโยงกันหมด เกี่ยวโยงทั้งศาสนา เกี่ยวโยงทั้งชาติ ถ้าว่าจมก็ว่าเอาให้จมทั้งสอง ต้านทานหรือฟื้นฟู  เอาทั้งสองอีกเหมือนกัน กรุณาทราบไว้ตามนี้

นี่พูดให้พี่น้องทั้งหลายทราบไว้เท่านั้นเองนะ ต่อจากนี้จะให้ศีลให้พรก็เลิกกัน

            (โยม : ภาวนาจนเวทนาดับสนิท แต่มีคนมาเรียกเจ้าค่ะ) นั่งภาวนาเป็นยังไง เริ่มต้นให้ฟังหน่อย มันน่าฟังไหม (เริ่มต้นเวทนามากเลยเจ้าค่ะ ๒ ชั่วโมงกว่า เลยหลุดเวทนา ไม่มีตัวตนเลยเจ้าค่ะ) ก่อนที่จะไม่มีตัวตนเป็นยังไง (มันเวทนามากเลยค่ะ มันเจ็บปวด) จนถึงเป็นความสลบไปเลย (ไม่ถึงสลบเจ้าค่ะ พอมันหลุดแล้วมันจะนิ่งไปเลยเจ้าค่ะ) ให้ว่างั้นซิ ก็นี่มันเคยผ่านสนามรบเหล่านี้มาแล้ว (มันติ๊งให้ได้ยินเลยนะคะ ดับเงียบสนิทไม่มีตัวตน) แล้วร่างกายหายเงียบเลย (แต่รู้) ความรู้ไม่ลบ เพราะความรู้ไม่เคยตายก็บอกแล้ว หากพูดอะไรไม่ได้นะความรู้นี้ เมื่อไม่เกี่ยวกับอะไรแล้วเราจะพูดได้แต่ว่าสักแต่ว่า จะไม่ใช่สักแต่ว่าแบบไม่มีคุณค่าราคานะ คือแยกออกจากนั้นอีกนิดหนึ่ง ไม่ได้ ผิดจากความจริง สักแต่ว่าปรากฏ คือความรู้นั่นปรากฏ คือละเอียดขนาดนั้น เราจะพูดให้เด่นกว่านั้นไม่ได้ เดี๋ยวจะเป็นสองเป็นสามไป

(แต่มีคนมาเรียกเจ้าค่ะ เขาจะบาปไหมเจ้าคะ) บาปบุญยังไงเราจะคอยตัดสินให้ (เวลามาภาวนาทีหลัง ใจมันพะวงเจ้าค่ะ ใจมันจะนึกอยู่เรื่อย) นึกอะไร (นึกว่าทำไมไม่น่ามาเรียกเลยเจ้าค่ะ) ไปหาเป็นบ้าไปแล้วอะไร เราคอยจะเอาเหตุเอาผล เอาว่าไป มีหนเดียวเท่านั้นเหรอ (ที่ดับสนิทจะมีหนเดียวเจ้าค่ะ) ให้พิจารณาลงปัจจุบัน ไม่ต้องกลัวเรื่องตายเรื่องเป็นอะไร ไม่ต้องกลัว ให้ดูทุกข์ด้วยความรู้ของเรานั้น (ค่ะ ในบางครั้งตัวจะใหญ่มาก ใหญ่เท่าภูเขาเลยเจ้าค่ะ) ใหญ่กว่านั้นก็ใหญ่ เราเคยมาหมดแล้ว เอาพูดไป อะไรมันก็รู้ไปหมด ไม่ใช่คุย ก็มันผ่านมาหมดแล้ว นอกจากอะไรไม่มาสัมผัสก็ไม่ดึงออกมารับกันเท่านั้นเอง (บางครั้งเหมือนมีมาวูบมาชนแรง ๆ ) แล้วหมามาด้วยกันไหม (ไม่มีอะไร แต่เหมือนแบบวูบมาชนจะหงายหลังเจ้าค่ะ) หมีมาชน แล้วหมามากัดเข้าไป สักเดี๋ยวก็เผ่น สักเดี๋ยวก็ภาวนาไม่ได้ นั่นตรงนั้น เราถามจุดตรงนั้น มีแต่คอยจะอ่อน

            ฟังย่อ ๆ นะ อย่าฟังมาก เราจะพูดให้ฟังย่อ ๆ ทุกขเวทนามามากขนาดไหน เอาซักมันไล่มันอยู่ในทุกขเวทนา อย่าต้องการให้มันหายนะ มันจะทุกข์มากทุกข์น้อยเอา เป็นความจริงอันหนึ่งของกองทุกข์ เราไม่ต้องไปเสริมไปตัดมันออก อยากให้มันหายเท่าไรยิ่งทวีนะความทุกข์ ถ้าเราอยากให้หายเท่าไรยิ่งทวีรุนแรง ความอยากนั้นเป็นกิเลสอันหนึ่ง เพราะฉะนั้นเวลามันทุกข์มาก ๆ ทุกข์ตรงไหน ใครเป็นทุกข์ ไล่เข้าไปตรงนั้น อันไหนเป็นทุกข์ มันจะหนักกว่าเพื่อนอยู่คือจุดไหน จุดนี้เป็นทุกข์เหรอ สมมุติว่าหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก อะไรเป็นทุกข์ ไล่เข้าไป ถ้าว่าหนังเป็นทุกข์ ทุกข์ดับไปแล้วทำไมหนังจึงมีอยู่

ถ้ามันเป็นอันเดียวกัน แล้วเนื้อ เอ็น กระดูก เวลาทุกข์ดับไปแล้ว ทำไมเนื้อ เอ็น กระดูก ร่างกายของเราทั้งหมดจึงมีอยู่ ถ้ามันเป็นอันเดียวกัน มันไม่ใช่อันเดียวกัน นี่เรียกว่าทางด้านปัญญา ซักกันอยู่นั้นไม่ให้ออกนะ หมุนติ้ว ทุกข์มากเท่าไร สติปัญญายิ่งหมุนเป็นธรรมจักรไปเลย เราจะทนเอาเฉย ๆ ไม่ใช่ทาง ไม่ถูก ต้องใช้ด้วยปัญญา ทนเอา ตายก็ตาย ตายด้วยความพินิจพิจารณาตลอดเวลา ซักเข้าไป มันทุกข์มากเท่าไรยิ่งหมุนเข้าไป สติปัญญา สักเดี๋ยวก็จับความจริงได้ คราวนี้มันก็เวิกออกเลย จิตก็ลงผึงเลย นั่นหายเงียบ ความทุกข์ทั้งหลายที่เผาร่างอยู่นี่เหมือนกับไฟมาเผาขอนซุง เราเป็นเหมือนขอนซุง ทุกขเวทนาเป็นเหมือนไฟเผา ดับวูบหมด นี่ประการหนึ่ง แต่มันต้องเป็นเองนะ  เราไปแต่งไม่ได้ ให้เป็นเองโดยหลักธรรมชาติ เมื่อมันเป็นแล้ว เราก็นำมาพูดได้ แต่เราไปตกแต่งมันไม่ได้เวลานั้น

อีกอย่างหนึ่ง เวลามันพิจารณารอบหมดแล้ว ทีนี้ต่างอันต่างจริงไปหมด ไม่มากระทบกัน ทุกข์มากน้อยเพียงไรก็เหมือนทุกข์อยู่ภูเขาลูกนู้น เรายืนดูทุกข์อยู่นั่น มันไม่เข้ามาถึงใจ ไม่กระเทือนใจ นี้ต่างอันต่างจริงอยู่อย่างงั้น ร่างกายทุกส่วนก็ต่างอันต่างจริง ทุกข์ก็เป็นของมันต่างอันต่างจริง จิตก็เป็นจิต ต่างอันต่างจริงแล้วไม่กระทบกัน จากนั้นจิตก็แน่วลง แต่ไม่แบบที่ว่าพรึบนะ มันต่างกัน แน่วลง ปล่อยหมดเลย นี่อันหนึ่ง แล้วเป็นผลเลิศเลอเหมือนกัน อาการที่ลงต่างกัน เมื่อลงถึงที่แล้วผลเหมือนกัน มันเป็นยังไงก็ให้เป็นอย่างงั้น เราอย่าไปตกแต่งมัน หรืออยากให้เป็นอย่างงั้นอีก อยากให้เป็นอย่างนี้ ไม่ได้นะผิด

นี่เรื่องรบกับทุกขเวทนา หลวงตาได้เป็นมาแล้ว ท่านทั้งหลายเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม นี่เคยพูดให้ฟังแล้ว ภาวนาตลอดรุ่ง ๆ  ถึง ๙ คืน ๑๐ คืน เว้นสองคืนบ้าง สามคืนบ้าง นี่คืนเดียวก็ยังไม่ได้เรื่อง ได้ ๒ ชั่วโมง เราฟาด ๑๒ ชั่วโมง ๑๓ ชั่วโมง จนกระทั่งก้นแตก แตกเลอะ เอามาพูดอะไรขี้ปะติ๋วนี่ ทีนี้เวลาคุ้ยเขี่ยขุดค้นกัน มันก็เต็มเหนี่ยวของมันนั่นแหละ ทุกข์มากเท่าไร สติปัญญายิ่งหมุนติ้ว ๆ ทันกับเหตุการณ์แล้วลงพรึบเลย นี่เรียกว่าธรรมแก้กิเลส ความหลงทุกข์ก็เป็นกิเลสอันหนึ่ง ทุกข์มันเป็นของจริงอันหนึ่ง แต่ความไปหลงมันน่ะซิ ไปแบกทุกข์เข้ามาเป็นกิเลสประเภทหนึ่ง เวลามันรู้แล้วก็ลง ต่อไปมันก็มั่นคงจิตใจ จะเป็นจะตายก็เถอะ จะเอาความจริงนี้ให้ได้ ทีนี้ก็เป็นพยานอย่างใหญ่หลวง มันจะทุกข์ขนาดไหนไม่เลยตาย เอาตรงนั้น เอาตายครอบเอาไว้ ไม่เลยตาย เวลายังไม่ตายจะพิจารณาให้รู้หมด

จำเอานะ เอาละไม่พูดมาก ไปพิจารณา ให้ภาวนาอีก อย่าไปถือสัญญาอารมณ์ความทุกข์ยากลำบากในการพิจารณามาเป็นอารมณ์ไม่ได้นะ ต้องลงปัจจุบัน เราอยากได้เห็นเวลาที่ว่าจิตมันลงนี่ สำหรับเราเองนั่งตลอดรุ่งทุกคืน ได้ทุกคืน ธรรมอัศจรรย์ที่ว่านี่ เป็นแต่เพียงว่าลงช้าหรือเร็วต่างกัน ถ้าวันไหนจิตพิจารณาเกาะไม่ติดสนิทดี วันนั้นช้า ถ้าวันไหนจับติดปั๊บ พุ่ง ๆ เดี๋ยวก็พุ่งเลย เร็วอย่างนี้ ลุกขึ้นมาเดินไปได้เลย ถ้าอย่างนี้นะ

ถ้าแบบที่ว่าฟัดกันเสียจนเต็มเหนี่ยว ล้มลุกคลุกคลานจะสลบไสล จนกระทั่งถึงเวลาลุกแล้ว ต้องได้จับขาดึงออกนะ มันตายหมดแล้ว ส่วนนี้ยังดี ส่วนนี้ตายหมด จับนี้ไม่รู้เรื่องเลย เป็นท่อนไม้ท่อนฟืน ลุกไม่ได้นะ ลุกล้มตูมเลย ล้มไปแล้วขาใดก็ขานั้นอยู่งั้น มันไม่กระดุกกระดิก เราต้องจับขาดึงออก ทีนี้เวลาเรารู้เรื่องมันเรียกว่าวิชานี้จบ พอวันนี้เรารู้แล้วว่าทุกข์มากที่สุดนี้ การลุกนี้จะต้องลุกแบบมีสติปัญญารักษาตัว พอจะลุกเราก็จับขานี้วางออก นู่นฟังซิ ขาไม่รู้เรื่องนะ มันตายหมดแล้ว วางแล้วต้องกำหนด ถ้าหากว่าเรากระดิก ๆ ได้อย่างนี้แสดงว่าต่อไปนี้มันจะลุกได้

ถ้ากำหนดกระดิกดูยังเฉยนี้ อย่าไปฝืนนะ ฝืนล้มเลย ต้องกำหนดดูจนกระทั่งกำหนดกระดิกนิ้วเท้าอะไรๆ ได้ คู้ลองดู เหยียดลองดู ได้แล้วลุกได้ ถ้าไม่อย่างนั้นอย่าลุก ลุกล้มตูมเลย  ไม่มีท่านะ นี่วิธีการปฏิบัติทุกข์หรือไม่ทุกข์ เคยพิจารณามาแล้ว พอมาพูดนี้มันเข้าใจหมดนั่นแหละ ฟังซิพิจารณามาสักเท่าไรแล้ว นอกจากไม่พูดเท่านั้น เมื่อไม่มีเหตุก็ไม่พูด ถ้ามีเหตุก็พูดได้ทันทีเลย สำหรับนิสัยเราเป็นนิสัยอย่างว่า คือมันต้องผาดโผน เรียกว่า เหลือตายแล้วค่อยยังเป็นคนมา

ถ้าธรรมดานี้ไม่ได้นะในขั้นเหล่านี้ แต่ถึงขั้นมันเป็นอัตโนมัติของมันแล้ว อันนั้นเป็นอีกขั้นหนึ่ง ขั้นที่กำลังฟัดกำลังเหวี่ยงนี้หนักมากที่สุดในขั้นเหล่านี้แหละ พอเลยจากนั้นไปแล้ว ไปถึงขั้นอัตโนมัติมันหมุนไปเอง แก้กิเลสไปเอง ๆ แล้วความเพียรนี้ได้รั้งเอาไว้ ที่จะได้หนุนให้เป็นความเพียรไม่มี นอกจากมันจะเลยเถิด คือความเพียรกล้า หมุนตลอด ๆ ถึงไม่ได้หลับได้นอน กลางค่ำกลางคืน กลางวันก็มีคือนอนไม่หลับ หมุนตลอด ตีต่อยกันตลอดระหว่างกิเลสกับธรรม นี่เรียกว่าอัตโนมัติ ถึงขั้นอัตโนมัตินี้แล้วจากอัตโนมัตินี้แล้ว เชื่อมเข้าไปมหาสติ มหาปัญญา อันนี้ยิ่งละเอียดมากนะ

พอเข้าถึงมหาสติ มหาปัญญา คือสติปัญญาอัตโนมัตินี่เรียกว่ามันยังเป็นคลื่น ๆ อยู่ มันจะเร็วขนาดไหนก็มีลักษณะเป็นคลื่น ๆ พอก้าวเข้าสู่มหาสติ มหาปัญญาแล้วราบเรียบไปเลย ทีนี้ซึมซาบ ถ้าว่าปัญญาก็ซึมซาบไปเลย ๆ ไม่มีคลื่น นี่ละเอียดต่างกัน การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าหาที่ต้องติไม่ได้แล้ว ขอให้ปฏิบัติตามเถอะน่ะ เอาละแค่นี้

 

อ่านและฟังธรรมเทศนาหลวงตา วันต่อวัน ได้ที่

www.Luangta.com or www.Luangta.or.th

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก