ความเมตตาพาพยุง
วันที่ 27 มกราคม 2546 เวลา 8:30 น. ความยาว 36.48 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

ความเมตตาพาพยุง

 

         สรุปทองคำและดอลลาร์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด วันที่ ๒๕-๒๖ มกรา ๔๖ ทองคำได้ ๔ กิโล ๕๐ บาท ๔ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๓๑๘ ดอลล์ ทองคำที่ได้หลังจากการมอบวันที่ ๑๐ ธันวา ๔๕ เวลานี้ได้ทองคำเพิ่ม ๑๐๐ กิโล ๑๑ บาท ๘๗ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑๐๗,๒๘๐ ดอลล์ รวมทองคำทั้งหมดที่มอบแล้วและยังไม่ได้มอบ ๕,๖๕๙ กิโล

เรื่องเห็นใจคนตามขั้นตามภูมิของคนเราเห็นใจ แต่เวลามันจะตายจริง ๆ ทนไม่ไหวจริง ๆ มันก็เผ่นเท่านั้นจะว่าไง นั่นละพากันสร้างความดีให้ดีนะ เดี๋ยวนี้เวลานี้ความดีเราเรียกว่าแทบไม่มี ก็ยังมีชิ้นดีอันหนึ่งมันมีเงื่อนอยู่ มีหวัง ๆ เช่นอย่างเรามองเห็นครูบาอาจารย์มีความเคารพเลื่อมใส ท่านมาอยากกราบอยากไหว้ นี้เป็นความดีของเรา ทีนี้ต่อเข้าไปอีกก็เรียกว่า ความดีของเรายังไม่พอ ยังขาดตกบกพร่องมาก เราจึงต้องเสาะแสวงหาความดีให้เพิ่มเข้า ๆ เป็นลำดับ ถ้าความดีพอแล้วพอหมด เป็นอย่างนั้นนะ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านพอหมด พอ ๆ ๆ ตลอด นี่คือหาความดีจนกระทั่งพอ หาความชั่วหาเท่าไรก็ไม่พอ ตั้งแต่เวลามันเป็นกิเลสตัวเป็นเหตุให้ทำชั่วมันก็ไม่พอ ทำสัตว์โลกให้หิวตลอดเวลา ๆ ไม่มีคำว่าพอเลยคือกิเลส อันนี้จะไม่พอ ลงถึงแดนนรกมหาอเวจีก็ยังไม่พอ ยังหมุนกันไปหมุนกันมา มันต่างกันอย่างนี้

ถ้าธรรมแล้วพอ ถึงขั้นพอ ๆ เลย แม้แต่การบำเพ็ญก็ยังมีเป็นระยะ ๆ พอเป็นระยะ ๆ แต่กิเลสไม่มีคำว่าระยะ ไม่พอตลอด ๆ เพราะฉะนั้นการเกิดตายของสัตว์โลก จะมากี่กัปกี่กัลป์ก็ไม่พอ ต้องหมุนกันอยู่อย่างนี้ตลอดไปเพราะกิเลสไม่ให้พอ กิเลสดึง กิเลสลากเข็นอยู่อย่างนี้ตลอด จะเอาพอมาจากไหน

เราไปคราวนี้ไปคืนหนึ่ง แต่หนักมากทีเดียว พอไปถึงก็พอดีขึ้นธรรมาสน์ เทศน์ก็ชั่วโมง ๑๗ นาที เหนื่อยมาก ไปตามโครงการ เมื่อเรารับเขาแล้วก็ต้องไปตามนั้น ลงจากธรรมาสน์ปั๊บแล้วก็ไปอีกอำเภอโพธิ์ชัย  ไปนี้จะว่าเทศน์หรือไม่เทศน์ก็แล้วแต่ มันเหนื่อยพอแล้ว ไปก็พูดสอนไปเรื่อย ๆ สอนประชาชนมาก อยู่ในป่านั้นก็มาก วัดนั้นมันเนื้อที่ดูว่าหกเจ็ดร้อยไร่หรือว่าไง เริ่มสร้างวัดกันมา นี่ก็เทศน์สอน พอเสร็จแล้วก็กลับมาโพนทองเข้าพักวัด พอทุ่มครึ่งก็ไปที่ศาลา คนเต็ม แน่นหมดเลย ศาลาใหญ่ ๆ นี้แน่นเลย พระก็มาก นี่ละมันจะตายจริง ๆ เหนื่อยมาก เราไปกราบพระเสร็จแล้วที่ศาลาใหญ่ หันหน้าไปก็เริ่มขึ้นเลยตลอด เทศน์สอนพระละมาก เพราะประชาชนเขาท้องจะแตกแล้ว กินมากจนท้องจะแตก พระหิวโหยมาก ไม่ค่อยได้ยินได้ฟังอรรถธรรมจากครูจากอาจารย์ เฉพาะภาคปฏิบัตินี้รู้สึกว่าหิวโหยมากพระกรรมฐาน นี่ละพอเราไปเข้ากราบพระประธานเสร็จแล้วหันมานั่งก็เริ่มเลย เพราะพระกรรมฐานมีมาก แถวนั้นมากันทั้งนั้น ลูกศิษย์ท่านศรี พระมากมาย เราก็สงสารสงเคราะห์ พอขึ้นไปก็เริ่มเทศน์ อันนี้ชั่วโมง ๑๑ นาที มีแต่หนัก ๆ ทั้งนั้น เราเหนื่อยพอแล้ว เทศน์ถึง ๓ กัณฑ์

พอฉันเสร็จออกจากนี้ก็เดินทางไปเลย ออกจากนี้เขาก็นิมนต์เข้าไปที่ร้อยเอ็ด จำเป็นต้องไปร้อยเอ็ด จากนั้นก็ปั๊บออกโพนทอง สถานที่ของงานเขา ถึงไม่มีเวลานะ ไปทั้งวันเหนื่อยมากจริง ๆ  ๓ ทุ่มกว่าละมั้ง ติดต่อกันเรื่อยจนกระทั่งถึง ๓ ทุ่มจึงได้ออกมาจากศาลามาพักนิดหน่อย โฮ้ มันจะตายจริง ๆ นะไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เหนื่อยเอามากทีเดียว เราพยายามขวนขวายหาสมบัติทั้งหลายเข้าสู่คลังหลวง ให้พี่น้องชาวไทยเราทั้งชาติ เราเป็นหัวหน้าหา เพราะฉะนั้นมันจึงมาหนักที่หัวหน้าผู้พาก้าวเดิน พาคิดพาอ่านทุกสิ่งทุกอย่าง นอกจากนั้นยังทางด้านวัตถุอีก ขวนขวายวัตถุเข้าสู่หัวใจของชาติ แนะนำสั่งสอนจิตใจซึ่งเป็นเจ้าของของหัวใจของชาติอีก

เรื่องจิตใจนี้เป็นของสำคัญ หนักทั้งสอง ทางด้านวัตถุเงินทองข้าวของก็หนัก ทางด้านจิตใจสอนคนให้เข้าอกเข้าใจในวิธีปฏิบัติต่อสมบัติของตนและของชาติก็หนัก มันลำบากนา ทองคำเราก็ได้ค่อนขึ้นไปแล้วละ คิดว่าคราวนี้จะค่อยก้าวเร็วกว่าแต่ก่อน เพราะวางจุดหมายไว้เรียบร้อยแล้ว อย่างอื่นอย่างใดก็ไม่ค่อยมีภาระอย่างอื่น ก็มีแต่จะมุ่งทองคำ ๆ ดอลลาร์เป็นคู่เคียงกันไป สำหรับเงินสดได้มาเท่าไรก็ทั้งช่วยชาติ ทั้งแยกเข้าคลังหลวง มันก็ไปด้วยกันอันนี้ ความมุ่งให้ถึงจุดก็คือทองคำ ต้องมุ่ง ทีนี้บรรดาลูกศิษย์ก็คงเห็นใจ เพราะเรามุ่งใส่จุดนั้นคือทองคำ เพราะได้ประกาศแล้วจะให้ได้จุดนั้น คนทั้งประเทศประกันตัวเข้าสู่จุดนั้นหมดเลย ให้ได้มีความสง่าราศีแน่นหนามั่นคงอบอุ่นแก่ชาติไทยของเรา ให้สงบร่มเย็นด้วยความมีขื่อมีแป มีหัวหน้า มีทั้งชาติ มีทั้งศาสนา ต่างพยุงกันเข้าเวลานี้

ทางบ้านเมืองก็หนักมาก เราเห็นใจเหมือนกัน ทางศาสนาคือฝ่ายของเรานี้ก็หนักไปอีกทางหนึ่ง แต่หนักเพื่ออุ้มชาติ ไม่ได้หนักเพื่อก่อความเสียหายเผาชาติเผาศาสนา หนักด้วยความพยุงอุ้มชูขึ้น เอ้า หนักก็พากันหนักเถอะไม่เป็นไร หัวหน้าเราหนัก ทางศาสนาก็คือเราหนัก ทางบ้านเมืองก็คือนายกหนัก แต่หนักแล้วก็ให้เล็งดูเจตนาและการขวนขวายของหัวหน้าก็แล้วกัน ให้ต่างคนต่างบืน ตั้งแต่สัตว์เขายังมีหัวหน้า ไม่มีหัวหน้าแหลกหมด หัวหน้าที่ดีก็เจริญรุ่งเรืองแน่นหนามั่นคง หัวหน้าเลวก็จมไปด้วยกัน

นี่เราก็เป็นที่แน่ใจ เพราะเราพิจารณาโดยธรรม เราไม่ได้พิจารณาเพื่อเหยียบย่ำทำลาย เอนทางโน้นเอียงทางนี้เราไม่มี ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก ตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เราเข้าใจว่าผิดแล้วเราจะไม่แสดง เราจะไม่พาก้าว เราจะพาก้าวแต่เห็นว่าถูกต้องเรียบร้อยแล้ว แล้วก้าวออก ๆ นี่เราก็ได้พิจารณาแล้วว่า นายกเรานี้หนักมากนะ เวลานี้หนักมากทีเดียว พยายามพยุง ไม่ใช่ของเล่นด้วยนะ นายกยังดีกว่าเราถึงเรื่องการพูด เราเรื่องการพูด พูดบ่อย ๆ ตีคนนั้นตีคนนี้คือเรา ก็ธรรมะนี่เข้าใจไหม อันนั้นท่านเป็นฝ่ายบ้านเมือง ท่านก็ไปเรียบ ๆ ของท่าน เราเป็นฝ่ายธรรมะตีโน้นตีนี้ เพราะลูกศิษย์เรามันดื้อ ก็ตีไปละซี นี่ละต่างกันตรงนี้ นาน ๆ ท่านจะออกรับทีหนึ่ง เรามันอยู่รอบด้าน ตีอยู่ทุกวันทุกเวลา อยู่วงแคบก็ตีแคบ อยู่วงกว้างก็ตีกว้าง แต่เรื่องเจตนาเป็นอันเดียวกัน พยุง ตีมากตีน้อยตีดึงขึ้น

ทางโลกตีแบบหนึ่ง ทางธรรมตีแบบหนึ่ง ทางโลกเรียบ ๆ ทางธรรมตีหนักเข้า ๆ แหละ เราจะพยายามให้บ้านเมืองเราพอลืมหูลืมตาอ้าปากได้แล้วเราก็หายห่วง เราพูดอย่างที่พูดแล้ว นี่ก็เหมือนกันตรงแน่วเลยไม่เป็นอื่น เราห่วงเพียงเท่านั้นนอกนั้นเราไม่มี ในโลกสามแดนโลกธาตุนี้เราไม่มีอะไร ก็มาห่วงพี่น้องชาวไทยเรานี้ เท่ากำปั้นนี่ก็ห่วงแล้ว ต้องได้พยุงกันอยู่อย่างนั้น ส่วนโลกทั่ว ๆ ไปเราก็กระจายไปทั่ว อันนั้นก็เป็นอันหนึ่ง ที่จุดเฉพาะจำเป็นที่จะต้องได้ยกได้อุ้ม มันเฉพาะนี้ก็ต้องได้หมุนกันอยู่อย่างนี้ มันถึงหนักมากนะเรา ไปที่ไหนไม่ใช่เล่น ๆ นะหนักจริง ๆ แต่เราเรื่องความเมตตามันครอบอยู่แล้ว หนักขนาดไหนก็พยายามบึกบึนไปอย่างนั้น ด้วยความเมตตาพาพยุง โดยเฉพาะเรื่องธาตุเรื่องขันธ์มันจะตายจริง ๆ บางวันบางเวลานี้ แหม ทุกข์มากจริง ๆ จนถึงขนาดหายใจแขม่ว ๆ ทีเดียว มันอะไรก็ไม่รู้นี่

ขอให้พี่น้องทั้งหลายนำธรรมไปติดแนบในหัวใจนะ อยู่ในบ้านในเรือนอย่าลืมธรรมให้เข้าแทรกอยู่เสมอ ถ้าธรรมเหินห่างเมื่อไรแล้วฟืนไฟจะเข้านะ กิเลสรุมล้อมอยู่ตลอดเวลาเราไม่รู้ พาให้เราดีดเราดิ้น ดิ้นเพื่อความหวังของกิเลสที่จะมาทำลายเรานั้นแหละไม่ใช่อะไร เราต้องมีธรรมเป็นเครื่องยับยั้ง เป็นเบรกห้ามล้อ เป็นคันเร่ง หน้าที่การงานที่จะเป็นผลเป็นประโยชน์ ให้ทำด้วยความขยันหมั่นเพียร อดทน นี่เรียกว่าธรรม ถ้าสิ่งใดที่ไม่ดีให้ปัด ๆ ฝืนใจขนาดไหนต้องปัด ไม่ปัดไม่ได้ เหมือนไฟถ้าให้เข้ามาติดตัวแล้วเป็นเผาเลยแหละ กิเลสก็เหมือนกันให้พากันระมัดระวัง

พระพุทธเจ้าทรงพยายามทำความดีมาตั้งแต่เริ่มสร้างพระบารมี หนักขนาดไหนเราเอามาเทียบกับเราซี กว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้านี้ โถ ฟังซิน่ะ ครั้งพระองค์เสด็จลงมาจากชั้นดาวดึงส์ ในตำราบอกไว้อย่างชัดเจน ใคร ๆ ก็กระหยิ่มยิ้มย่องอัศจรรย์พระพุทธเจ้า แล้วก็ปรารถนาพุทธภูมิ เป็นพระพุทธเจ้า เป็นล้าน ๆ ปรารถนาพุทธภูมิ เพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้า แต่เวลาพระองค์รับสั่ง เออ การปรารถนานี้ก็เป็นความดีงาม ดี ว่าอย่างนั้นนะ เรื่องความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเป็นเจตนาที่ดี เป็นความปรารถนาที่ดี ได้ผลตามกำลังของตน แต่ที่จะให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าจริง ๆ ในจำนวนเหล่านี้อย่างมากไม่เลย ๒ คน ฟังซิ เป็นล้าน ๆ อย่างมากไม่เลย ๒ คน

ท่านก็ชมเชยเรื่องความปรารถนาเหล่านี้เป็นบุญเป็นกุศล ไม่ถึงโน้นได้แค่นี้เอา ความหมายก็ว่าอย่างนั้น อย่างมากก็ ๒ คน นั่น ฟังซิน่ะ ยากไหมความเป็นพระพุทธเจ้า นี่พระองค์เองซึ่งเป็นผู้ทรงปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้ามาแล้ว และได้เป็นพระพุทธเจ้าเห็นผลมาหมด เวลาตรัสรู้แล้วพิจารณาย้อนหลังถึงการบำเพ็ญเพียรทางพระโพธิญาณ เพื่อเป็นพระพุทธเจ้านี้ยากขนาดไหน นานขนาดไหน พระองค์จึงจับปุ๊บเอาอันนั้นออกมาพิจารณาดูสัตว์โลกที่ตะเกียกตะกายปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็ชมเชยอนุโมทนาในความปรารถนาของท่านเหล่านั้น ก็เป็นบุญเป็นกุศลถึงขั้นของความพอดิบพอดีกับกำลังของตน ครั้นไปแล้วมันก็ค่อยหมดไป ๆ สุดท้ายอย่างมากก็เพียง ๒ คนท่านว่า เรียกว่ามากที่สุดนะ ๒ คน แทบไม่ได้นั่นเอง

คนเป็นล้าน ๆ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า แล้วเวลาได้อย่างมากไม่เลย ๒ คน คือพระองค์เทียบกับพระองค์แล้ว ที่ทำความปรารถนาเหมือนพระพุทธเจ้าเรานี้มากขนาดไหน ล้มเหลว ๆ ต้องประสบกับความยากความลำบากแสนสาหัสไม่มีใครเกินผู้ปรารถนาพุทธภูมิ จนกระทั่งสำเร็จถึงพุทธภูมินี้สุดขีดความยากความลำบาก นี่แหละพระองค์ทรงเอาเรื่องของพระองค์ เล็งญาณปั๊บรู้หมด แล้วมาพิจารณาดูสัตว์ทั้งหลายที่กำลังตะเกียกตะกายปรารถนาพุทธภูมิ จึงได้รับสั่งออกมาว่าอย่างมากก็ได้เพียง ๒ คน

นี่ละความยากความลำบาก ท่านทรงปรารถนาพุทธภูมิอุ้มสัตว์โลกทั่ว ๆ ไป แต่เรานี่เป็นความปรารถนาของลูกศิษย์ตถาคต ไม่ได้มากมายถึงนั้นก็ผ่านพ้นจากทุกข์ไปได้ โอ่งใหญ่ของศาสดาก็เต็ม เราเป็นโอ่งเล็กก็ตาม เราก็พยายามขนน้ำเข้าใส่ตุ่มเล็กของเราให้มันเต็ม เราก็ได้ความสุขความสบายเต็มภูมิของตุ่มน้ำเรานั้นแหละ ให้พยายามอย่างนี้ ถ้าไม่สนใจขวนขวายเลยก็มีแต่ความเหือดแห้งกันดาร ไปภพใดชาติใดเกิดแต่ละภพละชาติ เสวยทุกข์ตั้งแต่ขณะเกิดจนกระทั่งตาย แล้วต่อภพอีกเกิดความทุกข์อีก ทรมานอย่างนี้ตลอดไปหาประมาณไม่ได้ ถ้าไม่มีความดีเป็นเครื่องสกัดลัดต้อน ความทุกข์ทั้งหลายจะไม่มีการขาดวรรคขาดตอน ทุกข์ทั้งหลายจะติดต่อกันไปเรื่อย ๆ มีบุญมีกุศลเท่านั้นที่จะตัดความทุกข์ทั้งหลาย มากก็ให้น้อยลง น้อยก็ให้ขาดไปได้

นี่ละให้เราเอาพระพุทธเจ้าเป็นพยานของพวกเรา ทุกข์ยากลำบากตามภูมิของศาสดาและภูมิของเราก็เพื่อความพ้นทุกข์ด้วยกัน ส่วนพระองค์เป็นความพ้นทุกข์ด้วย เป็นศาสดาสอนโลกด้วย เราสอนใครไม่ได้ก็ตาม ขอให้ได้สอนเราให้พ้น ตุ่มเล็ก ๆ ของเรานี้ให้มันเต็มก็พอ เอาตรงนี้ละนะ พยายามบึกบึนแล้วมันก็เป็นไปตามนั้นละ

ความดีความชั่วนี้เป็นหลักตายตัว ท่านเรียกว่า บาปกับบุญเป็นหลักธรรมชาติตายตัว ใครจะลบล้างอย่างไรไม่ได้ ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีไม่ได้ ลบล้างก็มาทำลายตัวเองนั่นแหละ เพราะสิ่งเหล่านี้มี พระพุทธเจ้าจึงดำเนินตามสิ่งที่มี ซึ่งลบล้างไม่ได้นี้แหละ ต้องพยายามละบาปตลอดไป สร้างบุญตลอดไปเหมือนกัน จนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทางแล้วก็พ้นทุกข์ได้ เราตามภูมิวาสนาของเราก็ให้พยายามบำรุงรักษาตัวของเรา อย่าให้มันไปมอมแมมในความชั่ว มันจะเป็นไฟมาเผาเราเท่านั้น ไม่มีใครรับนะความชั่ว ใครทำลงไปผู้นั้นรับเต็มตัว ๆ ทั้งความดีความชั่วมีเสมอกันหมด รับเต็มตัวทุกข์เต็มตัว ความสุขความดีก็รับเต็มตัว มีความสุขเต็มตัว นี่ละให้พยายาม

ต้องพยายามฝ่าฝืนนะ ไม่ฝ่าฝืนไม่ได้ เรื่องของกิเลส อะไรที่จะสะดวกสบายมันทำให้ดูดดื่มนะ ดูดดื่มเรื่อย ๆ นั่นละเครื่องล่อของกิเลสทำให้สะดวกสบาย ให้พออกพอใจไปทางต่ำ แล้วก็ดึงลง ๆ ความฝืนนี้เป็นเรื่องของธรรม ต้องฝืนไม่ฝืนไม่ได้ ถ้าฝืนแล้วผลที่ได้จากความฝืนก็คือความสุขความเจริญเรื่อย ๆ นั่น ให้พยายามอดทนนะ พิจารณาถึงเรื่องอดีต พระพุทธเจ้าก็ทรงพิจารณาถึงเรื่องอดีตของพระองค์มาตลอดจนเป็นพระพุทธเจ้า แม้เราตัวเท่าหนูก็พิจารณา เราไม่ได้เอาอดีตอะไรของเราแหละ เราไม่มีความรู้เหมือนภูมิศาสดา เราเอาอดีตตั้งแต่อดีตบวชของเรา เป็นฆราวาสตั้งแต่เกิดมาเป็นยังไง ๆ เอามาเทียบ ๆ จิตใจเปลี่ยนแปลงมายังไง การเปลี่ยนแปลงของจิตใจเปลี่ยนแปลงเพราะอะไร มันเปลี่ยนแปลงไปทางชั่วก็เห็น เช่นอย่างการคบคนชั่วโดยเราไม่รู้เนื้อรู้ตัว ชั่วเพียงเล็กน้อยก็เรียกว่าชั่ว จิตใจมันก็มอมแมมไปตามนั้น พลิกมาทางคนดีก็ไปทางดีมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงออกบวช พยายามตั้งแต่ความดีละที่นี่

พอบวชแล้วตั้งหน้าทำความดีล้วน ๆ เลย อันใดที่พระองค์ทรงห้าม เช่น พระวินัยนี้แม่นยำมากทีเดียว ท่านสอนว่าผิดตรงไหนเป็นไม่ฝืน เรื่องธรรมสุดวิสัย อ่อน คือว่ากำลังของเราอ่อน สติปัญญาของเราอ่อน ไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมได้ทุกแง่ทุกมุม เราก็บืนไปตามกำลังของเรา ส่วนพระวินัยเอาให้แม่นยำตลอดเลย

เพราะฉะนั้นจิตใจจึงอบอุ่นตั้งแต่วันบวชมา ไม่เคยสร้างบาปสร้างกรรมด้วยเจตนาเลย มันจึงอบอุ่นอยู่อย่างนั้น ทีนี้เวลาก้าวออกบวชนี้ ศีลเราบริสุทธิ์แล้วอบอุ่นตลอด บึ่งใส่ธรรมเลยที่นี่ เอ้า ทีนี้หนักเบาขนาดไหนก็ฟัดกันเรื่อย ๆ ตอนนี้สู้ไม่ได้ยอมก่อน แต่ยอมเพื่อจะสู้ สู้เพื่อจะชนะ เอากันเรื่อย ๆ หนัก นี่เราพิจารณาทบทวนถึงเรื่องอดีตเพียงชาติของเราชาติเดียวเท่านี้ เราไม่ได้หมายถึงภพชาติใด ๆ เหมือนศาสดาองค์เอกที่ทรง ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงระลึกชาติย้อนหลังได้เท่าไรรู้หมด เรียกว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ไอ้เราไม่ถึงกับนั้น เราเอาตั้งแต่แค่เราระลึกได้นี้ เกิดมาเป็นอีตาบัวไปขโมยอ้อยเขามา เอาแค่นี้ก็เอา ไปขโมยอ้อยเขามา เวลามาเจอเจ้าของเขา อ้าว เด็กเหล่านี้ทำไมสูไปขโมยอ้อยกูล่ะ

เขาพูดเรายังชมอยู่นะ พูดเขาไม่มีหน้าบึ้งหน้าเบี้ยวอะไรเลยนะ ก็คือเด็กมันเลยสภาพที่จะหน้าเบี้ยวใส่ว่าไง ดีไม่ดีขบขันด้วยนะ ลากอ้อยออกมา มาก็มาเจอเจ้าของเขาอีก เขาก็ปิดประตูไว้ดีนะ มันลอดได้เด็กมันลอดเข้าไปได้ ออกมาก็ลอดออกมาลากออกมา นี่สภาพนั้นเข้าใจไหม พอออกมาแล้วก็มาเจอเอาเจ้าของอย่างจัง ๆ เราไม่ลืม อู๊ย.ฝังลึกนะ สวยงามมากนะ ป้าฝ้ายเป็นคนสวยงามมาก กำลังเป็นสาว ศักดิ์เป็นป้าเป็นญาติกัน เด็กเหล่านี้สูทำไมมาขโมยอ้อยกูล่ะ โอ๊ย.มันแก้เก่งนะ เราก็จำไม่ลืม เอ๊ อุบาย คือมันไม่ได้ขโมยด้วยเจตนานะ คือมันหิวอ้อย มันผ่านไปก็เห็นอ้อยผ่านมาก็เห็นอ้อย มันอยากก็เลยชวนพี่ พี่เราขโมยอ้อยเขากินเถอะนะ ขึ้นแล้วนะขโมยอ้อย พี่ก็ตามเราไปได้ออกมาแล้วก็มาตรงกับเขาพูดว่า เด็กเหล่านี้สูทำไมขโมยอ้อยกูล่ะว่างั้น มันตอบว่าน่าฟังอยู่นะ เอ๊ ความชั่วนี่มันก็มีอุบายของมันเหมือนกัน

พอเขาว่าอย่างนั้น ผมไม่ได้ขโมยนะป้าว่าอย่างนี้นะ ผมไม่ได้ขโมยนะป้า ผมหิวมากผมเห็นอ้อยนี้ทุกวันผมหิวมาก ผมก็เลยชวนพี่ไปตัดอ้อยแล้วจะแบกเอาอ้อยนี้ไปบ้านของป้า ไปบอกป้าแล้วถึงจะกลับไปบ้านของผม ถ้าอย่างนั้นป้าก็เอาเสีย แน่ะ มันพูดเองนะ ถ้าอย่างนั้นป้าก็เอาเสีย โอ๊ย.กูไม่เอาแหละ สูตัดมาได้สูก็เอาเสีย ก็ยิ้ม ๆ อยู่อย่างนั้นละนะ โอ๊ย.เราจำไม่ลืมนะ ไม่มีกิริยาหน้าบึ้งใส่เลย โอ๊ย.กูไม่เอาแหละสูเอาเสีย เราก็แบกอ้อยไป นี่มันก็แก้ตัวของมันได้เก่ง บอกว่าไม่ขโมย ร้อยเปอร์เซ็นต์มันขโมย คือเขาหิวมากเขาไม่ได้ขโมยเขาหิวมาก เขาตัดอ้อยแล้วถึงจะไปบอกเจ้าของเขาถึงจะแบกอ้อยไปบ้าน แหม หวานมากนะจนกระทั่งป้าก็เชื่อ ดูซินะโวหารของมันนี่ลงมาสภาพนั้น

จากนั้นก็ก้าวถึงขั้นบวชละที่นี่ เวลาบวชคือขึ้นเรื่อยบวช เด่นขึ้นเรื่อย บึ่ง ๆ ขึ้นเรื่อยเลย ออกกรรมฐาน ที่มันสละเป็นสละตายไปอยู่ในป่าในเขาในถ้ำเงื้อมผาคนเดียว ๆ เพราะเราชอบไปคนเดียวตามนิสัยของตัวเองถึงได้เด็ด ให้ไปกับหมู่กับเพื่อนมันเป็นน้ำไหลบ่า บ่าทางนั้นบ่าทางนี้ หากเป็นความรับผิดชอบกันลึก ๆ นั้นแหละ ถ้าไปคนเดียวแล้วปล่อยเลย เป็นก็เป็นตายก็ตายพอ การกินนี้อยากกินเมื่อไหร่ก็กิน ไม่กินกี่วันช่างมันเฉยเลย นั่นละมันก็เด็ดของมันเรื่อย ๆ ทางร่างกายก็เด็ด หนักมากทุกข์มาก ทางใจก็ทุกข์หนักเข้า ๆ เร่งเข้า ๆ ความทุกข์ทางร่างกายอะไรไม่สนใจ มีแต่จะบึกจะบึนเรื่อย

จนกระทั่งถึงได้หลักได้เกณฑ์ทางจิต สมถะคือความสงบก็มี สมาธิก็มี สมาธิถึงขั้นเต็มภูมิ จิตใจอยู่ที่ไหนเย็นสบาย แน่นหนามั่นคงเหมือนภูเขาแน่นปึ๋ง สมาธิแน่นปึ๋งเลย อารมณ์อะไรไม่เข้ามายุ่ง มีแต่ความสงบใจเป็นความสุขอยู่ในนั้น จากนั้นก็ก้าวออกทางด้านปัญญา มีแต่บืนข้างหน้าเรื่อย เล็งดู ออกทางด้านปัญญา ทางด้านปัญญาก็เหมือนกัน พอออกทางด้านปัญญาก็เบิกกว้างออก ๆ ๆ ทิ้งข้างหลัง ๆ เรื่อย ดื่มข้างหน้าเรื่อย ๆ หมุนเข้าไปจนกระทั่งถึงเป็นอัตโนมัติ ถึงธรรมขั้นความเพียรเป็นอัตโนมัตินั้นยิ่งหมุนเลยที่นี่ หมุนถึงขนาดไม่หลับไม่นอน กลางคืนนอนไม่หลับ เห็นทุกข์เห็นภัยของกองทุกข์ขนาดนอนไม่หลับว่างั้นเลย แล้วเห็นคุณค่าแห่งธรรมที่จะฉุดลากออกจากกองทุกข์ก็แบบนอนไม่หลับเหมือนกัน

เมื่อเป็นเช่นนั้นมันก็หมุนติ้วของมัน นอนไม่หลับ กลางวันก็จะไม่หลับ ต้องบังคับให้นอน กลางคืนก็ดีกลางวันก็ดีหมุนติ้ว ๆ เร่งเรื่อย ถึงขั้นอัตโนมัติแล้วคำว่าความเพียรไม่มี มีแต่รั้งเอาไว้ ๆ ความเพียรถ้าว่าเพียรก็ เพียรเพื่อพ้นทุกข์อันเป็นจุดสุดยอด นี่เรียกว่าเพียรเพื่อพ้นทุกข์ แต่ความเพียรในปัจจุบันนี้ไม่มี มันรุนแรงมากผาดโผนมาก ต้องได้รั้งเอาไว้ ๆ หมุนติ้ว ๆ นี่พูดถึงสรุปถึงเรื่องการดำเนินของตัวเอง ไม่มีหยุดมีถอย ไม่สนใจกับอะไรเลย เหมือนนักมวยเข้าวงในกัน ไม่สนใจกับอะไร แม้แต่กรรมการเข้ามายุ่งไม่ได้เวลานั้น อันนี้ก็เหมือนกันยุ่งไม่ได้ สิ่งภายนอกรอบด้านไม่สนใจเลย มีแต่กิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่โดยเฉพาะ ๆ นี่เรียกว่าอัตโนมัติของธรรม เมื่อถึงขึ้นที่จะเป็นไปได้แล้วมันจะหมุนของมันเอง ไม่ว่าหัวใจดวงใดก็ตาม เวลาถูไถก็ถูไถ

เวลาถึงขั้นเป็นเองเป็นอัตโนมัติเพราะเห็นโทษเห็นภัยเต็มเหนี่ยว ของกิเลสนั้นเห็นเต็มเหนี่ยว เห็นคุณของธรรมก็เต็มที่ ถึงขนาดที่ว่านอนไม่ได้ด้วยกัน แล้วก็ฟัดกัน จิตใจก็สง่าขึ้น ๆ สว่างไสว ๆ คล่องแคล่วว่องไว กับกิเลสนี้รวดเร็วมาก ๆ ถึงขนาดว่าอยากพบกิเลสตัวไหนให้ผ่านมาขาดสะบั้น ๆ นี่ละสติปัญญาอัตโนมัติแกล้วกล้าสามารถ เข้าถึงขั้นมหาสติมหาปัญญาด้วยแล้วยิ่งไม่มีอะไร มีแต่พุ่ง ๆ จนกระทั่งมันขาดสะบั้นไปหมดโดยสิ้นเชิงในปัจจุบันเห็นประจักษ์ใจ สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศก้องขึ้นมา นี่ละ สนฺทิฏฺฐิโก คือผลนั้นละเป็นเรื่องเจ้าของรู้เองเห็นเอง สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัติจะรู้เองเห็นเองเฉพาะเจ้าของเท่านั้น นี่ขึ้นแล้วในปัจจุบันผางเลย นี่ผลเกิดมาจากเหตุที่ตะเกียกตะกายมาบืนมา บืนมาทั้งยากทั้งง่ายมันก็หนุนกันทั้งนั้น จะลำบากไม่ลำบากก็ค่อยหนุนกันไป ๆ จนกระทั่งถึงขั้นของมัน

เมื่อหนุนไม่หยุดมันก็ถึงได้ นี่เรียกว่า ความเพียร วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนจะหลุดพ้นจากทุกข์ไปได้เพราะความเพียร เพียรพยายามตลอดๆ จากนั้นก็ถึงขั้นรั้งเอาไว้ ไม่มีใครพูดนะตรงนี้ มีแต่ท่านบอกว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนจะหลุดพ้นจากทุกข์ไปได้เพราะความพากเพียร นี่ท่านว่า ไอ้เราก็ก้าวทางนี้ พอถึงขั้นนั้นความพากเพียรนี้หายหน้าไป มีแต่คนจะหลุดพ้นจากทุกข์เพราะรั้งเอาไว้ ไม่งั้นมันจะเลยเถิด นี่เราบัญญัติของเราเองนะ เราเป็นของเราเองไม่มีในพระบัญญัติละ แต่มันมีในหัวใจของเรา มันรอไม่ได้มีแต่หมุนติ้ว ๆ ได้รั้งเอาไว้ คำว่ารั้งเอาไว้คือว่ามันจะเลยเถิด ความเลยเถิดดีเมื่อไหร่ ก็คือว่าเกินไป พักเข้ามาสู่สมาธิสงบอารมณ์แล้วออก นั่น คำว่ารั้งเอาไว้ รั้งเข้ามาสู่สมาธิหรือรั้งเข้ามาเพื่อหลับนอน ๒ อย่าง พอปล่อยปั๊บก็ผึงเลย ทีนี้ไม่ต้องได้ว่าเพียรแหละ ผึง ๆ จนกระทั่งหมดเหตุหมดปัจจัยโดยสิ้นเชิง

ความทุกข์ทั้งหลายที่เคยแบกหามมาตั้งกัปตั้งกัลป์ก็ขาดสะบั้นลงไป พร้อมกันกับกิเลสตัวสร้างความทุกข์ขึ้นมาในขณะเดียวกันหมดโดยสิ้นเชิง ธรรมชาติที่นอกสมมุติซึ่งถูกกิเลสครอบเอาไว้เปิดจ้าขึ้นมาเลย อันนั้นพังทลาย นี่อำนาจแห่งความพากความเพียร ความอดความทนหมุนไปเถอะ ไม่ได้มากได้น้อยได้ แต่ถ้าลงได้ฝืนแล้วได้ทั้งนั้น ไม่ฝืนนี้มันถึงไม่ได้เรื่องได้ราว มีแต่จะจม เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้ละ สายแล้ว

 

อ่านและฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตาวันต่อวัน ได้ที่

www.Luangta.or.th or www.Luangta.com

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก