โบสถ์จรดฟ้า หัวใจจรดนรก
วันที่ 25 พฤษภาคม 2545 เวลา 7:30 น. ความยาว 32.57 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

โบสถ์จรดฟ้า หัวใจจรดนรก

(ลูกศิษย์เมืองชลถวายดอลลาร์ ๑๐๐ ดอลล์ และต้นไม้อีกหลายชนิดมาปลูกที่ใหม่หน้าวัด มีต้นไทร ขนุน มะยม กระท้อน ส้มโอ ชมพู่ ทุเรียน มะรุม มะขาม มะไฟ ลำไย มะเฟือง พิกุล มะม่วง มังคุด กฤษณา พริกไทย มะนาว จำปี จำปา มีเยอะครับ) โฮ้ หน้าวัดที่ซื้อใหม่ ที่นี้น่าจะไม่พอกับต้นไม้นี่มากมาย ทางด้านโน้นปลูกมาเต็มหมดแล้วก็ยังเหลือที่ว่าง ๆ นี้ คิดดูต้นไม้ที่เอามานี่ โถ พื้นที่ไม่พอ

ภาคอีสานมันภาคคนจน เอาอะไรมาปลูก จะต้นไม้หรูหราฟู่ฟ่าสวยงาม รสโอชาหอมหวานขนาดไหนก็ตามมาปลูกภาคอีสาน มันเป็นกรรมของคนภาคอีสานเองนะ เปรี้ยวฟันหักไปเลย ถ้าชนิดหวานก็เปรี้ยวฟันหักไปเลย ถ้าชนิดขมเอาจนแหงนเลย เพราะเหตุไร พื้นที่มันไม่ดี พื้นที่ทางภาคอีสานนี้ไม่ดี เราผ่านไปหมดแล้วนะ ไปที่ไหนดูทุกแห่งทุกหน ทางภาคอีสานเรานี้เรียกว่าพื้นที่ไม่ดีเลย เอาผลไม้ชนิดไหนต้นไม้ชนิดไหนมาปลูก มันก็ต้องเป็นไปตามพื้นที่ ๆ นั่นแหละ เช่นมันเคยหวานเอามาปลูกนี้มันก็เปลี่ยนเป็นรสเปรี้ยวไปเสียอย่างนี้ เหล่านี้เอามาปลูกก็ปลูกไว้อย่างนั้นแหละ ผู้ปลูกก็เคยกับต้นไม้ชนิดนี้มาแล้ว ปลูกที่ไหนชนิดไหนมันเคยหอมเคยหวานเคยอะไรมันก็เป็นไปตามนั้น ทีนี้มาปลูกทางภาคอีสานทางโน้นไม่รู้ซี รสชาติเปลี่ยนไปหมดนะ

ดูซิต้นทุเรียนเห็นไหมข้างน้ำบ่อนั่น ขึ้นเป็นปฐมฤกษ์ตั้งแต่สร้างวัด เอามาจากจันท์นู่นนะเอามาปลูก ทะนุถนอมไว้เป็นอย่างดี พอถึงเวลาเขาออกลูกมันก็ไม่ยอมออก เขาออกเท่าไรมันก็ไม่ยอมออก จนเอาไม้ไปเคาะต้นมัน มึงนอนเมื่อไรมึงจะตื่น เขาออกไปขายตลาดที่ไหน ๆ เต็มไปหมดแล้วมึงมานอนตายอยู่ยังไงกัน มึงก็เป็นต้นทุเรียนเหมือนเขาไม่ใช่เหรอ เราว่า ได้เอาไม้ไปเคาะหยอกเล่นมัน มันไม่ยอมเป็นลูก แล้วอยู่ ๆ มันก็มาเป็นลูกขึ้นมา มันไม่เคยเป็นแล้วเป็นลูกขึ้นมาจนสุก เอามาดูซิน่ะ ทุเรียนต้นนี้เอาเป็นเครื่องหมายของวัดนี้เสียหน่อย เวลาสุกแล้วเอามาปอกมีแต่เมล็ด เนื้อไม่มีเลย มึงขายหน้ากูอีกแล้วไอ้นี่น่ะ ถ้ามึงไม่มีลูกกูก็ไม่รู้ว่ามึงมีเมล็ดหรือมึงมีเนื้อ อันนี้มึงมีลูกแล้ว เมล็ดมันก็แสดงตัวออกมาว่า มีแต่เมล็ดทุเรียนทั้งต้น เป็นอย่างนั้นละเข้าใจไหมล่ะ

ถ้าว่าเงาะเอามาปลูกมันก็แบบเดียวกันนะ คือมันเป็นกับพื้นที่ เอามาปลูกทีแรกเงาะมีเยอะ มันก็ไม่อยากเป็นลูก ถ้าเป็นก็อย่างว่านั่นแหละ แบบเดียวกัน เพราะมันเป็นจากพื้นที่ ๆ ทั้งนั้น พื้นที่ทางภาคอีสานไม่ดี ดูไปหมดนั่นแหละพื้นที่ไม่ค่อยดี ภูเขาก็ไม่ใช่ภูเขาดงภูเขาป่า ที่ดินมีปุ๋ยมีอะไรนะ มันแบบแห้ง ๆ จืด ๆ ชืด ๆ อย่างงั้นแหละ เพราะฉะนั้นเวลามีต้นไม้เกิดขึ้นตามภูเขามันก็เป็นแบบเดียวกันหมดนั่นแหละ อยู่บนภูเขาอยู่บนพื้นราบ ๆ ธรรมดามันก็เป็นแบบเดียวกัน คือรสชาติมันไม่มีสำหรับพื้นที่ ปลูกแล้วมันก็จืดชืด ผลหมากรากไม้ไม่ค่อยได้เกิดผลอะไรนักละ ทางภาคอีสานเป็นอย่างนั้น เป็นกันทั้งภาคนะ มีดีก็เป็นภาคตะวันออกไปแล้ว ไปทางโน้นเป็นภาคตะวันออก ดี ไปทางจันท์ทางระยองไปนู้นดี พอแยกมาทางภาคอีสานนี้ไม่ดี คือพื้นที่มันเหมือนกัน

เราจึงได้คิดที่ว่าเอาอันนั้นมาปลูกเอาอันนี้มาปลูก ก็ปลูกตามความรู้สึกของเขาที่เขาเคยชินกับผลไม้เหล่านี้แล้วนะ แต่เขาไม่เคยชินกับดินฟ้าอากาศล่ะซี นี่เอามาปลูกก็ปลูกไว้อย่างนั้นแหละ แต่นี่เขากำลังเอาปุ๋ยมา มันอาจจะเปลี่ยนแปลงบ้าง เห็นกระสอบปุ๋ยอยู่ตามนั้นเต็มไปหมดแล้ว ต้นไม้ต้นไหนเอาปุ๋ยลง ๆ ต่อไปมันก็กระจายถึงกัน เช่น แกลบเวลานี้ก็เต็มแล้ว ท้องนาที่เป็นของวัดแล้วเดี๋ยวนี้ แกลบเขาเอามาเท เทแล้วเอารถไถกระจาย อันนี้ก็จะเป็นปุ๋ย จะเปลี่ยนแปลงได้นะ รสชาติของต้นไม้ ต้นไม้เองก็เปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเป็นธรรมชาติของมันไม่มีทางว่างั้นเลย ถ้ามีพวกปุ๋ยพวกอะไรมาผสมผเสนี้เราคิดว่าเปลี่ยนได้ ไม่อยากจะพูดว่าอาจเปลี่ยนได้นะ มันเปลี่ยนได้จริง ๆ

แถวนี้พวกปุ๋ยพวกอะไรกำลังมาเป็นกระสอบ ๆ ที่ปลูกผ่านมาแล้วนี้นี่ก็มาจากเชียงใหม่ ไม่ใช่เล่นนะ ที่ปลูกเต็มไปนั้นเอามาจากเชียงใหม่ นี้มาจากที่ไหน (ชลบุรีครับ) นี่เอามาจากชลฯ ก็จะเข้าด้านนี้ แล้วเราคอยดูผลของมันจะเป็นยังไง เพราะปุ๋ยมันก็มาพร้อม ๆ กัน เวลานี้พวกกระสอบปุ๋ย ๆ เต็มอยู่ทุกแห่ง กองไว้ เขาไปเทกระจายตามต้นไม้ ๆ มันจะเป็นยังไงก็คอยดู แต่คิดว่าจะเปลี่ยนแปลง เพราะปุ๋ยจะพาให้เปลี่ยนแปลงได้ ในป่าของเรานี้ดินก็คล้ายคลึงกันแต่ดินในป่านี้ดีกว่าข้างนอก เป็นดินดงค่อยดี แล้วมีคนเขาเอาปุ๋ยพวกแกลบพวกอะไรมาเทกระจายไปตามแถวนั้นบ้าง ก็ค่อย ๆ ดีเหมือนกัน

เราเองไม่ค่อยสนใจแหละกับผลหมากรากไม้ แต่นี้มาเกี่ยวโยงกับต้นไม้นี่เราก็เลยพูดไปเฉย ๆ เราจริง ๆ ไม่เคยสนใจกับมัน ต้นไม้ต้นไหนร่มดี นั่นแหละเป็นผลดีสำหรับเรา ที่ไหนต้นไม้ชุ่มเย็นเป็นผลดี ป่าเขียวชอุ่ม นั่นเป็นผลดีของเรา มันจะออกดอกออกผลไม่สนใจกับมัน หาร่มหาเงาหาที่พักที่อาศัยอยู่สะดวกสบายเพื่อบำเพ็ญธรรม นั่นดี ๆ อันนี้ก็ทำให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระสงฆ์เวลาออกเที่ยวกรรมฐาน ไม่ใช่ว่าจะชมมันว่าเป็นผลดีอย่างเดียว มันก็มีข้อที่น่าตำหนิอยู่อันหนึ่งเหมือนกัน

เวลาพระจะออกเที่ยวกรรมฐานพระองค์ประทานพระโอวาท ไปให้ไปหาเที่ยวที่วิเวกสงัด ที่เปลี่ยว ๆ ไม่มีผู้คนสัญจรไปมา แล้วที่พักท่านก็บอก อย่าไปพักอยู่ใกล้ที่ชุมนุมชน และทางขึ้นลงของท่าน้ำ วัดไหนที่มีการก่อสร้างอย่าไป ก็คงจะมีบ้างการก่อสร้างถึงกล่าวไว้ แต่ก่อสร้างไม่ใช่หรู ๆ หรา ๆ ฟู่ ๆ ฟ่า ๆ อย่างวัดเมืองไทยเราเอามาอวดกันอยู่เวลานี้นะ วัดที่ไหนจะสู้เมืองไทยได้ สู้ไม่ได้นะ หรูหราฟู่ฟ่า ตึกราม โบสถ์จรดฟ้านู่น แต่หัวใจจรดนรก เข้าใจไหม มันหาตกแต่งตั้งแต่วัตถุสิ่งของที่เกี่ยวกับร่างกาย อยู่ดีกินดีนอนดี หูตาเอาไปหลอกกันว่าอันนั้นหรูหราฟู่ฟ่าสวยงามน่าเกรงขาม มันมองตั้งแต่ข้างนอกเพื่อร่างกาย ๆ ส่วนจิตใจมืดดำกำตาไปด้วยกิเลสเผาหัว มันไม่ได้ดูนะ มันถึงหรูหราตั้งแต่ภายนอก ภายในไม่ได้หรูหรา มีแต่ฟืนแต่ไฟ มันดูตั้งแต่ข้างนอก

มีการก่อสร้างบ้างแต่ก่อน อาจมี ท่านจึงมีไว้ในตำรา แต่ไม่หรูหราฟู่ฟ่าดังที่สมัยปัจจุบันกลายเป็นพระจรวดดาวเทียมครองศาสนาไปแล้วนะ มันเลยมีแต่เรื่องเหล่านี้ ดูซิในคัมภีร์ การพูดนี้เอาคัมภีร์มาพูดนี่นะ ไม่ได้มาพูดเหยียบย่ำทำลายกัน เวลารับสั่งพระท่านก็บอกว่า ถ้าที่ไหนมีการก่อสร้างอย่าไป ให้ไปหาอยู่ที่ร่มไม้ชุ่มเย็น สงบร่มเย็นดี และมีข้ออันหนึ่งอีกว่า แต่ให้ระวังต้นไม้ที่ออกดอกออกผล พวกนกพวกกา สัตว์ประเภทต่าง ๆ มันมากินผลหมากรากไม้ มีเสียงก่อกวนอึกทึกครึกโครม อย่าไปอยู่ในที่เช่นนั้น คือต้นไม้ที่มีดอกมีผล พวกนกพวกกามากินอยู่ข้างบนมันกวน ท่านว่างั้น ท่านไม่ได้สนใจกับผลหมากรากไม้มากนักนะ แต่เราอันนี้ทำไมอยู่ ๆ ก็ไปเคาะต้น มันก็บ้าอันหนึ่งเหมือนกัน มันไม่เป็นลูกก็ไปเคาะต้นให้มันเป็น ครั้นเวลาเป็นมาแล้วก็มีแต่เมล็ด ขบขันดีอยู่

นี่พูดเกี่ยวโยงไปยังไงถึงเรื่องหลักธรรมหลักวินัย ให้หาอยู่ตามป่าตามเขา นั่นละท่านผู้จะชำระสิ่งที่เป็นฟืนเป็นไฟซึ่งฝังจมอยู่ภายในจิตใจของสัตว์โลก โลกภูมิใจกับสิ่งเหล่านี้ ได้โลภเขาก็ดี ได้โกรธเขาก็ดี โมโหโทโสเขาก็ดี ได้รักเขาก็ดี เขาจะรักเราหรือไม่รักไม่สนใจ เราได้รักเขาก็ดี นี่กิเลสทั้งนั้นนะ สิ่งเหล่านี้มันกวนจิตใจ ความโลภไม่มีอยู่สบาย เหมือนไฟอยู่ในเตาไม่เสริมเชื้อให้มัน มันอยู่ในเตาแม้จะเป็นไฟก็ไม่แสดงเปลว กิเลสอยู่ภายในจิตใจ ไม่มีเครื่องส่งเสริมจากทางรูป เสียง กลิ่น รส เข้ามาเผาหัวใจ มันก็สบาย นั่นให้หาอยู่ที่สบายที่เช่นนั้น นี่ท่านเรียกว่ากิเลส สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครรู้ได้นอกจากพระพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรก ที่จะรู้ฟืนรู้ไฟรู้มหาภัยเผาหัวใจสัตว์โลกตลอดมาตั้งกี่กัปกี่กัลป์ คือกิเลสอันนี้แหละพาให้สัตว์โลกหมุนลงเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันตลอดมา คือกิเลสประเภทนี้

พระองค์สอนให้ไปอยู่ในป่าในเขา ถ้าที่พลุกพล่านวุ่นวายนี้มันเป็นการเสริมกิเลสตัวนี้ให้รุนแรง แสดงเปลวหนักขึ้น ความเดือดร้อนมากขึ้น ต้องให้ไปหาอยู่ในสถานที่สงบสงัด ปราศจากผู้คนหญิงชายไปก่อความยุ่งเหยิงวุ่นวาย ให้ไปหาที่สงบเช่นนั้น เช่น รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้ว ให้ท่านทั้งหลายไปเที่ยวอยู่ตามรุกขมูล รุกขมูลคือร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถ้ำ เงื้อมผา ป่าช้า ป่ารกชัฏ บอกไว้หมดเลย แล้วให้บำเพ็ญอยู่ในที่เช่นนั้น และจงทำความอุตส่าห์พยายามอยู่อย่างนั้น บำเพ็ญอย่างนั้นตลอดชีวิตเถิด นั่นฟังซิน่ะ

นั่นละพระโอวาทที่แก้กิเลสของสัตว์โลก แต่เรามันกลับกลายฟาดขึ้นไปเป็นหรูหราฟู่ฟ่า ท่านไล่เข้าป่ามันก็วิ่งเข้าตลาด ตลาดมันก็มีแต่กระดูกหมูกระดูกวัวผู้คนหญิงชายวุ่นไปหมด มันก็สั่งสมแต่สิ่งเหล่านี้ออกมา ออกมาก็มาอวดกัน อันนั้นดีอันนี้ดี ครั้นมาวัดก็เอาอิฐเอาปูนเอาหินเอาทรายมาอวดกัน เอาเหล็กหลามาอวด นี่ตึกหลังนี้เป็นอย่างนั้น ตึกหลังนั้นเป็นอย่างนั้น ตึกหลังนี้มาจากไหนแยกธาตุมันดูบ้างซิ จะไปหลงอะไรนักหนา มันมาจากอิฐจากปูนจากหินจากทรายผสมตัวกันเข้าแล้วกลายเป็นตึกรามบ้านช่องถนนหนทางขึ้นไป ก็หลงมัน ครั้นหลงมันก็ดีดดิ้นภายในจิตใจ การดีดดิ้นภายในจิตใจมีความสุขเมื่อไร มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น ไฟเผาไปเรื่อย ๆ

พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ไปอยู่ในป่าในเขา นั่นเรียกว่ามหาวิทยาลัยป่า ถ้าจะเรียกนะ แต่ครั้งพุทธกาลท่านไม่เรียกมหาวิทยาลัยป่า มหาวิทยาลัยบ้านอะไรแหละ ท่านไล่เข้าไปในป่าเลย เวลาเรียนในป่า องค์ศาสดาเป็นปรมาจารย์ เป็นอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมในสามแดนโลกธาตุ เป็นอาจารย์สอนบรรดาพุทธบริษัทมีสาวกเป็นสำคัญอยู่ในที่เหล่านั้น สอนเบื้องต้นอย่างพุทธศาสนาเราก็สอนเบญจวัคคีย์ทั้งห้า สอนแล้วก็สำเร็จ ขึ้น เทฺวเม ภิกฺขเว มรรค ๘ เลยเทียว จากนั้นมาสอนอนัตตลักขณสูตร สำเร็จเป็นพระอรหัตบุคคลขึ้นมา เป็นพระสงฆ์สาวก ๕ องค์ขึ้นแล้ว เป็นปฐมสาวก นี่ท่านสอนอยู่ในป่า พระพุทธเจ้าเป็นองค์ศาสดาสอนเอง

แล้วนักศึกษายกตัวอย่างก็เช่น เบญจวัคคีย์ทั้งห้า เป็นนักศึกษาอยู่ในป่า ทีแรกพระอัญญาโกณฑัญญะสำเร็จขั้นปฐมมงคลเป็นพระโสดา ต่อจากนั้นมาสำเร็จเป็นอรหัตบุคคลทั้งห้าองค์ จากอนัตตลักขณสูตร นี่ท่านสอน ท่านสอนอยู่ในป่า สำเร็จออกมาจากมหาวิทยาลัยป่า องค์นั้นสำเร็จโสดา องค์นี้สำเร็จสกิทา องค์นี้สำเร็จอนาคา องค์นี้สำเร็จอรหันต์ขึ้นมา สุดยอด ๆ คืออรหันต์ มหาวิทยาลัยก็คือป่า วิชาที่เรียนก็ สติปัฏฐาน ๔ อริยสัจ ๔ รวมแล้วเป็นโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ นี้เป็นกลุ่มแห่งธรรม เป็นพลังของธรรมที่จะรวมเข้าตีกิเลสภายในหัวใจของสัตว์โลก ผู้สนใจนำธรรมเหล่านี้มาปฏิบัติตัวเองทั้งนั้นแหละ ก็สำเร็จขึ้นมา

จึงว่า สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราทุกวันนี้มาจากไหน ทีแรกก็มาจากพระพุทธเจ้า พระองค์บำเพ็ญอยู่ในป่า ก็เห็นกันอยู่แล้ว บำเพ็ญอยู่ในที่เช่นไร ตรัสรู้ในที่เช่นไร สถานที่ก็เห็นด้วยกันตามตำรับตำรา นี่ก็อยู่ในป่าทั้งนั้น บรรดาพระสาวกทั้งหลายพระองค์ประทานโอวาทในป่า สำเร็จออกมาแล้วก็มาเป็น พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ ออกมาจากป่าเป็นส่วนมาก เราไม่ได้ปฏิเสธว่าบ้านไม่มีมรรคมีผล แต่ที่สะดวกสำหรับการบำเพ็ญเพื่อมรรคเพื่อผลนั้น ป่าเป็นที่หนึ่ง พระพุทธเจ้าจึงยกขึ้นมาเป็นปฐมฤกษ์ว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ นั่นละท่านบำเพ็ญ ส่วนย่อยมีแต่ไม่มากเหมือนนี้ และที่เหมาะสมอย่างยิ่งก็คือรุกขมูล พระพุทธเจ้าจึงประทานพระโอวาทไว้เลย

ใครจะละเอียดแหลมคมยิ่งกว่าองค์ศาสดา พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างแล้วทั้งฝ่ายเหตุฝ่ายผล จึงประทานสั่งสอนสัตว์โลกต่อมานี้ นั่นละท่านอยู่ในป่า ความเป็นมหามงคลเป็น เป็นภายในใจ ไอ้เรื่องป่านั่นกิเลสไม่ชอบ กิเลสไม่เหลียวแลไม่เหลือบมองไม่สนใจ นั่นละพระพุทธเจ้าไล่เข้าไปนั้นละ ให้ไปอยู่ในป่า เพื่อฆ่ากิเลสได้ง่าย ก็ได้ง่ายจริง ๆ ท่านสำเร็จออกมาจากป่า ๆ เรื่อย จึงถือพระโอวาทนี้เป็นสำคัญมาก อุปัชฌาย์ใดก็ตามถ้าลงได้เป็นอุปัชฌาย์ พระโอวาทข้อนี้อุปัชฌาย์จะปราศจากไม่ได้เลย ผิดหลักของความเป็นอุปัชฌาย์ รุกฺขมูลเสนาสนํ อันนี้ผิดหลัก ถ้าไม่มีนี้ไม่ได้ จึงต้องมี

แม้อุปัชฌาย์จะไม่มีความสนใจใคร่ต่อในป่าในเขาเท่าใดก็ตามเถอะ ต้องสอนอย่างนี้สอนกุลบุตร นี่พระพุทธเจ้าประทานไว้อย่างตายตัวเลย จึงเป็นธรรมที่ยังเหลือมาอยู่ทุกวันนี้ หากว่าเป็นธรรมธรรมดาแล้ว รุกฺขมูลเสนาสนํ นี้จะหายหน้าไปนานแล้ว ไม่มีเหลือเลย แต่ทำไมจึงมีอยู่ทุกวันนี้ วัดไหน ๆ อุปัชฌาย์บวชต้องสอนอนุศาสน์ ๘ นิสสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ ประการ อนุศาสน์ ๘ นี้สอนตลอดเลย ทุก ๆ องค์ต้องสอนอนุศาสน์ ๘ อย่างนี้ จึงได้มีมา ๆ

นี่เราพูดถึงเรื่องป่าเรื่องเขา เป็นที่เหมาะสมสำหรับผู้บำเพ็ญตามพุทธศาสนาที่ทรงสอนไว้เรียบร้อยแล้ว พระก็จะเป็นพระผู้ทรงมรรคทรงผลขึ้นมา เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ เพราะโอวาทเป็นอย่างเดียวกัน กิเลสเป็นประเภทเดียวกัน แก้กิเลสด้วยธรรมประเภทเดียวกัน สถานที่แก้กิเลสก็มี รุกฺขมูลเสนาสนํ เป็นต้น อยู่ในป่าในเขาลำเนาไพรเป็นอันดับหนึ่งเช่นเดียวกัน ท่านสอนไปแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงเสมอต้นเสมอปลายเหมือนกันกับกิเลส แต่กิเลสนิสัยของมันเป็นอย่างนั้น มันต้องเหยียบย่ำทำลายธรรมประจำมา แม้พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ตรัสรู้ขึ้นมาอย่างเด่นดวง พวกกิเลสมันยังไม่ถอย มันยังสู้พระพุทธเจ้าได้ แล้วเหตุใดมันจะไม่สู้พวกเราที่คอยยกธงขาวให้มันอยู่แล้ว

ธงขาวให้กิเลสคืออะไร คือเสื่อคือหมอนคือที่หลับที่นอน ทางจงกรมไม่มี ไปอยู่ที่ไหนเห็นตั้งแต่เสื่อแต่หมอนดาดาษอยู่ตามถนนหนทาง เพื่อความสะดวกให้กิเลสเหยียบคอเอา คอเรานี่ตัวสำคัญ ฟังให้ดีนะพี่น้องทั้งหลาย เรื่องธรรมกับเรื่องกิเลสคงเส้นคงวานี้ตลอดมานะ แต่กิเลสเป็นฝ่ายโจมตี เช่นอย่างทุกวันนี้มันก็หนาหน้าหนาตาหนาปากหนาหูจนชินไม่อยากฟังว่ามรรคผลนิพพาน อย่างน้อยว่าจะหมดเขตหมดสมัย ศาสนาเรียวแหลม ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วก็มีทั้งว่าศาสนาหมดมรรคหมดผล ปฏิบัติเท่าไรก็ไม่ได้มรรคผลนิพพานไม่มี นี้เรื่องการโจมตีของกิเลสทั้งนั้นนะ ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น กิเลสมันตัวจอมปลอมมันจะไม่เอาเรื่องจริงมาพูด เรื่องจอมปลอมที่โลกทั้งหลายชอบเชื่อมันบ่อย ๆ มันจะเอานั้นมาตีธรรม เพราะฉะนั้นศาสนาจึงเป็นศาสนาเรียวแหลมไปตามคำตำหนิของกิเลส ทั้ง ๆ ที่กิเลสไม่ได้เป็นศาสดานะ

พระพุทธเจ้าของเราเป็นศาสดาสอนโลกต่างหาก เป็นผู้ประทานอรรถธรรมแก่บรรดาสัตว์ทั้งหลายเพื่อมรรคผลนิพพานต่างหาก กิเลสมันไม่ได้มาให้อะไรนี่นะ มีแต่คอยมาเหยียบย่ำทำลาย คอยเผาคอยกวนไปอย่างนั้น กิเลสเป็นอย่างนั้น พูดตามหลักความจริงเรียกว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ชอบแล้ว คือเสมอต้นเสมอปลาย ธรรมเป็นอกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาเข้ามาทำลายได้เลย ขึ้นอยู่กับผู้ทำไม่ว่ากิเลสไม่ว่าธรรม เสมอกันหมด กิเลสก็เป็นอกาลิโกไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา สร้างกิเลสขึ้นมาเมื่อไรเป็นกิเลสขึ้นมาจากจิตใจของผู้สร้าง เพราะกิเลสอยู่ที่หัวใจ กิเลสบงการที่หัวใจให้สร้างไปตามทางของมัน ก็เป็นกิเลสเรื่อยไป เป็นบาปเป็นกรรมเรื่อย เป็นนรกอเวจีเรื่อยไป ทางเดินของกิเลสเพื่อนรกอเวจีทั้งนั้น จะให้ขึ้นสวรรค์นิพพานไม่มีทาง กิเลสไม่เคยสอนใครไปสวรรค์นิพพาน เพราะมันไม่เคยเห็นมรรคผลนิพพาน แล้วมันจะไปสอนมรรคผลนิพพานได้ยังไง

ศาสดาองค์เอกต่างหากเป็นผู้เห็นมรรคผลนิพพานจึงสอน แล้วก็เป็นอกาลิโกอย่างเดียวกัน กิเลสมันเป็นกิเลส เอื้อมไปทางกิเลสกิเลสก็ฉุดไปเลยเป็นกิเลส เป็นบาปเป็นกรรมเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตลอดไปเลยได้เสมอกัน เอ้า.ทีนี้เอื้อมไปทางฟากธรรมะ คือธรรมะก็ดีกิเลสก็ดี อยู่ที่ใจนะ มันฝังอยู่ที่ใจ ใครเอื้อมไปทางไหน เอื้อมไปทางธรรมก็เกิดขึ้นที่ใจ ๆ เป็นธรรมล้วน ๆ ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงมรรคผลนิพพาน เป็นธรรมไปด้วยกันหมด นี่เรียกว่า อกาลิโกของธรรม อกาลิโกของกิเลส ใครทำไปด้วยอำนาจของกิเลส เป็นกิเลสวันยังค่ำ ไม่มีว่ากิเลสจะเรียวแหลมไม่เคยมี เมื่อกิเลสไม่เคยมีความเรียวแหลม ธรรมะจะมีความเรียวแหลมได้ยังไง เมื่อผู้ปฏิบัติขวนขวายธรรมมีอยู่ นั่น ธรรมก็ต้องทรงมรรคทรงผลตามเดิม นี้เป็นความถูกต้องแม่นยำ

อย่าปล่อยให้กิเลสมันตีตลาดนักนะพวกเรา เราสลดสังเวชจริง ๆ โห.กิเลสยิ่งหนาแน่นขึ้นทุกวัน คลื่นของกิเลสมหาสมุทรยังสู้ไม่ได้ คลื่นมหาสมุทรยังสู้คลื่นกิเลสในหัวใจสัตว์ไม่ได้ ยิ่งต่างคนต่างส่งเสริมยกยอปอปั้นกันขึ้น ถ้าเป็นเรื่องของกิเลส ถ้าเป็นเรื่องอรรถเรื่องธรรมจมไป ๆ นี่แหละทุกข์มันถึงได้มีในโลกมากมาย มันเกิดขึ้นมาจากผู้ขวนขวายนะ ไม่ใช่อยู่ ๆ ทุกข์ก็มาเกิด ไม่มีเหตุเกิดไม่ได้ ไม่ว่าสุขไม่ว่าทุกข์ต้องมาจากสาเหตุทั้งนั้น นี่สาเหตุมันไปทางฝ่ายชั่วคือกิเลสไปเสีย ผลก็คือความทุกข์ความเดือดร้อนเป็นฟืนเป็นไฟเผาผู้ทำผู้สร้างนั่นแหละ

ใครจะว่าบาปว่าบุญว่านรกสวรรค์ไม่มีก็ตามเถอะ เจ้าของทำอยู่ทุกวัน ถากถางทางไปทางดีทางชั่วทุกวัน ใครจะปิดได้ เอ้า. ลงสร้างบาปสร้างกรรม นรกไม่มีบาปไม่มีก็ตามเถอะ ตัวผู้สร้างนั้นตัวประกันเรื่องบาปเรื่องนรก พอเสร็จก็ผู้นี้ผู้รับผล ใครจะมารับผล นอกจากผู้ทำ ผู้ทำคือใครก็คือเรา ถ้าเราทำชั่วเราก็เป็นผู้รับผลชั่ว ท่านบอกว่า กมฺมสฺสโกมฺหิ กมฺมทายาโท กมฺมโยนิ กมฺมพนฺธุ กมฺมปฏิสรโณ ยํ กมฺมํ กริสฺสามิ กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา ตสฺส ทายาโท ภวิสฺสามิ เรามีกรรมเป็นของตน จะแยกให้ผู้หนึ่งผู้ใดไม่ได้ ทั้งกรรมดีกรรมชั่วเป็นของเราทั้งนั้น ใครทำ สัตว์ทำก็เป็นของสัตว์ คนทำก็เป็นของคน มาแบ่งสันปันส่วนแยกจากกันไม่ได้ เป็นกรรมของใครของเรา ที่เรียก กมฺมสฺสโกมฺหิ เรามีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นทายาทเกี่ยวพันกับเรา มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ที่ดีก็ได้เป็นที่พึ่งอาศัย ที่ชั่วก็พันเราไปเป็นคู่กรรมคู่เวรต่อเรา

เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมดีเป็นที่พึ่ง ปฏิสรโณ นั่นแหละเป็นที่พึ่งโดยเฉพาะ ๆ ทีนี้เราทำกรรมใดไว้ กลฺยาณํ วา กรรมดีหรือ ปาปกํ วา หรือกรรมชั่ว ตสฺส ทายาโท ภวิสฺสามิ เราจะต้องได้เป็นผู้รับผลของกรรมทั้งดีทั้งชั่วนั้นแต่ผู้เดียว นั่นฟังซิ ใครสอนไว้นี่ พระพุทธเจ้าศาสดาองค์เอกมาสอนไว้ แล้วแบ่งไปที่ไหนกรรม มีสม่ำเสมออยู่ตลอดมา เอ้า. ใครเอื้อมไปทางไหนเป็นทางนั้น เราอย่าให้กิเลสมันหลอก ๆ คลื่นกิเลสหนามากเวลานี้ จะไม่ยอมฟังเสียงอรรถเสียงธรรมเลย ถ้าเป็นเรื่องของกิเลสไหลเลย ๆ

วันนี้วันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือน ๖ แล้ว วันขึ้น ๑๕ ค่ำก็เป็นวันที่องค์ศาสดาตรัสรู้ธรรม ทรงอดพระกระยาหารมาได้ ๔๙ วัน ฟังซิอดพระกระยาหาร มาได้ ๔๙ วันไม่เสวย แต่มีข้ออันหนึ่งก็คือว่า ท่านอดพระกระยาหารถึง ๔๙ วัน ท่านเพื่อตรัสรู้ ด้วยการอดอาหารล้วน ๆ ท่านไม่มีอย่างอื่นเป็นเครื่องสนับสนุน แต่การอดอาหารเพื่ออรรถเพื่อธรรม การอดอาหารเป็นเครื่องหนุน เป็นเครื่องสนับสนุนให้ความเพียรของเราสะดวก สำหรับผู้มีนิสัยถูกในทางนี้ ก็เปิดทางให้ การอดอาหารก็เป็นเครื่องหนุนให้การบำเพ็ญเพียรภาวนาของเราสะดวกขึ้นไป อย่างที่วันพระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็เหมือนกัน ก็ทรงอดพระกระยาหารมาถึงวันเพ็ญเดือน ๖ นั่นเป็นวันที่จะเสวยพระกระยาหาร

อดพระกระยาหารมาถึง ๔๙ วันแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ว่างั้นเถอะ วันนี้เป็นวันคำรบ ๕๐ แต่ทรงเสวยพระกระยาหารในวันนั้น นางสุชาดาเอาข้าวมธุปายาสมาถวาย ๔๙ ชิ้น ไปถวายพระองค์ก็ทรงรับและเสวย ประกอบกับที่พระองค์ทรงพิจารณาย้อนหลัง นี่ละที่นี่จะประกอบกันเข้าได้อย่างเหมาะสมนะ พระองค์ทรงทำความเพียรถึงขนาดที่เรียกว่า พระโลมาหลุดจากผิวไปหมดผิวหนังเรานี้แหละ จนจะพังแล้วแหละพระสรีระ จึงมาทรงพิจารณาได้ว่า เออ การอดอาหารเราก็อดมาถึงขนาดนี้แล้ว ว่าจะได้ตรัสรู้เพราะการอดหารก็ไม่มีผลอะไร ร่างกายก็ซูบผอมจะเป็นจะตายอยู่แล้ว เห็นจะไม่ใช่ทาง

การอดหารแล้วตรัสรู้ขึ้นมาจากการอดอาหารล้วน ๆ แล้วนี้เห็นจะไม่ใช่ทาง ทรงพิจารณาย้อนหลังเวลาพระองค์ยังเป็นพระราชกุมาร พระราชบิดาพาเสด็จไปแรกนาขวัญ แต่ก่อนกษัตริย์ทรงทำไร่ทำนากัน แล้วพระองค์ก็ประทับอยู่ที่ร่มหว้าใหญ่ ตอนที่พระราชบิดาทรงแรกนาขวัญ ทรงเจริญอานาปานสติ พิจารณา ๆ จิตมีความสงบสว่างไสวขึ้นใต้ร่มหว้าใหญ่นั้นแหละ เกิดความสว่างไสวอัศจรรย์ขึ้นมาที่นั้น ท่านทรงระลึกย้อนหลังนั่นเป็นวิธีที่ถูกต้อง ไม่ได้เหมือนวิธีอดอาหารอย่างนี้ จะเอาอันนั้นเป็นหลักยึดละที่นี่ ท่านระลึกได้แล้ว นี่เราพูดย่อ ๆ ที่พระองค์มีพระทัยสงบเยือกเย็นสว่างไสว เพราะเจริญอานาปานสติ แล้วทรงยึดอันนี้เป็นหลัก วันนี้จะเอาอันนี้เป็นหลักเลย ตอนเช้ามาเสวยพระกระยาหารจากนางสุชาดา ข้าวมธุปายาส ๔๙ ก้อน แล้วตอนค่ำนั้นก็ตั้งสัจจอธิษฐาน

ทีนี้เรายึดหลักได้แล้ว เราจะนั่งภาวนาใต้ร่มโพธิ์ต้นนี้ ร่มโพธิ์ใหญ่ แล้วตั้งสัจจอธิษฐาน เราจะหมายมั่นปั้นพระหัตถ์ให้ได้ตรัสรู้จากธรรมนี้เท่านั้น จากการเจริญอานาปานสติ จะไม่เคลื่อนไหว นั่งตรัสรู้กับที่ตายให้เป็นที่เดียวกัน ถ้าเราไม่ได้ตรัสรู้ที่นั่งเรานี้ก็นั่งตาย ถ้าเราตรัสรู้ที่นี่ก็เป็นที่ตรัสรู้เป็นศาสดาขึ้นมา ตัดสินพระทัยตั้งสัจจอธิษฐานแล้วก็มีโสตถิยพราหมณ์มาถวายหญ้าคาแปดกำมือ ให้รองที่ประทับนั่ง พระองค์ทรงบำเพ็ญเจริญอานาปานสติ ทีนี้ถูกทางแล้วนะ ถูกทางแล้วอานาปานสติ ประกอบกับที่อดพระกระยาหารมาถึง ๔๙ วัน สำหรับร่างกายหมดแล้วกำลังวังชา ไม่มีกำลัง

ทีนี้พอหมุนเข้าทางธรรมะนี้ ร่างกายกำลังที่ให้เป็นกิเลสเหยียบย่ำทำลายจิตใจไม่มีแล้ว การบำเพ็ญภาวนาก็ขึ้นอย่างคล่องตัว ๆ ปฐมยามก็บรรลุ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงระลึกชาติย้อนหลังของพระองค์ได้ตลอดไปหมดเลย ว่าเคยเกิดเคยตายมากี่ภพกี่ชาติกี่กัปกี่กัลป์ เรียกว่าเหลือประมาณ จากนั้นแล้วทรงเห็นโทษเห็นภัย พอมัชฌิมยามก็ทรงบรรลุ จุตูปปาตญาณ ทรงพิจารณาดูความเกิดความตายของสัตว์ทั้งหลาย การท่องเที่ยวในวัฏสงสาร ทั้งสูงทั้งต่ำของสัตว์ทั้งหลายจนรู้ทั่วถึงไปหมดแล้ว ก็เป็นกองทุกข์เช่นเดียวกับเรานี้ และสัตว์แต่ละราย ๆ กับเราคนเดียวเท่านี้ ก็เทียบกันได้สัดได้ส่วนจำนวนมากน้อย ไม่มีใครแข่งกันได้เรื่องการเกิดการตายของสัตว์ของเราของเขา นี่เป็นมัชฌิมยาม

พอปัจฉิมยามก็ทรงพิจารณาหาสาเหตุ เราก็ดี สัตว์ทั้งหลายที่มาเกิดตาย ๆ กองกันอยู่นี้ไม่มีอะไรยุติลงได้ แล้วยังจะเป็นอีกต่อไปไม่มีประมาณนี้เป็นเพราะอะไร อะไรเป็นสาเหตุให้พาทั้งเราทั้งสัตว์ทั้งหลายเกิดตายมานี้ตลอดไม่มีเวลาหยุดยั้ง เป็นเพราะอะไร นี่พิจารณาอริยสัจสี่ ปัจจยาการ เข้าใจไหม อวิชฺชาปฺจจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ นี่เข้าหาจุดนี้ ต้นแห่งความเกิดตายของสัตว์ ต้นแห่งความทุกข์ที่สัตว์ได้แบกหามเพราะอวิชชาพาให้แบกให้หาม ก็อยู่จุดเดียวกันนี้ พอ อวิชฺชาปจฺจยา คืออวิชชาทำให้เกิดสังขาร คืออวิชชานี้มันหนุน ความผลักดันของอวิชชาหนุนให้คิดเรื่องนั้นให้คิดเรื่องนี้ ให้อยากได้นั้นให้อยากได้นี้ อวิชฺชาปฺจจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ให้รู้ให้เห็นแตกกระจาย เหมือนเราปลูกต้นไม้ พอปลูกขึ้นมาแล้วเราบำรุงต้นลำมันให้ดีด้วยน้ำด้วยปุ๋ย มันก็จะค่อยแตกกิ่งแตกก้านเจริญเติบโตในต้นลำของมันขึ้นไป แล้วก็ออกดอกผลไปเรื่อยเป็นกิ่งเป็นก้านไม่มีประมาณ

อันนี้ อวิชฺชาปฺจจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ จนกระทั่งถึง สมุทโย โหติ ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นรากแก้ว เป็นกิ่งก้านสาขาของอวิชชาทั้งมวล มันต่อกิ่งต่อก้านออกไปเพราะได้รับการอุดหนุน อวิชชาได้รับการอุดหนุนเรียบร้อยแล้ว โลกนั่นแหละหนุนมัน ทำตามมันเรียกว่าหนุนมัน มันมีกำลังมันก็หนุนไปเรื่อย จากนี้ถึงโน้นพิจารณาทบทวนถึง สมุทโย โหติ เหล่านี้เป็นสมุทัยสาเหตุแห่งความเกิดตายของสัตว์ทั้งนั้น แล้วพิจารณาย้อนหน้าย้อนหลัง จากนั้นก็เข้าไปถึงอวิชชา พิจารณาย้อนเข้ามาก็มาถึงอวิชชา เมื่อถึงอวิชชา อวิชชาเป็นตัวเหตุให้เกิดสังขาร สังขารเกิดวิญญาณ หรืออวิชชาเป็นตัวเหตุให้เกิดต้นลำ ต้นลำก็ต่อเกี่ยวเนื่องกันไปเป็นกิ่ง เป็นก้านเป็นดอกเป็นผล ไปเรื่อย ๆ เกี่ยวโยงกันไปอย่างนี้ เมื่อได้รับการอุดหนุนอยู่แล้วต้องเป็นอย่างนี้ ทีนี้ก็ตัดย้อนเข้ามาพิจารณาอวิชชา สาเหตุมันคือตัวนี้เอง ฟาดอวิชชาขาดสะบั้นลงไปนี้ อวิชฺชายเตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ จนกระทั่งถึง นิโรโธ โหติ

ทีนี้เป็นการดับเมื่อถอนรากเหง้าของอวิชชาขึ้นมาแล้ว มันก็เหมือนถอนต้นลำของต้นไม้ รากแก้วของต้นไม้ถอนพรวดขึ้นมา กิ่งก้านสาขาดอกใบจะขยายตัวไปกว้างแคบขนาดไหน เมื่อรากแก้วมันขาดสะบั้นลงไปแล้ว มันก็ตายด้วยกันหมด ยุบยอบไปตาม ๆ กันหมด เมื่ออวิชชาดับไปแล้วกิ่งก้านสาขาดอกใบอะไร ๆ ดับ ๆ ไปหมด ท่านถึงว่า อวิชฺชายเตฺว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ เมื่ออวิชชาดับสังขารก็ดับ อวิชชาเป็นตัวสมุทัยดับ สังขารเป็นสมุทัยก็ดับ วิญญาณเป็นสมุทัยก็ดับ ตลอดถึงสุดยอดเป็น นิโรโธ โหติ ดับไปด้วยกันหมด นั่น พิจารณาปัจจยาการ ท่านพิจารณาอย่างนั้น และตรัสรู้ในคืนวันนั้น เรียกว่าเดือนหกเพ็ญ นั่นฟังซิพี่น้องทั้งหลาย

วันพรุ่งนี้เป็นวันเดือนหกเพ็ญ ท่านจะประกาศธรรมประเภทนี้ขึ้นมา นี่ละธรรมที่เลิศเลอจากพระพุทธเจ้า พอได้ผลประโยชน์แล้วก็มาสั่งสอนสัตว์โลก ให้ประพฤติปฏิบัติตัวให้ดี พระก็ไล่เข้าในป่า ประชาชนก็ไล่เข้าหาศีลหาธรรม หาทางจงกรม เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาทำใจให้สงบ ด้วยบทธรรมบทใดก็ตาม พุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ หรืออานาปานสติก็ตาม แล้วแต่ธรรมบทใดที่ถูกจริตกับใจของเรากับนิสัยของเรา ยึดธรรมบทนั้นมาเป็นคำบริกรรม จิตเกาะอยู่นั้น มีสติกำกับอยู่นั้นไม่ให้มันคิดเรื่องราวอะไร มันเคยคิดมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ในชาตินี้ก็ตั้งแต่วันเกิดมาจนกระทั่งบัดนี้มันจะคิดไม่หยุดไม่ถอย เพราะอวิชชาดันมันให้เป็นสังขารไปตลอดนี่นะ ทีนี้ให้ระงับมันด้วยพุทโธ ธัมโม สังโฆ

นี้ละเรียกว่า น้ำดับไฟ ๆ ระงับด้วยคำบริกรรม เพื่อให้เป็น อวิชฺชายเตฺวว เข้าใจไหมล่ะ ย้อนหลังดับ ๆ ดับนี้แล้วหมดทุกข์ ไม่มีอะไรเหลือเลย อยู่ที่อวิชชาแห่งเดียว อวิชชาคือความรู้นั้นรู้แต่มันไม่แจ้งไม่ขาว แปลออกแล้ว รู้มัว ๆ รู้ให้ลุ่มให้หลง ไม่ใช่รู้แจ้งอย่างพระพุทธเจ้ารู้ มันรู้ลูบ ๆ คลำ ๆ จึงเรียกอวิชชา

พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติตัวนะ ทุกคนเราเป็นผู้รับผิดชอบตัวเองด้วยกัน ใครอย่าเข้าใจว่าใครมารับผิดชอบ ครูบาอาจารย์เป็นผู้ให้อุบายวิธีการแนะนำสั่งสอน ยึดหลักเกณฑ์ได้จากท่าน ศาสตราอาวุธจากท่านไปประหัตประหารภัยที่มีอยู่ในหัวใจของเรา เช่น กิเลสเป็นต้นนะ ให้แก้ด้วยตัวเอง อุตส่าห์พยายามด้วยตัวเอง เรารับผิดชอบกันทุกคนนะ สัตว์โลกไม่มีอะไรมารับผิดชอบ ต้องกรรมเป็นของตัวเอง รับผิดชอบตัวเอง ถ้าทำความชั่วกรรมนี้ลากลง จะขึ้นเท่าไรก็ขึ้นไม่ได้ ถ้าเจ้าของทำเพื่อลงแล้วต้องลงโดยตลอด เอ้า.ทำเพื่อขึ้น คือสร้างคุณงามความดี อะไรจะลากลงไม่ได้ความดีพาขึ้นทีเดียว

พระพุทธเจ้าพระสงฆ์สาวกหลุดพ้นจากทุกข์เพราะความดีพาขึ้น ความดีก็ท่านสร้างเอง นี้ความดีก็เราสร้างเองซิ เราจะไปคอยให้ใครสร้าง กิเลสมันหลอก ๆ นะ ถ้าจะหมุนไปทางศีลทางธรรม หมุนไปวัดไปวา หมุนเข้ากราบไหว้พระท่าน แม้ที่สุดในห้องพระมันก็เข้าไม่ได้นะ มันเหมือนมีเสือร้อยตัวอยู่ในนั้น มันไม่อยากเข้าไป เข้าไปก็ร้องแหง็ก ๆ เหมือนจูงหมาใส่ฝน เข้าใจไหม จูงหมาใส่ฝนคือฝนตกมาก ๆ จูงหมามันร้องแหง็ก ๆ ทีนี้จูงเราเข้าห้องพระมันก็แหง็ก ๆ เหมือนกัน มันไม่อยาก ห้องพระนี้เย็นเข้าใจไหม เหมือนฝนตกนั้นแหละ น้ำอรรถน้ำธรรมเย็นแต่มันไม่อยากเข้ามันร้องแหง็ก ๆ

ไปนี้เป็นยังไงไปดูห้องพระเจ้าของ นี่ตอนเย็นข้าถึงจะมาไหว้ มากราบพระนะ วันนี้ฉันไปเตรียมดอกไม้ธูปเทียนเคารพบูชากิเลสตัวมันพาให้ร้องแหง็ก ๆ เสร็จเสียก่อนฉันถึงจะมากราบพระ ไปนี้ปรึกษาเจ้าของนะ เข้าใจไหม ตอนเย็นฉันถึงจะมา เวลานี้ไม่มีเวลาฉันไม่มา เห็นไหมกิเลสเอาแล้ว ตอนนี้ทำไม่ได้ต้องตอนเย็นถึงจะไป ไปก็ร้องแหง็ก ๆ เข้าไปในห้อง พอ อรหํ สมฺมา สฺวากฺขาโต ยังไม่จบ แอ้ ๆ ๆ แล้ว เสร็จ หมดท่า เอาละวันนี้พูดเท่านั้นละนะ พากันจำเอาทุกคน ๆ

อ่านธรรมะหลวงตา วันต่อวัน ทางอินเตอร์เน็ต www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก