ถังขยะ ๔ ประเภท
วันที่ 27 กันยายน 2544
สถานที่ : สวนแสงธรรม ถ.พุทธมณฑลสาย 3 กทม.

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม
วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๔ (ตอนค่ำ)

“
ถังขยะ ๔ ประเภท”

 

(มีพระสงฆ์นิกายมหายาน ๓ รูป มากราบหลวงตา)

หลวงตา                :          บวชมานานแล้วเหรอ

พระสงฆ์มหายาน          :          ๔ พรรษาครับ, ผม ๕ พรรษา ครับ, ผมพรรษาเดียวครับ

หลวงตา                  :        พระทั้งหมดในวัดนั้นมีทั้งหมดกี่รูป

พระสงฆ์มหายาน          :        ๒๑รูปครับ

หลวงตา                  :        จะมาเยี่ยมธรรมดานะ

พระสงฆ์มหายาน          :        ผมมีความเลื่อมใสในการปฏิบัติของหลวงตา ผมได้อ่านหนังสือ และในเรื่องการภาวนา ที่หลวงตาเคยสอนว่าให้มีสติอยู่ตลอดเวลาตราบใดที่มีลมหายใจก็สามารถที่จะภาวนาได้ จิตใจมีความเชื่อมั่นในการปฏิบัติของหลวงตาครับ

หลวงตา                  :        แล้วได้เคยทำอยู่มั้ยล่ะ เคยภาวนาอยู่มั้ย

พระสงฆ์มหายาน          :        เคยทำอยู่บ้าง แไม่สม่ำเสมอครับ

หลวงตา                  :        เพราะอะไร

พระสงฆ์มหายาน          :        บางครั้งมันสับสนหลาย ๆ อย่างครับ บางทีภาวนาไปแล้วเกิดความสับสนไปแล้วไม่ได้ภาวนาครับ อยากจะให้หลวงตาชี้แนะเรื่องการภาวนา

หลวงตา                  :        มันสับสนไปทางไหนล่ะ เราจะได้ดักทางนู้นทางนี้ วางตาข่ายไว้สิมันออกช่องไหนล่ะ

พระสงฆ์มหายาน          :        บางคนบอกว่าภาวนามาก ๆ ไม่ดี บางคนบอกว่าภาวนาแล้วจะดี เขาพูดอย่างนี้ก็เลยไขว่เขวเป็นธรรมดาครับหลวงตา

หลวงตา                  :        เราภาวนาแบบไหนดี แบบไหนไม่ดีล่ะ ภาวนามากไม่ดี หรือภาวนามากมันดี ภาวนาหรือไม่ภาวนามันดี หรือนอนอยู่สบาย ๆ นี้มันดี

พระสงฆ์มหายาน          :        ถ้านอนอยู่ธรรมดามันก็ฟุ้งซ่านครับ

หลวงตา                  :          มันก็ฟุ้งซ่าน

พระสงฆ์มหายาน          :        ถ้าเรามีการภาวนามันก็มีสติที่จะไปยึดการบริกรรมตลอดอย่างที่หลวงตาบอกว่าพุทโธ ธัมโม สังโฆตลอด

หลวงตา                  :          อันนี้แล้วแต่นิสัยผู้ที่ชอบในธรรมบทใด เหมือนลางเนื้อชอบลางยาแหละ ใครชอบอะไรก็เอาอันนั้น เพราะธรรมเหล่านี้ให้เป็นไปตามจริตนิสัยของผู้ที่ชอบ เวลาชอบจิตใจก็ดูดดื่ม ภาวนาก็ได้ผลดี ถ้าจิตใจไม่ชอบทั้ง ๆ ที่ภาวนานี้ก็เป็นธรรมเหมือนกัน เมื่อใจไม่ชอบซะอย่างเดียว ความดูดดื่มก็มีน้อย สติสตังที่จะตั้งลงในจุดที่เราต้องการ ก็ไม่ค่อยมี เพราะงั้นจึงต้องเอาตามจริตนิสัยที่เราชอบ ว่าไปสิ

พระสงฆ์มหายาน          :        อยากให้หลวงตาชี้แนะการภาวนาครับ

หลวงตา                  :        ท่านภาวนามาก่อน แล้วภาวนาว่าไงล่ะ

พระสงฆ์มหายาน          :        พุทโธ ๆ ครับ หรือว่าบางทีก็เป็นภาษาทางมหายานครับ โอม มา นี ปะ หมี่ ฮง แล้วก็ภาวนานับประคำไปหนึ่งเม็ด ๆ แต่กระผมไม่ชอบไปนับ เพราะมันจะสับสนครับหลวงตา            :        เราภาวนาลมหายใจเป็นยังไง มีสติกับลมหายใจเป็นยังไง ดีมั้ยพระสงฆ์มหายาน          :        สงบดีครับ

หลวงตา                  :        นั่นสิ สงบดี ก็เน้นลงจุดนั้นให้มากสิ

พระสงฆ์มหายาย    :        แต่ชอบเผลอครับ เวลาจะสงบแล้วมันก็เผลอออกไป

หลวงตา                  :        ก็บังคับไว้อย่าให้มันเผลอสิ เวลามันเผลอก็ยังเผลอได้ บังคับไม่ให้มันเผลอมันก็ได้นี่น่ะ ภาวนาควรจะถือเป็นหลักเป็นเกณฑ์ในธรรมจุดใดที่เราชอบ เช่น ภาวนาอานาปานสติกำหนดลมให้รู้อยู่กับลม ลมเข้า ลมออก ถือลมเป็นอารมณ์ของใจก็ได้ หรือจะติดแนบด้วยคำบริกรรมคำใดคำหนึ่งไปด้วย เช่น อย่างเราพุทโธ ธัมโม สังโฆ ที่เป็นสรณะของพวกเรา นี่ล่ะธรรม พุทโธ ธัมโม สังโฆ นี่ล่ะศาสนาในจุดนี้ เราจะเอาบทใดมากำกับ มีสติจดจ่ออยู่ตรงนั้น ก็ให้อยู่ตรงนั้น กำหนดอานาปานสติคือลมหายใจเข้าออกเฉย ๆ มันก็เผลอได้ ดูลมของเราลมเข้าให้รู้ ลมออกให้รู้อยู่เท่านี้ ไม่ต้องไปหวังผลอะไร เอาผลคือปัจจุบันไม่ให้เผลอจากลม ตั้งเหตุลงไม่ให้เผลอ อยู่กับลมหายใจ สติให้ติดเข้าไป ลมหายใจก็ค่อยแผ่วเบาไป ๆ จิตก็ยิ่งสงบแน่วไป ได้ผล

เรื่องภาวนานี้ก็อย่างว่า ไม่ค่อยมีหลักมีเกณฑ์ พอที่จะมายืนยันกันได้ เพราะผู้ทำก็ไม่เห็นผล ทำไปสุ่มเดาไป เวลามาสอนก็สอนแบบสุ่มเดา ผู้ฟังก็แบบสุ่มเดาไปตาม ๆ กัน เลยไม่ได้เรื่องได้ราวมีมากต่อมาก ผู้ที่ทำมีหลักมีเกณฑ์มาแล้ว มาสอนก็สอนตามหลักเกณฑ์ด้วยความแน่ใจ มั่นใจในคำสอนของตน ผู้ฟังก็มีความแน่ใจไปตาม ๆ กัน เพราะผู้สอน สอนด้วยความแน่ใจ นี่หลักใหญ่อยู่ตรงนี้นะ เพียงท่องไว้เฉย ๆ ลูบ ๆ คลำ ๆ ไม่ค่อยเกิดผลอะไร ทีนี้กิเลสมันก็แทรกขึ้นมา ขี้เกียจเสีย ไม่ทำซะดีกว่า การไม่ทำมันดีกว่าไปหมดทุกอย่างนะ ถ้าทำความดีแล้วไม่ทำดีกว่า ๆ  มีแต่พวกดีกว่าทั้งนั้น นอนดีกว่า ภาวนาไป โอ๊ยเหนื่อย นอนดีกว่า พวกนี้พวกภาวนาดีกว่า มันถึงไม่ได้เรื่องได้ราว แล้วมีแต่คนดีกว่า ๆ ครั้นเอามาออกสนามอวดกันแล้ว มีแต่ไฟต่อกัน ไฟต่อไฟเผากัน มันไม่ได้เรื่องได้ราว

จิตนี้พอรู้แม่นยำมากนะ ไม่ได้เชื่อใครง่าย ๆ นะ  สัณทิฏฐิโก คือรู้เองจากการปฏิบัติของตัว นี่ล่ะสัณทิฏฐิโก คือรู้เองด้วยการปฏิบัติของตัวเอง พอรู้ขึ้นมาแล้วไม่ต้องไปถามผู้หนึ่งผู้ใด มันก็แม่นยำเข้าไป ๆ แล้วเคยอ่านหนังสือเล่มไหนของผมบ้างล่ะ

พระสงฆ์มหายาน          :        ติดกระเป๋าตลอดเลยครับ

หลวงตา                :        มันติดตั้งแต่กระเป๋า มันไม่ได้ติดใจล่ะสิ ไปไหนมีแต่หนังสือติดกระเป๋า พวกนี้กระเป๋าเต็มไปด้วยหนังสือแต่มันไม่ได้ติดใจ พวกนี้ก็เหมือนกัน

พระสงฆ์มหายาน          :        หยดน้ำบนใบบัว

หลวงตา                :        เออเข้าใจ ส่วนธรรมขั้นสูง เกี่ยวกับเรื่องภาวนาก็มีนะ ธรรมทั่ว ๆ ไปก็มี ธรรมที่เกี่ยวกับภาวนาที่จะเอาเหตุเอาผลจริง ๆ ก็มีในเล่มนี้ทั้งนั้น อย่าให้มันติดกระเป๋า ให้อ่านแล้วให้มันมาติดใจด้วยนะ ถ้าธรรมติดใจแล้วสบาย ถ้าติดกระเป๋าแล้วหนักเปล่า ๆ ไม่เกิดประโยชน์ ทุกวันนี้มีแต่ธรรมติดกระเป๋าไม่ได้ติดใจ ไปที่ไหนมีแต่หนังสือเต็มกระเป๋า แต่มันไม่อ่าน มันขี้เกียจอ่าน มันเป็นอย่างงั้น นี่สอนจริง ๆ ไม่ได้สงสัยพูดจริงๆ กิริยาอาการ ซุ่มเสียงแห่งการพูดจึงเข้มข้นตลอด ออกมาจากหัวใจที่แน่นหนามั่นคงที่เข้มข้นและแม่นยำเหมือนน้ำมันอยู่ในตุ่มเปิดออกไปไหนแล้วไหลจ้าก ๆ เลย เปิดมากออกมาก เปิดน้อยออกน้อย มันออกจากตุ่มน้ำนั้นน่ะ ถ้าน้ำไม่มีเปิดเท่าไหร่ก็ไม่ได้เรื่อง ถ้าน้ำมันมีในนั้นเปิดมาก เปิดน้อยมันก็ออกของมัน เรียกว่าน้ำใจเต็มไปด้วยธรรม เปิดตรงไหนก็ออกหมด

เรามีแต่กิเลสเกิด ไม่มีธรรมเกิด สะพายหนังสือธรรมะไปเต็มถุงเต็มย่ามเต็มเป้ มีแต่หนังสืออยู่กับเป้ แต่หัวใจมีแต่กิเลสเกิด มันไม่มีธรรมเกิด พวกเรานี่ ถ้าลองธรรมเกิดมันรู้ทันที พระพุทธเจ้าไปถามใครที่ไหนว่ะ ตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาเท่านั้น สามแดนโลกธาตุทรงสอนได้หมดเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ตาบอดหูหนวกปฏิเสธวันยังค่ำคืนย่ำรุ่ง ปฏิเสธจนกระทั่งวันตายว่าบาป บุญ นรก สวรรค์ พรหมโลก ไม่มี ก็ปฏิเสธไป ผู้รู้ ๆ อยู่ ประจักษ์ในหัวใจ ท่านไปสนใจอะไรกับคนตาบอด คนตาบอดมันก็ลูบคลำไปตามประสาของมัน คนตาดีไปลูบอะไร มองอะไรไปก็เห็น พระพุทธเจ้าเหมือนกันมองบุญเห็นบุญ มองบาปเห็นบาป มองนรกเห็นนรกก็มันมีอยู่แล้วดั้งเดิม เป็นแต่เพียงมันยังไม่ได้เปิดตาใจออกไป มันก็ไม่เห็นกัน มันก็เหมือนไม่มี ๆ

พวกเรานี่พวกหลับตา ก็ไม่เห็น มันก็ไปลบล้างว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มี ผู้ตาดีเห็นอยู่รู้อยู่จะไปเชื่อคนตาบอดได้ยังไง พระพุทธเจ้าเชื่อคนตาบอดพวกสัตว์โลกที่ไหน นั่นฟังเอาสิ ตรัสรู้ขึ้นมาเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นสอนโลกได้ถึงสามแดนโลกธาตุ บรรดาสงฆ์สาวกทั้งหลายได้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า ไม่ไปทูลถามพระพุทธเจ้า องค์ไหนเต็มภูมิ ๆ ออกสอนได้ตามนิสัยวาสนาของตนที่ลึกตื้นละเอียดแค่ไหน สอนได้เต็มภูมิ เหมือนท้องหมูอิ่ม มันกินเต็มท้องมันแล้วไม่ต้องไปถามท้องช้าง มันรู้ของมันแล้ว มันอิ่ม ช้างมันกินอิ่มของมันแล้ว มันก็ไม่มาถามหมู ถ้าหิวยังไม่อิ่มนี่หมูก็หิว ช้างก็หิว ไม่มาถามใครก็รู้สึกตัวเองว่าหิวอาหาร ถ้าอิ่มแล้วไม่มาถามใคร มันก็อิ่มก็รู้ธรรมเป็นอย่างงั้น ถ้าเกิดจากใจ

มันไม่มีธรรมเกิดน่ะสิ มาพูดเรื่องอะไร ๆ นี่เห็นว่าแปลก ๆ ต่าง ๆ ดีไม่ดีกิเลสก็ลบเข้าไปอีก หาว่าพูดไม่เข้าร่องเข้ารอย ตัวกิเลสมันเข้าร่องเข้ารอยมันฟาดสัตว์ให้จม ไปตามกิเลสเข้าร่องเข้ารอยทุกคน ถามดูสิรายไหน สบายดีเหรอ สบายตาย เมื่อคืนพ่ออีหนูมันไม่มานอนบ้าน มันไปอยู่กับอีหญิงคนไหนไม่รู้ นั่นเห็นมั้ย มันเป็นสุขเมื่อไหร่  พอถามพ่ออีหนูอีกเป็นยังไง สบายดีเหรอ สบายตาย แม่อีหนูหนีไปสามวันแล้ว มันมีความสุขที่ไหน โลกวุ่นวาย โลกเดือดร้อน โลกเข้าร่องรอย คือล่องลอยของกิเลส ธรรมท่านไม่ตื่น ท่านไม่หลง ท่านก็เป็นความสุข พวกเราพวกยุ่งหาแต่กองทุกข์เผาตัวเองแล้วก็มาบ่น ต่างคนต่างบ่นก็ต่างคนต่างหามา แล้วก็เจอมาแล้วก็มาบ่นให้กันก็มีแต่บ่นกองทุกข์ทั้งหลาย

โลกนี้มีความสมบูรณ์พูนผลที่ไหน มันเดือดร้อนยิ่งกว่าอะไร สัตว์ไม่ต้องพูด พูดถึงเรื่องมนุษย์เรา ใครเชื่อไม่เชื่อก็ตาม เวลาลืมตามันเห็นนี่ว่าไง ใครไม่เห็นก็ช่างก็เขาตาบอด  เราตาดีมองอะไรก็เห็น นี่ก็เห็นแล้วนี่ ถ้าตาดีด้วยกันปฏิเสธได้ไง ถ้าคนตาบอดมาตอบ โอ๊ย ข้าไม่เห็น ดีไม่ดีว่าไม่มี มันก็ตอบไปแบบตาบอดของมัน คนตาดีจะไปตอบอะไรอย่างงั้น นี่พูดจริง ๆ  ไม่ว่าธรรมะขั้นใด เราไม่ได้มีสงสัยในหัวใจเราเลย พูดออกมาว่าขั้นใด แม่นยำ ๆ ๆ ด้วยจากใจที่แม่นยำอยู่ แล้ว จะผิดไปไหน เพราะฉะนั้นกิริยามารยาทซุ่มเสียงมันจึงเข้มข้น มันเข้มข้นออกมาจากธรรม ซึ่งทรงรสชาติอย่างเข้มข้นไว้แล้วในธรรมทุกขั้น ไม่ได้มาหาลูบนั้นลูบนี้ พระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ท่าน ท่านไม่ได้ลูบได้คลำ ธรรมเต็มหัวใจท่าน ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้วจ้าไปหมดเลย

ต่างกันอย่างงั้นนะ นี้ก็เพราะกิเลสนั่นเองปิดไว้ไม่ให้เห็น สิ่งรู้อยู่เท่าไหร่มีเท่าไหร่ มันไม่เห็น มันหลอกโลกไม่มีเสีย ผู้เห็นก็เห็นอยู่อย่างงั้น คนตาบอดก็บอดของมันอยู่อย่างงั้นแล้วจะให้มันเห็นยังไง  พวกปทปรมะ ไม่ยอมฟังเสียงบาปเสียงบุญนรกสวรรค์อะไร ไม่ฟังเสียง พวกตาบอดก็ปล่อยมันไปเสีย พวกตาดีที่ควรจะฉุดจะลากแล้วก็เอาไป   นี่จะไปหรือจะอยู่นี่ จะขึ้นหรือจะลง ลูกศิษย์หลวงตาบัวนี่มันเก่งน่ะทางลง ทางขึ้นไม่ยอมขึ้น ถ้าขึ้นมันก็ขึ้นหมอนเสีย มันไม่ขึ้นที่อื่นนะ สวรรค์นิพพานสู้หมอนไม่ได้ พวกเก่งมาก เก่งทางหมอน ดีที่วันนี้เรียกว่าในฐานให้อภัย มันไม่ได้มัดเสื่อติดหลัง แล้วมัดหมอนที่คอมาพร้อมกันทุกคน ลงที่ไหนตูมเลย สะดวกมากถ้าเป็นเรื่องเสื่อเรื่องหมอน เรื่องของกิเลส ถ้าเรื่องอรรถเรื่องธรรม   มันทำไมมันขี้เกียจนัก ใส่ลงไปเปี้ยงมันก็แก้กันได้น่ะสิ ความขี้เกียจต้องแก้ด้วยความขยัน ต้องแก้กัน ขี้เกียจยอมตายกับมันแล้วก็ตายไปตลอด ไม่มีวันฟื้นนะ

ธรรมที่ผมสอน ๆ ทุกบททุกบาทผมไม่สงสัยเลยนะไม่ว่าธรรมขั้นใด มีทุกขั้นของธรรมที่สอนตั้งแต่ธรรมพื้น ๆ จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งความสามารถของเราเอง เรียกว่าความสามารถนี่ก็ไม่สงสัยอีกด้วยนะ สุดยังไง เพราะงั้นการสอนโลก เราจึงไม่มีคำว่าสะทกสะท้านหวั่นไหว สามแดนโลกธาตุนี้เราไม่เคยหวั่นกับสิ่งใดเลยตั้งแต่ท้าวมหาพรหมลงมา ฟังกราบธรรมทั้งนั้น เมื่อมันเข้าเต็มหัวใจแล้วมันเหนือหมด จะว่าที่นั่นสูง ที่นี่ต่ำ ที่นั่นน่ากลัว ที่นี่น่ากล้า ที่นั่นน่าขยะแขยง ไม่มี ราบไปหมดเลย นั่นแหละธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้ว ท่านจะไปตื่นกับอะไร ภาษาโลกถังขยะ คำว่าโลกถังขยะเราก็แยกออกไป ๔ ประเภทเหมือนกัน ให้คนได้รู้ถังขยะคืออะไร ถ้าพูดถังขยะนี่

เหมือนกับว่าตำหนิติเตียนโลก เหยียบย่ำทำลายโลก แต่ที่รวมแล้วเรียกถังขยะ

            ถังขยะประเภท ๑ ที่ประเภทที่เยี่ยมที่จะหลุดพ้นได้อยู่ พวกอุคฆฏิตัญญู คำว่าถังขยะ คือยังอยู่ในแดนสมมติซึ่งเป็นแดนถังขยะ  ธาตุขันธ์เป็นแดนถังขยะ จิตใจยังมีกิเลสฝังอยู่ในนั้นเป็นจิตใจที่เป็นถังขยะ แต่จิตใจนี้มีอุปนิสัยที่หลุดพ้นอย่างรวดเร็ว แต่ต้องเรียกว่าถังขยะ เพราะจิตยังไม่หลุดพ้น นี่เรียกว่าถังขยะประเภทที่ ๑  ประเภทเยี่ยม ยกตัวอย่างเช่น เบญจวัคคีย์ทั้ง๕ นั่นถังขยะประเภทที่จะหลุดพ้นไปได้พอได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ต่อจากนั้นก็อนัตตลักขณสูตร บรรลุธรรมปึ๋ง พ้นแล้วจิตใจพ้นจากถังขยะแล้ว ร่างกายจะเป็นถังขยะก็ตาม แต่จิตหลุดพ้นแล้ว นี่ประเภทที่ ๑

ประเภทที่ ๒   วิปจิตัญญู ลองกันลงมา คนนี้บรรลุในวันนี้เดือนนี้ คนนั้นจะบรรลุในวันนั้นเดือนนั้นต่อไป ลองลำดับลำดาไป นี่ถังขยะประเภทที่สอง  คำว่าถังขยะ ถ้าลองอยู่ในวัฏจักรนี้เรียกว่าถังขยะได้ด้วยกัน แต่แยกถังขยะเป็นประเภท ประเภทที่ ๒ นี่ก็ประเภทจะไป จะพ้นจากถังขยะทางด้านจิตใจ ส่วนธาตุขันธ์นี่ก็เป็นถังขยะเหมือนโลก โลกเหมือนท่าน อันนี้เป็นสมมติเสมอกันไปหมด การเจ็บไข้ได้ป่วย ปวดหัว ตัวร้อน การกินอยู่เหมือนกันหมด เรียกว่าเป็นถังขยะในพื้นเพของมันโดยตรง แต่จิตนั้นเป็นถังขยะเพื่อจะหลุดพ้นก็มี เพื่อจะจมยิ่งกว่านั้นก็มี มันหลายประเภท

ประเภทที่ ๓ เนยยะ  คำว่าเนยยะเป็นผู้พอฉุดลาก พอแนะนำสั่งสอนไปได้หลายครั้งหลายหนแล้วค่อยหลุดพ้นเป็นลำดับลำดาไป แล้วสุดท้ายก็เข้าถึงพวกอุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู ผ่านได้เลย ประเภทที่ ๓ ยังมีคดีสำคัญกันอยู่กับประเภทที่ ๔

ประเภทที่ ๔  ปทปรมะ   นั้นไม่เอาไหนเลย ในบุคคลคนเดียวซะก่อน เวลานี้มันขยัน ครั้นต่อไปมันขี้เกียจ มันแย่งกันอยู่ ความขี้เกียจกับความขยันแย่งกัน วันนี้จิตค่อยสงบบ้าง วันหลังไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย มีแต่ไฟเผาหัวใจเพราะความยุ่งเหยิงวุ่นวายคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้กิเลสสังหาร

ถังขยะอันนี้มันหมุนตัวของมันอย่างนั้น แล้วก็หมุนตัวไปทางต่ำปทปรมะ สุดท้ายความดีทั้งหลายที่บำเพ็ญมาไม่เห็นเป็นสำคัญยิ่งกว่าไม่เอาไหน ความไม่เอาไหนเป็นของดีกว่าสิ่งเหล่านี้ไปซะหมด นี่ถังขยะประเภทปทปรมะไม่เอาไหนนี้ลากลง ๆ เนยยะที่ควรไปได้ก็จมไปกับมัน ผู้ที่ไม่ถอยสู้กันไปสู้กันมา เนยยะค่อยลากเข็ญตัวเองพ้นจากถังขยะขึ้นไป กลายเป็นอุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู

เนยยะนี่ขึ้นไปได้ เพราะเนยยะนี่เป็นได้สองทาง พอแนะนำสั่งสอนได้ พอเอาไปได้ พอถูไถไปได้ ถ้าไม่ถูไถมันก็ลง

ส่วนปทปรมะทำยังไงมันก็ไม่เอา อย่างที่คนไข้เข้าไปในโรงพยาบาล แทนที่จะเข้าไปรับการเยียวยารักษาจากหมอ มันไม่สนใจ เข้าไปก็เข้าห้อง ไอ ซี ยู คอยแต่ลมหายใจฝอด ๆ เท่านั้น หมอไม่มีความหมาย ยาไม่มีความหมาย เพราะคนคนนี้หมดความหมายไปแล้ว จะเอาความหมายมาจากไหน มันก็รอแต่วันตายเท่านั้น นี่ปทปรมะ ไม่ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมเสียงบุญเสียงบาป ใครว่าอะไรก็เอาตามใจเจ้าของแล้วก็จม นี่ประเภทที่ ๔ นี่อยู่ในกรอบของถังขยะแห่งวัฏจักร

วัฏจักรเป็นที่บรรจุถังขยะ ๔ ประเภทนี้ไว้ พอแยกย้ายจากนี้ไปแล้วส่วนจิตใจก็พ้น ๆ ไปนี่เรียกว่าพ้นถังขยะ อย่างจิตพระอรหันต์ท่าน โสดา สกิทาคา อนาคานี่ไปแล้วน่ะ กำลังก้าวจะพ้นจากถังขยะ จิตนี้พ้นไปเป็นลำดับลำดา จากนั้นก็พ้นไปซะเลย นี่เรียกว่าพ้นถังขยะไปแล้ว คำว่าถังขยะพูดกลาง ๆ คือเป็นที่อยู่ของวัฏจักรที่หมุนเวียนไปด้วยความเกิดแก่เจ็บตาย ความทุกข์ ความเดือดร้อน ความสุขสับสนปนเปไปอย่างนั้นเรียกว่าถังขยะ พอพ้นจากนี้แล้วไม่มีคำว่าทุกข์เหล่านี้ไม่มีเหลือเลย กิเลสซึ่งเป็นตัวสำคัญสร้างถังขยะขึ้นให้แก่สัตว์ทั้งหลายนั้นขาดสะบั้นไปจากใจแล้วหลุดพ้นปึ๋ง นี่หมดแล้วเรื่องถังขยะไม่มีเหลือในจิตของท่านผู้หลุดพ้นแล้ว คือพระอรหันต์

นอกจากนั้นก็มีตามส่วน พระอนาคามีก็ยังมียังไม่หลุดพ้น กิเลสมีมากน้อยนั่นแหละถังขยะในจิตยังมีเป็นขั้น ๆ นี่พูดว่าถังขยะมันมีหลายขั้นหลายตอน แยกให้พี่น้องทั้งหลายทราบ อันนี้ไปเรียนในจากไหนในคัมภีร์ไหนท่านบอกไว้ ไม่มี แต่หลักความจริงมันมีอย่างนี้ ดูอยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ รู้อยู่อย่างนี้ จะผิดไปไหน พระพุทธเจ้าไปหาคัมภีร์จากไหนมาสอนโลก ขึ้นจากพระทัยผึงทันทีเลย นี่คัมภีร์ในของพระพุทธเจ้า คัมภีร์นอกท่านก็แจกแจงออกไป เป็นพระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระวินัยปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ออกมาจากคัมภีร์ใหญ่นี้ ไม่ต้องตั้งชื่อตั้งนามอะไรล่ะ นี่เป็นคัมภีร์หลักธรรมชาติพระพุทธเจ้าของพระอรหันต์ท่านทรงไว้แล้ว นี่เราแยกไปเป็นกิ่งเป็นก้านให้เป็นพระวินัยปิฎกบ้าง พระสุตตันตปิฎกบ้าง พระอภิธรรมปิฎกบ้าง

ปิฎก แปลว่าอะไรภาชนะ ภาชนะสำหรับรับรองพระวินัย ภาชนะสำหรับรับรองพระสูตร ภาชนะสำหรับรับรองพระอภิธรรม ที่ว่าปิฎก ๆ นั่น ปิฎกะ ภาษาบาลี นี่เรามาแปลภาษามคธก็บอกปิฎกก็คือภาชนะนั่นเอง ถอดออกมาทีหลัง ออกมาจากธรรมชาติ พระไตรปิฎกใน หรือว่าปิฎกธรรมชาติ ใจเป็นผู้รับรองปิฎกนั้น แยกออกมาเป็น ๓ ประเภท ท่านออกมาทีหลังสังคายนาครั้งที่ ๔ ผมก็ลืม แต่มี นี่มันอ่านมานานมันลืม ครั้งที่ ๑ ที่ ๒ ยังไม่มี สังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัยที่ ๓ หรือที่ ๔ นี่แหละ ได้จดจารึกออกมา เพราะคิดถึงกุลบุตรสุดท้ายภายหลัง ท่านมีแต่พูดตอบกันสนทนากันด้วยปากเปล่าอย่างนี้ไม่มีร่องรอย ไม่มีหนังสือ ไม่มีที่จดจำมันจะล่วงโรยไปหมดเสีย เลยจดจารึกไว้เพื่อให้กุลบุตรสุดท้ายภายหลังได้อ่านได้ท่องบทสังคายนาจดจำเรียนมาทุกวันนี้เอง ทราบอย่างงั้นสิ อันนี้จึงเรียกว่าเกิดทีหลัง ถ้าไม่ผิด ดูเหมือนเป็นครั้งที่ ๔ มันมีอยู่ ๒ ครั้ง ไม่ที่ ๔ ก็ที่ ๕ นี่ล่ะ จดครั้งที่ ๑ ที่ ๒ ยังไม่มี ถ้ามีก็ดูเหมือนครั้งที่ ๔ หรือที่ ๕ เรายังไม่แน่ใจว่ามี มันจะไปปักใจอยู่ที่ครั้งที่ ๔ หรือที่ ๕ นี่ จดจารึกออกมา คือร้อยกรองพระธรรมวินัย สนทนากันด้วยปากเปล่า ยอมรับกันด้วยปากเฉย ๆแต่ไม่ได้จดจารึกไว้สิ มันก็ไม่รู้สิ  จึงได้มาจดจารึกเพื่อกุลบุตรสุดท้ายภายหลัง ได้ท่องบทเรียนมาจนกระทั่งป่านนี้ เรื่องราวมันเป็นมาอย่างนั้น

พระไตรปิฎก ยังขึ้นอยู่กับผู้ไปจดจารึกอีกนะ ถ้าเป็นพระอรหันต์ การไปจดจารึกมาแม่นยำ ๆ ถ้าเป็นคนสามัญธรรมดามีกิเลสนี้มีผิดมีพลาดไปบ้าง หลักใหญ่ถึงจะถูก แต่ปลีกย่อยอาจผิดไปก็ได้ เพราะเป็นปุถุชนคนมีกิเลสเหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ ไปจดจารึกธรรมที่บริสุทธิ์มามันก็มีแปลกมีปลอม แต่ยังไงก็ตามหลักใหญ่มีอยู่ ได้หลักใหญ่มาก็ยังดี เช่น อริยสัจ ๔  สติปัฏฐาน ๔ นี่หลักใหญ่ที่จะชำระกิเลสตัณหาได้โดยสมบูรณ์ หลักใหญ่ ส่วนปลีกย่อยก็มีผิดพลาดบ้าง ก็ไม่ถือสีถือสา ไม่ว่าท่านว่าเรา คนมีกิเลสก็ต้องมัว  ๆ มืด ๆ เป็นธรรมดา จะให้แจ้งเหมือนพระอรหันต์ ไม่แจ้งล่ะ ให้พากันจำไว้นะ คำว่าพระไตรปิฎกหมายความว่าไง

พ้นจากกิเลสทั้งหลายเรียกว่าพ้นแล้วจากถังขยะ ประเภทที่ ๑ ที่พระอรหันต์พ้นไปแล้ว อุคฆฏิตัญญูผู้จะรู้ได้เร็ว พอปั๊บจากนี้ก็เป็นพระอรหันต์ขึ้นมา พ้นแล้ว ๆ ให้พากันทราบ คำว่าถังขยะ ท่านก็ไม่ได้บอกนะพระไตรปิฎก แต่หลักธรรมชาติของมัน มันก็บอกอยู่ในตัวโดยหลักธรรมชาติ ตั้งชื่อไม่ตั้งชื่อก็รู้ชัด ๆ ประเภทไหน ๆ เวลาตั้งชื่อมาก็แจ่มแจ้งขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง การเทศนาว่าการ เราจึงไม่มีสงสัยในการเทศน์สอนโลก ไม่ว่าจะธรรมขั้นใด เราไม่เคยสะทกสะท้านว่าผิดไป เพราะธรรมชาตินี้ไม่ได้ผิด แม่นยำ ๆ ถอดออกมามากน้อยเพียงไร สูงต่ำขนาดไหน ออกจากความแม่นยำ ๆ แล้วจะสงสัยไปไหน การเทศนาว่าการจะไม่มีความสะทกสะท้านหวั่นไหวว่ากล้าว่ากลัวไม่มี มันเหนือแล้ว เหนืออะไร เหนือถังขยะ ภาษาถังขยะ ไปกลัวไปกล้ากับมันอะไร ไปตั้งหมัดตั้งมวยใส่ถังขยะแล้วไปกลัวถังขยะ วิ่งเข้าเผ่นเข้าป่า เขาว่าบ้าทั้งขึ้นทั้งร่อง เข้าใจมั้ย?

ถังขยะมันก็รู้แล้ว ไปตื่นไปเต้นอะไรกับมัน อะไรที่จะดีอยู่ในถังขยะชำระซักฟอก ดึงขั้นมา เหมือนพระพุทธเจ้าสอนโลก สอนอยู่ในถังขยะนั่นแหละ ถังขยะประเภทที่ ๑ ที่สอง เป็นสาระประโยชน์อยู่ในถังขยะ ยังมีผู้จะรู้ได้เห็นได้อยู่ คือประเภทที่เป็นสาระประโยชน์ยังมีในกองถังขยะ สอนออกมา นอกนั้นก็เป็นถังขยะตามเดิม สอนไม่ได้ก็ปล่อยเลย ให้พากันเข้าใจอย่างนี้นะประเภทที่สอนได้อยู่ในถังขยะแต่ประเภทที่เป็นสาระคุณ อันดับ ๑ อันดับ ๒ อันดับ ๓ อันดับ ๔ ไม่ต้องพูดถึง อันดับ ๓ ก้ำกึ่งกันอยู่ ทั้งจะขึ้นจะลง ถ้าว่าจะขึ้นปุ๊บปั๊บจะลงซะ ลมหายใจฝอด ๆ ยังมีอยู่ โอ๊ยยังไม่ตายปลุกมันขึ้น ปลุกขึ้น อย่างงั้น

การภาวนา การทำอะไรให้มีจริงจังสิ เช่นกำหนดพุทโธให้ตั้งสติปั๊บกับพุทโธ ไม่ต้องเอาอะไรในโลกนี้ เอาแต่คำว่าพุทโธกับสติติดแนบ ยังไงก็พ้นไม่ได้จิตจะต้องหมอบราบจนได้ ขอให้จริงจัง  อันนี้ไม่จริงไม่จัง เหลาะ ๆ แหละ ๆ ไม่ได้เรื่องอะไร ธรรมบทใดก็ตามถ้าไม่จริงซะอย่างเดียวก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าจริงแล้วก็ต้องเกิดประโยชน์ไปเรื่อย ๆ ด้วยความเชื่อมัน มีกำลังใจที่จะทำ แล้วยังไงก็ปรากฏ ธรรมมีอยู่แล้วทำไมไม่ปรากฏ ก็เราไม่จริงจังกับธรรมซึ่งเป็นของมีอยู่แล้ว มันก็ไม่ได้ผลได้ประโยชน์อะไร ธรรมพระพุทธเจ้าคงเส้นคงวาหนาแน่นตลอดมา อกาลิโก แปลว่าไง ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาจะไปทำลายความจริงของธรรมให้หลุดลอยไปได้ อกาลิโก กิเลสก็เหมือนกัน กิเลสก็เป็นอกาลิโก คว้าไปทำให้เกิดกิเลสเกิดทันที ทำให้เกิดธรรมเมื่อไหร่เกิดทันทีเพราะเป็นอกาลิโกด้วยกัน

นี่เราไปคว้าแต่อกาลิโกของกิเลส เอาเชือกมามัดคอ เอาไฟมาเผาหัวอก ไปที่ไหนมีแต่ไฟเผาหัวอกของโลกทั้งนั้นแหละ อะไรมาหน้าร้านสดสวยงดงาม ภายในมีแต่ไฟเผาหัวอกมัน ตัวเองไม่ดูตัวเอง ถ้าดูตัวเองบ้างมันก็จะรู้จุดด่างพร้อยหรือเดือดร้อนของตัวเอง มันก็พยายามแก้ไข มันเป็นเพราะอะไรมันถึงร้อนอย่างนี้ เรื่องราวอะไร แก้เรื่องราวนั้นเข้าไปมันก็จางเท่านั้นเอง นี่มันไม่ได้แก้ ทำอะไรให้จริงนะ อย่าทำเหลาะ ๆ แหละ ๆ นะ บวชนิกายไหนก็ตามเถอะ จิตใจไม่มีเพศ ไม่มีเพศพระเพศโยมจิตใจเข้าได้เรื่องธรรม เรื่องกิเลส เข้าได้ด้วยกันหมด ไม่ว่าบวชเป็นพระ เป็นฆราวาสก็ตาม กิเลสเข้าได้เมื่อหากิเลส กิเลสเกิดทันที หาธรรม ธรรมเกิดทันที เพราะจิตไม่มีเพศ ไม่มีนิยมว่าหญิงว่าชาย เข้าได้ทั้งกิเลสทั้งธรรม แก้ได้แล้วมันก็ดี

มันไม่มีอะไรจริงจังนะโลกเรานี่ เหลาะ ๆ แหละ ๆ ดูแล้วมันดูไม่ได้นะ เพราะธรรมจริงทุกอย่าง แม่นยำทุกอย่าง มองไปไหนดูอะไรดูจริง ๆ ฟังจริง ๆ พินิจพิจารณาจริง ๆ ได้เหตุได้ผลมาจริงๆ นี่ธรรม คว้าไปตรงไหนได้สาระมาทุกแห่ง ถ้ากิเลสคว้าไปที่ไหนมีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ตลอดเวลา ไม่มีสาระอะไรติดกิเลสที่คนไปผูกพันกับมัน ถ้าผูกพันกับธรรมเป็นธรรมขึ้นมา ให้พากันจำไว้นะ

        ท่านพระครูมาจากที่ไหน มาจากอโศการามหรือมาจากที่ไหน วัดพระศรีฯเหรอ ไม่โกโรโกโสเหรอพระเรา ถ้าวัดไหนเอาเมนไปตั้งลงตรงนั้น นั่นละเมนเผาศพพระ ทีแรกก็เผาศพคน พระกุสลาธัมมา ๆ ฟาดเอาเงินมาเผาหัวพระ นี่บวชเข้ามาหาตั้งแต่เงินแต่ทอง เผาหัวพระ อย่างท่านพ่อลีท่านพูด เราเน้นหนักอีก ในวัดอโศการาม ใครมาปรึกษาหารือท่านว่าอยากจะสร้างเมนที่วัด “สร้างหาอะไร” เห็นมั้ยล่ะท่านเด็ด “

** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์
แชร์

<< BACK

หน้าแรก