ทาน ศีล ภาวนา ตัดภพชาติ
วันที่ 19 มิถุนายน 2544 เวลา 18:30 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม ถ.พุทธมณฑลสาย 3 กทม.

เทศน์อบรมฆราวาส    สวนแสงธรรม

วันอังคารที่ ๑๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๔ (ค่ำ)

“ทาน ศีล ภาวนา  ตัดภพชาติ”

 

(มีพระสงฆ์มากราบหลวงตา)

พระสงฆ์    :             สังฆทานคืออะไรครับ ปัจจุบันนี้คนนิยมทำสังฆทานกันเยอะครับ

หลวงตา      :            ท่านเคยได้ฉันสังฆทานเขามั้ย

พระสงฆ์    :            เคยขอรับ

หลวงตา      :            นั่นล่ะ สังฆทาน กินจนจะตายยังไม่รู้ สังฆทานก็แปลว่า ทานให้สงฆ์ สังฆะ แปลว่า หมู่ เรียกว่า หมู่สงฆ์ หมู่คน หมู่สัตว์ สังฆะ หมู่สงฆ์นี่ยกเป็นเอกเทศเลย ให้สงฆ์หมายถึงพระ เลยไม่ได้หมายถึงหมู่สัตว์ หมู่บุคคล จุดรวมเรียกว่าสงฆ์ รวมสงฆ์ รวมสัตว์ รวมบุคคล รวมหญิง รวมชาย คือแปลกลาง ๆ สังฆะ แปลว่า หมู่ แปลว่า ส่วนรวม  หมู่ก็หมู่สงฆ์ ไม่ค่อยไปหมู่ไอ้ปุ๊กกี้ ไอ้หยองไอ้แหยง เขาก็มีหมู่เหมือนกัน ไม่ไปเรียกเขา ไอ้หมีเรียกไปอย่างงั้นเสีย ไม่ว่าสงฆ์หมี สงฆ์กี้ ไม่ได้ว่าอย่างงั้น มันเลยแตกต่างไปอย่างงั้น ทานก็แปลว่าให้ คือให้ในส่วนรวม หมู่สงฆ์ ไม่เจาะจงกับองค์ใดองค์หนึ่ง ให้กลาง ๆ ในจุดใหญ่เลย เรียกว่า สงฆ์ แต่ทีนี้ท่านมีในหลักธรรม หลักวินัยไว้ว่า พระไปองค์เดียวในนามของสงฆ์ก็รับได้ คือรับในนามของสงฆ์ ท้ายที่สุดท่านเป็นเณรไปรับ ไปในนามของสงฆ์ก็ได้ สมบูรณ์เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าจะมีพระสงฆ์ตั้งแต่ ๔ องค์ขึ้นไป ทานนั้นถึงจะเป็นสงฆ์  ถวายในนามวัดนี้ ทั้งหมดก็เป็นสงฆ์ในวัดนั้นได้ แม้ที่สุดเอาสามเณรมารับแทนก็ยังได้ คือได้ในนามของสงฆ์นะ ไม่ใช่เณรรับไปเป็นของส่วนตัว รับในนามของพระสงฆ์ก็ได้เช่นเดียวกัน รับนี่ก็ไปให้สงฆ์ส่วนรวม เณรมารับก็ไปให้สงฆ์ส่วนรวม มันก็สมบูรณ์ได้ด้วยกัน เด็กเอามายื่นให้ส่วนรวมก็ได้ เด็กเอาของมาให้ส่วนรวมให้กินด้วยกันก็ได้ เด็กมันให้แล้วมันก็เปิด เราไม่อยากกิน

อยากตายก็ช่างมันสิ มันให้แล้ว  แปลว่าส่วนรวม 

วันนี้เห็นเด็กมากก็เลยตั้งใจสอนเด็ก (วันนี้ตอนบ่ายหลวงตาไปรับผ้าป่าที่โรงเรียนอุดมศึกษา ถ.ลาดพร้าว)  มีสอนพิเศษบ้าง เด็กกับพ่อกับแม่ ให้เด็กได้เห็นคุณค่าของพ่อของแม่ ที่ตะเกียกตะกายเพื่อลูกทุกคน พ่อ แม่ต้องเอาชีวิตประกันทั้งนั้น เพราะงั้นจึงสอนให้เด็กเห็นคุณค่าของพ่อของแม่ ที่ว่าเป็นคนทุกข์คนจนนี้พ่อแม่นี้อกจะแตกนะ ไม่ใช่เล่นนะ แล้วมีลูกหลายคนด้วย เรียนหนังสือด้วยกันด้วย ทีนี้เงินทองไม่มี คนทุกข์คนจน นี่แหละอกพ่อแม่จะแตก ถึงขนาดติดหนี้ติดสินเขาพะรุงพะรังมีน้อยเมื่อไหร่  เรื่องภาระของพ่อของแม่ที่มีต่อลูก มีอะไรบ้าง มันก็เป็นเรื่องที่จะเข้าใจกันไปเรื่อย ๆ นะ  เราพิจารณาดังที่พูดให้ฟัง เวลานี้มันเก็บย้อนหลังนะ มันตามเก็บกวาดย้อนหลัง ถึงบุญถึงคุณพ่อแม่ มีแต่คุณไม่มีโทษ จะว่าโทษท่านเฆี่ยน ท่านตีจะคิดโกรธคิดแค้นท่านมันก็คิดเวลาเป็นเด็ก

ครั้นเวลามาพิจารณาตามเหตุผลในความเป็นผู้ใหญ่ เช่นในคราวนี้ ตีเพราะอะไร เราดื้อท่านก็ตีเอาบ้างสิ เรายังตีหมา หมาดื้อ เข้าใจมั้ย มันก็ลงกัน มันก็ไม่มีโทษสำหรับพ่อแม่ ทำกับลูกกับเต้านะ มีแต่คุณทั้งนั้น มันมีแต่เราผิด เช่นอย่างถูกเฆี่ยน ถูกตี หลวงตาบัวเคยถูก แต่ก่อนก็เคียดโมโห ครั้นเวลาพิจารณาย้อนหลัง มันควรจะโมโหให้เจ้าของ อยู่ดี ๆ มาตียังไง ก็เราทำผิด ดุด่าว่ากล่าวไม่ฟังก็หวดเอาบ้างสิ เอาขั้นนี้ไม่อยู่ เอาขั้นนี้อีก มันหลายขั้นใช่มั้ยล่ะ อย่า ๆ มันยังไม่ฟัง ขยับเข้าไปเรื่อย ๆ ดื้อไปเรื่อย ดุเข้าไปเรื่อย ๆ ดุยังไม่ฟังเอาไม้หวดเอาสิ มันเป็นขั้นเป็นตอน การฝึกทรมาน เอามาประมวลหมด เรื่องคุณของพ่อของแม่ ซึ้งมาก  เรื่องที่เสียสละเพื่อลูกสำคัญมาก อะไร ๆ ก็ลูก พ่อแม่เหมือนไม่มีปากมีท้อง เราฟังอยู่เวลาเราเป็นเด็ก พ่อแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงเต้า

นี่ที่ว่าพ่อน้ำตาล่วง มันถึงกระเทือนหนักเหมือนกัน ก็ยังไม่ได้คิดอะไรมากนักนะ แต่กระเทือนถึงขนาดตัดสินเจ้าของอย่างขาดสะบั้นไปเลย อะไรจะมาคัดค้านการบวชไม่ได้ ลองน้ำตาพ่อได้ล่วงแล้ว นี่มันก็มาประมวลเลี้ยงมายากแสนยากขอเพียงเท่านี้ไม่ได้มีอย่างเหรอ ลูกมนุษย์

คนทั้งโลกเขามีลูกมีเต้า เขาบวชได้ เรียนได้ สึกได้ ไม่สึกก็ได้ บางองค์ท่านเป็นสมภาร เจ้าวัด จนตายกับผ้าเหลืองไม่เห็นเป็นอะไร นี่การบวชไม่ใช่ติดคุกติดตะราง บวชเป็นพระคนก็เคารพนับถือ เจ้าของก็ได้ประพฤติปฏิบัติศีลธรรม มีความอบอุ่นภายในใจไม่เห็นมีอะไรเสียหาย การไปบวช ทำไม่บวชไม่ได้ น้ำตาพ่อมัดเอา อะไร ๆ โลกเขาทำได้เราก็ทำได้ แต่ทำไมการบวชโลกเขาทำได้ ทำไมเราถึงทำไม่ได้ การเลี้ยงดูพ่อแม่ก็เลี้ยงดูมาเหมือนกัน เขาบวชได้ เราบวชไม่ได้มีอย่างเหรอ มันก็มัดเข้า เด็ดเข้า ขาดสะบั้นไปเลย ออกวาจาเลย บวช ถ้าออกวาจาใช่เลย ถ้ายังไม่ออก ยังนะ เพราะนิสัยเราเป็นอย่างนั้น อะไรถ้าลองไม่ลั่นคำลงไปตัดสนใจเด็ดขาดแล้วมันแสดงออกมาไม่ได้

คือแสดงออกมาต้องจริงเลย อะไรที่ยังไม่จริงยังไม่แสดง

เฉยอยู่อย่างนั้น ฟังเฉย พ่อให้บวชไม่รู้กี่ครั้งแล้ว เฉย ไม่เคยตอบ แม่ไม่รู้กี่ครั้งมากกว่าพ่อ ไม่ตอบนะ เฉย  พอเวลาน้ำตาพ่อล่วงต่อหน้าต่อตา แล้วน้ำตาแม่ล่วงตาม ๆ กันมา ผึง กินข้าวไม่อิ่มนะ พอเห็นเท่านั้นลุกทันทีไปเลย  นี่เราพูดถึงเรื่องเราท้าวความหลังนะ บุญคุณของพ่อของแม่ สะเทือนใจเอาอย่างหนัก คิดอยู่ถึง ๓ วันนะ ใน ๓ วันนะไม่กล้าเข้ามารับประทานร่วมวง กลัวจะติดปัญหาอีกนะ พิจารณาซะก่อน จนกระทั่งลงใจเรียบร้อยแล้ว แล้วประกาศป้างออกมาเลย บอกกับแม่ว่าจะบวชให้ จากนั้นก็แน่เลย ถ้าลองได้ลั่นแล้ว พ่อก็สมใจอีกด้วยนะ พอลูกบวชให้นี้ เรียกลูกชายมาสั่ง คือพี่ชายกับเรา พี่ชายคนที่ ๑ เราคนที่ ๒  เราไม่อยู่แต่เรียกลูกชายมา ลูกชายเคยบวชแล้วก็รู้เรื่องเครื่องบริขารของพระเจ้าพระสงฆ์เรียบร้อย ทีนี้เรียกมา มึงหาแต่ของดีมาบวชนะ เครื่องบวชหาแต่ของดี ๆ  มึงจะเอาอะไรบอกเลย ให้สั่งมาเลย ทางนี้มีแต่คอยมอบเงินให้ไปซื้อ ไม่มีคำว่าอัดว่าอั้น ตระหนี่ ถี่เหนียว ไม่เคยมีเลย เปิดโล่งเลย จะเอาอะไรเอาของดี ๆ ทั้งนั้นนะบวช ของไม่ดีอย่าเอา สั่งขาดเลยพ่อ

นิสัยเราตั้งแต่เป็นฆราวาส เหลาะแหละไม่มี เพื่อนฝูงเหลาะแหละไม่คบนะ ถึงไหนถึงกันเลย หาเงินหาทองเพื่อชาติเราก็รู้สึกว่าหนักมากเป็นอันดับหนึ่งของพี่น้องทั้งหลาย เราไม่เป็นผู้ขอนะ แต่ความหนักมากมาอยู่กับเรา มันต้องคิดต้องอ่านทุกสิ่งทุกอย่าง หนักมาก แต่ที่มันทำไปได้หนักหรือไม่หนักเพราะความเมตตา ความเมตตานี้มีกำลังมาก ดึงลากไปได้หมดนะ จะยากลำบากขนาดไหน ความเมตตามันมีน้ำหนักมากกว่า มันเอาไปได้สบาย ๆ เพราะงั้นจึงเป็นประหนึ่งว่าไม่ลำบากลำบนหนักอะไร เขานิมนต์ไปเทศนาว่าการธรรมดา นั่งเฉย ๆ มันก็เหนื่อยว่ะ นี่ยังอุตส่าห์ พยายามไปเทศน์ ๆ หลวงตา ป.๓ เทศน์อยู่ทั่วประเทศไทย หลวงตาประถม ๓ นะได้เรื่องได้ราวอะไร แต่เวลาออกเทศน์มันก็ไปอย่างงั้น เพราะอำนาจความเมตตาทำได้ ความสงสาร ให้ไม่มีอัดมีอั้น ธรรมก็ไม่อัดไม่อั้น ไปเพื่องานการเพื่อความสงสารไม่มีอัดมีอั้น ถูไถไปได้

เทศน์ได้หรือไม่ได้พี่น้องทั้งหลายก็เห็นอยู่ นี่ก็เทศน์เปิดเผยมาได้ ๓ ปีกว่าแล้ว เทศน์ทุกจังหวัด ไปภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ก็เว้นแต่ภาคใต้ที่เสียใจไปไม่ได้ ตอนเฒ่าแก่หมดกำลัง ภาคไหนก็เทศน์หมดทุกจังหวัดซะด้วย แต่ละจังหวัดก็เทศน์ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง มากไหมพิจารณาสิ ก็อุตส่าห์เทศน์มาอย่างงั้น   ฟังสิว่าหลวงตา ป.๓ มันเหลือเชื่อ หลวงตา ป.๓ เทศน์ทั่วประเทศไทย ใครจะไปเชื่อว่ะ แต่ความจริงก็เป็นอย่างงั้น ความจริงยังไงก็ต้องพูดตามความจริง เราเรียนจบประถม ๓ ก็บอกจบประถม ๓ ล่ะสิ ส่วนไปเรียนอื่นๆ ต่อไปนั้นเป็นอีกแง่หนึ่ง เป็นกิ่งเป็นก้าน ต้นลำมันออกจากประถม ๓ ก็ต้องบอกตรงนี้สิเข้าใจมั้ยล่ะ เราจึงเรียกว่าหลวงตา ป.๓ แล้วมันก็แปลกนะ ไอ้ ๓ นี่  ๓ ๓ ๓กลายเป็น ๙ ไปแล้ว ประถมเรียนวิชาทางโลกก็ได้ ป.

ทางธรรมก็ ๓ นักธรรม ตรี โท เอา เปรียญก็ ๓ จากนั้นไม่เอา ปล่อยเลยนะ พอถึงขั้นเปรียญ ๓ ตบท้ายแล้ว ปัดหมดเลย ไม่สนใจกับอะไร มีแต่ ๓ ๓ เรียกว่าหลวงตา ป.๓ เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลยนะ

                        ความจำของเราเรียนมามากมาน้อย มันก็จำได้ตามที่เรียนมา ถ้าไม่มีอะไรมันก็เหมือนไม่รู้นะ ถ้ามีเรื่องราวอะไรผ่านเข้ามามันก็รับกัน ดังที่พูดตะกี้นี้ถึงเรื่องสังฆทาน อย่างที่ว่าสามเณรรับแทนกันก็ได้ ก็เรียนมามันก็เห็น ถ้าไม่มีเรื่องนี้ก็ระลึกไม่ได้นะ พอมีเรื่องนี้ปั๊บมันก็วิ่งถึงกัน นี่ปริยัติมันเป็นอย่างงี้ บางทีเรียนมาแล้วมันก็หลงลืม  อย่างภาคปฏิบัติพูดอย่างจริงจัง ออกสด ๆ ร้อน ๆ เป็นปัจจุบันตลอดเวลา คำว่าจำได้ไม่ได้ไม่มายุ่งนะ ขึ้นปัจจุบันเลย เทศน์ทุกวันนี้ถ้าเทศน์ตามปริยัติเราเทศน์ไม่ได้ ว่าตรง ๆ เลย เราหลงลืมไปหมดแล้ว เทศน์คัมภีร์ไหน มันก็หลงลืม ถึงจำได้มันก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ทางภาคปฏิบัตินี่มันไม่เป็นอย่างงั้น นี่ที่ว่าเทศน์ทั่วประเทศไทย ไม่ได้เอาภาคความจำมาเทศน์ ภาค ป.๑ ป.๓ก็ไม่ได้เอามาเทศน์ นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอกก็ไม่ได้เอามาเทศน์ มหาเปรียญก็ไม่ได้เอามาเทศน์ เพียงแต่สิ่งที่เรียนไปแล้วหยิบออกมาประกอบกันที่เรียนมามากน้อย หยิบมาประกอบ ส่วนใหญ่คือหลักปฏิบัติที่ขึ้นจากใจล้วน ๆ ในปัจจุบัน พอถูไถไปได้ หลักใหญ่อยู่ที่ใจ ใจไม่ได้มีคำว่าหลงลืมไปแล้ว เพราะปฏิบัติมานาน ความรู้ภายในใจนี้หลงลืมไปหมด ไม่มี เรียกว่าสด ๆ ร้อน ๆ เป็นปัจจุบันตลอด นี่ภาคปฏิบัติ รู้ปฏิบัติ รู้ความจริง  รู้กระจ่างแจ้งตลอดเวลา ถึงไม่ใช้อะไรมันก็กระจ่างของมันตลอด นั่น มันต่างกัน

                        ใจคือหลักธรรมชาติ เรียกว่า ธาตุแห่งความจริงเต็มสัดเต็มส่วน คือใจ ใจกับธรรมสัมผัสกันเป็นอันเดียวกันแล้ว ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกัน ว่าใจเป็นธรรม ธรรมกับใจก็ไม่ผิด ท่านว่าธรรมธาตุ คือใจเป็นธรรมทั้งดวงแล้ว เป็นธาตุแท้แล้ว ธาตุรู้เป็นธาตุบริสุทธิ์สุดส่วนแล้ว เรียกว่าเป็นธรรมธาตุ อันนี้ไม่มีอดีต ปัจจุบัน อนาคต ไม่มี อดีตเช่นผ่านมาเป็นยังไง ๆ มากระเทือนกับหลักปัจจุบัน ที่รู้ ที่เห็น ที่ทรงไว้ก็ไม่มี แล้วปัจจุบันนี้สงสัยตรงไหนก็ไม่มี อนาคตตายแล้วจะไปที่ไหน ไปตกนรกหมกไหม้หรือจะไปสวรรค์ นิพพาน ที่ไหนอีก มันก็ไม่มี ทั้งอดีตที่ผ่านมาแล้ว ทั้งปัจจุบันที่ทรงอยู่ อนาคตที่ยังไม่มาถึงมันปัดออกหมดเลย ไม่มีอะไรตกค้าง เหลือความรู้ล้วน ๆ เต็มกระจ่างอยู่ในหัวใจตลอดเวลา นี่เรียกว่า สด ๆ ร้อน ๆ

                        ธรรมชาตินี่ล่ะ เวลาเอียงทางไหนก็ออกทันที ถ้าไม่เอียงก็ไม่ออก เหมือนอย่างในตุ่มของเราหรือในถังใหญ่ของเรา บรรจุไว้ให้เต็ม ปิดไว้อย่างงั้น แล้วก็อยู่อย่างงั้น เปิดช่องไหนออกทันที เปิดรอบถังออกรอบถัง เปิดหมดทั้งถังออกเต็มเหนี่ยวเลย ธรรมที่เต็มหัวใจแล้วเป็นอย่างนั้น นี่แหละการปฏิบัติธรรม ธรรมมีหรือไม่มี พี่น้องทั้งหลายฟังเอาสิ นี่แหละคือธรรมแท้ เมื่อปฏิบัติให้เต็มสัดเต็มส่วน อยู่ที่ไหนก็เป็นธรรม ในตัว ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ สด ๆ ร้อน ๆ ตลอดเวลา เมื่อธรรมมี บาปก็ต้องมี บุญก็ต้องมี มีดี มีชั่ว พอถึงขั้นสุดยอดแล้วเป็นปุญญะ ปาปะ ปะหินะ บุคคลผู้มีบุญและบาปอันละเสียโดยสิ้นเชิง บุญก็ดี บาปก็ดีเป็นบันได คือบุญนี้เป็นบันได้ที่จะส่งขึ้น บาปเป็นสายทางลากลงนรก ทั้งสองนี้นั้นจิตเมื่อพอตัวแล้วก็เหมือนเราขึ้นบันไดมา พอถึงบ้านแล้ว บันไดเราก็หมดปัญหาไป บุญและบาปหนุนถึงที่แล้ว เรียกว่าปล่อยบันไดคือบุญและบาป เพราะนั้นยังเป็นสมมติ อันนี้เป็นวิมุติ ผ่านแล้ว

                        ธรรมมีหรือไม่มี พี่น้องทั้งหลายฟังเอาสิ พระพุทธเจ้าสอนมา ไม่เอาธรรมสอน เอาอะไรสอน ไม่รู้ธรรม รู้อะไร รู้ธรรมเอาธรรมมาสอนโลก แล้วยังว่าธรรมไม่มี ผู้สอนก็เป็นผู้ทรงมรรค ผล นิพพานไว้เต็มสัดเต็มส่วน คือพระพุทธเจ้าของเรา ท่านบกพร่องที่ตรงไหน นิพพานท่านก็ทรงไว้แล้ว แล้วเอาอันนั้นมาสอนโลก แล้วสอนเพื่อมรรค ผล นิพพาน ว่าธรรมไม่มี มันหายไปไหน ปฏิเสธว่าธรรมไม่มี เท่ากับปฏิเสธบุญไม่มี บาปไม่มี นรก สวรรค์ไม่มี มันกระจายออกหมด มันถึงหมด ให้กิเลสมาหลอกว่าบาปไม่มี บุญไม่มี นรก สวรรค์ไม่มี หมดเขต หมดสมัย มีแต่เรื่องกิเลสหลอกสัตว์โลกให้จม ว่าบาปบุญไม่มีแล้วอะไรที่มี ก็มีแต่ความดิ้น ความดีด ความทะเยอทะยาน น้ำล้นฝั่ง อันนี้แหละคือทางลงนรก จมเลย ๆ มันบึนกันลงอย่างนั้น มันปฏิเสธทางที่จะไปความดี ปิดกั้นไว้หมด มันเปิดทางที่จะล่มจมให้อย่างโล่ง ด้วยความพออกพอใจ ไม่เข็ดไม่หลาบนะ คนเชื่อกิเลส ไม่มีใครว่าเข็ดกิเลสได้เลยนะ ไม่มี เพราะงั้นกิเลสจึงต้มได้อย่างสบาย ๆ พวกนี้เชื่อ ไม่มีความอิ่มพอ ไม่มีเข็ดหลาบ  มันถึงยอมจมไปด้วยตลอดเวลา

                        นอกจากนั้น บาป บุญ นรก สวรรค์ ที่จอมปราชญ์ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนไว้แบบเดียวกันหมด มันก็ยังมาคัด มาค้านอยู่ในใจ มีหรือไม่มีน่ะ บาป บุญนี่มีหรือไม่มีนะ ต่อจากนั้นกิเลสก็ลบปึ๋งเลย บาปไม่มี บุญไม่มี นรก สวรรค์ไม่มี ไปเลย  ทีนี้อะไรที่มี ก็มีแต่ความดีด ความดิ้นในหัวใจ มีแต่ความพอใจ ถ้าลองได้ทำความชั่วช้าลามก พอใจทั้งนั้น ไม่มีเข็ดหลาบอิ่มพอว่าผล คือโทษมันแสดงมายังไงบ้าง ควรจะเข็ดหลาบ ไม่มี เอาอีก อย่างพวกนักโทษ ติดคุกมาแล้วกี่ครั้งกี่หน จนเขาเรียกว่าลูกพี่ ไปติดคุกติดตะรางพอหมดโทษแล้วก็ออกมา ไปฉกลักขโมยอีก บอกว่าจะไม่เขาจับได้ จะมาบอกว่าการฉก ลักขโมยนี้มันเป็นความเข็ดหลาบกับมันแล้วเลยติดคุกติดตะรางเพราะการฉก การลักไม่ว่านะ  นี่เขาไปติดคุกเพราะเขาจับได้มันแก้ไปอีกนะกิเลส ทีนี้ก็อย่าให้เขาจับได้สิ มันหลอกไปอีกแบบหนึ่ง แล้วเอาอีก ติดคุกอีก หลายครั้งหลายหนเขาเลยเรียกว่าลูกพี่ มันติดหลายหน ลูกพี่มาอีกแล้ว พวกนั้นยังไม่ออก ไอ้นี่มันออกจากคุกไปไม่กี่วัน กลับติดอีกเขาจับมัดใส่ตะรางอีก คือมันติดแล้วทีแรกเพราะมันไม่เข็ด นี่แหละเรื่องกิเลสหลอกสัตว์โลก

                        ธรรมจับเห็นหมด ไม่งั้นเอาอะไรมาสอนโลก ให้เห็นโทษของกิเลส ไม่เอาธรรมสอน เห็นไม่ได้ ให้กิเลสสอนมีแต่จมเรื่อย ไม่ได้สอนให้เห็นโทษของมัน สอนให้เห็นคุณค่าของมัน กิเลสเป็นคุณทั้งหมด ดีทั้งหมด ชอบทั้งหมด เชื่อทั้งหมดเลย ถ้าเรื่องกิเลส เรื่องธรรมไม่แยแสนะ เวลาจิตยังไม่ได้รับการอบรม เพราะฉะนั้นจึงต้องมีผู้มาแนะนำสั่งสอนอบรม ได้ธรรมนี้แทรกเข้าไป เพื่อเป็นคู่แข่งกัน กับความผิดความถูก ไม่งั้นก็มีแต่ผิดไปเรื่อย  ไม่มีเครื่องเทียบเคียงว่าอันนั้นผิดอันนี้ถูก ถ้ามีผิดมีถูกมันก็คัดเลือกได้ นี่แหละกิเลสหลอกสัตว์โลก พระพุทธเจ้าจึงได้ท้อพระทัย ก็คือมันหนาแน่น  ทั้ง ๆ ที่ผู้ที่ได้รับสาระประโยชน์มีมากมายที่จะหลุดพ้นเพราะอำนาจการสอนของพระพุทธเจ้า แต่ไม่พ้นที่จะท้อพระทัย เพราะสิ่งที่หนักมาก ยกไม่ขึ้นมันมีมาก กว่าที่จะยกขึ้นเลยมาท้อในส่วนที่หนักมาก ท่านก็แสดงไว้ว่า ท้าวมหาพรหมมาอาราธนาขอให้พระพุทธเจ้าทรงพระเมตตาแนะนำสั่งสอนสัตว์โลก อย่าปล่อย อย่าทิ้งไปเสียเลย เพราะสัตว์โลกที่มีมลทินเบาบางยังมีอยู่มากนะ ขอให้เมตตาสงสาร พระพุทธเจ้าทรงทราบแล้ว แต่น้ำหนักของความจมดิ่งของสัตว์ที่ไม่ยอมรับอรรถ รับธรรมมันมีมากเกินจำพวกที่ไปได้จากอรรถจากธรรมพระพุทธเจ้า เพราะงั้นพระองค์ถึงได้มาหนักอยู่ตรงนี้ ถึงกับท้อพระทัย

จนกระทั่งท้าวมหาพรหมมาอาราธนา พระพุทธเจ้าโง่ถึงขนาดท้าวมหาพรหมมาเทศน์ มาสอน มาบอกแนวทางเหรอ พระองค์ทรงทราบหมดแล้ว เวลาที่ทรงพิจารณาสัตว์โลกแล้ว ที่หนาก็หนา ที่บางก็มี ได้มากได้น้อยก็เอา เช่น อย่างเราคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาแร่ เช่นอย่างแร่ทองคำ ไอ้แร่ทองคำมันหายากจะตาย ไอ้แร่ต่าง ๆ ที่มันเต็มอยู่นั้น มันมีมาก ก็คุ้ยเขี่ยขุดค้นไปตามนั้น ได้ทองเพียงเท่านั้นก็พอใจ คนดีมีน้อยก็เอา สัตว์โลกมีจำนวนน้อยก็มีคุณค่ามากเหมือนแร่ทองที่ผสมอยู่กับสิ่งไม่เป็นประโยชน์ก็เอา ขุดไปค้นไป ไม่สมควรท้อพระทัย พระองค์จะท้อหาอะไร สร้างบารมีแทบเป็นแทบตาย เรียกว่า เป็นตายด้วยการสร้างบารมีไม่รู้กี่ครั้ง นับไม่ได้เลยนะ ถึง ๑๖ อสงไขยบ้าง ๘ อสงไขยบ้าง ๔ อสงไขยบ้าง แล้วติดแนบกับแสนมหากัป มหากัปเป็นของน้อยเมื่อไหร่ นานขนาดไหน พระองค์จะสละ สร้างบารมี ทนทุกข์ทรมานหาอะไร ก็เพื่อจะตรัสรู้แล้วจะทรงสั่งสอนสัตว์โลก แต่เวลายังไม่ได้ตรัสรู้ก็คาดว่าได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วจะสอนสัตว์โลกเป็นความสะดวกสบาย แต่เวลามาเจอของจริงแล้วล่ะสิ พอตรัสรู้จ้าขึ้นมา ของจริง ของปลอม ของที่มีน้ำหนักที่จะจมดิ่งมีมากขนาดไหน ของที่จะฉุดจะลากไปได้มีจำนวนน้อย ๆ พิจารณาสิพวกเรา ก็เห็นหมดสัตว์โลก

เฉพาะพระองค์เองก็เหมือนสัตว์ทั่ว ๆ ไป ตั้งแต่ยังไม่ไสร้างบารมีเกิดตาย ทับศพเจ้าของมาเท่าไหร่ ตายทับศพตัวเอง เป็นสัตว์สัตว์บ้าง เป็นเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม อะไรทุกประเภทเคยเป็นมาทั้งนั้น เพราะเป็นมานานแสนนาน ซ้ำ ๆ ซาก เป็นมากี่กัป กี่กัลป์เป็นมาอย่างนี้ ทีนี้เวลาตรัสรู้ปึ๋งเห็นหมด เมื่อเห็นหมดแล้วก็เกิดความสยดสยอง เพียงภพชาติของพระองค์เท่านั้นก็พอแล้ว จะไปหาดูอะไรภพชาติของสัตว์แต่ละราย ซึ่งมีแบบเดียวกันนี้ เวลามาเห็นภัยต่อเมื่อได้พ้นแล้ว มองดูเรื่องของเจ้าของที่เคยเป็นมา มันเป็นมายังไง ๆ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ทรงระลึกชาติย้อนหลังได้ตลอด ทั่วถึง ไม่มีภพใดชาติใดจะปิดบังลี้ลับพระญาณ คือ ความหยั่งทราบของพระองค์ได้เลย เปิดเผยหมด ประจักษ์ในพระทัย แล้วจะไม่ให้ท้อพระทัยในสัตว์ทั้งหลายที่เป็นแบบเดียวกันนี้ได้ยังไง

สมมติเมืองไทยของเรานี่นะ ศพของเราคนเดียวนี่ล่ะนะ เวลานี้เกิดภพนี้เป็นสัตว์นั้น เป็นเปรต เป็นผี ให้เป็นร่างเหมือนกับมนุษย์ ตายแล้วทิ้งไว้นี้ อย่าให้เปื่อยอย่าให้พัง เก็บศพนี้ไว้กองกัน ตายเป็นสัตว์ประเภทใด ตายแล้วก็กองไว้ ทิ้งไว้ ภพนั้นภพนี้เอามาทิ้งไว้ในที่แห่งเดียวกัน เมืองไทยเรานี้กว้างขนาดไหน ไม่มีที่ทิ้ง ที่วางศพ ที่ตายกองกันในศพของบุคคลคนเดียวนั้นเลย มากมั้ย กี่กัปกี่กัลป์ คำว่า กัป หนึ่งนานเท่าไหร่ ท่านแสดงไว้แล้ว โธ๋!หาประมาณไม่ได้ ความยืนนานของกัปแต่ละกัป แล้วกี่กัปที่มันตายกองกันมา แล้วทีนี้ก็ยังไม่มีต้นมีปลายนะ ไปนับชาติภพของตัวเอง ว่าเริ่มเกิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ไม่เจอะ ต้นแห่งภพนะ เวลาตายแล้ว ที่สุดแห่งภพมันจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ก็ไม่เจอ ต้นกับปลายคลำหาเงื่อนไม่ได้เลย แต่ละสัตว์ ละบุคคล เหมือนคนตกน้ำในมหาสมุทร ว่ายน้ำ ลอยน้ำป๋อมแป๋ม ทั้งที่หาฝั่งหาแดนไม่มี แต่ก็ว่าย ก็ลอยอยู่อย่างนั้น ถ้าไม่ว่ายมันก็จะจม ดีดดิ้นไว้พอบรรเทาทุกข์ ทั้ง ๆ ที่หาเกาะหาฝั่งที่จะเกาะจะยึดเพื่อพ้นภัยไปไม่ได้ มันก็ยังต้องบึน อันนี้สัตว์โลกจมป๋อมแป๋ม ๆ อยู่ในท้องมหาสมุทร วัฏจักรนี้มันยิ่งกว้างกว่ามหาสมุทรอีกนะ มันก็พอใจทำ เพราะอำนาจแห่งกรรมกล่อมมันอยู่นั้น มันไปไม่ได้ นี่สัตว์แต่ละราย พระพุทธเจ้าท้อพระทัย

            อย่างที่ท่านทรงพิจารณาตั้งแต่เบื้องต้นในคืนวันเดียวนั้นแหละพิจารณาเล็งญาณดู บุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติย้อนหลังของพระองค์แล้วก็มา จุตูปปาตญาณ แล้วจับพิจารณาดูสัตวโลก เป็นยังไงภพชาติของสัตวโลก จุตูปปาตญาณ คือความเกิดตายของสัตว์แต่ละรายมีมากขนาดไหน พอพิจารณาเหมือนกับว่าหงายเลย เราขนาดนั้นแล้ว ยิ่งสัตว์แต่ละรายมันก็แบบเดียวกับเรา จุตูปปาตญาณ เพราะงั้นจึงทรงย้อนพิจารณา เอา!รวมกันเลย ไม่ต้องไปนับไปคำนวณมันแหละ ไม่ว่าศพเขาศพเรา ทั่วโลกดินแดน เกิดตาย มีจำนวนนับไม่ได้ ประมวลเอาสาเหตุมาเลยที่สัตว์ทั้งหลายเกิดตาย เกิดตาย จนกระทั่งนับไม่ได้ มันมีอะไรเป็นสาเหตุ หาเหตุให้สัตว์ทั้งหลายเกิดตาย พระองค์ทรงพิจารณา อวิชชา ปัจจยา สังขารา เข้าหาต้นเหตุของมันในคืนวันนั้น พิจารณาอวิชชา ปัจจยา สังขารา เรื่อยไป อ๋อ!ต้นเหตุมันตาม ก็มาถึงจุดใหญ่ คือจุดนี้ มันเกิดจากตรงนี้ คือ อวิชชา ปัจจยา สังขารา มันเกิดจากอวิชชาที่ครอบหัวใจอยู่นั่น พิจารณาถึงนี่แล้วถอนพรวด จากนั้นเรียกว่าตรัสรู้ธรรมผึงขึ้นเลย ในคืนวันนั้นจวนสว่างแล้ว

นี่ท่านหาต้นเหตุ ดูอะไรมันก็ดูไม่ได้แล้ว เพราะมันมากต่อมาก ดูให้ไปตายทิ้งเปล่า ๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร  ต้องประมวลเอาสิ่งเหล่านั้นเข้ามาว่าสัตว์ทั้งหลายที่เกิดตายนี่ มีอะไรเป็นสาเหตุให้เกิดตาย อันนี้อันเดียวเท่านั้น ไม่ว่าสัตว์ตัวใดมีจิต จิตคืออวิชชามีอยู่ในนั้น พาให้เกิดตาย ย้อนมาพิจารณาอวิชชา ปัจจยา สังขารา อวิชชาทำให้เกิดสังขาร สังขารทำให้เกิดวิญญาณต่อเนื่องกันไปไม่มีสิ้นสุด เวลาอันนี้ดับลงไปแล้ว มันก็มีแต่ดับเรื่อย ๆ สุดยอดเลย นิโรโธ โหติ  ขึ้นเลย เมื่ออะไรดับแล้วก็ถึงขั้นนิโรธเลย เบื้องต้นนี่ สมุทโย โหติ มีแต่สืบสานเรื่องกันต่อไปเรื่อย ๆ

นั่น!ความจริงเป็นอย่างงั้น ตายแล้วจะไปเกิดที่ไหนมันไม่รู้นะ อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี่แหละ ออกจากนี้แล้วจะไปถึงบ้าน หมอนมีไม่มีช่างหัวมันเถอะกูเหนื่อยจะตายแล้วมันก็มีเท่านั้น ที่มันลงก็ลงจุดนั้นเอง มันจะลงหาภาวนาซะก่อนค่อยนะ อย่าว่าเลยนะ ไปนู่นก็ไปฟังเทศน์หลวงตาท่านมาแล้วจำเป็นอะไร นู่น!เห็นมั้ยล่ะ กิเลสมันกล่อม นอนพักให้สบาย นั่นแหละคือสวรรค์ของพวกบ้า สวรรค์ของพวกเราคืออะไร เราอยากย่นเข้ามาอย่างนี้ พวกบ้านอน พูดแล้วโมโห

อะไรคิดว่าไม่เคยรู้เคยเห็นมันก็รู้ก็เห็นของมัน เพราะใจเป็นนักรู้ อะไรที่มาเกี่ยวพันกับมัน มันรู้จนได้ ปิดไม่ให้รู้ได้ยังไง เนี่ยเหตุที่มันจะรู้นะ เกิดมากี่ภพกี่ชาติมาถึงขั้นนี้ เป็นอย่างนี้ มันก็วิ่ง แล้วโลกสงสารมันก็แบบเดียวกัน มันก็สยดสยองล่ะสิ เรื่องความเกิดตาย นี่แหม! แล้วยังจะแบกจะหามไปอีก ถ้าไม่มีธรรมจะเป็นอย่างงั้นตลอดไป ถ้ามีธรรมการบำเพ็ญศีล ทาน เป็นทางให้หดย่นเข้ามานะ จะไม่มีต้นมีปลาย ธรรมนี้ทำให้มีได้ ตัดเข้ามา ย่นเข้ามา จนกระทั่งตัดขาดสะบั้นเหมือนพระพุทธเจ้า เมื่อบุญบารมีของเราพอแล้ว อย่างอื่นเราอย่าหวังที่จะให้ตัดภพชาติให้ขาดสะบั้นไปโดยความคิดเห็น เดาของตัวเองนี้ ไม่มีทาง นอกจากธรรมเท่านั้น พระพุทธเจ้าพ้นด้วยธรรม พ้นด้วยทาน ศีล ภาวนา อย่างอื่นไม่มี ถ้ามีพระพุทธเจ้านำมาสอนแล้ว

อย่าปล่อย  อย่าวางการทำบุญให้ทาน อย่าให้กิเลสมาแย่งมาชิง ถลุงหมด เราเหลือตั้งแต่ความผิดหวัง จมนรก ไม่สมควร ทั้ง ๆ ที่สมบัติ เงินทอง ข้าวของมีมากขนาดไหน ให้กิเลสไปถลุง เจ้าของยอมทุกข์ทรมาน เพราะเชื่อกิเลส เอาก็เอา อย่างงี้อย่าให้มีในหัวใจเรา  ถ้าเราจะปล่อยไปตามกิเลสแล้วไม่มีวันนะ ที่เราจะได้มาแบ่งสันปันส่วนออกเป็นการกุศลผลบุญ ที่จะตัดภพชาติและความทุกข์ทั้งหลายออกจากใจ นอกจากทาน ศีล ภาวนาแล้วไม่มี ไม่ว่ากุศลประเภทใดก็ตามเป็นทางที่จะให้หลุดพ้น หรือว่าเป็นดาบอันสำคัญ ๆ ที่จะตัดภพชาติให้หดย่นเข้ามาเท่านั้นแหละ ท่านจึงสอนให้ทำความดี พระพุทธเจ้าองค์ไหนมาตรัสรู้ สอนให้ทำทานการกุศล รักษาศีล ภาวนา ทุกพระองค์เลยนะ เอานี้เป็นพื้นฐานการประกาศศาสนา เพื่อรื้อถอนสัตว์โลกด้วยศีล ด้วยทาน

 เอาล่ะพอ เทศน์ไปเทศน์มา มันจะเลยภูมิ (หลวงตาให้พร …………………….)

  ติดตาม :  ข้อมูล ข่าวสารของ โครงการช่วยชาติ  และวันต่อวันกับเทศน์ของหลวงตา

                    ได้ทางอินเตอร์เน็ต  www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก