เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔
วันที่ 14 ธันวาคม 2544 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม ถ.พุทธมณฑลสาย 3 กทม.

เทศน์อบรมฆราวาส  ณ สวนแสงธรรม

เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ (เช้า)

 

        [ก่อนฉัน]

        เมืองไทยเราเป็นเมือง ๔๐ตังแล้วนะ จากนั้นมาก็ค่อยแข็งขึ้น พอดีเราได้ทองคำเข้าไป ดอลลาร์เข้าไปหนุน มันค่อยแข็งตัวขึ้น เราจึงได้อุตส่าห์พยายาม ดังที่เคยพูด คนหนึ่งตะเกียกตะกายหามาอุ้มชาติบ้านเมือง คนหนึ่งยังมาหาเรื่องว่าเรายุ่งกับการบ้านการเมือง เราอยากพูดให้เต็มยศนะ พ่อแม่มึงเคยมาช่วยบ้านเมืองแบบไหน ช่วยแทบเป็นแทบตายด้วยกำลังความสามารถ ยังมาหาว่าเราเล่นกับการบ้านการเมือง พวกเปรต พวกผีคอยแต่จะกินบ้านกินเมือง เห็นใครไปยุ่งไม่ได้ ที่จะดึงจะลากออกมาจากปากจากคอมัน

นี่พิจารณาหมดแล้วเนี่ย ก่อนที่จะออกมานำช่วยพี่น้องทั้งหลาย ไม่ใช่ปุ๋มป๋ำ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เคยหวั่นกับอะไร เรื่องธรรมไม่มีหวั่น ไม่มีกล้าไม่มีกลัว ต้องตรงไปตรงมาจึงเรียกว่าธรรม ไม่งั้นเป็นที่ยึดที่เกาะเป็นที่ตายใจของโลกที่อบอุ่นของโลกไม่ได้นะ นอกจากธรรมแล้วไม่มี มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาโลกตลอดเวลา ธรรมเท่านั้นยับยั้งเอาไว้ พออยู่เป็นผู้เป็นคนเป็นเราเป็นท่าน พอรู้จากสูงจากต่ำบ้าง คือธรรม กิเลสจะไม่รู้เลย กิเลสจะเหยียบไปหมด นี่เรื่องของกิเลสเป็นอย่างงั้น เราจึงอุตส่าห์พยายามเต็มกำลัง

        [หลังฉัน]

ได้ยินพระเราเที่ยวกรรมฐานเราซึ้งใจนะ พระพุทธเจ้าเป็นพระองค์เอก เป็นปฐมฤกษ์อันสำคัญที่พาบรรดาสัตว์โลกเที่ยวกรรมฐานในเบื้องต้น พระองค์ทรงออกก่อน ออกจากกรุงกบิลพัสด์ เสด็จออกพระองค์เดียว ไปที่ป่าเมืองพราณาสี ไปบำเพ็ญธรรม ๖ พรรษา สลบไสลท่านเที่ยวธุดงค์ก่อน พอเที่ยวธุดงค์เข้าในป่า เรียกว่า มหาวิทยาลัยแห่งพุทธศาสนาคือป่าคือเขา พระพุทธเจ้าเสด็จพระองค์แรก ไปประทับบำเพ็ญพระองค์อยู่ในป่าจนสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา แล้วประทานพระโอวาทแก่สงฆ์ สงฆ์ปฐมสาวกก็อยู่ในป่าอยู่แล้ว พระอัญญาโกณฑัญญะอยู่ในป่า มาประทานโอวาท ท่านเหล่านี้สำเร็จอยู่ในป่า จึงเรียกว่าเหมาะสมมากที่พระไปเที่ยวธุดงคกรรมฐาน

        เราก็อดไม่ได้นะที่จะเตือนลูกศิษย์ลูกหาเรา ความเกลี้ยงเกลา ห้องน้ำห้องส้วม ทำให้สะอาดสุดยอดของกิเลส เป็นอันตรายสุดยอดของธรรม ฟังเอาสิ ธรรมดูไม่ได้ เป็นอันตรายทันที แต่กิเลสมันเพลินตัว นี่สวยนี่งามเลื่อมพับ ๆ ๆ อยู่ในห้องน้ำห้องส้วมแล้วไปก็ลื่นปั๊บ นี้ตูมเลย นั่นล่ะถึงว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งในสายตาของธรรม ให้พากันระมัดระวัง ห้องน้ำห้องส้วมอย่าไปทำให้มันหรูหราสวยงามจนเกินไป เจ้าของจะตาย รู้มั้ยล่ะ ห้องน้ำห้องส้วมทำให้สดสวยงดงามให้ลื่นไปเลยเจ้าของไปล้มทั้งหงายในห้องน้ำ เรายกตัวอย่าง หลวงปู่ขาว เพราะเป็นพระองค์สำคัญมากต่อจิตใจของชาวพุทธเราท่านก็เข้าในห้องน้ำ เข้าไปก็ลื่นในห้องน้ำ ตั้งแต่นั้นเลยป่วยโซซัดโซเซ ต่อกันไปเลยถึงวันมรณภาพ

ต้นเหตุคือหกล้มในห้องน้ำนั่นแหละเป็นต้นเหตุให้ป่วยแล้วก็โซซัดโซเซ แล้วต่อไปก็เลยไปเลย  นี่ล่ะห้องน้ำเป็นอย่างงั้น เพราะฉะนั้น เราไปที่ไหนที่ถูกนิมนต์ทั่วประเทศไทยส่วนมากเขาจะจัดให้อย่างดิบอย่างดีเหมือนสมเด็จพระสังฆราชเสด็จ เขาจะให้ดิบให้ดี แต่หลวงตาไม่เป็นอย่างงั้น ก็หลวงตาไม่ได้เป็นสมเด็จสังฆราช ไปที่ไหนก็ดูแบบหลวงตาบัวสิ เข้าห้องน้ำห้องส้วมต้องระวังเต็มเหนี่ยวเลย เพราะเขาไปเป็นอันตรายจริง ๆ เขาจัดให้อย่างดิบอย่างดี ลื่นเท่าไหร่ยิ่งดี แต่หัวแตกดีไม่ดีเขาไม่ได้คิด  เขาเป็นความสะดวกของเขา เพราะงั้นเราไปที่ไหนจึงต้องระวังห้องน้ำเป็นสำคัญมากทีเดียว เพราะบรรดาลูกศิษย์ลูกหาไปงานใด ๆ สถานที่ใด เขาจะจัดกุฏิให้ตามโลกสมมตินิยมให้สวยงามดีที่สุด สมเกียรติ แล้วก็เอาเราไปที่นั่น ที่สมเกียรติของโลกกับสมเกียรติของธรรมมันต่างกัน

จึงต้องระวัง เราไปที่ไหนต้องระวัง เพราะงั้นจึงไม่ค่อยผิดพลาดมาก เรื่องหกล้มปรากฏนี้ไม่มี เพราะความระวังตลอดเวลา นี่ความสำคัญที่ห้องน้ำนะ มักจะเป็นอันตรายอยู่ตลอดเวลา เราไปเราจึงไม่เสียท่าเท่าที่ผ่านมาแล้วก็เพราะความระมัดระวัง ให้พี่น้องทั้งหลายพิจารณาให้ดีนะห้องน้ำห้องส้วมอย่าให้หรูหราฟู่ฟ่าเพื่อเป็นอันตรายต่อตัวโดยไม่รู้สึกตัว เข้าไปนี่ลื่น ๆ ๆ เวลาเราเหยียบให้มันเกาะติด ๆ ๆ นั่นไม่เป็นอันตราย พื้นห้องน้ำต้องมีอะไร เวลาเราไปเหยียบย้ำเราเกาะมันติด ติดฝ่าเท้ามันก็ไม่ลื่น ถ้าแบบทำลื่น ๆ นี่ปึ๋งเลยทันที  นี่เตือนให้พี่น้องทั้งหลายทราบ อย่าเห็นแก่ความหรูหราฟู่ฟ่า ขอให้มีเหตุมีเผลทำห้องน้ำห้องส้วมเพื่ออะไรไม่ใช่เพื่อโก้เพื่อเก๋ เพื่อโอ้เพื่ออวดในห้องน้ำ มันจะเป็นอันตรายที่ทำโก้ ๆ เก๋ ๆ  มันจะเป็นอันตรายต่อตัวเอง ให้ระมัดระวัง จะไปทำให้มันลื่นอะไรนักหนา

ให้กะฝ่าเท้าเดินเข้าไปเหยียบเกาะติด ไม่พลาดไม่ล้ม ความสวยงามแบบโลก ๆ แบบกิเลสเป็นอันตรายต่อตัวเอง อย่านำมาใช้ในวงชาวพุทธเรา ขอให้ใช้สติปัญญาบ้างเถอะ ทำอะไรจะไม่ผิดพลาดมากนัก ถ้าใช้ความพินิจพิจารณา ใช้แบบกิเลสพาใช้ ไปทั้งนั้นแหละ เป็นอันตรายไปตลอด ธรรมพาใช้อย่างน้อยไม่ค่อยเป็นอันตราย มากกว่านั้นไม่เป็นอันตราย สติธรรม ปัญญาธรรม พินิจพิจารณา ไม่ค่อยผิดพลาด ทำแบบตื่นกันน่ะสิ เห็นเขาสวยเราอยากสวย เห็นเขาทำดีอยากดี ดีแบบไหนไม่ได้คิดสิ มันก็เสียตัวเราเองแหละ ห้องน้ำห้องส้วมไม่ว่าที่ไหนไม่ว่าในวัดในวาที่บ้านของลูกศิษย์ลูกหาที่ไหนมักจะมีตั้งแต่เรื่องหรูหราฟู่ฟ่า สวยงามที่สุด เราต้องระวังตัวอย่างมากทีเดียว ไม่งั้นหกล้มมากทีเดียว จึงต้องระวัง นี่มาเตือนท่านทั้งหลาย อย่าหรูหราฟู่ฟ่าด้วยหาเหตุหาผลไม่ได้นะ

ขอให้ดูพองามตา เอาล่ะ งามตาแล้วก็ไม่เป็นอันตราย อย่าให้เพลินไปตามเรื่องกิเลส ดีด้วยอำนาจของกิเลสกับดีด้วยอำนาจของธรรมนี้ต่างกันมากนะ ถ้าพูดถึงสายตาของธรรมแล้วดีเท่าไหร่สะอาดเท่าไหร่ในสายตาของกิเลส จะเป็นความสกปรกโสมมและอันตรายมากในสายตาของธรรม มันขัดกันตลอดเวลา กิเลสเป็นฝ่ายอันตราย มันขัดกันตลอดเวลา กิเลสกับธรรม อย่าหรูหราเกินไปไม่ดีเป็นอันตรายต่อตัวเอง นี่ก็ได้ระมัดระวังตลอด ไปห้องน้ำห้องส้วมที่ไหน ซึ่งถูกเขานิมนต์ ไม่ว่าตามบ้านตามเมือง ไม่ว่าในวัดวา มักจะมีแต่ห้องน้ำที่เขานิยมว่าดี ๆ นี้แหละ ที่เราต้องระวังอย่างมากทีเดียว กุฏิเราเราไม่เห็นต้องระวัง ไม่เห็นมีอะไรปูพื้นพอเข้าไปได้เท่านั้น มีเส้นดับ ๆ ติด ๆ ไว้ ไม่ลื่น ไปสบาย ๆ อย่าเอาเรื่องของโลกมาใช้โดยถ่ายเดียว โดยไม่มีธรรมเข้าเคลือบแฝงเลย ไม่เป็นประโยชน์นอกจากเป็นโทษ

ให้พากันระมัดระวัง อย่าให้หรูหราฟู่ฟ่าแบบกิเลสตัณหาจะพาเราเป็นอันตราย ถ้าแบบธรรมไม่เป็นอันตรายนะ ให้พากันพินิจพิจารณา เรื่องของธรรม ไม่มีอะไรละเอียดลออมากยิ่งกว่าธรรมนะ เพราะงั้น จึงได้เป็นสรณะของโลกเรื่อยมา ธรรมละเอียดลออสุดที่กิเลสจะคาดให้ถึงนะ ธรรมนี่กิเลสคาดไม่ถึง ละเอียดสุดยอด นั่นแหละธรรมมาจับเรื่องของกิเลสเพราะเราจะเป็นผู้รับเคราะห์รับกรรมในความพลาดท่าเสียทีต่อกิเลส ธรรมจึงต้องฉุดลากด้วยการพินิจพิจารณา อะไรจะเสียหายไม่เสียหายเราต้องคิดซะก่อน ขอให้พี่น้องทั้งหลายฟังเสียงธรรมนะ เสียงธรรมนี้เคยประกาศก้องและให้ความสุขแก่โลกมานานแสนนาน แต่กิเลสนั้นมันไม่ประกาศก้อง แต่ความทุกข์ของโลกนั้นประกาศก้องโดยหลักธรรมชาติ เพราะกิเลสผลิตขึ้นมาให้เราหลงงมงายไปตามมัน ก็ล่มจมไปตามมัน เป็นความทุกข์ขึ้นมา

ประหนึ่งว่าประกาศก้องทั่วโลกดินแดนนั่นเอง ให้พากันจำนะ เรื่องธรรมไม่มีอะไรคาดถูก เรื่องกิเลสมีฝั่งมีฝามีเขตมีแดน เรื่องธรรมแล้วคาดไม่ถูก ไม่มีฝั่งมีฝา มีแต่ธรรมล้วน ๆ ความปลอดภัย ความอบอุ่นครอบแดนโลกธาตุเรียกว่า ธรรม ให้พากันพินิจพิจารณา อย่าสักแต่ว่าทำอะไรก็ดี เราเป็นลูกชาวพุทธควรจะนำไปพินิจพิจารณานี่ธรรมะหลวงตาได้เริ่มออกช่วยโลก ประกาศมาจะร่วม ๔ ปีแล้วนะ ธรรมะที่นำมาสอนพี่น้องทั้งหลาย นำมาจากการไตร่ตรองทางด้านปฏิบัติเต็มเม็ดเต็มหน่วย จนกระทั่งเต็มที่แล้วจึงได้เอามาสั่งสอนโลก เพราะฉะนั้น  การสั่งสอนโลกไม่ว่าจะเป็นธรรมะขั้นใดที่เราสอนพี่น้องทั้งหลาย เราไม่สงสัย เราสอนด้วยความแน่ใจว่าไม่ผิด ออกจากความไม่ผิดคือหัวใจที่ทรงไว้แล้วในธรรมอันถูกต้อง

นำออกไปก็เป็นความถูกต้องตามขั้นของธรรม และผู้ปฏิบัติตามจะได้รับผลประโยชน์จากธรรมที่แสดงไปนั้นมากน้อยเพียงไร จะเป็นผลประโยชน์ไปเรื่อยนะ ไอ้ความพลาดท่าไม่มีธรรม นี่ที่เราอุตส่าห์พยายามสอนพี่น้องทั้งหลาย เราตะเกียกตะกายมาถึงขั้นจะเป็นจะตาย การปฏิบัติธรรมเรียกว่าหนักมากที่สุดในหัวใจของเรา เรายกเอาพระพุทธเจ้าพอเป็นสักขีพยานในปฐมฤกษ์ได้แล้วนะ พระพุทธเจ้าทรงสลบถึงสามหน ทุกข์ไหม ทุกข์มากที่สุด นั่นล่ะการฆ่ากิเลสเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ท่านทุกข์มากขนาดไหน เราปฏิบัติครูบาอาจารย์ก็ปฏิบัติมา ส่วนมากมักจะทุกข์มากอยู่เสมอ เว้นแต่ท่านผู้เป็นประเภทขิปปาภิญญา  คือรู้เร็วเห็นแล้ว เพราะอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารนี้เต็มขึ้นมา ๆ แล้ว พอรับพระโอวาทเท่านั้นก็ผึงเลย ๆ ประเภทนี้เรียกว่ารวดเร็ว การทำความพากความเพียรของท่านในวาระสุดท้ายของท่านจึงง่าย

แต่ให้พึงคำนึงว่า ก่อนหน้าท่านยากมาเท่าไหร่ ที่จะมาถึงความสะดวกในวาระสุดท้าย เราต้องคิดย้อนหลัง  อย่างหลวงปู่มั่นที่เราได้เคยมาแสดงให้พี่น้องทั้งหลายฟัง นี่ท่านพูดให้เราฟังเอง มันจะผิดเพี้ยนไปไหน ท่านสลบ ๓ หนเหมือนกัน แต่เราลืมเสีย ที่ว่าท่านสลบเพราะท่านเป็นไข้ แล้วท่านไม่ยอมนอน ท่านนั่งภาวนา ไข้ทุกขเวทนากับธรรม ความอุตส่าห์พยายาม ความอดความทน  สติปัญญาหมุนกันเข้า สุดท้ายล้ม ผลอย ไม่รู้ตัวเลย พอรู้สึกตัวนี่ ที่ไหนได้ล้มแล้ว สลบลงไปแล้ว คือสู้ทุกขเวทนา เวลานั้นเป็นไข้หนักทุกขเวทนาสาหัสท่านไม่ยอมนอน สู้กับทุกขเวทนา เอาถึงเป็นถึงตายกัน สุดท้ายก็ถึงขั้นสลบ พอฟื้นขึ้นมา ท่านรู้ตัวท่านลุกขึ้นนั่งต่อสู้อีก แต่นี้เราก็ลืมเรียนถามท่านเสีย มันมีแต่ความอัศจรรย์ที่อุตส่าห์พยายามของท่าน มาทับความติดตามเรื่องราวของท่านไปเสีย

ลืมถามว่าที่ท่านสลบ ๓ หนนั้น ท่านสลบในเวลาเป็นไข้ครั้งนั้นถึงสามหนทีเดียวหรือว่าท่านเป็นไข้ต่อสู้ทุกขเวทนาคราวใดก็สลบลง นับแล้วเป็นไข้สองสามครั้ง เราลืมถามอย่างนี้เสีย ทราบแต่เพียงว่าท่านสลบถึง ๓ หน แต่ทีนี้เราไม่ทราบเลยว่าท่านเป็นไข้หนเดียวสลบถึง ๓ หน หรือว่าท่านเป็นไข้มากี่หน  นั่นแหละเป็นยังไง ท่านผู้ได้มาเป็นครูเป็นอาจารย์ โรงงานอันใหญ่หลวงในสมัยปัจจุบันโรงงานไหนจะเกินโรงงานคือพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นเรา ผลิตพระออกมาเป็นเพชรน้ำหนึ่ง เท่าที่เรานับ ๑๐ กว่าองค์ไม่ใช่น้อย ๆ นะ ระบุเลย กิเลสออกหน้าออกตาตีตลาดลาดเล จะให้คนเป็นส้วมเป็นฐานไปหมด เพราะอำนาจแห่งความเลวร้ายของมันทีนี้พออำนาจความดีที่ตีต้อนกันมีขึ้นมากับผู้ปฏิบัติด้วยความเอาจริงเอาจัง ผลปรากฏแล้วทำไมพูดไม่ได้

ถ้าพูดธรรมะคือเป็นความดีความงามตลอดความเลิศเลอไม่ได้แล้วศาสนานี้ก็หมด ไม่มีใครยอมรับความจริง จะยอมรับของปลอม จมกันวันยังค่ำ ทุกภพทุกชาติไปเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรจะมาฟื้น เพราะไม่ยอมรับความจริง เพราฉะนั้น ธรรมก็เป็นความจริงอันหนึ่ง กิเลสก็เป็นความจริงอันหนึ่ง มันแสดงได้เต็มตัวของมัน จะพูดเรื่องของมันก็พูดได้เต็มปาก คือธรรมะก็เต็มตัวของผู้ปฏิบัติที่เข้ามาบรรจุในใจของตนแล้ว เมื่อรู้แล้วมากน้อยเพียงไรก็ต้องพูดได้เช่นเดียวกัน มันจึงเป็นความเสมอภาค เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ควรนำมาให้พี่น้องทั้งหลายฟังในผลแห่งความปฏิบัติของครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น อันเป็นโรงงานอันใหญ่โตแห่งลูกศิษย์ทั้งหลายนั้น จำนวนเวลานี้ ๑๐ กว่าองค์ เราต้องไปเห็นอัฐิของท่าน คืออัฐินี่ท่านก็บอกไว้แล้วในตำรับตำราไม่คลาดเคลื่อนแล้วว่า อัฐิที่จะกลายเป็นพระธาตุนั้นต้องเป็นอัฐิพระอรหันต์เท่านั้น

ฟังแต่ว่าเท่านั้น คนอื่น ๆ เป็นไม่ได้ เป็นได้แต่อัฐิพระอรหันต์เท่านั้น ทีนี้เมื่ออัฐิกลายเป็นพระธาตุขึ้นมามาอย่างโจ่งแจ้งแล้ว ทำไมเราจะไม่พูดได้ตามแถวในของตำรับตำราที่ท่านแสดงไว้ล่ะ นี่อย่างลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ๑๐ กว่าองค์เรานับมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ยกตัวอย่างมาตั้งแต่หลวงปู่แหวนก็เพชรน้ำหนึ่ง หลวงปู่ขาวก็เพชนน้ำหนึ่งมาแล้ว หลวงปู่คำดี หลวงปู่ฝั้น อันนี้เรายังไม่ได้เห็นตัวจริง แต่ลูกศิษย์ที่มาพูดให้เราฟังนั้นเป็นลูกศิษย์มีครู มีความเคารพนับถือ คืออัฐิส่วนใหญ่ของท่านยังไม่เป็น     การรับแจกก็จากเราเอง เพราะเราเป็นประธานการเก็บและการแจกอัฐิของหลวงปู่มั่น เราเป็นประธานในวงกรรมการ เราเป็นผู้ชี้แจง ผู้บอก อันไหนที่จะคัดเลือกเข้าเป็นสาระเป็นเวลานานเข้าไป สำหรับส่วนรวมก็ให้แยก เราเป็นคนสั่งแยกเอง ๆ อันไหนที่มันเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งควรจะแจกจ่ายให้เป็นประโยชน์ทั่วถึงกัน เราก็แยกออก ๆ

เสร็จแล้วเราก็เอาส่วนย่อยนี้แจกให้ประชาชนทั้งหมด ส่วนใหญ่เราก็เอาเก็บไว้ ส่วนย่อยส่วนแยกที่ประชาชนเก็บไว้ที่บ้าน เขามาบอกเราว่าอัฐิหลวงปู่ฝั้นกลายเป็นพระธาตุ ถ้าจะพูดก็พูดให้ถึงพริกถึงขิง เวลาธรรมได้ออกสนามต้องออก ใครเก่งกว่าธรรมมา ว่างั้นเลย ถ้าลองได้ขึ้นเวที จะไม่ถอยใครนะ มันจ้าในหัวใจแล้วจะถอยใครว่ะ เรื่องหลวงปู่ฝั้น ท่านเตรียมพร้อมมาแล้วตั้งแต่หลังจากถวายเพลิงหลวงปู่มั่น เพราะท่านเป็นหัวหน้าใหญ่อยู่นั่น คอยดูการงานทุกอย่าง ทุกข์ลำบากขนาดไหนก็ทนเอา ทนเพื่อครูบาอาจารย์จริงๆ พอานเสร็จแล้ว เราก็สลบไสล เราก็รีบมา ท่านก็เล่าให้ฟังต่อหน้าต่อตาเลยนะ พยายามจะเข้าหาท่าน โดยเฉพาะจะพูดอรรถพูดธรรม ให้ถึงเหตุถึงผลต่อกันโดยเฉพาะ ไม่มีเวลา เพราะท่านมีลูกศิษย์ลูกหาไม่มากก็พระเณรอยู่นั่น เราจะพูดเฉพาะกับท่านในธุระอันสำคัญ ๆไม่มีเวลาจะพูด

แล้วพอดีท่านพูดให้ฟังเอง ที่มันชัดเจนนะท่านเล่าให้ฟัง ท่านจะสสบไสลมาจากวัดสุทธาวาสพยายามอุตส่าห์ตะเกียกตะกายงานของหลวงปู่มั่นให้เสร็จ เจ้าของเป็นยังไงก็ทนเอา พองานเสร็จปั๊บท่านก็ออกเลย  พอมานี้จิตมันเพียบเต็มที่แล้ว ทั้งอยากพักผ่อน ร่างกายก็เพียบเต็มที่ มาก็เข้าที่เลย ท่านเล่าให้ฟัง เวลานั้นมีพระอยู่สององค์ เวลาเราจะพูดกันแบบถึงพริกถึงขิง เหมือนกับว่าการตบการต่อยการหาความจริงเข้าใจมั้ย เราก็ไม่อยากให้พระทั้งหลายได้ฟัง เพราะระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ พูดกันเฉพาะสองต่อสอง ถ้าควรตำหนิก็เอากันตรงนั้น คนชมกันตรงไหนก็เอากันตรงนั้น  ทีนี้ก็มีพระอยู่นั่นสององค์สามองค์จะคุยอะไรกับท่านโดยเฉพาะ ถามท่านโดยเฉพาะก็ไม่มีเวลา ท่านก็มาเล่าให้ฟังเสียเอง เหตุที่จำเงื่อนได้ ท่านมาเล่าขั้นที่มาถึงวัดแล้ว มันจะสลบไสล จิตเข้าของมันเลย มันจะไป มันจะไม่อยู่

พอจิตรวมเข้ามาผึง เหลือแต่ความสว่างไสวจ้าอยู่ภายใน ท่านก็พูดตามเรื่องของท่าน แต่เราก็นั่งฟังอยู่นี่ เพราะตั้งตาอยู่แล้วที่จะต่อยกัน แต่นี่ไม่มีโอกาส ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ ท่านอาจารย์ฝั้นเป็นอาจารย์เราก็เป็นลูกศิษย์ ลูกศิษย์กับครูต่อยกันฝึกซ้อมกัน เป็นอะไรไป ตั้งแต่นักมวยเขายังฝึกซ้อมกันใช่มั้ย นี่ลูกศิษย์กับครูเวลาจะเอากันถึงพริกถึงขิงก็ต้องเอากันอย่างนั้น พอท่านเล่าถึงนี่ให้ฟัง ถึงขั้นที่จิตมันจะไป จิตมันหดเข้ามาหมด ยังเหลือความสว่างไสวภายในใจจ้าอยู่นี้ สว่างจ้ามันจับได้แล้ว ทันทีทีเดียวไม่ต้องพูดมาก จะไปถึงจุดที่เราต้องการอยู่แล้วที่จะกราบเรียนถามให้ท่านเล่าเรื่องธรรมเหล่านั้นให้ฟัง พอดีท่านก็บอกว่าจิตมันรวมเข้าไปแล้ว มันมาอยู่นี้ผ่องใสแจ๋วอยู่ในนี้ แสงใสแจ๋วนี่ก็จ้าออกจากความผ่องใสจิตสว่างไสว ทางนี้มันก็ขึ้นทันที เห็นมั้ยล่ะนี่ล่ะธรรม ไม่ได้พูดว่าเคารพหรือไม่เคารพ ธรรมเหนือกว่าความเคารพเป็นไหน ๆ พอท่านพูดทางนั้นทางนี้ก็ขึ้นรับทันที

พอท่านพูดว่าถึงจุดนี้เป็นความสง่าผ่องใสจ้าอยู่นี้เลยทางนี้แทนที่จะชมไม่ได้ชม ยังตายอยู่นี่เหรอ นึกว่าผ่านไปถึงไหนแล้ว มันตอบกันภายในใจ เราเสียดาย เราอยากจะพูดกับท่านสักคำ พอพูดอีกสักคำ ถวายธรรมะท่านจะขึ้นทันทีไม่นาน แต่มันก็เสียดายที่พระไปยุ่ง ไม่ได้พูดถึงพริกถึงขิง แต่ยังไงก็ตาม เราก็ถือเอาความแน่นอนว่า จิตนี่เข้าถึงขั้นนี้แล้วยังไงก็ไม่อยู่จะพุ่งเลย เป็นแต่เพียงช้ากับเร็ว แต่ที่เรื่องที่จะถอยไม่มี มีแต่เพื่อความหลุดพ้นโดยถ่ายเดียว ถ้ามีผู้แนะปั๊บจะเร็วนะผึงเลยทันที ถ้าไม่มีผู้แนะก็ไปไปตามลำพังเอง นี่ก็ไปแต่จะช้า นี่ถึงจุดนี้ที่ท่านว่าใสแจ๋ว สว่างจ้า แทนที่จะชมไม่ได้ชม ยังนอนตายอยู่นี่เหรอ ฟังสิ มันขึ้นรับกัน  เสียดายไม่ได้ถวาย เดี๋ยวนั้น พระก็อยู่ที่นั่น ทำยังไงน่ะ เวลาพูดกับสมาคมก็ต้องมีสูงมีต่ำธรรมดา

อย่างพระจิตคุปนั้นน่ะ ไปเล่าถวายถามธรรมะท่าน เทวดาทั้งหลายมีความรักท่านมากที่สุด ท่านจะไปที่ไหนไม่ยอมให้ไปง่าย ๆ พวกเทวดาอยู่ในถ้ำนั้นน่ะ เขารักษาท่านอย่างเข้มงวดกวดขันธ์ เวลาท่านอยู่นาน ๆ ใครนิมนต์ไปไหน ๆ ท่านก็ไม่ยอมไป แม้ที่สุดพระมหากษัตริย์นิมนต์ท่านให้ไปพระราชวัง ท่านก็ไม่ยอมไป ถึงขนาดพระมหากษัตริย์ทรงออกอุบายทีเดียว ต้องขออภัยต้องเอาผ้าไปพันนมแม่ลูกอ่อน ไม่ให้กินนม แล้ว พระราชารับสั่งให้นำผ้าไปพันนม แล้วให้รีบไปนิมนต์พระจิตคุปมาพระราชวัง ไปนิมนต์ก็กราบเรียนท่านตามความจริง เวลานี้พระราชท่านเอาผ้าพันนมแม่ลูกอ่อน ไม่ให้ลูกอ่อนกินนม จนกว่าท่านอาจารย์นี่จะลงไปเยี่ยมพระราชาเมื่อไหร่  ท่านจึงจะประกาศเปิดผ้ากินนมแม่ลูกอ่อนไว้ ลูกถึงจะได้กินนม พอว่างั้น พระจิตคุป ตาย! ถ้าอย่างนี้เด็กก็ตายหมดล่ะซิ คึกคักลงเดี๋ยวนั้นเลย

ทีนี้เขาร่ำรือว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ลูกศิษย์ท่านเป็นพระอรหันต์ ไปก็ไปเรียนถามท่าน ไหนเวลานี้ประชาชนทั่วเขตแดนว่าท่านเป็นพระอรหันต์ แล้วเวลานี้ท่านอาจารย์เป็นรึยัง  โอ้ย!ยังนะ ยังเป็นยังไงเล่าให้ฟังสิ อาจารย์นี่ถึงจะสูงกว่าลูกศิษย์ก็สูงในฐานะเป็นอาจารย์ ลูกศิษย์เป็นพระอรหันต์ พอว่างั้น ท่านอาจารย์ติดข้องตรงไหน ว่ามา เอาล่ะทีนี้รู้ช่องทางแล้ว ถวายธรรมะปึ๋งเข้าไปเท่านั้น เออ!เข้าใจแล้ว เอาล่ะทีนี้รู้ช่องทางแล้ว ท่านกำลังป่วยนะเวลานั้น ลูกศิษย์ไปเยี่ยม ทีนี้เวลาถามถึงถูมิธรรมท่านตามที่คนเขาร่ำรือว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว เวลาลูกศิษย์ที่เป็นพระอรหันต์ไปถาม ท่านบอกว่าท่านยัง ถ้ายัง ท่านขัดข้อง ว่ามา ท่านก็อธิบายออกมาให้ฟัง ลูกศิษย์ก็ถวายธรรมปึ๋งเข้าไป ให้พิจารณาอย่างงั้น ๆ เออ! เข้าใจแล้ว  ทางเดินเข้าใจแล้ว ออกไปได้ คือให้ลูกศิษย์ออกไปจากที่ท่านนอนเป็นไข้  พอลูกศิษย์ออกไปยังไม่ถึงไหน ยังไม่พ้น พอออกไป เออ! เข้าใจแล้ว

นี่ล่ะผู้ที่บอกตามหลักความจริงจะไม่ช้า ท่านเป็นพระอรหันต์ในขณะนั้น หลังจากที่ได้ฟังอุบายจากลูกศิษย์ซึ่งเป็นพระอรหันต์แนะเท่านั้น ท่านก็เข้าใจแล้ว ทางจะก้าวเดิน เห็นมั้ยนี่ล่ะธรรมะ  ถ้าผู้ไม่รู้เปิดไม่ได้นะ  เราไม่ได้ยกตนข่มท่าน ครูบาอาจารย์เช่น หลวงปู่มั่นนี่เราเคารพเทิดทูนท่านมากที่สุด ทั้งรักทั้งเคารพท่าน แต่เรายังเสียดายยังมาพูดอย่างนี้ให้เราฟัง จิตมันรวมเข้ามานี่มันสว่างจ้าอยู่จุดผ่องใสแจ๋ว  เท่านั้นจับได้แล้ว เพราะฉะนั้นมันต้องพุ่งออกมาทางนี้ มันไม่ได้ว่าธรรมดานะ การที่จะจมอยู่ในกองทุกข์ ที่จะดึงขึ้นมีคุณค่าขนาดไหน ทำไมจึงมาตายอยู่กับสิ่งเหล่านี้ นี่เราแน่นอน หลังจากนั้นมาอีก ตั้งแต่ ๒๔๙๒–๒๕๒๐   ๒๔๙๓ เผาศพหลวงปู่มั่น  ท่านมาเล่าให้ฟัง ตอน ๒๕๐๖  วันที่ท่านเล่ากับเรา เป็นวันที่เราไปเผาศพท่านอาจารย์กงมา เราจึงถือโอกาสจะไปเรียนถามธรรมะท่านโดยเฉพาะ

ปีเราไปเผาศพท่านอาจารย์กงมา เผาปี ๒๕๐๖ ปีเผาศพ  จาก ๒๕๐๖ มาถึงปี ๒๕๒๐ ปีที่ท่านมรณภาพ เป็น ๑๔ ปี ผ่านได้ เพราะอันนี้จะออก นี้จะพุ่งเลย ให้ไปทางอื่นไม่มี มีแต่จะพุ่งเลยถ่ายเดียว เป็นแต่ว่าชักช้าขาดผู้นำ คือผู้แนะ ผู้แนะมีความรู้เหนือกว่าแล้ว แนะแล้วพุ่งเลย  ยังไงก็พ้นแน่เราจึงเชื่อเลยว่าจากนั้นมา ๑๔ ปีท่านต้องผ่านได้แล้ว ทีนี้เขามาเล่า อัฐิท่านกลายเป็นพระธาตุแล้ว เราเชื่อทันทีเลย            ก็เป็นเวลา ๑๔ ปี เราพูดด้วยความเทิดทูน นี่ก็องค์หนึ่ง จากนั้นก็องค์ไหนบ้าง หลวงปู่พรหมก็ลูกศิษย์ท่านอยู่ที่เชียงใหม่ กลายเป็นพระธาตุแล้ว ปีหนึ่งผ่านไป หลวงปู่ตื้อ นี่ล่ะพยานของหลวงปู่มั่น ที่ว่าเป็นโรงงานใหญ่โตสำหรับผลิตลูกศิษย์ให้เป็นเพชรน้ำหนึ่งขึ้นมา ให้พวกเราได้กราบไหว้บูชา จากนั้นก็ท่านจวนก็เคยจำพรรษาที่หนองผือด้วยกันกับเรา ท่านล้าภูจ้อก้อก็เคยอยู่หนองผือกับเรา

พอหลวงปู่มั่นมรณภาพแล้วก็ติดสอยห้อยตามเราไปอยู่ที่ห้วยทราย  เราจากห้วยทรายไปจันฯ ท่านก็เลยอยู่ที่ภูจ้อก้อเรื่อยมา นี่อัฐิของท่านก็กลายเป็นพระธาตุ หลายองค์มั้ยล่ะ พิจารณาสิ แม่ชีแก้วอัฐิเป็นพระธาตุแล้ว นี่ละการปฏิบัติ ถ้าตั้งใจมีผู้ปฏิบัติตามศาสนธรรมพระพุทธเจ้าอยู่เรื่องธรรมนี้อกาลิโก คงเส้นคงวาหนาแน่น และสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ชอบเพื่อมรรคผลนิพพานแก่ผู้ปฏิบัติถูกต้องตามที่สอนไว้แล้วนั้นแล เพราะฉะนั้น เมื่อมีผู้ใดประพฤติปฏิบัติตามศาสนธรรมผู้นั้นก็ชื่อว่าก้าวเดินเพื่อมรรค ผล นิพพานตลอดไป ผู้ใดเอื้อมไปทางกิเลสตัณหามันก็จะฟัดลงนรกอเวจี ให้พากันพินิจพิจารณากันเสียแต่บัดนี้นะ  เราที่ยังไม่สายเกินไป หมุนไปทางดีก็ได้ หมุนไปทางชั่วก็ได้ เวลานี้ ให้รีบหมุนตัวไปในทางที่ถูกที่ดี เรื่องความลำบากลำบนในการจะสร้างความดี เป็นอุบายของกิเลสปิดกั้นทางเดินของเราทั้งนั้น

อย่าถือว่าเป็นอุปสรรค บุกเลยไม่ต้องถอย เวลาเราเป็นเราตายไม่มีใครช่วยเรานะ บุญกุศลจะช่วยเราเท่านั้น  บาปช่วยยันลงบุญกุศลช่วยหนุนขึ้น มันก็อยู่กับเราคนเดียว ถ้าเราประมาทแล้วให้กิเลสตัณหาลากลงทางต่ำเรื่อย ๆ ถือว่าเป็นความสะดวกสบาย ๆ ไปตามกิเลสแล้วลงเลย ถ้าผู้บำเพ็ญความดี เราจะลำบากขนาดไหน สู้ พระพุทธเจ้าสลบถึง ๓ หน ท่านยังไม่ได้เป็นศาสดาเพราะความอุตส่าห์พยายามของท่าน เราอุตส่าห์พยายามไม่สลบไสลก็ตามก็เรียกว่าเดินตามครู  อ้าวเดิน อย่าไปถอยนะ อย่าให้กิเลสกล่อมนะ พวกเราถือพุทธัง ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ทั่วโลกแห่งชาวพุทธของเรา โดยไม่รู้สึกตัวเลยว่า พวกเราถือกิเลส สรณัง คัจฉามิ  ความโลภ สรณัง คัจฉามิ ความโกรธสรณัง คัจฉามิ ราคะตัณหา มีผัวมากเมียมาก กินไม่อิ่ม สรณัง คัจฉามิ เวลานี้พวกเรามีแต่อันนี้เป็นสรณะนะ

ความดีดความดิ้น ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ความได้ไม่พอ ไม่รู้จักป่าช้า ว่าจะตายเหมือนโลกเขารู้จักพอ นี่ก็สรณัง คัจฉามิ เป็นยังไงพวกเรามีสรณัง คัจฉามิอะไรบ้าง มีตั้งแต่ความไม่รู้จักตาย มีแต่ดีดแต่ดิ้น ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไปจนถึงวันตายน่ะหรือ มันตายแล้วนะและพวกเรามันมี  ไอ้พวกนี้คือสรณัง คัจฉามิเต็มเนื้อเต็มตัว ถ้าใจไปวัดไปวาก็อุปสรรคยุ่งยากปากหมองวันนี้ไม่มีโอกาสไปวัดได้แล้ว สรณัง คัจฉามิเสีย ไปตามกิเลสเสีย จะทำบุญให้ทาน เรายิ่งจนจะให้ทำอะไร สุดท้ายกิเลสก็เอาไปกินเสียหมด ก็สรณัง คัจฉามิเสีย

ทานเลยไม่ได้เป็นสรณัง คัจฉามิ มีแต่ความตระหนี่ถี่เหนียวเป็นสรณัง คัจฉามิ ถ้าจะให้ภาวนาเข้าไปห้องพระแล้วก็ฟังเสียงร้องแหง็ก ๆ เหมือนจะจูงหมาใส่ฝน เข้าไปห้องพระที่จะกราบไหว้บูชา ประหนึ่งว่าจูงหมาใส่ฝน ร้องแหง็ก ๆ เข้าไป ยังไม่ถึงห้องพระดี กราบตรงนี้แหละ วันนี้เหนื่อยมาก กราบอรหัง สัมมาฯ กิเลสค้านคอมัน เข้าใจมั้ย  พวกเรามีแต่พวกสรณัง คัจฉามิของกิเลสทั้งนั้น เรื่องศีลเรื่องธรรมมันไม่มีเป็นสรณัง คัจฉามิ นะ ให้เอาพุทโธ ธัมโม สังโฆ เอายากขนาดไหนฟัดมันลงไปเป็นสรณัง คัจฉามินะ เอาล่ะพอ

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก