ธรรมและวินัย คือ องค์ศาสดาแท้
วันที่ 27 กันยายน 2544 เวลา 15:00 น.
สถานที่ : วัดสันติธรรมาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

เทศน์อบรมพระและฆราวาส    วัดสันติธรรมาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

วันพฤหัสที่ ๒๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๔ (ตอนบ่าย)

ธรรมและวินัย คือ องค์ศาสดาแท้

 

        เณรนิสัยเด็กเอาผ้าเหลืองมาครอบหัวมันมันก็เป็นลิงจนได้ ที่วัดป่าบ้านตาดไม่ค่อยมีเณร ส่วนมากมีชั่วระยะ พอพูดอย่างนี้แล้วก็ระลึกได้อยู่วัดป่าบ้านตาด มีเณรหนึ่งอยู่นั่น อายุประมาณ ๑๔ ปีรูปร่างมันเล็ก ๆ ไม่ได้โต นอกนั้นมีแต่พระทั้งวัด มีเณรองค์เดียว จะไปเล่นกับพระอะไร ๆ ก็ไม่ได เดี๋ยวพระจะเขกกบาลเอาสิ พระท่านไม่เล่น ไม่เหมือนเด็ก มันคงจะหิวกระหายอยากเล่น ไปทำอะไรไม่รู้นะ ไปทำบั้งไฟเล็ก ๆ ไปขโมยทำอยู่ไหนไม่รู้นะ ถามพระไม่รู้นะ เณรเพียงคนเดียวนอกนั้นเป็นพระหมด ถึงขนาดทำบั้งไฟ ขโมยทำในวัดในป่า พระไม่รู้ซักองค์เดียว เขาไปขโมยทำของเขา เขาคึกคะนองภาษาเด็ก บั้งไฟเล็ก ๆ ซี๊ด ๆ ๆ ขึ้น เหมือนบั้งไฟใหญ่ แต่นี่เขาทำเล็ก เวลาหลังมานี่เราถึงถามว่าบั้งไฟนี่ทำได้ยังไง ทำไมถึงรู้วิธีทำ เขาบอกว่าตอนที่เขาเป็นเด็กเขาไปกับพ่อเขาไปทำบั้งไฟอยู่ในวัด พระท่านทำบั้งไฟ ตะไลบ้างอะไรบ้างก็ไปดูพ่อทำ เลยได้วิชานั้นมาทำ

            เหตุเบื้องต้นก็ทางจงกรมอยู่ลึก ๆ ในป่า เพราะในวัดป่าบ้านตาด แต่ก่อนพระไม่ให้มีมากนะ อย่างมากไม่ให้เลย ๑๘ องค์ เราสงวนสถานที่และการภาวนาสำหรับพระ จึงไม่รับพระมาก ซึ่งแต่ก่อนก็มีครูบาอาจารย์หลายองค์ ครูบาอาจารย์ท่านยังไม่ร่วงโรยไป พระก็แตกกระจัดกระจายไปอยู่ที่ครูบาอาจารย์องค์นั้นบ้างองค์นี้บ้าง หลายองค์ ในวัดเราก็ผ่อนผันสั้นยาวได้ หรือจะเคร่งกว่านั้นก็ได้  เช่น ในวัดเราอย่างมากไม่ให้เลย ๑๘ องค์ แค่นั้น ๆ นะ ทีนี้วันนั้นก็มาดลบันดาลแปลกอยู่นะ เราก็เดินจงกรมอยู่ในทางจงกรมของเรากลางคืนนะ พอออกทางจงกรมก็บึ่งใส่ทางนู้นเลยนะ ใส่ทางจงกรมในป่าลึก ๆ ในล่ะเป็นสถานที่ซุ่มตัวจุดบั้งไฟอยู่ที่นั่นของเณร เรียกว่าไม่มีใครเห็นล่ะท่า เพราะมันอยู่ลึกจริง ๆ ไม่มีใครเข้าไป พระก็ ๑๗–๑๘ องค์ก็พออยู่แล้ว สงัดมากทีเดียว เพราะฉะนั้นที่นั่นจึงเป็นที่สงัดมากกว่าที่อื่น ๆ แกก็ไปขโมยจุดบั้งไฟอยู่ในป่า

ประมาณ ๒ ทุ่ม เราออกจากทางจงกรมแล้ว มันดลบันดาลยังไงไม่ทราบแล้วบึ่งเข้าไปนั่นเลย ซึ่งแต่ก่อนเราก็ไม่เคยไป วันนั้นมาดลบันดาลยังไงไม่รู้นะ ออกจากทางจงกรมบึ่งเข้าไปเลย พอเดินเข้าไปมืด ๆ พอจวนจะถึงแล้ว มองเห็นบั้งไฟ ซี๊ด ๆ ๆ ๆ จุดเพลินอยู่คนเดียว เณรน้อยจุดบั้งไฟเพลินอยู่คนเดียว ขึ้นจริง ๆ ด้วยนะ เสียงอะไร มันก็ยิ่งให้ขยับสนใจเข้าไป ค่อยด้อมเข้าไป ยังไม่นึกว่าเป็นบั้งไฟนะ เดินเข้าไปที่ไหนได้ เณรน้อยองค์นั้นจุดบั้งไฟขึ้น คนเดียวเลยนะ พอเราเดินเข้าไปตรงนั้น พอมันจุดนั่นขึ้นแล้ว เตรียมอีกจะจุดอีกมันมีหลายบั้งเหมือนกัน พออยู่ ๆ เราก็โผล่เข้าไปเลย มันมองเห็น โอ๊ยตัวสั่นเลย ก็มองเห็นเสือโคร่งใหญ่ซะด้วยนะ ไม่ใช่เห็นธรรมดา เสือดงเสือดาวก็ไม่เห็น ไปเจอเสือโคร่งใหญ่เข้ามากำลังเหมือนหนึ่งว่าจะตะครุบ เข้าไป เณรทำอะไร โอ๊ยทำไปอย่างงั้นล่ะ พูดเสียงสั่นไปหมดเลย เราเดินดูนั้นดูนี้ แกก็นั่งตัวสั่น ไหนล่ะมีอะไรอีกล่ะ มองดูเห็นบั้งไฟอยู่ ๓-๔ บั้ง

มันกำลังจะจุดขึ้นอีก เราก็เดินดูนั้นดูนี้ มันมีเสาเล็ก ๆ เสาบั้งไฟน้อยนั่นแหละแล้วกำลังจะจุดขึ้นอีก พอดีเราโผล่เข้าไป เราก็ไม่ว่าอะไร เหมือนไม่มีอะไร คือมันอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ลิงมันดิ้น ความหมายว่างั้นแหละ ถ้าจะบอกว่าลิงดิ้น พาลิงมาเล่นมันก็ไม่กล้าบอก เหมือนกับเพื่อนแกล่ะ แต่แกนั่งตัวสั่น พอออกไปแล้วเราก็หนีไปเลย บั้งไฟที่ยังอยู่เหลือนั่นไม่ทราบมันจุดอีกหรือมันป่าเข้าป่าก็ไม่รู้ มันหมดขลัง บั้งไฟมีกี่บั้งมันก็ไม่มีขลัง หมดขลังแล้ว ลองตัวสำคัญมาแล้ว ตัวสำคัญก็เสือโคร่งใหญ่ซะด้วย ไปเวลาเงียบ ๆด้วย เป็นจังหวะที่พอดี ทีนี้เราคิดแล้วมันคงจะกลัวมากมายเราไม่พูดถึงเลยนะมาตั้ง ๓ วัน ๔ วัน เรายังไม่พูด เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บั้งไฟที่มันเอาวางไว้เราก็ไม่เคยถามถึง

จนกระทั่งจางไป  ๆ ดูลักษณะท่าทาง สีหน้าสีตามันค่อยปกติเข้ามา จนกลายเป็นปกติ อารมณ์ที่กลัวเราจากความผิดของตัวเองคงหายไปหมด จากนั้นเราถึงได้เรียกมาหลายวันอยู่นะ คือดูเณรซะก่อน ผิดก็ทราบว่าผิดภาษาเด็กมันก็รู้อยู่แล้วใช่มั่ย อย่างงั้นเราเป็นเหมือนไม่มี ไปเจอแล้วเหมือนไม่เจอ เฉย ธรรมดา จนเณรนั้นกลายเป็นปกติเรียบร้อย เรื่องราวถึงได้รู้นะ ว่าที่ทำบั้งไฟนี้ทำไมจึงทำได้ ไปเรียนวิชามาจากไหน รู้มาจากไหน แกจึงเล่าให้ฟัง ตั้งแต่แต่เป็นเด็กพ่อพาไปทำบั้งไฟที่วัดไปสังเกตดูท่านทำแล้วก็เลยมาทำตาม จากนั้นเราก็อบรมสั่งสอนธรรมดา ไม่มีแสดงอาการอะไร แต่เพื่อให้เป็นไปตามหลักธรรมวินัย เราลงทัณฑกรรม คือตามหลักวินัย ศีลของเณร เณรผิดศีลผิดธรรมยังไง ควรจะปฏิบัติยังไงให้ถูกต้องตามหลักแห่งธรรมวินัย พอแนะนำสั่งสอนเรียบร้อยแล้ว

เราบอกว่าให้พระมากำกับ คือที่ตะวันตกศาลานั้น แต่ก่อนเป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นหญ้า ไม่มีอะไรล่ะ เป็นดินธรรมชาติ เลยบอกให้เณรเอาดินในจอมปลวกนั้นมาถมหลุมอันนี้วันละ ๑ ชั่วโมง ไม่เอามาก แล้วให้พระมาคอยกำกับให้เณรไปขุดเอาดินบนจอมปลวกมาเท ใส่บุ้งกี๋มาเท ถม ทำอยู่ ๓ วันก็พอดีแถวนั้นก็เรียบพอดี จากนั้นก็มาสอนอีก อย่าทำอย่างนี้นะไม่ได้นะ การที่เราไม่รับเณรเข้ามาในวัดก็มันมีเหตุการณ์อย่างนี้ เพิ่งเกิดขึ้น เราคิดไว้แล้วมันจะเป็นอย่างนี้ พูดถึงเรื่องว่าไม่ค่อยได้รับเณร คือเณรมันเป็นเด็กถึงจะเอาผ้าเหลืองผ้าสีขนุนอะไรมาใส่มันก็เป็นผ้าเป็นสีขนุน แต่เณรมันก็เป็นเณร เด็กมันก็เป็นเด็ก นิสัยเป็นลิงมันก็ลิงตามประสาของเด็ก ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่ค่อยรับ ขบขันดีนะ คนหนึ่งกลัวจะตายคนหนึ่งขบขัน เด็กมันเป็นอย่างงี้เอง เราไม่ได้คิดว่าเป็นความผิดความพลาดอะไรของเณรนะ เณรมันเป็นอย่างนี้เอง

มันอยู่คนเดียวไม่ได้ คือมันต้องชอบสนุกเล่นนั้นเล่นนี้ ทีนี้อยู่กับพระเล่นกับพระไม่ได้นะพระท่านเอาจริงเอาจัง ท่านภาวนา ไปเล่นกับท่านได้ยังไงมันก็กลัวน่ะสิ เพราะพระองค์ไหนก็ขึงขังตึงตัง ไม่มีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสกับเณรพอจะไปทะลึ่งท่านได้ แล้วมันไปทะลึ่งอะไร มันก็ไปทะลึ่งกับบั้งไฟ เข้าท่าดีนะ ขึ้นนะ มันจุดปั๊บขึ้น ซี๊ด ๆ ๆ ๆ ขึ้น เข้าท่าดี เป็นบั้งไฟเล็ก ขึ้นสูงนะ วัดกรรมฐานไม่ค่อยมีเณร สำหรับพระปฏิบัติจริง ๆ ท่านไม่ค่อยจะยุ่งกับเณร คือเณรมันลอดตาข่ายอยู่นะ ตาข่ายแห่งธรรมแห่งวินัย มันก็ไม่พ้นที่มันจะออกนอกลู่นอกทางไปตามประสาของเณรจนได้ เราจึงไม่ค่อยรับ ก็มีแต่พระอย่างงี้ดีดผึง ๆ มองดูองค์ไหนเหมือนเป็นแบบพิมพ์เดียวกันเลย เอาจริงเอาจังทุกอย่าง ข้อวัตรปฏิบัติเคร่งครัด ปฏิบัติตัวเอง ต่อข้อวัตรปฏิบัติ และต่อศีลต่อธรรมตลอดเวลา

เณรเข้ามาก็ขวางกันน่ะสิ มีไว้ก็สำหรับรับประเคนของเท่านั้นแหละ ครั้งพุทธกาลท่านมีเณรรับใช้พระ พระเป็น ๔๐๐–๕๐๐ เณรไม่ได้หลับได้นอน แต่ก็ดี เขาเรียกในบาลีเราดูมานานลืมนะ เณรรับใช้พระกลางคืนกลางวันไม่ได้นอน เพราะพระมาก รับใช้องค์นั้นรับใช้องค์นี้จะมาหลับมานอนก็ไม่ได้ เดี๋ยวองค์นั้นใช้ องค์นั้นใช้ แต่เณรก็ใจดี พระก็เคยถามว่าเณรนี้ได้อุปถัมภ์อุปัฏฐากพระจำนวนมากมายยังไงเณรก็มีอานิสงส์มากน่ะ จะปรารถนาเอาอะไรควรจะสมหวังแล้วเพราะเณรไม่เคยมีข้อขัดแย้งทิฏฐิมานะต่อพระเจ้าพระสงฆ์ที่ท่านใช้ไปในกิจการต่าง ๆ แล้วเณรจะเอาอะไร อยากไปนิพพานมั้ย เวลานี้ยังไม่อยากไปนิพพาน เพราะอะไร คือมันยังไม่ได้นอนต้องนอนให้อิ่มซะก่อน หนังสือยังมีเรียกว่า กาลนาค คือตายแล้วเป็นพญานาค นอนตามความปรารถนา

นอนจนกระทั่งพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ มาตรัสรู้นี้เสียงถาดทองคำ อานุภาพแห่งธรรมแห่งทองคำไปซ้อนกัน องค์นี้ตรัสรู้แล้วถาดนี้ก็มาซ้อนกันสะท้านหวั่นไหว พญานาคที่หลับนั้นตื่นนอนซะทีหนึ่ง ตื่นนอนในขณะถาดมาซ้อนกัน คือถาดอันนี้เป็นพระพุทธเจ้าองค์นั้น ๆ ขึ้นมา แล้วพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ถาดก็มาซ้อนกัน เสียงสะท้านหวั่นไหว ทีนี้พญานาคที่นอนหลับจะตื่นในเวลาที่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แต่ละพระองค์ มาตรัสรู้แล้วเสียงถาดสะเทือนสะท้าน จะตื่นเวลานั้น เมื่อวานก็ตรัสรู้องค์หนึ่ง วันนี้ก็มาตรัสรู้อีกองค์หนึ่ง คือเพลินในการหลับนอน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ห่างกันขนาดไหน พุทธันดรระหว่างพระพุทธเจ้าองค์นี้กับองค์นี้ ที่มาตรัสรู้นี้เป็นสูญกัปว่างเปล่าเป็นเวลานานแสนนาน นานขนาดไหน กาลนาคองค์นั้นยังว่า เมื่อวานมาตรัสรู้องค์หนึ่ง แล้ววันนี้มาตรัสรู้องค์หนึ่งเหมือนว่ากระชั้นชิดกันเหลือเกิน คือมากวนการหลับนอน นอนสบายมาก

นี่พูดถึงเรื่องเณร ท่านแสดงไว้ในพระไตรปิฎก พูดถึงเรื่องเณรมานานตั้งแต่ครั้งนั้น ๆ ทำความปรารถนาเป็นพญานาค เรียกว่ากาลนาค นอนหลับไม่ตื่นจนกระทั่งพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แต่ละองค์ ๆ คือจะตื่นทีหนึ่ง ๆ แล้วหลับไปอีก คือความสะดวกสบายในการหลับการนอน เราทั้งหลายก็เหมือนกันนะการหลับนอน เป็นที่ระงับความทุกข์ของโลกทั้งมวลก็คือเวลาหลับสนิท โลกจะมีความสุขเต็มสัดเต็มส่วน โลกของสัตว์ที่มีกิเลส ไม่มีคำว่าห่วงว่าใย สมบัติเงินทองข้าวของไร่นาสาโทบริษัทบริวารทุกสิ่งทุกอย่างที่มาเกี่ยวข้องกับตัวของเรา ซึ่งถือว่าเป็นของเรา ๆ มันจะปล่อยไปหมด แม้ที่สุดร่างกายของตัวเองก็ไม่รู้สึกตัว เวลาหลับสนิท จึงมีความสุขในขณะนั้น คือปล่อยหมด ไม่มีอะไรเป็นของตัวธาตุขันธ์ทั้งหมดนี้ก็ไม่มีอะไร เหลือแต่ธรรมชาติที่หลับจิตที่หลับสนิท นั่นล่ะจิต ไม่มีอะไรกวนเลย เรียกว่าจิตที่สนิท ไม่มีอารมณ์กวนเลย จิตไม่ได้ดับนะ

คำว่าหลับนอน คือจิตสงบอารมณ์ไม่เข้ากวน เหลือแต่จิตล้วน ๆ แต่จิตของคนเราที่มีกิเลส เวลานั้นกิเลสก็ระงับ กิเลสไม่ออกเพ่นพ่านไม่ออกทำงาน ไม่คิดไม่ปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีแต่ความรู้กับกิเลสก็นอน เวลานั้นนะ ความรู้ก็สงบ กิเลสก็สงบไม่คิดนั้นปรุงนี้ พอตื่นขึ้นมามันจะดีดของมันเลยนะ ไม่ต้องบอก ติดเครื่องตั้งแต่ขณะตื่นนอนจนกระทั่งหลับสนิท มันถึงจะระงับเครื่อง คนเราถ้าไม่มีการหลับนอนตายง่ายที่สุด พอยับยั้งชีวิตของมนุษย์ไว้ได้ก็คือการนอนหลับ และหลับสนิท หลับสนิทเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ นี่เราก็เคยเขียนไว้แล้วในหนังสือ ออกจากเทปมาเป็นตัวหนังสือปุถุชนที่มีกิเลสภายในจิตใจได้ครองนิพพานในเวลาที่หลับสนิท เหมือนกับว่าได้ชมนิพพานในขณะที่หลับสนิท ทั้ง ๆ ที่กิเลสก็มีอยู่แต่กิเลสไม่ทำงาน จิตก็เรียกว่าปรุงตัวได้สบาย พอเทียบกันได้กับคำว่านิพพาน

ส่วนจิตของพระพุทธเจ้าของพระอรหันต์นั้นคือจิตของท่านพ้นจากกิเลสแล้ว ความพ้นจากกิเลสนั้นแลเป็นความดับสนิทของจิต พอเทียบกันได้บ้าง คือคนหลับสนิทไม่มีอะไรมากวนใจเลย ถ้าหากไม่สนิท เช่น มีฝันอย่างนั้น ฝันอย่างนี้ ไม่สนิท ความสุขไม่สมบูรณ์ ความสุขสมบูรณ์แบบก็คือขณะที่หลับสนิทไม่ฝันเลย นี่เรียกว่าเราครองนิพพานทั้ง ๆ ที่มีกิเลสอยู่ในขณะที่เราหลับ พอเทียบกันได้อย่างนี้ พอหลับเท่านั้นมันจะหมดทุกสิ่งอดีตอนาคต ทุกสิ่งที่มาเกี่ยวข้องนี้มันจะปล่อยหมดโดยประการทั้งปวง นี่ท่านเรียกว่านิพพานของคนมีกิเลส ครองกันได้ในขณะที่หลับสนิท แต่ไม่ใช่นิพพานจริง ๆ เหมือนพระพุทธเจ้าพระอรหันต์นะ มันมีกิเลสอยู่ ส่วนพระพุทธเจ้าพระอรหันต์กิเลสสิ้นแล้ว ไม่มีอะไรที่จะมานอนมาจม ไม่มี สิ้นซากไปหมดแล้ว ขณะที่กิเลสไม่กวนนั้นคือขณะที่หลับสนิท

เราเทียบพอเป็นเงา ๆ กันนะ ไม่ใช่นิพพานคือความหลับสนิท ความหลับสนิทคือนิพพาน ไม่ใช่อย่างนั้น เรามาเทียบ เราทั้งหลายทราบกันล่ะมัง ขณะที่หลับสนิทเป็นยังไง มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาสิ่งใดมากวนมั้ย ไม่มี ถึงจะหลับไปตั้งกัปตั้งกัลป์ก็เป็นอย่างนั้นเป็นปัจจุบันไปตลอด จะหลับไปกี่กัปกี่กัลป์  แบบที่หลับสนิทนะกี่กัปกี่กัลป์ก็เป็นความสุขความสบาย หายทุกอย่างในเวลานั้น จนกระทั่งตื่นนอนขึ้นมา อาการของสมมติของกิเลสทั้งปวงจึงจะแสดงตัว ความคิดความปรุงความยุ่งเหยิง ห่วงใย อะไรต่ออะไรมันจะขึ้นในขณะนั้น จากนั้นมันก็กวนตัวเอง พูดถึงเรื่องความหลับสนิทเป็นอย่างงั้น ธรรมชาติที่กิเลสดับสนิทเป็นนิพพานโดยสมบูรณ์ของผู้สิ้นกิเลสแล้วนั้น คือพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ยังไงท่านก็สมบูรณ์ของท่าน เวลาหลับก็ระงับขันธ์ เวลาไม่หลับธรรมชาตินั้นก็ไม่มีอะไรผิดแปลกจากความบริสุทธ์ซึ่งทรงไว้กับความสุขอันเลิศเลอ

เหมือนดังที่ว่าคนหลับสนิทหลับไปตั้งกัปตั้งกัลป์ก็ตาม จะไม่มีอดีตอนาคต กาลนั้นเวลานี้เข้ามากวนใจ พอตื่นมาแล้วกี่ร้อยเรื่องจะเข้ามาทันที เพราะจิตนี้ก่อขึ้นทันที กิเลสก็คืออวิชชาเป็นรากฐานของมันตัวนี้ขาดสะบั้นไปแล้วไม่มีกิเลสตัวใดเข้ามากวน มีก็มีเฉพาะขันธ์ล้วน ๆ ดังที่ว่า ขันธ์ล้วน ๆ กับขันธ์มีกิเลส คือขันธ์ของปุถุชนกับขันธ์ของพระอรหันต์ต่างกัน คำว่าขันธ์แปลว่าอะไร ขันธ์แปลว่ากอง หมวด ขันธ์ ๕ คืออะไรบ้าง รูปกายของเรานี่ก็เรียกเป็นขันธ์เป็นกองอันหนึ่ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่เป็นกองแต่ละกอง เป็น ๕ กองด้วยกัน ท่านเรียกว่าขันธ์๕  ๕ กอง เวทนา คือความสุข ความทุกข์ เฉย ๆ มีได้ทั้งร่างกายและจิตใจสำหรับคนมีกิเลสทั่ว ๆ ไป สัญญา วิญญาณ คือความรับทราบ เวลาตาเห็นก็ทราบว่านั่นคือรถ นี่คือคน นั้นคือหญิงคือชาย สัญญาจำได้ วิญญาณทราบ พอมองเห็นพั๊บจะทราบทันที และความหมายของสัญญาตีออกไปว่าเป็นรูปอะไร รูปต้นไม้ภูเขาหรือผู้คนหญิงชาย สัญญาก็ตีกระจายออกไป

วิญญาณเพียงรับทราบเท่านั้น เช่นเสียงกระทบหูก็รับทราบ ตากระทบรูปก็รับทราบ พอรับทราบแล้วสัญญาก็หมายไป รูปนั้นเป็นรูปหญิงหรือรูปชาย สำหรับวิญญาณเพียงรับทราบ นี่แหละขันธ์ ๕  ๕ แขนง กองรูปอันนี้ กองรูปแล้วก็เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ   ท่านเรียกว่าขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ นี้เป็นเครื่องมือของกิเลสเอาไปใช้งาน คนมีกิเลสก็ต้องเอาขันธ์นี้เป็นเครื่องมือของกิเลสไปใช้การใช้งานต่าง ๆ นานา จึงไม่เรียกว่าขันธ์ล้วน ๆ ส่วนขันธ์ของพระอรหันต์ท่านก็มีเหมือนกันรูปท่านก็มี เวทนาท่านก็มีแต่เวทนาความสุขความทุกข์เฉย ๆ ไม่สามารถซึมซาบเข้าไปถึงจิตท่านได้มันมีอยู่ในกายต่างหาก เวทนาจิต เวทนากาย เวทนาสุขทุกข์เฉย ๆ ในทางร่างกายก็มี ทางจิตใจ สำหรับคนมีกิเลส  ผู้สิ้นกิเลสแล้วทางใจไม่มี หากเป็นหลักธรรมชาติ มันจะเกิดมันจะมีอยู่เพียงธาตุเพียงขันธ์เท่านั้นที่จะอาจเอื้อมเข้าไปถึงนั้นมันไปอฐานะมันเป็นไปไม่ได้แล้ว

 นี่เรียกว่าขันธ์ของพระอรหันต์ รูปกายของพระอรหันต์เป็นขันธ์ล้วน ๆ ไม่มีกิเลสเข้ารบกวน เพราะตัวกิเลสจริง ๆ สิ้นซากไปแล้ว ขันธ์นี้เลยกลายเป็นเครื่องมือของธรรมไป ธรรมจะเอาไปใช้อะไรก็ได้ เพราะกิเลสสิ้นไปแล้วก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของ กิเลสเป็นเจ้าของมันยึดมันถือว่ากายเป็นเราเป็นของเรา เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณเป็นเราเป็นของเรา ยุ่งไปหมด แล้วก่อทุกข์ให้เจ้าของตลอดเวลา ด้วยอุปทานความยึดมั่นถือมั่น ว่าสิ่งเหล่านี้ขันธ์ทั้ง ๕ นี้เป็นของเราเป็นของเราส่วนพระอรหันต์ท่านไม่มี รูปก็สักแต่ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร มันก็อยู่ภายในขันธ์ของมันล้วน ๆ จิตที่บริสุทธิ์แล้วเป็นอฐานะไม่มาเกี่ยวข้อง เป็นคนละฝั่งแล้ว ท่านเรียกว่าขันธ์ล้วน ๆ ขันธ์ของพระอรหันต์เป็นขันธ์ล้วน ๆ ขันธ์ของปุถุชนเป็นขันธ์ที่มีกิเลสเป็นเจ้าของ ทีนี้พอกิเลสสิ้นซากลงไปแล้วขันธ์ก็เลยกลายเป็นเครื่องมือของธรรมไป

ท่านนำมาใช้ประโยชน์ เช่น พระอรหันต์ท่านตรัสรู้ธรรม พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ธรรมท่านก็เอาร่างกายนี้ไปทำประโยชน์ทางโลก การแนะนำสั่งสอน การเสด็จไปนั้นมานี้เคลื่อนไหวไปมา มีแต่ขันธ์เป็นเครื่องมือของธรรม แต่ท่านไม่ยึด มันต่างกันตรงนี้ ส่วนกิเลสเป็นเจ้าของมันยึด ทีนี้กิเลสพังไปแล้วเครื่องมือนี้ก็กลายเป็นสมบัติของธรรม ธรรมเป็นเจ้าของใช้แต่ไม่ยึด ใช้เฉพาะถึงวันของมันเท่านั้น พอมันหมดสภาพแตกตายไปจิตของท่านก็ออกเลย นี่แหละเรื่องขันธ์ต่างกันอย่าง

งั้น พูดถึงเรื่องเณรมานะ เณรกาลนาค ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะสิ้นของเราเวลาพระอริยเมตไตรมาตรัสรู้ขึ้นมาจะตื่นจากนั้นท่านก็เป็นพระอรหันต์ เพราะท่านสมบูรณ์แล้ว ท่านปรารถนาอะไรจึงสำเร็จ ท่านปรารถนานอน ก็เลยนอนจนกระทั่งป่านนี้ยังไม่ตื่น กาลนาคนั้นนอนยังไม่ตื่น ท่านไม่เจ็บท้องปวดศรีษะนอนไม่มีอะไรกวน เหมือนนิพพานทั้งหลับ มันต่างกันกับพวกเรา พวกเรานอนนานไม่ได้นะ ถ้านอนนานเดี๋ยวเจ็บท้องเดี๋ยวปวดศรีษะ เดี๋ยวขี้ทะลักออกมาต้องปลุกเจ้าของ อุ๊ยขี้จะแตกเลยกวนตลอด พอจะหลับสนิทเดี๋ยวปวดท้องเดี๋ยวปวดหนักเดี๋ยวปวดเบาตลอดเวลา

มันไม่ได้เหมือนกาลนาค เวลาหลับมันก็สนิทดี แต่เวลามันกวนมันไม่สนิทนะ ปลุกเราให้ตื่นจนได้นะ พวกเรานอนมากไม่ได้นะ จะเอากาลนาคมาเป็นตัวอย่างไม่ได้นะ นอนหนึ่งนอนด้วยความปรารถนาบุญญาภิสมภาร ท่านพาหลับพานอน ไม่มีอะไรกวนนอนพวกเรานี่นอนด้วยอำนาจของขันธ์มันเพียบพร้อมเต็มที่แล้ว นอนพอพักผ่อนเป็นบางกาลตื่นนอนเป็นบางเวลา พูดถึงเรื่องกาลนาค หนังสือ…เราลืมชื่อหนังสือหนังสือปฐมสมโภชน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านบอกถึงเรื่องนาค นั่นล่ะความปรารถนาของเรา เมื่อมีมากแล้วจะปรารถนาอะไร อันนี้เป็นแก้วสารพัดนึกนะ บุญกุศลศีลทานที่เราบำเพ็ญกลายมาเป็นแก้วสารพัดนึก เมื่อมีมากก็จับจ่ายใช้สอยไปไหนมากเหมือนเรามีเงินมีทองมากจะใช้ไปที่ไหนได้ทั้งนั้น ถ้ามีน้อยก็หยิบทางนั้นขาดทางนี้ หยิบทางนี้ขาดทางนู้น สมหวังบ้างไม่สมหวังบ้าง คนมีบุญน้อยวาสนาน้อยก็เป็นอย่างนั้น

คนมีบุญมากก็เทียบกับเศรษฐีที่มีเงินมาก ๆ จะจับจ่ายใช้สอยทางไหนไม่อัดไม่อั้น คนมีบุญมากปรารถนายังไงก็เป็นอย่างงั้น อย่างพระพุทธเจ้าของเราปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ทรงสร้างโพธิสมภารมาตลอดแสนสาหัสในเรื่องกองทุกข์ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ที่สร้างบารมีก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้านี้หนักมากไม่มีใครสามารถที่จะปรารถนาได้ง่าย ๆ ดังที่แสดงไว้ในเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากชั้นดาวดึงส์ คือเวลานั้นแสดงฤทธิ์ธาศักดานุภาพแห่งธรรมให้เห็นแจ่มแจ้งชัดเจนหมด เทวบุตรเทวดามนุษย์ทั้งหลายไม่เคยพบเคยเห็น จนกระทั่งปฏิเสธลบล้างกันว่าเทวบุตรเทวดาไม่มี เวลานั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงฤทธิ์ธาศักดานุภาพให้มนุษย์เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมทั้งหลายได้เห็นกัน เป็นเหมือนรูปเหมือนร่างอย่างเรา ให้เห็นอย่างชัดเจน

ทีนี้เวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากชั้นดาวดึงส์ใครจะมีความกระหยิ่มยิ้มย่องอัศจรรย์พระพุทธเจ้า ปรารถนาอยากเป็นพระพุทธเจ้า เวลานั้นปรารถนาคนเป็นจำนวนมาก ปรารถนาเป็นแสนๆ ล้านปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า เพราะความเห็นอัศจรรย์ของศาสดาองค์เอกที่เสด็จมามีเทวบุตรเทวดาห้อมล้อมมาทุกขั้นทุกภูมิของเทวบุตรเทวดา ในบรรดามนุษย์กับเทวดาเห็นกันแจ่มแจ้งชัดเจน คืออัศจรรย์ทั้งรูปร่างของเทวบุตรเทวดา อันบุญญานุภาพของเทวบุตรเทวดาของมนุษย์เราต่างกันอะไรบ้าง มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกันยังไง นี่ล่ะทำให้มนุษย์มีความยิ้มย่องผ่องใสปรารถนาอยากเป็นพระพุทธเจ้าแล้วทำความปรารถนาโพธิญาณในเวลานั้นจำนวนมากที่สุด ไม่ใช่น้อย ๆ เพราะเห็นความอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า และทำความปรารถนาเป็นโพธิสัตว์โพธิญาณ ปรารถนาดำเนินโพธิสมภารเพื่อที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า

แต่เวลาที่พระพุทธเจ้ารับสั่งท่านรับสั่งอีกแบบหนึ่งตามหลักความจริง “การปรารถนานั้นปรารถนาได้คนเรา จะมากขนาดไหนก็ปรารถนาได้ แต่การดำเนินนั้นมันก็ไม่อำนวยตามความปรารถนา” การดำเนินนั้นคือการตะเกียกตะกายบำเพ็ญตามความปรารถนาของคน ความขี้เกียจขี้คร้าน ความท้อแท้อ่อนแอมันก็เข้าไปเหยียบย่ำทำลาย ทำให้ความพากเพียรที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้านั้นอ่อนตัวลง ๆ สุดท้ายก็ยกเลิกไปเลยล้มเหลวไม่เป็นพระพุทธเจ้าได้ ท่านบอกว่าปรารถนาขนาดนี้ อย่างมากแม้รายเดียวก็ยังหาอยาก เพราะอุปสรรคขัดขวางมันมีตามระยะทางตลอดไปเลยก็คือการฝืนความยุ่งยาก ฝืนความทุกข์ความลำบาก ฝืนความขี้เกียจขี้คร้าน มันก็นอนจมกับพวกนี้เสียมันก็ไปถึงขั้นภูมิของพระพุทธเจ้าไม่ได้ นี่เรียกว่าไม่สำเร็จ ปรารถนาขนาดไหนก็ล้มเหลวไป ไม่ได้เป็นความปรารถนา เวลารับสั่งอย่างมากก็รายหนึ่ง อย่างมากที่ผ่านถึงขั้นพระพุทธเจ้าได้เพียงรายเท่านั้นคนหมื่น ๆ แสน ๆ ล้าน ๆ  ได้รายหนึ่ง

นี่ลำบากไหมพระพุทธเจ้าที่สร้างพระบารมีมาจนได้ถึงพระพุทธเจ้าขึ้นมา เรียกว่าเล็ดลอด ทุกสิ่งทุกอย่างมา มันลำบากขนาดนั้นนะ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ ตรัสรู้นี้จึงเป็นของที่อยากแสนสาหัส กิจโฉพุทธานมถปปทาโท ความยากแสนยากไม่มีใครเกินพระพุทธเจ้าที่จะอุบัติมาแต่ละพระองค์ ๆ นี่ยากแสนยาก อันดับหนึ่งทีเดียว ไม่มีอะไรเสมอเลย คือความที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาได้แต่ละพระองค์ ๆ ยากแสนยาก เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงไม่เคยอุบัติขึ้นมาพร้อมกันทีละ ๒ องค์ ๓ องค์ เพราะความยากแสนยากที่จะเป็นได้และก่อนที่จะมาตรัสรู้แต่ละพระองค์ ๆ นี้ก็พอดีจังหวะกับบุญญาภิสมภารท่าน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไปแล้วผ่านนิพพานนานซะเท่าไหร่ พระพุทธเจ้าองค์นี้ถึงจะขึ้นมาแทนกัน ๆ นี่ก็มาจังหวะพอดี เช่นอย่างพระพุทธเจ้าเราเวลานี้ปรินิพพานไปแล้วศาสนายังมีอยู่ก็เท่ากับองค์ศาสดาคือองค์แทนได้แก่ศาสนธรรม องค์แทนศาสดายังมีอยู่ก็เท่ากับพระพุทธเจ้ายังไม่สิ้นไป ศาสนาพระพุทธเจ้ายังมีอยู่โดยสมบูรณ์เวลานี้ โดยสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้วนี้แล ที่เป็นศาสดาแทนพระองค์สำหรับสอนพวกเราทั้งหลายเวลานี้

ดังท่าน (พระพุทธเจ้า) รับสั่งกับพระอานนท์เวลาพระองค์ทรงปลงพระชนม์มายุสังขารว่าจากนี้ไป ๓ เดือนเราจะปรินิพพาน ฟ้าดินถล่มไปเลย โลกสะท้านหวั่นไหวไปหมด พระอานนท์กระเทือนใจแล้วก็วิ่งมาหาพระพุทธเจ้ามาขออาราธนาพระพุทธเจ้าให้ทรงพระชนม์อยู่เป็นเวลานาน พระองค์ทรงดำรัสว่าอานนท์จะมาหวังอะไรกับเราอีก นี่เราก็ยังเหลือแต่ร่างเท่านั้น ธรรมวินัยที่เราสอนไว้โดยสมบูรณ์แล้วนั้นแลจะเป็นศาสดาแทนเราตถาคต คือธรรมและวินัยคือองค์ศาสดาแท้  ร่างกายของท่านมีแต่ร่างเฉย ๆ ท่านจึงบอกว่า ไม่ให้มาหวังกับร่างกายของเรา ธรรมวินัยที่เราสอนแล้วคือศาสดาองค์เอกแทนเราตถาคตแล้วจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายต่อไปเพราะฉะนั้น จึงไม่ให้มาห่วงใยกับสรีระร่างกายซึ่งเป็นของแตกของเน่ามันจะพังวันไหนมันก็พังได้ ให้สนใจกับด้านอรรถด้านธรรมซึ่งไม่มีการตายการนิพพานไปเหมือนร่างกายนี้

จากนั้นมาก็ทรงปลอบโยนพระอานนท์ “อานนท์ ถ้ายังมีผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยที่เราสอนไว้แล้วโดยถูกต้องนี้ พระอรหันต์ไม่สูญจากโลก มรรคผลนิพพานยังคงเส้นคงวาหนาแน่นไปตามผู้ปฏิบัติอยู่โดยสม่ำเสมอ อกาลิโกไม่มีการสถานที่เวล่ำเวลามาทำลายได้เลย ขอให้การปฏิบัติศีลธรรมอันดีงามมีประจำใจของเรา เราจะเป็นผู้ตวงเอามรรคเอาผลคุณงามความดีขึ้นสู่ตัวของเราด้วยกันทุกคน”ไม่ได้นิพพานไปตามพระพุทธเจ้านะ คือความจริงมีอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ก็มาสอนความจริง ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ นี่ล่ะศาสดาแท้ยังมีอยู่พระพุทธเจ้าของเราคือคำสั่งสอนที่สอนไว้แล้วโดยถูกต้อง ไม่มีใครจะมาทำลายได้ นอกจากกิเลสของเราจะมาลบล้างกิเลส ทำบุทานไม่ได้บุญทำบาปไม่ได้บาป มันก็เถลไถลทำแต่บาปแต่กรรม หาบตั้งแต่ฟืนแต่ไฟไปตายกองกันอยู่ในนรก

ผู้ที่เชื่อบุญเชื่อบาปก็ไม่กล้าจะทำบาป อย่างมากก็ไม่รุนแรง ถ้าทนไม่ได้ก็ทำซะบ้างเป็นธรรมดา เจือปนกันไปเรื่องสุขเรื่องทุกข์กับบาปกับบุญเจือปนกันไป ผู้ที่มีความละอายบาปมากก็ไม่ทำบาป ทำแต่บุญกุศล เพราะฉะนั้นก็จะขนแต่บุญกุศลขนเข้าสูใจ ตายไปแล้วถึงพรหมโลก นิพพานไปเลย ต่างกันอย่างงั้น ไอ้เรื่องที่ใครจะมาใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าที่สอนไว้แล้วโดยถูกต้องแล้วไม่มี กิเลสพระพุทธเจ้าก็เหยียบมันแหลกไปหมดแล้วจึงได้นำธรรมของจริงมาสอนโลก ถ้ากิเลสไม่พังไปซะก่อนธรรมสอนโลกด้วยความจริงนี้จะยังไม่ปรากฏในโลกตลอดไปนะ ถ้ากิเลสพังไปเมื่อไหร่ ธรรมของจริงจะเกิดขึ้นภายในใจทุกเวล่ำเวลา ให้พากันตั้งใจ พระพุทธเจ้าของเรามาอุบัติแล้วนานกว่าที่พระอริยเมตไตรจะมา ท่านก็วางจังหวะพอดี

พอพระพุทธเจ้าสิ้นศาสนาของพระพุทธเจ้าหมดไปแล้ว นั่นแหละคืออุปนิสัยของสัตว์มันบอกเอง อุปนิสัยของสัตว์ที่จะเชื่อบุญเชื่อบาปไม่ยอมรับแล้ว บาปไม่มี บุญไม่มีในความเชื่อในหัวใจ แล้วส่วนมากจะทำบาปทำกรรมแล้วก็ยิ่งหนาแน่นไปด้วยความทุกข์ความทรมาน จนกระทั่งถึงกาลที่พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้ข้างหน้า เช่นพระอริยเมตไตรที่จะมาข้างหน้านี้ ก็เมื่อสมบูรณ์แบบแล้วก็จะมาตรัสรู้ ระหว่างนี้นี่พระพุทธเจ้าสมณโคดม อันนี้เป็นพระอริยเมตไตร ระหว่างนี้เป็นไฟเผาโลก เมื่อไม่มีศาสนาแล้วไม่มีบุญมีบาป แต่สัตว์สร้างแต่บาปแต่กรรมเผาตัวเองตลอดเวลาทั่วโลกดินแดน นี่เราเกิดมานี้เกิดนี้พบพระพุทธศาสนายังรู้บุญรู้บาปรู้ศีลรู้ธรรมให้พากันตั้งใจประพฤติปฏิบัติตั้งแต่บัดนี้จะไม่สายเกินไป

ตายไปแล้วจะไปหาทวงบุญทวงกุศลกับต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศกับสมบัติเงินทองข้าวของกับลูกเต้าหลานเหลนเหล่านี้จะไม่มีติดเนื้อติดตัวมาเลยแม้แต่นิดหนึ่ง ให้เราทวงด้วยการกระทำความดีของเรา อ้าวทำลงไป ให้ทานมีมากมีน้อยไปต้องไปคำนึงถึงมันพอแบ่งสันปันส่วนที่จะแยกออกไปทำทานเพื่อให้บุญกุศลเข้าสู่ใจก็ให้ทำ เพื่อส่วนร่างกายที่อาศัยกันอยู่วันหนึ่ง ๆ เกี่ยวข้องกับสมบัติเงินทองก็ให้เสาะแสวงหามาปฏิบัติร่างกายของเราพอเป็นในวันหนึ่ง ๆ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วนี้แหละบุญกุศลจะหนุนจิตใจดวงที่ไม่เคยตายนี้ไปสู่สวรรค์นิพพาน ร่างกายนี้นรกก็ไม่ไป สวรรค์ก็ไม่ขึ้น ตายแล้วก็ลงไปเป็นดินน้ำลมไฟ ส่วนใจนี้แล้วตัวรับเคราะห์รับกรรมถ้าสร้างบาปก็ตัวนี้จะไปลงนรก ถ้าสร้างบุญสร้างกุศลอันนี้แลเป็นพวกบุญกุศลจะหนุนขึ้นไปให้หลุดพ้นจากทุกข์ไปได้ ไม่มีอย่างอื่นที่มีอำนาจเหนืออันนี้ไปได้เลย

อันใดที่มาหลอกมาลวง มีแต่กิเลสเป็นเครื่องหลอกลวง ยุแหย่ทางนั้นยุแหย่ทางนี้อันไหนจะดีมันไม่ให้ทำ ถ้าอันไหนชั่วมันบอกว่าดีทั้งนั้นแหละ กิเลสมันเห็นของชั่วเป็นของดี เห็นของดีเป็นของชั่วไปหมด จึงเรียกว่ากิเลสคือตัวภัยของธรรม เราเป็นผู้เชื่อธรรมอย่าไปเชื่อกิเลสง่ายดาย มันว่าไม่ดี พระพุทธเจ้าว่าดีให้ทำตามนั้นเลย ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นธรรมสุดยอด บริสุทธิ์เต็มส่วนกิเลสเป็นตัวส้วมตัวถานอย่าไปเชื่อมันง่าย ๆ นะ ไม่งั้นจมนะ พระของเราให้ตั้งใจปฏิบัติ มรรคผลนิพพานมีอยู่กับหัวใจทุกคนนั้นแหละขอให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ ถ้าตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติแล้วไม่ว่าเพศใด จิตไม่มีเพศใด เพศนี้มีเรือนร่างต่างหาก ว่านั้นคือหญิงนั้นคือชาย นี้คือเด็กนั้นคือผู้ใหญ่ แต่จิตจริง ๆ แล้วไม่มีวัย ไม่เคยตายด้วย ไม่มีเพศนะอยู่ในหัวใจของทุกคน นี่ล่ะผู้ที่จะไปสวรรค์ก็ได้ไปพรหมโลกนิพพานก็ได้แล้วจะไปจมลงในนรกก็ได้จากการกระทำดีชั่วของตัวเอง

นรกไม่มี ๆ เท่าไหร่กิเลสหลอกไว้ ผู้จะไปรับเคราะห์คือเรานะ กิเลสไม่ไปรับนะ ว่านรกไม่มีเวลาจมลงไปแล้วมีไหมล่ะนรก ติดแล้วสายเกินไปแล้วแก้ตกได้ยังไงก็ยอมรับเหมือนเขาติดรุกติดตะราง เมื่อหลักฐานยืนยันพอแล้วมันเอาไว้ไม่อยู่ต้องติดคุกจนได้ เราไม่ได้ไปติดคุกติดตะรางเราอยู่นอกตะราง เราเสาะแสวงหาคุณงามความดีได้ตามอัธยาศัยของเรา อย่าพากันปล่อยวางนะ การสร้างความดีนี้มันก็ต้องมีหลายขั้นหลายตอน การสร้างทีแรกมันก็ต้องล้มลุกคลุกคลาน ฝืนการกระทำของตัวเอง คือจิตมันชอบไปทางชั่วเสมอ ทางดีมันไม่อยากไป ให้ฝืนตรงนี้ให้ดีนะ ถ้าเราเห็นว่าตัวของเรามีสาระสำคัญ กิเลสเป็นตัวภัยแล้ว ให้พยายามกำจัดกิเลสซึ่งเป็นตัวภัยคอยคัดค้านการสร้างความดีของเราเสมอนั้นตลอดไปนะ อย่าปล่อยอย่าวาง คัดค้านกันเสมอ ต้านทานเสมอ สร้างความดีเสมอ ฝืนมันไปเสมอ ต่อไปความดีของเราก็มีกำลังมากขึ้น สิ่งต้านทานคือความชั่วช้าลามกมันจะค่อยอ่อนตัวลง ความดีมีมาก ทีนี้อยากทำแต่ความดีคนเรานะไม่ได้ทำอยู่ไม่ได้วันหนึ่ง ๆ จิตมันผูกมันพันอยู่ในนั้น

อำนาจแห่งธรรมเตือนตลอดเวลา ถ้าคนเคยทำความชั่ววันหนึ่ง ๆ ไม่ได้ทำอยู่ไม่ได้ ไม่ได้ฉกได้ลักไม่ได้ มันเป็นนักเลงโตแล้วไม่ให้เสียลวดลาย ขโมยเขาไม่ได้ไปหาเอาอะไรนิดหน่อย ๆ ในบ้านในเรือนเขา ได้ไก่ตัวหนึ่งก็เอา เราเคยขโมยเงินมาเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ล้าน ๆ วันนี้ไม่ได้อะไรติดตัวเลย ให้ได้ไก่ตัวหนึ่งก็ยังเอา นี่ล่ะความชั่วมันเคยทำแล้วมันต้องทำไม่ได้มากได้น้อยก็เอา ไม่เสียลวดลาย ทีนี้เวลาเราได้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมแล้วเราฟื้นตัวของเราพลิกตัวของเรามา นั่นคือความชั่วทั้งหมดไม่ทำ ทีนี้ก็ขยับเข้ามา ๆ ทำความดีความดีนี้กิเลสไม่อยากให้ทำนะ มันฝืน ๆ ๆ อยู่ตลอดเวลา เงินหนึ่งบาทนี้ ถ้าเป็นสมัยปัจจุบันนี้เป็นเงินกระดาษนะ กำอยู่อย่างนี้ ที่จะเอาไปทานเงินหนึ่งบาทนี่จะเอาไปทาน อย่างนี้มันไม่ยอม กำไว้อย่างงั้นแหละ พอว่าจะเอาไปเล่นลิเกละครระบำรำโป้เป็นบ้า มันมีน้อยไปเงินหนึ่งบาท อยากมีเป็นร้อย ๆ พัน  ๆ เข้าโรงลิเกละครไม่ต้องออกมาก็ได้ ตายอยู่ตรงนั้นขี้แตกอยู่ในโรงลิเกละครก็ไม่เป็นไร

เพราะเขามีส้วมมีถาน ถ้าไปไม่ทันก็ฟาดใส่เก้าอี้นั่นแหละ อย่างนี้แหละกิเลสมันไม่ถอย ถ้าไปทางดี โอ๊ยหนักเหนื่อยอย่างนั้น วันนี้ทำงานมามากลำบาก แล้วเงินก็มีเพียงบาทเดียว ถ้าแบ่งไปให้ทานเสียนี่ก็จะไม่ได้อะไรติดมือไปแล้ว แล้วกำไว้ไม่เปิดนะ ถ้าเปิดกลัว ๕๐ สตางค์จะตกเป็นของทานไป ๕๐ สตางค์เป็นของตระหนี่ ถ้าเปิดออกมานี้การให้ทานจะเอาไปหมด มันก็ต้องกำไว้ สุดท้ายกระดาษของเราที่กำไว้ ที่เป็นเงินธนบัตรมันเลยเปื่อยไปหมด มันเลยไม่ได้ทาน กิเลสก็ไม่ได้สะแตก ธรรมก็ไม่ได้บำเพ็ญ เอาให้ธรรมได้บำเพ็ญ กิเลสมันอดบ้างช่างหัวมันเถอะ มันเคยอ้วนหมีพีหมามาในตัวของเรามาด้วยกันทุกคน ต้องสู้กันนะ ไม่สู้ไม่ได้นะ ที่พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังนี้จะเอาตัวหลวงตายันเอาก็ได้นะ

หลวงตาโชกโชนทีเดียวการบำเพ็ญคุณงามความดี ถึงเอาชีวิตเข้าแลกเลยนะ ที่มาสอนพี่น้องทั้งหลาย ธรรมที่ได้สอนเหล่านี้ก็ไม่เคยคิดเคยอ่านว่าจะได้นำมาสอนแต่มันก็เป็นอย่างที่รู้ที่เห็นนี้แหละ นี่มันก็คือฟัดกับกิเลสนั่นแหละ ทำบุญให้ทานมันก็เป็นอย่างว่ามันมีแต่ฝืด ๆ เคือง ๆ ครั้นไปบวชแล้วก็เอาอีกแหละเหมือนติดคุกติดตะรางจะไปทำโกโรโกโสอย่างแต่ก่อนก็ไม่ได้ เห็นสาวสวย ๆ จะไปมองจ้องอย่างเหมือนเป็นฆราวาส ถ้าเป็นฆราวาส เป็นยังไงหนูพี่ขอไปด้วยได้มั้ย เท่านั้นก็แย็บออกมา ไป ๆ พี่ ไปด้วยกัน พอไปแล้วเขาเอาหาบฟาดใส่คอ ให้หาบของให้เขา เขาก็เดินแต้ไปตามหลังคุยกับเราไป เราก็หาบของให้สาว ก็เรารักเขา เขาก็เอาหาบฟาดใส่บ่าเรา นั่นถ้าเป็นฆราวาสเป็นอย่างนั้น โกโรโกโสทุกแบบ ทีนี้เวลามาบวชเป็นพระ ไม่ได้นะ ไปดูหญิงสาวไม่ได้เป็นภัยต่อศีลมันต้องบังคับ

อยากดูก็ไม่ดู ต้องบังคับกันไว้เหมือนติดคุกติดตะราง อยากดูก็ไม่ดู อยากฟังก็ไม่ฟัง อะไรที่จะเป็นภัยต่อศีลต่อธรรมตัดออก ๆ นี่ก็เป็นความทุกข์ความทรมานเหมือนติดคุกติดตะรางเหมือนกันนะ ครั้นฝึกไปก็ค่อยชินไป ศีลธรรมก็ค่อยหนุนเราทีนี้จิตใจก็เอิบอิ่ม ดูศีลดูธรรมในใจเจ้าของ รู้สึกว่าอิ่มตัวอิ่มใจ สบายด้วยการระมัดระวังรักษาเป็นผลขึ้นมาให้เราอิ่มใจ ครั้นต่อไปก็ขยับเข้าเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงการบำเพ็ญจิตตภาวนา จิตใจวอกแวกคลอนแคลน ลิง ๑๐๐ ตัวสู้ไม่ได้ จิตดวงเดียวนี้เก่งกว่าลิง บังคับมัน ๆ  หนาแน่นเข้าไป จนกระทั่งมีความสงบร่มเย็น นี่มีตั้งแต่เรื่องประโยชน์พยายามเอาเป็นเอาตายทั้งนั้นนะ ที่พูดเหล่านี้นะ เราไม่ได้ทำอยู่วันหนึ่งวันเดียว ทำทุกเวลาที่รู้สึกตัว เอาจนกระทั่งมันหมุนของมันได้ เมื่อจิตใจของเรามีศีลมีธรรมเข้าสู่ตัวเองแล้วจะมีความรื่นเริงบันเทิงภายในใจ อยู่ที่ไหนสบาย ๆ

การเข้มงวดกวดขันในการระมัดระวังรักษาค่อยเบาลง ๆ อำนาจของการรักษาจากศีลจากธรรมจากจิตใจของเราที่เป็นธรรมมันหมุนตัวของมันเอง ทีนี้ก็หมุนไปเรื่อย เรื่องโลกเรื่องอะไรมันก็ไม่อยากเกี่ยวข้อง มันรำคาญ มีแต่จะเบิกทางเพื่อมรรคผลนิพพานถ่ายเดียว ทีนี้ก็เบิกกว้างออก ๆ ก็พุ่ง ๆ เลย ทีนี้คำว่าขี้เกียจขี้คร้านสร้างคุณงามความดีไม่ต้องพูดหายหน้าไปหมดเรารู้ได้ชัดว่าความขี้เกียจขี้คร้านคือตัวภัย ความที่มีธรรมสูงขึ้นแล้วความขี้เกียจท้อแท้อ่อนแอ ไม่มีเลย มีแต่ความที่จะขยับ ๆ ให้พุ่ง ให้หลุดพ้นไปเสียถ่ายเดียว จนกระทั่งพุ่งเลยให้สุดขีด นี่อำนาจแห่งการฝึกฝนอบรม ฝึกมากเท่าไหร่ไม่เสียหาย ทุกข์มากขนาดไหนทุกข์ไม่เสียหาย ทุกข์เพื่อบำเพ็ญศีลธรรมแต่ทุกข์มากเพราะการทำชั่วนี้ทั้งทุกข์ทั้งมหันตทุกข์มาพร้อมกันนะ

ทุกข์ในการบำเพ็ญคุณงามความดี ทุกข์ไปเถอะสุขจะตามกันมา ท่านว่า ทุกขสสานนตรํ สุขํ (ทุกขะสะสานนะตรังสุขัง)  คือสุขจะเกิดในลำดับของทุกข์นั้นแล คือเวลาเราสร้างมันเป็นทุกข์แล้วผลคือความดีงามจะหนุนให้เป็นความสุข จะเกิดในลำดับแห่งการสร้างความดีด้วยความฝ่าฝืนของเรานั่นแหละ อันหนึ่ง สุขสสานนตรํ ทุกขํ (สุขะสะสานนะตะรัง ทุกขัง) ทุกข์จะเกิดในลำดับแห่งสุข คือสุขจะไปทำอะไรก็ไปสู้นอนไม่ได้ สู้กินสบาย อยู่สบาย ไปสบายไม่ได้ มีแต่ความสบาย ๆ เอาความสุขจากความสบายจากกิเลส ทีนี้มันก็เป็นทุกข์ข้างหน้าล่ะสิ นี่ท่านความว่าความสุขด้วยความเพลิดเพลินลืมเนื้อลืมตัว นี้จะไปสร้างความสุขให้ตัวเอง อย่าพากันสงวนมัน อย่าพากันเสาะแสวงหามัน ให้เสาะแสวงหาความทุกข์ที่เป็นไปเพื่อความสุข อ้าวยากก็ทำขึ้นชื่อว่าคุณงามความดีจะเป็นไหนไป

พระพุทธเจ้าศาสดาองค์เอกท่านผ่านความทุกข์ความลำบากไปเหมือนกับเรา ท่านไม่ได้ล้างมือเปิบอะไรนี่น่ะ เราทำไมเอ๊ะอะจะล้างมือเปิบแทนศาสดามีอย่างเหรอ ต้องสอนตัวเองอย่างนั้น ต่อไปมันก็ดีเรื่อย ๆ นะ ให้พากันบำเพ็ญนะ วันนี้ได้พูดธรรมะย่อ ๆ ให้พี่น้องทั้งหลายได้ฟังเพื่อเป็นคติเครื่องเตือนใจนำไปประพฤติปฏิบัติ จิตใจทุกดวงๆ ไม่มีป่าช้านะ ตายแล้วไม่มีคำว่าสูญนะ ตายแล้วก็มีร่างกายของเราสลายลงไปจากส่วนผสมนี้ ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ จิตนี้ออกแล้ว ถ้าใครมีกรรมชั่วจะไปเกิดในสถานที่ชั่วนั้นแหละ ผู้มีกรรมดีนั้นจะไปเกิดในสถานที่ดีเสวยความสุขความสำราญบานใจตลอดเวลา

เอาล่ะ พูดเท่านี้ พระให้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัตินะ ตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญความพากเพียร ไม่ต้องให้มีงานมีการมายุ่งเหยิงวุ่นวายกับการชำระสะสางกิเลสออกจากใจ ไปที่ไหนให้มีแต่งานของพระเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาด้วยความมีสติ นั่นแลเป็นงานสะสางกิเลส งานสั่งสมกิเลสอันนั้นสร้างนั้นอันนี้สร้างนี้ ยุ่งนั้นยุ่งนี้ เดี๋ยวโยมอาตมาจะสร้างศาลา โยมอาตมาจะสร้างโบสถ์ นั่นล่ะมันจะเอาไฟมาเผาหัวมัน พระพุทธเจ้าไม่ได้สร้างอะไรยิ่งกว่าสร้างศีลสมาธิปัญญา เป็นมรรคผลนิพพานขึ้นมาเป็นศาสดาของโลกจากการภาวนา ไม่ใช่จากการสร้างนั้นสร้างนี้

ว่าจบแล้วมันไม่จบนะ ไอ้หลวงตาป.๓ มันอยากขึ้นป.๔ อีกนะ ป.๔ ที่ไหนก็เราเรียนได้ป.๓เท่านั้นะ ป.๔ หาแล้วมันก็ไม่เจอ   ถ้ามีโอกาสหลวงตาก็จะมาเยี่ยมพี่น้องทั้งหลายอีกนะ

(หลวงตาให้พร…………………..)

 

เทศน์อบรมพระและฆราวาสได้ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ ได้ใน www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก