ธรรมะเท่านั้นที่จะรั้งจิตใจคนได้
วันที่ 24 กันยายน 2544 เวลา 18:30 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม ถ.พุทธมณฑลสาย 3 กทม.

เทศน์อบรมฆราวาส    สวนแสงธรรม

วันจันทร์ที่ ๒๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๔ (ตอนค่ำ)

ธรรมะเท่านั้นที่จะรั้งจิตใจคนได้

 

        ลูกศิษย์ (.รัตนา)        :  อ่านจดหมายของอธิบดีกรมการศาสนาถึงการนำหนังสือหยดน้ำบนใบบัวไปใช้ในการเรียนการสอน “วันที่ ๑ ตุลาคมนี้ก็เข้ารับตำแหน่งแล้วค่ะ.”

        หลวงตา               :   ทางด้านธรรมะเคยเรียน

            อธิบดีกรมการศาสนา          :   เคยบวชครับ บ้านอยู่ยโสธรครับ

            หลวงตา                :    เคยบวช เคยเรียน หรือเคยเป็นมหาด้วย?

        คนมามากนะวันนี้เต็มไปหมด ตอนบ่ายนี้ก็มากเหมือนกัน นึกว่าตอนเย็นนี้จะไม่ค่อยมากเลยกลับมากกว่าที่ศาลาก็อาจเป็นได้นะ พูดถึงเรื่องตั้งแต่เป็นฆราวาสนี่นะ มันระลึกถึงคำของโยมแม่สั่งเสียด้วยความวิตกวิจารณ์อย่างมากทีเดียว ไม่ใช่วิตกวิจารณ์ธรรมดา กำลังเตรียมตัวจะออก คือท่านพระครูวัดโยธานิมิตร ท่านมาในงานนิมนต์ทำบุญ  ทำบุญตอนเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนบ่ายท่านก็กลับพ่อก็เลยตกลงกับท่านเรียบร้อยแล้วว่าฝากเราไปพร้อม เวลาท่านกลับไปวัดโยธาเราก็ตกลงเรียบร้อยแล้วว่าจะไปพร้อม แล้วอยู่ๆ ก็เตรียมของไว้เรียบร้อยแล้ว พอถึงเวลาท่านจะออกจากวัด ท่านให้คนมาบอกเราว่าจวนจะถึงเวลาเราจะเตรียมของแล้วจะออกไปพร้อมกับท่าน

 เราเตรียมของมาวางไว้เรียบร้อยแล้ว อยู่ ๆ โยมแม่มานั่งปั๊บข้าง ๆ “นี่นะแม่จะบอก” เราไม่ลืม “นี่แม่จะบอกนะ อย่างอื่นอย่างใดในหน้าที่การงาน ความประพฤติตัวทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาแล้ว แม่ไม่มีข้อต้องติ” คือยกขึ้นเพื่อจะทุ่มลง ต้องยกขึ้นเสียก่อนเพื่อจะทุ่มแรง ๆ สิ “แม่ไม่มีข้อต้องติแล้ว แต่ที่สำคัญนะลูกนะ เวลานอนนี้เหมือนตายนี้นะลูกนะ อย่างนี้เรียกว่าพิลึกพิลั่น นอนจนแม่วิตกวิจารณ์ นี่เวลานี้จะไปบวช แล้วใครจะตามไปปลุกล่ะ แม่ไม่ได้ตามไปปลุกนะ พี่ชายเขาบอกแม่ เวลาจะไปที่ไหนแต่เช้านี่ เขาจะบอกแม่ว่าตอนเช้าให้แม่ปลุกเขาแต่เช้า แล้วเขาก็นอน บางทีแม่ก็ได้ปลุก บางทีแม่ไม่ได้ปลุกถึงเวลาเขาลุกไปแล้ว แต่ลูกคนนี้ไม่เคยมีเลยแม้แต่หนเดียวที่ว่า ตอนเช้าจะไปธุระแต่เช้าแล้วให้แม่ปลุก แล้วตื่นไปโดยที่แม่ยังไม่ได้ปลุกแล้วไปเลย ไม่เคยมีต้องแบบตายเลย นอนแล้วแบบตายเลย ต้องได้ปลุกทุกครั้งอย่างอื่นแม่ไม่ได้วิตก แต่เรื่องการนอนแม่วิตกจริง ๆ กลัวจะไปขายหน้าอยู่ที่วัด”~

        ไปขายหน้ายังไง ก็คือ พระเณรท่านไปบิณฑบาตกลับมาแล้ว แล้วมาปลุกมาฉันจังหัน ว่าท่านบัวนี้นอนยังไม่ตื่นไปปลุกท่านบัวมาฉันจังหัน ขออย่าให้แม่ได้ยินนะ แม่จะหัวมุดลงดินเลยนะ สั่งเสียอย่างวิตกวิจารณ์มากจริง ๆ นะ เพราะไม่เคยเห็นเราจะลุกก่อนแม่ปลุกนะ พอแม่ปลุกหน่อยนะ พรุ่งนี้จะไปธุระแต่เช้า แล้วนอนนี้ตายเลย ความนึกภายในใจของเราคือว่า แม่รับทราบแล้วแม่จะปลุก  เราก็ทอดธุระคิดถึงเวลาแม่มาปลุกเอง ทีนี้นอนก็แบบตายเลยทุกครั้ง เพราะงั้นจึงนอนแบบตาย ๆที่แม่บอกว่านอนเหมือนตายเลยนะลูกนะ โอ๊ย! ไม่ผิดเลย ที่เราจะลุกเองไม่เคยมี เพราะเราก็เป็นอย่างงั้น เราปล่อยแล้ว เราบอกแม่แล้วแม่รับทราบแล้ว พรุ่งนี้เช้าให้แม่ปลุก ทีนี้ก็นอนเลย ถึงเวลาแม่ก็มาปลุกเอง นี่คือทอดธุระตรงนี้เองนะ แล้วก็นอนแบบตาย ๆ ทีนี้แม่มาเห็นการนอนแบบตาย แม่ไม่เห็นความรู้สึกภายในของเรา คือความภายในของเรา เรียกว่าตายใจแล้วพูดง่าย ๆ ทอดอาลัยทุกอย่างแล้วถึงเวลาแม่ก็มาปลุกเอง ทีนี้ก็ปล่อยเลย นอนสบายเลย

นั่นล่ะเรื่องราว แม่ไม่เห็นความรู้สึกของเรา ที่คิดไว้อย่างนี้ จึงว่ากลัวจะไปขายหน้าไปปลุกมาฉันจังหัน พระท่านไปบิณฑบาตกลับมาแล้วยังนอนไม่ตื่น อย่าให้แม่ได้ยินนะ แม่เอาหัวมุดดินไปเลย  เราก็เฉย เพราะความรู้สึกของเรา ไม่ได้แบบตายเลยนี่น่ะ คือตายเลยก็คือว่า เราตายใจแล้วแม่จะมาปลุก ถึงเวลา ทีนี่เวลานี้ก็นอนให้สบาย ว่างั้นเถอะน่ะ แม่คิดเห็นแต่ว่า นอนแล้วตายแบบเดียว ไม่ได้คิดว่าเราทอดธุระนี้ต่างหาก ถ้ามีใครปลุกเราก็ลุกของเราได้ แม่ไม่ได้คิดน่ะซิ          พอแม่ว่างั้นแล้วก็ไปถึงวัดกับพระแล้ว ทีนี้ก็สอนตัวเองสิ แม่สอนว่าอย่างนี้ ๆ  ทีนี้เราต้องเป็นตัวของเราทุกสัดทุกส่วน แม่จะไม่ติดตามมาปลุก และมาเตือนอะไร ๆ อีกต่อไปแล้ว เราต้องเป็นตัวของเราเต็มตัวนะ พอว่างั้นเหมือนขาดสะบั้น ๆ นะ ไม่ได้พูดเหลาะ ๆ แหละ ๆ พูดสอนเจ้าของเอาจริงเอาจังทุกอย่าง

 ตั้งแต่บัดนี้เราต้องเป็นเราเต็มตัว พ่อแม่จะไม่มาเกี่ยวข้องอีกแล้ว ทีนี้เป็นตัวใหม่ขึ้นมา นอนเวลาไหนได้ทั้งนั้น ตื่นเวลาไหนได้ทั้งนั้น ๆ ไม่มีคาดเคลื่อนเลย ดีดผึง ๆ เลย นี่เราพูดถึงเรื่องโยมแม่ วิตกวิจารณ์จริง ๆ เป็นห่วงเป็นใยมากจริง ๆ กลัวจะไปขายหน้า นอนหลับคร้อก ๆ พระไปบิณฑบาตจากบ้านไหนเมืองใดมา แล้วมายังมาปลุกเราออกฉันจังหัน แม่ไม่อยากได้ยิน ตั้งแต่บัดนั้นไป ปั๊บเดียวขาดสะบั้นเลย ต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เราสอนเราต้องสอนแบบหินหักเลย ต่อกันไม่ได้ ขาดสะบั้นเลย ตั้งแต่นั้นมาไม่มีพลาดเลยการหลับนอน ตื่นเวลาไหนก็ได้ ตื่นเวลาไหนได้ทั้งนั้นกำหนดเวลาปั๊บไว้ ได้เวลาเท่านั้นดีดผึงเลย ๆ การตื่นนอนเราพูดจริง ๆ จึงเป็นเหมือนแม่เนื้อตื่นนายพราน พอเวลาตื่นนอนมันจะสะดุ้งผึงเลย ไม่ได้ตื่นลุกขึ้นมาธรรมดาน่ะ

นี่ตั้งแต่วันไปฝึกหัดนาคมาตั้งแต่บัดนั้น จนกระทั่งพรรษาได้ ๑๘ ปี นี่ฝึกแบบนี้จนชิน ชินยังไง พอรู้สึกมันจะดีดของมันเอง ดีดผึง ๆ  ถ้ามีคนนอนอยู่ข้าง ๆ นี้อาจตื่นนอนได้นะ เพราะเราตื่นนอนด้วยความสะดุ้งจริง ๆ ผึง ๆ เลย จนชิน ทีนี้ไม่ต้องฝึก การนอนนะ  ไม่มีคำว่าอืดอาด นอนหลับตื่นขึ้นมาแล้วยังหลับไปนอนอีก ไม่มีจริง ๆ ระลึกไม่ได้เลย นี่ล่ะการฝึกตนเองเราฝึกอย่างงั้น เพราะมันเป็นนิสัยจริงจังทุกอย่าง แต่พูดถึงว่าเด็ด ก็เด็ดจริง ๆ ไม่ใช่ธรรมดา เด็ดขาดเลย เด็ดเจ้าของนะ ไม่ได้เด็ดกลับใครล่ะ ฝึกเจ้าของต้องให้เป็นอย่างนี้นะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ถ้าสมมติว่าแพ้นี่ เหมือนกับว่าจองเวรเจ้าของนะ ต้องเอาให้ได้ ถ้าสมมติว่าแพ้นะ ฟัดกันเลยต้องให้ได้ชนะ ไม่ได้ชนะมาอย่างน้อยให้เสมอกัน ก็เพื่อชนะ ไม่ใช่เสมอเพื่อแพ้ เสมอเพื่อชนะ ๆ

เว้นแต่เจ็บไข้ได้ป่วย เราก็อนุโลมให้เสียภายในใจลึก ๆ  เจ็บไข้ได้ป่วยอนุโลมให้ในระยะนี้ ๆ  พอมันเข้าจังหวะปกติแล้ว มันจะดีดของมันทันที ไม่ต้องมีใครมาสอน บังคับในตัวเสร็จเลย ในการฝึกเจ้าของฝึกอย่างงั้น โยมแม่ไม่รู้ตัวนะว่าเรานี้นอนแบบตายเลย ตายเลยเพราะเหตุผลกลไกอะไร แม่ไม่รู้ เพราะเราก็ไม่เคยพูดให้ฟัง พอออกจากวัดไปนี่แม่มาสั่งสอน ฟังไม่ตอบสักคำ  แม่ว่าสอนอะไร ๆ ไม่ตอบสักคำนะ แต่ฝังลึก ฝังไว้ ๆ ตั้งแต่บัดนั้นเลย แม่จะไม่มาสอนนะ เราต้องเป็นตัวของเราเต็มตัว ทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่มีใครมาสนอเราแล้ว พ่อแม่ไม่ติดตามมา เราต้องเป็นตัวของเรา พลิกตัวเลยดีดผึงเลย จนกระทั่งถึงพรรษา ๑๘ อันนี้เจ้าของก็ฝึกใหม่นะ คือมันเคยอย่างนี้ ตื่นนี้สะดุ้งพร้อมๆ ทุกครั้ง ๆ ตลอดไปถึง ๑๘ ปี มันเคยชินของมันแล้ว

 มาพิจารณาทีหลังว่า การฝึกฝนอบรมตัวเองเพื่ออรรถเพื่อธรรมทั้งหลายเราก็ฝึกมาอย่างนี้ มีเหตุมีผล ไม่บกพร่องในการฝึกตัวเอง นี่เป็นเวลาฝึกเพื่อเข้าสู่แนวรบ นี่สอนเจ้าของ ลำพึงเจ้าของเอง ทีนี้เวลานี้แนวรบนั้นก็ผ่านสนามออกมาแล้ว เราไม่ได้เข้าสู่แนวรบ ก็ควรจะมีการหลับนอนเป็นธรรมดา พอตื่นนอนแล้วให้รู้ทิศรู้ทางทิศเหนือทิศใต้อะไรเรียบร้อยแล้ว ค่อยลุกขึ้นด้วยความสงบเรียบร้อยธรรมดา ถึงอย่างงั้น พอรู้สึกมันดีดก่อนแล้วนะ เราจะฝึกอย่างนั้นไม่ทัน มันขึ้นก่อน พยายามฝึกอย่างนี้ มันนานเหมือนกันนะกว่ามันจะเข้ารูปรอยที่ว่าเป็นรูปธรรมดา พอตื่นนอนแล้วรู้ทิศรู้ทางซะก่อนแล้วค่อยลุก คือมันดีดก่อนแล้ว ๆ นี่ก็ฝึกอยู่นานเหมือนกันจะให้มันเข้ารูปแบบที่เราสอน ให้พอดีพองาม

จนกระทั่งฝึกได้แล้ว ทีนี้ตื่นนอนแล้วไม่อยากลุก ยังกลิ้งทางนั้นกลิ้งทางนี้อีก เวลามันฝึกได้แล้วมันก็ไปอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน เหมือนคนตายเดี๋ยวกลิ้งทางนู้นกลิ้งทางนี้ มันไม่อยากลุก ถ้าปล่อยแบบนี้มันก็เป็น เราเคยเป็นแล้ว เป็นแบบดีดผึงก็เคย แล้วก็ให้อยู่ในความสงบมันก็ต้องดีดผึง ๆ จนกระทั่งหลายครั้งหลายหนนานเข้าไปมันก็ค่อยรูปแบบเดิมที่เราต้องการ ทีนี้มันก็เลยความต้องการ แบบเดิมที่เราต้องการพอตื่นนอนแล้วลุกขึ้นด้วยความสงบเรียบร้อย มันไม่เป็นอย่างงั้น พอตื่นแล้วมันไม่อยากลุก กลิ้งทางนี้พลิกทางนี้ มันเลยเถิด ทุกวันนี้เป็นแบบนั้น แบบเลยเถิด เดี๋ยวนี้ไม่ฝึกนะ ปล่อยเลยนะ ฝึกอะไร ๆ เราไม่ได้ฝึกเดี๋ยวนี้นะ มันเป็นความเคยชินของมันที่พอดิบพอดีอยีในจังหวะนั้นพอดี ไม่ต้องฝึกมันก็เป็นของมันเอง

จะว่าเราฝึกเราก็ไม่เห็นปรากฏว่าจะฝึกแบบไหน ไม่เคยมี การตื่น การหลับ การนอน การไป การมา การพิจารณาเรื่องอะไรก็เป็นปกติธรรมดา ๆ ไปอย่างนั้น จะว่าตั้งใจฝึก ไม่มี ทุกวันนี้ไม่ปรากฏนะ  คือมันฝึกมาซะพอพูดง่าย ๆ อย่างนี้ เอาซะจนพอ เวลาฝึกตั้งแต่เข้าบวชเป็นนาคเข้าไปจนกระทั่งถึงพรรษา ๑๘ อันนี้เต็มเหนี่ยวเลย ไม่มีอะไรลดหย่อนผ่อนผันกัน ซัดกันเต็มเหนี่ยวจนกระทั่งเคยชิน การหลับ การนอน ทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้อย่างใจเลย ใจว่าไงชี้ว่าไงต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ คือเราพิจารณาโดยอรรถ โดยธรรมว่าถูกต้องแล้ว ถ้าฝืนอันนี้เรียกว่าฝืนธรรม ไม่ยอม ต้องเอาให้ได้อย่างนั้น  พอพรรษา ๑๘ มาพิจารณาใหม่ล่ะ ก็เคยพูดแล้วไม่ใช่เหรอ พรรษา ๑๖ ลงจากเวทีใช่มั้ยล่ะ ๒๔๙๓ พรรษาที่ ๑๖ จะเข้าพรรษาที่ ๑๗ นี่ผ่านไปถึงพรรษาที่ ๑๗ ๑๘ มันดีดของมันอยู่ตามเดิมนะ

ทีนี้เราจึงมาฝึกใหม่ ตั้งแต่พรรษาที่ ๑๘ เรามาฝึกใหม่ มันเคยชินแล้วมันเป็นของมันเองนะ ดีดเลยทันที พูดจริง ๆ ฝึกจริง ๆ เพราะฉะนั้น พูดถึงเรื่องความพากความเพียร พูดให้ใครฟังไม่อยากเชื่อนะ ก็เขาไม่ได้ทำ เราเป็นคนทำเอง เชื่อไม่เชื่อขึ้นอยู่กับเราคนเดียวผู้ทำ มันก็ลงจุดนี้มันสนใจกับใครเชื่อไม่เชื่อ ความจริงมียังไงเราก็พูดตามหลักความจริงที่เราก็พูดมาอย่างนี้ ๆ อย่างที่เราเคยฝึกมาอย่างนี้ เราก็เคยทำมาอย่างนี้อยู่แล้ว ถ้าว่าอย่างที่นั่งตลอดรุ่งเหมือนกัน ไม่ตลอด ตายก็ตายเลย ที่จะให้ยอมแพ้ลุกขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ตลอดรุ่ง ให้เปลี่ยนสภาพใหม่อย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด คอขาดไปเลย ตายก็ตายถ้าไม่ถึงเวลา เช่น เรานั่งภาวนาตั้งแต่หัวค่ำวันนี้จนกระทั่งวันใหม่สว่างขึ้นมาเป็นวันใหม่เรียบร้อยแล้วนั้นน่ะ เรียกว่าเป็นวันใหม่ถึงจะลุกจากที่ได้ ถ้าสายกว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่เช้ากว่านั้นไม่ได้ (ลูกศิษย์ : ขยับได้มั้ยค่ะ) ไม่ขยับอยู่นั้นเลย ไม่เปลี่ยน ไม่มีท่าเปลี่ยนเลย

อย่างเรานั้นขัดตะหมาด (หลวงตาเมตตานั่งขัดตะหมาดนั่งภาวนาให้ดู) เรื่องขัดตะหมาดนี้เสมอนะ นั่งพับเพียบ เรานั่งพับเพียบมาทางนี้มันหนักมาทางนี้ นั่งพับเพียบมาทางนี้มาหนักทางนี้ ไม่เสมอนะ นั่งนาน ๆมันถึงรู้คุณของการนั่งขัดตะหมาดอย่างนี้ มันเสมอ คือเสมอด้านนี้ ๆ ที่จะให้เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ไม่มี อย่างนี้ตลอดเลยจนกระทั่งลุก ปวดเยี้ยว เยี้ยวเลย ฟังสิเด็ดมั้ย ไม่ต้องไปลุก เมื่อมีข้อแม้แล้วมันจะหาทางออก มันจะปวดหนัก ปวดจะมาเบา หาทางออก ไม่ให้ออก ปวดเบาออกเลย ปวดหนักออกเลย ตั้งแต่เป็นเด็กมันขี้ใส่ตักแม่ เยี้ยวใส่ตักแม่มาเท่าไหร่ มันเอาตักแม่เป็นส้วมเป็นถาน โตขึ้นมาแล้วนี่ เจ้าของขี้ใส่ผ้าเจ้าของ มันไปซักไปล้างไม่ได้ เอาไปฆ่าทิ้งเสีย หนักศาสนา  เพราะฉะนั้นจึงไม่ยอม ปวดหนักออกเลย ปวดเบาออกเลย ที่จะให้ลุกไม่มี

นี่เรียกว่าเด็ดขาด แต่มันก็ไม่เคยปวดนะ แปลกอยู่ มันอาจจะโดนกัน  ถ้าปวดมันก็โดนจริง ๆ ยังไงก็ซัดกัน ให้ลุกไม่ลุก ขี้ฟาดออกเลย ถึงเวลาแล้วลุกขึ้นไปซักเอง ยากอะไร สำหรับเยี้ยวไม่เยี้ยวล่ะ  คือเหงื่อออกหมด จีวรทั้งผืนเปียกหมดเลย มันจะเอาเยี้ยวมาจากไหน ไม่เรียกเหงื่อ เขาเรียกว่ายางตาย มันเลยเหงื่อไปแล้ว จีวรนี่เหมือนซัก พอตอนเช้าเปียกหมดเลย สบง จีวร ถ่ายใหม่หมดเลย ที่จะให้เคลื่อน ไม่ได้เลย ถ้าเคลื่อนแสดงว่าแพ้แล้ว เจ้าของจะเสียใจตลอดวันตาย ถ้าลองได้แพ้ ต้องให้ชนะตลอดไป ว่าเด็ดอย่างนี้แล้ว มาอ่อนให้ทางนั้นเด็ดเราให้ล่มจมแพ้ไปนี้ไม่ได้เลย มันเด็ดขนาดนั้น เอาจริงเอาจังมาก คุณค่าแห่งความเอาจริงเอาจังเห็นประจักษ์ในตัวของเรานะ ผลประโยชน์ที่ได้มากน้อยเพียงไรจากอรรถจากธรรม เป็นความสุข ความสำราญบานใจของเราเป็นลำดับลำดาจากความเด็ดเดี่ยว ความเฉียบขาด ความดัดเจ้าของโดยลำดับ  โดยธรรม ๆ

ทีนี้ผลเกิดขึ้นมาก็โดยธรรม ๆ เพราะฉะนั้นเหตุกับผลติดแนบกันไปเลย ตำหนิอะไรไม่ได้ เหตุหนักขนาดไหน ผลก็ได้อย่างเหตุหนัก ๆ ได้อย่างพอใจ ๆ ถ้าอ่อนแอ ผลไม่ค่อยได้ มันก็รู้ล่ะสิ

เมื่อเหตุอ่อนอย่างนี้ ผลไม่ได้ มันเป็นอย่างนี้ เราต้องเร่งทางเหตุเข้าให้เข้มแข็งเข้า ผลจะเป็นอย่างนั้น เร่งทางนั้นส่งผลเป็นดิบเป็นดีขึ้นไปเรื่อย ๆ  นั่นแหละเหตุกับผลมันติดกันไปอย่างงั้น จะแยกกันได้ยังไง ทำเหตุไม่มีผลมีเหรอ ผลมันติดแนบกันไป ทุกวันนี้พูดตามความจริงมันเหมือนขอนซุงนะ เราไม่ได้ฝึกอะไรเลยนะ ทุกวันนี้ อยู่ไปอย่างงั้นแหละ อยู่ดูลมหายใจไปอย่างนั้น จะว่าปล่อยตัว

มันก็ไม่เห็นปล่อยนะ มันก็พอดีในสภาพนี้เหมือนกัน จะว่ามันไม่รักษาตัว ไม่ปฏิบัติตัวเอง มันก็ไม่ถูก ถ้าว่าปฏิบัติอย่างที่เคยปฏิบัติมา มันก็ไม่ทำอย่างนั้น เดี๋ยวนี้มันก็ปล่อยสภาพเป็นคนแก่ ธาตุขันธ์อนุโลมไปตามธาตุขันธ์เสีย

            พูดถึงเรื่องจิตเรื่องใจก็ไม่มีทางที่จะฝึกมันอีกแล้ว จะฝึกไปไหนอีกมันก็ทุกอย่างแล้ว จะฝึกให้เป็นอะไรอีก ที่ฝึกก็ฝึกเพื่อแก้สิ่งที่บกพร่อง สิ่งที่เป็นภัยแก่ตัวเอง เมื่อฝึกไป แก้ไป ๆ จนกระทั่งมันหมดในตัวของเรา แม้ที่สุดภายในใจก็ไม่มีเหลือ จะแก้อะไร กิริยามารยาท การพูด การจา การไป การมา การทำทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็ทำตามหลักธรรมวินัยที่สมมติยอมรับกัน ก็พอดีเพศของพระ เช่น ฉันหนเดียว เราก็เคยฉันมาอย่างงั้น เราก็พอดีกับเรา ที่ว่าต้องการสองหน สามหน หรือนอนหลับมาตีหนึ่ง ตีสองมาฉันอีก มันก็ไม่เคยคิด ฉันหนเดียวก็แล้วไปเลย หมดกังวล ไม่เคยสนใจนะ พวกเราเป็นอย่างนั้นน่ะ พอหมอนหลุดจากหัว เสียงในครัวก็อกแก็ก ตอนตีหนึ่ง ตีสองมันยังไปกินข้าว พวกบ้ากินไม่อิ่มไม่พอ ไม่เคยฝึกตัวเอง

ถ้าฝึกตัวเองแล้ว มันไม่เป็นอารมณ์กับสิ่งเหล่านี้นะ เช่นอย่างฉันหนเดียว พอนี่ปั๊บหายเงียบเลย เรื่องอารมณ์ของอาหารไม่มีเลยนะ ถึงคิดไปมันก็ไม่ได้เรื่อง คิดไปหาอะไร มันก็เลยเป็นนิสัยฝังตัวตายไปเลยนะ ไม่เคยคิดเรื่องอาหาร ตอนเย็น ตอนบ่าย ตอนค่ำ ไม่เคยมีในหัวใจ หายเงียบ เราก็ฝึกมาอย่างนั้นแล้ว เวลามาปฏิบัติเราก็ปฏิบัติมาอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในกรอบของศีลของธรรม ชีวิตจิตใจกับศีลกับธรรมให้กลมกลืนเป็นอันเดียวกัน ตีออกกิเลสอะไรความหยาบช้าลามกที่จะเข้ามากีดมาขวางให้เราทำความชั่วช้าลามก ฝืนธรรมฝืนวินัยตีออก ๆ ๆ จนกระทั่งเป็นความเคยชิน ทีนี้ไม่ทราบว่ารักษาไม่รักษา เดินไปที่ไหนมันก็เป็นปกติ จะว่ารักษามันก็ตั้งหน้าตั้งตาจะรักษาจริง ๆ เหมือนเริ่มบวชทีแรกมันก็ไม่มีนะ ทีแรกตั้งหน้าตั้งตารักษา

พอเวลามันชินไปแล้ว มันรักษาอยู่ในตัวของมันเอง เช่นเดินไป นี่กำลังก้าวลงจะเหยียบ พอดีเห็นมด กำลังก้าวเหยียบลงไป จะเหยียบมดนะ มันโดดผึงเลย ข้ามไปเลย มันเป็นเองนะ มันไม่เหยียบ จะว่าเรารักษาไม่รักษาก็ตาม ไปนั้นไม่เห็นมีเจตนาจะรักษาไม่รักษา แต่พอมองเห็นมดกำลังจะเหยียบลง โดดผึงเลย ไม่เหยียบ มันเป็นของมันเอง เมื่อมันเคยแล้วมันเป็นของมันนั่นล่ะ ถ้าไม่เคยต้องได้ฝึก บวชทีแรกเอาจริงเอาจัง เหมือนติดคุกติดตะราง ระวังจะผิดสิกขาบทวินัยข้อนั้นข้อนี้ ต้องระวังเข้มงวดกวดขันเต็มเม็ดเต็มหน่วย พอพูดอันนี้แล้วก็ทำให้เราระลึกได้ ถ้าจะเป็นภาคอิสานจะรู้ภาษาของเราที่จะนำออกมาพูดตะกี้นี้นะ  ถ้าเป็นภาคกลางอาจไม่รู้ได้นะ

พอพูดถึงเรื่องการบวชใหม่ เรามีเพื่อน เพื่อนคนนั้นมีนิสัยตลกนิด ๆ เกิดปีเดียวกันด้วยนะ ตั้งแต่เป็นฆราวาสก็เป็นเพื่อนกัน เวลามาบวช เขาบวชเป็นเณรปีหนึ่ง แล้วต่อไปเขาก็มาบวชเป็นพระอีกปีหนึ่ง เรายังไม่ได้บวช ปีที่สองเราถึงบวช ตกลงเขาได้พรรษาแก่กว่าเราหนึ่งพรรษา เณรหนึ่งพรรษา พระหนึ่งพรรษา เราก็เพิ่งไปบวช ไปบวชกับพวกเดียวกัน ทีนี้พอบวชแล้วก็ ได้โอกาสก็ขึ้นไปกุฏิองค์นี้ล่ะ องค์ที่ท่านบวชก่อน เพื่อนกัน  อายุปีเกิดปีเดียวกันด้วยนะ พอไปพระก็สูบบุหรี่เหมือนกัน ขึ้นไปก็คนนั้นก็จุดบุหรี่สูบ เราเห็นเขาสูบเราก็เอามาสูบ พูดแบบหน้าตาเฉยนะ  นี่ที่ทำให้เราร้อนมาก มันเหมือนเป็นจริงเป็นจังจริง ๆ นะ พระองค์นั้นก็นั่ง พรรษาเดียวกัน “ไอ้พระใหม่นี่น่ะสูบบุหรี่นี่มันบวชมามันไม่รู้ธรรมวินัย สูบบุหรี่เหล่านี้มันเคยได้พินทุอธิษฐานรึเปล่าก็ไม่รู้ พระใหม่เหล่านี้น่ะ”

ว่าหน้าตาเฉย ไอ้เรามันก็ร้อนขึ้นมา เพราะเราไม่รู้ธรรมวินัยละเอียดละออ สูบบุหรี่ก็ต้องพินทุอธิษฐานเหรอ “โอ้โหยังไม่รู้พินทุอธิษฐาน”ขู่อีกด้วยนะ หน้าตาเฉยซะด้วย เรายิ่งร้อนเป็นไฟไปเลยทีนี้ ก็นึกว่าเป็นจริงเป็นจัง สูบบุหรี่ก็ต้องพินทุอธิษฐานเหรอ “ยังไม่รู้พินทุอธิษฐานเหรอ ปรับอาบัติมากี่วันแล้วนี่ ตั้งแต่บวชมานี่น่ะ แล้วสูบบุหรี่มาเรื่อย ๆ ใช่มั้ย”เอาแล้วนะขู่แล้วนะ คนหนึ่งพูดตลกเฉย ๆ พูดตลกหากไม่หัวเราะน่ะสิ ไอ้เราก็ยิ่งร้อนจริงร้อนจัง แล้วทีนี้พอถามอย่างงั้นแล้ว ก็มันไม่ได้จริง ๆ  คำพินทุอธิษฐาน เพราะมันนึกว่าไม่มีในธรรมวินัย “โห! บวชมาศึกษาธรรมวินัย ยังไม่รู้ธรรมวินัยมียังไงอีก” ขนาบอีกเราก็ยิ่งร้อน เราไม่ลืมนะ ไม่ยิ้มนะ ทำท่าเหมือนจริงจังซะด้วยนะ ถ้าอย่างงั้นก็คำพินทุอธิษฐานว่าไง บอกบ้างสิ นี่มันจะตายแล้วนะ

ถ้าว่าเป็นอาบัติก็เป็นมาตั้งแต่บวชแล้ว เพราะไม่เคยคำนึงถึงคำพินทุอธิษฐานสูบบุหรี่นะ เห็นองค์ไหนก็เห็นสูบเลย ไม่เห็นตั้งพินทุอธิษฐานอะไร เราก็ว่าอย่างงั้นเพียงเท่านี้ก็ยังไม่ได้ ยังขู่อีกน่ะ แล้วว่ายังไงบอกสักหน่อยสิ คนหนึ่งมันจะตาย ถ้าเป็นอาบัติมันก็หาบแต่อาบัติตั้งแต่วันบวชมานี่  “มันย่อ ๆ นิดเดียว มันก็ยังไม่ได้พระใหม่เหล่านี้” เอาอีกน่ะขู่อีก “ถ้ามันยืดยาวก็ต้องเรียนหลายวันหลายคืน อันนี้ย่อ ๆ นิดเดียวมันก็ไม่ได้ เซ่อมากพระเหล่านี้”  แล้วว่าไงล่ะก็บอกมาสิ พอบอกขึ้นนี่แหละภาษาภาคอิสานขึ้นแล้วนะ “อิมังควันถมดั้งอธิษฐานมิ” อิมังควันถมดั้ง คือควันบุหรี่ถมจมูก “อิมังควันถมดั้งอธิษฐานมิ”เท่านั้น เราอยากเอาฆ้อนฟาด ผู้หนึ่งร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ ผู้หนึ่งมาพูดเล่นอย่างสบาย มันอยากเอาฆ้อนตีพวกเดียวกันดัดกัน นิสัยตลกดี ซัดเราซะจนร้อนเป็นไฟเลย ยังขู่ตลอด นี่พูดถึงเรื่องอะไรมาหาอันนี้อีก

พูดถึงการรักษา รักษาเป็นประจำจนกระทั่งเป็นความชิน ไปไหนมันก็ชินของมัน รักษาอยู่ในตัวของตัวเอง มันเคยแล้ว พออะไรที่จะมาผ่านธรรมผ่านวินัย มันปัดทันทีเลย อย่างที่ว่าไปเหยียบมด มันไม่ยอมเหยียบ โดดผางเลย  การนำหลักธรรมะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการศึกษาทางโลก

นี้เหมาะสมอย่างยิ่งแล้วนะ ถ้ามีแต่วิชาทางโลกล้วน ๆ นั้นแล้ว ก็เป็นเรื่องของกิเลสล้วน ๆ เป็นเครื่องมือของกิเลสได้เป็นอย่างดีเป็นลำดับลำดาไป ถ้ามีธรรมแทรกเข้าไปในหลักวิชาความรู้นั้นแล้วธรรมจะเป็นเครื่องกระตุกใจให้สะดุดให้รู้ ว่าผิดถูกชั่วดีประการใด ก็เข้มงวดกวดขันระมัดระวังตัวไปในนั้นเสร็จ ถ้ามีแต่ความรู้ที่เราเรียนมาแต่ทางโลกล้วน ๆ แล้ว มันไม่รู้จักผิดจักถูกนะ มันก็ว่าไปตามหลักวิชาเท่านั้นเอง ความผิดถูกชั่วดีมันไม่อยู่ในหลักวิชา อยู่ในธรรม เมื่อธรรมบอกว่าทำอย่างนั้น

ถ้าหลักวิชาธรรมเขาไม่สนใจว่าผิดว่าถูก แต่หลักธรรมรู้ว่านั้นผิด ก็เตือนตรงนั้นผิดตรงนี้ถูกมันก็สะดุดใจไปเรื่อย ๆ ผู้เรียนวิชาทางโลกมีธรรมะเข้าแทรกมันก็ได้สะดุดใจไปเรื่อย ๆ  เป็นคนดีไปในตัว ถ้ามีวิชาทางโลกล้วน ๆ เสียได้นะคนเรา  แม้แต่วิชาทางธรรมก็ตาม สักแต่ว่าเรียน ไม่สนใจกับภาคปฏิบัติมันก็ไม่ผิดกับวิชาทางโลก เรียนทางธรรมก็สักแต่ว่าเป็นธรรมมีแต่ชื่อของธรรม ตัวผู้เรียนมานั้นไม่สนใจปฏิบัติตามก็ไม่เป็นธรรมขึ้นมาในใจ เช่นเดียวกับเรียนวิชาทางโลก ไม่มีธรรมในใจมันก็เป็นวิชาทางโลกล้วน ๆ ทีนี้เรียนวิชาธรรมไม่สนใจปฏิบัติธรรม มันก็เป็นวิชาของธรรมต่างหาก แต่หัวใจไม่เป็นธรรม มันก็เสียได้ มันมีแยกอยู่อย่างนั้นน่ะ เพราะงั้นการเรียนเฉย ๆ ไม่มีภาคปฏิบัติจึงไม่เกิดประโยชน์อะไรล่ะ ไม่ว่าทางโลกทางธรรม เรียนมาแล้ววิชานั้นสอนว่ายังไง ๆ ให้ปฏิบัติตามนั้น แล้วดูแง่ผิดแง่ถูก อะไรจะกระทบกระเทือนรายได้รายเสียของผู้อื่นอย่างไรบ้าง

เราพิจารณานะ ถ้าพิจารณาอันนี้เรียกว่าธรรม ไม่ทำในสิ่งที่เป็นความเสียหายแก่คนอื่น ก็ถือเอาตัวเองก่อน แต่ส่วนมากมันต้องไปผิดคนอื่นนะ ตัวเองไม่ผิด ความจริงก็ผิดไปจากตัวเองซะก่อน ถ้ามีวิชาทางธรรมมันก็มีแง่คิดนะคนเรา ถ้าไม่มีวิชาธรรมแล้วไม่มีแง่คิดจะไปคิด ก็ไม่เรียนไม่รู้ ไม่ทราบว่าผิดถูกประการใดบ้าง ก็ทำตามนิสัยที่เคยชิน มันก็ไปของมันเรื่อย ๆ ก็เสียไปเรื่อย ๆ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ว่าเสีย ว่าผิดก็ตาม ความผิดไม่ได้เข้าใครออกใคร ถ้ามีธรรมปั๊บเข้าไปรู้ว่าอันนี้ผิดหลีกเสีย เว้นเสีย ทำแต่สิ่งที่ถูกที่ดี มันก็ดีไปเรื่อย ๆ ให้พากันจำเอา ที่ว่าให้มีวิชาทางธรรมะเข้าไปแทรก เราเห็นด้วยทันที เพราะธรรมะเท่านั้นที่จะรั้งจิตใจของคนได้ จะไปทางชั่วธรรมะรั้งไว้ปั๊บดีได้เลย ถ้าไม่มีธรรมะเป็นเครื่องยับยั้งแล้ว ชั่วไปตลอดจนกระทั่งเคยชินต่อนิสัยหาคุณค่าหาราคาไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่วิชาความรู้ก็สูง สูงแต่ความจำได้ จิตใจไม่ได้สูงด้วยอรรถด้วยธรรม มันก็ต่ำลงไปเรื่อย ๆ นี่มันก็เสีย

วิชาทั้งหลายก็เลยกลายเป็นเครื่องมือของกิเลสมาถลุงตัวเองและถลุงส่วนรวมไปอีก ถ้าวิชามีธรรมะเข้าแทรกแล้วจะไม่เป็นอย่างงั้น จะนำมาสิ่งที่เป็นประโยชน์ อันใดเป็นโทษปัดออก ๆ เสีย มันต่างกันอย่างนั้นน่ะ คำว่า ธรรม ๆ นี่ คนรู้ได้ยากมาก เพราะธรรมเป็นขั้น ๆ  ตั้งแต่ขั้นหยาบถึงขั้นละเอียด ละเอียดสุดเลย ธรรม เรื่องความรู้ของทางโลกเราเอื้อมไม่ถึง เอื้อมไม่ถึงความรู้ทางธรรม เพราะงั้นธรรมจึงเหนือโลกตลอดเวลา ตั้งตัวเป็นคนดีก็ต้องมีธรรมเข้าแทรก ๆ ถ้าไม่มีธรรมหาดีไม่ได้ ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด การกล่าวอย่างนี้เราไม่ได้ตำหนิใครนะ คือพูดเป็นกลาง ๆ ตามหลักธรรมชาติเป็นอย่างนั้น จึงต้องให้นำธรรมะเข้ามาแทรก เพื่อความเป็นคนดี หน้าที่การงานก็สะอาดไม่สกปรกรกรุงรัง

กรมศาสนานี้ส่วนมากมีแต่พวกมหาเปรียญอยู่นั้นเยอะไม่ใช่เหรอ? (อธิบดีกรมการศาสนา: เดี๋ยวนี้มีอยู่บ้างครับ) แต่ก่อนมีเยอะ แต่เวลานี้พอลดลงไปบ้าง (อธิบดีกรมการศาสนา : ลดไปบ้าง แต่ยังมี เปรียญ ๗ ๘ ๙ พวกนักวิชาการดูตำรับตำรา คำสอนต่าง ๆ ครับ) กรมศาสนามันเกี่ยวกับอรรถกับธรรม เพราะงั้นจึงมีมหาเปรียญมากอยู่ในนั้น

พูดเท่านั้นล่ะ วันนี้เหนื่อย  มีธรรมเพียร ธรรมลี นอนอยู่ที่ไหนบ้างน่ะ (ลูกศิษย์ : นอนกุฏิที่เคยนอนครับ) มาในรถเต็มไปหมด แอบมาด้วยวันนี้ขู่เอาบ้าง คงอยากจะไปดูงานนี่ล่ะ (ลูกศิษย์ : อยากเห็นทำเนียบรัฐบาลครับ) ได้เห็นสวรรค์นิพพานรึยัง จึงอยากไปเห็นทำเนียบรัฐบาล ไปถามดูหน่อยนะ ถ้ายังไม่เห็น ทำไมไม่อยากเห็นสวรรค์นิพพานยิ่งกว่าอยากเห็นทำเนียบรัฐบาล ถามจ่อไปนั่นสิ

ในสมัยพุทธเจ้า องค์นี้เป็นที่หนึ่ง (พระสีวลี) ท่านจึงยกเอตทัคคะ คือเลิศในทางความมีอดิเรกลาภ เครื่องสักการะบูชา จตุไทยทานมีมากนะองค์นี้ นี่พระสีวลี องค์หนึ่งเลิศทางหนึ่ง ๆ

อย่างพระสารีบุตรเลิศทางปัญญา ฝนตกเจ็ดวันเจ็ดคืน พระสารีบุตรนับได้ทุกเม็ด สามารถนับได้ องค์อื่นนับไม่ได้ แต่พระสารีบุตรสามารถนับได้ นี่อัตโนมัติ เขาเรียกว่าคอมพิวเตอร์ แต่ว่าคอมพิวเตอร์ของธรรมไม่ได้เหมือนโลก ละเอียดไปกว่านั้น แม้เช่นนั้นยังถูกตำหนิจากพระพุทธเจ้า ไอ้ความรู้ของเธอขี้ปะติ๋ว เราตถาคต ฝนตกตั้งกัปตั้งกัลป์นับได้หมด นั่นล่ะธรรมชาติที่รู้จริง ๆอย่างนั้น ไม่ผิดไม่พลาด นั่นล่ะ พระญาณหยั่งทราบ ทางนี้เขาเรียกคอมพิวเตอร์ นี่คอมพิวเตอร์ของธรรมเป็นอย่างนี้ คอมพิวเตอร์ของพระพุทธเจ้าใช้มากับพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ กับบรรดาสาวกผู้มีความเชี่ยวชาญทางไหนก็เป็นคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น ประจำองค์ท่านเป็นประจำอย่างงั้น ทางเราปัจจุบันเขาเรียกคอมพิวเตอร์หรืออะไร คอมพิวเตอร์ของธรรมเป็นอย่างนั้นคิดดูซิฝนตกตั้งกัปตั้งกัลป์นับได้หมดทุกเม็ด ตกมากขนาดไหนนับได้หมดไม่เคลื่อนคลาด

นี่พระสีวลีท่านก็อติเรกลาภมากเหมือนกัน จนพระพุทธเจ้าท่านหาอุบายยกชมเชย คือพระเรวตะ เป็นน้องชายของพระสารีบุตร ท่านชอบอยู่ในป่าในเขาเป็นประจำ ทีนี้พระพุทธเจ้า “เราอยากไปเยี่ยมพระเรวตะ”พระอานนท์ก็ทูลว่า “จะไปได้อย่างไง อยู่ในป่าในเขาลึก ๆ อาหารการกินจะมีมาจากที่ไหน มีแต่ป่าแต่เขา จะหาอยู่หากินได้ยังไง โคจรบิณฑบาตมาก”  ยากอะไร เราก็เอาพระสีวลีไปด้วยสิ (พระพุทธเจ้าทรงรับสั่ง) ถ้าพระสีวลีไปนี่ มาทุกแห่งทุกหนทุกทิศทุกทางเทวบุตร เทวดา มาทั้งนั้น นี่ฤทธิ์ธานุภาพบุญของท่านนะ จึงเรียกว่าพระสีวลีเป็นผู้เลิศเลอในเรื่องอติเรกลาภมาก ไปที่ไหนทั้งเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมมนุษย์มนากราบไหว้บูชา ถวายเครื่องสักการะบูชา มันต่างกันอย่างนั้นน่ะ

นี่พูดถึงเรื่องอดีตของท่าน ท่านทำไม่ถึงมีอติเรกลาภมาก ท่านเป็นนักเสียสละ ถึงไหนถึงกัน ตลอดมา เป็นนิสัยกว้างขวาง การบริจาคทานไม่อัดไม่อั้น ไม่กลัวหมดทำมาตลอดประจำนิสัยของท่าน ทีนี้วาระสุดท้ายมาเป็นพระอรหันต์แล้ว นี่เป็นครั้งสุดท้าย ท่านจะไม่มาเกิดอีก มาตายอีก ความเลิศเลอของท่านจึงแสดงให้โลกเห็น พระสีวลีไปที่ไหนเกลื่อนไปด้วยเครื่องจตุปัจจัยไทยทานทั้งเทวบุตรเทวดอินทร์พรหม เด่นกว่าเพื่อน เด่นกว่าบรรดาสาวกทั้งหลาย บรรดาสาวกทั้งหลายก็มีแต่ว่าองค์นี้เด่นกว่าเพื่อน จึงยกให้เป็นเอตทัคคะ เลิศทางนี้  ไม่ใช่เหล่านั้นท่านไม่มี มีเหมือนกัน แต่องค์นี้เด่นกว่าเพื่อน อดีตชาติของท่านเป็นนักเสียสละ แม้แต่ไปเป็นสัตว์ก็เป็นหัวหน้าสัตว์ เป็นมนุษย์นี่ก็เขาต้องมาเชิญท่านไปทำบุญให้ทาน ทีนี้เวลาผลสุดท้ายที่ท่านบรรลุพระอรหันต์เรียบร้อยแล้ว ผลบุญของท่านประจักษ์ไปที่ไหนเกลื่อนไปหมด

พูดอย่างนี้ก็มาคิดถึงเรื่องท่านอาจารย์กงมา ท่านเคยมาจำพรรษาที่อยู่ที่จันทบุรี พอออกพรรษาแล้วท่านจะไปหาพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นที่สกลนคร เดินตัดเขาไปเลยนะ ตั้งแต่จันทบุรีตัดเข้าไป ทางโป่งน้ำร้อน แต่ก่อนไม่มีทางนะ ท่านเดินบุกป่าฝ่าดงไปเรื่อย บ้านคนในป่าในเขาส่วนมากมีแต่พวกเขมร  ท่านว่าอย่างงั้นนะ ครั้นไปเช้าเขาก็ว่ามาเช้าเกินไปเลยหุงข้าวไม่ทัน ทีนี้วันหลังไปสาย ๆ เขาก็ว่ามาสายไปกินหมดแล้ว ท่านเล่าให้ฟัง กับเรื่องพระสีวลี นี่ไปที่ไหนไม่มีคำว่าเช้าเกินไป สายเกินไป ไปที่ไหนเกลื่อน ตั้งแต่เครื่องสักการะบูชา แต่พระอาจารย์กงมา ท่านไม่ใช่พระอดอยากคลาดแคลนนะ ท่านไปเจออย่างนั้นเราก็เรื่องนั้นมาเล่าเฉย ๆ ไม่ใช่ท่านอดอย่างนั้นตลอดไปน่ะ ไปบิณฑบาตกับพวกเขมรเขา

เป็นนิสัยวาสนาของแต่ละองค์ ๆ อย่างพระสีวลี เป็นนักเสียสละมาดั้งเดิม เป็นบารมีของท่าน เวลาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาแล้ว ไปที่ไหนเกลื่อน มีแต่เครื่องสักการะบูชา เทวบุตร เทวดามาทั้งนั้น มันขึ้นจากอำนาจแห่งบุญของตัวเอง เราทำอะไรไว้ตามมา ๆ อย่างที่พระที่ตั้งแต่บวชมาฉันจังหันไม่เคยอิ่มเลย อย่างนี้ก็มี มันเป็นอยู่ในนั้น กรรม ความตระหนี่ถี่เหนียวความเห็นแก่ตัว ไปบิณฑบาตที่ไหน ได้มาฉันจังหันไม่อิ่มสักวัน ให้ไปเป็นหัวหน้าก็ดลบันดาลให้เขาไม่เห็นเสีย ไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่เรื่องดลบันดาล ยิ่งไปอยู่สุดท้ายข้าวก็หมด ใส่ไม่ถึงเสีย จนร่ำลือไปถึงพระสารีบุตร พระโมคคัลลา ได้ยินแล้วก็เลยมา เตรียมอาหารมาพร้อม มาก็มาถามท่าน “ไหนว่าท่านฉันจังหันไม่อิ่มตลอดมาใช่มั้ย” ท่านยอมรับว่าใช่ “เป็นยังไงไม่มีใครใส่บาตรให้หรือ ถ้าท่านบิณฑบาตไม่ได้องค์อื่นไม่ใส่ให้หรือ” ใส่ให้เหมือนกัน ท่านว่างั้นนะ แต่เวลาท่านฉันไป ไม่ทราบมันสูญมันหายไปไหนยังไม่อิ่มมันหมดแล้ว เป็นอย่างงี้เป็นประจำ

พระสารีบุตรเลย เอ้า! ท่านจัดอาหารใส่บาตรให้เรียบร้อยเลยนะ พระสารีบุตร พระโมคคัลลา ท่านจับขอบปากบาตรไว้ นั่นล่ะอำนาจพระสารีบุตรท่านจับขอบปากบาตรเอาไว้ ไม่งั้นอาหารในบาตรจะหมด ถึงจะเต็มบาตรก็ตาม มันจะค่อยหายของมันไปเอง อ้าว! ฉันทีนี้ ฉันให้เต็มเหนี่ยว อิ่มวันนั้


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก