อยู่กับโลกด้วยความสงสารล้วน ๆ
วันที่ 28 มกราคม 2546 เวลา 8:30 น. ความยาว 35.56 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

อยู่กับโลกด้วยความสงสารล้วน ๆ

 

         ทองคำที่ได้แล้วทั้งหมดทั้งที่เข้าแล้วและยังไม่ได้เข้าเป็นจำนวนทองคำ ๕,๖๕๙ กิโลครึ่ง ดอลลาร์ได้ ๗,๓๐๗,๕๙๐ ดอลล์ อันนี้รวมทั้งที่มอบแล้วและยังไม่ได้มอบ ที่มอบไปแล้ว ๗ ล้าน ๒ แสนดอลล์ เมื่อวานนี้ทองคำได้ ๒๘ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๓๑๐ ดอลล์

เมื่อวานนี้ไปท่าอุเทน ทางโน้นบอกว่าตึกเสร็จเรียบร้อยแล้วเราเลยไป ไปดูทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมด ๑๒ ห้อง วันนี้ก็จะได้โอนเงินไปทางเรือนจำลาดยาว ตึกสองหลังเสร็จเรียบร้อยแล้ว หมดปัญหา เราเพียงโอนเงินหรือส่งเงินไปให้ตามทางโน้นต้องการเท่าไร ๆ ได้สั่งกับคุณชายว่า บัญชีการจ่ายเงินนี้ จ่ายทางโน้นเท่าไร ๆ ให้เป็นหน้าที่ของคุณชายเอง เราบอก คือเรามีหน้าที่ส่งเงินให้อย่างเดียว ทางโน้นต้องการ ทางนี้ส่งให้ ๆ บัญชีรายรับรายจ่ายให้ทางโน้นรับทั้งหมดเลย คือเราจะไม่เกี่ยว เป็นแต่เพียงส่งตามที่ทางโน้นต้องการเท่าไร เราส่งให้ ๆ เป็นกังวลมากนะ ทางโน้นก็รับเรียบร้อยแล้ว ลงทะเบียนบัญชีทั้งหมด การจับการจ่ายเท่าไร ๆ เรือนจำลาดยาว ให้ลงบัญชีทั้งหมด เราก็เป็นแต่เพียงส่งเงินให้เท่านั้น

ลาดยาวของน้อยเมื่อไรเราคิดแล้ว เฉพาะตึกใหญ่ที่เป็นเรือนนอนของนักโทษหญิงก็ ๓ ชั้น ใหญ่ยาว สองหลัง ตึกหนึ่งเป็นเรือนนอนของนักโทษ ตึกที่สองเกี่ยวกับพวกหยูกพวกยาพวกหมอ นี่ก็ ๓ ชั้นเหมือนกัน เราคิดไว้ว่าเวลาเราไปทำอย่างนี้แล้ว เขาจะต้องขอพวกเศษพวกเลยอะไร ๆ เพราะเคยมีเคยเป็นเสมอ เฉพาะโรงพยาบาลก็เพิ่มให้ ๆ คือเขาขออะไร ๆ ก็ให้เพิ่ม ๆ ตามส่วนที่ขอ ลาดยาวนี้เราทราบแน่นอนแล้ว เขามีความจำเป็นเต็มที่อยู่แล้ว ขาดแคลนเอามากทีเดียว จนกระทั่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์มาหาเราเลย เราก็ไปดู ไปดูเรียบร้อยแล้วก็ตกลงกันเลย ตกลงให้ ทีแรกก็มีหลังเดียว เราไปเห็นความจำเป็นเกี่ยวกับเรื่องหยูกเรื่องยาอีกก็เลยให้อีกหลังหนึ่ง เป็น ๓ ชั้นด้วยกัน

เขาอาจจะมีอะไรอีกปลีกย่อย เราก็คิดไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นโอกาสที่เขาจะได้เราก็ควรให้เขาตามโอกาสของเขา เราคิดไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นแต่เพียงว่าคอยฟัง จากสองหลังแล้วนี้จะมีอะไรบ้างเราก็จะทำ อันนี้เรามอบเงินไว้ให้เป็นมูลนิธิ ๑ ล้าน ๖-๗ ปีมาแล้ว ทีนี้เขาก็มาถามว่า มูลนิธิก็ได้ตกลงกันว่าให้เอาดอกผลไปซื้อยา แล้วเขามีปลีกย่อยอะไรอีก เขาไม่กล้าเอาเงินจำนวนนี้ออกไป (ตอนนี้ผู้ต้องขังเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น ต้องจ่ายค่ายาค่ารักษาเพิ่มขึ้น ก็เลยจะมาขอหลวงตาเอาดอกผลไปใช้) เออ นี่ละเราก็ได้พูดรวม ๆ เลย ว่าเงินนี้เพื่อหยูกเพื่อยาเพื่อความจำเป็นของสถานที่นี่แหละ จะแยกไปไหนก็แล้วแต่เถอะในวงเงินอันนี้ เราว่าอย่างนั้น เราเปิดให้หมดเลย ให้ตึกสองหลังนี้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อนแล้วค่อยพิจารณาอีกทีหนึ่ง

อู๊ย เราก็ไม่ไหวนะ แยกเงินไปทางนู้นทางนี้ แหมไม่ไหว คือมันมากต่อมาก ประหนึ่งว่าสำนักงบประมาณย่อยนะวัดเรา ไม่ใช่ธรรมดานะ จึงบอกว่าไอ้ร้อยไอ้พันล้านนี้เราไม่อยากพูด ถ้าหมื่นล้านขึ้นไปเราจะฟังได้ ขึ้นไปแล้วก็เต็มหู ฟังได้เต็มหู เพราะเราทำอย่างนั้นมาตลอด เงินของเราที่ได้มาเอามาสร้างวัดนี้ เราเอาไปที่ไหนเราไม่เคย เพราะความเมตตานี่ ไปที่จำเป็น ๆ ทั้งหมด เรียกว่าทั่วประเทศไทยออกจากนี้ ไม่ใช่เล่นนะ ทุกภาคเลย แล้วจะมีเงินติดตัวมาจากไหน ก็สมเหตุสมผลกับว่าเราไม่เคยสนใจกับสิ่งเหล่านี้ด้วย มีแต่ความเมตตา  เพราะฉะนั้นได้มามันก็ออกไปสายเมตตาหมดเลย จึงไม่มีเงินติดเนื้อติดตัวเลย

เช่นอย่างเงินที่เหลือที่ธนาคาร เหลือมากน้อยเพียงไรคำนวณไว้แล้วนะนั่น เผื่อนั้นเผื่อนี้ แล้วเผื่อความจำเป็นอะไรอีกต้องเผื่อเสมอ เพราะจ่ายอยู่ตลอด เราจึงได้พูดไว้ว่าเวลาหลวงตาบัวตายนี้ ให้ไปเปิดบัญชีเหมือนอย่างวัดท่านอาจารย์ฝั้นนะ บอกงี้เลย เพราะนั้นเราเป็นคนไปแก้เองนี่นะ เขาโจมตี แล้วโจมตีไม่รู้ สุ่มสี่สุ่มห้าไปโจมตี เรารู้นี่ สมเด็จมหาวีรวงศ์ วัดนรนาถฯ บึ่งมาหาเรานี่ เพราะถูกเขาโจมตีทางหนังสือพิมพ์ เป็นอย่างนั้นนะ มันไม่ได้เอาความจริง ถ้าสิ่งเลวร้ายนี่เข้าทันทีเลย ทำง่ายที่สุดนะ อันนั้นก็ตามแก้จนเรียบร้อยหมดเลย แก้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เราแก้ละเอียดยิ่งกว่าเขาโจมตี เขาโจมตีก็เขาไม่รู้เรื่องอะไร บวกเข้ามาก็มาโจมตีตูมเลย เราแจกแจงให้ทราบไปหมดเลย ก็เรารู้เรื่องรู้ราว เป็นอย่างนั้นนะ เวลาหลวงตาบัวตายนี้ หากว่าเงินยังเหลืออยู่ในธนาคารมากน้อยเพียงไร ท่านทั้งหลายจะเอาแบบเขาโจมตีท่านอาจารย์ฝั้นหรือจะเอาแบบไหน นี่เราก็บอกไว้แล้ว เข้าใจไหม

มันจะเหลืออยู่มากน้อยเพียงไร เรียกว่าเราเพื่อโลกทั้งนั้น ว่างั้นเลย ไม่มีอะไรผิด คิดดูซิเวลาเราตายก็ยังบอกแล้ว เวลานี้เขียนพินัยกรรมไว้เรียบร้อยแล้ว ให้นักกฎหมายมาอ่านด้วย ผู้พิพากษาของเล่นเมื่อไรมาอ่านดู แล้วแต่งเรื่องราวให้เรียบร้อยหมด อ่านแล้วไม่มีขัดข้อง ถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง เวลาเราตายนี้พินัยกรรมนั้นก็จะขึ้นแทนเราทันทีเลย เราประกาศเองว่า เวลาหลวงตาบัวตายแล้ว เงินที่จะมาบริจาคเผาศพเผาเมรุดังที่เห็นทั่ว ๆ ไป มีมากน้อยเพียงไรให้ตั้งกรรมการขึ้นอย่างเข้มงวดกวดขัน เก็บหอมรอมริบเงินจำนวนเหล่านี้ซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวงทั้งหมด ฟังซิว่าทั้งหมด หลวงตาบัวจะเผาด้วยไฟจะไม่เผาด้วยเงิน เราบอกตรง ๆ อย่างนี้เลยในนั้นเสร็จหมดเลย

แล้วเราจะไปเอาอะไรถ้าไม่ใช่มันไปหาโกยเอามาเผาหัวมันเอง ใช่ไหม ก็เราสร้างแต่ความดี เราไม่ได้สร้างความชั่วพอจะเอาความชั่วของเราออกมาประกาศ ประกาศเท่าไรมันก็เข้าตัวเอง กรรมเกิดขึ้นที่ไหนผลก็เกิดขึ้นที่นั่นไม่ได้เกิดที่อื่น เราบอกแล้ว เรายังวิตกวิจารณ์ที่ถูกโจมตีสุ่มสี่สุ่มห้าต่อเรานี้ เราวิตกวิจารณ์เหมือนกันนะ แทนที่จะมาวิตกวิจารณ์เรา เราไม่มี ฟังซิ ก็เราไม่มีอะไรทำไว้ที่เขาโจมตีเรา ไม่มี นั่นฟังซิ มีแต่เรื่องของเขาก่อขึ้นมาก็เผาเขาเองจะไปไหน นี่เราวิตกผู้นี้ละ บางทียังแย็บออกมาด้วย ถ้าลงขนาดหนักจริง ๆ เรากลัวไฟนรกจะเผาหัวอกมันในเมืองมนุษย์นี่หนา จะยังไม่ถึงเมืองผี กว่าจะไปถึงเมืองผีก็ยังเหลือแต่ซากละ เนื้อหนังกรรมในมนุษย์นี้กินกันหมดแล้ว จะเหลือไปแดนนรกนั้นเพียงกระดูกซากเท่านั้นเองพวกนี้น่ะ มันอดคิดไม่ได้นะ

คือเราไม่มีเลย ที่เขาประกาศออกมาทั้งหมด เรียกว่าไม่มีเลยกับเรา เราสร้างแต่ความดี ฟังซิว่าพิถีพิถันเรื่องการเงินการทองใครจะเกินเรา ฟังซิท่านทั้งหลาย เราเหลาะแหละไหม ว่าอะไรจริงอันนั้น ๆ แม้แต่จัดอาหารผิดนิดเดียวชี้หน้าเลย เห็นไหมล่ะ ว่าไปไหน ๆ ต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอื่นไปไม่ได้ โน่นน่ะ เป็นอย่างนั้นมาตลอด เราปฏิบัติตัวของเรา เวลาฟาดกับกิเลสก็เคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้ว เอา กิเลสไม่ตายเราตายเท่านั้น ฟัดกันเลยไม่มีคำว่าถอย มีแต่ตายท่าเดียวกับชนะ นั่น ฟังซิ ความจริงมีในหัวใจมา ยิ่งมาบวชเป็นพระเข้ากับอรรถกับธรรมล้วน ๆ เป็นความจริงแล้วผึงร้อยเปอร์เซ็นต์เลยที่นี่ นิสัยตั้งแต่เป็นฆราวาสมันก็มีอยู่ แต่เราไม่รู้ว่าเรามีความจริงแค่ไหนในฆราวาส คือเราไม่ทราบว่าความสัตย์ความจริง เป็นอรรถเป็นธรรมนะ มันก็เป็นตามนิสัยของตัวเอง

เวลามาบวชแล้วมาอ่านธรรมะธัมโม นี้ความสัตย์ความจริงเป็นยังไง มันก็เข้ากันได้หมด โอ๋ นี่เรามีความสัตย์ความจริงมาตั้งแต่เป็นฆราวาสแล้วหากไม่รู้เฉย ๆ มาพิจารณาย้อนหลัง คือมันจริง เพื่อนฝูงเหลว ๆ ไหล ๆ เราไม่คบนะ แน่ะเป็นอย่างนั้น ฆราวาสด้วยกันไม่คบ คบแต่คนดี เหลว ๆ ไหล ๆ ไม่เอา นี่เป็นปรกติจริงทั้งนั้น

ทำอะไร ๆ ว่าไป ไป ว่าอยู่ อยู่ ว่าทำ ทำ อะไรมาผ่านไม่ได้ ถ้าลงว่าตัดสินใจหรือลั่นคำพูดออกมาว่า ทำหรือว่าไปแล้วไปเลย อันนี้เราก็ไม่รู้ว่าเรามีความสัตย์ความจริงตามอรรถตามธรรมมาแต่เมื่อไร มันฝังอยู่นั้นแล้ว เวลามาบวชนี้ถึงมาย้อนหลัง โอ้โห มันก็มีความจริงมาตั้งแต่โน้นแล้ว เราอดไม่ได้ ถ้าไม่จริงก็มีแต่หลอกป้านั้นแหละ ไม่ใช่หลอกใคร เขาบอกว่าขโมยอ้อยเขา บอกว่าผมไม่ได้ขโมย มันขโมยร้อยเปอร์เซ็นต์นี่ อันนี้ไม่จริงเข้าใจไหม ผมไม่ได้ขโมยนะผมหิวมาก ตัดอ้อยไปแล้วจะแบกไปบ้านป้า บอกป้าแล้วถึงจะเอาไปบ้าน ความจริงมันร้อยเปอร์เซ็นต์มันขโมย อันนี้ไม่จริงเราก็บอกชัด ๆ โอ๋ มันก็มีปัญญาแก้ตัวเหมือนกันนะ เราก็ไปพิจารณาอีก มันขโมยแท้ ๆ มันยังบอกมันไม่ขโมยมันหิวมาก มันจะตัดอ้อยแล้วไปบ้านเขาเสียก่อนจนกระทั่งผู้ใหญ่ก็เชื่อนะ ทีนี้ทางพ่อตาก็ด้อมไปบ้านเขาละซิ สูเด็กไอ้ ๒ ตัวนั่นมันไปขโมยอ้อยสู สูรู้ไหม

โยมป้า โอ๊ย.เขาไม่ได้ขโมย เขาบอกหิวมาก

พ่อตา โอ๊ย.นั่นละ ตัวมันขโมย มันมาบอกกูหมดแล้ว

โยมป้า ก็ช่างหัวเขาซิ ว่างั้น ทางนั้นเขาปัดเรื่อยไปเลย เขาบอกว่าเขาไม่ได้ขโมย เขาหิวมากแล้วเขาจะตัดอ้อยไปบ้าน ไปบอกที่บ้านแล้วเขาถึงจะแบกอ้อยกลับบ้านเขาว่างั้น

พ่อตา นั่นละ ตัวมันขโมย มันมาบอกกูหมดแล้ว

อันนี้ไม่จริงก็บอกตรง ๆ อย่างนี้ คือไม่จริง ขโมยจริง ๆ อันนี้ จริงตั้งแต่เรื่องขโมย ไอ้เรื่องที่ว่าไม่ขโมยนี้หลอกเขาทั้งนั้น จนกระทั่งป้าก็เลยเชื่อ ไม่เชื่อยังไง จนผู้ใหญ่ไปถามว่าเด็กไปขโมยอ้อย

โยมป้า เขาไม่ได้ขโมยนะ นั่น เห็นไหมล่ะ เขาบอกเขาหิวมาก เขาตัดอ้อยแล้วเขาจะไปบ้าน

อู๊ย.ขโมยเขา หลอกจนกระทั่งผู้ใหญ่เชื่อเห็นไหมล่ะเราก็ไม่ลืมอันนี้ นี่เรียกว่าหลอก ไม่จริง ถ้าเป็นนิสัยเราจริงตลอด ๆ

อันนี้เงินถ้าหากว่ามันยังเหลืออยู่ในบัญชีธนาคารมากน้อยเพียงไร ให้ท่านทั้งหลายทราบเลยว่า จะเหลือไว้ปฏิบัติดังนี้ทั้งนั้นไม่เป็นอื่น เราปฏิบัติมาอย่างนั้น จะให้เหลือไว้สำหรับหลวงตาบัวไม่มี ตั้งแต่บาทหนึ่งขึ้นไปเลยเราไม่เคยสนใจ จิตใจมันอยู่กับโลกด้วยความสงสารล้วน ๆ ๆ ตลอดไปเลย

นี่ก็บอกให้ทราบเอาไว้เวลาเราตาย แล้วเขาจะมาโจมตีขนไฟนรกเผาหัวเขานั้นแหละ เวลาเราตายแล้วหาว่าหลวงตาบัวมีเงินเท่านั้นเท่านี้ ทำท่าโอ้อวดว่าช่วยชาติบ้านเมือง เวลาตายแล้วมีเงินอยู่เท่านั้นเท่านี้ มันก็ไม่มากแหละ แต่ว่าบอกไว้ให้ทราบเข้าใจไหม ถึงมากน้อยเมื่อไรเวลามันมีเข้ามาเป็นกาลเป็นเวลานะ มันมีมากมีน้อยเป็นธรรมดา แต่เรื่องใหญ่มันครอบไว้แล้ว มีเท่าไรก็เพื่อโลกทั้งนั้น นั่น เราจัดไว้เรียบร้อยแล้ว หัวใจเราเป็นอย่างนั้นตลอด เราไม่เคยมาสนใจกับเรา เพราะความสงสารท่วมท้นยังบอก เรื่องความสงสารนี้ยอมรับครอบโลกธาตุเลย เราจึงได้กล้าพูดละซิ มีแต่เราดูเรื่องของโลกของสงสารเต็มบ้านเต็มเมือง อยากให้โลกมาดูหัวใจเราบ้างเป็นยังไง

จิตใจที่เห็นแก่ความตีบตันอั้นตู้ ความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ถี่เหนียว ความโลภจนไม่มีเมืองพอตายทิ้งเปล่า ๆ นี้มันเต็มโลกเต็มสงสารนะ เราอยากให้มาดูหัวใจเราที่มันเปิดโล่งไปหมด ไม่มีอะไรเข้ามาผ่านแล้วเข้ามาติดอยู่ในนี้เลย มาเท่าไรปั๊บไหลออก ไหลเข้าปั๊บไหลออกปุ๊บ ๆ ๆ บางครั้งติดหนี้เขา ทางออกมากกว่าทางเข้า มันจำเป็นจะทำยังไง เฉพาะอย่างยิ่งก็คือโรงพยาบาลติด มันจำเป็นจริง ๆ เครื่องไม้เครื่องมือ คนไข้จำเป็นขนาดไหน หัวใจชีวิตจิตใจมามอบไว้กับหมอหมด ทีนี้หมอไม่มีเครื่องมือจะก้าวออกได้ยังไง นี่ละที่ว่ามันจำเป็น เอ้า ติดก็ติด เอ้า สั่งเลย นั่น อย่างนั้นแหละมีอยู่เรื่อย ๆ นะ มีเรื่อยสำหรับทางฝ่ายโรงพยาบาลมีอยู่เรื่อย ทางอื่นไม่ค่อยมี ทางโรงพยาบาลมีบ่อยแหละ นี่ละด้วยความจำเป็นอย่างนี้ ก็คนไข้หายใจกับหมอ หมอก็หายใจกับเครื่องมือ ไม่มีเครื่องมือก้าวเดินได้ยังไง นี่ละที่เป็นเหตุให้ติดหนี้ เอ้า ติด ติดทีไรไม่ใช่น้อย ๆ นะ เป็นล้าน ๆ มันก็หามาใช้จนได้แหละ เวลาได้มา เอ้า เอาไป สักเดี๋ยวติดอีกอยู่อย่างนั้น

นี่ละอำนาจแห่งความสงสาร ไปที่ไหนเป็นอย่างนั้น หัวใจเราเราบอกจริง ๆ มันไม่มีที่จะกำไว้ มีแต่เปิดอยู่อย่างนี้ตลอด ไม่มียังเปิดอยู่ยังอยากจะให้ ๆ แต่มันไม่มีมันเป็นอย่างนั้น นี่ละจิตมีกิเลสดวงเดียวเท่านั้นเป็นภัยอยู่ในหัวใจ มีมากมีน้อยเป็นภัยมากน้อยหัวใจนะ ถ้ากิเลสเข้าไปแทรกตรงไหนเป็นภัยที่นั่น ทีนี้เวลาเปิดออกหมดจนไม่มีกิเลส ไม่มีอะไรมาขวางใจเลย ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่เป็นอกุศลไม่มี มีแต่ธรรมล้วน ๆ โล่งไปหมดเลยโลกนะ นั่นละธรรมมีมากน้อยโล่งไปหมดอย่างนี้ ให้ท่านทั้งหลายจำให้ดี ธรรมมีหรือไม่มีฟังเอาซิ ในหัวใจดวงใจนี้ เราเอาใจดวงเดียวนี้นะวัดดู เวลามันหนาแน่นเต็มที่ของมันนี้โอ๋ย.ไม่มีบาปมีบุญนะ ทำได้หมดแต่ส่วนมากมีแต่เรื่องทำบาป มันทำได้ทั้งนั้นมันไม่กลัวเป็นกลัวตายกลัวบาปกลัวบุญอะไร มีแต่อยากได้อยากทำอย่างเดียว พุ่ง ๆ เลย นี่เวลากิเลสมันมีอำนาจมาก

กิเลสมันเป็นอารมณ์คือมันฝังอยู่ในใจ แสดงอารมณ์ขึ้นมาให้เป็นความอยาก ความอิจฉาพยาบาท อาฆาตจองเวร หรือความตระหนี่ถี่เหนียวอะไร เหล่านี้มีแต่อารมณ์ของกิเลสให้ท่านทั้งหลายจำเอานะ สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายกระทบกระเทือนตนทั้งผู้อื่น มีแต่เรื่องกิเลสทั้งนั้น นี่คือกิเลส อารมณ์มันผลักดันออกมาให้อยากนั้นให้อยากนี้ ส่วนมากทำอย่างนั้นเป็นแต่เรื่องทางของกิเลส ไม่ใช่อยากเป็นธรรมนะ อยากเป็นกิเลสทั้งหมด อยากทำอะไรก็เป็นเรื่องของกิเลส นี่คืออารมณ์กิเลสนี่มันผลักดันออกมาให้อยาก ๆ ๆ ไม่หยุด จำเอาไว้นี่อารมณ์ของกิเลส ถ้าอารมณ์ของธรรมมันสวนทางกัน อยากทำดิบทำดี อยากทำบุญให้ทาน แม้แต่เห็นสัตว์ที่ทุพพลภาพอยู่ตามถนนหนทางสงสาร นั่นละธรรม มองเห็นแล้วสงสาร ควรแก้ไขหรือช่วยเหลือได้ยังไงก็อยากช่วยเหลือ แม้แต่สัตว์มันก็เป็น จิตมันวิ่งเข้าไปหา คิดหาทางช่วยเหลือ นี่เรียกว่าธรรม

จากนั้นควรแก้ไขยังไงก็แก้ เช่น ควรให้อาหารมันก็ให้ ให้อะไรก็ให้ แล้วแต่จะให้ จากนั้นมาก็ตั้งแต่เด็กขึ้นไปหาผู้ใหญ่และทั่วโลกมันก็เป็นอย่างนั้น เวลาจำเป็นแล้วมันไม่ได้ถามชื่อถามนามถามชาติวรรณะกันนะ อยู่ใกล้ไกลที่ไหน บ้านไหนเมืองไหนมันไม่ได้ถาม มันดูความจำเป็นก่อนแล้วเข้าใจไหม ความจำเป็นนี้ควรจะแก้ไขด้วยวิธีใด มันจะจับเข้าตรงนั้นก่อน มันไม่ไปสนใจกับชาติชั้นวรรณะนะ จับเข้าตรงนั้น ทีนี้ผู้นั้นพอได้รับการสงเคราะห์จากทางนี้แล้ว ทางนั้นก็ไม่ถามเหมือนกันว่าชาติชั้นวรรณะเป็นยังไงใช่ไหม เห็นว่าคนนี้ดีเมตตาสงสารมันจ่อเข้าไปตรงนั้นเลยเข้าใจเหรอ นี่ละเรื่องธรรม ธรรมเป็นอย่างนั้น มีตั้งแต่เป็นทางที่ดี ๆ ๆ ต่อเขาต่อเราต่อโลกต่อสงสาร ตั้งแต่ต่อแคบแล้วก็ต่อกว้าง ๆ ไปเลย นี่เรียกว่าธรรม เกิดในหัวใจดวงเดียวกันนี้ ให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้นะ

เวลากิเลสมันหนาแน่นตัวของเราเป็นภัยต่อตัวของเราทั้งตัวเลยนะ เวลามันมีมาก ๆ เป็นภัยทั้งหมดในตัวของเรา เราอย่าภูมิใจกับอารมณ์ที่เกิดอยู่ภายในใจของเราว่าจะมีคุณต่อเรายังไง เป็นมหาภัยทั้งนั้น มากเข้า ๆ ถ้าเราหลงตามมันเท่าไรยิ่งเป็นมหาภัย นี่คือกิเลสเป็นภัยต่อใจ ทีนี้ธรรมะมีมากมีน้อยจะขยายออกกว้างออกไป ๆ  ดีไปหมด จนกระทั่งคิดอยากทำบุญให้ทาน บำเพ็ญภาวนารักษาศีล จิตใคร่ต่อทางดีไปเรื่อย ๆ นี่เรียกว่าธรรม เกิดขึ้นจากใจ คือมันอยู่ในใจด้วยกันทั้งสอง ทางนี้ก็อารมณ์เป็นธรรมก็ออกทางด้านธรรมะ ทางนี้อารมณ์เป็นกิเลสฝ่ายต่ำ ฝ่ายทำลายตัวเองมันก็ออกเพื่อทำลายตัวเอง ทีนี้ฝ่ายดีก็คือฝ่ายศีล ฝ่ายธรรม ฝ่ายบุญ ฝ่ายกุศลออกทางนี้ก็กว้านเข้ามาหนุนตัวเอง นี่ละให้จำเอานะ

โอ๊ย.มันชัดจริง ๆ ไม่ได้พูดเล่น ๆ นะ พูดให้ท่านทั้งหลายฟัง พูดแบบจืด ๆ ชืด ๆ เมื่อไรพูดกับท่านทั้งหลาย พูดถอดออกมาจากหัวใจนี่ มันแน่อยู่ในหัวใจนี่ ใครเชื่อไม่เชื่อมันไม่สนใจกับใคร ก็ตาเห็นอยู่จ้าอยู่กับตานี้เราจะไปหาใครมาเป็นพยาน เมื่อตาของเราเห็นอันไหนแล้วหาใครมาเป็นพยาน อันนี้จิตก็เหมือนกัน กับความจริงทั้งหลายคือธรรม มันก็จ้าอยู่อย่างนั้นแล้วจะหาใครมาเป็นพยาน เพราะฉะนั้นการพูดมันถึงพุ่ง ๆ ละซิ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีคำว่าจืดว่าชืด ถ้าลงธรรมได้หมุนติ้วออกไปแล้ว เหมือนกับกิเลส กิเลสถ้าเวลามันหมุนไปทางของมันแล้วก็เอาโลกนี้แตกขาดสะบั้นไปหมด นั่น อำนาจของกิเลส อำนาจของธรรมก็กิเลสขาดสะบั้นไปเหมือนกัน นั่นฟังซิ เอาละเท่านั้นละนะ ทีนี้ให้พร

 

อ่านและฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตาวันต่อวัน ได้ที่

www.Luangta.or.th or www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก